ลดลงเหลือศูนย์ (End.)

ตอนที่ 30 : That was how I fell for him - Part I

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,273
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 292 ครั้ง
    20 มี.ค. 63

นันท์มีเพื่อนสนิทอยู่คณะสถาปัตย์ฯ

 

และนั่นก็ทำให้เขามีเพื่อนอีกเป็นโขยงที่อยู่สถาปัตย์เหมือนกัน

 

“พวกมึงทำงานอะไรกันนักหนาเนี่ย ร้อนเงินเหรอ?”

“ถ้าทำแล้วได้เงินพวกกูรวยไปแล้วพ่อค้าบ”

“เอยังไม่ได้มึงหวังเงินเหรอ พูดแล้วมันเจ่บบ”

 

ครามกับไมโลโวยวายขึ้นมาทันทีที่เขาพูดออกไปแบบนั้น นันท์ลอบถอนหายใจ มองกองกระดาษ ไม้บรรทัดทรงประหลาด กับกองขยะที่ดูไม่ออกนักว่าเกิดจากอะไรมาสุมกัน ก่อนสายตาจะเลื่อนไปถึงอีกสองคนตรงมุมห้องนั้น ไกลจากที่เขานั่งนิดหน่อย

 

“กาแฟมึงหมดแล้ว”

“จะให้ไปซื้อก็บอก”

“เก่งมาจากไหนวะจินเจอร์ รู้ใจจังเลยจ้า”

“รำคาญ”

 

เขาคิดมาตลอดว่าเมษาที่นอนตักจินเจอร์เป็นเหมือนภาพจากหนังอินดี้สักเรื่อง บวกกับเนที่เปิดเพลงผ่านลำโพงบลูทูธคลอเบาๆ และนั่งวาดงานบนโต๊ะเขียนแบบอยู่ตรงข้าม สามคนนั้นไม่ต่างจากซีนในภาพยนตร์ยุคเก่าเลยสักนิดเดียว

 

นันท์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่ขโมยตังมาอีกที ไอ้เจ้าของตัวจริงน่ะหลับไปแล้ว ไม่เข้าใจอีกเหมือนกันว่าทำไมไม่กลับไปนอนที่ห้องก่อนสักตื่น เห็นบอกว่างีบแป๊ปเดียวเลยขี้เกียจวนไปมาแต่ที่เห็นก็สองชั่วโมงกว่าแล้วไม่ใช่หรือไง

 

เด็กสถาปัตย์ฯนี่เข้าใจยากจริงๆ ให้ตาย

 

“เอาอะไร กูจะลงไปซื้อ” เขาประหม่านิดหน่อยตอนเมษากับจินเจอร์เงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมกันเหมือนเจอตัวประหลาด คงต้องขอบคุณสีหน้าราบเรียบที่มันคงอยู่อย่างเดิมเก่งเหลือเกิน เพื่อนใหม่ที่ตอนนี้ยังไม่สนิทกันเท่าไหร่เลยจับไม่ได้ว่าเขาก็เขินประมาณนึง

 

ก็ถ้าไม่เข้าหาก่อนบ้าง...คงไม่ได้สนิทกันสักทีสิน่า

 

“ช็อกโกแลตปั่นจ้า”

“‘เมกาโน่ไม่ใส่น้ำตาล”

“เป๊ปซี่ไม่ซีโร่เพราะเราซีเรียส!”

“เป๊ปซี่ซีเรียสด้วยอีกหนึ่ง!”

 

นันท์รีบหยิบโทรศัพท์เพื่อเปิดโน้ตจดอย่างน่าตลก ลืมคิดไปหน่อยว่าสถานการณ์คงไม่พ้นแบบนี้ เลยลุกลี้ลุกลนพลางขยับปากแบบไม่ออกเสียงทวนออเดอร์อีกครั้งนึง

 

“ถือไหวหรือไง?”

