ลดลงเหลือศูนย์ (End.)

ตอนที่ 13 : ลบสิบสาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,493
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 870 ครั้ง
    26 มิ.ย. 62

          เสียงโทรทัศน์ที่ไม่ได้ยินมานานหลายเดือนดังเรื่อยอยู่ในพื้นหลังทว่าคนที่เอกเขนกอยู่บนโซฟาก็ยังนอนเหม่อให้เปลืองค่าไฟเล่น ใจนึงคืออยากแก้แค้นเมษาที่จับคนว่างไม่เป็นอย่างเขามาขังไว้ในห้องโดยขโมยคุณหนูไปใช้ อีกใจแค่ต้องการเปิดอะไรแก้เหงาระหว่างหากิจกรรมทำในหัว

 

          ปกติวันเสาร์เจอร์มักจะหมกตัวอยู่ในห้องทำงานชั้นสองที่บ้าน ไม่ก็แวะเวียนไปเปลี่ยนบรรยากาศที่ร้านของเพื่อนสนิท แต่แสงแดดและอุณหภูมิสามสิบกว่าองศาในวันนี้ทำให้ความคิดที่จะใช้ขนส่งสาธารณะต้องถูกล้มเลิก ถึงเคยทำหลายอย่างที่เป็นการทรมานตัวเอง แต่การแปลงสภาพเป็นขิงอบคงต้องขอยกเว้นจริงๆ

 

          ภาพดาราชื่อดังกำลังให้สัมภาษณ์บ่งบอกว่ารายการข่าวคงจะดำเนินมาถึงพาร์ทบันเทิงแล้ว ขายาวเหยียดตรงอย่างเบื่อหน่าย พิงหลังกับเบาะที่นิ่มจนเหมือนอยากดูดกันให้จมหายลงไป

 

          นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่กำลังจะเบือนหนีจากจอสี่เหลี่ยมตามความเคยชินกลับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นคนคุ้นเคยปรากฏแก่สายตา ผมที่เมื่อก่อนสั้นประบ่าดูยาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และแม้เจ้าตัวจะใส่เสื้อผ้าสีเรียบ ความโดดเด่นก็ยังคงอยู่บนรอยยิ้มสดใสนั้นเสมอ

 

          “...รู้สึกยังไงบ้างคะที่กระแสตอบรับดีขนาดนี้ตั้งแต่มีข่าวว่าโปรเจคน่าจะเสร็จทันช่วงสัปดาห์หนังสือ?” ตราสัญลักษณ์ของช่องทีวีดิจิตอลบนไมค์ใหญ่จนบังปลายคางมน เจอร์รับรู้ถึงแรงกระแทกในหน้าอกที่ค่อยๆเบาลงอย่างน่ากลัว สายตาเหมือนถูกตรึงอยู่ที่เดิมด้วยแรงประหลาดบางประการ

          “ดีใจมากเลยค่ะ ขอบคุณทุกคนที่ซัพพอร์ต...” ผู้หญิงที่เขาจดจ้องยืนอยู่เกือบริมสุด ทำแค่ตั้งใจฟังคนที่อยู่ตรงกลางและดูอาวุโสกว่าเล็กน้อยพูดตอบนักข่าว น่าแปลกที่เขาจำน้ำเสียงของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดีแม้เธอจะไม่ต้องกล่าวอะไร

 

          เขารู้ตัวว่าปลายนิ้วของตัวเองมันชาจนไร้ความรู้สึกตอนที่ก้มลงมอง ความว่างเปล่าในครั้งนี้ระเบิดตัวรุนแรงในช่องอก ลามไปถึงระบบความคิดที่จับต้นชนปลายไม่ถูกสักอย่าง จินเจอร์นั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ใบหน้าได้รูปถูกแสงจากจอสี่เหลี่ยมพาดผ่านสลับไปมา หากสายตากลับไม่โฟกัสเนื้อหาข้างในเลยสักนิด

 

          “...” เขากระพริบตาถี่รัวหลังได้ยินใครบางคนกดออดห้องของเมษา พยายามนึกว่าได้สั่งอาหารตอนไหนรึเปล่าก็ไม่มีคำตอบ ขายาวเลยก้าวไปทางประตูบานเดิม ไม่คิดจะส่องตาแมวอย่างที่ควรทำเพราะแค่หายใจยังรู้สึกว่าลำบาก

          “เป็นไรวะหน้าซีดๆ?”

