ลดลงเหลือศูนย์ (End.)

ตอนที่ 12 : ศูนย์สิบสอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,476
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 841 ครั้ง
    20 มิ.ย. 62

          “กูไม่โอเค”

          “เมษ”

          “ไม่ต้องมาเรียก แล้วมึงอ่ะเป็นบ้าเหรอ ยืนเฉยๆให้มันต่อยเนี่ย” เจอร์ร้องโอดโอยเสียงดังเมื่อเพื่อนสาวเพิ่มน้ำหนักมือบนรอยช้ำที่เพิ่งได้มาสดๆร้อนๆ เมษาจิ๊ปากขัดใจก่อนจะแกะสำลีออกมาอีกแผ่น กล่องปฐมพยาบาลมันเต็มจนจะเปิดคลินิกได้อยู่แล้วมั้ง ช่างหาเรื่องเจ็บตัวเหลือเกินไอ้เพื่อนเวร

 

          หลังจากคุณเบลพาไอ้ตัวดีมาส่งที่ร้านก็ต้องขอตัวกลับ ความจริงอีกฝ่ายจะไปตั้งแต่แรกแล้วแต่ดันเจอชอตเด็ดซะก่อนเลยต้องลำบากหอบหิ้วจินเจอร์มาส่ง หญิงสาวโยนยาสำหรับทาแผลในปากใส่ตักคนข้างตัว ดูก็รู้ว่าเนื้อข้างในต้องแตกจนกินข้าวไม่อร่อยไปอีกหลายวันแน่

 

“กูก็เคยต่อยมัน”

          “แปลว่าสิ่งที่พวกมึงทำถูกต้องแล้วหรือไง?” คนที่พยายามทำให้เธอใจเย็นลงหน่อยจำต้องปิดปากเงียบอีกครั้งเมื่อโดนสวนทันควัน

          “อย่าโกรธดิ”

          “หัดห่วงตัวเองให้ได้เท่าที่กูห่วงมึงบ้างเหอะขิง” หญิงสาวทำท่าจะลุกหนีไปสงบสติอารมณ์สักพักแต่ก็โดนมือสั่นๆของใครบางคนจับเอาไว้ เมษาได้แต่ถอนหายใจ ท่องกับตัวเองว่าเพื่อนก็คงไม่อยากได้ยินอะไรแย่ๆไปมากกว่านี้

          “ขอโทษ”

         

          อยากจะบอกว่าเก็บไว้พูดหน้ากระจกเถอะแต่ก็ต้องเม้มปากห้ามใจ เธอทิ้งตัวลงนั่งข้างคนที่ยังจับข้อมือกันแน่นไม่ยอมปล่อย ยังไม่อยากหันไปมองเต็มตาเท่าไหร่เพราะกลัวใจอ่อนกับใบหน้าหมาหงอยของเจอร์จนไม่กล้าดุใส่

 

          “ทำไมต้องยอมขนาดนี้ด้วย” คำพูดนั้นเหมือนกับต้องการบ่นขิงข่ามากกว่าจะหาคำตอบจริง เจอร์เลยทำแค่นั่งเงียบ บีบนิ้วเรียวเล็กเล่นไปเรื่อยเผื่อจะช่วยทำให้เมษาอารมณ์ดีขึ้นมาได้

          “ถามคำเดียว รู้ตัวใช่มั้ยว่ากำลังทำอะไร?”

          “อืม”

          “ที่บอกว่าจะตัดใจคือยังเหมือนเดิม?”

          “กูพยายามอยู่...จริงๆเมษ” เธอมองหน้าเพื่อนที่ย้ำท้ายประโยคด้วยสายตาไม่เชื่อถือ แล้วมันมีตรงไหนให้ไว้ใจกันเล่า รอบแรกก็โดนกัดมาจนช้ำทั้งคอ รอบนี้ดันยืนเฉยๆปล่อยให้เขาต่อยปากอีก

          “เหลือตรงไหนให้ยังรักวะ”

 

อดสงสัยไม่ได้เลยจริงๆ

 

