ขนาดตัวอักษร

  • font-size
  • font-size

ตอนที่ 6 : Chapter 6 : In London 89 [Sherlock Holmes] 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • 7 พ.ค. 61

Fic London 89 [Sherlock Holmes] : ความรักหรือ ? ..สำหรับฉันไม่จำเป็นหรอก [3]




 “ คุณสามารถคาดเดาความคิดของผมได้จากเพลงที่ผมเล่น..แน่นอนว่าถ้าคุณฟังมันออกนะ ”

 _ Sherlock Holmes _

 [ Winyou ]

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันแปลกใจเมื่อรู้ว่าตัวเองยังนอนอยู่บนเตียงของหมอวัตสัน พิกัดเดิมตรงตำแหน่ง 221B ถนนเบเกอร์  เมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ไร้เสียงเตือนจากนาฬิกา ไร้ข้อความจากกำไล  สมุดคู่มือก็เงียบสนิท อุปกรทั้งสามไม่มีการบอกกล่าวอะไรเลย หรือว่าพวกมันจะเสียไปแล้ว !? ไม่สิ..ต้องไม่ใช่แบบนั้น แต่ถ้าใช่..แล้วฉันจะกลับบ้านยังไงล่ะทีนี้

ด้วยความกระวนกระวายใจฉันจึงรีบลุกออกจากเตียงไปเปิดกระเป๋าสะพายของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะ หยิบสมุดคู่มือออกมาพร้อมกับนาฬิกาแล้วพูดกับพวกมันเฉกคนบ้าก็ไม่ปาน

“ นี่พวกนาย ยังอยู่ไหม ? ”

แต่ทว่ากลับไร้เสียงตอบรับจากเหล่าทวยเทพ(?) ฉันตัดสินใจคว้าเอาปากกาขนนกที่อยู่ใกล้มือ จุ่มน้ำหมึกที่วางข้างกันแล้วเขียนไปบนหน้ากระดาษเปล่าของสมุดคู่มือ

ออคมา..ได้ยินเราไหม ?

น้ำหมึกที่ฉันเขียนลงไปเริ่มซึมหายไปในกระดาษ แล้วฉันก็โล่งใจเมื่อได้ยินเสียงขีดเขียนแผ่ว ๆ ออกมาพร้อมกับรอยเขียนที่ปรากฏขึ้น

เราได้ยินเจ้า.. มีอะไรสาวน้อยถึงได้มารบกวนเวลาพักผ่อนของเรายามนี้

“ อ่าว..พักผ่อนกันอยู่หรอกหรอ ก็เห็นเงียบกันจัง..”

ฉันรอให้รอยหมึกที่ปรากฏบนกระดาษจางลงก่อนจะเริ่มเขียนตอบ

นี่ก็วันที่สองแล้วนะ..เมื่อไหร่ฉันจะได้กลับบ้านสักที

ที่เธอยังกลับไม่ได้ เพราะเธอยังหาคำตอบของคำถามในใจไม่ครบน่ะสิ..ถึงเธอจะไม่รู้ตัว แต่ตอนนี้นะสาวน้อย  เธอกำลังมีคำถามมากมายอยู่ในหัวที่เธอต้องการจะได้คำตอบจากมัน และเราก็ยังไม่สามารถพาเธอกลับบ้านได้ ตราบใดที่ใจเธอยังเป็นปริศนา..

“ คำถามอะไร ? ตอนนี้ฉันกำลังสงสัยอะไร ? ”

นั่นคือปัญหา ซึ่งตัวฉันเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังหาคำตอบเรื่องอะไร แต่โดยสรุปแล้วตอนนี้ฉันยังกลับบ้านไม่ได้สินะ แล้วจะทำยังไงต่อล่ะทีนี้..

ฉันเดินลงบันไดจากชั้นบนลงมายังชั้นสองในสภาพชุดนอนพร้อมกับเอาชุดเก่าที่ใส่ลงมาด้วยเพื่อที่จะเอาไปซัก เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องนั่งเล่นเห็นคุณนายฮัตสันกำลังยกเอากาแฟมาเสิร์ฟให้กับหมอวัตสันที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ยามเช้าอยู่ที่โซฟาหน้าเตาผิง

คุณนายฮัตสันทันทีที่เห็นฉันถือชุดเก่าก็ตรงปรี่มาหาแล้วอาสาจะเอาไปซักให้ ถึงแม้ว่าฉันจะปฎิเสทและบอกจะทำเองแต่คุณนายแกก็อ้างว่ากลัวฉันจะทำเครื่องซักผ้าพัง เธอจึงบอกจะทำให้ ถึงคุณนายฮัตสันแกจะดุไปซะหน่อยแต่แกก็ใจดีกว่าที่เห็นภายนอกเสียอีก

“ เอ้าคุณเวียร์ตื่นแล้วหรอ ? ” หมอวัตสันร้องทักขึ้นทันทีเมื่อเห็นฉันเดินมานั่งที่เก้าอี้ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก

“ ค่ะ.. คุณหมอตื่นเช้าจังเลยนะคะ ”

“ มันติดเป็นนิสัยน่ะ ” หมอยิ้มพลางยกกาแฟขึ้นจิบ

“ คุณโฮล์มส์..ยังไม่กลับมาหรอคะ ? ”

 ฉันมองซ้ายมองขวายังไม่เห็นวี่แววคนที่หายตัวไปตั้งแต่เมื่อวานจึงเกิดสงสัยและเอ่ยถามกับคุณหมอ

 “ อื้ม..ไม่หรอก เขากลับมาแล้วนะ แต่ออกไปแล้ว ”

“ ..ไปแล้วหรอคะ ? ”

 

Narrator ]

เวลาเช้าตรู่ก่อนที่หญิงสาวจะตื่นจากนิทรา ขณะที่หมอวัตสันก้าวเท้าออกจากห้องนอนซึ่งแต่เดิมทีเป็นห้องของโฮล์มส์แต่โฮล์มส์ให้เขายืมใช้ไปก่อน เมื่อคุณหมอเข้ามายังห้องนั่งเล่นเขาก็พบว่าโฮล์มส์กำลังนั่งสูบไปป์อันโปรดอยู่ที่โซฟาตัวประจำอยู่นั้น

“ อ่าวโฮล์มส์..แกกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ”

“ กันกลับมาได้สักพักแล้ววัตสัน เริ่มไขคดีได้เกือบทั้งหมดแล้ว กันก็เลยคิดว่าจะกลับมาสูบไปป์ให้โล่งหัวสักหน่อย ” อีกฝ่ายกล่าวพล่างสูบไปป์ในมืออย่างเอื่อยเฉื่อย

“ แล้วเมื่อคืนหายไปไหนมา ได้นอนรึเปล่า ? ” หมอวัตสันเดินมานั่งที่โซฟาอีกตัว

 “ ไม่ได้นอนหรอกวัตสัน กันเข้าไปในห้องแล้วเห็นแกกำลังหลับสบาย กันก็เลยออกมาเสียไม่อยากปลุกแก ”

“ นี่กันเป็นต้นเหตุที่ทำให้แกไม่ได้นอนรึเปล่า..? ”

“ เปล่าเลยวัตสัน แกก็รู้ว่าเวลาที่มีคดีอยู่กันจะไม่อยากหลับ ”

“ ก็จริง.. แล้วเรื่องสืบหาตัวคนร้ายที่หนีไปนั่นล่ะเป็นไง ได้ข่าวอะไรบ้างไหม ? ”

“ ข่าวดีเทียวล่ะวัตสัน..” โฮล์มส์กล่าวหลังจากพ่นควันไปป์ออกจากปาก “ แกไม่รู้หรอกกว่ากันเจอเบาะแสที่สำคัญขนาดไหน มันสามารถพาเราไปหาตัวฆาตกรต่อเนื่องนั่นได้โดยง่ายยิ่งกว่าง่าย แกคงรู้แล้วว่าเจ้าฆาตกรคนนั้นมันมีผู้ช่วยค่อยหนุนหลังมันอยู่ ”

“ ใช่ กันพอรู้ ”

“ เจ้าผู้ช่วยคนนั้นแหละจะพาเราไปหาตัวการหลัก ” โฮล์มส์เล่าต่อ “ หลังจากที่เลสเตรดออกไปแล้วกันก็รีบตรงดิ่งไปที่นอกเมือง ถามหาช่างทำกุญแจที่ตัวเตี้ย ๆ ไว้ผมแดง แล้วกันก็เจอจริง ๆ มีคนบอกว่าช่างคนนั้นชื่อร็อฟ แล้วเจ้านั่นมักจะไปดื่มที่ร้านในลอนดอนฝั่งทางเหนืออยู่เป็นประจำ..”

“ เดี๋ยวก่อนโฮล์มส์ ” วัตสันร้องขัด  “ แกรู้ลักษณะของเจ้าผู้ช่วยคนนั้นได้ยังไง ใครบอกแก ? ”

“ ไม่มีใครบอกกันหรอกวัตสัน กันเห็นเอาจากรูปห้องขัง ในซองจดหมายที่เลสเตรดเอามาให้ดู กันมองปราดเดียวก็รู้แล้วเพราะ มันมีรอยเท้าเหยียบตะไคร่ที่พื้น.. ถึงจะเลือนรางไปเสียหน่อย แต่ก็ยังพอมองเห็นเป็นรอยเท้าก้าวยาว กับรอยเท้าก้าวสั้น แถมยังมีเส้นผมสีแดงติดอยู่ที่ประตูลูกกรง จากลักษณะคนร้ายที่เลสเตรดเล่ามาว่าเป็นผู้ชายตัวสูงผมดำ จึงมองไม่ยากว่าเส้นผมสีแดงกับรอยเท้าอีกรอยที่กันเห็นนั้นเป็นของอีกคนนึง ”

“ กันเองก็เข้าไปถึงที่เกิดเหตุ..แต่ไม่ยักเห็นอะไรพวกนั้นที่แกบอก ”

“ มันมีอยู่วัตสัน เพียงแค่แกไม่สังเกตที่จะมองหามัน ”

“ แล้วยังไงต่อ แกรู้ว่าชายผมแดงคนนั้นชอบไปดื่มที่ร้านในลอนดอนแล้วแกทำยังไง ”

“ กันก็ตามหาน่ะสิวัตสัน กันไปที่ร้านนั้นตามที่สืบข้อมูลมา แต่กันไม่ลืมที่จะปลอมตัวนะ เพราะรีบมากกันก็เลยเอาชุดที่ใส่อยู่ไปแลกกับคนเร่ร่อนที่ผ่านมาแถวนั้น..”

