Love baddie รักร้ายๆของพ่อมดจอมโหด | Kookmin

ตอนที่ 4 : CHAPTER 3 (อัพครบแล้ว)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 176
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    16 มี.ค. 62

  



ช่วงเช้าของวันหนึ่ง

"อะไรนะ นายกำลังบอกฉันว่านายได้สนทนาปราศรัยกับคุณจอน จองกุก พ่อเทพบุตรสุดหล่อของฉันแบบโคลสอัพ จนแทบสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่หอมสดชื่นเลยเรอะ!" เจ๊โฮปปี้ บุคคลผู้ชอบสอดรู้สอดเห็นเป็นอันดับหนึ่งกรีดร้องขึ้นมาอย่างน่าหมั้นไส้  ในขณะที่ผมกำลังเคี้ยวปลาหมึกย่างอยู่เต็มปาก  ดีนะที่ปากผมไม่ว่าง  ไม่อย่างนั้นคงได้กัดจิกเล็กๆ น้อยๆ พอหอมปากหอมคอ (เอ่อ ได้ข่าวว่าของที่กินอยู่ เจ๊โฮปเป็นคนซื้อมาให้ไม่ใช่เรอะ!) 

"....."

"แล้วด้วยอานุภาพแห่งความหล่อทำให้นายคว้าเค้กใกล้มือขึ้นมาละเลงหัวตัวเองเล่นอย่างนั้นใช่มั้ย" 

"แถมนายยัง (มี) ใจ (อยาก) ปล้ำ เอ๊ย! ใจป้ำออกเงินค่าเค้กที่เหลือในร้านให้คุณจองกุกอีก ทั้งที่ร้อยวันพันปีฉันไม่เห็นนายคิดจะซื้อของกินดีๆ หรือแม้แต่ของกินที่มีประโยชน์เพื่อประทังชีวิตให้ตัวเอง 

" ...." 

"แล้วนายก็" 

"พอได้แล้ว!" ผมรีบกลืนปลาหมึกย่างชิ้นสุดท้ายลงคอทั้งที่ยังเคี้ยวไม่ละเอียดก่อนจะพูดขัด  หวุดหวิดสิ้นชีพไปได้อย่างฉิวเฉียด 

"คราวหน้าขอเนื้อแกะย่างบ้างนะ หมึกย่างกินจนเบื่อแล้ว แค่กๆๆ" 

"เกี่ยวกับเรื่องที่ฉันกำลังพูดตรงไหน  แล้วทำไมนายไม่ซื้อกินเองยะถ้าจะเรื่องมากขนาดนี้เนี่ย" 

"แหะๆ นั่นสิเนอะ" 

" ขอคำถามสุดท้ายนะ นายหลงเสน่ห์คุณจองกุกแล้วใช่มั้ย " 

"อื้อหือ อย่างนายนั่นน่าหลงตรง ไหนไม่ทราบ ชั่วร้ายจนน่าขยะแขยงล่ะมากกว่า" ผมเบ้หน้าก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบหมูปิ้งที่วางอยู่ในจานตรงหน้า 

" แหมๆ อย่าทำเป็นพวกปากว่าตาขยิบน่า" เจ๊โฮปปี้ทำหน้าทำตาประหนึ่งว่ารู้ทันผมเสียนักหนา ซึ่งสิ่งที่เขารู้มันตรงข้ามกับความเป็นจริงเสียทุกอย่าง แต่ผมขี้เกียจจะแก้ไขความเข้าใจผิดของเขาอีกต่อไปแล้ว อืม เพราะ หมูปิ้งของโปรดมันเต็มปากจนไม่มีช่องว่างนีแหละ 

ก๊อกๆๆ

เสียงเคาะประตูห้องที่อยู่ๆ ก็ดังขึ้นทำให้ผมกับเจ๊โฮปปี้มองหน้ากันอย่างแปลกใจ

"ใครมาหาน่ะจีมิน คนที่ร้านเบเกอรี่มาตามหล่อนให้ไปทำงานหรือเปล่า" เจ๊โฮปปี้ถามอย่างสงสัย ทำให้ผมรีบกลืนหมูปิ้งในปากลงคอทั้งที่เคี้ยวไม่ละเอียดก่อนตอบ

"วันนี้ผมได้หยุดนี่นา เพราะเมื่อวานทุกคนเห็นใจที่ผมต้องเผชิญหน้ากับคุณจองกุกตามลำพังโดยไม่มีตัวช่วย"

"อ้าว แล้วใครมาอ่ะ"

"ไม่รู้เหมือนกัน อืม งั้นเดี๋ยวผมไปดูก่อนนะ" ผมบอกก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูด้วยความสงสัย

แอ๊ด!

