ลดลงเหลือศูนย์ (End.)

ตอนที่ 14 : ลบสิบสี่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,159
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 823 ครั้ง
    3 ก.ค. 62

          “ใครเป็นคนคิด?” น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยกับสายตานิ่งๆนั่นยิ่งทำให้เนรู้สึกหมั่นไส้เพื่อนสนิทตัวเองเพิ่มเป็นกอง โชคดีที่บันไดที่กำลังพาพวกเขาไปยังชั้นสองมืดกว่าส่วนอื่นของคลับ จินเจอร์เลยไม่เห็นว่าอีกฝ่ายคว่ำปากไปกี่รอบแล้ว

          “ครามมันอยากลอง”

          “จะคอยดูว่าอยู่ได้กี่ชั่วโมง”

 

          ทั้งที่เจ้าตัวใส่แค่เสื้อยืดสีขาวแบบโอเวอร์ไซส์จนคอมันกว้างและผ้าที่เหลือทิ้งตัวอย่างน่าฉีกกระชาก ทับในยีนส์ดำขายาวกับเข็มขัดแบรนด์ดังเส้นโต บวกรองเท้าถุงเท้าคือไม่น่าเกินหกชิ้น

 

          แต่ทำไมมันดูดีจังวะ?

 

          “มองแบบนั้นคือไร?”

          “รำคาญมึง” เนพูดแค่นั้นก่อนผลักประตูห้องส่วนตัวที่ใครสักคนในกลุ่มจองเอาไว้ล่วงหน้า พอเห็นสภาพแล้วอยากจะหัวเราะให้ฟันหัก ไหนบอกเปลี่ยนบรรยากาศ โบกมือลาทริปขี้เกียจเหมือนคนแก่

 

          อีกนิดคือเอาสลาฟมานั่งเล่นได้เลยนะนั่น

 

          “ตรงเวลาที่สุดแล้วเค้าอ่ะ”

          “ตัวติดกันยิ่งกว่าฝาแฝด รักเว่อ” คนผิวขาวสว่างมองเจ้าของวันเกิดและคู่หูประจำกายอย่างไมโลที่พยายามสร้างอารมณ์ เมาๆ ตามฉบับคนไม่เที่ยวกลางคืนอย่างพวกมันแล้วได้แต่ถอนหายใจเพลียจิต หันไปพยักหน้าทักทายตังรวมถึงเลยหาวาสักสองทีก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟาที่ยังว่าง

          “เอาเลยเหรอวะ?” เชฟประจำกลุ่มที่ยังนั่งเผาหัวด้วยค็อกเทลขนาดน่ารักมองจินเจอร์ที่มาถึงก็ล่อของหนักเลยด้วยสายตางุนงง แม้ปกติกลุ่มนี้ไม่ใช่สายเที่ยวแต่เรื่องดื่มจัดว่าค่อนข้างบ่อย

 

          ถึงได้รู้ว่าความจริงเจอร์เป็นสายชิลล์ ไม่ได้รีบน็อกอย่างที่เห็นอยู่

 

          “รออะไร?” ทว่าคนถูกถามกลับเลิกคิ้วตอบกวนประสาท ผมที่เซ็ตลงมาปรกหน้านิดหน่อยทำให้เจ้าตัวดูไม่ต่างจากเด็กวัยรุ่นแสบๆคนนึงสักเท่าไหร่

          “เชี่ยยย พี่เจอร์อย่างแบด ใจสั่นไปหมด”

          “เลิกอวย หยิบนั่นมาดิ้” เนที่ทนกระแสจินเจอร์คนฮอตไม่ไหวตัดสินใจโบกหัวไมโลด้วยความรำคาญก่อนชี้นิ้วสั่งเครื่องดื่มที่ต้องการ ถึงเพื่อนสนิทจะตั้งใจทิ้งตัวหลังจากจบงานเนก็ไม่คิดเซฟตัวเองเพื่อดูแลมันหรอก คุยกันแล้วว่าคืนนี้จะเป็นยังไง

 

          ตัดสินใจไปแล้ว ห้ามอะไรได้..?

         

          “ไอ้อาจารย์ไปไหน?” คงไม่มีใครสังเกตว่าหลังจากครามเอ่ยคำถามนั้น สายตาที่ตังใช้มองเจอร์คาดหวังบางอย่างแค่ไหน ทว่าคนเจ้าแผนการกลับต้องแปลกใจเมื่อพบเพียงความว่างเปล่าและความสนใจไม่กี่วินาทีก่อนอีกฝ่ายจะจิบเครื่องดื่มในมือต่อด้วยท่าทีปกติ

          “โดนฉุดป่ะเนี่ย ยิ่งไทป์พระเอกจำเลยรักอยู่”

 

กลายเป็นเนที่เฉลยคำตอบให้ด้วยการเลิกคิ้วถามเพื่อนสนิทของตัวเอง และผลลัพธ์คือรอยยิ้มบางเบาคล้ายบอกว่าไม่เป็นไร

 

          ตังจะยอมลดเปอร์เซ็นต์ความรุนแรงของคำด่า โง่ ที่เขามอบให้นันท์ลงสักนิดนึงก็แล้วกัน ถ้าโจทย์ที่ต้องแก้ซับซ้อนได้ขนาดนี้

 