“ งั้นอย่าบอกนะว่าชุดนี้..” หมอวัตสันเริ่มสังเกตเห็นถึงสิ่งผิดปรกติที่โฮล์มส์ไม่ได้ใส่ชุดที่เห็นตอนบ่ายของเมื่อวานแต่เป็นชุดเก่า ๆ ขาด ๆ สภาพเหมือนผ้าที่โดนฝนสาดแล้วถูกรถม้าวิ่งทับอีกที

“ ใช่ชุดที่แกเห็นนี่แหละ กันเรียกมันว่าการพลางตัวขั้นที่หนึ่ง ”

หมอวัตสันทราบถึงลำดับการพลางตัวของโฮล์มส์ดี ถ้าเป็นการพลางตัวขั้นสูงสุดโฮล์มส์จะใส่ชุดรัดติ้วลายกำแพง โซฟาเก้าอี้หรืออะไรต่าง ๆ นา ๆ เพื่อให้กลมกลืนไปกับสถานที่หรือสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ซึ่งนั่นเป็นวิธีการที่วัตสันไม่อยากจะให้เขาทำมันเลยเพราะมันดูประหลาดเกินไปที่จะยอมรับได้

“ ..พอปลอมตัวแนบเนียนดีแล้วกันก็เข้าไปในร้านเพื่อตามหาเจ้าคนผมแดง ” โฮล์มส์เล่าต่อ “ โชคร้ายที่ในวันนั้นกันไม่เจอตัวมัน คงเพราะมันยังกลัวว่าตำรวจจะหามันพบก็เลยไม่กล้าที่จะออกมา แต่ไม่เป็นไร คืนนี้กันจะไปอีก รับรองว่าไม่ช้าก็เร็วต้องเจอตัวมันแน่ ๆ ”

“ ยังจะไปอีกหรอ ? ”

“ แน่นอน ถ้ายังหาจับตัวคนร้ายไม่ได้ กันจะไม่โอกาสได้นอนหลับอย่างสนิทใจ ”

 พูดจบโฮล์มส์ก็ยกไปป์ขึ้นสูบอีก แล้วก็นึกขึ้นได้ถึงเรื่องของเด็กสาวที่วัตสันไปพบแล้วพากลับมาเมื่อวาน “ เอ้อแล้วเรื่องเด็กหลงคนนั้นล่ะ หล่อนเป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรน่าสงสัยรึเปล่า ? ”

“ เลิกเรียกเธอว่าเด็กหลงสักทีเถอะโฮล์มส์..” วัตสันกล่าวต่อ “ อันที่จริงก็ไม่มีอะไรน่าสงสัยนะ ถึงเธอจะช่างถามไปหน่อย แต่ก็ประสาเด็กอยากรู้อยากเห็น ”

“ ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะวัตสัน อย่าบอกข้อมูลที่ไม่จำเป็นกับเธอให้มาก ”

“ ก็แกเองไม่ใช่หรอที่เป็นคนอนุญาตให้หล่อนอยู่ที่นี่กับเรา ”

“ กันบอกแบบนั้นก็จริง แต่กันไม่ได้บอกว่าต้องเล่าทุกอย่างให้เธอฟังนี่ ”

“ กันชักเริ่มไม่เข้าใจแกแล้วนะโฮล์มส์..”

“ แกเข้าใจกันดีวัตสัน..มากกว่าที่แกคิด ”

หลังจากสูบไปป์จนหมดเบ้า โฮล์มส์ก็จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกจากบ้านไปโดยอ้างว่าจะไปสืบหาชื่อของตัวฆาตกรฆ่าหันศพ โดยทิ้งท้ายให้หมอวัตสันรับหน้าที่จับตามองเด็กหลงต่อไป และย้ำกับวัตสันว่าวันนี้ถ้าไม่จำเป็นอย่าพาเธอออกจากบ้านไปไหน แต่เพราะอะไรนั้น โฮล์มส์เองก็ไม่ยอมบอก

หมอวัตสันเล่าเรื่องที่โฮล์มส์ไปสืบคดีให้เด็กสาวฟัง แต่เว้นที่จะเล่าเรื่องที่พวกเขาพูดถึงเธอ ซึ่งเขาไม่คิดจะเล่ามันแน่


[ Winyou ]

“ ออ..ที่หายไปนานเพราะแบบนี้สินะคะ ”

ฉันพยักหน้าอย่างรับรู้ถึงวิธีการสืบสวนของโฮล์มส์  แต่ที่เจ็บใจคือทำไมฉันถึงตื่นมาไม่ทันดูโชว์การสืบสวนแบบที่หาดูได้ยากยิ่งนั่นกันนะ โถ่..นี่ไม่ใช่โอกาสที่หาได้ง่าย ๆ นะยัยวี ทำไมไม่ยอมตื่นห่ะ.. ฉันได้แต่บ่นกับตัวเอง

“ โฮล์มส์ยังบอกอีกว่าไม่ให้ผมพาคุณออกไปข้างนอกวันนี้ ”

“ อ่าว ? ทำไมล่ะคะ ”

“ ไม่รู้สิ แต่ถ้าคุณเกิดพลัดหลงไปอีกจะเป็นเรื่องใหญ่นะ ”

“ งี้ก็แย่สิคะ..ฉันล่ะอยากเดินชมเมืองซะหน่อยเชียว ”

“ เอาไว้รอโฮล์มส์กลับมา..เราคงมีโอกาสได้ออกไป ให้เขาพาเที่ยวคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร ”

“ คุณโฮล์มส์น่ะหรอคะจะยอมพาเทียว ไม่มีทาง ”

“ คุณเวียร์ลืมไปแล้วหรอว่าโฮล์มส์รู้ทุกซอกทุกมุมของลอนดอนเชียวนะ ”

“ นั่นแหละค่ะที่น่ากลัว ถ้าเกิดเขาพาฉันไปปล่อยในที่แปลก ๆ ล่ะคะ ”

“ ฮ่า ๆ เขาไม่ทำแบบนั้นหรอกครับ..”

หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ เวลาก็ผ่านไปหลายชั่วโมง ฉันเริ่มเบื่อกับการนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่กับที่แล้วเต็มที ขนาดนอนกลิ้งไปมาเล่นกับหมาก็ยังไม่หายเบื่อ มองไปทางไหนก็เจอแต่สิ่งของเดิม ๆ ทั้งลูกโลกเอย รอยกระสูนปืนบนผนังที่โฮล์มส์ทำไว้เอย อุปกรวิทยาศาสตร์หรือยาเส้นต่าง ๆ นา ๆ ที่ถูกวางไว้ระเกะระกะเอย

 อ่านหนังสือหมดไปตั้งหลายเล่มถึงแม้จะช่วยแก้เบื่อได้บ้างแต่ฉันก็ยังอยากจะหาอะไรอย่างอื่นทำอยู่ดี เข้าใจแล้วว่าทำไมโฮล์มส์ถึงเบื่อเวลาไม่มีคดีให้ทำ ฉันพึ่งเข้าใจถ่องแท้ก็วันนี้แหละ ไม่รู้ว่าหมอวัตสันทนอยู่กับการใช้ชีวิตอย่างเฉื่อยชาแบบนี้ได้ยังไงกัน

“ ..คุณหมอวัตสันคะ ? ”

ฉันนั่งที่พื้นท่ามกลางกองหนังสือหลากหลายประเภทพลางมองไปที่หมอวัตสันที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โซฟาอย่างสงบเสงี่ยมมาตั้งแต่เช้าโดยไม่ลุกไปที่ไหนเลย

“ หืม ? ” เขาละสายตาจากหนังสือในมือแล้วเหลือบมองที่ฉันเรียก

“ คุณหมอ..เขียนนิยายสืบสวนแล้วเคยคิดจะเขียนนิยายรักบ้างรึเปล่าคะ ? ”

“ อะไรนะ ? อ๋อ..คุณคงเห็นต้นฉบับนิยายในห้องนอนผมสินะ ”

“ ค่ะ ขอโทษที่แอบดูโดยไม่บอกก่อนนะคะ ”

“ ไม่เป็นไรหรอกครับ ไม่ได้เป็นความลับอะไร ” หมอวัตสันยิ้มตอบ “ ว่าแต่ถ้าให้พูดถึงนิยายรัก ผมคิดว่าคนที่จะเขียนมันได้ต้องเป็นคนที่เคยสัมผัสประสบการณ์จากความรักมาก่อน แล้วมีความรู้สึกที่ดีกับมันถึงจะเขียนออกมาได้ดีนะ ”

“ แล้วถ้าคนเขียนไม่เคยมีความรักมาก่อนเลยล่ะคะ ถ้าเขาไม่รู้จักมันเลยล่ะ ? ” (เหมือนอย่างฉันน่ะ..)

“ อื่ม..คงมีปัญหาแล้วล่ะเพราะการที่จะถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นตัวอักษรให้คนอ่านรับรู้ถึงเจตนาของเรา จำเป็นต้องสัมผัสมันก่อนถึงจะเล่าเรื่องราวออกมาได้ ” หมอวัตสันหยุดคิดสักครู่ก่อนอธิบายต่อ “ ถ้าเราหาโอกาสที่จะสัมผัสมันไม่ได้.. ผมคิดว่ามันก็มีอีกวิธีที่เราไม่จำเป็นต้องไปสัมผัสความรักด้วยตัวเองนะ ”

“ มีวิธีหรอคะ ? ”

“ ใช่..เราก็อ่านหนังสือหรือไม่ก็ฟังจากประสบการณ์ที่คนอื่นเล่าสิ.. เปิดรับความรู้สึกที่เขาสื่อออกมา ฟังน้ำเสียง ดูแววตา อ่านอารมณ์ท่าทางเลยความรู้สึกแล้วมีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวที่เขาถ่ายทอดให้เราฟัง ถ้าทำแบบนั้นได้ อย่าว่าแต่นิยายรักเลย คุณจะแต่งนิยายประเภทไหนก็ได้ตามที่ใจคุณปรารถนาจะทำมัน ผมว่ามันเป็นศาสตร์ขั้นสูงทีเดียวในฐานะนักเขียน ”

“ อืม..มันมีวิธีแบบนี้อยู่สินะคะ ” ฉันพยักหน้าด้วยความเข้าใจ(ถึงแม้จะไม่มากก็ตาม) “ เอ่อคุณหมอคะ..จะว่าอะไรไหมถ้าฉันอยากขอยืมใช้เครื่องพิมพ์ดีดในห้องนอนคุณสักหน่อย เอ่อแล้วก็กระดาษสักนิด ”

“ ได้สิ เชิญตามสบายเลย.. ว่าแต่ คุณจะพิมพ์จดหมายหรอ ? ”

ฉันไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่ยิ้มรับแล้วลุกขึ้นเก็บหนังสือกลับเข้าชั้นไว้ตามเดิม

สรุปว่าวันนั้นทั้งวันฉันใช้ชีวิตอย่างสโลว์ไลฟ์อยู่กับการนั่งฟังเรื่องเล่าของหมอวัตสัน ถึงช่วงบ่ายก็ช่วยคุณนายฮัตสันอบคุกกี้เป็นของว่าง พอตกเย็นก็มานั่งเล่นกับแกลดสโตนหมาอ้วนตุ้มตุ้ยของบ้าน และได้ทานอาหารอย่างคนอังกฤษ  จนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นชาวลอนดอนไปแล้วจริง ๆ ..

