ข้าแค่อยากมีลูกสาว(ที่น่ารัก)สักคน

ตอนที่ 56 : อดีตที่ควรปล่อยมือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 797
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    16 พ.ย. 63

“ที่นี่คงต่างจากที่ที่เจ้าจากมามาก เล่าให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม โลกที่เจ้าจากมาน่ะ”

ข้าหันไปสบตาท่านย่า หากแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยตอบอันใด

 

“ข้าอยากรู้...ว่าต่างกับตอนที่ข้าจากมาอย่างไรบ้าง”

ต่อ

 

ถ้อยคำของท่านย่าดึงความสนใจข้าได้อย่างชะงัด เผลออ้าปากค้างพลางมองหน้าท่านอยู่ครู่ใหญ่

“ที่แท้...เป็นท่านนี่เองที่มาจากโลกเดียวกันกับข้า ท่านย่า”

จู่ ๆ น้ำใส ๆ ก็ผุดเอ่อออกมาคลอหน่วยตา จนภาพหญิงสูงวัยตรงหน้ากลายเป็นภาพเบลอ

 

มันเป็นอาการที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ จิตใต้สำนึกคนเรา ยามรู้สึกว่าอยู่แปลกที่แปลกทาง จะอย่างไร...ย่อมมองหาคนที่มาจากที่เดียวกันอยู่เสมอ

 

“ข้าหวังลึก ๆ เจ้าค่ะ” โพรงจมูกมีบางอย่างเหนียว ๆ ที่ทำให้ข้ารู้สึกหายใจลำบาก “ว่าในที่นี้ โลกแปลกใหม่แห่งนี้ โลกที่ข้าไม่ค่อยคุ้นเคยนี้” รูจมูกเล็ก ๆ พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนออกช้า ๆ ก่อนจะพูดประโยคถัดไป “...จะมีคนที่มาจากโลกเดียวกันกับข้าบ้าง”

 

ข้าเอามือล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ เพื่อเอาผ้าเช็ดหน้าผืนสวยที่ปักเป็นรูปกระบองเพชรออกมาเช็ดน้ำตาบนใบหน้าตัวเอง เมื่อรู้สึกว่าเรียบร้อยแล้ว ข้าเก็บมันเอาไว้ที่เดิม จากนั้นรีบเช็ดมือทั้งสองเข้ากับเสื้อผ้า แล้วต่อด้วยยื่นออกไปข้างหน้า

“ขอข้าจับมือท่านได้ไหมเจ้าคะ” พยายามควบคุมเสียงหวานของตัวเองไม่ให้สั่นเครือ เพราะรู้ตัวว่าอารมณ์อ่อนไหวยังคงไม่ได้จากไปแบบสนิท

 

“มาเถอะ”

เหมือนท่านย่าจะเข้าใจความรู้สึกเด็กน้อยหลงทางอย่างข้า นางไม่ได้ยื่นมือออกมาให้จับ แต่นางกลับอ้าแขนทั้งสองข้างของตนออก ทั้งยังมองมาที่ข้าด้วยสายตาที่สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยน มุมปากประดับรอยยิ้ม

ซึ่งนั่น...มันทำให้ข้าต่อมน้ำตาแตกขึ้นมาอีกรอบ

“ฮึก ๆ ขะ ข้ากลัวน้ำมูกจะเลอะท่านเจ้าค่ะ” ศีรษะส่ายไปมาขณะพูด

“เด็กคนนี้ คิดมากเกินไปแล้ว” นางถอนหายใจแบบปลง ๆ ก่อนจะเป็นฝ่ายเข้ามาสวมกอดข้าไว้เอง

“ฮึก ๆ”

“ปลดปล่อยมันออกมาเถอะนะ ชุดนี้ของข้าอย่างไรก็ต้องเปลี่ยน”

“ฮือ...ท่านย่า”

เขื่อนที่กักเก็บบ่อน้ำน้อย ๆ ไว้หลายแรมเดือน ถึงคราวแตกจนน้ำที่สั่งสมไว้ทะลัก ท่วมท้นไปทั้งหัวใจ

 

สองวันผ่านไป...

