ลดลงเหลือศูนย์ (End.)

ตอนที่ 17 : ลบสิบเจ็ด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,735
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 772 ครั้ง
    18 ก.ย. 62

เมษามองก้อนขิงที่นอนฟุบอยู่บนท็อปเคาน์เตอร์ราวกับเจ้าตัวกำลังเหนื่อยหนักหนา นมอุ่นที่ชงเอาไว้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนยังพร่องลงไม่ถึงครึ่ง เพื่อนสาวได้แต่ถอนหายใจให้ความดื้อเงียบที่เห็น จินเจอร์ก็ยังคงเป็นจินเจอร์ที่ทำอะไรเดิมๆซ้ำอย่างนั้นและยากที่จะเปลี่ยน

 

หมายถึงเรื่องกินแต่กาแฟกับน้ำเปล่า ไม่ยอมดื่มอย่างอื่นน่ะนะ

 

โอเค... ยอมรับก็ได้ว่าเมื้อกี้แอบกัดเพื่อนเหมือนกัน :(

 

ถ้านอนหลับปกติดีจะไม่ว่าเลยสักคำ แต่นี่ใต้ตาก็คล้ำเป็นเฉาก๊วย เสียงที่พูดแตกพร่าแถมยังขึ้นจมูกบ่งบอกว่าคงเริ่มจะเป็นหวัดหน่อยๆเข้าให้แล้ว

 

ไม่พักผ่อนติดกันหลายวัน ถึงมื้ออาหารทีเจ้าตัวก็กินแตะๆไม่ให้โดนว่า มันน่าตีให้ลายทั้งตัวเลยไอ้คนนี้

 

“ขิง เกะกะ” พูดบอกคนที่ยอมเหลือบสายตาขึ้นมองทั้งที่ยังแนบหน้าลงบนท่อนแขนอย่างกึ่งหลับกึ่งตื่น เนื้อความที่แฝงไปคือการไล่ให้เจ้าตัวย้ายร่างไปนอนให้เป็นเรื่องราวบนโซฟาสักตัว ไม่ใช่มานั่งหลับกับโต๊ะให้ปวดหลังเล่นแบบนี้

“นอนไม่หลับอยู่ดี” จินเจอร์ตอบตามตรงเพราะเข้าใจถึงจุดประสงค์หน้าตารำคาญของเมษา ปลายจมูกโด่งถูไถกับแขนเสื้อเชิ้ตตัวเองเรื่อยเปื่อยอย่างขี้เกียจ แม้นัยน์ตาสีน้ำตาลจะปรือปรอยจนใกล้ปิดแต่พอหลับตาความรับรู้ก็ยังอยู่ระดับเดิมไม่เปลี่ยน

 

อาจเพราะเครียด หรือไม่ก็มีอะไร— ใครบางคนมากวนใจให้ร่างกายทำงานรวนไปหมด

 

“มันยังไม่เลิกอีก?”

“อือ”

 

ไม่เข้าใจเลย

 

“มึงยังไงเนี่ยขิง ไม่ใช่ว่า—“

“กูไม่ได้โง่ขนาดนั้น”

“มันเกี่ยวกับความโง่ความฉลาดที่ไหน”

“...”

“รู้ว่าทำตัวมีเหตุผลกับเรื่องนี้มันยาก แต่พยายามหน่อยนะ” เมษาเช็ดมือที่เปียกชื้นของตัวเองจนพอใจและใช้นิ้วชี้ดันขอบจานรองแก้วให้เข้าใกล้คนที่ควรจะดื่มมันอีกนิด

“บางที—“

“มันไม่มีอะไรให้มึงเลย ความชัดเจนก็ไม่มี” กลายเป็นเธอที่ตัดประโยคที่หากสมบูรณ์คงน่าหงุดหงิดไม่น้อยอย่างไร้เยื่อใย คนเรานี่ช่างหาเหตุผลจอมปลอมมาหลอกลวงตัวเองได้เก่งจริงๆ

 

ทั้งที่ทุกอย่างก็ฟ้องอยู่คาตาว่าความจริงเป็นยังไง

 