หญิงสาวถอนหายใจยาวก่อนจะบีบมือที่ใหญ่กว่ากลับไปเป็นเชิงปลอบ แววตาหม่นหมองของคนข้างตัวชัดเจนว่าความรู้สึกดียังคงฝังแน่นจนแทบกลายเป็นส่วนหนึ่งของเจอร์ และมันคงเจ็บปวดที่ต้องเฉือนเนื้อหนังของตัวเองทิ้งไปเพื่อเริ่มต้นใหม่

 

เมษาเข้าใจ และรู้เหมือนกันว่าวันนึงแผลทุกรอยของเจอร์จะต้องหาย

 

อายุก็ไม่ใช่น้อยๆแล้ว เรื่องแบบนี้ก็เคยมีผ่านมาบ้าง อาจจะไม่ลึกซึ้งเท่าที่เจอร์เป็นแต่ก็พอจินตนาการออก

“วันนี้ไปนอนห้องกู” ไม่สนใจท่าทางงงงวยให้เสียเวลา เธอลุกขึ้นเดินไปเก็บกระเป๋าหลังเคาน์เตอร์ คุยกับเจ้เจิงว่าวันนี้ขอกลับก่อนเวลานิดหน่อยอีกฝ่ายก็โบกมือไล่อย่างเข้าใจ

 

เหมือนทุกคนบนโลกจะรักจินเจอร์ ยกเว้นอยู่คนเดียวที่มันอยากให้รักตอบที่สุด

 

“เมษคือ—”

“ชุดนอนมึงกูซักไว้แล้ว เดี๋ยวก่อนเข้าแวะซื้อข้าวเอา ขี้เกียจทำ” ไม่รอให้อีกฝ่ายปฏิเสธเธอก็ร่ายยาวพร้อมจ้องกึ่งบังคับจนคนตัวสูงกว่ายอมลุกขึ้น ดูสภาพก็รู้ว่าถ้านันท์โทรมาตอนนี้มันจะต้องพาร่างตัวเองไปถวายถึงที่แน่นอน

 

ไอ้ความสัมพันธ์ เพื่อนนอน ของมันน่ะนอกจากเป็นอะไรที่โคตรโง่...

 

เจอร์ก็น่าจะรู้ได้แล้วว่ามันไม่ช่วยทำให้ลืมเลยสักนิดเดียว

.

.

.

 

ห้องเมษาก็ยังคุมโทนสีขาวและเขียวแก่ที่เจ้าตัวชอบนักหนาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เจอร์พยายามนึกว่าครั้งล่าสุดที่มาคือเมื่อไหร่ มีความทรงจำเลือนรางในช่วงสองเดือนที่แล้วผุดขึ้นมาในหัว คงเป็นตอนที่เมษากับลูกหยีเมาเละและเขาต้องหามสองคนมาส่ง

 

“คู่หูภาพตัด...” เขายิ้มขำพลางเช็ดปลายผมตัวเองที่ยังมีหยดน้ำเกาะอยู่ประปราย พาตัวเองมาที่โซฟารับแขกกลางห้อง กดรีโมตทีวีขึ้นมาเปิดแก้เหงาระหว่างรอให้คุณหญิงเขาปรนนิบัตรผิวอยู่ในห้องนอน

 

เสียงก๊อกแก๊กตามมาด้วยสิ่งมีชีวิตที่ทำให้เขาสะดุ้งจนเกือบตกโซฟา มือหนายกกุมหัวใจตัวเองที่เต้นถี่รัวด้วยความกลัวขึ้นสมอง ถึงจะไม่ใช่คนเชื่อในสิ่งเร้นลับแต่ให้มาเจอต่อหน้าตรงๆแบบนี้ก็ไม่ไหว

“ทะ ทำไมเจอร์? มึงตกใจอะไร?”

 

เขาพรูลมหายใจจากปากก่อนจะซบหน้าลงกับฝ่ามือ

 

“ไอ้เหี้ยเอ๊ย...” สบถเบาๆและลูบหัวลูบไหล่ตัวเองให้กลับเข้าสู่โหมดปกติ

“?”

“มันไม่ได้ไงเมษ”

“อะไรไม่ได้?”