 

นันท์เงยหน้าจากความวุ่นวายและพบว่าคนถามกำลังค่อยๆ ประคองศีรษะเมษาให้นอนพิงกระเป๋าผ้าที่มีขวดน้ำข้างใน ถอดแจ็ดเก็ตไปคลุมขาให้อีกทีโดยที่ทั้งหมดนั้นมันดูธรรมชาติเหมือนเป็นเรื่องทั่วไป

 

“กูไปด้วยแล้วกัน”

 

เขาจำจินเจอร์ได้ขึ้นใจจากตอนนั้นล่ะมั้ง

 

ท้องฟ้าเริ่มแต้มสีส้มแล้วตอนที่พวกเขาเดินออกมาจากห้องที่ทุกคนนั่งๆ นอนๆ กองกันมั่วซั่ว นันท์ได้ยินเสียงผ่อนลมหายใจของคนข้างกาย เดาว่านอกจากใจดีแล้วอีกเหตุผลคืออยากออกมาเดินเล่นผ่อนคลาย อีกคนเลยอาสาออกมาเป็นเพื่อนกัน

 

“พวกมึงงานเยอะอย่างนี้ตลอดเลยเหรอ?” เป็นเขาที่เริ่มบทสนทนาขึ้นมาก่อนตอนเรากำลังข้ามถนนไปร้านกาแฟเจ้าประจำอีกฝั่ง จนรถสีดำขับผ่านไปและเราก้าวถึงรั้วกั้น บทสนทนาที่เกิดก็ยังไม่ถูกตอบกลับ

 

นันท์กำลังจะหันไปมองคนที่ไม่ยอมคุยกันเพื่อจะเจอเหตุผลที่ทำอย่างนั้น ทว่ารอยยิ้มมุมปากกับสายตาที่ทอดเอื่อยบนป้ายผลักบนบานประตูก็หยุดปากเขาเสียก่อน

 

“ตอนแรกกูก็จะตอบว่าเยอะอยู่หรอก”

 

กลิ่นกาแฟลอยคลุ้งในบรรยากาศกับประโยคทักทายซ้ำซากทำให้นันท์ต้องคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดโน้ตแล้วยื่นให้พนักงาน ธนบัตรสีม่วงถูกวางลงไปอย่างไม่คิดอะไรนักเพราะความสนใจถูกดึงไปไว้กับอีกคนที่อยู่ข้างกัน

 

“แล้วตอนนี้?”

“ช็อกโกแลตปั่นไม่ใส่วิปครีมนะครับ”


แต่ดูเหมือนจินเจอร์จะไม่ได้กระตือรือร้นอยากคุยกับเขาขนาดนั้น


“เมื่อกี้ว่ายังไงนะ?”

“สรุปจะบอกว่าเยอะหรือไม่เยอะ?” นันท์เพิ่งรู้สึกว่าที่พูดออกไปมันดูหาเรื่องตอนได้ยินเสียงตัวเอง เขาเผลอเม้มปากด้วยความกังวลแต่เจ้าของผิวสีน้ำผึ้งกับหัวเราะออกมา รอยยิ้มจากปากและดวงตาทำให้เขาคลายความรู้สึกยุ่งยากทิ้งไปภายในไม่กี่วินาที

“ก็เยอะมั้ง หรือมึงอาจจะว่าง เห็นตังทำงานทีไรก็มาตลอด” จินเจอร์พิงสะโพกลงกับเก้าอี้บาร์ ท่าทางคล้ายยืนมากกว่านั่งแต่นั่นไม่ใช่ประเด็กสักหน่อย

“ก็ไม่ได้ว่างขนาดนั้น”

“เด็กบริหารเขาไม่มีงานทำกันบ้างเหรอ?” การเลิกคิ้วพร้อมกับเอี้ยวหน้ามาถามแบบที่อีกคนทำมันเรียกว่าการกวนประสาทแน่ๆ เขาหลบสายตาก่อนจะเผลอหลุดยิ้มบ้าๆ ออกไป

 

ไม่รู้สิ...แต่หมั่นไส้ชะมัดเลย

 

“งานของกูมันไม่ต้องใช้เวลาเยอะเหมือนมึงไง เน้นอ่านเคส วิเคราะห์”

“อ่าฮะ”

“มึงนี่...”