          “ต้องทำ...ยังไง?”

 

          เนขมวดคิ้วมองเพื่อนที่เหมือนกับใช้เรี่ยวแรงมากมายในการเปิดปากพูด กวาดสายตาดูรอบห้องคร่าวๆว่ามีอะไรผิดปกติให้น่าเป็นห่วงหรือเปล่า

 

          “ขิง มองหน้ากู” คนมาใหม่เรียกให้เพื่อนโฟกัสตัวเองกว่านี้เมื่อนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มดูเลื่อนลอยแปลกๆ โล่งอกขึ้นมาหน่อยพออีกฝ่ายได้สติและดันไหล่เขาเข้ามาในห้องพร้อมกับปิดประตู ตามหลังมานั่งเก้าอี้ตรงโต๊ะทานข้าวที่เนกำลังวางถุงอาหารที่ซื้อมาเผื่อ

          “เน”

          “อืม ว่า?” เขาแสร้งทำตัวปกติทั้งที่รู้มาก่อนจากเมษาแล้วว่าทำไมเพื่อนตัวดีถึงมาอยู่ที่นี่ ตอนแรกก็คิดว่าอาการไม่หนักมากอย่างทุกครั้ง

 

          เห็นทีเขาคงคิดผิด

 

          “ทำยังไง...ถึงจะตัดใจได้ทัน?” คนฟังขมวดคิ้วหนักกว่าเก่าขณะทรุดตัวลงข้างจินเจอร์ ข้อมูลที่ไม่ปะติดปะต่อทำให้ยากเกินกว่าจะเข้าใจความหมายที่สื่อมา

          “ทันอะไร? ขะ ขิง” เนตกตะลึงกับขอบตาแดงก่ำและร่องรอยความสิ้นหวังที่อีกฝ่ายมอบให้เขา นึกถึงวลีที่เคยได้ยินจากเพลงโปรดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

 

          Die trying, พยายามที่สุดจนถึงนาทีสุดท้าย

 

          มันน่าตลกตรงที่ตอนนี้เพื่อนเขาเหมือนจะตายจริงๆไม่ใช่การเปรียบเทียบ ตายทั้งที่แววตาดื้อรั้นนั้นยังคงชัดเจนไม่มีเปลี่ยน

 

จรินกลับมาแล้ว”

 

คนของนันท์

 

คนที่อยู่ในสายตาของนันท์ตลอดมา

 

เข้าใจแล้วว่าทำไมเพื่อนถึงมีท่าทีคล้ายกับกำลังบังคับให้ตัวเองตัดใจอย่างที่เป็นอยู่

 

เพราะสุดท้ายการดึงดันมันก็มีขีดจำกัดให้เราต้องหยุด

 

เนไม่คิดสรรหาคำพูดปลอบใจทั้งนั้นในเมื่อความจริงไม่มีทางเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่าจินเจอร์รู้ทุกอย่างแต่แค่ยังรับไม่ได้

 

ก็ถ้าเรื่องที่อยากจะทำมันยากนัก การ หักดิบ และใช้ตัวแปรอื่นมาช่วยควบคุมอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว

 

“ทนหน่อยนะมึง”

 

ส่วนข้อเสียคือเจอร์คงต้องกัดฟันยอมรับความเจ็บมากกว่าวิธีอื่นเท่านั้นเอง

 

 

_____________

 

 

          รองเท้าหุ้มข้อสีเข้มพาให้เรือนร่างสูงโปร่งหยุดลง ตาคู่คมหยุดมองคลิปวีดิโอที่มีใครบางคนอยู่ในนั้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง นันท์กำลังรู้สึกไม่พอใจตัวเองที่กลายเป็นคนเฉยชา

 

ทั้งที่ปกติเขาควรต้องรู้สึกมากกว่านี้

 

          “เพิ่งตื่นเลยนะนั่น ยังมึนอยู่เลย” หญิงสาวที่หน้าตาเหมือนกับคนหลังไมค์สัมภาษณ์ทุกประการยกยิ้มให้เขาและจูงข้อมือให้เดินต่อหลังจากที่นันท์ยืนเกะกะชาวบ้านมาเกือบนาทีแล้ว

          “...”

