คัดลอกลิงก์เเล้ว

หลี่ ฮุ่ย เจียน (Sweet Memories)

แด่ทุกความทรงจำของเรา

ยอดวิวรวม

964

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


964

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


8
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  20 มิ.ย. 59 / 08:02 น.
หลี่ ฮุ่ย เจียน (Sweet Memories) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
เขียนขึ้น
แด่
อาม่าหลี่ฮุ่ยเจียน
.
.
.
.
.

-รองชนะเลิศอันดับ 2 โครงการประกวดเรื่องสั้นเพชรวรรณศิลป์
ในหัวข้อ Sweet Memories ความทรงจำแสนหวาน
ชมรมวรรณศิลป์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์-
.
.
.
.






เนื้อเรื่อง อัปเดต 20 มิ.ย. 59 / 08:02

บันทึกเป็น Favorite


หลี่ฮุ่ยเจียน

 

            “อาหลิง ลื้อกลับบ้านได้แล้วหรือวะ?”


            กลิ่นธูปหอมและเสียงเรียกของม้าเป็นสิ่งแรกที่ทักทายผมในรอบห้าปีที่กลับบ้าน ประตูเหล็กแบบเลื่อนบานเดิมยังอยู่ เพียงแต่เก่าขึ้น ฝืดขึ้นกว่าครั้งสุดท้ายที่ผมเลื่อนปิดมัน ก่อนหอบกระเป๋าเดินทางใบโตจากบ้านไป ตี่จู่เอี๊ยะ[1]แดงสดเหมือนศาลเจ้าขนาดย่อมส่องไฟสว่าง หน้าศาลมีชามกลมบรรจุขนมบัวลอยหรือขนมอี๊อยู่เต็ม


            “อือ พอดีมีตั๋วเลยกลับมาได้ ไอ้เม้งล่ะ?”


            ผมถามสั้นๆ ไม่พูดอะไรมากตามนิสัย ม้าวางมือจากงานครัว เดินโขยกเขยกตรงมาหาผมด้วยท่าทางดีใจ


            “ไปสอบ คณะหมอหมามันสอบอีกแล้ว แล้วนี่ลื้อมางวดนี้จะอยู่กี่วัน บุญดีฉิกหายเลยกลับมาทันไหว้บัวลอย ไปๆ จุดธูปไว้อาม่าลื้อก่อน หายไปนานห้าปีทำบุญให้อาม่าบ้างหรือเปล่า ฮื้อ?”


            “ไม่ค่อยว่างเลยม้า”


            ผมตอบปัดๆ แต่ยังเดินตามม้าไปในห้องแคบๆอีกห้องที่เคยมีคนอาศัย บนผนังประดับด้วยหิ้งไม้สีน้ำตาล ในกรอบมีรูปหญิงชราหน้าตาสดใสกำลังยิ้ม บนหิ้งเดียวกันยังมีโกศสีขาวตั้งอยู่ คู่ดอกไม้ปลอมสีแดงสดอันเป็นของชอบของคนตาย


            ม้าหยิบธูปสามดอกจากกล่องพลาสติกส่งให้ พลางใช้หัวไม้ขีดถูไถข้างกล่อง เปลวไฟสว่างวาบ ไม่นานนักธูปหอมก็ลุกไหม้เป็นสีส้ม ให้กลิ่นที่ผมไม่ได้ดมมานาน


            “ไหว้ม่าลื้อเสร็จ อย่าลืมไปหาอากงที่ห้องข้างบนล่ะ กงดูทีวีอยู่”


            ผมพยักหน้ารับ ยกมือไหว้คนในรูปแค่ครั้งเดียวก็รีบปักธูปใส่กระถาง ไม่ได้ภาวนาหรือพูดคุยอะไรมากมายอย่างที่ควรทำ อาจเพราะผมไม่ได้พูดคุยกับอาม่ามานานมากแล้ว การไม่มีอยู่ของแกเลยเป็นสิ่งธรรมดาสำหรับผมไป


