หน้ากากเพชร (Re-UP)

ตอนที่ 9 : บทที่ 8 การกลับมาของ 'ตัวจริง'

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 575
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    27 ก.ค. 61

      อากาศยานร่อนลงสู่พื้นโดยสวัสดิภาพ ไม่นานนักผู้โดยสารขาเข้าจึงทยอยออกจากเครื่องบิน สีหน้ามีความสุขกับการกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน เสียงประกาศจากสายการบินดังขึ้นเป็นการขอบคุณผู้ร่วมเดินทาง

      ร่างสมส่วนของหญิงสาวลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ตามคนอื่นๆมาอย่างคล่องแคล่ว หล่อนสวมเสื้อสีอ่อนและกางเกงขายาวทะมัดทะแมง การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างว่องไว มั่นใจในตัวเอง เส้นผมสีน้ำตาลเข้มยาวขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าส่งให้ใบหน้าสวยแลดูหวานรับกับดวงตาสีเข้มเป็นประกาย

      หลังจากบินไปศึกษาต่อที่ออสเตรเลียได้สองปี หล่อนก็ตัดสินใจบินกลับไทย ไม่ทำงานที่ออสเตรเลียต่ออย่างที่เพื่อนหลายคนชวน ส่วนหนึ่งเพราะมีบริษัทชื่อดังจองตัวไว้แล้ว อีกส่วนเพราะมีคนรักรออยู่ที่นี่

      ไม่มีที่ไหนอบอุ่นใจเหมือนเมืองไทยหรอก

      โปรแกรมเมอร์สาวดีกรีเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยชื่อดังบอกตัวเองเช่นนั้น

      อันที่จริง เพชรตะวันควรมี ใครบางคนมารอรับหล่อนที่สนามบินอย่างที่ตกลงกันไว้ก่อนไป ว่าเขาอยากเป็นคนแรกที่หล่อนเห็นหน้าเมื่อมาถึง ทว่าก่อนหน้าเพียงไม่กี่สัปดาห์ คนรักของหล่อนก็ส่งอีเมลล์มาบอกว่าติดธุระด่วน ไม่สามารถมารับได้ ซึ่งหล่อนไม่ติดใจอะไร เพราะรู้ดีว่าธนาเองก็งานยุ่ง หล่อนไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยอยู่แล้ว ขอเพียงมีเหตุผล เพชรตะวันก็รับฟัง

      แต่ความเป็นผู้หญิงในตัว ทำให้อดหวังไม่ได้ว่าธนาคงทำงานหนักเพื่ออนาคตของ เรา

      มาถึงนอกอาคารผู้โดยสารขาเข้า หญิงสาวเรียกแท็กซี่ตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังห้องพักเดิมที่เคยอาศัยอยู่ โชคดีของเพชรตะวันที่เป็นคนขยัน จึงสามารถซื้อคอนโดราคาแพงและรถยนต์ได้ตั้งแต่อายุยี่สิบห้า ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เพชรตะวันหาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ไม่เคยเอ่ยปากขอใคร นิสัยส่วนนี้หล่อนได้รับถ่ายทอดจากบิดาผู้ล่วงลับมาทุกกระเบียดนิ้ว

      สมัยก่อน เพชรตะวันอาศัยอยู่ในครอบครัวกงสีขนาดใหญ่ มีบิดาของหล่อนพศุฒม์ เปรียบเสมือนเสาหลักของบ้าน เนื่องจากอากงหรือบิดาของพศุฒม์เสียชีวิตไปนานแล้ว พศุฒม์จึงเริ่มทำงานด้วยตัวเองตั้งแต่ยังหนุ่ม ตัวเขาเองเพราะหย่าร้างกับแม่แต่เด็กจึงเลี้ยงเพชรตะวันมาเพียงลำพัง เขาเป็นคนพูดน้อย ไม่ค่อยบ่นอะไรมากหรือเล่นหัวกับลูกสาวเหมือนพ่อคนอื่น สิ่งที่พศุฒม์เก่งคือการสอนและสั่ง เมื่อเพชรตะวันทำพลาด พ่อไม่เคยลงมือทุบตีหรือทำร้าย เพียงแค่บอกหล่อนเฉยๆเท่านั้น

      ครอบครัวหล่อนยังมีพี่น้องของบิดาอีกสองคน คนแรกคือสุชาติอาเจ็กคนรอง ป่วยกระเสาะกระแสะ แม้ไม่ขยันทำมาหากิน หรือเก่งเท่าพี่ชาย แต่สุชาติเป็นคนซื่อ ไม่คิดละโมบโลภมากอยากได้ของใคร

      ส่วนอีกคนน่ะหรือ?