          “มันไปสูบบุหรี่ เดี๋ยวมา” ทุกสายตาจับจ้องคนพูดอย่างสนอกสนใจ ตังยิ้มแกนๆให้พลางแก้สถานการณ์ด้วยแก้วในมือตัวเอง ทั้งที่ตอนแรกคิดว่าตอบไปงั้นเพื่อนจะได้เลิกสงสัยดันกลายเป็นจุดประเด็นซะได้

          “เลิกขาดไปเป็นปีแล้วไม่ใช่เหรอ?” ของเหลวเย็นจัดที่เกือบถูกกลืนเป็นอึกที่สองหยุดลงตรงริมฝีปากราวกับโดนสาป จินเจอร์คือคนสุดท้ายที่ตังคิดว่าจะร่วมบทสนทนาในเมื่อหัวข้อมันเกี่ยวข้องกับนันท์

 

          เขาวาดยิ้ม ตอบปัดด้วยท่าทีสบายทั้งที่แววตาสื่อความหมายชัดเจน

 

          “ช่วงนี้มันเครียด”

 

        คนที่ถูกมองอย่างรู้ทันได้แต่หลบสายตาน่าอึดอัดที่ได้รับ ปลายนิ้วยาวประคองแก้วอย่างแน่นจนขึ้นสีซีด กระทั่งเสียงพูดคุยถูกเปลี่ยนเข้าสู่เรื่องราวอื่นนั่นแหละ เด็กเลี้ยงแกะของนันท์ถึงได้หายใจหายคอคล่องกว่าเก่า

 

          ยิ่งดึกบรรยากาศด้านล่างก็เริ่มคึกคัก นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มไล่ตามแสงสว่างวูบวาบตกกระทบลงบนฝูงคนกลุ่มใหญ่ ขี้เกียจหลอกตัวเองแล้วว่าไม่ได้กำลังรอใครบางคนอย่างใจจดใจจ่อ เพราะสมองเอาแต่ตั้งคำถามแทบทุกห้านาทีว่าสมาชิกคนเดียวที่ยังขาดอยู่ที่ไหน

 

          “กูอยากกินเค้ก” เขาหันมองครามที่เริ่มงอแงหาสัญลักษณ์ประจำวันเกิดที่เพื่อนเชฟลงทุนทำมาให้ไม่ต่างจากเด็กสามขวบ ทุกคนครางฮือเห็นด้วยอย่างที่รู้กันว่าแม้จะทำของหวานไม่บ่อย ฝีมือวามันเด็ดดวงขนาดไหน

          “โทรเหอะตัง เดี๋ยวละลาย” ฝ่ายที่เอาแต่นั่งฟังยิ้มขำให้ความพยายามมีเหตุผลของไมโลทั้งที่สายตายังจับจ้องไปที่กล่องสี่เหลี่ยมมุมห้องตาละห้อย ก่อนริมฝีปากจะค่อยๆกลับมาสู่สภาพปกติเมื่อตังสบสายตากันอีกครั้ง

 

          คงไม่แปลกถ้านันท์ไว้วางใจเล่าความสัมพันธ์ระหว่างเขาให้อีกฝ่ายฟังเหมือนที่เขาทำกับเน

 

          จินเจอร์ก็แค่...ไม่รู้ว่าควรทำหน้ายังไง

 

          ไม่รู้ว่านันท์จะเอาตัวเขาไปพูดต่อด้วยความรู้สึกแบบไหน

 

แสงไฟเปลี่ยนสลับเป็นสีโทนร้อนดึงสายตาคู่เดิมกลับไปที่เก่า ทำนองดำดิ่งเริ่มเล่นขึ้นมาตัดด้วยบีตแน่นบีบคั้นอารมณ์หยุดทุกคนที่กำลังเคลื่อนไหวร่างกายไปเสี้ยววินาที ก่อนเสียงโห่ร้องอย่างชอบใจของคนฟังจะดังขึ้นและดังขึ้นเรื่อยๆราวกับเกลียวคลื่น เจอร์มองใครบางคนที่เดินเข้ามาทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตรงข้ามเขาอย่างพอดิบพอดีจนน่าหมั่นไส้ ก็ดวงตาคมเฉี่ยวกับสีหน้าแบบนั้นมันเข้ากับเนื้อหาเพลงเสียเหลือเกิน

 

หนำซ้ำมันยังฉายภาพ ‘คืนนั้น’ ชัดเจนจนเขาต้องเป็นฝ่ายหลบตาก่อน

 

ใช่ นันท์กำลังเล่นเกมจ้องตากับเขาอยู่


          “จารย์มาแล้ว ตัดเค้กๆ” 

“เชี่ยมึง ข้างล่างคือสุดๆ!” ไมโลพูดขณะที่สายตายังจับจ้องไปยังภาพกลุ่มคนบนชั้นหนึ่งที่เต้นอย่างบ้าคลั่งเหมือนพร้อมใจกันปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบของตัวเองออกมา เขาละสายตาจากภาพดังกล่าวขึ้นมาเพื่อจิบเครื่องดื่มในมือต่อ แน่นอนว่าการกระทำทั้งหมดยังคงไม่พ้นสายตาของนันท์

 