หลังจากเปิดประตูออกไป ใบหน้าที่เหมือนจะคุ้นเคยก็โผล่เข้ามาทันที ทำให้ผมผงะตัวไปทางด้านหลังอย่างตกใจเพราะไม่ทันได้ตั้งตัว

"จีมิน"

"พวกเรามารับนายน่ะ"

ผมมองผู้หญิงสองคคนที่ยืนยิ้มกว้างอยู่หน้าประตูด้วยความรู้สึกคุ้นหน้า แต่ก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่าเป็นใคร จนแขกผู้มาเยือนเห็นผมทำหน้างงๆเลยรีบเฉลย

"ฉันเอง ฮานึลไง"

"ฉันก็เยนาไง"

"พะ...พวกเธอ" ผมตะลึงมองอย่างไม่อยากเชื่อสายตาว่าคนที่ไม่ได้ติดต่อกับผมนานนับ5ปีจะมาปรากฎตัวถึงหน้าห่องของผมได้ในวันนี้

"หน็อย ยัยพี่น้องตระกูลปีศาจ พวกเธอยังไม่ตายไปจากโลกนี้อีกงั้นเรอะ!" เสียงเจ๊โฮปปี้แผดเสียงลั่นพร้อมเดินมายืนเคียงข้างผมเหมือนพร้อมออกจะศึก

"นายเป็นใคร อ้อ นายคือไอ้เจโฮป คนที่จีมินหนีตามไปเมื่อ5ปีก่อนน่ะเหรอ" ฮานึลจีบปากจีบคอพูด

"อุ๊ยตาย เมื่อก่อนนายยังแอ๊บแมนเก่งอยู่เลยนี่ พอโตมาแต๊บหลุดเสียแล้วเหรอ ก็อย่างว่าล่ะนะ ธาตุแท้ของนายออกมาตั้งแต่ตอนอยู่ประถมแล้วนี่เนอะ เสียดายความหล่อจังเลย โฮะๆๆ" เยนาพูดบ้าง

"แสดงว่าพวกเธอดูฉันออกตั้งแต่ประถมแล้วว่างั้น" เจ๊โฮปปี้ลอยหน้าลอยตาท้าทาย
 
"ใช่/ใช่"ฮานึลกับเยนาตอบแทนจะเป็นเสียงเดียวกัน

"แต่เมื่อตอนม.6 ในช่วงวาเลนไทน์ ฉันได้รับดออกไม้จากเด็กหญิงที่อิจฉาได้แม้แต่พี่ชายของตัวเอง และดอกไม้ดอกนั้นก็ยังยังเสียบการ์ดที่ลงชื่อเยนาไว้ตัวใหญ่เบ้อเร้ออย่างกับช้าง โอ๊ะๆ ส่วนในช่วงเย็นของวันเดียวกันนะจ๊ะ ฉันยังได้รับช็อกโกแลตกล่องใหญ่จากพี่สาวของใครบางคนที่แสนโง่งี่เง่า แถมยังลงชื่อของตัวเองไว้บนกล่องว่าฮานึลด้วยแหละ

"กรี๊ด ยัยเยนา แกแอบส่งดอกไม้ตัดหน้าฉันอย่างนั้นเรอะ ฉันบอกแกแล้วไงว่าฉันจองผู้ชายคนนี้" เสียงของหนึ่งในสองสาวแผดขึ้นเหมือนโดนน้ำร้อนสาดทันทีที่เจ๊โฮปปี้พูด

"อย่ามาว่าเค้านะ พี่อยากชักช้าเองทำไมล่ะ เค้าชอบผู้ชายขาวหล่อแบบนี้พี่น่าจะรู้อยู่แล้ว" อีกสาวแผดเสียงขึ้นอย่างไม่ยอมกัน

"ยัยเยนา"

"อย่ามาว่าเค้านะ ไม่งั้นเค้าจะฟ้องแม่!!"