            ผมออกจากห้องนอนเก่าของอาม่า ม้าส่งเสียงเรียกผมให้กินบัวลอยก่อน แต่ผมปฏิเสธ อยากขึ้นไปหาอากงก่อนค่อยลงมาจัดการของหวาน


            ประตูห้องอากงเป็นสิ่งเดียวในบ้านที่แปลกจากห้องอื่น คือถูกแปะด้วยโปสเตอร์องค์พระขนาดใหญ่ ผมยกมือเคาะประตูห้อง รอจนอากงตะโกนเรียกให้เข้ามาได้จึงเปิดประตูเข้าไป ร่างที่ค่อนข้างท้วมของชายวัยเจ็ดสิบห้านั่งอยู่บนเตียงนอนควีนไซส์ ผ้าปูเตียงสีฟ้ามีเซฟสองสามใบเปิดกว้าง บอกให้รู้ว่า เซียนพระ รุ่นเก๋าคงหยิบสมบัติเก่าออกมาชื่นชมตามอารมณ์


            “อ้าว กลับมาแล้วเรอะ ไหนบอกจะกลับตอนปีใหม่ไง”


            อากงถามผม ไม่ยินดียินร้ายกับหลานคนนี้เท่าไรนัก อาจเพราะความสัมพันธ์ระหว่างผมกับอากงไม่ค่อยสู้ดีแต่เด็ก


            “เออ พอดีตั๋วมันได้ เลยบินกลับมาก่อน หลังปีใหม่ก็บินกลับแล้วล่ะ ให้หลิงช่วยเก็บของไหม” ผมถาม


            “ไม่ต้อง ของกง กงเก็บได้ นี่รื้อสมบัติเก่าอาม่าลื้อมาดู ลื้อจำได้ป่าววะ เนี่ย ลื้อตอนเด็ก ตัวงี้อ้วนเหมือนหมูเลย นอนเตียงก็นอนไม่ได้ ต้องลำบากอาม่ากับม้าลื้อผลัดกันอุ้ม”


            มือเหี่ยวย่นส่งภาพผมในวัยเด็กมาให้ดู ทารกวัยสี่ห้าเดือนอ้วนจ่ำม่ำยิ้มร่าเริง ข้างๆมีหญิงวัยกลางคนหิ้วปีกไว้ คอห้อยพระองค์เล็กที่ได้รับขวัญหลานสาวคนแรกของบ้าน


            “จำได้ อากงเล่าจนเบื่อแล้ว” ผมตอบเสียงเนือย คนแก่ทุกคนคงเป็นแบบนี้ เล่าถึงความหลังมากกว่าอนาคตข้างหน้า


            “แล้วนี่ ลื้อดูซิ สร้อยนี้อาม่าให้ลื้อไว้ อีบอกตาโปว[2]ต้องมีเครื่องประดับติดตัวบ้าง สงสัยจะนึกไม่ถึงว่าโตขึ้นจะได้หลานเป็นจาโบ้ว[3]แทน”


            พูดแล้วอากงก็หัวเราะอารมณ์ดี ภาพผมในชุดกระโปรงสีชมพูยังแขวนบนผนัง ผิดกับผมในตอนนี้ที่แต่งตัวไม่ต่างจากผู้ชายลิบลับ


            “หลิงก็ไม่รู้เหมือนกันแหละกง” ผมหัวเราะ


            “ส่วนนี่ก็พระ...รุ่นไหนวะอั๊วะจำไม่ได้แล้ว จำได้แต่ม่าลื้อเล่นเช่าไว้สามสิบกว่าองค์ ตอนนั้นองค์ละสิบบาทก็พอสู้ไหว”


            “อ๋อ องค์นี้หลิงมี ม่าให้ไว้ก่อนอีเสีย”


