ข้าแค่อยากมีลูกสาว(ที่น่ารัก)สักคน

ตอนที่ 22 : เดินเท้า...ไปตลาด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,036
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 144 ครั้ง
    4 มิ.ย. 63

‘ข้าได้คำตอบแล้วล่ะ’

วันนั้นที่ข้าแอบหนีออกจากจวนเพื่อไปเที่ยว เหตุใดเดินอย่างไรไม่ถึงตลาดที่เคยไปสักที

เป็นข้าที่เดินออกจากจวน แล้วเลี้ยวผิดทาง ตลาดต้องไปทางขวา ไม่ใช่ซ้าย

 

 

‘ตลาด’ ที่นี่มีการแบ่งแยกสัดส่วนชัดเจน ส่วนไหนเป็นตลาดของสด ส่วนไหนไม่ใช่ของสด

 

ส่วนที่ไม่ใช่ของสด เช่น เสื้อผ้า ของใช้ เครื่องประดับ เป็นต้น จะอยู่ใกล้ ๆ โรงหมอ โรงน้ำชา โรงเตี๊ยม

ส่วนที่เป็นของสด แยกออกไปอยู่จุดหนึ่งที่ไกลออกไปอีกหน่อย

เหล่านี้คือข้อมูลที่ข้าพอจะประมวลได้

 

ครั้งแรกที่ได้ออกมาตลาดกับรถม้า ข้าไม่ได้ดูทางเลย นั่งอยู่แต่ข้างใน

 

ต้องมั่นหน้าขนาดไหน วันนั้นถึงกล้าออกมาเอง ทั้งที่ไม่รู้ทาง

แต่คงจะไม่มีอีกต่อไปแล้ว หนีออกไปคนเดียวน่ะ พามู่ชิงออกไปด้วยรู้สึกปลอดภัยกว่าเยอะ

 

 

เมื่อเดินถึงเขตย่านการค้า อย่างที่ข้าชอบเรียก...

“ได้ยินว่าหมอเทวดากลับมาที่เมืองเราแล้ว”

“ใช่ ๆ ข้าก็ได้ยินมาอย่างนั้น”

“ลูกชายข้าป่วยมานานแล้ว ข้าหวังจะให้เขารักษาให้”

“เจ้านี่ ไม่รู้อะไร”

“รู้อะไรของเจ้า”

“ก็ท่านหมอเทวดาน่ะ ไม่ใช่จะรักษาให้ใครง่าย ๆ”

“จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร”

“นั่นสิเป็นหมอแท้ ๆ จะมาเลือกคนไข้ได้อย่างไร”

“เจ้าก็พูดไป ไม่เช่นนั้นจะเรียกว่าหมอเทวดาได้อย่างไรเล่า”

“หึ เลือกรักษาอย่างนี้ จะเก่งสักแค่ไหนเชียว”

“ก็ต้องเก่งสิ เจ้านี่โง่หรืออย่างไร เลือกรักษาคนมั่งคั่ง ก็จะได้มั่งคั่งไปด้วยไง”

“อะไรของเจ้าอีก”

“ข้าหมายถึงท่านหมอน่าจะเก่งจริง เลยเลือกรักษาแต่คนร่ำรวย เจ้าลองคิดดูสิ ถ้าท่านไปรักษาให้คนตระกูลมีอันจะกิน รักษาสำเร็จ ท่านก็คงจะได้เบี้ยรางวัลไม่น้อย จะมารักษาพวกเราเอาเบี้ยน้อย ๆ ไปทำไมล่ะ”

“หืม หากเป็นจริงดั่งที่เจ้าว่า ท่านหมอคนนี้ ข้าคงต้องมองท่านใหม่”

“แต่ข้าก็แค่พูด ๆ ไป ลองสมมติไปเท่านั้นนะ ท่านอาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้”

 

 

 

หึ! จะที่ไหนก็มีอะไรอย่างนี้เสมอ เลี่ยงไม่ได้จริง ๆ

ขี้ปากชาวบ้าน

คุณหมอเทวดาท่านนั้น แท้จริงเป็นเช่นไรไม่มีใครรู้

แต่คนกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่คงมองท่านว่าดีเต็มร้อยไม่ได้แล้ว

