[B.A.P] 'till the end : แวมไพร์ตัวร้ายกับคุณหมาป่าจอมหื่น [END]

ตอนที่ 9 : I found you

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 374
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    20 ก.ย. 61






“ท่านแม่ทัพ! มีคำสั่งมาจากราชสำนัก”



ทหารนายกองคนสนิทวิ่งโร่นำเอาม้วนเอกสารที่อยู่ในกระบอกโลหะสีดำมาค้อมกายส่งยื่นให้เขา หัวใจของแม่ทัพหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดปีเต้นแรง เขาหวังว่าจะเป็นคำสั่งอนุญาตจากราชสำนักให้เขาสามารถถอนทัพกลับไปยังเมืองหลวงได้ หลังจากจับดาบออกรบมายาวนานกว่าหกปี



ร่างกายของเขาเหนื่อยล้ามากเท่าใด หัวใจของเขาก็เหนื่อยล้ามากกว่านั้นอีกหลายเท่า



สิ่งหนึ่งคือ เขาคิดถึงครอบครัวที่ไม่ได้พบหน้ากันมานานหลายปี พ่อ แม่ พี่ น้อง



ทหารกรำศึกผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาก็เช่นกัน ทุกคนคาดหวังว่าจะได้กลับสู้อ้อมกอดของครอบครัวหลังจากจัดการกับกบฎแพกเจที่แข็งข้อต่ออาณาจักรชิลลาจนเสร็จสิ้น แต่จวบจนพ้นปีกองทัพของเขาก็ไม่เคยได้รับคำสั่งอนุญาตให้เคลื่อนทัพกลับสู่เมืองหลวงเสียที



แม่ทัพบังยงกุกเข้ารับราชการเป็นทหารยศสูงตามศักดินาที่ได้รับสืบทอดมาจากต้นตระกูลตั้งแต่อายุล่วงเข้าสิบเจ็ดปี เขาสั่งสมความกล้าแกร่งในตำแหน่งรองแม่ทัพด่านตะวันออกมานานถึงสามปีมีความดีความชอบมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการปราบกบฎชายแดนเพื่อปกป้องเมืองหลวง หรือการช่วยเหลือชาวบ้านในช่วงอุทกภัยจนได้รับความเคารพนับถือไม่ต่างจากสมมติเทพรองจากพระราชา



หลังจากนั้นบังยงกุกก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพเข้าสู่ด่านหน้า เพื่อนำทัพออกปราบข้าศึกที่เริ่มรวมตัวกันก่อการกบฎจนราชสำนักหวั่นเกรงว่าจะเป็นภัยมาถึงเมืองหลวง ด้วยจิตใจที่ห้าวหาญของเด็กหนุ่มวัยยี่สิบปี เขาตอบรับคำบัญชาและจัดกองทัพออกศึกทันที



การปกป้องอาณาจักรหาใช่หน้าที่ที่สร้างความสุขให้กับเขาไม่ ยิ่งนานวันตัวตนของเขาก็เริ่มสูญหายไป จนลมหายใจเข้าออกมีเพียงการจับดาบหยิบทวนเพื่อเข่นฆ่าศัตรูตามสัญชาตญาณ รอบกายล้วนมีแต่กลิ่นไอเลือดคละคลุ้ง เสียงร่ำไห้จากความสูญเสียของศัตรูก็ไม่ต่างอะไรกับเสียงร่ำไห้ของทหารภายใต้บังคับบัญชาที่สูญสิ้น





เจ็บปวด ... 



สูญเสีย... 



ไม่ต่างกัน...

 









มือหนาเปิดกระบอกโลหะเย็นเฉียบเพื่อเปิดอ่านคำสั่งที่อยู่ภายใน เขาหวังว่าพระราชาจะอนุญาตในสิ่งที่เขาร้องขอ เขาหวังว่าจะได้รับการตอบแทนจากการที่ต้องกรำศึกเหน็ดเหนื่อยมาเนิ่นนานเพื่อปกป้องอาณาจักร



เคร้ง...



สองมือหมดเรี่ยวแรงจนปล่อยให้ของที่อยู่ในมือหลุดหล่นลงกับพื้น สองขาทรุดลงนั่งทิ้งตัวบนเก้าอี้ไม้ไร้พนักพิง



“ท่านแม่ทัพ!