            พูดถึงพระ ผมจึงนึกออกว่าก่อนอาม่าจากโลกไปยังให้อะไรไว้อีกมาก ทั้งสร้อยคอไข่มุก ต่างหู ชุดเครื่องเพชรชุดใหญ่กับเงินสดก้อนหนึ่ง เป็นรางวัลที่ผมสอบได้ธรรมศาสตร์สมใจแก แม้สุดท้ายแกจะไม่อยู่ถึงผมรับปริญญาก็ตาม


            “เออๆ งั้นเอาคืนมา เก็บไว้ดูเล่น ยังมีคนอยากได้อยู่”


            อากงกระชากเหรียญพระคืนจากมือ หันไปค้นอะไรยุกยิกตามประสาแกต่อ ห้องนอนแกนานวันเข้ามีแต่รกกว่าเดิม ไหนจะกรอบรูปสมาชิกในบ้าน พระ เสื้อผ้า และกระดาษจดสารพัดอย่าง ผนังส่วนไหนว่างไม่ได้ อากงต้องหารูปหรือภาพวิวสวยๆงามๆไปแปะทับหมด


            “กงกินบัวลอยยังอะ?”


            ผมถามตามมารยาท


            “กินแล้ว กินแต่เช้าแล้ว ม้าลื้อทำให้ชามเบ้อเริ่ม บอกแล้วว่าอย่าต้มเยอะ ไม่รู้จะต้มเยอะแยะทำไม”


            “งั้นหลิงไปหาอะไรกินข้างล่างก่อนนะ”


            แล้วขายาวๆก็พาผมกลับมาที่ครัวด้านล่าง วันนี้บ้านเงียบเพราะน้องชายคนเล็กไม่อยู่ มันเรียนสัตวแพทย์ปีสามแล้ว สอบอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด แต่บ้านเราติดปากเรียก หมอหมา เพราะคำว่าสัตวแพทย์ดูยากเกินกว่าคนจีนจะพูดยาวๆได้


            ม้าเตรียมบัวลอยหวานให้ผมแล้ว - - แป้งปั้นสีแดงลูกกลมใหญ่เท่าเหรียญสลึง ต้มกับน้ำเชื่อมใส พร้อมตอกไข่หวานเสริมจากของเดิมที่ใช้ไหว้เจ้า - - ถ้าอันไหนหน้าตาอัปลักษณ์ไปกว่านี้ คือเบี้ยวบ้าง หรือเป็นก้อนสี่เหลี่ยม ให้เดาเป็นฝีมือไอ้เม้งน้องชาย ตอนเด็กผมก็ถูกเกณฑ์แรงงานเหมือนกัน แต่คนคุมคืออาม่า ปั้นเบี้ยวทีก็โดนด่าที ปั้นเป็นรูปสัตว์ประหลาดก็โดนด่า ไม่รู้อะไรหนักหนา พอผมอยากได้บัวลอยสีฟ้า สีม่วงก็โดนมะเหงกอีกชุดใหญ่


            ‘ลื้อนี่ ปั้นแบบนี้เจ้าที่ไหนจะให้พร!’      

     

            แกโมโหทุกครั้งที่ผมทำตัวผิดขนบ บางทีเราทะเลาะกัน ผมก็หนีไปนั่งนอกบ้าน รอแกมาง้อกลับไปกินขนม


            “ม้า หลิงเอาบัวลอยไปกินในห้องอาม่านะ ข้างนอกมันร้อน แอร์ห้องม่ายังใช้ได้อยู่ใช่ป่ะ? ทีวีด้วย”


            ผมถามม้าที่ยังง่วนกับการตุ๋นมะระหน้าเตา


            “เออๆ ใช้ได้ บางทีม้าก็เข้าไปนอนเหมือนกัน ฝุ่นเยอะหน่อย แต่ไม่มีปัญหา ทีวีก็ดูได้”