 

จังหวะนั้นจินเจอร์หันมาสบตา ทำหน้าซื่อๆ ใส่ทั้งที่ริมฝีปากขยับขึ้นชัดเจนว่ากำลังสนุกกับการแก้ตัวของเขา

 

“กวนตีนเหมือนกันนะ”

 

คนโดนกล่าวหาหัวเราะเสียงใสและนันท์ก็ไม่คิดว่าการกลั้นยิ้มเป็นเรื่องจำเป็นอีกต่อไปแล้ว ดวงตายิบหยีนั่นหันมองลำดับคิวบนบอร์ด ก่อนเจ้าตัวจะถอนหายใจเฮือกใหญ่และเอื้อมมาแตะข้อมือเขาเพื่อชวนไปร้านสะดวกซื้อที่อยู่ข้างกัน

 

“แวะซื้อของกินขึ้นไปหน่อย น้ำค่อยมาเอา”

 

นันท์พยักหน้า เดินตามคนที่เพิ่งเห็นว่าเตี้ยกว่าไม่กี่เซนฯ เขาไม่รู้ว่าการเลือกเสื้อที่ขนาดใหญ่กว่าตัวเป็นเทรนด์สำหรับนักศึกษาคณะศิลป์แบบนี้หรือเปล่า แต่มันก็เข้ากับอีกคนจริงๆ นั่นแหละนะ

 

เชิ้ตไหล่ตกกับปกเสื้อที่หลวมนิดหน่อยพร้อมกับท้ายทอยสีน้ำผึ้ง

 

“ไถเกรียนอย่างนั้นเลยนะ” รู้ตัวอีกทีก็เป็นตอนที่จิ้มนิ้วไปบนหลังคออีกฝ่ายและจินเจอร์ก็สะดุ้งจนตัวโยน ที่นันท์หมายถึงคืออันเดอร์คัตที่เล็มผมทางด้านหลังออกเกือบหมด เหลือไว้แค่ปลายผมสีแอชบราวน์ที่ปรกหน้าเวลาก้มเขียนภาพในห้อง

 

อืม...เขาก็มองจินเจอร์บ่อยอยู่เหมือนกัน

 

“มันร้อน” คนตอบขมวดคิ้วเล็กน้อยเหมือนอยากจะด่า คงเป็นเพราะว่ายังไม่สนิทพอฝั่งนั้นเลยทำแค่หยิบตะกร้าใส่ของแล้วเดินหนีไป

“มึงจะซื้อเปปทีนไปให้ใครกิน น้ำเยอะแยะ”

“กูกิน แล้วกูก็ไม่ได้สั่งน้ำ”

 

แต่ถึงมองบ่อยแค่ไหน ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่นันท์ยังมองไม่เห็นอยู่ดี

 

“ไม่น่าเชื่อว่ามึงกินอะไรพวกนี้”

“กูก็ไม่เชื่อว่ามันดี แต่น้องบังคับ”

“มึงมีน้อง?”

“น้องสาว” อากาศเย็นเฉียบจากตู้แช่ทำให้มือที่เปื้อนรอยดินสออยู่ตรงสันลูบศอกตัวเอง นันท์มองตะกร้าที่พาดบนแขนขวาของอีกคนแล้วแย่งมาถือ ดึงมืออีกข้างให้จินเจอร์เดินออกมาในเมื่อเห็นกันอยู่ว่าหนาวจนหลังมือเป็นรอยจ้ำ

“ก็ว่า...ดูแลเมษาเก่งขนาดนั้น”