เสียงถอนหายใจหนักๆถูกกลบด้วยเสียงกระทบของกระเบื้องและถ้วยสีหม่น นมอุ่นที่ใกล้เย็นเต็มทีถูกกลืนหายไปอึกใหญ่ จินเจอร์เม้มริมฝีปากทำความสะอาดร่องรอยสีขาวที่เหลือ หวังลึกลงในใจว่าการบังคับให้ตัวเองฝืนทำเรื่องเล็กน้อยจะค่อยๆเติบโต กลายเป็นการอดทนทำอะไรทึ่ใหญ่ขึ้นได้สักวัน

 

“ถ้าเป็นกูจะปิดโทรศัพท์สักพัก”

 

เขามองตามเมษาก่อนจะพบว่ามือถือตัวเองสั่นขณะปรากฎชื่อบางคนบนหน้าจอ หญิงสาวเดินกลับไปทำงานต่อ ปล่อยให้เจ้าของปัญหาตัดสินใจเลือกทางที่ดีที่สุดด้วยตัวเอง

 

เพราะในที่สุดมันก็ขึ้นอยู่กับจินเจอร์

 

ความลังเลที่ฉายชัดในแววตาไม่ส่งผลไปถึงมือที่ยังคงขัดกัน รองปลายคางมนที่เจ้าของดูง่วงงุนหากแต่ยังคงประคองสติเพื่อจ้องกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆที่สว่างค้างอยู่พักใหญ่ ดับลง และแสดงผลขึ้นมาใหม่รอบแล้วรอบเล่า

 

พยายามค้นหาว่าความรู้สึกของตัวเองกำลังไปในทิศทางไหน และจินเจอร์ก็ไม่พบอะไรนอกจากความว่างเปล่า

 

ชินชา

 

การกัดฟันตัดความคาดหวังทุกอย่างลงตลอดหลายวันที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันเจ็บปวดและทรมาน ถ้าจะเทียบกับสิ่งนึงคงเป็นเหมือนการที่เขาตัองกักขังสิ่งมีชีวิตสักอย่างที่กำลังดิ้นรนอยากเจอเจ้าของ ต้องเฆี่ยนตี ทำให้เป็นแผลเหวอะเพียงเพื่อให้มันหมดแรงและนอนลงที่เดิม

 

ในกรง จุดที่มันควรจะอยู่ตั้งแต่แรก

 

...และอยู่อย่างนั้นไปเสมอ

 

ตึก! ตึก...

 

สายสุดท้ายโดนตัดลงพร้อมกับรองเท้าผ้าใบสีคุ้นมาแทนที่ในกรอบสายตา

 

“ทำไมไม่รับโทรศัพท์?” น้ำเสียงเจืออาการหอบใบ้ว่าก่อนหน้านี้คนพูดคงต้องทำอะไรที่ใช้กำลังพอควร และเสียงฝ่าเท้าหนักๆเมื่อกี้ก็ทำให้เขาเดาว่าอีกฝ่ายคงจะวิ่งมา

“...”

“กูกังวลแค่ไหนรู้รึเปล่า?”

 

แล้วที่กูเหนื่อย มึงรู้บ้างรึเปล่า?, คำถามดังก้องจนรู้สึกอื้ออึงในหัว เขาพักผ่อนน้อยเกินไปแล้วจริงๆ

 

 “...”

 “มึงเป็นอะไรวะเจอร์?”

 

ไม่มีรอยยิ้มเหยียด ไม่มีการแค่นหัวเราะเหมือนกับว่าได้ยินเรื่องตลกร้าย มีเพียงสายตาและท่าทางเนือยๆแสดงให้เห็นว่าที่เหนื่อยมันขนาดไหน

 

ความรู้สึกแบบนี้... รุงรัง น่ารำคาญ

 

“ตอบไปแล้วไง” คนที่นอนไม่หลับมาเป็นชั่วโมงตอนนี้กลับฟุบลงคล้ายง่วงจนทนไม่ไหว ไม่รู้ว่านั่นเป็นความต้องการของร่างกายจริงๆหรือเพราะจิตใจไม่พร้อมมีบทสนทนากับคนตรงหน้ามากกว่ากัน

 

จินเจอร์ได้ยินเก้าอี้ข้างตัวถูกเลื่อนออก ตามมาด้วยสัมผัสอุ่นของนิ้วมือแตะลงบนหลังมือของเขาอีกที

 

“กูรู้นะว่าเรื่องของเรามันเละเทะไปมาก”

“...”