            พอม้าอนุญาต ผมเลยทำตัวขี้เกียจด้วยการหลบเข้าห้องเก่าของอาม่า เปิดแอร์ เปิดทีวีแล้วนั่งลงกับพื้น ช่วงบ่ายสองยังมีละครรีรันฉายเหมือนหลายปีก่อนไม่มีผิด บางเรื่องผมเคยเห็นผ่านๆแล้ว แต่นานกว่านั้นที่จำได้คือตำนานรักดอกเหมย หนังจีนมหากาพย์ที่ผู้เฒ่าผู้แก่ติดกันทั้งเมือง


            เรื่องใหม่ที่ฉายอยู่เป็นแนวสาวบ้านไร่กับคุณชายไฮโซ นางเอกทอมบอยสุดห้าวกับพระเอกขี้เก๊ก พ่วงด้วยนางร้ายแหกปากตลอดเรื่องตามระเบียบ ผมล่ะเกลียดนักละครพวกนี้ แต่เจ้าของห้องเดิมน่ะ...ชอบมากที่สุด ดูไปต้องเชียร์นางเอกไป บางครั้งก็ช่วยด่านางร้ายให้ ฉากไหนซึ้งมากก็นั่งร้องไห้


            “หนังไทยแม่งไม่เปลี่ยนเลยว่ะ”


            ผมหัวเราะกับตัวเอง อยู่อเมริกานานจนติดซีรี่ส์ฝั่งโน้นเสียแล้ว การกลับมาดูละครไทยบ้างเลยเป็นเรื่องสนุก ชวนขบคิดไปอีกแบบ นึกถึงสมัยตัวเองหัดเป็นหนุ่มใหม่ๆก็แต่งตัวแบบนางเอกในเรื่อง


            แอร์เย็นๆและกลิ่นธูปทำให้ผมเริ่มเคลิ้มอีกครั้ง อาจเพราะไม่ได้กลิ่นไหม้แบบนี้มานาน ยิ่งผสมกับกลิ่นอับนิดๆของบ้านเลยยิ่งเหมือนเราย้อนกลับไปวัยเด็ก สมัยก่อนผมมักนั่งบนเตียงดูทีวีกับอาม่า แกเป็นหญิงแก่ที่ไม่ค่อยพูด กินง่าย นอนง่าย หัวเราะง่ายเหมือนเด็ก แต่ไม่ชอบพวกหัวกบฏชอบทำตัวผิดขนบคนจีนเท่าไรนัก ผิดกับอากงที่ขี้บ่นตลอดเวลา ผมเลยใช้เวลาส่วนมากอยู่กับแก มีบ้างที่ห่างกันไปในช่วงมหาลัยเพราะผมย้ายไปหอที่รังสิต


            แอร์เย็นๆกับความเงียบทำให้ผมเริ่มเคลิ้ม เลยเหยียดตัวลงเตรียมนอนบนพื้น ก่อนไหลไปถูกกล่องอลูมิเนียนสีแดงที่วางบนพื้น


            “ใครแม่งเอาข้าวโอ้ตมาวางตรงนี้วะ”


            ผมสบถ แต่พอเปิดดูข้างในกลายเป็นกล่องเก็บของไปซะฉิบ เลยนึกออกว่านอกจากผมกับอาม่าแล้ว บ้านนี้ไม่มีใครชอบกินข้าวโอ้ตอีก ไอ้โจ๊กแบะเผี่ยง[4]เละๆเขละๆคงมีแค่ผมกับแกที่กินกันเอร็ดอร่อยสองคน ขนาดผมไปเรียนอเมริกา ยังอดซื้อข้าวโอ้ตที่นั่นมากดน้ำร้อน เหยาะซีอิ๊วกินกับไข่ลวกไม่ได้