 

ปั่ง ๆ ๆ ๆ

 

“ วัตสัน ! วัตสัน !

 

ปั่ง ๆ ๆ ๆ

 

“ เฮ่ ! วัตสัน !

 

เป็นเวลาเกือบตีห้า ที่มีคนมาเคาะประตูเรียกอยู่ที่หน้าห้อง ฉันยันตัวลุกจากเตียงด้วยความคร้านอย่างสุดขีดแล้วเดินลากสังขารไปเปิดประตูอย่างเชื่องช้า พบว่าคนที่มาโหวกเหวกโวยวายแต่เช้านั้นคือ เชอร์ล็อกโฮล์มส์

“ ..คุณหมอไม่ได้อยู่ที่นี่ค่ะคุณโฮล์มส์..” ฉันยกมือขยี้ตาเพื่อให้ตาสว่างพลางมองโฮล์มส์ที่กลับมาในสภาพที่มีรองเท้าเปื้อนโคลนกลับมาด้วย

“ อ่าว แล้ววัตสันไปไหน ” โฮล์มส์เงยหน้ามองขึ้นไปเหนือประตูแล้วเลื่อนสายตากลับมามองที่ฉัน “ นี่ก็ห้องนอนวัตสันไม่ใช่หรอ ? ”

“ ก็คุณโฮล์มส์เป็นคนบอกให้ฉันใช้ห้องนี้เองไม่ใช่หรอกคะ..แล้วก็ให้คุณหมอไปใช้ห้องของคุณแทน ”

“ อ่าวหรอ ฉันคงลืมไป ” จากนั้นเขาก็ยกมือชี้มายังชุดที่ฉันใส่ “ แล้วนี่..ชุดนอนวัตสัน ? ”

“ ..ค่ะ คุณหมอให้ยืม ”

“ วัตสันใจดีเกินไปแล้ว.. เอ้อ ! แต่เจอเธอก็ดีละ รีบแต่งตัวแล้วมาพบเราที่ห้องนั่งเล่นด่วนเลยนะอย่าลืมหมวกกับกระเป๋าล่ะเอาลงมาด้วย ให้ไวหน่อยนะ เราไม่ชอบรอ ”

โฮล์มส์ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ก่อนจะเริ่มร่ายยาวจนฉันฟังแทบไม่ทัน และพอพูดจบเขาก็เดินหายไปในเงามืด ทิ้งความสับสนงงงวยไว้ให้ฉันที่หน้าประตู

“ อะไรของเขา..มาถึงก็พูด ๆ ๆ แล้วก็เดินหนีไปหน้าตาเฉย ”

ฉันใช้เวลาไม่นานก็ตามลงมาที่ห้องนั่งเล่น พร้อมกับสะพายกระเป๋าและใส่หมวกไว้เรียบร้อย พอเปิดประตูเข้าไปก็เห็นหมอวัตสันกับเชอร์ล็อก โฮล์มส์นั่งประจำตำแหน่งอย่างที่คาดเอาไว้ ในมือสองคนนั้นถือถ้วยกาแฟคนละใบและนั่งคุยกันอย่างปรกติ ทว่าสภาพของหมอวัตสันไม่ค่อยต่างอะไรกับฉันมากนัก หน้าเขายังดูง่วง ๆ คงพึ่งถูกโฮล์มส์ปลุกมาเหมือนกัน

“ ลงมาเร็วดีนี่ ” โฮล์มส์ที่นั่งเอนกายพิงพนักอย่างคนคร้านหันมาเอ่ยกับฉัน

จะไม่ให้เร็วได้ยังไง..เร่งซะขนาดนั้น ฉันคิดในใจทว่าไม่กล้าเอ่ยออกไป

“ มีเรื่องอะไรแต่เช้าคะคุณโฮล์มส์.. ฉันยังง่วงอยู่เลยนี่พึ่งหลับไปแค่ชั่วโมงเดียวเอง ”

“ แล้วมัวทำอะไรไม่หลับไม่นอน..” โฮล์มส์ยิงคำถามนั้นมาทำเอาฉันตอบไม่เป็นเลยทีเดียว

 ฉันไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่เดินไปหยิบถุงอาหารมาใส่ถ้วยข้าวให้แกลดสโตนแล้วนั่งเล่นกับมันอย่างเนียน ๆ แกลดสโตนทำให้ฉันนึกถึงเจ้านิลที่บ้าน เพราะตั้งแต่เช้าฉันยังไม่ได้ให้ข้าวมันเลย ป่านนี้คงชะเง้อคอรออยู่ที่หน้าบ้านแล้ว

“ เมื่อวานแกไม่ได้ออกจากบ้านไปไหนเลยสินะวัตสัน ” เสียงโฮล์มส์พูดกับวัตสัน

“ แกดูจากรองเท้าของกันอีกล่ะสิ ”

“ ถูก .. แล้วก็เสื้อผ้าที่แกใส่เมื่อวาน หมวกของแกก็ยังอยู่ในตำแหน่งเดิมตอนที่กันออกไป ”

“ แล้วยังไง วันนี้ทำไมกลับมาเร็ว หาตัวคนร้ายได้แล้วหรือ ? ”

“ ใช่ กันหาตัวมันพบแล้ว ”

ประโยคสุดท้ายของโฮล์มส์ทำให้ฉันรีบผละสายตาจากแกลดสโตนแล้วหันขวับกลับไปมองเขาทันที

“ ว่ายังไงนะ ? ” หมอวัตสันอุทาน “ ที่ไหนโฮล์มส์ ? เจอยังไง ? ”

“ กันคิดไว้แล้วว่าแกคงต้องอยากรู้เป็นวิสัยของแกวัตสัน ” เชอร์ล็อก โฮล์มส์เผยยิ้มเมื่อเห็นท่าทีอันคุ้นเคยของสหาย  “ กันไปเจอมันก็ที่ที่กันไปตามหาตั้งแต่เมื่อวานซืนนั่นแหละ..

เมื่อคืนตอนประมานสองทุ่ม กันเข้าไปที่ร้านเหล้าย่านฝั่งเหนือกันปลอมตัวเป็นขี้เมาแล้วรออยู่ไม่นานนักก็เจอคนเตี้ยผมแดงที่เราตามหาที่ชื่อร็อฟ แล้วโชคดีกว่านั้น มันพาเพื่อนมันมาด้วย ใช่ เจ้าฆาตกรนั่น มันตัวผอมสูงอย่างที่ลือกัน แล้วด้วยความแน่ใจกันก็ตามเจ้าสองคนนั่นไป

กันได้ยินเจ้าร็อฟเรียกชื่อเพื่อนตัวสูงของมันว่าไมค์ ร็อฟกับไมค์พากันไปหารังของมันซึ่งเป็นร้านรับทำกุญแจอยู่ที่ซอยถัดจากนั้นไม่ไกล แล้วกันก็แอบได้ยินมาว่าคืนนี้เจ้าไมค์จะออกล่าเหยื่ออีก ที่ถนนอีกฝั่งหนึ่ง ไม่เข็ดจริง ๆ  วัตสันคืนนี้เราต้องตามจับตัวมันมาให้ได้ ”

“ จับตัวมัน ? ยังไง ”

“ กันได้พิกัดล่าเหยื่อของมันมาแล้ว เวลาก็แน่นอนว่าเป็นตอนกลางดึก เลสเตรดบอกจะตามมาช่วยอีกแรง แต่กันคิดว่าเราคงจับมันได้ก่อนพวกตำรวจจะมาถึงเสียอีก ”

 โฮล์มส์วางถ้วยกาแฟลงแล้วหันมาพูดกับฉัน “ เธอก็ต้องไปกับเราด้วยนะเด็กหลง ”

“ ฉ..ฉันด้วยหรอคะ ? ทำไมล่ะ ”

“ ก็ฉันจ้างเธอมาเป็นผู้ช่วยสืบคดี ไม่ได้จ้างให้เธอมาเป็นพี่เลี้ยงหมาสักหน่อย จะปล่อยให้อยู่บ้านเล่นกับหมาเฉย ๆ ได้ยังไง ”

“ แต่เดี๋ยวก่อนโฮล์มส์เธอเป็นผู้หญิงนะ..จะไม่อันตรายเกินไปหรอ ”

“ ไม่หรอก ตราบใดที่เธอไม่อยู่ห่างจากเรา ” โฮล์มส์หันมาพูดกับหมอวัตสัน “ อันที่จริงมีแกแค่คนเดียวก็เหลือเฟือแล้ววัตสัน แกเป็นทหาร รู้วิธีการปกป้องคนอื่น ฉะนั้นหน้าที่ปกป้องผู้หญิงให้เป็นหน้าที่ของแกแล้วกัน ”

โยนภาระให้หมอวัตสันเห็น ๆ เลยนะคุณโฮล์มส์

 

บนฟุตบาทริมถนนในย่านหนึ่งของกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นเช้าของวันที่หมอกลงจัด โชคดีที่ฉันมีเสื้อกันหนาวจึงไม่ค่อยเดือดร้อนเท่าไหร่ แต่คนที่ดูจะไม่ทะทกสะท้านกว่าเห็นทีจะเป็นคู่หูสองคนที่สวมโค้ดตัวหนาเดินคุยอยู่ตรงหน้าฉัน

“ เมื่อวันก่อนแกลืมเอาไม้เท้าไปด้วยนิวัตสัน ”