          “นันท์ส่งจรินตรงนี้แหละ เดี๋ยวพี่กายมารับ”

          “ให้รอเป็นเพื่อนมั้ย?” เขาถามขึ้นแม้รู้ว่าผู้จัดการส่วนตัวที่ชื่อกายตรงเวลาแค่ไหน ซึ่งคำตอบก็คือใบหน้าน่ารักที่ส่ายไปมาเป็นเชิงปฏิเสธ

          “งั้นนันท์ไปนะ นัดกับตังไว้”

          “เดี๋ยวก่อน”

 

          สายตาคมเฉี่ยวที่ไม่มีแม้แต่ร่องรอยความดุดันเหลือบมองคนตัวเล็กกว่าที่รั้งเอาไว้ ท่าทางลังเลทำให้เขาเผลอขมวดคิ้ว

         

          “มีอะไรรึเปล่า?” อดรนทนไม่ไหวจนต้องถามเร่งออกไป ยอมรับว่าไม่เคยชอบเวลาเห็นจรินไม่สบายใจ ถึงจะปลอบคนไม่เก่งแต่อย่างน้อยเขาก็รับฟังได้เป็นอย่างดี

          “ช่วงนี้นันท์...มีเรื่องเครียดหรือเรื่องที่อยากเล่าให้จรินฟังมั้ย?”

          “ทำไมถามแบบนั้น?” แปลกใจปนระแวงคล้ายกับคนที่มีความผิดติดตัว นันท์มีเพียงเรื่องเดียวที่เขาจัดให้อยู่ในหมวดเรื่องเครียด และมันคือการที่ใครบางคนตกลงมีความสัมพันธ์กับเขาทั้งที่ใจร้ายใส่ไม่รู้กี่ครั้ง

 

          ก็มีแต่เรื่องของเจอร์...

 

          “ทั้งหมดในทริป จรินบอกว่าชอบที่ไหนที่สุดนะ?” คำถามไม่มีที่มาที่ไปทำให้นันท์งงไปครู่หนึ่งแต่ก็พยายามหาคำตอบ

          “โคเปนเฮเกน?”

          “อิลลูลิสแซทค่ะ เห็นมั้ยว่านันท์เหม่อ ปกติเวลาเล่าอะไรให้ฟังนันท์แทบจะเอาสมุดขึ้นมาจดด้วยซ้ำ”

          “เว่อ” นัยน์ตาคู่เดิมเบือนหนีอีกคนที่รู้ทันและไล่ต้อนเขาได้เก่งจนต้องยอมแพ้

          “สรุปนักศึกษาคนไหนมาทำให้อาจารย์เครียดคะเนี่ย?”

          “ไม่ใช่นักศึกษา”

 

          ริมฝีปากแต้มทินท์สีจางขยับเหมือนอยากถามว่าถ้าไม่ใช่เรื่องงานแล้วจะมีอะไรที่ทำให้เขากังวลได้แทบตลอดเวลาแบบนี้ หากโทรศัพท์ในมือของเจ้าตัวไม่ดังขึ้นพร้อมแสดงสายจากผู้จัดการส่วนตัวเสียก่อน จรินลังเลจนเกือบจะไม่รับแต่เป็นเขาเองที่พยักหน้าให้ทำทุกอย่างตามที่ควรทำ

 

          “อ่า...งั้นถ้าว่างจรินไลน์หาอีกทีนะ”

          “อืม” ท่ามกลางความสับสนทั้งหมด รอยยิ้มเจือจางยังคงถูกระบายให้กับคนคนเดิม

 

          ถึงไม่ใช่คนยิ้มยากก็ไม่ได้แปลว่าจะมอบมันให้กับทุกคน

 

          นันท์เลือกแล้ว และมันเป็นจรินตลอดมา

          .

          .

          .