“แต่ตอนนั้นกูไม่รู้ไงเจอร์”

 

ประโยคคลุมเครือที่ความหมายกว้างจนแปลไม่ได้กำลังทำให้ใครบางคนที่กำลังฟุบหน้าเพื่อหนีปัญหาเม้มปากแน่น

 

ไม่รู้อะไร..?

 

เขาไม่อยากเดาความหมายอยู่ฝ่ายเดียวอีกแล้ว

 

“กูผิดมากเลยเหรอ?”

 

ไม่เห็นจะยุติธรรมกับคนที่รักมานานขนาดนี้สักนิด

 

ทำไมเขาจะต้องเป็นฝ่ายที่แพ้ก่อนทุกครั้ง แค่ได้ยินเสียงตัดพ้อน้อยใจ แค่เห็นความพยายามที่โคตรจะเล็กน้อยเมื่อเทียบกัน

 

แค่นี้ก็จะใจอ่อนแล้วรึไง?

 

ทิฐิผสมกับประสบการณ์ไม่ดีกำลังตีกันกับความรู้สึกทำให้จินเจอร์ลังเล กลัวความสัมพันธ์คลุมเครือและความรู้สึกที่ไม่เท่ากันของพวกเขาทั้งสองคน

 

มองยังไงก็ไม่มีทางที่จะไปได้สวยได้เลย

 

“จินเจอร์” เสียงเข้มติดดุยังคงกระตุกหัวใจคนฟังได้เหมือนเดิมไม่ว่าจะได้ยินเป็นครั้งที่เท่าไหร่ เขาเผลอจิกเท้าลงกับพื้นอย่างลืมตัว อาการเหมือนเด็กโดนผู้ใหญ่ตำหนิเด่นชัดจนฝ่ายที่ควบคุมอารมณ์ของบทสนทนาลอบยิ้ม

 

คงไม่ใช่ความคิดของคนดีเท่าไหร่ แต่นันท์โคตรได้ใจทุกครั้งที่รู้ว่าเขามีอิทธิพลกับจินเจอร์

 

ก็คนตรงหน้าน่ะเก็บอาการเก่งเป็นบ้า กว่าจะสังเกตจนเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแบบนี้มันใช้เวลาและความอดทนตั้งเยอะแยะ นั่นแหละ...ไอ้พวกคุณสมบัติที่นันท์ไม่ค่อยมีทั้งหลายแหล่นั่นแหละ

 

“..!” นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเบิกกว้างก่อนเจ้าตัวจะรีบปรับให้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติตอนที่ถูกนิ้วยาวไล้ลงใต้ตาอย่างแผ่วเบา เสียงหัวเราะต่ำๆในลำคอยืนยันอย่างน่าโมโหว่าคนก่อเรื่องเห็นทั้งหมด

 

ไม่ว่าจะเป็นท่าทางตกใจกับสัมผัสเฉียดผิวหรือริ้วสีแดงจางบนแก้มเนื้อน้ำผึ้ง

 

วันนี้เป็นครั้งแรกที่นันท์ได้เรียนรู้ คำว่าน่ารักไม่มีไว้ให้สำหรับสัตว์ขนปุยหรือเด็กตัวเล็กๆเท่านั้น

 

มันใช้กับคนที่ทำให้ใจสั่นด้วยท่าทางเด๋อด๋าแบบนี้ได้เหมือนกัน

 

“นอนดึก?”

“เสือก” คนถูกด่าหัวเราะอย่างอารมณ์ดี นิ้วชี้กดลงตรงข้างแก้มอย่างแรงจนเจ้าตัวร้องโอ๊ยแถมยังทิ้งรอยเอาไว้ให้เห็นตอนนันท์เอามือออก

“เพราะกู?”