โฮล์มส์พูดกับคุณหมอขณะเรากำลังเดินไปตามถนนเมื่อออกจากบ้านมาแล้ว

“ อืม..กันรีบมากไปหน่อย ถึงขากันจะไม่ค่อยดีแต่ก็ไม่ต้องถึงกับใช้ไม้เท้าช่วยตลอดเวลาหรอก ”

ฉันมองตามทั้งสองคนพลางดูหมอวัตสันที่เดินขากะเผลกเล็กน้อยและใช้ไม้เท้ายันช่วยอยู่เป็นระยะ น่าแปลกที่เมื่อวันก่อนที่ออกไปเรือนจำกับหมอฉันไม่สังเกตเห็นเรื่องนี้เลยจนกระทั่งได้ยินโฮล์มส์พูดกับหมอเมื่อกี้นี้ ไม่น่าล่ะเมื่อวานหมอวัตสันถึงเอาแต่นั่งเก้าอี้ไม่ค่อยจะยอมลุกเดินไปไหน หมอแกคงเป็นจำพวกความอดทนสูงสินะขนาดไม่มีไม้เท้าก็เดินไม่บ่นสักคำ

“ แต่ว่าเราจะจับคนร้ายกันตอนกลางคืนไม่ใช่หรอคะ ทำไมต้องออกจากบ้านมาแต่เช้าเลยล่ะ ? ” ฉันเอ่ยถามพลางเร่งฝีเท้าให้ทันคนขายาวทั้งสอง

“ เวลาคนจะแข่งม้า ก็ต้องเอาม้ามาวิ่งลองสนามก่อนไม่ใช่รึ ? ” โฮล์มส์พูดต่อ “ นี่ก็เหมือนกัน เราจะสกัดจับคนร้ายเราก็ต้องมองหาลู่ทางการหลบหนีของมันให้ถ้วนถี่เสียก่อน อีกอย่าง เธอก็ไม่ใช่คนแถวนี้ ควรจะรู้จักถนนหนทางไว้บ้างจะได้ไม่หลง ”

ยอมรับตามตรงว่าฉันไม่ค่อยได้ฟังเสียงที่โฮล์มส์บ่นมากนัก เพราะกระจิตกระใจมัวแต่เพลิดเพลินไปกับวิวทิวทัศยามเช้าตรูของกรุงลอนดอน อินไปกับบรรยากาศที่น่าหลงใหลดุจโลกนิยาย อารมณ์ต่างจากบรรยากาศตอนบ่ายหรือตอนกลางคืน ทั้งเงียบสงบ รถราก็น้อย แถมหมอกยังลงเพิ่มความโรแมนติก ถ้ามีคู่รักเดินผ่านมาเวลานี้มันคงเหมือนฉากในนิยายรักที่ฉันจินตนาการเอาไว้เป็นแน่

แต่ตอนนี้ความรู้สึกมันออกจะชวนให้ผิดเพี้ยนไปหน่อยเพราะที่ฉันเห็นคือผู้ชายสองคนกำลังเดินคุยกันท่ามกลางกลุ่มหมอกที่ว่า คนหนึ่งเอาแต่พูดเรื่องคดีอาชญากรรมแถมพฤติกรรมยังประหลาด แต่อีกคนดูตรงกันข้ามเรียบร้อยนุ่มนวลน่าคบหา

 ซึ่งเป็นสองบุคคลที่ไม่น่าจะมาอยู่ด้วยกันได้ แต่พวกเขากลับทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ลงตัวอย่างประหลาด เมื่อคนหนึ่งพูดข้อสันนิฐานขึ้นมาแล้วอีกคนสอดรับด้วยหลักการที่ใกล้เคียงกัน ดูสมกับเป็นคู่หูที่อยู่ร่วมกันมานานจริง ๆ

“ คุณเวียร์ดูนั่นสิ ” หมอวัตสันหยุดเดินแล้วชักชวนให้ฉันดูลาที่กำลังถูกคนจูงอยู่ข้างสวนสาธารณะ และบนหลังของมันมีอานเพื่อให้คนได้ขึ้นขี่

“ นั่นเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่ลอนดอนนะ คุณอยากจะลองขี่มันดูไหม ? ”

“ อืม..ไม่ดีกว่าค่ะ ฉันขี่ลาไม่เป็น ” (ถึงจะอยากบอกว่าขี่เป็นแต่ม้าก็คงบอกไม่ได้เพราะแกล้งความจำเสื่อมอยู่ล่ะนะ )

“ หรอ..เฮ่อ การที่จะหาเพื่อนขี่ลาเนี้ยเป็นเรื่องที่ยากสำหรับผมจริง ๆ เพื่อนชวนไปขี่ม้าก็ไม่มี ”

“ แค่ขี่ม้า ทำไมไม่ชวนคุณโฮล์มส์ไปด้วยล่ะคะ ” ฉันหันมองโฮล์มส์ที่กำลังเบือนหน้าไปทางอื่น

“ โฮล์มส์เขาไม่ยอมไปหรอก ” หมอวัตสันหัวเราะ

“ ทำไมล่ะคะ” ฉันเลิกคิ้วขึ้นด้วยความฉงน “ รึคุณโฮล์มส์ขี่ม้าไม่เป็น ? ”

“ ชู่ว ~ ไม่ใช่ว่าเขาขี่ม้าไม่เป็น ” หมอวัตสันหันไปพูดกับโฮล์มส์ต่อ “ แกใช้คำว่าอะไรนะโฮล์มส์ ”

 “ ..หัวและท้ายของม้าอันตรายแถมยังฉลาดแกมโกง ทำไมผมถึงควรยอมให้อะไรที่ร้ายกาจแบบนั้นอยู่ตรงหว่างขา ” เชอร์ล็อก โฮล์มส์ยักไหล่เล็กน้อยก่อนพูดอธิบายคล้ายกับจะแก้ตัว

“ อุ๊บส์...” ฉันรีบยกมือขึ้นปิดปากก่อนจะเผลอหลุดขำออกมาแล้วหันไปส่งสายตาให้หมอวัตสันอย่างรู้กัน

ระหว่างทางเราเดินผ่านแผงพ่อค้าขายหอยนางรม หมอวัตสันอธิบายว่ามันเป็นหนึ่งในอาหารข้างทางราคาประหยัดซึ่งลูกค้าที่มาซื้อส่วนให้จะเป็นคนจากโรงงานหรือคนธรรมดาที่สันจรไปมาอย่างเรา ๆ แต่ฉันกลับสนใจกลุ่มพ่อค้าขายเครื่องประดับแผงข้าง ๆ เสียมากกว่า เชอร์ล็อกโฮล์มส์บอกว่าพ่อค้าแม่ค้าพวกนั้นมันจะโฆษณาสรรพคุณของสิ่งของที่ตัวเองเอามาขายจนเกินความเป็นจริงเพียงเพื่อเรียกแขก

เดินเลี้ยวไปตามทางเราพบร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งหมอวัตสันเล่าว่านี่เป็นร้านอาหารสำหรับอดีตนักโทษที่ถูกปฎิเสทจากสังคม เป็นร้านที่เปิดมานานก่อตั้งโดยอดีตนายตำรวจ ..นั่นเป็นอีกภาพหนึ่งที่ฉันเห็นแล้วรู้สึกเศร้าและดีใจไปพร้อม ๆ กันอย่างบอกไม่ถูก

แล้วหมอวัตสันก็เริ่มทำตัวเป็นไกด์ทัวร์อีกครั้ง คราวนี้เขาชี้ชวนให้ฉันดูช่างภาพที่กำลังยืนถ่ายรูปให้กับคู่รักคู่หนึ่งอยู่ ตอนแรกหมอก็ถามฉันว่าอยากจะถ่ายรูปรึเปล่า ซึ่งแน่นอนว่าฉันปฏิเสธ แถมเมื่อได้ฟังวิธีการถ่ายที่แบบจะต้องยืนค้างอยู่เป็นเวลานาน เพราะจากประสิทธิภาพของน้ำยาอัดภาพที่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น จนอาจต้องใช้เวลาทั้งวันหมดไปกับการยืนชูกิ่งก้านเป็นต้นไม้แบบนั้นคงไม่ไหว อีกอย่างฉันไม่แน่ใจนักว่าจะเกิดผลกระทบอะไรตามมาถ้าหากมีรูปฉันไปโผล่อยู่ในตอนใดตอนหนึ่งของนิยาย

“ ปล่อยให้อยู่ด้วยกันแค่สองวัน สนิทกันจังนะ” เชอร์ล็อก โฮล์มส์ที่ดูจะอิจฉาประกอบกับอาการหงุดหงิดที่มองออกได้อย่างง่ายดายที่ไม่มีใครสนใจจะคุยกับเขา

“ อิจฉาหรอโฮล์มส์ ” นั่นไง ขนาดหมอวัตสันยังมองออก

“ กันเปล่าอิจฉา ” โฮล์มส์เอ่ยนิ่ง “ กันแค่มองว่ามันดูไร้สาระในเรื่องที่พวกแกกำลังคุยกันอยู่ ”

“ อ่าว ก็แกเป็นคนบอกเองนี่ว่าจะพาเวียร์มาสำรวจพื้นที่น่ะ ”

“ ที่กันหมายถึงคือการบอกตำแหน่งชื่อถนนว่าสายไหนเชื่อมกับสายอะไรแล้วไปสิ้นสุดที่ไหน ไม่ใช่มาเดินชมนกชมไม้ชี้ชวนให้ดูอะไรที่ไม่มีประโยชน์ต่อการเก็บข้อมูลแบบนี้ ”

“ งั้นแกก็บอกเธอบ้างสิ เห็นเอาแต่ก้มหน้าเขียนอะไรก็ไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ ”

หมอวัตสันพูดจบ โฮล์มส์กลับพ่นลมถอนหายใจออกมาพลางฉีกกระดาษสมุดพกที่เขียนอยู่ให้เขา เมื่อคุณหมอรับมาสีหน้าจากที่คิ้วขมวดก็คลายออกกลับกลายเป็นใบหน้ากระจ่างรู้

“ แผนที่ ? ”

“ ใช่ วัตสัน ” โฮล์มส์พูดต่อ “ ระหว่างทางที่แกกำลังมองดูสิ่งไร้สาระ กันกำลังวาดแผนที่ให้หล่อน..”

