พิรุณราตรี

ตอนที่ 21 : บทที่10 : ความลับแตก [50%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,702
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 156 ครั้ง
    19 มิ.ย. 62

บทที่ 10

ความลับแตก



ทหารแคว้นเสิ่นหลั่งไหลเข้าเหยียบย่ำศูนย์บัญชาการทัพหาน บดขยี้จุดแข็งซึ่งบัดนี้กลับกลายเป็นจุดอ่อน เหลียงเฟิงหู่เพิ่งจะสะบัดรองแม่ทัพหูเกอหลุด ทันเห็นควันไฟพวยพุ่งเหนือแนวประตูค่าย หัวใจเขาก็หล่นไปกองที่ตาตุ่ม



น้องสาวของเขาอยู่ในนั้น นางอยู่ที่นั่นตามคำสั่งของเขา



นางตกอยู่ในวงล้อม สภาพรุกหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่สำเร็จ



ทหารหานส่วนใหญ่รวบรวมมาในระหว่างทาง ทหารใหม่ไร้สมรรถนะ วินัยหย่อนยาน สามวันตกปลา สองวันหว่านแห ก่อนหน้านี้รบชนะทัพเสิ่นก็เพราะมีกำลังคนมากกว่า เขาพยายามแก้ไขข้อบกพร่องข้างต้นแต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร



ทหารพวกนั้นอ่อนประสบการณ์กว่าทัพเสิ่น และเริ่มจะควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินไม่อยู่มือแล้ว



เสิ่นหยางหลงส่งกองทหารม้าเข้าตีโอบปีกข้าศึก พวกเขามีความคล่องตัวสูง สามารถเจาะแนวข้าศึกได้เต็มประสิทธิภาพ ชำนาญการตีโอบปีกขวามากกว่าโอบปีกซ้าย เพราะเมื่อควบม้ายิงธนู คนถนัดขวาจะใช้งานมือซ้ายถือคันธนู ส่งผลให้การยิงไปทางด้านขวานั้นลำบากหรือทำไม่ได้เลย



เขาต้องรีบบริหารเวลาก่อนที่อีกฝ่ายจะสรรหากลยุทธ์มาโต้ตอบกลับคืน กระหน่ำตะลุยโดยไม่หยุดพัก ส่งทหารราบที่มีโล่เป็นเกราะกำบังพุ่งเข้าชนแนวรบ ตั้งแถวระยะเคียงไหล่ชนไหล่ ดันกองทหารฝ่ายศัตรูให้ถอยหลังจนเสียสมดุล จับดาบโล่ก็ได้เปรียบ จับขวานโล่ก็ได้เปรียบ เรียกได้ว่าวางมาตรการเด็ดหัวอริอย่างเต็มอัตราศึก



โพยมานขุ่นมัวราวปวงเทพสำแดงความพิโรธ พสุธากว้างใหญ่ถูกย้อมด้วยหยาดเหงื่อเจือเนื้อหนัง สายลมพัดกระโชก หอบเม็ดทรายพร้อมเขม่าควันลอยลิ่วกลางบรรยากาศ บาดแผลฉีกขาดตามเนื้อตัวทิ้งรอยเลือดทุกฝีก้าวที่ย่างผ่าน หดหู่ เร่งเร้าความท้าทายและหมายมาดจะเอาชนะ



ความมืดมิดยึดครองท้องนภา สนามประลองความอยู่รอดเดือดพล่านขึ้นทุกลมหายใจ



ศึกครานี้เกินต้านทาน ค่ายบัญชาการกับกองสนับสนุนด้านเสบียงอาหารมีความสำคัญทัดเทียมกัน แต่เมื่อตรึกตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว ขาดเสบียงเท่ากับตาย แต่ขาดค่ายก็แค่ไร้แหล่งพักพิง สร้างใหม่เมื่อไรก็ย่อมได้