 

จินเจอร์ปลดล็อกหน้าจอมอถือตัวเองและเปิดกล้องหน้า หันเข้าคนที่ขยันหาไอเทมที่ก็ไม่รู้จำเป็นแค่ไหนมาเล่นกับตัวเอง เมษาถอนหายใจเฮือก

 

แผ่นมาส์กหน้าลายการ์ตูนสีฟ้าเนี่ยนะที่เกือบทำให้เพื่อนเธอช็อกตาย

 

“อุ๋งๆกูผิดอะไร” เจอร์มองมือเล็กที่แปะๆส่วนตรงกรอบหน้าที่ไม่แนบสนิทกับผิว พิจารณาสิ่งที่ควรจะเป็นแมวน้ำแล้วก็ต้องล้มเลิกเพราะดูแล้วคงไม่มีวันเข้าถึง

“ขอร้องเลย”

“ที่จริงมันต้องยี่สิบนาทีนะเนี่ย” เขาโคลงหัว หายใจคล่องขึ้นมาหน่อยพอเมษลอกสิ่งบนหน้าออก รอให้เจ้าตัวตบแก้มตัวเองอย่างมีจริตพร้อมอธิบายเกี่ยวกับการเปิดปิดของรูขุมขนโดยไม่สนว่าเขาอยากรู้รึเปล่า

“ยังเจ็บมั้ย?” คำถามคล้ายคลึงกับที่ไอด้าเคยถามทำให้เจอร์หลุดยิ้ม ทว่าครั้งนี้เขาตอบด้วยการส่ายหน้าเบาๆพร้อมคำว่าไม่เป็นไร

“เหม็นสะตอ!

“อ้าว” ชายหนุ่มหน้าเหวอเมื่อนั่งอยู่ดีๆก็โดนด่า เมษาเบ้ปากแถมด้วยการกลอกตา รำคาญเหลือเกินไอ้ร่างคนเก่งทนไม้ทนมือของเพื่อนสนิท

“กูอนุญาตให้มึงโกหกทุกคนรวมถึงตัวมึงเอง แต่ยกเว้นกู” นิ้วชี้ที่เล็บเป็นสีชมพูอ่อนสุขภาพดีและถูกตัดสั้นตามประสาคนทำขนมจิ้มลงตรงกลางอกของเขา สื่อว่าประโยคนั้นคือคำสั่งซึ่งเขาต้องทำตามอย่างไม่มีเงื่อนไข

“เออ ยังปวดนิดหน่อย พอใจ?”

“แล้วตรงนี้” เจอร์เลิกคิ้วไม่เข้าใจก่อนจะทำหน้าเลี่ยนใส่เพื่อนที่ยังกดปลายนิ้วลงกับร่างกายส่วนเดิม เพิ่มเติมคือเยื้องมาทางซ้ายมือเล็กน้อย

“ลิเกมาก” มือหนาปัดมือของเมษาออกพลางเบือนหน้าหนี

“ขิง ถามจริง”

“เจ็บ” เสียงทุ้มดังแผ่วหลังปล่อยให้ความเงียบกินเวลามาเกือบนาที

“...”

“แต่เดี๋ยวคงชา”

 

ขอบตามันชักจะร้อนผ่าวตอนที่โดนเมษาโถมตัวกอดจนล้มหงายบนโซฟา เจอร์เลยพยายามดันไหล่เล็กออกแถมด้วยการบ่นว่าตัวหนักขนาดนี้ใครจะไปซึ้งลง ซึ่งแน่นอนผลกรรมคือการโดนมือของเพื่อนฟาดต้นแขนดังป้าบ ตามมาด้วยคำด่าสารพัด

 

“กูเกลียดมึงอีข่า!

“รักหน่อยดิ้ หนูกำลังต้องการความรัก” จินเจอร์หน้ายู่เพราะถูกมือของอีกคนผลักอย่างไร้เยื่อใยเพียงเขาทำปากจูจุ๊บใส่กวนประสาท เล่นมวยปล้ำกันอยู่อีกสักพักใหญ่จนเมษาเหนื่อยหอบและยกธงขาวยอมแพ้ถึงได้หยุด เขาทิ้งหัวลงกับพนักพิง เงยหน้ามองเพดานสีสะอาดพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างหมดแรง

 