“ มันก็ดีอยู่หรอก..แต่ ทำไมต้องเป็นแผนที่ล่ะ ? เขียนบอกเอาก็ได้นี่แกทำประจำ ”

“ ผู้หญิงต่างจากผู้ชายวัตสัน กันเขียนอธิบายให้แก แกจะเข้าใจได้ง่ายกว่า แต่ถ้าเป็นผู้หญิงน่ะเธอจะจำทุกอย่างเป็นภาพ ฉะนั้นนี่ถือเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด ”

ฉันเงียบฟังทั้งสองคนคุยกัน ถึงพอจะรู้ว่าโฮล์มส์แกละเอียด แต่ไม่คิดว่าจะละเอียดขนาดนี้นะ 

ฉันมองเชอร์ล็อก โฮล์มส์ขอแผนที่คืนจากคุณหมอแล้วส่งต่อมาให้ฉัน

“ ดูแล้วจำให้ได้ล่ะ นี่แผนที่ถนนแทบทุกสายทั่วลอนดอนเลยนะ ”

“ ข..ขอบคุณค่ะคุณโฮล์มส์ ”

ฉันมองแผนที่ในมือที่ดูอ่านยากยิ่งกว่าลายแทงสมบัติ พลางคิดว่ามันดูคล้ายใยแมงมุมที่ไร้ระเบียบเสียมากกว่าจะเป็นแผนผังเส้นทางนะ

หลังจากทานมื้อเที่ยงที่ร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งซึ่งเป็นร้านประจำของโฮล์มส์กับหมอวัตสันแล้ว เราทั้งสามก็เดินมุ่งตรงมายังสี่แยกใจกลางกรุงลอนดอน โฮล์มส์ฉีกกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาเขียนแล้วส่งให้หมอวัตสันก่อนจะพูดอะไรบางอย่างกับเขา

“ กันอยากให้แกช่วยทำตามที่บอกในกระดาษแผ่นนี้ แล้วมาเจอกันอีกทีตอนสองทุ่ม ส่วนที่อยู่ก็บอกไว้ในนั้นแล้ว ”

“ ให้กันไปคนเดียวหรือ ? ” หมอวัตสันเลิกคิ้วฉงน

“ ใช่ เรื่องนี้ให้แกแอบทำอย่างลับ ๆ ห้ามให้ใครรู้ ”

โฮล์มส์แผ่วเสียงพูดกับวัตสัน ถึงแม้หมอวัตสันเองถึงจะยังดูงง ๆ แต่ก็ยอมทำตามที่โฮล์มส์บอกแต่โดยดี หลังจากที่หมอวัตสันแยกตัวไปอีกทางนึงแล้ว ฉันก็รู้สึกเหมือนความหวาดระแวงเริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้

ฉันเดินตามเชอร์ล็อก โฮล์มส์จนมาถึงสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ ระหว่างนั้นโฮล์มส์เห็นว่าฉันอาจจะหนาวจึงแวะซื้อกาแฟร้อนที่ร้านใกล้ ๆ มาให้ฉันดื่ม(ใจดีเหมือนกันนะคุณโฮล์มส์)

“ ลอนดอนนี่บรรยากาศดีจังนะคะ หันไปทางไหนก็มีแต่ภาพสวย ๆ ให้มอง ”

ฉันเอ่ยชวนคุยพลางกุมแก้วกระดาษพลางสูดดมไออุ่นของกาแฟที่ลอยระอุออกมา

“ ที่บ้านเธอคงไม่มีอะไรแบบนี้ให้ดูล่ะสิ..”

“ ถ้าเป็นในเมืองหลวงฉันอยู่มีแต่ตึกรา ถึงจะมีต้นไม้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่อากาศดีเหมือนกับที่นี่หรอกค่ะ--

ยังไม่ทันจะพูดจบฉันก็รีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง เพราะพึ่งรู้ตัวว่าได้กระทำการผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงลงไป..ฉันบอกข้อมูลเกี่ยวกับบ้านให้เชอร์ล็อกโฮล์มส์ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองกำลังแกล้งความจำเสื่อม แล้วก็นั่นแหละ..ขณะที่ฉันกำลังเหลือบมอง โฮล์มส์ก็กำลังแสยะยิ้มมีเล่ห์นัยออกมา หรือว่านี่จะเป็นแผนของเขา !

งานงอกแล้วไงล่ะยัยวี..

“ เอ่อ..คือว่า...” ฉันตกใจจนพูดไม่ออกแถมยังสับสนไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี

“ ฉันไม่รู้ว่าเธอจะปกปิดตัวเองไปเพื่ออะไร แต่เธอคิดว่าการโกหกตื้น ๆ อย่างแกล้งความจำเลื่อมแบบนั้นฉันจะมองไม่ออกอย่างนั้นหรอ วัตสันเองยังมองออกเลย..”

เชอร์ล็อก โฮล์มส์ กล่าวพลางทอดสายตาอันยากจะคาดเดาความคิดมองออกไปยังเส้นขอบแม่น้ำเทมส์ ในตอนนั้นฉันเริ่มรู้สึกกังวลว่าตัวตนจะถูกเปิดเผย

“ ขอโทษค่ะ..ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหลอกพวกคุณ ”

ฉันมองโฮล์มส์ที่ไม่พูดอะไร แต่เขากำลัง..หัวเราะ ?

“ คุณ..ไม่โกรธฉันหรอคะ ”

“ เอาเถอะ..คนเราใช่ว่าไม่เคยโกหก ฉันเองก็เคยใช้คำโกหกเพื่อให้ได้มาซึ่งความจริงอยู่บ่อยครั้ง ฉะนั้นการโกหกจึงไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอะไรถ้ามันไม่ส่งผลร้ายต่อใคร ”

ได้ยินโฮล์มส์พูดแบบนั้นฉันก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาหน่อย แต่หวังว่าจะไม่โดนขุดคุ้ยเอาความจริงว่าเป็นใครมาจากไหนหรอกนะ

“  ..แต่ที่ฉันสงสัยคือทำไมเธอถึงไม่อยากบอกเราว่าเธอชื่ออะไรมากจากไหน ? ”

 (นั่นไงล่ะคิดยังไม่ทันขาดคำ)

“ ไม่ใช่ฉันไม่อยากบอกนะคะ แต่บอกไม่ได้จริง ๆ มันเป็นกฎ..ที่ใครบางคนห้ามเอาไว้ถ้าเกิดฉันบอกไปมันอาจเกิดผลร้ายอะไรตามมา ”

“ เฮ่อ..ถ้ามันเป็นปัญหาขนาดนั้น ก็ไม่ต้องบอกมันหรอกแค่ชื่อน่ะ..ตอนนี้เธอก็มีชื่อแล้วนี่ ”

 “ อันที่จริง..ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ แต่รู้ตัวอีกทีก็มาโผล่ที่ถนนเบเกอร์แล้ว เหมือนฉันต้องมาหาคำตอบอะไรบางอย่าง..แต่ฉันก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ”

 โฮล์มส์เหลือบมองฉันก่อนจะเบือนหน้าออกไปจ้องมองแม่น้ำเทมส์อีกครั้ง

“ ..มีคนเคยพูดเอาไว้ว่า คำตอบมักอยู่ในคำถาม 

“ อะไรนะคะ ? 

“ ในบางครั้งคำตอบอาจอยู่ตรงหน้าเราแล้วเพียงแต่เราไม่ทันได้สังเกตที่จะมองหามัน ”

“ มองหา.. ? ”

“ สมองคนเราจะมองเห็นสิ่งที่ตามองหารู้ไหม..ดูอย่างนั่นสิ ” โฮล์มส์ชี้ให้ฉันดูเหล่ากะลาสีเรือที่กำลังยืนอยู่บนกราบเรือขนส่งลำใหญ่ผ่านมาตรงสะพาน “ ถ้าคนพวกนั้นไม่ได้ยืนอยู่บนเรือเธอจะรู้ได้ยังไงว่าพวกเขาเป็นกะลาสีรึเปล่า ? ”

“ ..ฉันว่า ..ฉันคงแยกไม่ออก ”

“ อันที่จริงคนทุกอาชีพมือลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป ฉันมักใช้หลักการอนุมานเป็นตัวบอกถึงสิ่งที่อยู่บนร่างกายของพวกเขาไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าเครื่องประดับ ลักษณะท่างทางการเดิน หรือแม้แต่สีผิวที่ต่างกัน ” โฮล์มส์พูดต่อ “ มันเป็นเรื่องง่ายมากที่เธอจะรู้ว่าใครเป็นกะลาสีโดยดูจากรอยสีผิวที่ตัดกันบนหน้าผากของเขา และเธอสามารถบอกได้ว่าใครมีอาชีพเป็นทหารโดยดูจากท่าทางการยืนหรือเดิน หรือแม้แต่ใครที่ปลอมตัวเป็นอาชีพอื่นก็จะมีลักษณะของอาชีพที่แท้จริงซ่อนอยู่โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่ทันได้สังเกตถึง เพียงแค่เราใส่จะรายละเอียดเล็กน้อยพวกนั้นเราก็สามารถมองเห็นสิ่งที่ต่างออกไป ซึ่งนั่นคือคำตอบที่เป็นความจริง ”

“ ดูเหมือนมันง่ายสำหรับคุณแต่สำหรับฉัน มันคงจะยากเกินไป.. ”

“ ไม่มีอะไรยากถ้าเรายอมที่จะเข้าใจมัน..เธอดูคล้ายวัตสันนะตรงที่มีการชั่งสังเกตแล้วมักตั้งคำถามอยู่เป็นประจำ แต่ข้อเสียของเธอกับวัตสันที่มีเหมือนกันคือการที่มองโลกแคบเกินไป ”

จ้ะ..นี่หลอกด่าเราอยู่ใช่ไหม - - ’

“ หมอวัตสันเคยเล่าว่ามีผู้หญิงที่คุณโฮล์มส์ให้ความสำคัญกับเธอมากเป็นพิเศษจริงรึเปล่าคะ ? ”

“ อะไรนะ !? ” โฮล์มส์ดูตกใจมากทีเดียวเมื่อได้ยินคำบอกกล่าวนั้น

“ คุณหมอบอกว่าคุณมักเรียกเธอว่าหล่อน แต่ยกย่องให้เธอเป็นถึงยอดหญิงเลยเชียว ”

“ พูดมากเกินไปแล้ววัตสัน..” ฉันได้ยินโฮล์มส์บ่นในลำคอก่อนจะหันมาพูดกับฉันต่อ  “ อันที่จริง..หล่อนก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากขนาดนั้น วัตสันก็พูดเกินไป ฉันแค่เห็นว่าหล่อนดูฉลาดกว่ามาตรฐานของผู้หญิงลอนดอนนิดหน่อยก็เท่านั้น..”

