ข้าแค่อยากมีลูกสาว(ที่น่ารัก)สักคน

ตอนที่ 29 : ดีดฉินเรียก...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,282
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 86 ครั้ง
    10 มิ.ย. 63

ผ่านไปแล้ว วันหยุด 3 วันของข้า ที่ให้ความรู้สึกเหมือนผ่านมาแล้วสามเดือน แต่ละวันมีเรื่องโน้นเรื่องนี้ เข้ามากระทบในสมองกลวง ๆ นี้เยอะเหลือเกิน

 

ยังดีที่เมื่อคืนท่านอ๋องไม่ได้แวะมากวนใจ ให้ข้ามีเรื่องคิดมากยิ่งขึ้นไปอีก ไม่รู้ว่าที่หายไปเพราะเว้นระยะให้ข้าตามที่ขอ หรือไม่พอใจ พานโกรธจนไม่อยากพบหน้ากัน

 

คืนนั้นหลังจากส่งข้าแถวหน้าจวน ข้าคิดว่าเขาหายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ที่ไหนได้เขาแอบสังเกตอยู่ไกล ๆ ว่าข้าอยู่จุดไหนของจวน กลางดึกในคืนนั้นข้ารู้สึกตัว ว่าเขาแอบเข้ามาในห้องข้า แต่ในเมื่อเขาไม่ได้แตะต้องแม้แต่ชายเสื้อ ข้าก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

การแอบเข้าห้องหญิงสาวคล้ายโจรเด็ดบุปผาที่เขาว่ากัน นี่มันเป็นสไตล์การใช้ชีวิตของคนระดับนั้นกันหรืออย่างไร กฎหมงกฎหมายที่นี่ช่วยอะไรใครได้บ้างล่ะนี่

 

หากว่าคืนนั้นเขาไม่เพียงแอบเข้ามาเฉย ๆ แต่ยังแอบลักหลับด้วย แล้วข้าตื่นขึ้นมาเอามีดสั้นที่มักติดไว้ใต้หมอนเสียบแทงเขาตาย ความผิดในครั้งนี้คงตกเป็นของข้าสินะหากใครรู้เข้า เขาเป็นท่านอ๋อง ข้ามันลูกพ่อค้าธรรมดา หึ ๆ สถานะนี้จะไปสู้ใครได้

 

 

หรือเป็นข้าเองที่อคติกับคำว่า ‘ท่านอ๋อง’ เกินไป

 

เบื่อความคิดเยอะของตัวเองจัง

 

“เฮ้อ...”

“เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะคุณหนู บ่าวทำผมให้ไม่ถูกใจหรือเจ้าคะ” มู่ชิงเอ่ยขึ้นอย่างคนร้อนตัว

“เปล่าเลย ไม่ใช่เรื่องนั้น มู่ชิง...ข้าว่าข้าได้ยินคำว่า ‘บ่าว’ ใช่ไหมนะ ใช่ไหมน้า” ข้าทำหน้าตึงคล้ายโกรธนาง จากนั้นหน้าตาเจ้าเล่ห์ก็เข้ามาแทนที่ แล้วหันตัวเข้าไปจี้เอวนางทันที มู่ชิงที่ไม่ได้ตั้งตัวถึงกับเซ หน้าตาเหลอหลา ข้าว่านางน่ารัก เป็นเด็กที่น่ารักน่าแกล้ง นางดูบ้าจี้มาก มีหรือจะอยู่เฉยให้ข้ากระทำ เมื่อข้ายังแกล้งไม่เลิก นางตัดสินใจเปิดประตูวิ่งหนีออกจากห้องทันที ข้าเองที่ยังสนุกก็วิ่งตาม

 

เรารู้ตัวกันอีกที ตอนวิ่งไล่กันมาจนถึงศาลาริมสระ และเห็นชายฉกรรจ์หลายท่านนั่งมองมาทางเราอยู่ก่อนแล้ว ด้วยสายตาที่หลากหลาย

 

 

ทำให้ข้ากับมู่ชิงต้องหยุดกิจกรรมหรรษาลงอย่างฉับพลัน แม้ว่าตลอดทางที่เราวิ่งมาไม่ได้กรีดร้องส่งเสียงข่มเหงประสาทหูใคร แต่เมื่อมีคนมองดูอยู่อย่างนี้ ใครจะไปเล่นต่อลงกัน