“หือ?” คนที่หันมาง่วนกับเชลฟ์ขนมกรุบกรอบเหลือบมองเขาเล็กน้อยก่อนจะกลับไปสนใจเลย์กับคารามูโจ้ต่อ นันท์เผลอกลอกตา ใครจะไปคิดว่าท่าทางผู้ใหญ่แบบนั้นจะมีมุมเด็กน้อยกับเขาด้วยเหมือนกัน

“กูนึกว่ามึงเป็นแฟนกัน” เขารวบทั้งสองห่อนั่นใส่ตะกร้าและลากจินเจอร์มาโซนขนมปัง ถ้าจะกินก็ควรกินให้เป็นเรื่องราวหน่อยไม่ใช่หรือไง เลือกแต่ขนมอะไรก็ไม่รู้

“กับเมษอ่ะเหรอ?”

“ไอ้เนมั้ง”

 

หัวเราะอีกแล้ว จินเจอร์หยิบขนมปังมาโยนใส่อีกหลายแบบหลังจากยืนพลิกดูสักอย่างบนฉลาก คนอารมณ์ดีหันมายิ้มแฉ่งให้ คล้ายจะพอใจที่กวนประสาทเขาจนเขาหลุดกวนกลับไปได้สำเร็จ

 

“ใครๆ ก็พูดแบบนั้น”

“แล้วใช่มั้ย?”

“หมายถึง?”

“เป็นแฟนกับเมษาเหรอมึงน่ะ?”

 

จินเจอร์ชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนแววตาคู่เดิมจะฉายแววซุกซนเหมือนเด็กที่เขาอยากจับมาตีก้นให้เข็ดหลาบ นันท์แยกเขี้ยวใส่คนที่ลอยหน้าลอยตา หยิบขนมแท่งๆ สักอย่างมาเคาะหน้าผากด้วยความหมั่นไส้

 

“แล้วกูจะดูแลกันแบบเพื่อนไม่ได้หรือไง?” ประโยคนั้นถูกพึมพำแต่คนที่อยู่ใกล้อย่างนันท์ได้ยินชัดเจน เขาเดินตามอีกคนไปยังโซนของใช้ มองตามว่าจะซื้ออะไรแล้วก็ต้องเลิกคิ้ว

“ที่กันรองเท้ากัด?”

“ของไอ้เมษ”

“ฝากซื้อ?”

“เปล่า เห็นใส่รองเท้าใหม่แล้วข้อเท้ามันเป็นแผล”

“โคตรแฟน”

“ไร้สาระ” นันท์ก้าวเท้าเอื่อยเฉื่อยต่อหลังคนที่เดินมาเคาน์เตอร์ได้สักที ดูเหมือนฝั่งนั้นจะรำคาญคนแซวเรื่องเมษาพอสมควร สงสัยคงโดนถามแต่เรื่องเดิมจนเบื่อแล้วล่ะมั้ง

“ก็ดูพวกมึงทำตัวกันดิ ไม่แปลกมั้ยถ้าคนอื่นจะมองว่าใช่อ่ะ”

“แล้วไปห้ามไม่ให้มองตอนไหน”

“เอ้า”

“รำคาญคนที่เอาแต่ถามว่าใช่ไม่ใช่ต่างหาก ขี้เสือก”

“กูเต็มๆ เลยนะที่พูด” เขาจะหยิบกระเป๋าตังค์เมื่อถึงคิว นึกอยากขำคนที่ทำท่าเหมือนเพิ่งนึกได้แต่ก็เก๊กฟอร์มว่าตั้งใจจะด่าเขาจริงๆ นั่นแหละ

“เออ มึงก็วุ่นวาย” อีกฝ่ายชิงวางเงินไปก่อนตอนที่พนักงานพูดบอกราคา เขาโคลงหัว ปล่อยตามใจเลย อยากทำอะไรก็เอา

“เพื่อนมึงยังแซวกันเลย ไปโกรธพวกมันด้วยดิ”

“โอเค ไม่โกรธแล้วก็ได้”