“ แล้วคุณไม่ชอบเธอหรอคะ ? ”

“ ชอบ ? หมายความว่าไง ? ”

“ ก็ชอบแบบ..คนรักน่ะค่ะ ”

“ ไม่.. ฉันขอยืนกรานตรงนี้เลยว่าฉันไม่เคยคิดแบบนั้นกับหล่อน ความรักเป็นสิ่งไม่จำเป็นสำหรับการประกอบอาชีพของฉัน มันมีแค่จะบั่นทอนเหตุและผลในการหาข้อสรุป รักจะทำให้เราไขว้เขวนั่นถือเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งใจชีวิตนักสืบ ” เชอร์ล็อก โฮล์มส์กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“ ถามแค่นี้ทำไมต้องอธิบายยืดยาว ”

“ ก็สมองที่ประมวลช้าของเธอจะได้เข้าใจในสิ่งที่ฉันกำลังสื่อยังไงล่ะ ว่าความรักน่ะอันตรายแค่ไหน ”

“ ค่ะๆ..อันตรายก็อันตราย ” ฉันเอ่ยเสียงประชดเล็กน้อย “ แล้วกับหมอวัตสันล่ะคะ ”

“ วัตสันเกี่ยวอะไร ? ”

 “ ก็ฉันเห็นว่าพวกคุณสนิทกันมากเลย ก็แค่อยากรู้ว่าคุณโฮล์มส์คิดยังไงกับคุณหมอหรอคะ ”

“ วัตสัน.. เขาก็เป็นเพื่อนที่ดีนะ ”

“ แค่นั้นหรอคะ ? ”

“ ถามมากจริง..”

“ ก็ฉันอยากรู้เรื่องของหมอวัตสันในมุมมองของคุณโฮล์มส์นี่คะ ”

“ ..วัตสันเป็นคนกล้าหาญ ค่อนข้างฉลาดรู้ทันในบางเรื่องและก็พึ่งพาได้.. แถมไม่พูดมากเหมือนใครบางคนแถวนี้ ”

“ ค่ะ..ใครจะไปดีอย่างคุณหมอกันล่ะ ไม่รู้ว่าเขาทนอยู่กับคนแบบคุณโฮล์มส์ได้ยังไงนานขนาดนี้นะคะ ”

“ นั่นก็ถือเป็นข้อดีของวัตสัน ” โฮล์มส์กล่าวหัวเราะ “ บางครั้งฉันก็แปลกใจในความรู้ทันของเขาที่มักเข้าใจอะไรง่าย ๆ เพียงแค่สังเกตท่าทางอาการของฉันก็รู้ว่าฉันต้องการอะไร แต่บางทีเขาก็ทำตัวซื่อบื้อไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันพยายามอธิบายซึ่งนั่นทำให้ฉันค่อนข้างหงุดหงิดเหมือนกัน แล้วก็นะ..ที่ฉันเบื่อมากที่สุดคือการที่เขามักคอยห้ามไม่ให้ฉันสูบยาเส้น แถมยังไม่ให้ยิงปืนใส่ผนังห้องเวลาเบื่ออีก.. ”

“ ถ้าเชอร์ล็อก โฮล์มส์ขาดหมอวัตสันไปคงรู้สึกแปลกไม่น้อยสินะคะ ” ฉันพูดลอย ๆ ซึ่งมันบังเอิญไปเข้าหูคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล

“ พูดมากเกินไปแล้วเธอน่ะ พูดอย่างกับเธอรู้จักฉันกับวัตสันดีอย่างนั้น ”

โฮล์มส์ทำท่าเหมือนเริ่มสงสัยขึ้นมาอีก ฉันถึงต้องหาทางบ่ายเบี่ยงก่อนจะซวยไปกว่านี้

“ ม..ไม่หรอกค่ะ ฉันแค่พูดไปตามที่เห็นก็เท่านั้นเอง ”

รอยยิ้มจริงใจนี้อาจพอสามารถกลบเกลื่อนความเคลือบแคลงในตัวฉันได้บ้าง ซึ่งได้ผล มันทำให้โฮล์มส์เปลี่ยนใจไปเล่าถึงคดีต่าง ๆ ที่เขาได้คลี่คลายมาร่วมกับหมอวัตสัน บางเรื่องหมอวัตสันก็เล่าให้ฟังแล้วแต่พอมาฟังในแง่มุมของโฮล์มส์กลับทำให้รู้สึกเหมือนได้อีกอรรถรสหนึ่งไปเลย

วิธีการสืบแบบแปลกประหลาดนั้น โฮล์มส์อธิบายถึงที่มาและเหตุผลของมันไว้อย่างชัดเจน ซึ่งนั่นทำให้ฉันเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำนั้นแท้จริงมันเป็นเรื่องที่ธรรมดาเกินคาด

หลังจากที่พูดคุยกันอยู่นาน เราก็ผละออกจากสะพานเดินไปตามถนนสายหนึ่งกลางกรุงลอนดอนจวนเวลาพลบค่ำแล้วโฮล์มส์ยังคงตั้งหน้าตั้งตาบอกและอธิบายถึงถนนสายต่าง ๆ ว่าเส้นไหนควรเดินเส้นไหนไม่ควรไปและเส้นไหนถ้าเดินไปจะไปถึงทางตัน

ระหว่างนั้นแว่วเสียงพิณดังมาจากมุม ๆ หนึ่งซึ่งเมื่อเหลียวไปมองผมว่ามีผู้ชายวัยประถมกำลังยืนบรรเลงพิณตัวใหญ่อยู่.. และไม่ไกลจากตำแหน่งเสียงพิณ มีคาราวานยิปซีซึ่งเป็นกลุ่มคนเร่ร่อน ซึ่งโฮล์มส์เล่าว่าพวกเขาเหล่านั้นมีสังคม กฏเกณฑ์ และวัฒนธรรมของตนเองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะซึ่ง แล้วโฮล์มส์ก็ให้คำเตือนว่าทางที่ดีอย่าเข้าไปใกล้จะดีกว่า เพราะคนในพื้นที่หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่เองก็ไม่กล้าที่เข้าไปข้องแวะด้วย แต่ในบางครั้งกลุ่มคนเร่ร่อนเหล่ามีมักมีประโยชน์ในการสืบสวนคดีทว่าการจะเข้าหาด้วยวิธีใดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เวลาราวทุ่มกว่า ๆ

แสงตะวันลาลับขอบฟ้าไปแสงไฟข้างทางเริ่มส่องสว่างขึ้นมาแทนที่ โฮล์มส์หยุดเดินแล้วหันมายื่นสิ่งของบางอย่างให้กับฉันซึ่งระหว่างทางขณะนั้นผู้คนเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่าประหลาด ฉันมองของที่เขาส่งมาให้ มันคือถุงผ้าเล็ก ๆ ภายในบรรจุของหนัก ๆ เอาไว้

 “ สามชิลลิ่งหกเพนนี.. ” โฮล์มส์เอ่ยขึ้นในจังหวะที่ส่งยื่นมันมาให้ฉัน

“ อะไรนะคะ ? ” ฉันเงยหน้าขึ้นพลางมองเขาด้วนสายตาฉงน

“ ฉันมักให้ค่าจ้างกับกองหนุนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กเร่ร่อนในเมืองที่มาช่วยฉันสืบหาเบาะแสในคดีเป็นเงินจำนวนสามชิลลิ่งกับอีกหกเพนนี..แล้วนี่ส่วนแบ่งของเธอ ”

“ให้ฉันหรอคะ ? ”

“ เพราะวันก่อนเธอช่วยวัตสันไปสืบหาวิธีที่คนร้ายหนีออกไปจากห้องขัง วัตสันบอกว่าเพราะเธอช่วย เขาถึงนึกวิธีการที่คนร้ายใช้ออก ดังนั้นถือว่าเธอปฏิบัติหน้าที่ได้ดีก็สมควรจะได้รับเงินค่าจ้าง ”

“ แต่ว่า..”

“ ไม่มีแต่ เพราะถึงยังไงถ้าฉันไม่ให้เงินเธอวัตสันก็ต้องคะยั้นคะยอให้ฉันทำอยู่ดี ฉันขี้เกียจฟังเขาบ่น ”

ฉันตัดสนใจยอมรับเงินซึ่งดูเป็นการยัดเยียดมากกว่าเป็นค่าจ้างตอบแทนซึ่งโฮล์มส์ก็ดูจะพึ่งพอใจดูจากมุมปากที่คลี่รอยยิ้มออกมา

“ เดินทางกันต่อเถอะ..ใกล้ถึงเวลาที่นัดไว้กับวัตสันแล้ว ”

กล่าวจบเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ก็เดินหายเข้าไปท่ามกลางฝูงชน เพียงชั่วแวบเดียวแค่ฉันก้มมองถุงใส่เงินในมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองโฮล์มส์ก็หายตัวไปแล้ว และขณะที่ฉันพยายามฝ่าผู้คนเพื่อตามโฮล์มส์ให้ทันก็มีกลุ่มคนเหมือนกับคลื่นระลอกใหญ่พัดเราให้หลงกันไปเสีย ด้วยความที่ส่วนสูงที่ไม่ค่อยเป็นไปตามมาตรฐานมากนัก ประกอบกับความมืดบนถนนแสงไฟริบหรี่ทำให้ฉันไม่สามารถมองเห็นยังร่างของโฮล์มส์ท่ามกลางผู้คนนับสิบนั้นได้

นี่ฉัน..กลายเป็นเด็กหลงไปจริง ๆ ซะแล้ว..


[ Narrator ]

ทางด้านหนึ่ง ณ ตรอกฝั่งทางเหนือ

ชายผู้เป็นอดีตทหารเก่ากำลังหลบซ่อนตัวเพื่อลอบจับคนร้ายตามที่วางแผนกันไว้ เวลาเริ่มกระชั้นชิดเข้ามาทุกที ๆ เขาได้ทำตามสิ่งที่โฮล์มส์บอกไว้ในจดหมายคือกลับไปเอาปืนพกที่บ้าน แจ้งกำหนดการให้สารวัตรเลสเตรดรู้แล้วมาดักซุ่มรอคนร้ายอยู่ที่มุมตึก

 และในตอนนั้นเองขณะที่หมอวัตสันไม่ทันได้ระวังตัวก็มีมือหนึ่งพุ่งมาจากด้านหลังแล้วจับเข้าที่ไหลของเขาอย่างฉับพลัน

“ เฮ๊ย !!

