ลดลงเหลือศูนย์ (End.)

ตอนที่ 18 : ศูนย์สิบแปด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,919
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 740 ครั้ง
    19 ก.ย. 62

อาจเป็นเพราะเหนื่อยเกินกว่าจะโต้เถียงอะไรอีกต่อไป

 

เพราะไม่แคร์หรือใส่ใจแล้วว่าต้องพังกันอีกแค่ไหน

 

หรือบางทีก็อาจเป็นเหตุผลง่ายๆอย่างการ แพ้ ยอมให้อยู่แค่คนเดียว

 

สุดท้ายนันท์ถึงได้จับกุญแจรถคุณหนูคันเล็กของเขา ขับกลับมาที่คอนโดของอีกฝ่าย และดันไหล่ให้เขานั่งลงบนโซฟาตัวเดิมที่เกลียดแสนเกลียดอย่างในปัจจุบันที่เป็นอยู่

 

          นัยน์ตาสีน้ำตาลมองก้นแก้วใสกระแทกกับผิวโต๊ะวางของเล็กๆอย่างขบขัน ทั้งที่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะ...สี่? หรืออาจจะมากน้อยกว่านั้นที่ได้มาเหยียบห้องเจ้าตัว แต่กลับไม่เคยเลยที่จะถูกต้อนรับตามมารยาทเหมือนเป็นแขกคนนึงจนกระทั่งวันนี้ วันที่มีความตั้งใจเต็มเปี่ยมว่าคงต้องตัดขาดความรู้สึกทั้งหมดแล้ว

 

          เพื่อนน่ะ...ไม่เป็นก็ได้ถ้ามันลำบากยากเย็นเหลือเกิน

 

          “เลิกร้องได้แล้ว” อยากถามว่าเป็นใครเหรอถึงนึกมาสั่งคนอื่นเขา แต่จินเจอร์ก็ทำแค่นั่งเงียบ มองวงคลื่นบนผิวน้ำที่ค่อยๆคลายไปตามแรงกระทบที่ลดลง

 

          เหมือนว่าพอได้ปล่อยให้ตัวเองได้ร้องไห้สักครั้งหลังจากที่ฝืนเก็บมานานเขาเองชักหยุดไม่ได้

 

          ทั้งที่ทำตัวเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทว่าน้ำตากลับไหลให้เช็ดป้อยๆเหมือนเด็ก และเพราะสถาะนะมันมาไกลเกินกว่าจะรู้สึกอายกับเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ จินเจอร์เลยทำแค่ปล่อยไปโดยไม่แสดงความเห็นโต้ตอบอะไร

 

          “เสียใจมากเลยเหรอ?” คำถามที่ได้ยินฟังดูโง่จนน่าหัวเราะออกมา คิดว่าที่เขามีสภาพอย่างที่เป็นเพราะว่ามีความสุขหรือซึ้งใจมากนักหรือไง? ในหัวของใครบางคนเต็มไปด้วยคำถามประชดประชันตามแรงอารมณ์ในขณะที่เจ้าของห้องบนที่นั่งไม่ไกลนักไล่มองสีหน้าเหนื่อยอ่อนและขอบตาแดงก่ำ

 

          ก็เพิ่งรู้ว่าถ้าทำเจอร์เสียใจแล้วจะรู้สึกแย่ได้ตั้งขนาดนี้

 

          “ไม่ แค่ผิดหวัง” จินเจอร์ยกน้ำแก้วนั้นขึ้นมาจิบหลังมองจนพอใจ เสียงเย็นชาที่บ่งบอกว่าเหนื่อยจะโกหกหนำซ้ำยังต้องการไปจากตรงนี้ทำให้นันท์ใจเสีย

          “เรื่องจริน—”

          “ไม่อยากรู้แล้ว”

          “แต่—”

          “นันท์ กูไม่อยากรู้จริงๆ” ตอกย้ำหนักแน่นว่าไม่สนใจอีกแล้วกับการที่นันท์จะไปทำอะไรหรือมีใครใหม่ ความเจ็บปวดเป็นเรื่องของเขา และทุกคนที่เคยผ่านมาต่างบอกว่ามันจะต้องจางหายในสักวัน เพราะงั้นจินเจอร์ก็จะปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปพร้อมกับเวลา

          “แต่กูมีอีกเรื่องที่อยากบอกให้มึงรู้”

“...” ทำแค่เลิกคิ้วกับไปว่าได้ยินแต่ชัดเจนตรงไม่คิดว่าเป็นสิ่งสำคัญ วูบนึงที่การกระทำของจินเจอร์พาดการตัดพ้อลงบนแววตาของนันท์ แต่เมื่อทำใจยอมรับว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ไปเรียกร้องอะไรได้คนพูดจึงทำได้เพียงกัดฟันข่มความรู้สึกปวดแปลบแล้วพูดต่อ

“กูรักมึง”

 

          ใครบางคนขมวดคิ้วคล้ายไม่เข้าใจในประโยคที่มีแค่ประธาน กิริยา และกรรมเรียงกันอย่างเรียบง่าย แต่ผ่านไปไม่กี่วินาทีจินเจอร์ก็กลับมามีสีหน้าเฉยดังเดิม หยุดปลายนิ้วที่ไล้ขอบปากแก้วเล่นก่อนจะเงยหน้าขึ้นมารับคำ

 

          “อืม แค่นี้?”