คุณพี่คนนั้นช่างเก่ง พูดให้คนเกลียดกันเองได้ โดยไม่ต้องพบหน้าสักนิด

 

 

ข้า...เคยอยู่ในตำแหน่งเดียวกับคุณหมอเทวดาท่านนี้

ไม่ได้หมายถึง ข้า...เป็นหมอเทวดานะ อย่าเข้าใจผิด

หมายถึงข้าน่ะ เคยเป็นขี้ปากชาวบ้านเช่นกัน แต่ในโลกโน้นนะ

 

เป็นขี้ปากคนน่ะ ข้าไม่เคยกลัว

 

แต่ที่ข้าเจอมาคือ คนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นคนใกล้ตัวนี่เอง

มักจะพูดถึงกันอย่างสนุกปากว่า ข้าที่ตอนนั้นไปเรียนอยู่มหาวิทยาลัยไกลบ้าน ไม่ค่อยกลับมาบ้าน ไม่ค่อยกลับมาหาคุณย่าเลย สงสัยคงลืมคุณย่าไปแล้ว อกตัญญูจริง ๆ ทำไมเป็นอย่างนี้ไปได้ คุณย่าเลี้ยงมาแท้ ๆ

 

หากนี่เป็นคำพูด ที่พูดเอาสนุกกันเอง ข้าจะไม่รู้สึกอะไร ไม่โกรธสักนิด

 

แต่พวกเขา...กลับไปพูดเรื่องพวกนี้กับคุณย่า สุมไฟใส่คุณย่าที่แสนเปราะบางทางความรู้สึก

โดยไม่นึกถึงคนรับฟังเลย ข้าได้แต่ห่วงว่า คุณย่าจะเป็นอย่างไร จะเศร้า เสียใจไหม

 

นึกเป็นห่วงท่าน อาศัยอยู่คนเดียวก็เหงาจะแย่แล้ว ยิ่งมาเจอคำพูดที่คอยสุมอกเหล่านี้อีก จะเป็นอย่างไร

 

ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ข้าไม่อยากกลับ ไม่ใช่ข้าไม่คิดถึง แต่เพราะเรื่องเงินต่างหาก ค่าใช้จ่ายของข้าในการเล่าเรียน ทั้งพ่อและแม่ช่วยกันดูแลก็จริง แต่พวกท่านก็ดูแลเท่าที่จำเป็น

และข้า...ไม่ใช่คนที่ชอบร้องขอ พวกท่านให้เท่าไหน ข้าก็รับไว้เท่านั้น ไม่มีการขอเพิ่ม

ในแต่ละเดือน เงินที่ได้มามันเสมอตัว เสมอค่าใช้จ่ายมาก

 

การกลับบ้านไปหาคุณย่า ค่าใช้จ่ายในการเดินทางร่วมพัน ในตอนนั้นข้าไม่มีจริง ๆ

ช่วงวันหยุดเทศกาล จึงได้แต่อยู่ห้องพักคนเดียว ไม่ได้กลับบ้าน ไม่ได้เที่ยว ไม่ได้ไปใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานจนลืมคุณย่าอย่างที่ชอบพูดกันเลย

 

บ่อยครั้ง แม่คิดถึง แม่จะโอนเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาให้เพื่อไปหาท่านในช่วงวันหยุดเทศกาล ข้าก็ไป แต่หากทุกเทศกาลข้าไปหาแต่แม่ ก็กังวลว่า หากคุณย่ารู้ ท่านอาจจะน้อยใจเอาได้ จึงได้แต่อดทน

บางครั้ง ข้าร้องขอค่าเดินทางจากแม่ เพื่อไปหาคุณย่า แต่มันน้อยมาก เพราะข้าเองก็เป็นห่วงความรู้สึกแม่ไม่น้อย

 