“รำคาญ”

“มึงนี่คนพาลเหมือนกันนะเจอร์”

“ถ้าไม่มีอะไรก็กลับไป วุ่นวาย” ความจริงก็ไม่อยากจะไหลตามที่อีกฝ่ายพูดเท่าไหร่แต่มันอดปากไม่กัดกลับไม่ไหว

 

รู้ดีนักนี่ ทีอย่างนี้ทำเป็นรู้ดีทุกอย่าง

 

“ได้” คำตอบรับง่ายดายจากคนที่ดื้อพอกันทำให้แปลกใจจนต้องเลิกคิ้ว จินเจอร์อาจจะลืมไปว่าเขาควรแสดงออกว่าดีใจมากกว่า

“กะ ก็ไปดิ”

“แต่มึงกลับด้วยนะ” รอยยิ้มมุมปากที่เห็นมันยียวนจนน่าต่อยให้เปื้อนเลือดสักหน่อย ยังไม่ทันเถียงอะไรก็โดนดึงแขนให้ลุกตามไปเสียก่อน และเป็นจังหวะนั้นเองที่จินเจอร์รู้ว่าเหตุผลที่นอนไม่หลับแต่ก็ลุกมานั่งทำงานไม่ได้เป็นเพราะอะไร

“จินเจอร์!”

“ขิง!”

 

รอยยิ้มเฝื่อนๆถูกระบายออกมาเพื่อให้เพื่อน (?) และเพื่อนอีกคนเบาใจลงสักหน่อย จินเจอร์ไม่ได้งี่เง่าจนปัดแขนที่เอื้อมมารวบเอวกันเอาไว้ออกในตอนนี้ที่ตัวเองก็ยังทรงตัวไม่ค่อยไหว เขากระพริบตาถี่ๆเผื่อมันจะช่วยให้มึนหัวน้อยลง ใช้เวลานึกย้อนไม่นานกับการหาคำตอบให้อาการที่ตัวเองเป็น

 

“แค่ความดันต่ำ ไม่เป็นไรหรอก”

“นั่ง” คำสั่งของเมษาสอดคล้องกับแรงกดหนักๆบนหัวไหล่บังคับให้เขาทรุดตัวลงบนเก้าอี้เดิม เพื่อนสาวปราดเข้ามาแทรกระหว่างกลางพลางขมวดคิ้วมุ่นให้คนที่เอาแต่ยิ้มแหย

“รู้แล้วยังไม่ดูแลตัวเอง” บ่นคนดื้อแต่ยังไม่วายตวัดสายตามองปัจจัยเสี่ยงอีกหนึ่งข้อที่ยืนทำหน้านิ่งสนิทอยู่ด้านข้าง

“นันท์กลับไปได้แล้ว เดี๋ยวเจอร์มันก็กลับบ้านเหมือนกัน”

“เราไปส่ง”

“มันขับรถเองได้” เมษาเสียงแข็งขึ้นอย่างหมดความอดทน ไม่ใช่แค่จินเจอร์ที่เหนื่อย คนที่อยู่ข้างๆและอยากจะเห็นเพื่อนตัวเองกลับมาส่งยิ้มได้เต็มตาเหมือนก่อนอย่างเธอเองก็กำลังรำคาญเต็มที

“แต่…”

“ขอโทษนะนันท์ แต่เพื่อนเราดูแลตัวเองได้”

“เมษ”

“ไหนบอกกูว่าไม่โง่?” เมษาหันมองเพื่อนตัวดีที่ปรามด้วยการเรียกชื่อเธอเสียงอ่อน คล้ายกับว่าวันนี้สลับบทบาทกันเพราะเป็นหญิงสาวที่ระบายยิ้มหยัน ส่ายหัวอย่างเอือมระอาให้ทั้งคนดื้อรั้นและคนช่างลังเลจนน่าหงุดหงิด

“ก็กะจะให้เป็นเรื่องของพวกมึงสองคนหรอกนะ แต่ทำใจไม่ได้” แววตาขุ่นเคืองชัดเจนถูกมอบให้นันท์

“ถ้าบอกว่าที่มาตามเจอร์เพราะชอบ…”

 

เมษาใจกระตุกวูบหนึ่งตอนที่เห็นท่าทางสงสัยของเพื่อนสนิท แต่มันก็แค่เพียงเสี้ยววินาทีที่เธอชั่งน้ำหนักเหตุผลทุกอย่างและตัดสินใจทำสิ่งที่คิดเอาไว้

 