ผมมองดูสองพี่น้องทะเลาะกันหน้าประตูห้องอย่างเซ็งสุดขีด ตกลงพวกเธอมาหาผมเพื่อจะแย่งเจ๊โฮปปี้ผู้เลอโฉมใช่มั้ย ผมจะได้กลับไปกินหมูปิ้งต่อ

"เอาล่ะ พวกเธอกลับไปทะเลาะกันต่อที่บ้านของพวกเธอ ผมไม่ว่างมาตัดสินให้ใครแพ้ใครชนะหรอก" ผมบอกเรียบๆแต่มันทำให้สองพี่น้องยุติศึกสายเลือดได้ฉับพลัน สีหน้าของทั้งคู่เปลี่ยนเสมือนกดเปิดปิดสวิตซ์ได้ตามต้องการ พวกเธอตีบทโศกเสียแตกกระจุยทำเอาผมปรับอารมณ์ตามแทบไม่ทัน

"ฮือออ จีมิน นายกลับบ้านกับพวกเราเถอะนะ"

"แม่ของพวกเรากำลังไม่สบายมาก"

"คุณป้าน่ะเหรอ" ผมถาม

"แม่ฝากมาบอกด้วยว่าถ้านายเรียกท่านว่าป้า ให้บอกนายว่าช่วยเรียกท่านใหม่ว่าน้าเถอะ เห็นแก่ที่ท่านไปฉีดโบท็อกยกกระชับหน้ามาแพงหูฉี่"

"เอ่อ...."

"หลังจากวันที่นายออกจากบ้านไป แม่ของพวกเราก็รู้สึกผิดกับนายมาก ถึงยังไงนายก็ยังเป็นเสมือนลูกอีกคนหนึ่งที่ท่านรักอยู่ในใจลึกๆ นะจีมิน" ฮานึลพยายามพูดดราม่จนผมชักเหนื่อยแทน

"อ้อ แม่ของพวกเธอรักจีมินอยู่ในใจลึกๆ เลยเหรอ แหม มันคงลึกมากสินะ ถึงไม่มีใครสัมผัสมันได้เลยน่ะ" เจ๊โฮปปี้ยังไม่เลิกแขวะสองศรีพี่น้องด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูน่าหมั่นไส้

"อย่ามายุ่งเรื่องครอบครัวเรานะไอ้แต๊บหลุด"

"พูดอย่างนี้อยากหัวหลุดหรือไงยะ เดี๋ยวแม่ก็ตบให้หัวหลุดเดี๋ยวนี้หรอก" ไม่พูดเปล่าเจ๊โฮปปี้ยังทำท่าเหมือนจะออกไปตีรันฟันแทงกับฮานึลอย่างที่พูด ทำให้ผมต้องรีบห้ามเจ๊เขาไว้ ไม่งั้นหน้าสองพี่น้องนี้ได้แหกแน่นอน

"ไม่เอาน่าเจ๊ เอ๊ย พี่เจโฮป อย่าเพิ่งทะเลาะกัน"

"เพราะฉะนนั้นกลับไปกับพวกเราเถอะนะจีมิน เพื่อเห็นแก่แม่ของพวกเรา ช่วยกลับไปดูแลบ้าน ทำกับข้าว ซักผ้า ล้างจาน ขัดห้องน้ำ จัดห้อง ถือของช็อปปิ้งให้พวกเราเหมือนเดิมเถอะน้า"

"ยัยเยนา! หลุดเยอะไปแล้ว"

"ง่ะ จริงด้วย"

โอเค ผมเรื่มเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของสองศรีพี่น้องแล้วล่ะ ทว่าความแค้นตั้งอต่เด็กของผมที่มีต่อครอบครัวของแม่เลี้ยงได้ลบเลือนหายไปตามกาลเวลาจนกระทั่งตอนนี้ไม่หลงเหลืออะไรอีกแล้ว เพราะผมเป็นคนที่โกรธใครนานไม่เป็น อืม ต้องขอบคุณนิสัยนี้ของผม มันทำให้ผมไม่เคยจมปรักกับความทุกข์ที่เกิดจากความโกรธ เกลียด หรือเคียดแค้นเลย ทำให้ผมหลุดพ้นจากความรู้สึกแย่ๆ และกลับมาสดใสได้ทุกวัน

"อย่าใจอ่อนนะจีมิน ได้ยินมั้ยล่ะ พวกนี้อยากจะให้นายกลับไปเป็นคนรับใช้เหมือนเก่า" เจ๊โฮปปี้จับแขนของผมสั่นเบาๆเพื่อเตือนสติ ผมพยักหน้านิดหน่อยและหันมาบอกสองศรีพี่น้องที่กำลังลุ้นตัวเกร็งกับคำตอบของผม

"ผมคงกลับไปอยู่บ้านเก่าของผม เอ่อ ของคุณป้า เอ๊ย คุณน้าไม่ได้อีกแล้วล่ะ เพราะผมมีงานทำแถวนี่แล้ว