          “เจอร์กูรักมึง”

          “เมื่อกี้ได้ยิน จะพูดซ้ำทำไม?”

 

          ฝ่ายที่ย้ำประโยคเพราะปฏิกิริยาตอบรับที่ได้เรียบเฉยจนใจวูบโหวงตอนนี้เม้มปากแน่นจนซีด คำที่เขาเฝ้าทบทวนและลังเลอยู่นานกลับกลายเป็นบางอย่างที่แทบไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับคนฟัง

 

          “ถ้าไม่มีอะไรแล้วกูกลับนะ”

          “จินเจอร์”

          “กูก็รักมึงเหมือนกัน”

          “...”

          “อยากให้ตอบแบบนี้?” จินเจอร์มองสายตาของนันท์ที่ประนามกันว่าใจร้ายแค่ไหนอย่างเย็นชา คิดดูแล้วสิ่งที่พูดก็ไม่ใช่เรื่องโกหกหรอก แต่มันเป็นความจริงที่กำลังจะเปลี่ยนไป

         

          เพราะว่ากำลังเลิกรัก

 

          “มึงรักกู” ดูเหมือนความอดทนของใครบางคนจะหมดแค่นี้ นันท์เถียงกลับอย่างดื้อรั้นพร้อมกับจ้องเขาอย่างไม่ยอมแพ้

          “มันจะไม่ใช่แบบนั้นแล้ว”

          “แต่มึงยังรักกู” ขมวดคิ้วไม่พอใจให้คำพูดตอกย้ำถึงความอ่อนแอที่ยังตัดไม่ขาด จินเจอร์ผ่อนลมหายใจอย่างข่มอารมณ์

          “ก็ใช่”

          “เพราะงั้น—”

          “แต่ไม่ได้เต็มใจสักหน่อย”

 

          เขาน่ะ...เหนื่อยจนไม่อยากจะมีความรู้สึกอะไรสักด้านให้นันท์อีกแล้ว

 

          ที่เป็นแบบนี้ก็ขัดแย้งในตัวเองจนน่าปวดหัวที่สุด ถ้ามันง่ายอย่างความตั้งใจและปากพูดเรื่องอาจจะจบลงเร็วกว่านี้ก็ได้ จินเจอร์กอดอก ทิ้งตัวลงกับพนักพิงเมื่อดูแล้วคงจะไม่ได้ออกจากที่นี่ง่ายๆประมาณจากความงี่เง่าของเจ้าของห้อง

 

          “จินเจอร์”

          “ทำยังไงดีล่ะนันท์ กูไม่อยากรักมึงแล้ว” เขาเชิดปลายคางอย่างกวนประสาท มั่นใจว่าสิ่งที่นันท์รู้สึกคงไม่มากพอจะฝืนอดทนพูดดีกับเขาไปได้มากกว่านี้

          “ได้” ปลายนิ้วยาวแอบกำเสื้อแน่นเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ต่างจากที่คิดมากนัก ใช่แล้ว...ปฏิเสธเขาออกมาเสียที บอกว่ารำคาญก็ได้แล้วไล่ให้เขากลับไป

         

          “กูจะทำให้มึงอยากรักกูเองจินเจอร์”

 

          ใครบางคนคิดผิด

 

          นัยน์ตาสีน้ำตาลเบิกกว้างเล็กน้อยด้วยความตกใจอย่างปิดไม่มิด นันท์ยังฉายแววรั้นระคนเจ็บปวดบนสีหน้าและแววตา หากแต่ไม่มีร่องรอยว่าจะยอมแพ้ปรากฏให้เห็นเลยสักเสี้ยวเดียว

 

          ต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจินเจอร์จะเรียกสติตัวเองกลับมาได้ รอจนการทำงานของหัวใจกลับมาเป็นปกติ คนผิวสีน้ำผึ้งพยักหน้ารับรู้ราบเรียบอย่างเก่าก่อนจะหยัดตัวขึ้นยืน มองกุญแจรถของตัวเองที่นอนแอ้งแม้งอยู่กลางโต๊ะเพื่อบอกให้ฝ่ายที่อยู่ใกล้กว่าหยิบส่งให้ ทว่าคล้ายกับการมองเห็นถูกสีดำสาดจนมันเลอะด่างเป็นจุด ยิ่งอาการมึนหัวที่จู่โจมกันอีกรอบก็ทำให้ทรุดลงไปนั่งที่เดิมอย่างช่วยไม่ได้

 

          เดาไม่ยากว่าเป็นเพราะร่างกายไม่ได้รับการดูแลที่ควรจะเป็นติดต่อกันหลายวัน ช่างนาโมโหจริงๆที่เขาละเลยจนมันต้องประท้วงด้วยการแสดงออกแบบนี้