            ผมดึงกล่องข้าวโอ้ตออกไปให้พ้นรัศมีการนอน เพราะแบบนี้เองถึงนึกได้ว่ายังไม่ได้กินบัวลอยสักนิด เลยสั่งตัวเองให้นั่งขัดสมาธิบนพื้น หยิบชามขนมอี๊มาตักเข้าปากเคี้ยวไปพลางพร้อมกับดูทีวี กลิ่นธูปหอมใต้จมูกทำให้ผมนึกถึงสมัยเด็กไม่มีผิด เหตุหนึ่งที่ผมต้องทนทู่ซี้ดูทีวีเป็นเพื่อนแก เพราะไม่มีใครทนเด็กเหลือขอแบบผมได้ อยู่กับม้าม้าก็ตี อยู่กับอากงยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ กับป๊ายิ่งลืมไปได้เลย...แค่สองชั่วโมงป๊าก็อัดผมน่วมทุกครั้ง


            อาม่าเลยเป็นที่พึ่งสุดท้ายในชีวิตผมไป


            “เพ้อเจ้ออะไรอีกแล้ววะ” ผมสบถ


            ...เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ขนมหวานในปากมีรสขม


            ผมขยับปากเคี้ยว พยายามกลืนแป้งนุ่มๆหวานเจี๊ยบลงคอ แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงได้ขมบาดลิ้นนัก หนำซ้ำดวงตายังหลั่งน้ำเกลือลงมาผสมในชาม


            “เหี้ยหลิง ไหนมึงบอกว่าจะไม่ร้องไห้วะ”


            ผมด่าตัวเอง เงยหน้ามองเพดานให้ทุกอย่างกลับสู่ความว่างเปล่า อยู่อเมริกาผมไม่เคยร้องไห้สักแอะ ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยมีครอบครัวที่เมืองไทย เพราะการเรียนมันหนักหนาเสียจนนึกอะไรไม่ออกนอกจากตำรา


            แต่ไม่ถึงสองชั่วโมงที่กลับบ้าน ความทรงจำที่ผมคิดว่าจัดระเบียบได้แล้วกลับยุ่งเหยิงอีกรอบ เมื่อทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอาม่าคือทุกอย่างที่หล่อหลอมจนผมเป็นผมอย่างทุกวันนี้ ทุกเศษเสี้ยวของบ้านกำลังสอนและสั่งว่า ผมมานั่งเป็นไอ้เด็กนักเรียนนอกอยู่ตรงนี้เพราะใคร คนปกติที่ไหนจะรักเด็กเหลือขอ เรียนไม่เก่ง แถมสันดานแย่ได้กัน


            ไม่มีหรอก...นอกจากอดีตเจ้าของห้องที่ผมนั่งอยู่ตอนนี้


            บัวลอยที่เหลือถูกวางทิ้งไว้ข้างเก้าอี้ ผมนอนลงกับพื้น ใช้สองมือขยี้เรือนผมแรงๆแล้วยอมรับอีกส่วนหนึ่งในใจที่ยังแตกสลาย การกลับบ้านในรอบห้าปีเหมือนเขื่อนกั้นน้ำที่พังทลาย ผมไม่ได้เปลี่ยนไปจากไอ้เด็กบ้าเมื่อหลายสิบปีก่อน ยังเป็นคนเดิมที่งี่เง่ากับอาม่า เป็นไอ้เด็กขี้แยที่ร้องไห้ขี้มูกโป่งเวลาอาม่าเดินทางไปไหนไกลเกินสิบวัน เป็นเด็กคนเดิมที่นั่งร้องไห้กับแกเพราะทนอ่านหนังสือเรียนไม่ไหว


            และผมก็ยังเป็นหลานสาวคนเดิมที่ไม่เคยลืมความทรงจำระหว่างตนกับหญิงชราตัวเล็กๆคนหนึ่งได้เลย

 

“อาม่า...ม่าจ๋า หลิงยังรักอาม่าเหมือนเดิมนะ”

 

จบ



[1] ตี่จู่เอี๊ยะ ศาลเจ้าสีแดงที่มักตั้งอยู่ในบ้านคนจีน

[2] ภาษาแต้จิ๋วแปลว่า ผู้หญิง

[3] ภาษาแต้จิ๋วแปลว่า ผู้ชาย

[4] แบะเผี่ยง (คาดว่าเป็นภาษาแต้จิ๋ว) อาม่าเราใช้เรียกแทนคำว่าข้าวโอ้ต



.