"ใครว่าพวกเราจะให้นานยกลับไปอยู่ที่บ้านเก่าล่ะ" เยนาพูดยิ้มๆสงสัยคงลืมไปล่ะมั้งว่าเมื่อไม่กี่นาทีเธอยังพยายามบีบน้ำตาอยุ่เลย

"หมายความว่ายังไง"

"ตอนนี้พวกเรามาซื้อบ้านอยู่แถวนี้แล้วหลังจากที่มีคนบอกว่านายอยู่ที่นี้" ฮานึลพูดพลางฉีกยิ้มกว้าง แต่ผมแทบลมใส่เมื่อรู้ความจริงข้อนี้


ตกลงผมปฎิเสธคำขอร้องแกมบังคับของพวกสองศรีพี่น้องนี่ไม่ได้จริงๆ ใช่มั้ย

"ตกลงว่านายยอมกลับไปทำงานบ้านให้ยัยสามแม่ลุกปีศาจนั่นใช่มั้ย" เจ๊โฮปปี้บ่นกระปอดกระแปดเป็นครั้งที่ยี่สิบได้หลังจากที่รู้ว่าผมหายหน้าไปไหนมาในช่วงดึกๆ ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา และตอนนี้เขากำลังนั่งดื่มน้ำมิ้นต์ช็อกปั่นพร้อมหม่ำเค้กวลิลาในร้านเบเกอรี่ที่ผมทำงานอยู่

"อืม"ผมขานรับสั้นๆ พลางทำเป็นเก็บโต๊ะข้างๆ ไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้มีเวลาคุยกับเจ๊สุดที่รักโดยไม่เสียเวลางาน

"ทำไมว่ะ"

"เจ๊ก็รู้ว่าผมขัดใจแม่เลี้ยงไม่ได้สักที"

"เพราะบุญคุญแต่เก่าก่อนที่แม่เลี้ยงเคยทำตัวแสนดี เล่านิทานก่อนนอนให้นายฟังใช่มั้ย"

"ใช่ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือหลังจากที่พ่อไปทำงานที่ต่างประเทศ เธอก็ยังคงเลี้ยงดูผมอยู่ ไม่ได้ไล่ออกจากบ้านหรือปล่อยให้ผมต้องอดข้าวอดน้ำ"

"เหอะ! อย่างที่แม่เลี้ยงของนายทำนั่นนะน่ะที่เรียกว่าเลี้ยงดู ฉันมองยังไงมันก็แค่การดูแลอย่างเสียไม่ได้ก็เท่านั้น นายไม่จำเป็นต้องไปสำนึกอะไรมากมายนี่"

"ไม่ได้หรอกเจ๊ ถึงจะเป็นแค่การดูแลอย่างเสียไม่ได้ แต่อย่างน้อยไอ้การที่ผมไม่อดตายและมีที่ซุกหัวนอนก็เพราะแม่เลี้ยงยังเมตตา แม้ว่ามันจะเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายสำหรับผมก็เถอะ"

"นี่ตกลงฉันเป็นตัวร้ายอยู่คนเดียวใช่มั้ย"
  

"ไม่ใช่อย่างนั้น เจ๊น่ะเป็นคนดีที่สุดและเป็นพี่ที่ดีที่สุดของผมเลย ถ้าไม่มีเจ๊ผมอาจอยู่ไม่ถึงวันนี้ก็ได้ แหม  อย่าน้อยใจสิ" ผมรีบพูดเอาใจเมื่อเห็นใบหน้าบูดบึ้งของเจ๊โฮปปี้

"เออๆ ฉันจะไม่ขอขัดความกตัญญูรู้คุณในวัยเยาว์ของนายแล้วล่ะ เดี๋ยวนรกจะเข้าใจผิดว่าฉันเป็นคนบาปอีก ว่าแต่....แม่เลี้ยงใจร้านนั่นไม่สบายจริงหรือเปล่า"

"อืม คงไม่สบายจริงๆ หลังจากบลูเบอรี่ติดคอน่ะ เพราะทันทีที่ผมเปิดประตูเข้าไปในบ้านหลังนั้น ก็เห็นแม่เลี้ยงนอนกินบลูเบอรี่อยู่บนโซฟาทีวี แต่พอเธอเห็นผมเท่านั้นแหละ เธอรีบเด้งตัวลุกขึ้นจากโซฟาทั้งที่พึ่งหย่อนบลูเบอรี่เข้าปากตัวเองไป ผลคือผมต้องรีบมาช่วยตบหลังเอาบลูเบอรี่ผลนั้นออกมา" ผมเล่าขำๆ