 

          “อ่ะ คืน” ก้อนสี่เหลี่ยมแข็งๆสีขาวที่เขาเคยใช้เป็นข้ออ้างชวนบางคนมาทะเลาะที่ห้องถูกยื่นมาตรงหน้า นันท์มองอะแดปเตอร์ในมือของตัง วูบนึงในความคิดรู้สึกรังเกียจตัวเองที่ย้อนแย้งได้ถึงขนาดนั้น

 

          บอกว่าเกลียดคนโกหก แต่เขาเองกลับเป็นฝ่ายหลอกลวงบ่อยที่สุด

 

          ทุเรศชะมัด

 

          “ความจริงศุกร์หน้าค่อยเอาก็ได้ป่ะวะ ครามมันนัดเลี้ยงวันเกิด” ตังพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเพื่อนเงียบลงไปราวกับติดอยู่ในความคิดของตัวเอง คิ้วเข้มที่เลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างที่บอกไม่ได้ว่าสนใจหรือรำคาญการเจอหน้ากันบ่อยๆของเพื่อนฝูงทำให้ตังยกยิ้ม

          “มึงไป?”

          “เขาก็ไปกันทุกคนอ่ะครับจารย์ มึงไม่ต้องหาเรื่องเบี้ยว” นันท์เสมองไปทางอื่นเพื่อปิดบังอาการประหลาดที่เกิดขึ้นตอนได้ยินคำว่า ทุกคน ไม่สนใจอีกฝ่ายที่นั่งจิบกาแฟดำชอบอกชอบใจตรงหน้าเพราะคิดว่าดักทางเขาได้สำเร็จ

         

          และพอความเงียบเริ่มปกคลุมรอบข้างก็กลายเป็นนันท์เองที่อยู่ไม่สุข

 

“เมื่อเช้ามึงเจอเมษ?”

 

ตังมีเซนส์จับได้ทุกครั้งถ้าเขามีอะไรที่อยากพูด และมันจะทำตัวน่ารำคาญมากที่สุดด้วยการรออย่างเงียบเชียบ หรือในกรณีนี้คือคนกาแฟเล่นเพื่อปล่อยให้เขาทนไม่ไหว

 

ซึ่งนันท์ความอดทนต่ำยิ่งกว่าอะไร

 

“เออ ไอ้เจอร์ด้วย เหม็นความรัก”

“มันคบกันจริงเหรอ?”

“หัดเป็นคนขี้เสือกตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“...” เขากลอกตาเป็นเชิงว่าเหนื่อยใจจะต่อปากต่อคำเพิ่มอีก เท่านั้นแหละคนที่รักในการบอกเล่าเรื่องชาวบ้านถึงรีบตอบคำถาม

“กูก็ไม่รู้หรอก มันเป็นอย่างนั้นมาตั้งแต่ม.ปลายแล้ว เคยถามไอ้เนหลังไมค์เหมือนกัน” แล้วตังก็ยังกวนประสาทด้วยการหยุดประโยคครึ่งๆกลางๆเอาไว้เท่านั้นและหันไปสนใจอากาศรอบตัวต่อ เขาที่เข้าใจว่าเพื่อนต้องการอะไรเลยได้แต่ถอนหายใจหนักๆก่อนจะทำในสิ่งที่ตังอยากได้

“เนว่าไง?”

 

ยอมทนมองไอ้การเลิกคิ้วกวนประสาทเหมือนแซวว่า อยากรู้ขนาดนั้นเลย? ด้วยใบหน้านิ่งเรียบ

 

เพราะอยากรู้จริงๆ...

 

อยากจะเข้าใจให้หมดทุกอย่าง

 

“บอกว่าเจอร์ติดน้องสาวมาก เวลาเจอผู้หญิงที่อายุไม่ห่างกันมากก็เลยเทคแคร์เหมือนพิ้งหมด” ข้อนั้นก็พอรู้จากการได้เจอเด็กผู้หญิงที่ว่ารอบที่แล้ว สายตาจินเจอร์อ่อนโยนชัดเจนอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนยังสัมผัสได้

“แต่เอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้ใจดีเรี่ยราดนะ กูเห็นบางคนเจอร์จะเฉยๆ บางคนถึงดูแล ไม่รู้เลือกจากอะไร”

 

อ่านยาก

 

ยังยืนยันคำเดิมตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ว่าถ้าเป็นจินเจอร์ เขาจับทางไม่ค่อยได้เลย

 

“เคยมีแฟนมั้ย?” เป็นคำถามที่ชวนให้ใจกระตุกอยู่เหมือนกัน ข้อเสียของเขาอีกอย่างคงจะเรื่องที่ปล่อยวางไม่เก่งนี่ล่ะ ทั้งที่เหตุการณ์มันจบไปแล้วในอดีตแต่ก็ยังมีความรู้สึกลบถ้าตังเกิดตอบว่าใช่

 

ไม่รู้ว่าลบเพราะอะไร รู้แค่ไม่อยากให้ออกมาเป็นแบบนั้น

 

“หมายถึงเมษ?”