.

.

จากใจคนเขียนและหลานคนหนึ่ง
ฉันสูญเสียอาม่าไปในปีที่รับปริญญา
เสียไปก่อนถึงวันสวมชุดครุยเพียงหกเดือนเท่านั้น
สมัยเด็กฉันเป็นเด็กเรียนไม่เก่ง ม.ต้นได้เกรด 1.9 
ทุกคนคิดว่าฉันจะไปไหนไม่รอด พ่อแม่ทำโทษฉันหนักมากที่เรียนไม่ได้อย่างใจหวัง
อาม่าเป็นคนเดียวที่จับมือฉัน บอกฉันว่า
"ไม่เป็นไร คราวหน้าเริ่มใหม่"

ฉันเชื่อแก จึงเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
จากเด็กเกรด 1.9 คนหนึ่ง ฉันจบม.ปลายด้วยเกรด 3.6
ฉันเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ 
ในคณะที่ขึ้นชื่อที่สุดของมหาวิทยาลัยนั้น
วันที่ฉันสอบติด ฉันวิ่งมาหาอาม่า บอกแกว่าฉันสอบติดแล้ว
ผู้หญิงแก่ๆคนนั้นลุกขึ้นมา จับมือฉัน 
ร้องไห้ด้วยความตื้นตันเพราะฉันเป็นหลานที่แกเลี้ยงมากับมือ
ตลอดเวลาสี่ปีในมหาวิทยาลัย ฉันตั้งใจเรียน 
ทุกครั้งที่ท้อ ฉันจะนึกถึงวันที่ผู้หญิงแก่ๆคนหนึ่งร้องไห้ด้วยความดีใจ
มันทำให้ฉันสู้ ทำให้ฉันมีแรงก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ 
ฉันนั่งอ่านหนังสือกับแกทุกครั้งที่ใกล้สอบ 
อาม่าฉันเป็นคนเงียบๆ ไม่พูดมาก ไม่บ่น เป็นคนซื่อๆ ไม่ร้าย 
อาม่าเป็นคนเห็นใจคนอื่นเสมอ เป็นคนอ่อนไหวที่ดูหนังสักเรื่องก็ร้องไห้ได้
อาม่าเป็นคนขยัน เป็นคนรักเรียนและสอนให้หลานๆรักเรียนตาม
การอยู่กับแกเป็นความทรงจำที่งดงามที่สุด
ฉันไม่ต้องฉอเลาะ ไม่ต้องคอยอ้อน เอาอกเอาใจเหมือนหลานคนอื่น
โลกของฉันค่อนข้างเล็ก เพราะเปิดประตูอนุญาตให้คนเข้ามาได้ไม่กี่คน
อาม่าเป็นคนแรกที่ฉันอนุญาตให้เข้ามาในชีวิตได้ทั้งหมด 
ฉันอยู่กับอาม่าได้ตลอดเวลาโดยไม่นึกเบื่อ
หนึ่งปีก่อนเสียอาม่า แกโคม่าหนักครั้งหนึ่ง เข้าโรงพยาบาล ไม่รู้สึกตัวและไม่ได้สติ
ฉันยืนอยู่ข้างเตียงแก กระซิบข้างหูแกเป็นภาษาจีน 
"เฟินเฟินจง หว่อซูเย่าหนี่" (ทุกวินาทีฉันต้องการเธอนะ)