"สมน้ำหน้า แล้วต่อจากนั้นแม่เลี้ยงนายทำอะไร"

"ผมนั่งฟังแม่เลี้ยงขอโทษขอโพยเกือบครึ่งชั่วโมงได้มั้ง จากนั้นเธอก็พาผมทัวร์รอบบ้านหลังใหม่เธอ และจบลงที่เธอขอร้องผมให้มาช่วยทำความสะอาดบ้านในช่วงหลังเลิกงานของทุกวัน"

"แล้วนายก็ตกลง"

"อืม ก็ไม่เห็นยุ่งยากตรงไหน ก็แค่แวะไปทำความสะอาดบ้านให้เธอช่วงหลังเลิกงาน"

"แต่นายเลิกงานสามทุ่มนะ กว่าจะปิดร้านก็ปาเข้าไปสี่ทุ่ม ไหนจะเดินทางไปถึงบ้านยัยแม่งเลี้ยงนั่น ไหนจะทำความสะอาดบ้าน ไหนจะเดินทางกลับมาที่หออีก โอ๊ย แค่คิดฉันก็เหนื่อยแทนแล้วเนี่ยๆ"

"อืม ก็เหนื่อยอยู่เหมือนกัน แต่ก็ปฎิเสธเธอไม่ได้สักที" ผมบอกเซ็งๆ

"หึ พ่อพระเอก"

"แล้วที่เจ๊แวะมาวันนี้มีอะไรหรือเปล่า ไม่ต้องไปทำงานเหรอ"

"แหม ฟังพูดเข้า ก็ช่วงนี้นายไม่มีเวลาให้แนเนี่ยะ ฉันเลยต้องมาดักเจอนายที่นี่เอง ส่วนงานน่ะอีกแป๊ปหนึ่งก็ไปทำแล้วล่ะ ไม่ต้องไล่หรอก เชอะ"

"ไม่ได้ไล่สักหน่อย ว่าแต่วันนี้ที่มาดักเจอผมเพราะมีเรื่องอะไรหรือเปล่า"

"อ๊ะ เดี๋ยวนะ" เจ็โฮปปี้พูดค้างไว้แค่นั้น ก่อนจะเอากระเป๋าสะพายสีดำคู่ใจขึ้นมาวางบนโต๊ะและพยายามความหาอะไรบ้างอย่างข้างในนั้น ส่วนผมก็ได้แต่มองอย่างสงสัย

"หาอะไรอยู่น่ะ"

"นี่ไง! เจอแล้ว เขาหยิบบัตรเข้างานอะไรสักอย่างออกมายื่นให้ผม ผมรับมันมาถือไว้พร้อมกับอ่านออกเสียงเบา

"บัตรเชิญร่วมงานแฟนตาซีปาร์ตี้ประจำปี"

"ใช่ เป็นงานใหญ่เลยนะ ที่บริษัทค่ายเพลงของฉันเขาให้มาใบหนึ่งแต่ฉันไม่มีเพื่อนไปน่ะเลยขอเขามาอีกใบ ก็ว่าจะมาชวนให้นายไปเป็นเพื่อนกันหน่อย ขอบอกเลยว่าอย่าทำหาย เพราะบัตรมีจำนวนจำกัดมากๆ " เจ๊โฮปปี้จีบปากจีบคอบอก

"แสดงว่างานนี้ก็ต้องมีพวกดารานักร้องนายแบบนางแบบไปกันเยอะเลยน่ะสิ" ผมพูดอย่างเริ่มขยาด

"ก็ใช่น่ะสิ แต่บางส่วนก็เป็นพวกไฮโซลุกท่านหลานเธอที่ชอบงานปาร์ตี้น่ะ"

"ถ้าเป็นอย่างนี้นผมไม่เอาด้วยหรอก ผมไม่เคยไปงานแบบนี้กลัวทำตัวไม่ถูก อีกอย่างมันสิ้นเปลืองค่าเช่าชุดแฟนซีแน่ๆ" ผมส่ายหน้ายิกก่อนจะยื่นบัตรเชิญคืนเจ๊โฮปปี้ไป แต่ทว่า.....

หมับ!