ทหารที่ประจำการอยู่ในค่ายคล้ายกับว่ากำลังถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลียงเฟิงหู่ไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น เพราะนอกจากห่วงน้องสาวแทบคลั่ง ทำเลการตั้งค่ายยังเอื้อประโยชน์ต่อทัพหาน เขาจะตัดใจทิ้งไปง่ายๆ ก็เสียดายเหลือแสน เขาเลือกที่จะสู้ไม่ถอย สลัดหูเกอหลุดไม่ทันไรก็เจอคนอื่นรับช่วงต่อ สาดซัดระลอกแล้วระลอกเล่า



ยามอสูรคลั่ง ทุกสิ่งจะราบเป็นหน้ากลอง



ลูกธนูพุ่งปักสะโพกกับช่วงขาหลังของม้าศึกที่กุนซือจิ้นเหอนั่งอยู่ ความเจ็บปวดสำแดงเดชช้ากว่าความแตกตื่น มันยกสองขาหน้าตะกุยอากาศ หวีดร้องเสียงแหลมลั่นทุ่ง



ม้าสติแตกวิ่งเตลิดฝ่าแนวข้าศึก เหลียงเสวี่ยเฟยพยายามดึงสายบังเหียนอย่างนุ่มนวล นางทิ้งน้ำหนักตัวไปเบื้องหลัง ผ่อนแรงดึงพอให้ม้ารู้สึกตัวว่ามันกำลังออกนอกลู่นอกทาง จนแล้วจนรอดมันก็ไม่ยอมวิ่งช้าลง พยศโอหังเกินกว่าจะเชื่อฟังมนุษย์



ท่าไม่ดีแล้ว



นางกลัวตกจึงหนีบโคนขาเข้าหาด้านข้างของมัน เหยียบโกลนเป็นที่มั่น รวบสายบังเหียนไว้ในมือโดยผ่อนสายตรงพอดี เอื้อมจับหัวอานชั่วคราว ทันใดนั้นก็รีบหมอบหลบคมหอกที่พุ่งใส่กบาลโดยไม่ให้สุ้มเสียง นางใจหายใจคว่ำ มองไปทางใดล้วนพบแต่ทหารแคว้นเสิ่น ทหารแคว้นหานบางตาเหลือประมาณ



ทหารฝ่ายนางอยู่อีกฝั่ง น้าวธนูและเกาทัณฑ์เตรียมเผด็จศึก แพ้ชนะมิรู้ รู้เพียงต้องสู้สุดชีวิต



ม้าของนางวิ่งสวนม้าเหงื่อโลหิต หางตาปะทะกับเรือนกายสูงกำยำในชุดเกราะเต็มยศ เนื่องจากรู้สึกคุ้นๆ คลับคล้ายคลับคลานางจึงหันขวับ ตราพญาราชสีห์ประจำตำแหน่งบุรุษผู้หนึ่งทำให้เหลียงเสวี่ยเฟยตกใจแทบสิ้นสติ นางเพิ่งจะขี่ม้าสวนกับจอมทัพผู้เป็นพระโอรสในเสิ่นจื่อถง เกรียงไกรและเก่งฉกาจมิน้อยหน้าไปกว่าขุนพลคนใดในแผ่นดิน



นางได้ยินเสียงตัวเองตะโกนก้องว่าลูกเป็ด หลุดปากเรียกขานเพราะเขาหน้าเหมือนบุรุษแขนห้อยอย่างกับแกะกันมา พิมพ์เดียวกันเลย



ดวงเนตรคมกล้าดุจนัยน์ตาพยัคฆ์ประกาศิตศักดาผู้ชนะ กลืนกินลมหายใจปรปักษ์ ปราศจากความกริ่งเกรง



จู่ๆ นางก็รู้สึกเจ็บแปลบ แผ่นดินและผืนฟ้าพลิกกลับด้าน องค์ชายใหญ่เสิ่นหยางหลงรูปงามปานใด นางก็จำต้องละสายตา ก้มลงสนใจที่มาของความเจ็บหน่วง