“ง่ายแบบนั้นเลย?” เขาถามตอนที่หันไปซื้อถุงผ้าเพราะดูแล้วไม่น่าถือไหว ตลกจินเจอร์ที่พยายามจะแบกทุกอย่างไปด้วยตัวเองจนเกือบหัวเราะออกมา

“ก็พอเข้าใจได้ไง ไม่โกรธละ”

“มึงนี่นะ”

 

ความจริงจินเจอร์ก็ไม่เคยโกรธหรอก มีรำคาญบางนิดหน่อยเท่านั้นแหละ

 

“เพื่อนทั้งนั้นอ่ะ ขี้เกียจโกรธ”

 

รวมกับประโยคที่ได้ยินเข้าไป นันท์เลยตัดสินใจแล้วว่าเพื่อนใหม่คนนี้น่ะ

 

“เดี๋ยวกูถือน้ำเอง ได้แล้วมั้ง”

 

ใจดีกว่าใครเลย

 

 

__________

 

 

เปลือกตาสีน้ำผึ้งจางหลับลงระหว่างที่หัวคิ้วถูกกดนวดด้วยนิ้วชี้และโป้ง จินเจอร์พิงตัวลงกับพนัก เหนื่อยจะมองจอตรงหน้าแล้วเลยกวาดสายตาไปรอบห้อง ครามกับไมโลนอนฟุบอยู่บนโต๊ะหน้าประตู เนกำลังพิมพ์งานต๊อกแต๊กอยู่ตรงข้ามเขา ส่วนมุมขวาสุดเป็นตังที่พูดเรื่องอะไรสักอย่างไม่หยุดและเพื่อนใหม่คนนั้นที่ัวันนี้มีแว่นกรอบบางอยู่บนปลายจมูก ก้มหน้าอ่านกระดาษเป็นปึกที่เขาไม่รู้รายละเอียดหรอก แต่เดาว่าคงเป็นเคสที่ต้องนั่งวิเคราะห์อย่างที่เจ้าตัวเลยบอกให้ฟังล่ะมั้ง

 

เชื่อแล้วว่าไม่ว่าง แต่ก็มาอ่านหนังสือที่คณะคนอื่นไม่หยุด

 

เหมือนจินเจอร์จะเผลอพักสายตากับใบหน้าเคร่งเครียดนั่นนานเกินไปหน่อย เด็กบริหารคนเก่งถึงได้เงยหน้าขึ้นสบตากัน ก่อนคิ้วที่ขมวดนิดหน่อยจะคลายลงและส่งรอยยิ้มจางๆ มาให้

 

“หิวข้าวว่ะ”

 

เขามองกลับด้วยท่าทางประมาณว่า ‘บอกกูแล้วอิ่มเหรอ?’ ทั้งที่ความจริงอยากจะยิ้มขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ เพื่อนสนิทก็นั่งอยู่ข้างๆ ทำไมจะต้องมาบอกคนที่นั่งห่างมาขนาดนี้

 

กวนประสาท

 

“เนกินไรป่ะ?”

“จะลงล่างเหรอ?”

“อืม หิวแล้ว

 

เจ้าของผมสีดำสนิทเงยหน้าเมื่อได้ยินประโยคนั้นจากปากเขา นัยน์ตาอ่อนล้าจากงานจ้องค้างคล้ายกำลังประมวลผลอะไรสักอย่างก่อนจะหันไปทางเพื่อนต่างคณะคนนั้น

 

ไม่ใช่แล้วมั้ง, เป็นความคิดที่ดังขึ้นมาในหัว

 

“ไม่ มึงไปกันเลย” แต่เนไม่คิดจะพูดออกมาเป็นคำเพราะความจริงมันก็ไม่ได้มีอะไร ทว่าพักหลังเขาเริ่มรู้สึกถึงบรรยากาศเฉพาะระหว่างจินเจอร์และอีกคน มันเป็นมวลสารบางอย่างที่เจือจางรอบตัวสองคนนั้น เป็นแค่เวลาที่อยู่ด้วยกันและเนก็อดคิดไม่ได้ว่ามันต่างจากปกติ

 

บางอย่างในสายตาของจินเจอร์ เนไม่เคยเห็นมาก่อน

 

“ตังมึงหิวยัง?”