“แล้วที่ไปรับไปส่งผู้หญิงคนนั้นทุกวันมันคืออะไรวะ?” คนพูดเบือนหน้าหนีสีหน้าว่างเปล่าของจินเจอร์ เป็นเพราะว่ามันว่างเปล่าเหมือนกระดาษสีซีดที่ไม่มีอะไรเลย จุดดำเพียงเล็กน้อยอย่างความเจ็บปวดในดวงตาถึงชัดเจน

 

โลกเรามันก็น่าโมโหอย่างนี้นั่นแหละ ยัดความจริงใส่มือเราและไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากให้ยอมรับ

 

จะรู้สึกยังไงก็ต้องรับให้ได้

 

“หึ ถ้ากับเจอร์เรียกชอบ จรินก็คงรักเลยมั้ง” ไม่ใช่นิสัยที่น่ารัก เมษารู้ดี การยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นแถมยังสร้างความรู้สึกลบระหว่างทั้งคู่เป็นอะไรที่ไม่ควรทำ …แต่บางครั้งการทำตามสิ่งที่ถูกที่ควรก็ไม่ตอบโจทย์นี่นะ

“เมษา” เสียงดุกดต่ำใช้ไม่ได้ผลกับคนที่ไม่รู้สึกอะไร หญิงสาวแค่ตอบรับด้วยการยักไหล่ ถามผ่านภาษากายว่าพูดผิดตรงไหนหรือเปล่าในประโยคเมื่อครู่

 

เธอไม่ได้พูดเพราะเห็นโพสต์ตามไอจีหรือทวิตเตอร์ ไม่ใช่ฟังคนอื่นพูดแล้วเอามาเป็นข้ออ้างตัดบทนันท์

 

เมษาก็แค่พูดตามที่เห็น และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่หนึ่งครั้ง

 

ระหว่างที่ประกาศปาวๆว่ารู้สึกกับจินเจอร์แค่ไหน การกระทำของนันท์กับคนเดิมก็ยังคงเหมือนเดิม

 

อ้อ…อาจจะแบ่งเวลามาให้เพื่อนเธอวันละสองสามชั่วโมงล่ะมั้งที่เพิ่มเข้ามา

 

“กู…กลับนะ” น้ำเสียงแหบแห้งกับการก้มหน้าหลบสายตาบ่งบอกว่าใครบางคนกำลังไม่โอเค จินเจอร์ลุกขึ้น ผละออกมาจากบรรยากาศนั้นอย่างรวดเร็ว ก้าวยาวที่สุดเท่าความเป็นไปได้ของร่างกายตัวเอง กำมือแน่นให้ความคาดหวังกับการได้ยินเสียงใครบางคนเรียกตามหลังมาเหมือนกับในละคร

 

ซึ่งมันไม่มี

 

การที่ไม่ปฏิเสธก็ชัดเจนมากพอแล้วว่าอะไรคือความจริง ชัดเจนกว่าการกระทำและคำพูดทั้งหมดที่นันท์มีให้กันในช่วงเวลาสั้นๆที่ผ่านมา จากรอยยิ้มโง่ๆที่เขาเคยมีกลายเป็นหยดน้ำสีใสในดวงตา จินเจอร์พยายามอย่างหนักที่จะไม่ให้มันร่วงหล่นเพราะแค่นี้ก็อ่อนแอเกินไปแล้ว แต่สุดท้ายเสียงแผ่วเบาที่กระซิบในหัวก็บอกกับเขาว่าไม่เห็นเป็นไรเลย

 

ถ้าร้องแล้วช่วยให้เสียใจน้อยลงหน่อยก็ทำเถอะ

 

“ฮึก...” อารมณ์หม่นเศร้าเสียดแทงจิตใจจนต้องหันกลับมาตั้งคำถามว่าเรารักไปเพื่ออะไรกัน?

 

หรือเขาเองรักไม่เป็น ถึงได้มีหลุมดำก้อนโตคอยกลืนกินความสุขอยู่แบบนี้?