 

          แถมยังเป็นต่อหน้าคนที่ไม่อยากให้เห็นที่สุดอีกด้วย

 

          “ทำไมถึงเป็น?” น้ำเสียงฟังดูไม่ดีเท่าไหร่ดังขึ้นใกล้จนต้องพยายามกระพริบตาถี่ๆและมองรอบข้างให้ชัดเจนขึ้นอีกนิด นันท์ที่ควรจะนั่งอยู่ตรงข้ามย้ายมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ คิ้วเข้มที่ขมวดยุ่งเหยิงเหมือนอยากดุแต่ก็เป็นห่วงทำให้จินเจอร์นิ่งงัน

 

          ก็เพราะว่าไม่เคยคาดหวังเลยอย่างที่พูด...

 

          “สภาพนี้คงขับรถไหวหรอก”

 

          เขาถึงตั้งรับไม่ได้, ไอ้ความรู้สึกที่เต็มตื้นขึ้นมาในอกแบบนี้

 

          “อย่าเว่อร์น่า” แขนซ้ายบิดออกจากสัมผัสอุ่นๆของมือที่ใหญ่กว่ากันจนไม่เข้าใจ ทั้งที่ความสูงก็ใกล้เคียงแต่ทำไมโครงสร้างหลายส่วนถึงได้ต่างกันตั้งมากมายก็ไม่รู้

 

          พวกเขาเลยเข้ากันได้ดีเกินไปตอนที่...—

 

          “ถ้าจะกลับเดี๋ยวกูไปส่ง”

          “มึงไม่มีรถ”

          “แต่มึงขับรถไม่ได้” นันท์จริงจังจนคนฟังเกือบจะเชื่อว่ามันเป็นความจริงเหมือนกับพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก แม้ตัวเองจะเป็นเจ้าของร่างกายและพอจะเดาได้ว่าอาการที่เกิดไม่ได้หนักหนาขนาดนั้น

 

          “ถ้าไม่ให้กูไปส่งก็นอนนี่” อยากจะผุดลุกขึ้นทันทีที่จบประโยคนั้นแต่คงเป็นการกระทำที่คิดน้อยไปหน่อย จินเจอร์เลยค่อยๆทิ้งน้ำหนักลงบนฝ่ามือที่กดกับเบาะ ทรงตัวยืนเชื่องช้าก่อนจะเผลอกัดปากเมื่อคนข้างกายรีบเข้ามากอดไหล่เอาไว้

 

          ไม่รู้หรอกว่าถ้าไม่ทำตามเงื่อนไขของนันท์โลกจะแตกหรือยังไง ...ไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับระบบความคิดของเขา

 

          โทษว่าเป็นเพราะความดันต่ำจะฟังดูงี่เง่าเกินไปไหม?

          .

          .

          .

 

          บ้านเดี่ยวสามชั้น สมบัติชิ้นสำคัญที่พ่อกับแม่สร้างเอาไว้ให้เขากับน้องปรากฏแก่สายตา คุณหนูถูกชะลอลงและหยุดนิ่งหน้ารั้วเหล็กเรียบๆสีดำพอดิบพอดี เสียงปลดเข็มขัดของคนข้างตัวดังขึ้นดึงจินเจอร์หลุดออกจากพื้นที่ความคิดในหัว แต่พอหันมาเห็นภาพนันท์ที่กำลังจับพวงมาลัยพลางเข้าเกียร์จอดก็นึกอยากจะชัตดาวน์ตัวเองอีกครั้ง

 

          ตั้งแต่มีคุณหนูมาก็ไม่เคยมีใครได้ขับนอกจากเขา

 

          ดังนั้นการเห็นอีกฝ่ายมาก้าวก่ายของส่วนตัวมันเลยรู้สึกประหลาดนิดน่อย

 

          “มึงกลับยังไง?” ถามไปตามมารยาทที่ห่วงว่าคนช่วยเหลือจะเดือดร้อน แต่ดูเหมือนคนทำดีหวังผลที่ใจร้อนที่สุดในโลกของจินเจอร์จะตีความหมายเป็นอย่างอื่น

          “ไล่เก่ง” ซ่อนสีหน้าน้อยใจด้วยการเปิดประตูลงจากรถพร้อมกับอ้อมไปเปิดฝั่งข้างคนขับให้ด้วย มากกว่านั้นคือการยืนรอเพื่อคอยระวังไม่ให้เจ้าของบ้านตรงหน้าล้มพับไปเพราะเหตุผลอะไรอีก

 

          ก็หวังให้จินเจอร์ตอบรับความรู้สึกนั่นแหละ แต่ที่ทำทั้งหมดมันเป็นไปเองโดยอัตโนมัติจนสมองยังไม่ได้ประมวลถึงขั้นนั้น

 

          เอาเป็นว่าที่ทำ...ก็เพราะห่วงล้วนๆเลย

 