“ไม่อ่ะ ไอ้ครามซื้อโดนัทมา หวานถึงวันพรุ่งนี้”

“ตายเพราะเบาหวานแหละพวกมึงน่ะ”

“เออ เหลือแต่ไอ้เจอร์อ่ะ เป็นบุญชิบหายไม่กินของหวาน”

 

สายตาสองคู่สบกันอีกครั้ง แล้วก็เป็นจินเจอร์ที่ผละออกมา ก้มลงหยิบโทรศัพท์กับกระเป๋าเงินและยืนขึ้นเพื่อบอกฝั่งนั้นว่าพร้อมแล้ว

 

“ไปด้วยดิ” ครั้งนี้เป็นเขาที่เริ่มบทสนทนาแบบออกเสียงพูดขึ้นมาให้ได้ยินกันทุกคน เห็นเนเหลือบมองจากหางตาและตังที่พยักหน้าโดยไม่ได้คิดอะไร

 

คงมีแต่นันท์ที่ยิ้มมุมปากคล้ายจะรู้ทันว่าความจริงเขาตกลงไปกินข้าวด้วยกันตั้งนานแล้ว ตกลงผ่านสายตาตั้งแต่ได้เห็นคำว่าหิวข้าวแบบไม่มีเสียงของเจ้าตัว

 

มันเป็นเหมือนโค้ดลับหรือสักอย่างที่ทำให้เขารู้สึกสนุกขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ จินเจอร์ชอบที่เวลาเราอยู่ท่ามกลางเพื่อนเป็นสิบคนจะมีจังหวะไม่ตั้งใจที่ได้สบตา เป็นการกระทำที่ทำให้พบว่าเราเผลอพักสายตาเอาไว้กับอีกฝ่ายอยู่บ่อยๆ

 

แล้วก็นี่อีก ไอ้การเลิกคิ้วหรือทำท่ากวนประสาทแล้วเข้าใจความหมายโดยไม่ต้องบอกออกมาน่ะ

 

เจ๋งเป็นบ้าเลย

 

“มึงไม่ชอบกินหวานเหรอ?” คำถามนั้นดังขึ้นตอนที่เรานั่งลงบนโต๊ะที่ถูกปูด้วยโปสเตอร์เป๊ปซี่ เก้าอี้พลาสติกฝั่งนันท์ดูไม่ค่อยแข็งแรงและมันก็เป็นเหตุผลให้วันนี้คนที่ปกตินั่งตรงข้ามย้ายมาอยู่ข้างขวามืออย่างช่วยไม่ได้

“อืม กินแล้วท้องมันตื้อ”

“พลาดมาก” นันท์หยิบกระดาษกับปากกาที่เสียบเอาไว้ เคาะหัวกดกับโต๊ะอยู่สองสามทีคล้ายกับนึกว่าจะกินเมนูไหน แต่พอเขาจิ้มนิ้วลงบนผัดขี้เมาไก่มันก็ถูกเขียนลงไปด้วยเลขสองตามหลัง

“ขี้ลอกว่ะ”

“คิดไม่ออกว่าจะกินอะไร”

“มานี่ กูเอาไปส่ง” เขารับกระดาษมาจากคนที่เท้าคางมองมา แถมโดนอีกฝ่ายกวนประสาทซ้ำด้วยการชี้ว่าให้หยิบน้ำมาด้วยสองแก้ว

 

มันน่านัก

 

“ได้ทีแล้วสั่งใหญ่” นิ้วยาวที่เกี่ยวหูของแก้วพลาสติกสีชืดปล่อยมันลงบนโต๊ะ ส่ายหัวให้คนที่ยิ้มชอบใจที่อ้อนเท้ากันได้สักนิดหน่อย