เมษาเองก็เปลี่ยนเป็นนอนหงายโดยใช้ขาของเขาแทนหมอนหนุน ท่าทางเดิมๆที่ใช้มาตั้งแต่สมัยเรียนและหารหอกันอยู่ ถ้าจะให้ครบสูตรหน่อยก็คงต้องเพิ่มเนมานอนเปิดเพลงที่อีกมุมนึงของห้อง

 

เป็นช่วงเวลาที่ทำให้นึกเชื่อว่าโชคดีอาจมีอยู่จริงก็ได้

 

“ขอบคุณนะมึง” พวกเขาไม่ใช่คนที่ใช้คำพูดเก่งเลย เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่มีใครสักคนอยู่ในโหมดต้องการกำลังใจ ฝ่ายที่พอจะมีและพร้อมให้จึงทำได้แค่อยู่ข้างๆ ย้ำเตือนว่าภายใต้เรื่องราวน่าปวดหัวทั้งหมดยังมีคนยินดีรับฟัง หรือไม่ก็ทำให้ลืมปัญหานั้นด้วยเรื่องไร้สาระแม้จะแค่ชั่วคราว

“ไอด้าฝากของมาให้” เมษาทำแค่สบตาเป็นการบอกว่าได้ยินคำขอบคุณของเขาแล้ว ก่อนเจ้าตัวจะพยักเพยิดไปทางกระเป๋าเปื่อยๆที่อยู่ใกล้เจอร์มากกว่า อนุญาตผ่านสีหน้าให้เปิดและหยิบมันออกมาเองได้ตามใจ

 

แผ่นกระดาษที่เมษาเห็นเป็นครั้งที่สองทำให้ใครบางคนนิ่งงัน เจอร์ถอนหายใจยาวยกมันขึ้นส่องกับหลอดไฟบนเพดานทำให้โปร่งแสง ไล้ปลายนิ้วกับตัวอักษรแปลกตา

 

“ถ้านันท์รู้ว่ามึงรัก...จะมีอะไรเปลี่ยนไปมั้ยวะขิง?” เมษามองตามประโยคนั้น ความหวังริบหรี่ที่ไม่ได้อยากจุดขึ้นมามันดันเกิดเมื่อเห็นคำที่ถูกใครต่อใครใช้จนเลี่ยน

 

รัก, บนโลกนี้จะมีใครใจร้ายพอจนทำร้ายคนที่หยิบยื่นมันให้จริงๆน่ะเหรอ?

 

“ไม่รู้ดิ ไม่เคยคิดว่ามันจะรู้เหมือนกัน”

 

ให้โดยที่ไม่คาดหวังว่าต้องถูกรับด้วยซ้ำไป

 

นั่นอาจเป็นจุดที่ทำให้ขิงเสียศูนย์ เพราะว่าเอาแต่เททั้งหมดให้คนที่ปล่อยทิ้งขว้าง มองข้ามความคาดหวังด้วยการหลับหูหลับตา เมษาอยากขีดเส้นบอกเพื่อนถึงจุดที่ควรพอ แต่ในความเป็นจริงก็รู้ดีว่าไม่มีใครตัดสินใจเรื่องนี้ได้นอกจากตัวของอีกฝ่ายเอง

 

เสียงเรียกเข้าและหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นมาดึงคนทั้งคู่ออกจากห้วงความคิด เป็นหญิงสาวที่เอื้อมมือไปกดปิดพร้อมคว่ำมันลงเพื่อเจ้าของตัวจริงจะได้ไม่ต้องเห็นชื่อเดิมค้างอยู่อย่างนั้น เธอไม่ตัดสายแต่ก็ไม่กดรับเช่นเดียวกัน

 

แค่รอเวลาให้มันหยุดลงไปเอง

 

“ทำให้ได้อย่างที่ปากพูดหน่อย” เมษารู้ดีว่าไม่ควรตัดสินความพยายามของใครสักคนจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น แต่เธอก็ต้องการเตือนว่านี่อาจยังไม่พอ และเจอร์เองต้องเพิ่มความเด็ดขาดเข้าไป

“จะมีอะไรรึเปล่า?” สายตากังวลของคนที่กำลังนอนหนุนตักทำให้เธอขมวดคิ้ว โมโหกับท่าทางหลอกตัวเองที่เห็นจนตัดสินใจพูดตอกหน้าอย่างหยาบคาย