 

เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อที่สุดท้ายเขาเดินหาคุณหนูจนเจอ แม้จะปล่อยให้น้ำตาหยดลงเป็นสายทว่าการกลั้นเสียงสะอื้นไว้เริ่มส่งผลให้ปวดตุบในหัว จินเจอร์เท้าศอกลงกับหลังคาเหล็กเย็นเฉียบของคุณหนู ปล่อยให้ร่างกายสั่นเทาได้มีบางอย่างเป็นหลักยึดก่อนจะกลับไป รู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องเลยกับการเสี่ยงขับรถในสภาวะอารมณ์และการมองเห็นที่พร่าเบลอแบบนี้

 

ทั้งที่รักตัวเองก็เป็น แต่กลับยอมลดค่าความรู้สึก ปล่อยให้คนคนนึงเข้ามาทำร้ายเสมอ

 

ตลกร้ายดีนะ…

 

ใครอีกคนที่ต้องวิ่งไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไหร่ถึงจะตามคนในใจตัวเองได้ทันยืนนิ่งกับภาพที่เห็น ประโยคที่เพิ่งพูดไปกับเมษาดังขึ้นในหัวคลอกับเสียงสะอื้นแหบๆของจินเจอร์

 

‘เราขอเถอะ พอได้แล้วนันท์’

 

ใครก็รู้ว่าเขาใจร้อนและความอดทนต่ำแค่ไหน

 

แต่ที่คงไม่มีใครได้เข้าใจคือการที่เขาต้องสะกดกลั้นอารมณ์ของตัวเอง เรียนรู้จะเริ่มใช้เหตุผล

 

เขามองย้อนกลับไปในเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เรื่องราวมันไม่ควรจะยากขนาดนี้ถ้าเขาลดความมุทะลุและรับฟัง จับสังเกตอีกคนมากกว่านี้

 

‘เห็นเจอร์มั้ย? ทุกวันนี้มันไม่มีความสุขเลย’ ก็เพราะว่าต้องปกปิดความรู้สึกมาตลอด นันท์พยายามทำความเข้าใจมุมมองของเจอร์ ความอดทนมากมายที่อีกฝ่ายมีและเหตุผลที่มันหมดลง เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะเขาทั้งนั้น

‘เราไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้’

‘แต่เธอทำให้มันเป็นแบบนี้’

‘…’

‘เจอร์รักเธอมาก เพราะงั้นการที่คอยมาตามติดและให้ความหวังลมๆแล้งๆอย่างที่เธอทำเจอร์เลยสับสน’

‘เราไม่ได้ให้ความหวังลมๆแล้งๆ’

‘นี่เธอ!-‘

‘เรารักจินเจอร์’

 

แววตาไม่เชื่อและท่าทางคล้ายจะหัวเราะออกมาผลักดันให้เขาพูดประโยคถัดไป

 

‘เธอจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ เพราะยังไงก็คงไม่มีผลอะไรกับเราอยู่แล้ว’ เมษาแทบจะแยกเขี้ยวใส่คนตัวสูงกว่าที่ยักไหล่ ใช้สายตาเรียวรีนั่นมองเธออย่างไม่ยี่หระ

 

‘แต่เราจะทำให้เจอร์เชื่อให้ได้’

 

นันท์หลุดจากภวังค์ในตอนที่ได้ยินเสียงเปิดประตูรถ เขาขยับตามที่ร่างกายตัวเองสั่งก่อนจะพบว่ามันพาให้ไปรั้งอีกคนเอาไว้และดึงเข้ามาในอ้อมกอด ท่าทางต่อต้านกับกำปั้นหนักๆที่ทุบลงมาทำให้เขารัดแขนแน่นกว่าเก่า รับการระบายอารมณ์ผ่านร่างกายอย่างนั้นพร้อมกระซิบเรียกชื่อคนตรงหน้าเสียงแผ่ว

 

“จินเจอร์… เจอร์ครับฟังหน่อย”

 

แค่รับรู้ว่าคนฟังชะงักไปเสี้ยววินาทีก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว แม้ว่าแรงกระแทกชวนปวดบนแผ่นหลังจะยังไม่หยุดก็เถอะ

 

“ฟังนันท์หน่อยนะ”

“ปล่อยกู”

“นี่…คนเก่ง

 

คราวนี้ได้ผล สรรพนามที่เขาใช้เรียกเมื่อเหตุการณ์ที่ควรจะผ่านและถูกลืมไปตั้งนานแล้วทำให้จินเจอร์ชะงักนิ่ง