“มึงไม่กินหวานอ่ะ”

“แล้วมันทำไม?” จินเจอร์เกือบจะขำออกมาตอนเห็นว่าคำพูดคำจาและสีหน้าอีกคนมันไร้สาระแค่ไหน

“พลาด”

“พลาดจากการเป็นเบาหวานเหมือนมึงไง”

“กินแล้วก็ออกกำลังกายดิ”

“ไม่กินง่ายกว่ามั้ย”

“กล้าแลกดิ กลัวไร”

“จ้า พ่อเด็กบริหารที่ไม่กลัวความเสี่ยง”

“ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุนนะครับ”

“ช่วงนี้เรียนหนักเหรอ โคตรติ๊งต๊องเลย” เขาโยนทิชชูสีชมพูที่เคยได้ยินมาว่าไม่ใช้จะสะอาดกว่าใส่หัวนันท์ เจ้าตัวฟุบลงกับโต๊ะ แนบหน้าบนแขนจนแก้มบี้แม้ทุกวันนี้ไ่ม่ค่อยมีเนื้อหนังเท่าไหร่

“อือ เหนื่อย” อีกคนปัดกระดาษเปื่อยๆ นั่นออก เอามาหย่อนใส่กระเป๋าเสื้อเขาจนสุดท้ายต้องเอามารองแก้วน้ำ

“โห คุณพัทธนันท์เขาบ่นเหนื่อยว่ะ”

“ก็นี่พัทธนันท์ ไม่ใช่กัปตันอเมริกานะมึง” จินเจอร์หัวเราะร่วน เท้าคางพลางก้มมองคนที่กองตัวเองอยู่บนโต๊ะแล้วถามต่อ

“ถ้าบอกให้พักจะทำได้มั้ย?”

“อันนั้นไปบอกอาจารย์เถอะ ไม่ต้องมาบอกกู”

“งั้นก็อดทน ที่ผ่านมามึงก็ทำได้ตลอด ครั้งนี้ก็เหมือนกันแหละ”

 

ผัดขี้เมาไก่ราดข้าวสองจานถูกวางลงตรงหน้าเพราะเวลานี้ลูกค้าไม่เยอะเท่าไหร่ น่าเสียดายที่มันอาจจะมาเร็วเกินไปเพราะเจอร์ไม่ทันได้เห็น

 

รอยยิ้มที่ถูกซ่อนไว้กับแววตาอ่อนแสงของใครบางคนนั่นน่ะ

 

“แล้วมึงอ่ะ ไม่หมดแรงบ้างเหรอ?” นันท์ยันตัวเองขึ้นมานั่งดีๆ ตอนที่ช้อนกับส้อมถูกยืนมาให้ คิดในใจไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ว่าจินเจอร์เทคแคร์คนอื่นเก่งชะมัดเลย

“นอนตื่นมาก็หายเหนื่อยแล้ว”

“ดีว่ะ”

“ใจมันอยู่ตรงนี้ไง มันเลยเหนื่อยแค่ร่างกายเฉยๆ” พูดจบแก้มข้างขวาก็ดูน่าบีบขึ้นมาเพราะจินเจอร์เคี้ยวข้าวข้างเดียว ตาคมกริบมองภาพนั้นนิ่งๆ แล้วก็รู้สึกจริงๆ ว่ามันน่าบีบให้บุบ

 

แล้วคนอย่างนันท์

 

“โอ๊ะ! ไอ้เวร!”