          บรรยากาศของบ้านที่มีเจ้าของสองคนแต่อาศัยจริงแค่คนเดียวเต็มไปด้วยกลิ่นอายของจินเจอร์ ตั้งแต่ความเรียบง่ายของห้องรับแขกด้านหน้า โซนทานข้าวที่ใช้พื้นที่เล็กน้อยและดูสะอาดราวกับว่าไม่ค่อยได้ถูกใช้ ลามไปถึงบันไดขึ้นชั้นสองที่ไม่มีการตกแต่งใดใดนอกจากกรอบรูปขนาดใหญ่ที่มีคู่หญิงชายยืนยิ้มให้กล้องในชุดแต่งงาน

 

          “มึงหน้าเหมือนแม่” เป็นประโยคที่นันท์เผลอหลุดปากไปตอนเดินผ่านห้องทำงานชั้นสองแล้วเห็นภาพที่แสดงโชว์ตามชั้นวาง จินเจอร์ทำแค่ครางอือในลำคอตอบรับ มัวแต่กระอักกระอ่วนจนไม่คิดว่าการต่อบทสนทนานั้นเหมาะเท่าไหร่

 

          สุดท้ายก็มาถึงชั้นสามที่เป็นห้องนอนของเขาและน้องสาว ถึงแม้พิ้งไม่ค่อยได้กลับมาใช้แต่ทุกอย่างยังคงถูกดูแลอย่างดี ส่วนนึงเป็นเพราะชอบมองไปแล้วเห็นอะไรสบายตา อีกส่วนคือการได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ของคนที่คิดถึงมันก็ช่วยให้เบาใจดี

 

          “เอาไป” เขายื่นกุญแจรถที่ถูกกำแน่นและเลอะเหงื่อจากฝ่ามือตัวเองให้คนตรงหน้าหลังจากนั่งลงบนปลายเตียงผ้าปูสีเทา นันท์แค่นยิ้มพลางรับมันเอาไปใส่กระเป๋ากางเกงเอาไว้

 

          ก่อนจะถอยไปนั่งไขว่ห้างที่เก้าอี้ชุดตรงริมหน้าต่าง

 

          “อะไร?” แถมยังไม่วายเลิกคิ้วถามอย่างกวนประสาทว่าเขาจะหันไปมองและจ้องค้างตัวเองทำไม

          “ไม่กลับ?”

          “นานแค่ไหน?” นันท์เมินประโยคนั้น เปลี่ยนเรื่องด้วยการตั้งคำถามขึ้นมาใหม่โดยไม่ทันคิดเลยว่าคนฟังจะตามทันรึเปล่า

          “หมายถึง?”

          “มึงรักกูมานานแค่ไหนแล้ว?” จินเจอร์เลี่ยงที่จะตอบด้วยการดึงผ้าห่มที่เก็บอย่างดีออกมาเตรียมตัวนอน ถ้าอีกคนอยากอยู่นักก็อยู่ไป อยู่คนเดียวเล่นกับตัวเองแล้วกันเพราะเขาจะหลับ

          “...”

          “แต่ถ้าเป็นกู ก็คงหลังจากเซ็กส์ครั้งสุดท้ายของเรามั้ง”

 

สาบานเลยว่าถ้าเมื่อกี้มีน้ำอยู่ในปากเขาต้องสำลักและขาดอากาศหายใจตายไปแน่ๆ โชคดีที่สิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียงจังหวะชะงักเล็กน้อยก่อนคนผิวน้ำผึ้งจะพาตัวเองไปนั่งพิงหัวเตียงสำเร็จ

 

“ตอนเรียกกู...เหมือนมึงใจจะขาด” จินเจอร์กอดอกหลับตา ขยับหามุมที่ลงตัวนิดหน่อยและพิงแผ่นหลังกับหมอนนุ่มๆที่ไม่คิดเอามารองคอเพราะมันสูงเกินไป

“แต่พอจบมึงก็กลับมาเย็นชาใส่” คนฟังนั่งนิ่ง ไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมามองอีกฝ่ายที่เท้าคางพลางใช้สายตาค้นหาอาการผิดปกติที่อาจจะแปลความหมายได้ว่าตัวเองยังมีอิทธิพลมากพอกับความรู้สึกของจินเจอร์อยู่

“กูไม่เข้าใจเลย”

“ก็แค่ทำตามกฎของมึง ไม่เห็นมีอะไรยาก” นัยน์ตาสีน้ำตาลลืมขึ้นเชื่องช้า ไม่ต่างจากใบไม้ช้ำๆที่ร่วงหล่นบนพื้นหลังจากพายุสงบลง

“ไม่ใช่มึง แต่กูไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องหงุดหงิดที่มึงกลับไป

“...”