      เพชรตะวันไม่อยากนึก แม่น้องสาวคนเล็กของบิดาเป็นไม้เบื่อไม้เมากับหล่อน ภารวีแต่งงานไปแล้ว ย้ายออกไปอยู่กับสามีเมื่อลูกสาวอายุราวเจ็ดแปดขวบได้ แต่ยังหน้าด้านหน้าทนมาขอเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆจากพี่ชายอยู่ อ้างว่าเงินไม่มีบ้างล่ะ ค้าขายไม่ดีบ้างล่ะ หล่อนมีลูกสาวหนึ่งคนคือพนิดาที่ ฟัด กับเพชรตะวันมาตั้งแต่เด็ก ญาติรายนี้เป็นคนปากหวานก้นเปรี้ยว ต่อหน้าพี่ชายและอาม่า หล่อนพูดดีเพราะรู้ว่ามีผลประโยชน์รออยู่ แต่ลับหลังกลับตรงข้ามกัน

      ช่วงเศรษฐกิจทรุดโทรม บิดาหล่อนทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินจุนเจือครอบครัวและพยุงกิจการของบ้านไว้ เพชรตะวันเองก็หัวหมุน ทั้งที่หล่อนเป็นแค่นักเรียนมัธยมปลาย แต่ทุกวันหลังเลิกเรียนต้องกลับไปช่วยที่บ้านส่งของ คืนไหนคนงานขาด หล่อนก็ลงมาช่วยแพ็คสินค้าเตรียมส่ง หนำซ้ำการเรียนแผนวิทย์คณิตห้องคิงทำให้เด็กสาวมีภาระหนักมากขึ้น พศุฒม์ไม่เคยออกปากว่าสงสารลูก หรือไล่ให้ไปเข้านอน

      พ่อมักบอกหล่อนสั้นๆว่า

      ความเหนื่อยยากจะสร้างคนให้เป็นคน

      และหล่อนเชื่อเช่นนั้น จึงกัดฟันสู้ ช่วยเหลือบิดามาตลอด

      เมื่อเพชรตะวันสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยชื่อดังได้ พศุฒม์ก็ล้มป่วยด้วยโรคไวรัสตับอักเสบ ลูกสาวคนเดียวต้องถ่อไปกลับระหว่างบ้านและโรงพยาบาล ทิ้งสุชาติช่วยดูแลที่บ้าน หล่อนวิ่งวุ่นจนหัวหมุน ไม่มีเวลาแต่งองค์ทรงเครื่องเหมือนสาวๆคนอื่น ทั้งเหนื่อยและเครียด หลายครั้งที่เพชรตะวันแอบร้องไห้เมื่อหมอบอกหล่อนว่าพ่ออาการทรุดลง

      เข้าๆออกๆโรงพยาบาลอยู่หลายปี สุดท้ายพศุฒม์ก็จากไปด้วยวัยห้าสิบแปดปี ตอนนั้นเพชรตะวันอยู่ปีสาม หล่อนแทบล้มทั้งยืน ไม่มีน้ำตาให้ไหลอีกต่อไป

      พ่อไม่ชอบเห็นคนร้องไห้!

      เพชรน้ำเอกที่ผู้ล่วงลับภาคภูมิใจนักหนาปลอบตนเองเช่นนั้น ก่อนตายพศุฒม์สั่งเสียลูกสาวไว้อย่างไร เพชรตะวันก็ทำตามคำสั่งเสียนั้น หล่อนช่วยพ่อดูแลอาม่า ไม่เคยนึกน้อยใจที่พินัยกรรมก่อนตายของพศุฒม์ยกสมบัติทั้งหมดที่มีให้มารดา

      ใช่ทุกอย่าง!

      ทำเอาภารวีที่เคยนึกว่าจะไม่ได้อะไรเลย หันมาประจบมารดาผู้ชรามากขึ้น ด้วยความโลภว่าอาจใช้สิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมมารับอะไรไปบ้าง เพราะหลังจากพศุฒม์ตาย โรงงานปั๊มเหล็กที่เคยเป็นรายได้หลักก็เลิกกิจการ เครื่องจักรต่างๆถูกขายต่อในราคาไม่สูงมาก เพราะส่วนใหญ่เป็นเครื่องปั๊มเหล็กรุ่นโบราณทั้งสิ้น ส่วนที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงงานก็ขายให้บริษัทที่ขอซื้อต่อเพื่อสร้างอพาร์ตเมนท์

      เมื่อหล่อนเรียนจบได้ไม่ถึงหนึ่งเดือนดี ผู้เฒ่าของบ้านก็เสียชีวิต ผลปรากฏว่าคนจีนที่ถือนักหนาเรื่องพินัยกรรมกลับดัดหลังลูกสาวคนเล็ก

      ทุกอย่างกลับคืนสู่เพชรตะวันทั้งหมด!