 

ยับยั้งชั่งใจเป็นที่ไหน

 

“เหมือนไอ้ลูกๆ อ่ะ”

“ลูกที่หน้ามึงเหอะ” จินเจอร์ด่ากลับ กลืนข้าวลงคอเร็วๆ พร้อมกับดื่มน้ำตาม เมื่อกี้เกือบสำลักเลย...ไอ้บ้านี่เล่นอะไรปัญญาอ่อน

“ลูกนั้นมันเรียกว่าอะไรนะ?” แล้วก็เป็นแบบเดิมคือพอนึกคำที่อยากพูดไม่ออกก็จะไม่หยุดคิด นันท์สะกิดเขาก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น ไม่สนใจจะกินข้าวแล้วเพราะสงสัยจนทำอย่างอื่นไม่ได้

 

ให้มันได้อย่างงี้สิ

 

“ลักษณะ?” ถามว่าสุดท้ายแล้วใครที่ต้องมาช่วยค้นสมองตัวเองไปตอบคำถามอีกฝ่ายถ้าไม่ใช่เขา จินเจอร์ที่เพิ่งถูกขยำแก้มข้างขวาตักใบมะกรูดไปกองที่อีกฝั่งของจานก่อนจะตักข้าวคำถัดไป

“ที่มีของข้างใน”

“กาชาปอง?”

“เออ กาชาปอง” พอรู้คำตอบก็ไม่ได้ดีใจมากขนาดนั้นจนบางทีเขาก็งงว่านันท์จะตั้งใจมากมายไปเพื่ออะไร

 

เข้าใจยากจริงๆ เลยพัทธนันท์

 

 

__________

ย้อนรอยตามสัญญาาา

หลายคนสงสัยว่าจินเจอร์ไปรักนันท์ได้ไง

เราก็สงสัยเหมือนกันค่ะ อ้าว55555555

มารอดูด้วยกันเนอะ

#เหลือศูนย์

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 292 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

781 ความคิดเห็น

  1. #626 VmIaPi (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 10:00
    ดูแล้วคนวอแวคือนัน 555
    #626
    0
  2. #610 chalan_chan (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 01:47
    เข้าใจอารมณ์ที่ต้องให้เพื่อนช่วยค้นความจำอ่ะ คือบับ!! ถ้าไม่รู้คือไม่ได้หนักเลยคือนั่งนึกตะทำอะไรก็อึดอัดไม่เต็มที่ แต่พอรู้แล้วก็แค่ อ๋อ... นั่นแหละ
    #610
    0
  3. #504 Neww17 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 19:10

    ไม่ใช่รักกันต่างนานละหรอออ

    #504
    0
  4. #498 kmmmmmm (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 13:09
    เค้าวอแวกันนนนน
    #498
    0
  5. #497 ningpornprapa (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 13:07
    พี่นันท์น่าร้ากกกก
    #497
    0
  6. #495 PuiPui--r (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 05:50
    ตานันท์ก็วอแวเจอร์มาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่นา
    #495
    0
  7. #493 mbye614 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 00:08
    this is cyuteeeeeee😭
    #493
    0
  8. #491 0804211939 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 23:46
    หวานกันตั้งแต่สมัยเรียนเลยนี่นา
    #491
    0
  9. #489 N-Ming (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 21:50
    น่ารักกกก โอ๊ยจัยโผมมม
    #489
    0
  10. #488 MMAAYY (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 21:33
    น่ารักจังงงง มีความมุ้งมิ้งตอนยังหนุ่มๆ ไรท์สู้ๆน๊าเราติดตามอยู่ตลอด แล้วก็ดีใจกับไรท์ด้วยนะคะเราเห็นคนมาอ่านเยอะจนติดท็อปเท็นเลย ขอให้ไรท์มีกำลังใจเขียนต่อไปเยอะๆนะคะ :-)
    #488
    1
  11. #487 IB_OrzL (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 19:35
    หื้มมม ก็หวานอยู่นา
    #487
    0
  12. #486 สตรีรัตติกาล (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 19:12
    แหนะ ก็สนใจกันและกันมาตั้งนานแล้วนี่ 5555555
    #486
    0
  13. #484 Tnchrx000 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 15:13
    อยากอ่านความหวังอยู่พอดีเลยยย
    #484
    0