“ ชู่ว ~ วัตสัน นี่กันเอง ”

“ โฮล์มส์ ! ” วัตสันหันเห็นเชอร์ล็อกโฮล์มส์ที่กำลังยกมือขึ้นห้าม

“ อย่าส่งเสียงดังสิเดี๋ยวคนร้ายก็ได้ยินหรอก ” โฮล์มส์ชะเง้อมองออกจากมุมตึกพลางเอ่ยถามต่อ

 “ หมอนั่นมารึยัง ? ”

“ ยัง..กันยังไม่เห็นใครผ่านมาทางนี้เลยนอกจากแก ” แล้วหมอวัตสันก็เหลือบมองหาใครคนหนึ่งที่หายไป

 “ เวียร์ล่ะโฮล์มส์ ? ”

“ เวียร์หรอ ? ก็ตามกันมานี่ไง..อ่าว หายไปหนแล้ว ? ”

 เชอร์ล็อก โฮล์มส์หันไปมองข้างหลังพบว่าไม่เห็นแม้แต่เงาของหญิงสาวที่พึ่งเดินตามเขาอยู่ต้อย ๆ

“  แกคลาดสายตาจากเธอหรอโฮล์มส์ !! ” วัตสันแผดเสียงด่าแบบเบา ๆ เพราะกลัวว่าคนร้ายจะได้ยิน

“ กันไม่ได้คลาดสายตาจากหล่อนนะ หล่อนต่างหากที่ไม่ยอมตามกันมาติด ๆ ” โฮล์มส์กลับแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ

“ แล้วจะทำยังไงล่ะทีนี้.. ”

“ ชั่งมันก่อน เดี๋ยวหล่อนก็ตามมาเอง แผนที่ก็มี ตอนนี้เราต้องจับตาดูคนร้ายนะวัตสัน ”

“ แต่โฮล์มส์.. กันไม่สบายใจ ไม่ใช่ว่าเวียร์จะไปเจอเข้ากับคนร้ายหรอกหรอ ”

“ หล่อนไม่ใช่เหยื่อที่คนร้ายต้องการหรอกน่าวัตสัน แกก็คิดมากไป..”

“ ไม่แน่นะโฮล์มส์ คนร้ายน่ะจ้องทำร้ายผู้หญิงผมสีน้ำตาลที่ผ่านไปมาใช่ไหมล่ะ ? ผมของคุณเวียร์เองก็ดูออกสีน้ำตาลอยู่เหมือนกันนะ กันชักเริ่มเป็นห่วงแล้วสิ.. ”

“ โถ่วัตสัน..ตามหลักการแล้วผมของเวียร์ไม่ใช่สีน้ำตาล แต่เป็นสี--

“ กรี้ดดดดดดดดดดด !!

ยังไม่ทันที่โฮล์มส์จะพูดจบเสียงกรีดร้องของผู้หญิงก็ดังมาจากบริเวณใกล้ ๆ ทั้งสองรีบมุ่งหน้าไปยังต้นเสียงโดยที่หมอวัตสันถึงกับทิ้งไม้เท้าวิ่งจนลืมขาที่เจ็บไปเลย

ชายหนุ่มสองคนวิ่งมาเห็นเงาของคนร้ายกำลังถือมีดนั่งคร่อมหญิงสาวคนหนึ่งอยู่โดยถือมีดในลักษณะที่พร้อมจะจ้วงแทงในทันที

“ หยุดนะ ! ” เชอร์ล็อก โฮล์มส์วิ่งเข้าไปแล้วยกขาถีบยันจนคนร้ายกระเด็นออกจากตัวเหยื่อ

“ หน่อยแน่แก--

พลั่ก !

ฝ่ายคนร้ายที่ยันตัวลุกขึ้นมาได้ก็เล็งปลายมีดมาทางโฮล์มส์และคิดจะแทงเขาด้วยอีกคน แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับก็โดนหมอวัตสันใช้ด้ามปืนที่พกมาฟาดเข้าที่ง่อนจนสลบลงไปกองกับพื้น

“ เวียร์เป็นไงบ้างโฮล์มส์ ! ” วัตสันมองเชอร์ล็อกโฮล์มส์ที่กำลังช่วยผู้หญิงที่นอนนิ่งไม่ได้สติอยู่

“ ไม่..ไม่ใช่หล่อน ”


ขณะเดียวกัน ณ ถนนอีกฝั่งหนึ่ง

[ Winyou ]

 ฉันพลัดหลงกับคุณโฮล์มส์และกำลังหาทางไปยังสถานที่นัดพบโดยดูจากแผนที่ที่โฮล์มส์เขียนไว้ให้ ในตอนนั้นเองมีเสียงดนตรีดังขึ้นอีก ซึ่งไม่ใช่เสียงพิณ แล้วฉันก็พบว่ามันเป็นเสียงจากนาฬิกา มันร้องเตือนบอกกับฉันว่าถึงเวลาที่จะกลับบ้านแล้ว !

ท่ามกลางความดีใจ ฉันก็เริ่มนึกเสียใจที่จะไม่ได้เอ่ยคำล่ำลาอีกเช่นเคย ถึงแม้รู้ดีว่าพวกเขาอาจจะต้องเป็นห่วงโดยเฉพาะหมอวัตสัน..เขาต้องเป็นห่วงเรามากแน่ ๆ แต่อย่างน้อย ฉันก็ได้ฝากข้อความถึงพวกเขาเอาไว้แล้วหวังว่าเขาคงเจอมันนะ

กรุ้ง..กริ้ง..

ฉันวิ่งไปตามท้วงทำนองที่คุ้นเคยผ่านหญิงชรายาจก ผู้รับจ้างเลี้ยงดูเด็กเล็กแลกกับเศษเงินเพียงไม่กี่ชิลลิง แม้จะไม่ได้เป็นจำนวนเงินที่มาก แต่เมื่อเทียบกับการไม่มีไม้ขีดไฟและขนมปังในคืนอันหนาวเหน็บแล้วนั้น อย่างหลังมันกลับเจ็บปวดยิ่งกว่า ฉันวิ่งลัดเลาะไปตามตรอกเพื่อมุ่งหาต้นเสียง..

แล้วก็เจอ ตรงสุดตรอกซึ่งตามแผนที่ที่โฮล์มส์ให้มานั้นบอกว่ามันเป็นทางตัน กลับมีกลุ่มหมอกหนาซึ่งแน่นอนว่ามันจะพาฉันกลับบ้าน

ฉันกระโจนเข้าไปภายในหมอกนั้นและกลิ่นอายของลอนดอนก็ค่อย ๆ จางหายไป..

“ ลาก่อนนะคะ คุณโฮล์มส์..คุณวัตสัน..”

 

Narrator ]

221B ถนนเบเกอร์

 ที่หน้าเตาผิงมีชายคนหนึ่งซึ่งเขาเป็นนักสืบที่พึ่งจับคนร้ายคดีฆ่าและทำร้ายร่างกายหญิงสาวมาได้หมาด ๆ กำลังนั่งดีดสายไวโอลีนอย่างที่เขาทำเป็นประจำทุกครั้งเมื่อปิดคดีได้

“ โฮล์มส์ ดูนี่สิ กันเจอจดหมายนี่อยู่บนโต๊ะทำงานในห้องนอนของกัน ”

คุณหมอคู่หูของเขาเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นพร้อมกับจดหมายหนึ่งฉบับที่จ่าหน้าซองถึงพวกเขา

“ จากเวียร์ เธอทิ้งจดหมายนี่ไว้ให้เรา ” วัตสันพูดต่อ “ แกจะอ่านเองหรือให้กันอ่าน ? ”

เพียงแค่มองตาของโฮล์มส์หมอวัตสันก็รับรู้ได้ว่าโฮล์มส์ยกหน้าที่ให้เขาเป็นคนอ่านจดหมายฉบับนั้น

“ ถึงคุณเชอร์ล็อก โฮล์มส์ และคุณหมอวัตสัน.. เมื่อพวกคุณได้อ่านจดหมายฉบับนี้ฉันคงไปจากที่นี่แล้ว อาจจะเป็นการไปอย่างกะทันหันซึ่งฉันเองก็ไม่สามารถรู้ได้ ฉันเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นในวันที่สองนับตั้งแต่ฉันเดินทางมาถึง เพื่อที่ฉันจะได้มีโอกาสได้บอกลาพวกคุณในตอนที่ฉันไม่อยู่แล้ว

ก่อนอื่นฉันต้องขอขอบคุณพวกคุณทั้งสองคนจริง ๆ ที่ยอมให้ที่พักแก่ฉัน

คุณโฮล์มส์ ฉันขอให้คุณตั้งใจสืบคดีที่คุณรักต่อไปแล้วก็คุณอย่าสูบยาเส้นมากเกินไปล่ะเชื่อคุณหมอเขาบ้าง มันไม่ดีต่อสุขภาพนะคะ .. ส่วนคุณหมอวัตสัน ขอบคุณหมอวัตสันที่คอยอยู่ดูแลฉันมาตลอด คุณทำหน้าที่หมอได้ดีเลยทีเดียว แถมยังให้ฉันยืมห้องด้วย ฉันก็เลยเขียนเรื่องสั้นที่ฉันนึกขึ้นได้เมื่อตอนมาถึงลอนดอน เอามาให้คุณหมอที่เป็นนักเขียนช่วยอ่านแล้ววิจารณ์ด้วยนะคะ ..ถึงฉันจะไม่ได้อยู่ฟังก็ตามที

สุดท้ายนี้ฉันขอให้คุณทั้งสองคนลืมเรื่องของฉันไปและช่วยคิดว่าไม่เคยมีฉันโผล่มาที่ถนนเบเกอร์ไม่ได้มาพักที่นี่ ไม่ได้เจอกับพวกคุณ ถือเป็นคำขอร้องจากฉันนะคะ คุณหมอวัตสันโปรดอย่าเอาเรื่องที่ฉันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเขียนลงไปในเรื่องสั้นของคุณ และ..ขอบคุณที่กรุณาฉันมาตลอด..ลาก่อนค่ะ นักสืบโฮล์มส์ หมอวัตสัน..

ปล . น่าเสียดายที่ฉันคงไม่มีโอกาสได้ฟังคุณโฮล์มส์เล่นไวโอลีนทั้งที่มันเป็นความใฝ่ฝันของฉันเลยนะคะ ”

สิ้นเสียงอ่านจดหมายของวัตสัน โฮล์มส์ก็ลืมตาขึ้นแยกปลายนิ้วที่บรรจบออกจากกันโดยไม่พูดไม่จาอะไร

 “ เธอไปแล้วสินะ..เฮ่อ ไปไม่บอกไม่กล่าวกันเลย ”

“ หล่อนก็เขียนจดหมายไว้ให้แล้วไม่ใช่รึไง..”