สายตาของผมก้มลงมองมือใหญ่ของเจ๊โฮปปี้แล้วก็ต้องส่ายหน้ามากกว่าเดิมและแร้งงงง กว่าเดิมเพื่อยืนยันคำตอบเดิมแบบหนักแน่นสุดๆ แต่แววตาของพี่สุดที่รักทำให้ผมเกือบใจอ่อน

"ไปเป็นเพื่อนเหอะ ในงานมีอาหารเลี้ยงฟรีด้วยนะ ส่วนเรื่องค่าเช้าชุดแฟนซีเดี๋ยวฉันออกให้"

"ไม่เอาหรอก ผมกลัวทำตัวเปิ่นในงานอ่ะ" ขวับๆๆ

"ถ้านายไปเป็นเพื่อนฉันงานนี้ ฉันจะเลี้ยงข้าวเย็นนายหนึ่งอาทิตย์! " โอ้ ยั่วยวนจริงๆ แต่.....

"ไม่ไหวหรอกเจ๊ ผมเต้นรำไม่เป็น" ขวับๆๆ

"แถมอาหารกวางวันบุฟเฟ่ต์เติมไม่อั้นจากร้านอร่อยที่นายชอบเดินผ่านบ่อยๆ อีกหนึ่งอาทิตย์!!! "

"มะ....ไม่ดีหรอกพเจ๊" ขวับ....ขวับ

"เอ้า คราวนี้ฉันทุ่มสุึดตัวเพื่อลากนายไปให้ได้ ด้วยการแถมรามยอนสิบลังเลย" เยส ต้องแบบนี้สิ พ่อบุญทุ่มของผ๊มมมม แต่ของเล่นตัวอีกนิดเพื่อเจ๊เขาจะเลี้ยงผมเพิ่มอีก 

"คือผม....."

"ถ้านายตอบไม่ไปอีกคำเดียว ข้อเสนอทุกอย่างถือว่าเป็นโมฆะ"  ง่า......

"ตกลงไปค๊าบบบ" ผมรีบกระชากบัตรเชิญกลับใส่กระเป๋ากางเกงไว้ความเร็วชนิดที่เดอะแฟลตยังอาย

"คิดจะโกงค่าตัวใช่มั้ย ไอ้ขี้งก" แน่ะ ดันรู้ทันอีกเจ๊

"ก็แหม นานๆ ทีน่าเจ๊"

"โอเค ตกลงฉันจะจัดการเรื่องเช่าชุกแฟนซี....."

"ที่เจ๊ออกค่าชุดให้" ผมรีบพูดดักคอ เจ๊โฮปปี้ทำเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจ

"เออน่า"

"งั้นขอมัดจำรามยอนไว้สักห้าลังก่อนได้มั้ย" ผมต่อรองยิ้มๆซึ่งแน่นอนที่สุดว่าเจ๊สุดเลิฟย่อมรู้ทันอีกเช่นเคย

"รามยอนในห้องของนายจะหมดแล้วอ่ะดิ"

"แหะๆ"

"ฉันจะให้เงินนายไว้ซื้อข้าวซื้อปลาก็ไม่เอา รู้มั้ยว่านายกินแตามาม่าจนจะขาดสารอาหารตายอยู่แล้วเนี่ย"

"ก็ผมรบกวนเจ๊มามากแล้วนี่นา อีกอย่างเจ๊ก็ชอบซื้อของกินมาฝากผมเป็นประจำอยู่แล้ว ยังจะให้ผมเอาเงินเจ๊มาใช้อีกล่ะ"

"ไม่ใช่นายขี้เหนียวจนไม่อยากใช้หนี้ฉันหรอกเรอะ"

"....." เกลียดนักพ่อคน เอ๊ย แม่คนรู้ทัน
เจ๊โฮปปี้ย่นจมูกให้อย่างหมั่นไส้ ผมยิ้มกว้าง แต่แล้วรอยยิ้มของผมก็คลายลงเมื่อได้ยินเสียงที่จำได้ฝังใจด้วยความเครียดแค้นที่ยังอัดแน่นอยู่ (เฉพาะกับใครบ้างคน ซึ่งเขาคนนั้นก็กำลังตะโกนเรียกชื่อผมอยู่ในตอนนี้ โธ่เอ้ย! ทำตัวเหมือนเป็นลูกค้ากิติมศักดิ์เสียเต็มประดา เชอะ)

"จีมิน มารับออเดอร์โต๊นี้หน่อยซิ มัวแต่ยืนคุยอยู่ได้ งานการไม่รู้จักทำ"

"ต๊าย! นั่นคุณจอน จองกุกนี่" เจ๊โฮปปี้แต๊บหลุดออกมานิดหนึ่งก่อนจะรีบทำเป็นแอ๊บแมนกลบเกลื่อนทันที 
"เอ่อ นายรู้จักคุณจองกุกจริงๆด้วย" กระซิบ