“จะมีอะไร? มันก็เรียกมึงไปเอาไง

 

อารมณ์ไม่คงที่ทำให้เมษาไม่คิดยั้งปากตัวเองเอาไว้ มองข้ามท่าทางตกใจระคนเจ็บปวดของเจอร์

 

“ที่บอกว่าเป็นเซ็กส์เฟรนด์กันมันใช่จริงๆเหรอขิง? ร่างกายมึงมีความสุขเหรอเวลาทำกันโดยที่รู้แก่ใจว่าเขาไม่ได้คิดอะไรเลย” เพราะว่าพื้นฐานของเธอคือคนใจอ่อนแม้จะปากร้ายและเอาอารมณ์นำหน้าในบางที การที่เห็นขอบตาแดงๆกับหัวไหล่สั่นไหวจากเพื่อนจึงทำให้สงบลงไม่ยาก

“...”

“ขิง ขอโทษ”

“ขอโทษทำไม? ที่มึงพูดมันก็จริง” รอยยิ้มฝืดเฝื่อนยิ่งส่งให้คนพูดดูย่ำแย่ เมษารีบลูบไหล่เพื่อนพร้อมกับดึงเข้ามากอดให้แน่น ครั้งนี้จริงจังและสื่อความหมายว่าไม่จำเป็นต้องแบกรับอะไรไว้คนเดียว

“มึงไม่ควรถูกใครทำร้ายเลย ไม่ว่าจะกูหรือใคร ทั้งทางคำพูดหรืออย่างอื่น”

 

ถึงจะช่วยแบ่งเบาได้ไม่เท่าไหร่แต่อย่างน้อยเวลาอยู่ด้วยกัน...

 

“เมษ”

 

ไม่ต้องฝืน

 

“มึงมีค่ามากกว่านั้น” เมษากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอยามที่แขนสั่นเทากอดตอบคล้ายต้องการที่พึ่ง จะมีคนร้องไห้พร้อมกันสองคนไม่ได้ เอาแต่ท่องไว้ในใจซ้ำๆ

 

เพราะตอนนี้จินเจอร์กำลังร้องไห้

 

“กูรักมึง และมึงก็เคยรักตัวเองมากกว่านี้”

“ฮึก...”

“ผ่านเรื่องนี้ไปมึงจะกลายเป็นคนที่เข้มแข็ง” เธอยังคงสัมผัสแผ่นหลังและไหล่กว้างอย่างอ่อนโยน ตรงข้ามกับแรงกอดรัดที่มากขึ้นราวกับพยายามบอกว่าเจ็บปวดแค่ไหน

 

“และเชื่อกูเถอะ มันจะผ่านไปแน่นอน”

 

 

_____________

 

 

กลิ่นต้มเลือดหมูเจ้าดังทำให้จินเจอร์อยากเอาช้อนเย็นๆที่แปะตาทั้งสองข้างไปจ้วงกระเพาะชิ้นโตเข้าปาก

 

“คือต้องนานแค่ไหน?”

“เอามาดู” เขามองเมษาที่เคี้ยวข้าวจนแก้มป่องอย่างมีความหวัง ท่าทางพินิจพิจารณาไม่น่าสนใจเท่าผักกาดที่คงนุ่มน่าดูในชามใบสวย

“ยังบวมอยู่ อีกสักห้านาที”

“กูหิวข้าวววว”

“แล้วใครใช้ให้มึงร้องเป็นบ้าเป็นบอขนาดนั้น”

“วันนี้ก็ไม่ต้องเจอใครป้ะ จะขังกูอยู่แล้วหนิ”

“บริษัทมึงหยุด เพราะงั้นก็อยู่ห้องไป”

“เมียเมษ~

“กูไม่มีผัวค่ะ” หญิงสาวกลอกตาอย่างระอาเต็มทน เลื่อนเอาข้าวอีกถ้วยไปไว้ตรงหน้าเพื่อหาอะไรยัดปากให้เพื่อนเงียบลง นาฬิกาบนผนังห้องบอกว่าอีกไม่กี่นาทีก็ควรออกไปร้านได้แล้ว บางทีก็นึกอิจฉาคนที่ทำงานเป็นเวลาอย่างเจอร์เหมือนกัน

 

เจ้าของกิจการมันเท่ากับงานยี่สิบสี่ชั่วโมงนั่นแหละ หลับยังฝันว่าตัวเองนั่งคุยกับนมวัวเลย

 

เพลียจิต

 

“ให้ขับรถไปส่งป้ะ?”