 

 

ใช่ที่ไหนล่ะ

ผ่านไปชั่วครู่ข้าก็ได้สติสตังกลับคืนมา ล้วงผ้าเช็ดหน้าผืนเดิมออกมาเช็ดหน้าเช็ดตาหลังจากข้ากับท่านย่าเป็นอิสระจากกันแล้ว เมื่อเช็ดทุกอย่างเรียบร้อย ครานี้ข้าเลือกที่จะวางผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นไว้บนแคร่ไม้ใกล้ตัวแทน

ไม่กล้าเก็บเข้าที่เดิมแล้วล่ะ มันเปื้อนอย่างอื่นด้วยนอกจากน้ำตา ก่อนวางลงบนแคร่ข้ายังล้วงเอาอีกผืนที่พกมาด้วยวางรองก่อน กลัวแคร่ท่านย่าจะเปื้อน

“เจ้าจำเป็นต้องคิดมากกับทุกเรื่องตลอดเลยหรืออย่างไร”

มือข้าชะงักค้าง ขณะดึงมุมหนึ่งของผ้าเช็ดหน้าผืนที่รองเพื่อคลุมผืนเลอะไว้ไม่ให้อุจาดตา

 

“ท่านหมายถึงเรื่องไหนกันเจ้าคะ”

“แสดงว่ายอมรับแล้วใช่หรือไม่ ว่าสมองน้อย ๆ ของเจ้า มีเรื่องให้กังวลเยอะแยะเสียเหลือเกิน”

ข้าเอ่ยยิ้ม ๆ ด้วยท่าทางเกรงอกเกรงใจ “เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ”

 

ผู้ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมามากกว่า ยิ้มน้อย ๆ “ไหนลองบอกข้าได้ไหม เหตุใดถึงวางผ้าเช็ดหน้าไว้อย่างนั้น”

“เอ๋ เรื่องนี้หรือเจ้าคะ” ดวงตาเบิกโพลงกว่าปกติเล็กน้อย

 

นางพยักหน้าให้ข้าเป็นการยืนยัน ว่าข้าไม่ได้ฟังสิ่งใดผิดไป

 

“เชิญท่านนั่งก่อนเจ้าค่ะ ไม่ใช่ว่าข้าจะอธิบายยาว แต่ข้ารู้สึกว่าข้ารบกวนท่านด้วยการให้ท่านยืนมาสักพักแล้ว” ข้าจูงมือนางให้นั่งลงอีกมุมหนึ่งของแคร่ที่ไกลจากมุมวางผ้าเช็ดหน้า จากนั้นทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ โดยเลือกมุมที่บดบังกองผ้านั่นไว้

“มี่เอ๋อร์ ข้าเรียกเจ้าเช่นนี้ได้หรือไม่”

“ได้แน่นอนเจ้าค่ะ ท่านจะเรียกข้าอย่างไรก็ได้”

หลังจากเอ่ยตอบท่านย่าไปแล้ว ท่านนิ่งเงียบอยู่สักครู่คล้ายกำลังตรึกตรองเรื่องอันใดอยู่

“ท่านย่าเจ้าคะ” ข้าจึงรีบเข้าเรื่องที่พูดค้างกันไว้ ”เรื่องผ้าเช็ดหน้า ข้าขอเรียนตามตรง ข้าแค่กลัวแคร่ท่านจะเลอะ ไม่ได้มีความนัยอันใดหรอกเจ้าค่ะ” และมีท่าทีร้อนใจขึ้นมา เมื่อนึกในอีกมุมว่า ”ข้าไม่ได้นึกรังเกียจแคร่ไม้ท่านนะเจ้าคะ! ได้โปรดอย่าเข้าจะ...”

“เรื่องนั้นข้ารู้ แต่เลอะแล้วอย่างไรล่ะ”

“เอ่อ...”

เลอะแล้วอย่างไรหรือ เลอะก็เปื้อน เป็นที่สกปรก น่ารังเกียจไงเจ้าคะ ข้าไม่อยากถูกรังเกียจเจ้าค่ะ

“ไม่ต้องคิดมากขนาดนั้นหรอก ชุดที่เปื้อนดินเปื้อนทรายเพราะทำสวนที่ข้าสวมใส่อยู่นี้ ไม่เลอะกว่าหรือ”

“คือ...ข้ามีความคิดที่ว่า ตัวเราไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน เลยเผลอเกรงใจอยู่บ่อยครั้งเจ้าค่ะ แหะ ๆ” ข้ายิ้มแห้งหลังตอบหมดเปลือก 