จะว่าไปพวกเขาก็โรคจิต ชอบมาเที่ยวที่แบบนี้แต่ไม่ชอบอยู่ในจุดเสียงดังและคนพลุกพล่าน มากี่รอบเห็นจองห้องส่วนตัวเก็บเสียง มีกระจกให้พอเห็นบรรยากาศและบางส่วนของเพลงดังลอดเข้ามา

 

“เจอร์ มึงจะเมา” เนพูดขึ้นด้วยเสียงราบเรียบ ไม่ได้ห้าม แต่แค่บอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเขายังไม่หยุดทำในสิ่งที่กำลังทำอยู่

 

จินเจอร์เลยหันไปยกยิ้มมุมปากและกระดกจนเหลือเพียงแก้วชอตใสๆให้เพื่อนเห็นเต็มตา

 

คนผมสีดำสนิทไหวไหลไม่สนใจและทำแบบเดียวกัน นั่นเป็นอีกอย่างที่เขาชอบเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้

 

เนให้พื้นที่กับเขา เตือนให้รู้ตัวและเมื่อเห็นว่ารับฟังแล้วก็ปล่อย

 

มันบอกว่าพวกเราโตกันเกินกว่าจะมาจ้ำจี้จ้ำไชจนน่ารำคาญ

 

“กูอยากไปข้างล่าง” ประโยคนั้นทำให้ทุกคนตาโต

 

จะไม่มีใครตกใจเลยถ้าคนพูดไม่ใช่ตัง คนที่เกลียดความวุ่นวายจนทุกคนเคยโหวตให้ไปบวช

 

จินเจอร์หรี่ตามองอีกฝ่ายที่สบตากับเขาอย่างมีความหมาย ตังหยักยิ้มลึก เลิกคิ้วท้าทายเขาพร้อมกับรอคำตอบโดยไม่มีคำเชิญชวนใดใด

 

“เอาดิ” แต่เขารู้ถึงสิ่งที่ถูกสื่อมา แม้จะไม่เข้าใจว่าตังทำแบบที่ทำอยู่ทำไมก็ไม่สำคัญ เจอร์เองอยากลองปลดปล่อยสัตว์ร้ายในตัวของเขาออกมาวิ่งเล่นบ้าง

 

เผื่อว่ามันจะลดทอนความรู้สึกร้อนรุ่มที่ไหลเวียนในเส้นเลือดทุกค่ำคืนลงได้ สักนิดก็ยังดี

 

“เดี๋ยวเจอร์ เอาดิของมึงคือมึงด้วย” ครามถามเสียงหลงพอเห็นว่าเขาทำท่าจะลุกยืนตาม เสี้ยวนึงที่หันมองคนตรงข้ามก็พบว่าสายตาที่มีให้เข้มขึ้นและดูดุดันกว่าปกติ นั่นทำให้เขากระตุกยิ้ม ไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไร รู้แค่ว่ามันน่าพอใจยังไงพิกล

“อืม มึงจะเอามั้ยล่ะคราม?” เขายียวนเสียงนิ่งก่อนจะหลุดขำเมื่อคนโดนแกล้งทำหน้าแหยง ก็บอกแล้วว่ากลุ่มเขาเกลียดสถานที่ที่มีคนยั้วเยี้ย และข้างล่างตอนนี้มันคือนิยามของทุกอย่างที่พวกเขาเลี่ยงตลอดหากเลือกได้

 

แต่ครั้งนี้เขาจะลองเดินเข้าหามันสักครั้ง

 

สุดท้ายจึงมีเพียงเจอร์กับตังที่เดินลงบันไดมาด้านล่างเมื่อทุกคนโบกมือปฏิเสธกิจกรรมใหม่ล่าสุดของเขาสองคน

 

“นึกยังไง?” เขาตัดสินใจกระซิบด้วยระดับเสียงที่ชวนเจ็บคอ อีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงใจกลางความวุ่นวายทั้งหมดของที่นี่ สปอร์ตไลต์สาดผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเขามองไม่ทันว่าอีกคนกำลังมีสีหน้าแบบไหน

“อยากเห็นคนเป็นบ้า”

 

เจอร์ไม่ได้ยินคำตอบกับรอยยิ้มร้ายๆของเพื่อนตัวเอง ก้าวสุดท้ายพาเขามาอยู่ตรงศูนย์กลางทุกอย่าง ไม่แน่ใจว่าแทรกผ่านถึงลึกขนาดนี้ได้ยังไง เพราะตอนนี้ร่างของเขาถูกบดเบียดทุกทิศทางจนการขยับปลายนิ้วยังเป็นเรื่องยาก

 

เห็นผ่านตาว่าตังถูกดันไปอีกด้าน แต่เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องจับมือกันเดินแต่แรกอยู่แล้ว จินเจอร์เลยพยายามสัมผัสบรรยากาศและปล่อยตัวเองไปกับมัน

 

ทิ้งเหตุผลทั้งหมดและเริ่มขยับตัว

 

ไม่นานความร้อนรวมถึงเนื้อหนังที่เบียดเข้ามาทุกตารางนิ้วก็ไม่ใช่อุปสรรค เขายกยิ้มพลางวาดแขนลงบนเอวบางของใครสักคนเพื่อเพิ่มพื้นที่รอบข้าง อีกฝ่ายเปิดทางให้โดยการยกแขนคล้องคอเขาก่อน เจอร์เลยทำตามบ้างแม้จะเป็นคนละส่วนของร่างกาย