"ก็อย่างที่เคยเล่าไปนั่นแหละ อืม ขอตัวไปทำงานก่อนนะ " ผมบอกพร้อมหมุนตัวกลับไปมองโต๊เจ้าปัญหา คุณจองกุกนั่นอยู่กับผู้หญิงสวยเซ็กซี่คนหนึ่ง สายตาของเธอมองดูผมด้วยความไม่ชอบขี้หน้าอย่างเปิดเผย แต่ผมไม่สนใจ ผมเดินไปยังโต๊ะที่เขานั่งอยู่ตามหน้าที่พนักงานเสิร์ฟพร้อมยื่นเมนูให้อย่างนอบน้อมตามมารยาท

"ไม่ทราบว่าจะรับอะไรดีครับ"

"เค้กช็อกโกแลตมูสสองที่" คุณจองกุกสั่งอย่างวางอำนาจ ไม่รอให้ฝ่ายหญิงได้เลือกเมนูที่เธอชอบแม้แต่นิดเดียว ช่างเป็นผู้ชายที่มารยาทแย่ที่สุด

"ครับ แล้วรับอะไรเพิ่มอีกมั้ยครับ" ผมจดรายการสั่งก่อนจะถามต่อ

"ลูกๆ สบายดีมั้ยจีมิน" คุณจองกุกไม่ได้ตอบ แต่เขากลับป้อนคำถามแทน ผมได้แต่ยืนขมวดคิ้วด้วยความงงในคำถามนั้น ส่วนผู้หญิงที่เขาพามาด้วยน่ะเหรอ เธอรีบหันกลับมาไปมองหน้าคุณจองกุกจนน่ากลัวว่าคอจะหลุดเสียก่อนจากนั้นเธอจึงตวัดสายตาที่เหมือนมีประกายไฟกลองเล็กๆ กลับมาทางผมที่ยืนทำหน้างงๆอยู่

"เอ่อ ก็...สบายดีครับ" ไหลไปตามน้ำก่อนน่าจะปลอดภัยที่สุด

"อืม ฉันว่าจะไปเยี่ยมพวกเขาอยู่เหมือนกัน แต่ช่วงนี้งานเยอะจริงๆ ขอโทษด้วยนะ"

"......"
"ผ้าอ้อมหมดแล้วหรือยัง ต้องการของใช้สำหรับเด็กเพิ่มมั้ย"
"......" อะไรของเขานะ สติดีหรือเปล่าเนี่ย

"โอเค ตอนนี้นายอาจจะไม่สะดวกพูดเรื่องของเรา เอาว่าเดี๋ยวฉันขอตัวออกไปคุยโทรศัพท์เรื่องงานสักสิบนาทีนะ" ใบหน้าหล่อหันไปบอกหญิงสาวข้างกายด้วยท่าทีเมินเฉยแล้วจึงลุกเดินออกไปนอกร้านทันที
ผมมองตามหลังวแผ่นกว้างของเขาไปอย่างไม่เข้าใจ แต่ถึงอย่างไรผมก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ผมหันมาบอกกับผู้หญิงคนนั้นยิ่มๆ

"กรุณารอสักครู่นะครับ เบเกอรี่จะมาเสิร์ฟภายในสองนาทีครับ"
จากนั้นผมก็หันหลังเพื่อเดินกลับไปจัดเบเกอรี่มาเสิร์ฟ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวเดิน ผมของผมกลับถูกมือของผู้หญิงคนที่มากับคุณจองกุกกระชากไปอย่างแรงจนผมหงายหลังทันที

ปึด!
"โอ๊ย"
"หน็อย ไอ้บ้า! แกกล้าดียังไงมาแย่งจองกุกไปจากฉัน หา?" 
"จีมิน" พี่ๆ พนักงานในร้านต่างประสานเสียงเรียกชื่อของผมอย่างกับร้องโอเปร่า แต่เสียงเจ๊โฮปปี้นำโดดมาแต่ไกล พร้อมทั้งแรงดึงให้ยัยผู้หญิงพลังช้างคนนี้ออกห่างจากตัวผม
"หยุดนะครับคุณ! คุณเป้นบ้าอะไรถึงมาทำกับน้องผมแบบนี้" เจ๊โฮปปี้พยายามห้ามปราม แต่แรงยัยนี่ช่างมากมายนักกินช้างเข้าไปทั้งตัวหรือไงถึงแรงแยอะแบบนี้ หนังหัวของผมด้านชาไปหมด แต่มันคงเทียบไม่ได้กับความรู้สึกอับอายต่อหน้าทุกคนในร้านแห่งนี้