”ท่านย่าเจ้าคะ! ก่อนที่ข้าจะข้ามมาอยู่ที่นี่ ทั่วโลกกำลังมีการระบาดอย่างหนักของโรคที่ชื่อว่า 'Covid-19' ชื่อเต็ม ๆ ถ้าข้าจำไม่ผิด 'โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019' ละมั้ง เพราะการระบาดของมัน ทำให้การใช้ชีวิตลำบากกันถ้วนหน้าเลยเจ้าค่ะ คนติดเชื้อ คนเสียชีวิตเยอะมาก อัปเดตจำนวนผู้ติดเชื้อกันทุกวันเลยล่ะเจ้าค่ะ น่ากลัวมาก ๆ เราเอ่ยถึงเรื่องสิ่งนั้นบนผ้าเช็ดหน้า ข้าเลยนึกได้ว่ามีเรื่องนี้ที่เป็นเหตุการณ์สำคัญของโลก ใครไอหรือจามในที่สาธารณะนี่ โดนมองแรงเลยนะเจ้าคะ มันติดต่อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งง่ายมาก ผู้คนต่างระแวงกันและกัน ท่านเชื่อไหมเจ้าคะ บ้านเมืองที่เคยครึกครื้น พอโรคนี้ระบาด มันเงียบสุด ๆ เหมือนเมืองร้าง เกิดมาข้าเพิ่งเคยพบเจอสถานการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้การออกนอกบ้านจะน่ากลัวขนาดนี้ เหมือนในภาพยนตร์อะไรอย่างนั้นเลยเจ้าค่ะ!” เล่ายาวแทบลืมหายใจ “ขะ ข้าพูดมากเกินไปสินะเจ้าคะ” สีหน้าเหลอหลาบ่งบอกอารมณ์ของข้าได้เป็นอย่างดี

“ข้าถามเจ้าก่อน เจ้าเล่ามาก็ถูกแล้วนี่” ท่านย่าพูดไปยิ้มไป จากนั้นสีหน้าท่านก็เปลี่ยนไป “มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นด้วยสินะ”

“ท่านคงเป็นห่วงครอบครัวทางนั้นของท่านใช่ไหมเจ้าคะ”

“ไม่มีหรอก ชีวิตข้าไม่มีใครเหลือแล้ว พ่อข้าจากไปตั้งแต่ข้ายังเด็ก และข้ามาโผล่ที่นี่หลังจากเสร็จงานฌาปณกิจของแม่ได้เพียงอาทิตย์เดียวเท่านั้น อีกทั้งไม่มีญาติที่ไหนอีกด้วย” สายตาคนพูดมองเหม่อขึ้นไปยังผืนฟ้ากว้างใหญ่ ในแววตานั้นเป็นแววตาที่อ่านยากสำหรับข้า หากแต่ไม่ใช่ความเศร้าสร้อยแฝงอยู่แต่อย่างใด 

“ว่าแต่เจ้าเถอะ จากมาเช่นนี้ คงคิดถึงครอบครัวฝั่งโน้นน่าดู” สายตาเอื้อเอ็นดูทอดมองมาทางข้า

“คิดถึงเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่เคยรู้สึกเสียใจเลย...ที่ได้มาอยู่ที่นี่

 

“ชีวิตเก่า เจ้าคงจะลำบากมาไม่น้อยสินะ” มืออุ่นเลื่อนมากุมมือข้าไว้ “แต่ถึงอย่างไร เจ้าก็ได้ชีวิตใหม่นี่แล้วไม่ใช่หรือ ลดความรู้สึกลำบากในใจเจ้าหน่อย แล้วลองมองรอบ ๆ ตัวในยามนี้ดู แสงอาทิตย์ส่องมาทางเจ้าแล้ว ปล่อยให้ตัวเองมีความสุขบ้าง”

 

แสงอาทิตย์ส่องมาทางข้าแล้ว? คำพูดนี้มันช่าง...