“เจอร์”

“เดี๋ยวๆๆ หยุดก่อนเลย อารมณ์ไหนเนี่ยมานั่งสืบประวัติเพื่อนกู?”

“กูไม่ใช่เพื่อนมึงรึไง?”

“ไม่ต้องโมโหกลบเกลื่อน มึงมีอะไร? กูเห็นพวกมึงสองคนแปลกๆตั้งแต่ที่ทะเลละนะ”

“...” ครั้งที่สองของความรู้สึกคล้ายเด็กที่แอบทำเรื่องผิดลับหลังผู้ใหญ่แล้วถูกจับได้ ทว่าครั้งนี้นันท์เกร็งน้อยลงกว่าเก่าพอสมควรเพราะหน้าตากวนประสาทของผู้ใหญ่ตังที่นั่งจ้องเขาตาแทบถลน

“นันท์”

“เออ กูมีอะไร” เขาสูดหายใจเข้าลึก บางทีความสามารถที่มีอาจจะน้อยเกินกว่าปัญหาที่ต้องแก้

“ฮะ?”

 

ถึงคนตรงหน้าไม่ได้ดูเป็นจริงเป็นจังเท่าไหร่ อย่างน้อยถือว่าได้ระบายก็แล้วกัน

 

“กูมีอะไรกับเจอร์”

“คะ คืนที่มึงเมา?”

“แล้วก็หลังจากนั้น”

“หลังจากนั้นเหี้ยไร?! แปลว่าไม่ใช่แค่ครั้งเดียว?” ตังอ้าปากเหมือนอยากด่าแต่ก็ต้องห้ามใจไว้เพราะยังฟังเรื่องราวทั้งหมดไม่จบ ยิ่งเห็นแบบนั้นมันยิ่งตอกย้ำเขาว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไกลห่างจากคำว่าถูกต้องและเหมาะสม

 

นันท์ไม่เคยชอบช่วงเวลาที่ทุกอย่างเย็นลงแล้วมองกลับไปเจอแต่ซากปรักหักพัง

 

อารมณ์ชั่ววูบของเขา กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว...

 

“อืม”

“ไม่อืมไอ้นันท์ มึงอธิบายมาเดี๋ยวนี้”

“กูทะเลาะกัน เจอร์บอกว่าที่ยอมเพราะไม่ได้คิดอะไร ก็แค่อยากทำ กูโกรธมาก”

“มึงเลยปล้ำมัน?!

“มันประชดกูกลับ” เขามองตังที่ทึ้งหัวตัวเองคล้ายกับพยายามวิ่งตามโลกที่หมุนเร็วเกินไปด้วยสายตานิ่งเฉย ความทรงจำในวันเก่าย้อนกลับมาช้าๆ นันท์ยังจำได้ดีว่าเหตุผลที่เจอร์ไม่ปฏิเสธก็เพราะอยากพิสูจน์ให้เขาเห็น

 

...ว่าไม่ต้องคิดอะไรเลยก็ทำได้

 

ริมฝีปากหยักแค่นยิ้มเหยียด, ไม่คิดอะไร ไม่รักเลยสักนิดจริงๆน่ะเหรอ?

 

เอาแต่โกหก

 

“พวกมึงเล่นเหี้ยอะไรกัน? เป็นเพื่อนประเภทไหนวะถึงได้—”

“มันบอกว่ากูไม่ใช่เพื่อน” เขาแย่งตัดประโยคทันทีที่ได้ยินสถานะน่ารำคาญนั่น จินเจอร์ยืนยันกับปากเองว่าเขาไม่ใช่และไม่ได้รู้จักเจ้าตัวมากพอ เพราะงั้นถ้าไม่อยากให้เป็นเขาก็จะไม่เป็น

 

ไม่ได้รั้นเหมือนใครบางคนนี่

 

“ถามหน่อย”

“..?” นันท์เลิกคิ้ว

“ที่บอกว่ายอม มึงรู้ใช่มั้ยว่าคืนนั้นมันไม่ได้เมา”

“รู้”

 

คนเมาที่ไหนจะ ทำให้ ได้ตั้งขนาดนั้น

 

“โกรธเจอร์ขนาดนั้นเลยเหรอวะ?”