แล้วหนึ่งปีต่อมาโลกทั้งใบของฉันก็พังทลาย
ฉันเสียแกไปในเวลาอันรวดเร็ว
หัวใจฉันถูกควัก เจ็บเหมือนถูกแทงด้วยมีดและย้ำซ้ำๆ
ฉันยืนอยู่ข้างเตียงแก ในห้องซีซียู พยายามบอกแกว่า 
นี่ฉันไง... อาม่า ลุกขึ้นมาได้ไหม
นี่...อีก 6 เดือนฉันจะรับปริญญาแล้วนะ
ไหน..บอกว่า...จะอยู่ด้วยกัน...
นี่ไง ฉันทำได้แล้ว ที่ฉันสัญญาว่าจะคว้าเกียรตินิยม
ฉันคว้ามาให้ได้แล้วนะ
นี่ ที่เธอบอกให้ฉันขยัน บอกให้ฉันพยายาม
ฉันทำมาตลอดเลยนะ รางวัลนักศึกษาผลการเรียนดีเด่น ฉันทำได้ทุกปีเลย
นี่... จากเด็กโง่ๆเกรด 1.9 คนนั้น ฉันจบปริญญาตรีเกรดตั้ง 3.75
นี่ไปซื้อชุดครุยมาแล้วไง... ให้เธอจับดูแล้วด้วย
ทั้งหมดที่ฉันทำน่ะ ฉันทำเพื่อเธอเลยนะ ฉันแค่อยากให้เธอเห็นเท่านั้นเอง
อยากให้เธอเห็นว่าเด็กคนนั้นที่มันไม่ได้เรื่อง มันก็ยังมีวันนี้ได้เพราะเธอให้โอกาส
ที่คนเขาหาว่าฉันเพ้อเจ้อ ไร้แก่นสาร ตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้นเลยนะ 
ฉันได้เป็นนักเขียนอย่างที่ใจฝันด้วยนะ เธอยังเอานิยายเล่มแรกของฉันอวดทุกคนอยู่เลย
ฉันยืนอยู่ตรงนี้แล้วไง... อีก 6 เดือนเอง ทำไมเธอไม่รอฉันเลย

ฉันสูญเสียตัวเองไปพักใหญ่
เจ็บเหมือนหัวใจทั้งดวงแตกสลาย
ความฝันฉันหายไป ความอยากใช้ชีวิตฉันหายไป
นานทีเดียวกว่าจะกอบเก็บเศษหัวใจที่แตกไปกลับมาได้
ที่ฉันพิมพ์อยู่ตรงนี้ ฉันแข็งแรงดีแล้ว
เธอไม่เคยหายไปไหนหรอก เราห่างกันแค่ร่างกาย
เธอคือคนสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งของฉันเสมอ
ฉันคือต้นไม้ที่เธอปลูกไว้ และจะเติบโตอย่างสง่างาม
เรื่องสั้นเรื่องนี้ ฉันอุทิศให้เธอนะ
เพราะตอนนี้ฉันทำอะไรให้เธอไม่ได้เลย 
จะเช็ดตัว อาบน้ำ ขัดเท้าให้เธอ ก็ทำไม่ได้อีกแล้ว

ที่ทำได้ตอนนี้ก็มีแค่ ใช้ชีวิตให้ดี เป็นคนที่ดี 
และถ่ายทอดความเป็นเธอออกมาในรูปแบบตัวอักษรเท่านั้นเอง

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ ของขวัญ / เพลงขวัญ / เพลงพินา จากทั้งหมด 43 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 เดียว
    วันที่ 15 กันยายน 2559 / 17:49
    น้ำตาไหล
    #2
    0
  2. #1 น้ำฝน
    วันที่ 20 มิถุนายน 2559 / 23:19
    ชอบมากค่ะ ตรงกับชีวิตของฉันมาก คุณยายที่เลี้ยงฉันมาแกก็เสียก่อนที่ฉันจะรับปริญญาแค่แปปเดียว เลยเป็นเพียงหลานคนเดียวในบ้านที่แกไม่เคยได้เห็นและถ่ายรุปคู่กับหลานคนนี้ที่กำลังใส่ชุดครุยอยู่ ...คิดถึงยายเสมอ
    #1
    0