“ไม่ต้อง”

“อยากกินกาแฟ”

“กูชงไว้ให้แล้ว เทนมใส่กินได้เลย” เลิกคิ้วถามกวนๆว่าจะหาอะไรมาอ้างอีก ความจริงไม่อยากทิ้งให้เจอร์อยู่คนเดียวที่ห้องอย่างนี้หรอก แต่ทำไงได้ เมื่อเช้าเจ้เจิงโทรมาเล่าเรื่องลูกค้าตาดุที่อุตส่าห์ยืนรอตั้งแต่ห้างเปิด แล้วคนที่เป็นประเด็นตอนนี้ก็ยังตรงตามคำบรรยายเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว

 

เจอร์ควรต้องมีช่องว่างให้ตัวเองบ้าง

 

“กูต้องไปละ อยากกินไรก็ไลน์บอก”

“สั่งไลน์แมนง่ายกว่า ไม่อยากคุยกับมึง”

“ขนมจีนน้ำยาปูมึงอด”

“คุยต่อสักสองชั่วโมงมั้ย? กูว่างนะ” เธอส่ายหน้าเอือมๆก่อนจะคว้ากระเป๋าสะพายใบเดิมเป็นการเตรียมพร้อม ต่อปากต่อคำจนถึงหน้าประตูห้องเจอร์ก็ยังไม่เลิกรา

 

ไม่รู้ว่าควรจะดีใจมั้ยที่พอมันเริ่มสดใสก็กลับมากวนประสาทจนน่าตบ

 

“ต้องจูบลามั้ย?”

“ลามปาม”

“เมียเมษ~” สรรพนามที่ใช้ทุกครั้งเวลาหมดคำเถียงและรู้ว่าเธอจะสู้อะไรกลับไม่ได้ทำให้ถอนหายใจเฮือก กำลังจะปิดประตูใส่หน้าพร้อมภาวนาให้ทับนิ้วก้อยเท้าของมันสักหน่อยก็ถูกใครบางคนทักทายเสียก่อน

“อ้าวเมษ เจอร์?”

“วันนี้ตื่นเช้านะตัง” เธอยิ้มทักทายเพื่อนอีกคนที่มีสถานะเพิ่มเติมคือเพื่อนร่วมคอนโดเดียวกันมาหลายปี

“แหนะ”

“อยากด่าว่าแหนะหาพ่อแต่เห็นคุยโทรศัพท์อยู่เลยไม่ดีกว่า” จินเจอร์หัวเราะร่วนเมื่อได้ยินเธอแสดงความเกรงใจจนอีกฝ่ายทำท่าจะยกมือไหว้ เห็นแล้วก็อยากแกล้งอีกหน่อยเลยกอดคอเมษาพร้อมทำตาหวานใส่

“รีบกลับนะครับ คิดถึง”

“จะอ้วกไอ้สัส”

“โสดแล้วพาลเหรอวะ?” เขาตะโกนไล่หลังตังที่เดินคุยโทรศัพท์หนีไปแล้วแต่ยังไม่วายยกนิ้วกลางเพื่อชมกันว่าเยี่ยมมาก เมษยิ้มขำก่อนจะโบกมือลาพร้อมกำชับเบอร์ของใครต่อใครที่เขาควรรู้อีกรอบ และเพราะมัวแต่คุยงุ้งงิ้งกันอย่างนั้นเลยไม่ทันได้สนใจบทสนทนาของคนโสดที่พวกเขาว่า

 

“มึงว่าอะไรนะนันท์? อ๋อ...เมื่อกี้เจอร์กับเมษ สงสัยมาค้างคืนมั้ง สวีตจนกูอยากตบแย่งเลยแม่ง”

 