“คำร้องขอของข้า ... ไม่ได้รับการตอบรับ .. จากพระราชา”



แววตาเศร้าเสียใจของทหารคนสนิทยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดในหัวใจของแม่ทัพหนุ่มมากยิ่งขึ้น นอกจากเขาจะไม่อาจนำพาทหารกล้ากลับไปสู่อ้อมกอดของครอบครัวได้แล้ว เขายังต้องเป็นคนนำทหารเหล่านี้ก้าวขาสู่ความตายต่อไปอีก



“พระราชบัญชา ... สั่งให้ข้า...เตรียมทัพรับศึกสู้กับโกคูรยอที่กำลังเคลื่อนทัพมาโจมตีเรา ... หลังจากที่โกคูรยอเห็นเราแข็งข้อไม่ยอมสลายทัพหลังจากจัดการกับแพกเจได้”



“ตะ..แต่ว่า..”



“ใช่... ถ้าเราได้รับพระบัญชาให้กลับไปเมืองหลวงตั้งแต่เสร็จศึกเมื่อปีที่แล้ว โกคูรยอคงไม่หวาดระแวงเราจนต้องส่งกองทัพมา”



ทั้งๆ ที่อาณาจักรชิลลาของเขาเคยเป็นอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองเข้มแข็งมาก่อน แต่เพราะถูกปกครองด้วยพระราชาอ่อนชันษาแถมยังถูกชักใยด้วยขุนนางมากเล่ห์ในราชสำนัก จึงทำให้เกิดความระส่ำระสายแบ่งพรรคแบ่งพวก ในขณะที่อาณาจักรพึ่งเกิดขึ้นใหม่อย่างโกคูรยอที่มีพระราชาและองค์ชายที่มีนิสัยห้าวหาญก็เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว



นี่คงเป็นการแสดงอำนาจให้เป็นที่ประจักษ์อย่างหนึ่งของอาณาจักรโกคูรยอ และเป็นข้ออ้างที่จะยกศึกมาล้มล้างราชอาณาจักรชิลลา

 

 

 










หลังจากฝึกซ้อมรบและประชุมกับเหล่าทหารนายกองแล้ว ในบางวันแม่ทัพหนุ่มก็จะปลีกตัวใช้เวลาไปกับการเข้าไปท่องเที่ยวในป่าข้างเคียง บางครั้งเขาก็มีสัตว์ป่าอย่างพวกเก้ง กวาง กระต่ายป่าติดไม้ติดมือมาฝากให้เหล่าทหารได้ปรุงกินกันเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ



แต่ตอนนี้เป็นฤดูหนาวที่เรียกได้ว่า หนาวที่สุดในชีวิตที่เขาเคยสัมผัส เขาจึงไม่คาดหวังว่าจะได้พบสิ่งมีชีวิตหรือสัตว์ป่าใดๆ ให้เห็นท่ามกลางป่าที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเช่นนี้



โชคดีที่แม่ทัพหนุ่มเป็นคนร่างกายแข็งแรง เขาจึงสามารถฝ่าฟันความหนาวเหน็บและหิมะที่ถมตัวสูงถึงข้อเท้าได้อย่างไม่สะทกสะท้าน เขาก้าวขาเดินมุ่งไปยังหนทางคุ้นเคย หลังจากปักหลักตั้งค่ายอยู่ในบริเวณนี้ยาวนานถึงหกเดือน



หากเดินพ้นชายป่าด้านหน้า จะเป็นชะง่อนผาที่เขาสามารถมองไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ราวกับตนเองเป็นเหยี่ยวที่บินทะยานอยู่บนฟากฟ้า สิ่งเดียวที่จะบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเขาได้



ความเหงา ... กำลังเกาะกินหัวใจของเขา



ความเศร้า ... กำลังทำลายตัวตนของเขา



ทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวในตอนนี้กำลังหล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนหยาบกระด้าง ไร้ซึ่งคุณธรรม




การทำศึกที่ราชสำนักเอ่ยอ้างว่าเพื่อแผ่นดินอันสันติ แต่ชายหนุ่มรู้ว่าเป็นเพียงแค่คำกล่าวอ้าง เพราะความจริงแล้วกลับกลายเป็นการเข่นฆ่าเพื่อแสวงหาอำนาจของคนที่อยู่เบื้องหลัง



ยิ่งในการศึกที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ เขาก็ยิ่งไม่คาดหวังว่าตนเองจะมีชีวิตรอดได้กลับไปเจอหน้าพ่อแม่ที่แก่ชรา 



เขาหวังเพียงแค่...ความตายอย่างสมเกียรติในสนามรบก็เท่านั้น









ในขณะที่สองขาก้าวย่ำไปตามทางข้างหน้า อยู่ๆ บรรยากาศโดยรอบก็แปรเปลี่ยน กลิ่นหอมหวานราวกับดอกไม้ป่าก็ลอยอวลรอบกาย ความหนาวเย็นที่เคยทนได้กลับทวีคูณจนชายหนุ่มต้องกัดฟันแน่น เลือดในกายเย็นเยียบจนแทบจะเป็นน้ำแข็งเฉกเช่นอากาศภายนอก



แกรก...