 

“มาคนเดียวเหรอ?” เขาอำนวยความสะดวกให้คนเตี้ยกว่าด้วยการก้มหน้าลงพร้อมเฉียดใบหูกับริมฝีปากนุ่มนิ่ม ท้ายประโยคถึงได้ยินเสียงหัวเราะคิกตามมาน้อยๆ

“เห็นคนอื่นมั้ยล่ะ?” เจอร์ทำแบบเดียวกันกลับไป นึกสนุกขึ้นมาเมื่อเห็นเธอเริ่มเลียนท่าทางเขา เอียงใบหน้าเล็กให้การพูดคุยเป็นเรื่องง่ายขึ้น

 

และการได้กลิ่นน้ำหอมดึงดูดจนต้องก้มลงสูดหายใจเข้าตรงหลังใบหูอีกรอบถนัดกว่าเก่า

 

ไม่มีบทสนทนาต่อจากนั้น มีแค่เสียงเพลงที่ถูกเร่งจังหวะขึ้น ดนตรีไม่เหลือเค้าเดิมเหมือนว่าใครบางคนถอดแยกทุกชิ้นส่วนและจัดเรียงมันใหม่ เจอร์หลับตาเงยหน้าเปิดประสาทสัมผัสส่วนอื่นให้ชัดขึ้น รอยยิ้มเล็กๆแต้มมุมปากเมื่อมีปลายนิ้วคนตรงหน้าลากหยอกเย้าตั้งแต่สันกราม ลำคอ และไล่ตำลงเรื่อยๆ

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มลืมขึ้นจังหวะเดียวกับที่เธอแตะหัวเข็มขัด

 

ท่าทางซุกซนทำให้เขามองตาอีกฝ่ายเหมือนอยากลองใจ มือของเขายังอยู่บนเอวบางไม่ห้ามอะไร อย่างรู้ว่าหญิงสาวจะเอายังไงต่อ

 

เจอร์หัวเราะออกมาเมื่อเธอเปลี่ยนเป็นกรีดปลายนิ้วลงบนอกของเขาและปลดกระดุมไปสองสามเม็ด

 

“ของจริงมันต้องอย่างนี้” เขายกยิ้ม แตะหน้าผากตัวเองลงบนหน้าผากมน เธอเงยหน้าสบตาเขาอย่างดื้อรั้นแม้มือบางจะวางแนบกับอกกว้างเพราะเจ้าตัวไม่รู้จะเอาไว้ตรงไหน ก็พ่อคนตรงหน้าน่ะร้ายเหลือเกิน

 

แค่สบตาท้าทายนั่น...ยืนให้ตรงยังลำบากเลย

 

มือหนาลูบวนตรงสะโพกในชุดเดรสสั้น นึกชมคนออกแบบที่ทำเนื้อผ้าออกมาลื่นมือ สิ่งที่ตั้งใจไว้เลยง่ายกว่าที่คิด เจอร์ตะปบนิ้วยาวลงบนช่วงเอวจนคนโดนกระทำสะดุ้ง เหมือนว่าจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาเลื่อนไปแตะตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่

 

เขาผละมือข้างนึงออกมาลากปลายนิ้วลงบนต้นขาเนียนเหมือนที่เธอทำกับเขา ยิ่งฝั่งนั้นเริ่มกลับมาเต้นอีกครั้งรอยแหวกของชุดก็ยิ่งกว้างขึ้นจนนิ้วยาวปาดป่ายโดนเนื้อนิ่มไปทั่ว

 

“เนี่ยเหรอของจริง?” หญิงสาวเขย่งตัวพูดข้างหูเมื่อเขารั้งเอวเธอให้แนบชิด เจอร์หัวเราะก่อนจะไล้ปลายจมูกกับแก้มสีแดงจาง พูดประโยคถัดไปส่งผลให้ริมฝีปากเฉียดกับผิวของอีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้

“งั้นทำยังไงดี? มีตัวอย่างให้ผมดูมั้ย?”

 

เธอดันตัวเขาออกก่อนจะคว้าข้อมือหนาเอาไว้ เจอร์เลิกคิ้วเป็นเชิงถามทว่าหญิงสาวกลับยิ้มยั่วใส่ ดึงเขาให้ห่างจากความวุ่นวายตรงไปยังบาร์ที่พอจะมีเก้าอี้ทรงสูงว่างอยู่สองสามตัว

 

และผลักเขาให้นั่งลงเพื่อกดริมฝีปากลงมา

 

ประสบการณ์สั่งให้เจอร์เปิดปาก รับความรุ่มร้อนที่เกี่ยวกระหวัดอย่างน่าสนใจ ยื่นมือรั้งคนที่กำลัง ‘กระทำเขา’ ให้แทรกเข้ามาระหว่างหัวเข่าที่แหวกออก เก้าอี้แบบนี้เล็กเกินกว่าจะดึงให้เธอขึ้นมานั่งด้วยกัน

 

“ต้องลุกให้คุณผู้หญิงนั่งมั้ยครับ?” เขาแซวเสียงพร่าหลังแย่งอากาศเธอหายใจไปหลายนาที อีกฝ่ายตวัดสายตามองอย่างไม่ยอมแพ้ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายเป็นลำคอของเขา

 