 

“เรามีเรื่องต้องคุยกัน”



_________________________________________________________________

ครบรอบหนึ่งเดือนพอดีเลยเพื่อนนนน~

เอาจริงคือไม่ได้จะแบบ เอ้อรอครบเดือนนะค่อยลง

แต่ชะตาชีวิตเรามันถูกกำหนดด้วยการสอบค่ะทุกคน พูดแล้วจะล้องงงTT

ข้ามเรื่องเรียนไป ตอนนี้ใครขอคำแนะนำเรื่องเรียนมหาฯลัยนี่บอกให้หนีอย่างเดียวเลยนะ555555

แต่ แต่แต่แต่... มีข่าวดีคือออ หลังจากนี้เราจะกลับมาอัปทุกวันแล้วค่า!

ไม่มี ไม่หนี ไม่เบี้ยวเพราะเค้าแอบไปซุ่มแต่งเผื่อไว้แล้ว

ใจเราไม่อยากให้เพื่อนรอเลยจริงๆ ในฐานะที่เป็นนักอ่านคนนึงเหมือนกันคือเข้าใจมาก

ครั้งนี้ทอล์คครึ่งหน้าป่ะ ทำไมมันยาว555555

เอาเป็นว่าคิดถึงทุกคนสัมเหมอ พรุ่งนี้เจอกันจ้า~ #ลดลงเหลือศูนย์

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 772 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

781 ความคิดเห็น

  1. #758 softless (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 13:08
    อ่านเพื่อรอความสดใสขอพี่ขิงอย่างเดียวเลย
    #758
    0
  2. #694 canookss (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 18:53
    รักเมษาาาาา ฉันผู้ที่ต้ำตาคลอไปตามน้องขิงอีกแล้ว แง๊
    #694
    0
  3. #662 CallistoJpt (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 13:44

    อย่างที่เมษาพูดอะ นันท์ต้องเคลียร์การกระทำของตัวเองให้ชัดเจนได้แล้วนะ

    #662
    0
  4. #606 loveseriesY (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 17:43
    นี่ก็อ่านไปแล้วก็คิดว่าเมื่อไหร่พี่ขิงจะยิ้มกว้างๆได้สักที คนอ่านก็หน่วงไปหมดง่ะ
    #606
    0
  5. #570 llllovellll (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 03:29
    อ่ย จุกไปหมดเลย ขอบคุณพี่เมษา ฮื่อ
    #570
    0
  6. #472 exolbenben (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 มีนาคม 2563 / 10:08
    กลั้าหายใจ
    #472
    0
  7. #325 beme. (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 มีนาคม 2563 / 02:14
    เมษาสุดยอด แง นอกจากนันท์ก็คือคนรอบตัวเจอร์ดีหมดเลยอะ ฮือ
    #325
    0
  8. #200 PuiPui--r (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 08:42
    ความรัก เวลา ที่ถูกเจียดมาให้เจอร์ยังต้องการอีกเหรอลูก ขอร้องเถอะรักตัวเองเพิ่มขึ้นอีกหน่อยได้มั้ย
    #200
    0
  9. #85 shamash_y (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 23:24
    คิดถึงไรท์ ส่งใจให้ค่ะ
    #85
    0
  10. #83 Am_BigBear (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 16:01
    สู้ๆคูมไรท์ //ส่งใจวิงค์ๆ
    #83
    0
  11. #82 MMAAYY (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 15:44
    คิดถึงไรท์มากเลยคับบบบ

    ขอให้ผลการสอบเป็นไปนางทางที่ดีน๊าาา

    เราชอบเรื่องนี้มากๆรอติดตามตอนต่อไปนะคะ

    ไม่ว่าจะตอนไหนขิงของเราก็เจ็บตลอดเลยยยย
    #82
    0
  12. #81 Aminoh8424 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 14:40

    สงสารจินเจอร์ อ่าาา
    #81
    0
  13. #80 Thadsanan (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 23:03
    รอไรท์อยู่เสมอนะคร้าาาา
    #80
    0
  14. #79 stikkies (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 22:57
    ยังรอเสมอจ้า
    #79
    0