 

เมื่อความรู้สึกสนุกจากไปแล้ว ข้าเดินเข้าไปที่ศาลา

 

“มานั่งรวมตัวทำอะไรกันตรงนี้เจ้าคะ” ก้มหัวลงนิดหน่อยเพื่อทำความเคารพพอเป็นพิธี จากนั้นถามออกไปอย่างไม่รั้งรอ ด้วยน้ำเสียงที่ยังคงรักษามารยาทไว้อย่างดี

 

“ชมดอกเหลียนฮวา”

“หือ...” คำตอบของพี่รองส่งผลให้ข้าเลิกคิ้วข้างหนึ่ง พร้อมยิ้มตลกที่แสดงออกว่าไม่มีทางเชื่อคำพูดของเขาเด็ดขาด สีหน้าข้าตอนนี้คงหาความสวยไม่เจอ ข้าติดนิสัยแสดงออกทางสีหน้าน่ะ หน้าตลก ๆ งานถนัดข้าล่ะ

 

“เอ่อ...พวกข้าเพียงอยากมานั่งให้กำลังใจเจ้าตอนฝึกฉินน่ะ หวังว่าคุณชายหวังจะไม่ถือสา” พี่ใหญ่พูดขึ้นมาอย่างเอาใจข้า จากนั้นหันไปกล่าวต่อกับคุณชายหวัง

 

 

ถ้ามีเพียงพี่ใหญ่กับพี่รอง ข้าคิดว่า พี่ชายทั้งสองของข้าคงอยากติดตามการเรียนการสอนของข้า ว่าเก่งขนาดไหนแล้ว แม้ว่าจะตะขิดตะขวงใจ ว่าพวกเขาจะอยากรู้ไปเพื่ออันใดก็เถอะ แต่ยังถือว่า พอเข้าใจได้

 

 

แต่คุณชายเหวินหรงกับท่านหมอ สองท่านนี้เกี่ยวอะไรด้วย

 

มาทำไม? พวกคุณได้อะไรจากแคมเปญนี้คะ

 

 

แล้วอย่างนี้ข้าจะมีสมาธิหรือ?

 

ไม่ได้รู้สึกขวยเขินเพราะผู้ชายมองหรอก แค่รู้สึกอึดอัดน่ะ

 

ผู้ชายสี่คนมานั่งจ้อง โดยที่ข้าไม่ได้เตรียมใจมาก่อน จะขยับนิ้วออกไหมนี่

 

เฮ้อ...เอาก็เอา

 

 

“มาเริ่มกันเถอะเจ้าค่ะ” ข้าพูดพร้อมเดินเข้าไปนั่งลงใกล้คุณชายหวัง

 

เมื่อมีคนจ้องมอง และข้าไม่ได้จับฉิน หรือก็คือพิณ 7 สายคันนี้เลย ตลอดสามวันที่ผ่านมา ทำให้ข้าเกิดอาการประหม่านิดหน่อย เมื่อวานข้าเพียงเอามันมาตั้ง ทำท่าจะฝึก แต่สุดไม่ได้แตะนิ้วลงสายสักนิด จะถือว่าฝึกก็ไม่ได้

 

สงสารก็แต่คุณชายหวังที่เหมือนจะต้องเริ่มใหม่ให้ข้านี่แหละ

 

“นิ้วนี้วางผิดแล้ว” คุณชายหวังเอื้อมมือมาจัดวางนิ้วให้ข้า

“ขอบคุณเจ้าค่ะ”

 

 

 

ดีดไปได้สักพัก เป็นข้าที่รู้ตัวเองว่า หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป วันนี้คุณชายหวังเสียเวลาเปล่าแน่ ๆ

 

ข้าว่า ข้าไม่ไหว

 

 

“เอ่อ...พวกท่านไปหาอย่างอื่นทำไม่ได้หรือเจ้าคะ นั่งมองกันแบบนี้ข้าเกร็งจะแย่”

 

สายตาแกมขอร้องนี้ถูกส่งไปให้คุณชายทั้งสี่ ที่นั่งเป็นแขกสำหรับการฝึกของข้า

 