การกระทำนั้นทำให้เจอร์นิ่งไปเมื่อมันเตือนเขาถึงใครบางคน

 

ความเจ็บจี๊ดตรงต้นคอทำให้เขาหลุดครางออกมาเสียงต่ำ ใบหน้าดุดันในความคิดสลายไปในพริบตา มือหนาลูบไล้ทุกส่วนเว้าโค้งเพื่อระบายอารมณ์ที่ก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

 

“ต่อที่อื่น” คำยื่นคำสั่งสั้นกระชับและเธอทำตามโดยดี

 

เขาโอบเอวบาง กดจูบลงไปอีกครั้งเพราะโคตรรู้สึกดี เธอเองก็คงไม่ต่างกันเพราะระหว่างที่เดินไม่ยอมปล่อยแขนเขาเลย มากกว่านั้นคือเปิดปากพร้อมเอียงหน้าในองศาที่พอดีที่สุดจนเขาต้องเม้มความนุ่มนิ่มย้ำๆให้เป็นรางวัล

 

“ไอ้เจอร์ เจอร์!” เสียงเรียกตามหลังทำให้เขาขมวดคิ้วก่อนจะยอมผละออกจากสัมผัสนั้นอย่างเสียดาย แต่ยังยกยิ้มพอใจเมื่อเห็นสายใยสีใสระหว่างมุมปากเขาและเธอ

“...” เขาหันมองนิ่งๆพลางเช็ดร่องรอยจากกิจกรรมเมื่อครู่ด้วยหลังมือ ตังเดินเข้ามา ขมวดคิ้วนิดหน่อยเมื่อมองไปยังคนในอ้อมแขนของเขา หญิงสาวเองก็ดูหัวเสียพอสมควรที่โดนขัดจังหวะ

“ไอ้ไมกับครามจะกลับแล้ว พวกกูด้วย” เพื่อนเขายกโทรศัพท์ให้ดูถึงเห็นสายที่ยังไม่ตัดไป ชื่อคนโทรเข้าทำให้เจอร์รู้สึกเย็นวูบที่สันหลังแปลกๆ

“อืม กูไปต่อนะ” แต่เขาก็ปัดความรู้สึกงี่เง่าพวกนั้นทิ้งไป ตังหน้าเครียดกว่าเดิมเมื่อฟังทางเลือกของเขา

“แล้วไอ้นันท์—”

“รถเนว่าง” เขาพูดเสียงห้วน เริ่มไม่พอใจนิดๆที่ตังทำเป็นไม่สนใจว่าเขากำลังอยู่ในสภาพไหน ยังดีที่คนข้างตัวยืนรอโดยไม่บ่นอะไรให้รำคาญใจกว่าเดิม

 

บ้านทางเดียวกันแล้วยังไง อายุตั้งเท่านี้กลับเองไม่ได้ให้มันรู้ไปสิ

 

ถึงเป็นเรื่องปกติที่เขากับนันท์กลับด้วยกันก็ไม่ได้แปลว่าเขาต้องยืนยันจะทำแบบนั้นต่อไปนี่

 

“ไปส่งนันท์ก่อนดิ มึงก็กลับห้องไง” คราวนี้เจอร์เม้มปากอย่างหงุดหงิดชัดเจน เพื่อนทุกคนรู้ว่าเขาไม่ชอบพาคนแปลกหน้าเข้าห้อง และการพานันท์กลับด้วยก็เท่ากับการปฏิเสธหญิงสาว

 

จะมีใครบ้างที่โอเคกับการมีบุคคลที่สามติดรถไปด้วย

 

“เจอร์”

“เออ...ขอโทษนะเธอ” ท้ายประโยคหันไปบอกคนที่เขากำลังคลายอ้อมกอดลงเชื่องช้า เห็นสายตาตกใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นโมโหของอีกคนแล้วได้แต่ถอนหายใจ ปล่อยให้หญิงสาวเดินกระฟัดกระเฟียดออกไปโดยไม่รั้งไว้อีก

“พวกมึงแม่ง” เขายีหัวอย่างอารมณ์เสีย ยิ่งเห็นรอยยิ้มมุมปากกวนประสาทของตังยิ่งอยากต่อยให้คว่ำ

.

.

.

 

“เสือเจอร์อย่างร้าย”

“โคตรฮอตไอ้เหี้ย!”

 

และอีกสารพัดคำทักทายเมื่อเขากับตังเดินกลับขึ้นมาด้านบน เจอร์มองสองคนที่กำลังโวยวายลั่นด้วยสายตาขำขัน รอยยิ้มนั้นจางลงนิดหน่อยเมื่อหันมาสบตากับเนและอีกฝ่ายแค่นหัวเราะมาให้

 

“นั่นดิ กูนึกว่าจะกินกันกลางร้านซะแล้ว เสียดาย” เพื่อนผมดำโคลงแก้วพลางยักคิ้วให้เขา เจอร์อยากจะด่ามันสักสองสามคำกับท่าทางกวนตีนแบบนั้น

“มึงเว่อร์”

“โอ้โห ไม่มีอะไรเกินจริงเลยครับคุณเจอร์ กูนี่นึกว่ามึงจะรีโนเวตบาร์เป็นโรงแรม” ไมโลผิวปากแซว แท็กมือกับครามที่หัวเราะอย่างชอบใจ