ศรเกาทัณฑ์พุ่งแหวกอากาศ มันเสียบทะลุเกราะหนาในพริบตา ปลายแหลมเจาะเข้าที่ชายโครงซ้ายและกล้ามเนื้อใต้ไหปลาร้าขวา เหลียงเสวี่ยเฟยสูญเสียการทรงตัวทันที มือที่จับบังเหียนหมดแรงฮวบ หวิดพลัดตกจากหลังม้าในขณะที่มันกำลังวิ่งห้อตะบึงไปอย่างคลุ้มคลั่ง



นางมองเห็นโลหิตของตนหยดรินเป็นสาย ความตายกำลังจะมาเยือน



โอย...พี่ม้าเจ้าใจเย็นๆ ข้าเจ็บเหมือนกัน หะ...หายใจไม่คล่องแล้ว



ม้าศึกวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวก็เริ่มชะลอความเร็ว มันเจียนขาดใจตายเฉกเช่นนาง นางตระหนักดีว่าต่อให้ต้องตายก็จะไม่ยอมลากหนานไหลงนรกไปด้วย ฟังดูบ้าและงี่เง่า แต่นางรักมันเหมือนน้องชายคนหนึ่ง คิดถึงวันวานที่ไร้ผู้ใดเคียงข้าง บนตักก็ยังมีหนานไหนอนซุกอยู่ มันไม่เคยทอดทิ้งนางเลยสักครั้ง



แค่ปิดเปลือกตาลงคราเดียว ม้าที่เจ็บหนักเป็นทุนเดิมก็หมดเรี่ยวแรง มันเอนวูบราวกับภาพช้า นางอาศัยจังหวะที่มันใกล้จะล้มถึงพื้นรีบดึงหนานไหออกจากถุงข้างอานม้า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหัน รวดเร็วไร้ซึ่งความปรานี รู้ตัวอีกทีนางก็นอนตะแคงคุดคู้ ศรเกาทัณฑ์แทงเข้าเนื้อลึกกว่าเก่า ฝุ่นควันฟุ้งตลบและการศึกยังดำเนินต่อไป



ท่านกุนซือ!!”



หนานไหนอนขดในอ้อมกอด นางเคลื่อนกายบังมันไว้จนมิด ทหารหานที่เหลือบมาเห็นเหตุการณ์กู่ตะโกนเรียกกุนซือจิ้นเหอดังเกรียวกราว นางปัดมือไล่พวกเขา พยายามถอยซุกม้าที่นอนหายใจรวยริน พื้นดินปรากฏรอยเลือดของนาง ทำให้นางตาพร่ามัว ชาดิกตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า



โง่งม! รนหาที่ตาย!”



ไอ้ตัวโง่งมนี่น่ะหรือกุนซือ แม่ทัพเสิ่นหยางหลงตวาดกร้าว ดวงตาลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ ไอ้กุนซือจิ้นเหอกำลังจะตายเพราะฝีมือพลเกาทัณฑ์ของทัพมันเอง มันคิดบ้าอะไรอยู่ถึงได้ขี่ม้าทะเล่อทะล่ามาขวางรัศมีการโจมตี เขาเขม็งมองด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ง้าวในอุ้งมือเงื้อสูงด้วยสัญชาตญาณของนักรบ



ร่างสูงใหญ่ฟาดง้าวลงมา ยั้งแทบไม่ทันเมื่อสังเกตเห็นหางแมวโผล่พ้นวงแขนของฝ่ายตรงข้าม ผนวกกับชุดเกราะลักษณะคุ้นหูคุ้นตาทำให้เขาลังเล เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่านั่นใช่กุนซือจิ้นเหอ หรือจะเป็นสตรีผู้ฟาดงูดับด้วยมือเปล่ากันแน่



เขาไม่มั่นใจ ลางสังหรณ์ร้องเตือนถี่ยิบ ภาวนาซ้ำๆ ว่าไม่จริง



เหลียงเสวี่ยเฟยกอดแมวไม่ยอมปล่อยห่างกาย แม้หันหลังให้ฟ้า หันหน้าให้ดิน นางก็รู้สึกชัดเจนว่ามีใครคนหนึ่งกำลังจ้องมองนางอยู่บนหลังม้า