“ ก็จริง..แต่.. ”

“ กันว่าบางที..หล่อนอาจจะมาจากโลกอื่น ”

“ ห่ะ ? อะไรนะ โลกอื่น ? ”

“ ไม่รู้สิ บางทีหล่อนอาจจะเป็นคนจากโลกอนาคตก็ได้ ”

“ เดี๋ยวก่อนโฮล์มส์..การเดินทางข้ามเวลามันเป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ แกเชื่อแต่เรื่องที่พิสูจน์ได้ไม่ใช่รึยังไง ? ”

“ จริงของแก บางที..กันอาจคิดมากไปเอง ”

“ ว่าแต่ในตอนนั้นที่แกบอกว่าผมของหล่อนไม่ใช่สีน้ำตาล แล้วแ่จะบอกว่ามันเป็นสีอะไร ? ”

เชอร์ล็อก โฮล์มส์เหลือบไปเห็นแก้วโกโก้ร้อนที่วางอยู่ข้าง ๆ ซองจดหมายก่อนจะหันมาตอบวัตสัน

“ โกโก้..”

“ ห่ะ ? ”

“ ผมของหล่อนไม่ใช่สีน้ำตาล แต่เป็นสีที่คล้ายกับสีโกโก้ต่างหากล่ะ ”

“ ... ”

“ แล้วก็ในจดหมายหล่อนบอกว่าเขียนเรื่องสั้นไว้ให้แกด้วยนี่ ? ” (เปลี่ยนเรื่องซะงั้น? )

“ อ้อ..ใช่ กันเจอมันก่อนแล้ว มันถูกวางอยู่บนโต๊ะไว้กับจดหมาย กันว่าเธอต้องเป็นนักเขียนนิยายรักแน่ ๆ เพราะเนื้อเรื่องที่ธอเขียนค่อนข้างดีเลยเทียวล่ะ ตัวเอกเป็นนักเดินทางจากต่างแดนแล้วได้มาพบรักกับหญิงสาวที่กรุงลอนดอน.. เวียร์เธอใช้ชื่อเรื่องว่า The Land of Love

“ น้ำเน่า..”

หมอวัตสันหัวเราะเสียงดังพลางยกแก้วโกโก้ร้อนขึ้นดื่ม

“ แต่กันชอบนะ นิสัยของตัวเอกคล้ายแกเลยโฮล์มส์ ”

“ ฉลาด ? ”

“ ประหลาด ”

เชอร์ล็อก โฮล์มส์ไม่มีอาการตอบโต้ใด ๆ เขาลุกขึ้นไปหยิบไวโอลีนสตราดิวาเรียสคันโปรดมาบรรเลงพลางทอดสายตามองไกลออกไปด้านนอกหน้าต่างอย่างยากจะคาดเดาอารมณ์

ท้วงทำนองอันแสนไพเราะอ่อนหวานบรรเลงอย่างยาวนานราวกับค่ำคืนนี้จะไม่มีวันจบลง..


[ Winyou ]

กรุงเทพมหานคร..

ฉันกลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย ในตอนนั้นฉันโผล่พ้นสายหมอกออกมายังบริเวณตรอกเดิมซึ่งฉันจำได้ว่าเป็นตรอกเดียวกับที่หนีคนร้ายเข้าไป แต่ระหว่างทางกลับบ้านฉันก็ไม่เจอคนร้ายคนนั้นอีกเลย

เป็นเวลากว่าสามชั่วโมงที่ฉันหายเข้าไปในโลกนิยาย เมื่อกลับมาถึงบ้านสิ่งแรกที่ฉันทำคือเอาข้าวให้เจ้านิลพลางนั่งขอโทษขอโพยมันยกใหญ่

“ ขอโทษนะนิล..คงหิวแย่ล่ะสิ ”

“ โฮ่ง ! ”

เจ้าหมาเห่าตอบก่อนจะก้องหน้าก้มตากินอาหารอย่างตะกละมูมมาม หลังจากนั้น ฉันขึ้นไปบนบ้านวางข้าวของลงเสร็จสรรพก็ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาด้วยความเหนื่อยล้าและอ่อนแรง แล้วก็พบว่าในกระเป๋ากางเกงข้างนึงนั้นมีถุงเงินที่ได้รับจากโฮล์มส์ติดกลับมาด้วย ข้างในนั้นเป็นเงินชิลลิ่งและเงินเพนนีของลอนดอนยุค 80 ซึ่งไม่รู้ว่าสมัยนี้เขายังใช้เงินนี้กันอยู่รึเปล่าแต่คิดว่าคงไม่แล้ว อาจถือได้ว่านี่เป็นสมบัติหายากในสมัยนี้เลยเชียว

“ ได้ของที่ระลึกมาอีกแล้ว..ขอบคุณนะคุณโฮล์มส์ ”

วันต่อมาฉันกลับไปเอาหนังสือและของที่ลืมไว้ที่ร้านเช่าหนังสือ และต้องกลับมาทางถนนเส้นเดิมเวลาเดิม แล้วฉันก็เจอผู้ชายคนเดิมใส่เสื้อเก่า ๆ กางเกงเก่า ๆ รองเท้า..เอ๋ ?

ผู้ชายคนนั้นหันมามองฉันแล้วเข็นจักรยานโบราณที่แบกปิ๊ปสองใบตรงมาทางที่ฉันยืนอยู่

ด้วยความตกใจฉันจึงวิ่งเข้าไปหลบในตรอก(อีกแล้ว)เพื่อหาที่หลบภัย

ชายคนดังกล่าวเดินตามหญิงสาวอย่างไม่ลดละ เขาเฉียดตัวเข้าไปในมุมมืดเพื่อมองหาเธอ แต่แล้วในตอนนั้นก็มีเงามือพุ่งมาจับที่เสื้อด้านหลังของเขา

“ เฮ้ย !! ” เขาสะดุ้งแล้วรีบหันไปดูพบว่าคนที่มาจับเสื้อเขาไว้เป็นผู้หญิงคนที่เขากำลังตามหาอยู่นั้นเอง

“ คุณ..ตามฉันมาทำไมหรอคะ เมื่อวานก็ตามทีนึงแล้วมีอะไรกับฉันรึเปล่า ? ”

“ อ..เอ่อ ผมแค่จะมาเตือนคุณว่าอย่ามาเดินแถวนี้คนเดียวเลยมันอันตราย พวกส่งยากันเยอะรีบกลับบ้านไปเถอะ..” อีกฝ่ายนั้นดูมีอาการพูดติด ๆ ขัด ๆ เล็กน้อย

ทางฝ่ายหญิงได้ยินดังนั้นก็เผลอยกมือขึ้นปิดปากขำเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ

“ ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วงฉันจะระวังตัว งั้นฉันไปนะคะ ตั้งใจทำงานเข้าล่ะคุณตำรวจ ”

“ ครับผม..ห..ห่ะ ?? ”

สาวน้อยเดินจากไปโดยทิ้งคำถามมากมายไว้กับตำรวจหนุ่ม เธอรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นตำรวจสายสืบปลอมตัวมา หรือว่าเขาทำอะไรผิดพลาดไปรึเปล่านะ ?


“ ฮะ ฮะ ตลกจัง ปลอมตัวยังไงทำไมใส่รองเท้าหนังขัดมัน.. แถมสมัยนี้มีใครเขาย้อมผ้าขายกันบ้าง..”

 

_บันทึกนักเขียน_

ความรักเหมือนกับการสืบสวนอยู่อย่างหนึ่ง คือ จำเป็นต้องใช้ตรรกะผสมผสานกับความรู้สึกเพื่อมองถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อันไม่ควรจะมองข้ามมันไป มีนักสืบคนหนึ่งเคยบอกเอาไว้ว่า ความรักนั้นจะทำให้การสืบสวนคลาดเคลื่อนไป แต่หารู้ไม่ว่าคำพูดคำนั้นของเขาทำให้เราได้รู้ว่า ถึงจะเป็นนักสืบเอง..ก็หวั่นไหวเช่นกันเมื่อประสบกับความรัก ’ แต่สำหรับผู้ชายคนหนึ่งแล้วมิตรภาพระหว่างสหายคนสนิทคงสำคัญกว่าอิสตรี..

ปราชญ์ตะวันออก


_ To Be Continued _

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

21 ความคิดเห็น

  1. #12 Deffy-Deefey (จากตอนที่ 6)
    12 ต.ค. 60 / 01:09 น.
    รอต่อนะคะ สนุกมากเลยค่ะ แอบประทับใจตรงฉากโฮล์มเล่นไวโอลินจังเลย แล้วดูการเดาพี่แกสิ....5555 อ่านถึง "ฉันว่า...บางทีเธออาจมาจากโลกอื่น" สะดุ้งเบาๆเลยค่ะ โอ้ยโฮล์ม ฉลาด..(หรือจะว่าประหลาด?)เกินไปแล้ว!
    #12
    0
  2. #11 TAMAsoHAPPY (จากตอนที่ 6)
    25 ก.ค. 60 / 15:28 น.
    เด็กหลงก็ยังเป็นเด็กหลงวันยังค่ำสินะคะ โธ่วี555555555
    #11
    1
    • #11-1 ถั่ ว ง อ ก (จากตอนที่ 6)
      25 ก.ค. 60 / 19:16 น.
      คราวนี้หลงยาวเลย (หลงจนได้กลับบ้าน)
      #11-1
  3. #10 คายะ เซเลน วาเลนเทีย (จากตอนที่ 6)
    23 ก.ค. 60 / 15:44 น.
    นางเอกเรานำความรู้ที่ได้จากเชอร์ล็อกมาใช้แล้วค่ะ ท่านผู้ชม 555
    ประทับใจมากที่พอเชอร์ล็อคอ่านจดหมายจบแล้วก็ไปเล่นไวโอลิน
    ปากเรียกเด็กหลง จริงๆก็ดูแลวีไม่น้อยเหมือนกัน 555
    #10
    1
    • #10-1 ถั่ ว ง อ ก (จากตอนที่ 6)
      24 ก.ค. 60 / 01:24 น.
      รีทประทบใจฉากเดียวกับไรท์เลย โฮล์มส์เล่นไวโอลีนให้ฟัง..คิดแล้วฟิน -w-
      #10-1