 

และเป็นพี่ใหญ่ที่เข้าใจข้าเสมอ

“นั่นน่ะสิ มี่เอ๋อร์คงไม่สมาธิสินะ ไปที่อื่นกันเถอะ”

ถึงจะเพิ่งมาเข้าใจตอนข้าเหงื่อแตกไปแล้วหลายรอบก็เถอะ

 

 

“ขอบคุณพวกท่านที่เข้าใจเจ้าค่ะ” ข้ารีบพูดกดดันอีกที

 

 

 

เมื่อทุกคนจากไปแล้ว กลับมีคำพูดจากคุณชายหวังเรียกเหงื่อข้ากลับมาอีกรอบ

 

“พวกเขาตามเกี้ยวเจ้าอยู่หรือ”

 

“เอ๊ะ! ใช่ที่ไหนล่ะเจ้าคะ ท่านเอาอะไรมาพูดเนี่ย” เหงื่อตกเพราะงงว่าเหตุใดเขาเข้าใจอย่างนั้นได้อย่างไรนี่แหละ พวกเขาในที่นี้คงจะหมายถึงท่านหมอกับคุณชายเหวินหรงสินะ พี่ใหญ่กับพี่รองเป็นพี่ชายข้านี่ คงไม่ได้หมายถึงสองคนนี้แน่นอน

 

“ไม่ใช่หรอกหรือ” เขาพึมพำออกมา เหมือนมีอะไรจะพูดต่อ แต่สุดท้ายก็ไม่พูด

 

“พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ข้าขอนอกเรื่องอีกนิดได้ไหมเจ้าคะ ข้าสงสัยว่า แล้วคุณชายหวังล่ะเจ้าคะ ท่านไม่หวั่นไหวให้ข้าบ้างหรือ เราค่อนข้างใกล้ชิดกันนะเจ้าคะ” มีเพียงความเงียบอย่างกับเป่าสากเป็นคำตอบให้ข้า

“อ๋อ! หรือว่า ท่านคงมีภรรยาอยู่แล้ว เหตุใดข้าลืมนึกเรื่องนี้ไปได้นะ โธ่...ท่านรู้ไหม ท่านทำให้ข้ารู้สึกว่าข้าไม่งามเอาซะเลย เหล่าคุณชายถึงไม่สนใจ ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าขอโทษจริง ๆ นะเจ้าคะ วันนั้นหากข้ารู้ว่าท่านมีภรรยาแล้ว ข้าคงไม่...เอ่อ อภัยให้ข้าด้วยเถอะเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะสร้างความร้าวฉานให้ครอบครัวท่านแต่อย่างใด ไม่คิดจะเป็นดะ...ดอกซิ่งที่ยื่นเข้าไปในรั้วจวนท่านเลยนะเจ้าคะ”

เริ่มแรกก็ข้าก็ถามอย่างสงสัย เพราะค้างคาใจมาตลอด แต่เมื่อนึกได้ว่ามีอีกประเด็นหนึ่งที่ข้าลืมนึกถึงไป เลยห้ามปฏิกิริยาเบิกตาโตกว้าง ทำหน้าตาเหลอหลาพร้อมการอธิบายที่แอบตะกุกตะกักไม่ได้เลย

 

ข้าเกือบได้ปีนต้นงิ้วแล้วไหมล่ะ

 

 

“ไร้สาระ วางนิ้วตามข้าแล้วลองดีดอีกที” เขาพูดออกมาคิ้วขมวด และไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม

 

 

ยังฉลาดและมีไหวพริบเหมือนเดิมเลยนะข้านี่

 

‘เก่งมาก’ ข้ายิ้มอย่างภาคภูมิใจ

 

 

 

จากนั้นหันกลับไปตั้งใจฝึกดีดฉินอย่างจริงจัง

 

 

พอไม่มีใครมาคอยจ้องมอง ง่ายเลยนะเนี่ย

 

 

เก่งเมื่อไหร่ ข้าจะเอาไปดีดจีบผู้ ฮ่า ๆ

 

ปล.ขอเวลาทำใจสักพักก่อนนะ

 

 

ให้ข้าทำใจให้ได้ก่อนเถอะ เจอกัน!
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 86 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

81 ความคิดเห็น