      เล่นเอาญาติแสนดีร้อนอาสน์ เต้นเร่าๆเรียกทนายมาฟ้องขอแบ่งมรดก สุชาติเป็นคนเดียวที่ไม่พูดอะไรกับเรื่องนี้ เพราะรู้ดีว่าพี่ชายเป็นคนหามาทั้งหมด ตลอดมาที่พศุฒม์คอยช่วยเหลือก็นับว่าดีมากแล้ว แต่สุดท้าย เพชรตะวันก็แบ่งส่วนที่ได้รับให้พี่น้องของพ่อทุกคน ส่วนทรัพย์สินอื่นๆที่สุชาติเคยยกให้เป็นของอาม่า ได้แก่ที่ดินสามแปลง หล่อนแบ่งที่ดินกับตึกแถวที่มีค่าเช่าให้สุชาติส่งเสียลูกสาวฝาแฝด ตัดปัญหาวุ่นวายด้วยการแบ่งที่ดินผืนสวยกับเงินก้อนใหญ่ให้ภารวี ตัวหล่อนเองเหลืออะไรไม่มากนอกจากที่ดินแปลงเล็กๆแปลงเดียว

      แทนที่จะสำนึกในน้ำใจหลานสาวสาว ภารวีกลับเอาเพชรตะวันไปด่าลับหลัง

      ทำเป็นใจป้ำยกสมบัติพ่อแม่ให้คนอื่น น้ำหน้าอย่างมันเก่งสักแค่ไหนเชียว ฉันจะคอยดูว่าไปได้สักกี่น้ำ ตั่วเฮียมิใจนังลูกสาวคนนี้นักหนา เห็นแล้วอยากอ้วก แชแหมกันหมดทั้งบ้าน เฮอะเพชรตะวัน แค่ชื่อก็ไม่เข้ากับตัวมันแล้ว เข้มแข็มเหมือนเพชร สูงส่งดุจตะวัน มันจะเป็นตะวันหรือเป็นแค่หมาข้างถนนเดี๋ยวคงได้รู้กัน! จะว่าไปแล้วน่าเสียดาย ค่าหมอเฮียใหญ่หมดไปเป็นล้าน นึกว่าจะรอด ดันตายเสียได้ ถ้าไม่มีค่าหมอป่านนี้เงินงอกอีกไม่รู้เท่าไหร่

      โชคร้ายที่วันนั้นคนถูกด่าอารมณ์ไม่สู้ดีเท่าไรนัก พอได้ยินภารวีพูดเช่นนั้น เพชรตะวันก็เดินไปขวางหน้า จ้องด้วยดวงตาคมกริบที่ทำให้อีกฝ่ายร้อนๆหนาวๆขึ้นมาได้ ไม่นึกว่าเจ้าตัวจะยืนฟังอยู่ ก่อนที่เรียวปากอวบอิ่มจะแสยะยิ้ม สาปแช่งภารวีด้วยวาจาสิทธิ์

      ใครที่พูดอะไรไม่ดีไว้…’ หล่อนเอ่ยเสียงกร้าว ดวงตาวาวโรจน์ ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างย้อนกลับเข้าตัวมัน พ่อฉันตายด้วยโรคตับอักเสบเสียค่าเงินหมอเป็นล้าน ต้องทนทรมานเท่าไหร่ ขอให้มันตายด้วยโรคที่หนักหนาสาหัสกว่า ให้เศษเงินที่มันได้ไปไม่พอจ่าย ให้มันเป็นหนักกว่า เจ็บปวดกว่า ทรมานกว่าที่ป๊าเป็น!’

      แล้วหล่อนก็จากมา ทิ้งเพียงเสียงกรีดร้องไว้เบื้องหลัง

      เพชรตะวันจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น แม้ไม่ต้องมีสมบัติพัสถาน หล่อนก็สามารถหาทุกสิ่งทุกอย่างได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง

      แท็กซี่เลี้ยวลงจอดหน้าคอนโดหรูกลางกรุง หญิงสาวเปิดประตู เดินไปยกของลงจากรถ ข้าวของที่เหลือจะถูกส่งมาที่เมืองไทยทีหลัง หญิงสาวควานหากุญแจที่ไม่ได้ใช้มานาน แม้หายตัวไปเกือบสองปี แต่เพชรตะวันยังจ้างแม่บ้านทำความสะอาด เมื่อกลับเข้าพัก เจ้าของห้องจึงไม่ต้องทำอะไรนอกจากจัดเรียงข้าวของเข้าที่

      หล่อนลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เข้าห้องพัก หันไปเปิดไฟ สำรวจทุกมุมห้องโดยละเอียด รูปถ่ายก่อนไปออสเตรเลียยังตั้งอยู่ที่เดิม คนในภาพคือคนรักของหล่อนและเพื่อนสนิท รูปถัดมาคือชายวัยกลางคน ผมแซมด้วยสีดอกเลา หน้าตาเคร่งขรึม

      หญิงสาวหยิบกรอบรูปบิดาขึ้นกอดแนบอก บอกกับความว่างเปล่าในห้องว่า

      เพชรกลับมาหาป๊าแล้วนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

20 ความคิดเห็น