“ไม่มีความเห็นเหรอเพื่อนนันท์ เพื่อนเราแม่งธรรมดาที่ไหน” ตังทิ้งตัวลงบนที่วางแขนบนโซฟาของเจ้าของชื่อ เขาสบนัยน์ตาคมเฉี่ยวนั่นด้วยท่าทีปกติแม้หัวใจทำงานผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง กลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มบางบนริมฝีปากพร้อมสายตาที่เหมือนกำลังรอคำตอบ

“กลับ”

 

ทุกคนหัวเราะครืนเมื่อนันท์พูดขึ้นและเบือนหน้าหนีเขา โดนคู่หูนรกล้อว่าอิจฉาบ้างล่ะ เลยเวลากินนมนอนจนหงุดหงิดบ้างล่ะจนคนตัวสูงลุกขึ้นยืน ตวัดสายตามองเขาก่อนจะย้ำคำเดิมเป็นครั้งที่สอง

 

“เจอร์ กลับ”

 

 

_____________

 

 

          อาจจะผิดจากแผนที่วางไว้สักหน่อยก็ไม่เป็นไร

 

          ทุกอย่างควรยืดหยุ่นได้ตามจังหวะและโอกาส เจอร์บอกตัวเองแบบนั้น

 

          “กูไม่เข้าใจ” นิ้วยาวที่เกี่ยวสาบเสื้อตัวเองเล่นคล้ายรอว่ามันจะถูกเปลื้องออกจากลำตัวของเขาเมื่อไหร่ชะงักนิ่ง เจอร์เงยหน้าพลางเลิกคิ้วถามหาคำอธิบายจากนันท์ มือที่ยังว่างยันกับเบาะโซฟาตัวเดิมที่เกลียดผิวสัมผัสแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารูปแบบของมันสวยดี

          “มึงทำแบบนั้นทำไม?”

          “กูทำอะไร?” เขายังเล่นบทคนโง่ต่อไปเมื่อเหนื่อยกับการคาดเดาความหมายในทุกประโยค

 

          ทั้งที่ถ้าออกแรงคิดสักนิดก็จะเห็น

 

          แต่ หึงหวงช่างเป็นคำตอบที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ของเขาเอาเสียเลย

 

          “มึงจงใจยั่วโมโหกู” การโยนความผิดใส่ทั้งที่เป็นนันท์เองที่จัดการความรู้สึกไม่ได้ทำให้เขานึกโกรธ คนที่ไม่เคยเข้าใจตัวเองอย่างนันท์กล้าดียังไงมาทำเป็นรู้ความคิดของเขา

          “คิดว่าสำคัญขนาดไหน ทุกอย่างที่กูทำถึงต้องเกี่ยวกับมึง?”

 

        ความจริงคือเขาไม่ได้อยากปั่นประสาทใคร

 

          ก็แค่อยากเริ่มใหม่ ปลดตัวเองออกจากกรอบที่เคยตีเอาไว้เพื่อใครคนหนึ่ง

 

          มันอาจดูงี่เง่า แต่สำหรับเขาที่ไม่มีสายตาเพื่อคนอื่นเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา

 

          แค่นี้ก็น่าภูมิใจมากแล้ว

 

          “ไม่สำคัญจริงใช่มั้ย?”

          “...” และความกล้าทั้งหมดที่พยายามเค้นออกมาก็ถูกสั่นคลอนอย่างง่ายดาย

          “กูไม่เคยมีความหมายอะไรกับมึงเลย?”

 

          ถ้าได้ถามแบบนี้ก็แปลว่านันท์รู้แล้ว สิ่งที่เขากำลังจะโยนทิ้งและตัดขาด

 

          ความรู้สึกรัก

 

          จินเจอร์เบือนหน้าหนี อารมณ์ขุ่นมัวทำให้กัดฟันแน่นอย่างหงุดหงิดตัวเอง

 

          ความหวังโง่ๆว่าอาจจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเมื่อนันท์ได้รู้จักเขามาขึ้นอีกนิดถูกลบด้วยเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นบนโซฟาตัวนี้ คำพูดเจ็บแสบและความรุนแรงที่เคยได้รับ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่สั่นไหวเริ่มกลับมาเฉยชาดังเดิมเมื่อคิดได้ว่าทุกการกระทำชัดเจนเสมอ

 

          และสิ่งที่หลอกตัวเองอยู่ไม่มีทางเป็นไปจริง

 

          “ขิง”

          !” ชื่อที่มักจะเก็บไว้ให้คนใกล้ชิดกลับสร้างมวลอากาศประหลาดตอนมันออกมาจากปากของนันท์ เขาเบิกตากว้างด้วยความตกใจและเผลอสบสายตาอีกคนที่ยืนยิ้มมุมปากอย่างได้ใจที่ทำเขาเสียอาการได้

          “มึงแทนตัวเองแบบนั้นครั้งนึง...”