หากใครจะว่า ทำไมไม่ทำงานพิเศษเก็บเงินบ้างล่ะ ยอมรับด้วยความซื่อที่ข้ามีเลย

คน ๆ นี้น่ะ โตมากับความเหงา อีกทั้งการเลี้ยงดูที่สอนให้กลัวทุกสิ่งจากโลกภายนอกโดยคุณย่า ไม่ได้ถูกสอนวิชาเอาตัวรอดใด ๆ ให้เลย

ข้าอ่อนแอมาก...แค่ข้ามถนนยังทำไม่ค่อยได้เลยในตอนนั้น

มองย้อนไป ยังนึกรำคาญตัวเองเลย อะไรจะขนาดนั้น

ทำไมนะ...ทำไมไม่ลองทำอะไรให้เต็มที่กว่านี้

 

 

“คุณหนู...”

“ว่าอย่างไร...”

“ร้องไห้เพราะเหตุใดกันเจ้าคะ”

“ขะ ข้า...!” ร้องไห้อยู่หรือ ทดสอบด้วยการเอามือปาดไปหนึ่งครั้ง

น้ำตามาตอนไหนกัน ตลกจริง ๆ ตลกร้ายจริง ๆ ชีวิตข้าน่ะ

 

“คุณหนู...”

“ข้าไม่ได้เป็นอะไร ขอบใจเจ้านะ”

มู่ชิงนางปลอบข้าด้วยการลูบหลังเบา ๆ มาสักพักแล้ว ข้าสัมผัสได้ นางห่วงข้าเสมอ

 

“เอ๋...นี่ข้านั่งท่านี้มาตั้งนานเลยหรือมู่ชิง”

“เจ้าค่ะ” นางพยักหน้าจริงจัง

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ไยเจ้าไม่เตือนข้า คนงามที่ไหนจะมานั่งท่านี้กันล่ะ”

ข้าพูดพร้อมลุกขึ้นยืน ทั้งยังส่ายหน้าไปมาแบบรับไม่ไหว ทำไมข้ากล้า กล้านั่งยองกอดเข่าตัวเอง ท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่อยู่ภายในตลาดเช่นนี้ แม้จะไม่ใช่กลางถนนก็เถอะ

“โธ่...คุณหนู” เมื่อเห็นข้ายิ้ม มู่ชิงก็พลอยยิ้มไปด้วย สงสัยคลายความห่วงได้บ้างแล้ว

“โธ่...มู่ชิง เจ้านั่นแหละ คุณชายจวนไหนเห็นข้าเข้า วิ่งหนีกันพอดี ฮ่า ๆ”

 

นี่ข้าหยุดฟังเรื่องชาวบ้าน และเหม่อไปเองตั้งนาน

 

ขี้เผือกเหมือนกันนะข้านี่

 

 

“รีบไปที่โรงเตี๊ยมกันก่อนเถอะเจ้าค่ะ ฮูหยินคงเป็นห่วงแย่แล้ว”

“เอ๊ะ! จริงด้วย ข้าลืมไปเสียสนิท”

 

ข้าขอท่านพ่อท่านแม่ เดินเท้าจากจวนไปตลาดเองโดยไม่ใช้รถม้า พวกท่านถามว่าเพราะเหตุใด ไยถึงจะเดินให้ตัวเองลำบาก เลยเล่าเหตุการณ์วันนั้นให้ฟัง วันที่ข้าต้องการบะหมี่กับน้ำซุปร้อน ๆ พวกท่านเลยเข้าใจข้า

 

ข้ารู้ว่าพวกท่านพยายามเข้าใจข้า พยายามเข้าใจหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับตัวข้าคนนี้ พวกท่านช่างน่ารัก

 

 

แต่ข้าเองก็เป็นห่วงท่านแม่ หากให้ออกจากจวนเวลาเดียวกับข้า แล้วต้องนั่งไปบนรถม้าคนเดียว ข้าจึงเสนอว่า ให้ท่านแม่ออกจากจวนไปพร้อมท่านพ่อและพี่ใหญ่เลยจะดีกว่า

 

และล่วงเลยมาถึงยามนี้ ทุกคนคงเป็นห่วงข้าอยู่แน่ ๆ

 

 

วิ่งสิเอ๋ วิ่ง!!
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 144 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

81 ความคิดเห็น