“กูก็แค่อยากให้มึงอยู่”

 

อ่า...นี่ชักจะเกินความสามารถของคนใจแข็งไม่จริงอย่างเขาเสียแล้ว

 

“มึงไม่ได้แสดงออกให้กูรู้สึกอย่างนั้น”

“ถึงต้องพูดไง เพราะการที่กูไม่รั้งมึงไม่ได้แปลว่าไม่อยากให้อยู่” มือที่กุมกันอยู่ใต้ผ้าห่มเปลี่ยนเป็นกำแน่นจนชา คำถามข้อเดิมไล่วนย้ำๆถึงเหตุผลของเวลา ...ทำไมมาเกิดเอาป่านนี้

“มึงเองก็ปากแข็งจินเจอร์ ถ้ามองย้อนกลับไปจะไม่เข้าใจกูจริงๆเหรอ?”

“...”

“กูกำลังซื่อสัตย์กับมึงและตัวเองอยู่ ถ้าไม่รู้ก็รู้เอาไว้” จังหวะที่ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนใครบางคนผวาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด นันท์หยักยิ้มบาง อย่างน้อยกำลังใจในวันนี้ก็อะไรมาเติมไม่ให้มันหมดลงง่ายๆ

“กูจะไปซื้อของ บ้านมึงไม่มีของสดเลยใช่มั้ยล่ะ?”

“มึงไม่—”

 “มีรถแล้วไง มึงให้ใช้” นันท์ทำเป็นโมเมว่าประโยคเมื่อครู่หมายถึงอีกอย่างที่ไม่ใช่การปฏิเสธ นิ้วยาวเกี่ยวพวงกุญแจในกระเป๋าขึ้นมาควงเล่นก่อนจะยักไหล่

“นันท์”

“นอนไปดิ เดี๋ยวล็อกบ้านให้”

 

สรุปคือจินเจอร์ต้องเอาเวลานอนมานั่งคิดใช่ไหม, วิธีการรับมือกับไอ้คนช่างยุ่งนั่นน่ะ?

 

 

_____________

 

         

ครั้งสุดท้ายที่ประหม่าขนาดนี้คือเมื่อไหร่วะ?

 

คนตัวสูงยืนจ้องอาหารบนเคาน์เตอร์ที่สูงเกือบเท่าเอว จ้องนานอย่างกังวลจนน่ากลัวว่าที่มันไม่อร่อยเป็นเพราะเย็นชืดไปเสียก่อน เป็นเพราะส่วนตัวมองข้าวต้มเป็นอาหาร cliché ที่ถ้าตัวเองป่วยก็คงไม่อยากกิน เลยกลายเป็นข้าวญี่ปุ่นร้อนๆกับปลาแซลมอนย่าง มีเครื่องเคียงนิดหน่อยพอแก้เลี่ยน

 

“...” นันท์ตัดใจยกทุกอย่างใส่ถาดหลังจากเถียงกับตัวเองจนชนะว่าที่ชิมไปแล้วรสชาติพอโอเคเป็นเพราะมันโอเคจริงๆ ไม่ใช่เพราะเทสต์หลายครั้งจนลิ้นชาไปแล้ว

 

ก็นะ...ไม่ได้ทำตั้งนานแล้วเลยไม่มั่นใจเท่าไหร่

 

เขาเดินขึ้นบันไดไปปลุกคนที่พอกลับจากซื้อของก็ผล็อยหลับไปแล้ว ความจริงนอนกลางวันมันไม่ค่อยดีต่อระบบพักผ่อนเท่าไหร่ แต่นี่จินเจอร์คงไม่ได้นอนเต็มอิ่มมาสักพักแล้ว ถือเป็นข้อยกเว้นคงพอได้อยู่

 

“เจอร์ กินข้าว” และที่มาตามให้ไปนั่งกินดีๆก็เพื่อให้อีกคนได้ขยับตัวสักหน่อยเผื่อจะสดชื่นขึ้น นันท์นั่งยองลงข้างเตียง เอื้อมมือสะกิดไหล่คนที่พลิกตัวหนีไปอีกครั้ง

“จินเจอร์”

“...”

“เจอร์” ยังไม่มีเสียงตอบรับจนนันท์เริ่มลังเลว่าจะปล่อยให้หลับยาวไปถึงตอนเช้าเลยดีไหม แต่ข้าวกลางวันคนตรงหน้าเขาก็ไม่ได้กิน ถ้าไม่ตื่นมาแล้วปวดท้องตอนดึกก็คงหิวจนนอนไม่สบายอยู่ดี

“ขิง”

“...”

“คนเก่ง”

“อือ รำคาญ” นันท์ลุกขึ้นยืน มองคนที่หันหลังให้กันแล้วโคลงหัวเบาๆ

“ตื่น ลงไปกินข้าวก่อน”

“เออๆๆ”

“ลุกนะจินเจอร์”

“รู้แล้วน่า” คนตาดุยืนมองอีกสักพักก่อนจะถอนหายใจและเดินนำลงไปด้านล่าง ถ้าอีกห้านาทีไม่ตามลงไปสงสัยคงต้องยกข้าวมาไว้ข้างบน เพราะมัวแต่ใช้เหตุผลอยู่กับตัวเองแบบนั้นเลยพลาดอาการหัวเสียของใครบางคนที่เผลอตื่นเพียงได้ยินสรรพนาม น่ารำคาญนั่นอย่างช่วยไม่ได้

 