 

          สาบานได้ว่าเจอร์ไม่นึกว่านันท์จะจำรายละเอียดอื่นได้นอกจากความสุขสมทางกาย

 

          ถึงครั้งล่าสุดมันเจือความอ่อนโยนอย่างผิดวิสัยเขาก็ไม่คิดอะไรมากไปกว่าอารมณ์ชั่ววูบ

 

          “ตอนที่กอดกู” เจอร์มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ รอยยิ้มมุมปากประกอบกับใบหน้าที่กดมองกันทำให้สันหลังเย็นวาบเหมือนกำลังถูกต้อนให้จนมุม

          “จูบกู เรียกหาแต่—”

          “มึงจะพูดอะไร?” เขาขึ้นเสียงตัดประโยคนั้นอย่างน้อยครั้งนักที่จะทำ นันท์ดันลิ้นกับกระพุ้งแก้มอย่างยียวน ตอกย้ำเข้าไปอีกว่าเขาตกเป็นเบี้ยล่างที่ทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากไล่ตามความต้องการของเจ้าตัว

 

          “บอกหน่อยดิว่าคนชื่อขิงเขาคิดยังไงกันแน่?”

 

          และแน่นอน อีกฝ่ายไม่หวนคิดถึงความรู้สึกเขาสักนิดเดียว

 

          “รู้สึกยังไงกับกู?”

 

          นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเสหลบไม่รู้ครั้งที่เท่าไหร่ นี่เป็นจังหวะเวลาที่แย่ที่สุดที่เขาจะพูดคำนั้นออกมา เจอร์กำลังบังคับตัวเองให้ออกจากลูปอันน่าอึดอัดนี้และเริ่มก้าวแรกได้เกือบจะสำเร็จ แต่นันท์ที่ไม่รู้อะไรสักอย่างเดียวและไม่คิดจะเรียนรู้เอาแต่บีบเค้นเขา

 

          เอาแต่ความสงสัยของตัวเองมาเป็นที่หนึ่ง

 

          “ใช้คำพูด เพราะตอนนี้การกระทำของมึงมันชัดพอแล้ว” รอยยิ้มฝืดเฝื่อนแต่งแต้มลงบนริมฝีปากเมื่อเจอร์หาเหตุผลมาเข้าข้างคนตรงหน้าได้อีกครั้ง

 

บางทีเขาอาจจะโล่งใจขึ้น...ถ้าได้คืนมันให้เจ้าของด้วยตัวเขาเอง

 

“พูด”

          “...แล้วยังไง?” เขาหยักยิ้ม สายตาเปลี่ยนเป็นว่างเปล่าจนคนมองเริ่มอยู่ไม่สุข เซนส์อันน้อยนิดที่พอเหลืออยู่ตะโกนบอกนันท์ว่ากำลังจะต้องเสียใจกับคำตอบของคำถามที่อยากรู้นักหนา

        “สุดท้ายถ้ากูรักมึงแล้วยังไง?”

 

        เจอร์หมดแรงเกินกว่าจะปิดบังความอ่อนล้าและสิ้นหวังของตัวเอง จึงทำได้แค่นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น เอ่ยประโยคถัดไปแผ่วเบาทว่าปล่อยให้มันดังก้องในใจซ้ำๆ

 

          “รู้ไปก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี”

 

        ก็เพราะนันท์ได้สิ่งที่ไขข้อข้องใจไปแล้ว คำอธิบายของทุกการกระทำที่เขามักโกหกเสมอด้วยความที่ไม่กล้าพอจะแลกคำว่า เพื่อนด้วยสิ่งที่อยู่ในใจมาเนิ่นนาน

 

        และพอเขาเฉลยทุกอย่างอีกคนก็คงจะโยนทิ้งหมดซึ่งความหมายใดใดอีก นันท์ก็แค่คนที่ไม่ปล่อยผ่านหากยังไม่เจอเหตุผลรองรับที่ดีพอ

 

          ทั้งที่รู้ว่าต้องจบแบบนี้

 

          ทั้งที่รู้...

 

          “และเรื่องที่มึงกับกูทำกัน” ไหนๆนี่คงจะเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายที่เจอร์มีแรงพูดความจริงมากมายต่อหน้าของอีกคน

          “...”

          “ต้องหยุดแล้วนะ”

          “...ขิง”

          “กูมีคนคุย” เขามองข้ามชื่อเรียกที่ฟังดูเว้าวอนจนอันตรายต่อความรู้สึก โกหกคำโตออกไปเพื่อปิดท้ายความสัมพันธ์ที่มีแต่เรื่องไม่จริงและความเจ็บปวดเต็มไปหมด

          “ไม่ให้ไป” ริมฝีปากถูกเม้มกัดจนแสบยามที่ใครบางคนรั้งแขนเอาไว้แน่นราวกับจะยืนยันว่าไม่มีทางให้หลุดพ้นไปไหน

          “พรุ่งนี้มีงานที่บริษัท” เขาทำเป็นพูดถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ตัวเองควรจะต้องถึงบ้านและเข้านอนได้แล้ว หากทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าความหมายที่นันท์ต้องการสื่อคืออะไร

          “นอนค้างที่นี่” แต่คนที่ดื้อดึงยังยื้อที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าเจอร์คิดจะเล่นเกมเฉไฉแบบนี้เขาก็จะทำบ้าง

          “มึงพูดเอง...” รอยยิ้มเพลียถูกระบายขึ้นขณะที่นิ้วที่พยายามรวบข้อมือถูกแกะออกจนหมด

 

“ห้ามนอนค้าง”