 

เขาเงยหน้ามองตังที่ไขว่ห้างถามด้วยสายตาสงสัยจากใจจริง มันซื่อตรงจนเขาที่ไม่เคยคิดถามตัวเองยังหวั่นไหว

 

“คนโกรธกันทำแบบนี้เหรอ?”

 

เพราะปกติเวลาที่โมโห...เขาจะเป็นฝ่ายเดินหนีออกไปก่อน

 

ไม่เคยย้ำคิดย้ำทำอยู่กับเรื่องเดิม วุ่นวายกับคนที่เป็นต้นเหตุของอารมณ์นานถึงขนาดนี้

 

“แล้วที่พวกมึงเป็นกันอยู่มันเรียกว่าอะไร?”

“...เซ็กส์เฟรนด์”

 

เสียงที่เปล่งออกมาเบากว่าตอนที่ตอบกับเจอร์เป็นไหนๆ

นันท์เกลียดความสับสน เพราะมันทำให้รู้สึกว่าเขากำลังพ่ายแพ้

 

“รู้ใช่มั้ยว่ามันแปลว่าอะไร?” ตังจี้ย้ำเมื่อเพื่อนมีท่าทีเอนเอียงใกล้จะล้ม รู้ดีว่าคนอย่างนันท์กดดันจนถึงสุดทางยังไม่พอ ต้องผลักให้ตกหน้าผาลงไปและสัมผัสความเจ็บปวดด้วยตัวเอง

 

ถึงไม่แน่ใจเท่าไหร่แต่ก็เดาได้ว่าเจอร์กำลังมีอิทธิพลกับนันท์มากๆโดยที่เจ้าตัวยังคาดไม่ถึง

 

ในเมื่อเพื่อนยอมเปิดให้ฟังขนาดนี้ตังก็ต้องลงไปมีส่วนร่วม

 

“มันแปลว่าถ้าเจอร์มีใครเป็นตัวเป็นตนเมื่อไหร่มึงต้องหยุด”

 

คนแบบนี้พูดดีๆไม่มีทางรู้เรื่องหรอก

 

“และหลังจากนั้นพวกมึงก็จะไม่เกี่ยวข้องอะไรกันอีก”

 

ในเมื่อถอยหลังกลับไม่ได้แล้วก็ต้องไปต่อจนถึงที่สุด

 

จนถึงจุดทางแยกที่ทั้งสองคนต้องตัดสินใจ...ว่าจะยังไปต่อด้วยกันอยู่หรือเปล่า


_________________________________________________________________

ทุกคน เราขอโทษที่ห่างหายไปนาน

คือฟันคุดมันลุนแลงกับใจเลามากเลยว่ะเพื่อนๆ ฮรือออ

ต่อไปจะพยายามทำให้ได้ตามสัญญาค่ะ สุ้ววว!

มากอดนายขิงกับเราหน่อยเร้ววว #เหลือศูนย์


T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 870 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

781 ความคิดเห็น

  1. #778 MeNe (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2563 / 04:32
    ฮืออออ
    #778
    0
  2. #755 softless (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 11:50
    เอาดีถ้าเรื่องนี้ไม่มีเพื่อนดีๆทั้งสองคนคงคิดไม่ได้เเน่ๆㅠㅠ
    #755
    0
  3. #736 PraeChayanin (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 19:28
    เอาจริงถ้ารอเจอร์รุกก่อนคงรอเป็นชาติ พระเอกต้องพุ้งแล้วแหละจังหวะนี้
    #736
    0
  4. #691 canookss (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 16:25
    ซึมเหมียนหมาเลยฉันนน อินไปหมดด
    #691
    0
  5. #658 CallistoJpt (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 11:37

    เห็นด้วยกับที่ตังพูดเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่อะ ตรงใจมาก