“ขนลุก”

 

เป็นคำนิยามความรู้สึกที่สมควรไหม? คนใช้ก็ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่เลย

 

เดินตามกลิ่นอาหารลงไปจนเห็นภาพโต๊ะยาวที่ปกติจะมีเมนูง่ายๆกลายเป็นอะไรก็ไม่รู้เต็มจานเล็กจานน้อยไปหมด จินเจอร์ถอยเก้าอี้และทรุดตัวนั่งจังหวะเดียวกับที่นันท์ยกแก้วน้ำสองใบมาวาง เขาแอบมองหาอาหารอีกชุดที่คิดว่ามีแต่กลับไม่พบอย่างอื่นนอกจากสายตาลุ้นระคนไม่มั่นใจจากคนตรงข้าม สุดท้ายเลยขี้เกียจคิดมากและตักเนื้อปลาเข้าปากด้วยหน้าตาเรียบนิ่ง

 

“เค็ม” พูดแค่นั้นก่อนจะเดินหายไปในครัวให้คนปรุงหูตก นันท์ทำได้ยิ้มเนือยๆกับตัวเอง พยายามเทียบว่าถ้าเป็นเขาคงไม่ปล่อยให้คนนิสัยแย่อย่างนี้เข้าบ้านมาตั้งแต่แรก

 

เท่านี้จินเจอร์ก็ใจดีมากแล้ว

 

ระหว่างที่ชั่งใจกับการกลับบ้านและการหน้าทนอยู่ต่อ เก้าอี้ตรงข้ามก็ถูกจับจองด้วยเจ้าของคนเดิม ยังไม่ทันได้อ้าปากขอโทษให้ความไม่ได้เรื่องของอาหาร จานพร้อมช้อนส้อมอีกชุดก็ถูกดันเข้ามาอยู่ในระยะสายตาเสียก่อน

 

นันท์เงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่าย แต่ผลลัพธ์ที่ได้มีแค่ภาพคนผิวน้ำผึ้งตัดแบ่งชิ้นปลากับข้าวนุ่มๆใส่จาน...ของเขา?

 

“เค็มอย่างนี้กินหมดคงไตวายพอดี” คนพูดยกน้ำขึ้นจิบก่อนจะลงมือทานอาหารต่อ ไม่ต้องรอให้มีคำอธิบายมากกว่านั้นนันท์ก็หลุดยิ้มกว้างและเริ่มทานไปพร้อมกัน ทำยังไงได้ ตอนซื้อของดันนึกถึงแต่จินเจอร์ พอมาทำก็ไม่ได้คิดเลยว่าคงจะหิวเหมือนกัน

 

มื้อเย็นดำเนินไปเงียบๆโดยมีบรรยากาศขมปนหวานตัดกันอย่างลงตัว ฝั่งนึงคงสีหน้าราบเรียบไม่สนใจอะไรแม้กระทั่งเสียงกระทบกันแผ่วเบาของช้อนกับส้อม อีกฝ่ายได้แต่กลั้นยิ้มพลางท่องวนไปวนมาว่าอย่าแสดงออกมากเกินไปจนทำให้คนตรงหน้าอึดอัด

 

          ขัดแย้ง...แต่ก็นั่นแหละ เรื่องอารมณ์ความรู้สึกจะคาดหวังให้มีแบบแผนได้ยังไง?

 

          “เจอร์”

          “...” เจ้าของชื่อเหลือบมองกันครู่หนึ่งเป็นเชิงว่ากำลังฟังอยู่ นันท์มองข้าวที่พร่องลงไปเกินครึ่งและพยายามเชื่อในความรู้สึกที่ตอนนี้ยังหลงเหลือ ถึงไม่แน่ใจว่ามันจะมากพอให้เดินหน้าต่อไหมก็ไม่เป็นไร

 

          สุดท้ายถ้าต้องเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่เขาก็จะทำ

 

          “พรุ่งนี้...กูมาได้มั้ย?” แน่ล่ะไอ้เรื่องเอาแต่ใจไม่ยอมฟังคนอื่น แต่ถ้าการเอาแต่ใจของเขาทำให้จินเจอร์รู้สึกไม่ดีนันท์คงต้องฝึกวางความต้องการเอาไว้และไปให้ความสำคัญกับคนที่อยากรักษาให้อยู่ในชีวิตบ้าง

         

          ความเปลี่ยนแปลงภายในระยะเวลาสั้นๆหลังจากเหตุการณ์ไม่ดีทั้งหลายไม่สามารถสร้างความเชื่อใจกลับคืนมาง่ายดาย จินเจอร์เม้มปาก อวัยวะในอกซ้ายของเขากำลังล่อลวงให้กระโจนลงไปในความคาดหวังและภาพเลือนรางของความสุขที่จะได้รับเมื่อทำแบบนั้น ทว่าสมองก็ยังเตือนให้ระวัง

 

          เพราะคนที่ต้องรับแรงกระแทกทั้งหมดจากการตัดสินใจ ...มันคือเขาทั้งนั้น

 

          อาจจะไม่ใช่ทิฐิก็ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากการเรียนรู้และสร้างกลไกบางอย่างขึ้นมาป้องกันตัวเองก็เท่านั้น

 

          “ตอบกูตรงๆเลยเจอร์”

          “...”