 

คนคนหนึ่ง คนคนนั้น ซึ่งก็คือตัวข้านี้ ใช้ชีวิตเหมือนถูกความมืดหรือหลุมดำดูดกลืนเอาไว้ตลอด

ข้าไม่เคยหายใจได้เต็มปอดเลย กลัวว่าหากหายใจแรงเกินไป จะไปกระทบใครเข้าอีก

 

รู้สึกว่า...การมีอยู่ของข้านั้น ไม่ได้มีใครยินดีอย่างจริงใจเลย

 

“อันที่จริง เจ้าสามารถเปล่งประกายได้ด้วยตัวของเจ้าเอง แต่มันติดตรงนี้” นางชี้มายังตำแหน่งหัวใจของข้า “ลองปล่อยความเจ็บช้ำที่เคยได้รับออกไปจากใจเจ้าได้หรือไม่ ไม่ใช่สิ่งที่น่ายึดเหนี่ยวเลย อย่ารั้งสิ่งใดที่ทำให้เรารู้สึกแย่ไว้ มันเหนื่อยเปล่า”

“...”

“สิ่งแย่ ๆ คอยแต่ฉุดรั้งให้เราทำอะไรได้ไม่เต็มที่ เพราะมัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลัง ข้าคิดเช่นนี้นะ”

“พี่หมิง เขาเล่าเรื่องข้าให้ท่านย่าฟังหรือเจ้าคะ” เขาคงเล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตเก่าข้าให้ท่านย่าฟังสินะ คุ้น ๆ ว่าข้าจะเคยเล่าอะไรให้เขาฟัง

“เขาเป็นห่วง”

“ข้าเองก็สามารถเป็นคนที่ถูกรักได้ ใช่ไหมเจ้าคะ” เสียงแหบแห้งเอ่ยถามออกไปอย่างคนไม่มั่นใจในตัวเอง

“แน่นอน แต่ต้องเริ่มจากการรักตัวเองให้เป็นก่อน คนเราเมื่อรักตัวเอง ย่อมมองหาสิ่งที่ดีให้ตัวเองเสมอ”

“...” มันก็แน่ล่ะนะ ข้ากำลังคิดตามนาง

“แต่นั่นแหละ จะคว้าสิ่งที่ดีเป็นความสุขใจนั้นไว้ได้อย่างไร ในเมื่อสองมือเต็มไปด้วยความเศร้าหมองที่ไม่ยอมปล่อยมันไปสักที”

“หืม...” เดี๋ยวนะ เจ้าก้อนความทุกข์เนี่ย ไม่ได้มีใครแกล้งผูกติดไว้ แต่เป็นข้าที่ถือมันไว้เองหรอกหรือ

“ไหนลองกำมือแน่น ๆ ดู” มีแรงสะกิดเบา ๆ ที่หลังมือข้า “ทั้งสองข้าง แน่น ๆ” นางพูดย้ำเมื่อเห็นข้ากำมือเพียงข้างเดียว

“กำสองมือแล้วเจ้าค่ะ”

“แน่นขึ้นอีก”

ข้าเพิ่มแรง “แน่นสุด ๆ แล้วเจ้าค่ะ” น้ำเสียงสูงเป็นพิเศษ เนื่องจากกำลังพยายามกำอย่างสุดแรงจนตัวสั่นเทิ้ม

 

“เป็นอย่างไร เหนื่อยหรือไม่ ที่ต้องพยายามทำอะไรที่ไร้ประโยชน์”

คิ้วสวยเลิกขึ้นด้วยความสับสน “เอ๋...ไร้ประโยชน์หรือเจ้าคะ”

 

แล้วท่านย่าให้ข้าทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไรกันเจ้าคะ ข้าขออนุญาตงง

 

“ค่อย ๆ ปล่อยมือออก” แม้จะงง แต่ข้าทำตามอย่างว่าง่าย “ดี ดี อย่างนั้นล่ะ เป็นอย่างไร ยังรู้สึกเจ็บไหม”

“ยังเจ็บนิดหน่อยเจ้าค่ะ”

“เจ้าคิดดู ถ้าเจ้ากำแน่นอย่างเมื่อสักครู่ไว้ตลอด เจ้าจะเหนื่อยและเจ็บขนาดไหน”

 

“...ว้าว” ข้าครางออกมาอย่างตะลึง

 

ทำไมข้า ไม่เคยนึกถึงในมุมนี้กันนะ

 

บ้าที่สุด

 

“พูดให้เข้าใจง่าย ข้ากำอึมาไว้ในมือตัวเองตลอดเลย มันทั้งเหม็นและไม่น่าอภิรมย์ ข้าควรปล่อย แล้วไปคว้าดอกไม้สวย ๆ มาไว้ดอมดมยังดีเสียกว่า ประมาณนี้ ใช่หรือไม่เจ้าคะ” ข้าหันไปพูดหน้าซื่อ ๆ กับท่านย่า ผู้ที่กำลังแนะแนวการดำรงชีวิตแก่ข้า