    #658
    0
  6. #624 Poompong-62442 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 08:34
    เหมือนกระดูกซี่โครงหนักขึ้นฮรืออออออปวด
    #624
    0
  7. #618 Kibibiza (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 19:19
    หน่วงมาก เหมือนทำอาการซึมเศร้าเรากำลังจะหนักขึ้นเลย
    #618
    0
  8. #566 llllovellll (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 02:49
    มีแต่คนฟาดรัวๆเลยค่ะ เจ้บปอดดดด
    #566
    0
  9. #533 ourkide (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 22:38

    จุกๆไปจ้า เฮ้ออออออออออออออ ก็ยังอ่าต่อ เพราะลุ้นว่าเมื่อไหร่มันจะดีขึ้น

    #533
    0
  10. #458 Shikku0084 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 มีนาคม 2563 / 22:34
    คารวะ ท่านเทพเจ้าตัว🙇
    #458
    0
  11. #456 tang_thai°°° (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 มีนาคม 2563 / 21:33
    ตังพูดได้แบบ...นันท์ต้องชาแล้วปะ
    #456
    0
  12. #444 chilfull (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 มีนาคม 2563 / 15:22

    ตังฟาดมากกกก

    #444
    0
  13. #407 Pople (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 มีนาคม 2563 / 06:55
    เหมือนตังเอาไม้หน้าสามมาฟาดซ้ำๆจนกว่าจะคิดได้อ่ะ
    #407
    0
  14. #403 Ayyye (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 มีนาคม 2563 / 04:58

    ฟาดมันตัง ฟาดเลย เอาให้ตาย!

    //เราเข้าใจค่ะ เรื่องฟันคุด มันเหมือนมาเพื่อจองเวรจองกรรมเราปต่ชาติปางก่อนจริงๆ โดยเฉพาะอิ2ซี่ล่าง

    #403
    0
  15. #321 beme. (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 มีนาคม 2563 / 01:02
    คือคิดว่าจรินเป็นคนในอดีตเฉยๆ สรุปคือเป็นคนในปัจจุบันด้วยเหรอ แลงมาก
    #321
    0
  16. #297 มุกึๆ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 21:18
    ฟาดมากพี่ตังงง เอฟตี~~
    #297
    0
  17. #278 Kookie@Me (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 16:35
    อึดอัดกับความรู้สึกแบบนี้
    #278
    0
  18. #196 PuiPui--r (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 07:38
    ไอคนชั่วววววววว ทำร้ายเจอร์ทั้งที่รู้ว่าเจอร์รัก มีคนที่รักที่ทูนไว้บนหัวอยู่แล้วไม่ใช่เหรอแล้วมายุ่งกับเจอร์ทำไม ไอ่ชั่วขอให้ความชั่วตามสนอง
    #196
    0
  19. #166 kikrattiyaporn (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 มีนาคม 2563 / 16:48
    เจ็บปวดรวดร้าว 3เศร้าไปอี๊ก
    #166
    0
  20. #129 Lurichness (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 23:48
    มันขนาดนั้นอะนันท์ แบบทุบมั้ย5555
    #129
    0
  21. #62 Patcharee_AP (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2562 / 04:53
    รอออออออออ
    #62
    0
  22. #60 stikkies (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 20:59
    เรารอวันที่เจอร์ลดลงเหลือศํย์จริงๆซักที เหนื่อยแทน สงสาร
    #60
    0
  23. #59 MMAAYY (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 20:02
    ยังคงความหน่วงไว้เหมือนใจน้องจะพัง

    สงสารทั้งคู่เลยค่ะไรท์แต่นันท์ใจร้ายเลยสงสารขิงมากกว่า

    อ่านไปละปวดใจเหมือนตัวเองโดนกระทำฮืออออออออ

    ไรท์พูดเรื่องฟันคุดเราก็กลัวเหมือนกันเพราะเราจะได้ผ่าเดือนหน้านู้นเลยยยย

    เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะสู้ๆ

    รักษาสุขภาพตัวเองด้วยนะคะ
    #59
    0
  24. #58 Am_BigBear (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 19:24
    เข้าใจความฟันคุด เจ็บกว่าอกหักอีก // เจอร์ กอดนะ
    #58
    0