          “กูไม่อยากให้มึงต้องใช้ความคิดขนาดนั้นเวลาอยู่กับกู”

 

          แค่อยากให้จินเจอร์เป็นจินเจอร์ ไม่ต้องพยายามอะไรเลย

 

          คนเสนอระบายยิ้มฝืดเฝื่อน รู้ดีว่าถ้าหากคนตรงหน้าทำตามที่เขาบอกขึ้นมาก็ไม่ต่างอะไรจากการที่เจอร์จะทำร้ายกันเพราะเขาเองที่เป็นคนอนุญาต

 

          “ไม่...กูไม่อยากให้มึงมา”

 

          ดวงตาเรียวรีมีเพียงแค่ความเข้าใจ เจ็บปวดแต่ก็เข้าใจถึงสาเหตุทุกข้อที่ผลลัพธ์สุดท้ายกลายเป็นแบบนี้

 

          “อืม มึงกินต่อเหอะ เดี๋ยวกูล้างให้”

          “ขอบคุณมึงมาก แต่ไม่เป็นไร”

 

          ยอมรับว่ามันบั่นทอนจนทำให้ท้อ แต่นันท์ตั้งใจแล้วและจะไม่มีทางยอมแพ้

 

          “กูทำเองได้”

          “อืม”

          “...”

          “งั้นกูกลับนะ” เพราะฝืนกินต่อหรือนั่งรอให้อีกคนทานเสร็จก็ดูไม่ใช่ทางเลือกที่ดีทั้งคู่

          “เอารถไป”

          “ช่างกูเถอะน่า” เขาเลยทำได้แค่ยิ้ม ยิ้มเนือยๆแต่ก็ยังอยากยิ้มให้คนมองได้รู้ว่าไม่เป็นไร

          “แล้วแต่” จินเจอร์ยักไหล่ กวาดเม็ดข้าวรวมเป็นคำสุดท้ายก่อนจะนิ่งฟังประโยคถัดไป

          “นี่...”

          “...”

          “ยังไงมึงพยายามนอนหน่อย ถ้าไม่ง่วงก็ลงมาอุ่นนมกินก็ได้ กูซื้อมาไว้”

          “...”

          “แล้วถ้าวันนี้กูทำให้มึงอึดอัดหรือรู้สึกแย่อีก ขอโทษนะจินเจอร์ กูจะระวังให้มากกว่านี้

 

          นัยน์ตาสีน้ำตาลสบกับแววตาเรียวสวยที่ไม่มีความดุดันปนอยู่เลยแม้แต่น้อย

 

          “แค่นี้แหละ กลับละ”

 

          จินเจอร์ก็คงต้องยืนยันคำเดิม

 

          ว่านี่มันไม่ยุติธรรมเลย...ไม่ยุติธรรมกับเขาเลยจริงๆ



_________________________________________________________________

เขาคนเก่งใส่กันสองตอนติดเลยว่ะเธอออ
นันท์คือแอบโกงโดยไม่รู้ตัวป่ะยอมรับมาเอาดีๆ
ส่วนตัวคือแพ้พวกสรรพนามงุ้งงิ้งเหมือนกันนะ เพื่อนมีคำที่ตัวเองรู้สึกแพ้กันบ้างมั้ย
ถ้าของเราน่าจะเป็นแบบ 'คนเก่ง' 'ไอ้แสบ' ไร้งิ UwU
ไหนมาแชร์กันหน่อย ถ้าอ่านแล้วจั๊กจี้เดี๋ยวขอยืมไปใช้มั่ง555555
#ลดลงเหลือศูนย์
T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 740 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

781 ความคิดเห็น

  1. #759 softless (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 13:28
    นันท์ดีมากเธอทำตัวดีขึ้น พยายามปรับนะรอดูอยู่
    #759
    0
  2. #663 CallistoJpt (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 14:27