เสียงกิ่งไม้ที่ถูกเหยียบหักเรียกความสนใจของชายหนุ่มให้หันไปมอง มือข้างหนึ่งกุมกระชับด้ามดาบที่สอดอยู่ภายใต้เสื้อคลุมขนหมีสีดำสนิท เขาตั้งมั่นยืนในท่าทางเตรียมพร้อม พลางพยายามใช้โสตประสาททั้งหมดที่มีสังเกตและฟังเสียงที่เกิดขึ้นรอบกาย



จู่ๆ สายตาคมก็เบิกโพลง ร่างกายแข็งนิ่งค้างราวกับถูกตะปูตรึงฝ่าเท้าให้ยึดอยู่กับที่ แม้ภาพที่ชายหนุ่มเห็นจะอยู่ไกลแต่ก็ชัดเจนมากพอที่เขาจะแลเห็นความเคลื่อนไหวของใครบางคน



ร่างกายบอบบางนั้นสวมชุดสีขาวปกคลุมทั่วร่าง 



เรือนผมสีดำสนิทที่ถูกเกล้าขึ้นสูงแต่ก็ยังยาวจนแผ่สยายไปจนถึงกลางหลัง 



ใบหน้าขาวไร้สีเลือด...แต่ดวงตากลมดำขลับกับริมฝีปากอิ่มสีแดงจัดก็ตราตรึงจนไม่อาจละสายตาไปได้ 



ความน่ากลัวระคนความงดงามราวกับปิศาจหิมะทำให้แม่ทัพหนุ่มแทบลืมหายใจ สองหูอื้ออึงได้ยินเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวของตนเอง 



ใบหน้างามนั้นผินมองมาเพียงเล็กน้อยก่อนจะหายลับไปจากสายตาของเขา

 






ทิ้งเอาไว้เพียงแค่… ภาพความทรงจำ



แต่เพียงเท่านั้น



บังยงกุก ... ก็ไม่อาจลืมเลือนใบหน้างดงามนั้นได้อีกเลย ไม่ว่าจะเป็นในยามหลับหรือในยามตื่น







.............................






มือเรียวขาวไล้ไปบนใบหน้าที่เคยขาวเนียนละเอียด แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยแผลพุพอง ดวงตาบวมแดงเจือไปด้วยหยาดน้ำตาใสเพราะความเจ็บปวด ตามต้นคอและเรียวแขนทั้งสองข้างก็เช่นกัน แม้จะเป็นแผลไม่รุนแรงเท่ากับใบหน้าซีกขวา แต่ก็ขึ้นผื่นแดงจนน่ากลัว



คิมฮิมชานสงสารบุตรชายอย่างจับใจ ในระหว่างรอมุนจงออบ เขาทำได้เพียงแค่ประคองกอดร่างเล็กบอบบางไว้แนบอก แล้วโยกกายไปมาอย่างเบาๆ คล้ายจะปลอบประโลมเด็กน้อยยูยองแจผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ



ตอนที่เขาก้าวขาเข้ามาภายในห้อง คนตัวเล็กยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเจ็บปวดจมอยู่ในอ้อมอกของเจ้าหมาป่าแดฮยอน ส่วนอึนบีก็กำลังทายาบรรเทาอาการแสบร้อนให้กับยองแจที่ปลายเท้า



ความหงุดหงิดโมโหที่มีมาตลอดการเดินทางกลับมายังคฤหาสน์ กลายเป็นความเจ็บปวดไปทั่วทั้งหัวใจ เพียงแค่สายตาของฮิมชานได้มองเห็นบาดแผลที่เกิดอยู่แทบจะทั่วร่างของบุตรชาย 



บาดแผลครั้งนี้....รุนแรงยิ่งกว่าครั้งใดๆ ในชีวิตตั้งแต่ที่ยองแจเกิดมา



ทันทีที่เจ้าหมาป่าเห็นเขาเดินเข้ามาในห้องนอน มันก็ใช้จมูกดุนดันใบหน้าของยองแจให้ออกห่าง ก่อนที่มันจะผละกายกระโจนหลบให้เขาได้ขึ้นไปดูยองแจใกล้ๆ บนเตียงนอน