_________________________________________________________________

ถ้าลองเอาทุกลบมารวมกันจะได้ -79 พอดี

อีกนิดพี่นันท์จะได้เกรดสี่ (แบบติดลบ) แล้วน่ะเนี่ย

ปล. เรื่องวันอัปเดตคือเซ็งตัวเองมาก 

คิดอยู่ว่าจะเอาตรงหน้าสารบัญออกดีมัั้ยเพราะทำไม่ได้หลายครั้งแล้ว

แต่ขอเราพยายามอีกสักครั้งนะ ต้องทำให้ดีขึ้นดิเนอะไม่ใช่ลดมาตรฐานลงมา

ฮึบๆกันทุกคนนนน

#เหลือศูนย์




T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 823 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

781 ความคิดเห็น

  1. #779 MeNe (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2563 / 05:23
    เก่งมากพี่ขิงงง
    #779
    0
  2. #756 softless (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 12:17
    นั้นเเหละพูดออกไปลูก
    #756
    0
  3. #567 llllovellll (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 03:00
    หยักได้พี่เจอร์ แง้ แซ่บสุดดด
    #567
    0
  4. #470 ILYSB™ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 มีนาคม 2563 / 01:57
    ชอบร่างเสือเจอร์โคตรๆๆๆๆ แบบบ101010เลยอ่ะ
    #470
    0
  5. #465 exolbenben (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 21:01
    อหหหหห!!!!!!
    #465
    0
  6. #457 tang_thai°°° (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 มีนาคม 2563 / 21:44
    เจอร์ตอนที่อยู่กัยผญ.คือแบเซ็กซี่มากแม่จ๋า
    #457
    0
  7. #404 Ayyye (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 มีนาคม 2563 / 05:25

    แบบไหนของเจ้อใกล้เคียงกับคำว่าตัดใจ เดินหน้า1ก้าว ถอยหลัง3ก้าววนๆไป เค้าเรียกก็มา เค้าให้กลับ ก็กลับ ถ้าเจ็บก็สมน้ำหน้าซ้ำแล้วตอนนี้ ไม่เหลือความสงสาร เมษกับเนเป็นเพื่อนที่เทพมาก เพราะถ้าเป็นเราคงสมน้ำหน้าซ้ำพร้อมยุส่ง ไม่รอปลอบด้วย รำคาญสุด //แกรถึงไม่มีเพื่อนไง

    #404
    0
  8. วันที่ 14 มีนาคม 2563 / 13:07

    เก่งที่สุด จินเจอร์เก่งมาก
    #338
    0
  9. #322 beme. (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 มีนาคม 2563 / 01:25
    เก่งมากเจ้าขิง
    #322
    0
  10. #311 nxmsksd (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 23:15
    ตอนเจอร์เกี้ยวสาวคือฮ๊อตไม่ไหวววว นี่มันเจอร์แบดบอยนิเอง!!!! แต่เหนือสิ่งอื่นใดนันท์คือน่าโมโหมากๆๆๆ
    #311
    0
  11. #271 ychibi (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 11:54
    สลายไปหมดทุกคน ค่อยๆประกอบนะ
    #271
    0
  12. #244 เลดี้วาย (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 13:41
    เจ็บทั้งคู่
    #244
    0
  13. #236 AmyOh (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 01:10

    เจ็บเหมือนปวดอยู่ในอกเลย ปวดใจจริงๆ
    #236
    0
  14. #225 xqaantqx (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 22:19
    โอ้โหหหหหฟงหวหากาาดกสเส่หนฟงงฟวด
    #225
    0
  15. #197 PuiPui--r (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 07:58
    ทางไหนก็เจ็บฉะนั้นตัดใจเถอะเจอร์ เจ็บแต่จบดีกว่ายืดเยื้อวนลูป
    #197
    0
  16. #168 kikrattiyaporn (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 มีนาคม 2563 / 17:04
    ปรก้ำาวอรไน้กัไีาดนคดีาพน_ีาพีพ่ร/นพาืพี/ึึอ8ิตพ่ะค้คคำ

    ปล. เราเชื่อว่าไรท์เข้าใจ
    #168
    0
  17. #136 B'Bew (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 14:18
    แงงง ในที่สุดก็พูดแล้ว รอดูว่านันท์จะทำยังไง แล้วจรินจะเคลียร์กันยังไงอ่าาาา
    #136
    0
  18. #69 Am_BigBear (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 23:23
    รอนายขิงอยู่นะ
    #69
    0
  19. #68 Patcharee_AP (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 / 20:11
    รอออออออออออ
    #68
    0
  20. #67 MMAAYY (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 / 01:14

    เจ็บทั้งคู่เลย
    #67
    0
  21. #66 Redviolet (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 23:35
    นายขิง เธอต้องแก้แค้น หาคนใหม่ไปเย้ยซะ!!!
    #66
    0
  22. #65 Am_BigBear (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 23:00
    แงงง คุณจินเจอร์ เจ็บไหม?? เราเจ็บมากเลย
    #65
    0
  23. #64 stikkies (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 21:26
    ขิงตั้งหลักให้ได้ซะทีนะ เจ็บมาเยอะแล้ว ถึงเวลาที่นันท์ต้องวิางตามบ้างแล้ว
    #64
    0
  24. #63 nammon_ctm (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 20:26
    เจ็บปวดดีแท้//แต่ชอบมาก ไรท์สู้ๆน้าารอๆๆๆ
    #63
    0