    ประโยคท้ายๆของนันท์หงอยเลย แต่ก็นะ... พยายามต่อไปนะนันท์ สู้ๆ

    #663
    0
  3. #636 Mr-understand (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 15:43
    เนี่ยก็ทีมนันท์มานานแล้วค่ะ แล้วอยากถามว่า มันยุติธรรมต่อนันท์ หรอ อีหยังวะ นอนเหม่ออีกรอบค่ะ
    #636
    0
  4. #628 Poompong-62442 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 02:27
    เป็นคนแอบรักด้วยกันเลยเข้าใจเจอร์ดีมันไม่ยุติธรรมเลยที่แค่การกระทำเล็กๆของอีกคนส่งผลกับเราขนาดนี้ ถามว่านั้นโกงมั้ยตอบเลยว่ามาก แต่ถามว่าเชียร์มั้ยก็ต้องตอบว่าใช่ เพราะถ้าสุดท้ายไม่ใช่คนโกงที่ชนะมันจะแพ้กันหมด
    #628
    0
  5. #622 GRAY628 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 21:45
    นันท์ผิดขนาดนั้นเลยหรอ ไม่รู้สึกว่ามันก็ไม่ยุติธรรมกับนันท์บ้างหรอ ฮรุก
    #622
    0
  6. #571 llllovellll (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 03:41
    อึดอัดดดด เข้าใจพี่เจอร์เพราะเป็นคนคิดเยอะมากๆเหมือนกัน แล้วก็เหมียนจะเข้าใจพี่นันท์ด้วยแต่แบบ แง้ เชียร์ไม่สุดสักทางเรบ
    #571
    0
  7. #490 Nattgaporn_ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 22:10
    จะทีมนันท์แล้วนะเจอร์!!!!!
    #490
    0
  8. #464 Bammiiee (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 15:37
    นันท์ทำผิดขนาดนั้นเลยหรอ แงงง
    #464
    0
  9. #397 Wafel (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 มีนาคม 2563 / 03:23
    เจอร์อยากให้พักผ่อนเยอะ จะได้ไม่ป่วย
    #397
    0
  10. #365 fahhh6104 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 มีนาคม 2563 / 01:09
    รู้สึกว่ากับจรินอาจจะไม่ถึงขั้นเเฟนอ่ะเเค่รักเเรกที่นันท์ยังรู้สึก//โอ้ยยยไม่รู้เเล้ววอึดอัดเเทน
    #365
    0
  11. #327 beme. (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 มีนาคม 2563 / 02:31
    มันเกือบจะดีอะ แต่-ที่ไปรับไปส่งกันอยู่คือไรรรรรรรร
    #327
    0
  12. #302 _bebebeam_61 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 22:03
    มันเปนความอึดอัดจริงๆอะไม่ชอบใจนันท์มากๆแต่เข้าใจเจอร์ตรงที่เรารักเค้าขนาดนี้มันไม่ยุติธรรมตรงที่แค่เค้าทำแค่นี้เราก้ยอมแล้วทั้งๆที่เราพยายามมากกว่านั้นเปนร้อยเท่าแค่เพราะเปนเค้ามันก้เลยยากไปหมดเลยเปนอะไรที่โคตรอึดอัดจริงๆ
    #302
    0
  13. #299 mon00695 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 21:42
    โคตรไม่ชอบเลยคนแบบนี้ คิดจะเ-้ยก็เ-้ย คิดจะดีก็ดี แต่เอาจริงเราโคตรไม่อินเลยที่นันท์เป็นแบบนี้ (อินนิยายแต่ไม่อินตัวละครตัวนี้) เป็นเ-้ยอะไรมากป่ะ? ตัวเองมีคนของตัวเองอยู่แล้วป่าววะ ยิ่งอ่านยิ่งอยากให้นิยายเรื่องนี้จบไม่แฮปปี้ อยากให้เจอร์ตัดใจ คบคนใหม่ได้ ต่างคนต่างอยู่//ขออภัยที่ใช้คำหยาบคาย
    #299
    0
  14. #212 Pakkipedia (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 16:38
    สำหรับเราคำว่า เธอ เนี่ยทำใจสั่นสุดละ .
    #212
    0
  15. #201 PuiPui--r (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 09:00
    เอาแต่ใจตัวเองสุดๆ นึกอยากด่าก็ด่า นึกอย่างทำร้ายก็ทำ อยู่มาวันหนึ่งก็นึกอยากทำดีอยากดูแล คิดว่าใจเจอร์จะรู้สึกยังไงหรือเจอร์ต้องยอมรับทุกการกระทำของแกโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
    #201
    0
  16. #171 kikrattiyaporn (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 มีนาคม 2563 / 18:26
    เด็กดี คนเก่ง หนูคะ ตัวเล็ก แบบถ้าพูดแบบนี้ใส่สะดุดกึกเลยนะ ใจเราเนี่ยสะดุด ยิ่งมาแบบฟิลนุ่มฟูลูบหัวอีก ตายได้เลยนะคะ เสีอาการอย่างหนักหน่วง 😂😂😂
    #171
    0
  17. #88 Am_BigBear (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 กันยายน 2562 / 12:25
    เจ้าขิงงงงง เป็นกำลังใจนะ สู้ๆ
    #88
    0
  18. #87 Optimuspatcha (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 กันยายน 2562 / 02:44
    มันหน่วงๆอึนๆจังค่ะ เป็นบรรยากาศเหมือนฟุ้งไปด้วยควันสีเทามาก จะขมก็ขมไม่สุด แต่ก็ไม่หวาน ชอบภาษามาก เป็นกลจ.ให้นะคะ ฮือ ;-;
    #87
    0
  19. #86 shamash_y (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 กันยายน 2562 / 00:00
    นันท์เปลี่ยนไปแล้ว สู้ๆ นะ
    #86
    0
  20. #84 MMAAYY (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 23:00
    เราเศร้าจังคุณไรท์

    เจ็บทั้งคู่เลย
    #84
    0