นางหลุดยิ้มกว้างออกมาทันที จากนั้นเบี่ยงหน้าหนีข้าเล็กน้อย ไหล่นางสั่นเทิ้มนิด ๆ

 

กำลังขำอยู่สินะเจ้าคะ

“เจ้านี่นะ ยกตัวอย่างจนข้าน้ำตาเล็ด” ท่านย่าหันกลับมาพูดกับข้าด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ

“มันเข้าใจง่ายดีนี่เจ้าคะ แหะ ๆ”

“ก็ถูกของเจ้า สบายใจขึ้นบ้างไหม เลิกเอาเวลาที่เฝ้าถามกับตัวเองว่า ทำไมคนนั้นต้องทำอย่างนี้กับเรา คนนู้นถึงทำแบบนี้กับเรา ทำไมตัวเราต้องมาเจออะไรเช่นนี้ แล้วไปคิดถึงอนาคตที่เราอยากให้เป็นกันเถอะ อีกอย่าง คนเราน่ะมีคุณค่าในตัวเองเสมอ ห้ามดูถูกตัวเองเด็ดขาด เอาง่าย ๆ เจ้าเองก็มีดีพอที่จะทำให้หมิงเอ๋อร์ของข้า หมกมุ่นจนต้องแบกสังขารที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน ลอบไปพบหน้าเจ้าอยู่เนือง ๆ”

“ท่านย่า ท่านพูดปลอบใจคนเก่งมากเลยเจ้าค่ะ ท่านคงเรียนจบจิตวิทยามาใช่ไหมเจ้าคะ”

“เปล่าเลย ข้าเรียนจบแค่ประถมสี่ ข้าใช้ประสบการณ์ชีวิตของตัวเองนี่แหละแนะนำเจ้า”

 

“เรียนจบประถมสี่ เรียนจบประถมสี่” ข้าพึมพำคำนี้ด้วยความตงิดใจ จากนั้นโพล่งถามออกไปด้วยใจระทึก “ท่านอยู่ที่นี่มานานเท่าไหร่แล้วเจ้าคะ”

“ราวสี่สิบปีเห็นจะได้” คนถูกถามมีสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะตอบออกมาในที่สุด

“สี่สิบปี! นานพอสมควรเลยนะเจ้าคะ ท่านเก่งมาก ๆ เลยเจ้าค่ะ! ที่อยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ ข้าคิดว่า คนที่เกี่ยวข้องกับวังหลวงจะอายุสั้นกันทั้งหมดเสียอีก”

เดี๋ยวสิ “อ๊ะ ขอโทษเจ้าค่ะ ข้าพูดมากเกินไปอีกแล้ว” เกรงว่าหญิงสูงวัยตรงหน้าจะคิดว่าข้ากำลังแช่งนาง

 

“เจ้าคิดเช่นนั้นก็ไม่ผิด ข้าเองก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด” ประโยคหลังเจ้าตัวครางออกมาด้วยเสียงเบาหวิว

 

แต่ข้าได้ยินชัดเจน

 

สายตาท่านย่าทอดมองออกไปไกลแสนไกล คล้ายกำลังนึกถึงเรื่องราวบางอย่าง สายตาในตอนนี้อ่านยากพอ ๆ กับสายตาตอนที่ท่านพูดถึงครอบครัว ยากจนข้าเดาไม่ถูก รู้แค่ว่า...มันไม่เหมือนกัน

 

“อยากฟังไหม เรื่องราวในอดีตของข้าน่ะ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

81 ความคิดเห็น

  1. #80 lhunsal (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 / 18:45
    อยากด้วยๆ
    #80
    1
    • #80-1 wanchan p(จากตอนที่ 56)
      18 พฤศจิกายน 2563 / 08:54
      ขอเวลาให้ท่านยายระลึกความหลังสักครู่นะคะ เรื่องมันก็ผ่านมานานมาก😆
      #80-1
  2. #79 pook1819 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 / 22:36
    อยากเจ้าค่ะ
    #79
    1
    • #79-1 wanchan p(จากตอนที่ 56)
      16 พฤศจิกายน 2563 / 22:53

      ขอบคุณนะค้าาา มาไวมากก
      #79-1