เขาทอดเงาขนาดใหญ่ปกคลุมร่างนาง สร้างความกดดันมหาศาลด้วยการกระทุ้งของแข็งใส่กะโหลกศีรษะ ไม่แรงมากแต่เล่นเอานางเจ็บจี๊ดยันสันกราม วิงเวียนแกมมึนเบลอ นางไม่เหลือแรงจะลุกแล้ว



เย็นวันนั้น หากทราบว่าเขาคือองค์ชายใหญ่เสิ่นหยางหลงแห่งราชวงศ์เสิ่น และหยั่งรู้อนาคตว่าเขาคิดทรยศหมายจับนางไปเป็นเชลย นางจะแย่งแมวคืนแล้วฟาดเขาสลบด้วยท่อนไม้ ไม่สุงสิง ไม่ช่วยเหลือ ไม่หลงใหลในมัดกล้าม พูดมาแล้วก็เจ็บใจ นางก้าวพลาดเพราะการสำนึกบุญคุณเป็นเหตุ!



ไอ้กุนซือ น้องสาวเจ้าเคยช่วยชีวิตข้า ส่วนเจ้าข้าไม่ต้องการ! จงส่งนางมาให้ข้า แลกกับชีวิตของเจ้า!”



ไม่...เสิ่นหยางหลงเข้าใจผิด มันเป็นอุบัติเหตุ มิใช่เพราะนางต้องการช่วยชีวิตเขาซ้ำสอง



ข้อเสนอมัดมือชกของเขาทำให้นางโมโหปรี๊ด ครั้งนี้นางก็ไม่อยากช่วยเขาเหมือนกันนั่นแหละ ผู้ชายอะไรหลงตัวเองที่สุด! ยิ่งใกล้ตายนางก็ยิ่งโกรธจนหูอื้อ เข้าใจแล้วว่าเหตุใดรองแม่ทัพจางหยูจึงชมชอบการด่ากราด มันระบายอารมณ์ได้ดีกว่าวิธีใดนี่เอง



ร่างบอบบางทำปากเบ้ หน้ายับปานกระดาษเปียกถูกขยำ จู่ๆ ก็น้ำตาคลอเบ้า เมื่อมาถึงจุดสูงสุดของความอดทน ความอดกลั้นจึงปริแตก พื้นอารมณ์กระจัดกระจาย นางพร้อมจะร้องงอแงเหมือนเด็กน้อยที่กำลังหลงทาง อยากฟ้องพี่ อยากกลับบ้าน อยากนอนแล้ว



นางไม่ได้ตั้งใจสละเลือดเนื้อของตนเองเพื่อรักษาชีวิตของแม่ทัพใหญ่เสิ่นหยางหลง หรือก็คือบุรุษแขนห้อยผู้ใจเหี้ยมที่สุดในใต้หล้า



ก่อนที่สำนึกสุดท้ายของนางจะปลิวหาย ฝ่ามือปริศนาเอื้อมลงมากระชากนางลอยลิ่ว เจ็บแล้วเจ็บอีก ช้ำแล้วช้ำอีก ถ้าเกิดชีวิตนางเดินมาถึงทางตัน หมดสิ้นเรี่ยวแรงจะก้าวข้ามหรือทลายกำแพงเหล่านั้น นางก็ขอตะโกนบอกความจริงหน่อยเถอะ น่าเศร้าใจที่ไม่มีเสียงจะพูดแล้ว



ข้ามิได้อยากช่วยท่าน บัดซบนัก!




ไม่ไหว แต่ต้องไหว น้องไปต่อ!

ฝากเพจค่าา♥  เพชรพันปี / I am Bean

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 156 ครั้ง

748 ความคิดเห็น

  1. #640 TyPPKfk (@TyPPKfk) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 21:33
    ฟ้องพี่ซะ
    #640
    0
  2. #577 pattyfig (@pattyfig) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 17:11
    มาต่อออ มาต่อหน่อยค่าาา
    #577
    1