"โอ๊ย เจ็บนะ ปล่อยผม" ผมพยายามเอื้อมมือไปข้างหลังเพื่อทำให้อีกฝ่ายเจ็บตัวบ้างเธอจะได้ปล่อยผม แต่ผมเอื้อมมือไปไม่ถนัดเลย ชิ
"จองกุกน่ะเป็นของฉันรู้ไว้ซะ ถึงแกจะเอาลูกของแกมาทำให้เขาสงสาร แต่อย่านึกว่าจะทำให้เขาหันไปสนใจแกได้ หน็อย ไอ้พ่อลูกอ่อน"
ผมเข้าใจ! แล้วที่ยัยนี่เป็นบ้าเหมือนช้างตกมันเพราะคิดว่าผมเอาเรื่องลูกไปทำให้คุณจองกุกสนใจตัวผมตามที่เขาพูดกำกวมเพื่อที่เธอติดกับ นี่เขาคงอยากสลัดผู้หญิงคนนี้ทิ้งและยังแค้นผมไม่เลิก จึงได้ใช้วิธีดึงผมเข้ามาเป็นเครื่องมือแบบนี้
หน็อย ไอ้คนเฮงซวย
คิดได้อย่างนั้น ผมรีบหันหน้าไปมองนอกร้านเบเกอรี่ทันที ไม่สนแรงกระชากผมของยัยบ้าพลังนี้อีก และสายตาข้องใจของผมก็สบเข้ากับสายตกลมโตเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าที่มีรอยยิ้มเยาะ  คุณจองกุกยืนมองผมโดยไม่ได้คุยโทรศัพท์อย่างที่เข้าแอบอ้างเลย สองมือของเขาสอดไว้ในกระเป็ากางเกงด้วยท่าทีสบายๆ เหมือนกำลังดูคนตบตีแย่งเขากันอย่างดุเดือด
"อะ....ไอ้เลว" ผมทำปากขมุบขมิบ ทั้งเจ็บใจทั้งเจ็บกายอต่ทำอะไรไอ้ตัวต้นเหตุไม่ได้เลย และแทนที่เขาจะเจ็บกับคำต่อว่าของผม เขากลับยักไหล่ชิลๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับและเดินจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งผู้หญิงบ้าจิกทึ้งหนังหัวของผมเล่น โดยมีเจ๊โฮปปี้กับพี่ๆ พนักงานในร้านที่เข้ามาช่วยแยกยัยบ้านี่ให้ออกห่างจากผม
"กรี๊ดดดด ไอ้บ้า ไอ้เด็กเสิร์ฟทุเรศ ไอ้คนไม่มีปัญญาหาแฟน"
"โอ๊ย มือเธอชักจะหนักเกินไปแล้วนะ โอ๊ยๆๆ อย่าให้ผมโมโหไปมากกว่านี้นะยัยโง่ โอ๊ย!! " ผมตะคอกเสียงดังกลับไปพลางตัดสินใจดึงหัวตัวเองกลับคืนมาจากอุ้งเล็บของยัยประสาทเสียคนนี้ ดูยัยสิ!ขนาดมีเจ๊โฮปปี้กับพี่นัมจุนหิ้วปีกไว้ พวกเขายังไม่สามารถหยุดยั้งแรงหึงหน้ามืดตามัวของเธอได้เลย
"กรี๊ดดด ปล่อยฉันนะ พวกแกรุมแนเรอะ ฉันจะฟ้องจองกุกให้มาจัดการพวกแก กรี๊ด! "
เออ ถ้าไม่ติดว่าดธอเป็นลุกค้าของร้านนี้ และผมเป็นพนักงานใหม่ล่ะก็ ผมจะขออนุญาตผู้ชมทั้งร้านยกเก้าอี้ขึ้นมาฟาดปากยัยนี่เบาๆ สักทีสองที เพราะเสียงแหลมของเจ้าตัวมันช่างเสียดแทงแก้วหูของผมเสียจนแทบทนไม่ได้ แต่จะโทษยัยนี่ฝ่ายเดียวก็คงไม่ถูก นู่น! ต้องโทษไอ้ตัวดีที่เดินหนีไปแล้วนั่นด้วย 
แต่....โอ๊ย! ยัยบ้าเอ๊ย เล่นจิกหนังหัวผมด้วยเล็บเลยเรอะ มันแสบนะเว้ย



TO BE CONTINUED........







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

13 ความคิดเห็น

  1. #3 Mattybeary (@Mattybeary) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 17:46
    โหยยย ร้ายจริงๆ
    #3
    0