 _________________________________________________________________

ตังจะแย่งคนไหนพูดมาดีๆ

ปล. เห็นคุณคนอ่านบอกว่า 'แซว' เขียนแบบนี้ได้เราเลยลองไปค้นดู

สรุปคือราชบัณฑิตปี54 เขาพิมพ์ผิดนิเอง

ขอบคุณมากน้าที่มาบอกกัน เราจะเอามาแก้ไขในตอนต่อๆไปจ้า

#เหลือศูนย์

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 841 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

781 ความคิดเห็น

  1. #777 MeNe (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2563 / 04:24
    สงสารเจอร์ อย่าไปรักเขามากได้ไหมม
    #777
    0
  2. #754 softless (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 11:37
    ใช่ทำไมเจอร์ถึงรักได้ขนาดนี้อะ อยากรู้สตอรี่ตรงนี้
    #754
    0
  3. #565 llllovellll (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 02:42
    อยากรู้ว่าเพราะอะไรเจอร์ถึงรักนันท์ได้ขนาดนี้
    #565
    0
  4. #532 ourkide (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 22:22

    คือจะหน่วงไปทั้งเรื่องเลยสินะ สงสารอารมณ์ตัวเองมาก ไม่ได้ฮิ้วใจฉันเลย ฮือออออออออออออออออ

    #532
    0
  5. #455 tang_thai°°° (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 มีนาคม 2563 / 21:26
    จิงเจอร์คือเป็นคนน่ารักอะ น้องไม่ควรเศร้าเพราะนันท์
    #455
    0
  6. #402 Ayyye (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 มีนาคม 2563 / 04:42

    ทุกคนที่อยู่รอบตัวเจ้อ มีความผัวสูงหมด ยกเว้นพระเอก ก็งงเหมือนเมษว่ามันมีอะไรให้รักนักหนา และตอนนี้มันเหลืออะไรให้รัก อ่านไปรอลุ้นไป ให้เจ้อรักตัวเองสักที พระเอกแบบนี้ไม่มีก็ได้ พรูดเรย

    #402
    0
  7. #386 Wafel (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 มีนาคม 2563 / 00:24
    อยากให้เจอร์รักตัวเองให้มากๆนะ เหมือนที่คนอื่นรักเจอร์เลยไง
    #386
    0
  8. #320 beme. (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 มีนาคม 2563 / 00:51
    ชีวิตเจอร์คือแบบ ทำไมทุกครั้งที่อยู่กับคนอื่นต้องมีเหตุให้นันท์รับรู้ โอ๊ยยยยย
    #320
    0
  9. #256 parn04 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 มีนาคม 2563 / 18:16
    เราภาวนาเลยให้พอแล้วกับผู้ชายคนนี้
    #256
    0
  10. #195 PuiPui--r (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 07:25
    สงสารจนโกรธเจอร์ ทำไมถึงยอมให้มันทำร้ายตัวเอง รักแล้วต้องยอมทุกอย่างเหรอ รักและเห็นค่าตัวเองบ้าง
    #195
    0
  11. #135 B'Bew (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 14:04
    สงสารเจอร์ // ยื่นทิชชู่
    #135
    0
  12. #128 Lurichness (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 23:28
    อยากรู้มากกว่าอะไรทำให้รักได้ขนาดนี้
    #128
    0
  13. #56 stikkies (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 12:28
    เชื่อเมษเถอะ ไม่เหบืออะไรให้รักแล้ว เมื่อไหร่ละลดเหลือศูนย์ซะที เจ็บแทน
    #56
    0
  14. #55 Am_BigBear (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 08:34
    ใช่เจอร์ คนอย่างนันท์เหลืออะไรให้รักอ่ะ
    #55
    0
  15. #54 MMAAYY (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2562 / 23:48
    เราอารมณ์เดียวกับเมษเลย เหลือตรงไหนให้รักวะ

    แบบห่วงขิงใจจะขาดแต่เค้าก็รักของเค้าอ่ะ

    อยากเอาขิงมาจุ้บปลอบใจนันท์ใจร้ายตลอดเลยยยย
    #54
    0
  16. #53 Redviolet (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2562 / 23:34
    จริงอย่างที่เมษบอก ขิงมีค่ามากกว่านั้น หนูอย่ายอมมากนะลูก ยิ่งยอมมากเท่าไร เราจะเจ็บนะ//กอดปลอบขิง//อยากเตะนันท์แรงๆ
    #53
    0