“ทำไมยองแจถึงได้เดินออกไปข้างนอกนั่น”



ฮิมชานกดเสียงเข้มดุดันใส่อึนบีที่ยังก้มหน้าก้มตาแต้มยาไปบนผิวกายของเจ้านายคนเล็ก เธอเองก็ไม่กล้าจะสบตานายใหญ่มากนัก



เธอรู้ว่าอะไรที่เกี่ยวกับ ยูยองแจ มักสำคัญต่อคิมฮิมชานเสมอ และไม่มีอะไรสำคัญไปกว่ายูยองแจอีกแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ชีวิตคนรับใช้อย่างเธอ



“คุณพ่อ..อย่าดุ...ฮึก...พี่อึนบี...แจไม่ดีเอง...แจลืม..”



“คนดีของพ่อ ...หนูอย่าโกหก”



ฮิมชานรู้ดีว่า ยองแจบุตรชายเฉลียวฉลาดมากขนาดไหน ไม่มีทางที่เจ้าตัวจะหลงลืมจนถึงกับวิ่งออกไปรับแสงอาทิตย์ในยามสายเช่นนี้



“หนูไม่ได้...โกหก ....ฮึก... คุณพ่อ..ย่ะ..ดุ...ฮือออ”



แต่ในเมื่อยองแจไม่ยอมบอกเขาก็ไม่อยากขัดใจ เพราะในยามที่บุตรชายเข้าสู่อาการงอแง คิมฮิมชานผู้เป็นใหญ่แห่งเผ่าพันธุ์บลัดก็ไม่อาจจะต้านทานได้ ความแข็งกระด้างที่มีมาตลอดชีวิตอันยาวนานก็ต้องอ่อนยวบลงให้กับน้ำตาที่กำลังหยาดหยดของคนในอ้อมกอด



“คุณพ่อไม่ดุแล้วครับ ...อย่าร้องครับคนดี ... คุณพ่อขอโทษ”



ฮิมชานได้แต่เก็บความหงุดหงิดคุกรุ่นเอาไว้ภายในใจ ถึงแม้เขาจะโมโหมากมายแค่ไหน ตอนนี้ก็ทำได้เพียงแค่นั่งกอดปลอบประโลมบุตรชายหวังให้ได้คลายความเจ็บปวดจากบาดแผลรุนแรงไปได้บ้าง



แดฮยอนมองภาพนั้นด้วยความไม่พอใจ เขาอยากเป็นคนที่กอดยองแจเอาไว้มากกว่า แต่เขาก็รู้สึกผิดที่ตนเองเป็นต้นเหตุให้คนตัวเล็กต้องเจ็บตัว แถมยองแจยังปกป้องเขาด้วยการโกหกคำโตกับผู้เป็นบิดาอีกด้วย เจ้าหมาป่าเลยทำได้เพียงพ่นลมหายใจฮึดฮัดออกมาก่อนเบือนใบหน้าหันไปทางอื่น

 

 

 





“กรรร......”



เสียงคำรามในลำคอของแดฮยอนและการลุกขึ้นยืนในท่าทางพร้อมจะกระโจนใส่ ก็เรียกความสนใจของฮิมชานให้หันมองไปยังประตูห้องนอนที่กำลังถูกเปิดออก อึนบีเดินนำชายหนุ่มร่างเล็กคุ้นหน้าเข้ามาภายในห้อง



“พี่ฮิมชาน”



ใบหน้าอ่อนเยาว์ขาวซีดแต่กลับดูแจ่มใสด้วยดวงตาเรียวรีและรอยยิ้มบางที่ติดอยู่ตรงมุมปาก ชายหนุ่มร่างเล็กค้อมกายแสดงความเคารพฮิมชานเล็กน้อย ก่อนจะก้าวขาเข้าไปหวังดูแลคนป่วยตามที่ถูกเรียกตัวมา



“กรรร......”



ชายหนุ่มหยุดชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินเสียงคำรามข่มขู่ เขาเหลือบสายตาไปมองยังต้นทางของเสียงก็มองเห็นเจ้าหมาป่าตัวใหญ่ขนสีดำสนิทยืนจังก้าทำท่าข่มขวัญอยู่มุมห้อง ก่อนที่ชายหนุ่มจะหันไปมองสองพ่อลูกที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงหลังใหญ่



“เข้ามาเถอะ จงออบ ... แดฮยอน นี่คุณหมอจงออบ เขาจะมารักษายองแจ”



เมื่อได้ยินฮิมชานบอก แดฮยอนก็พ่นลมออกจากปากก่อนยอบกายหมอบลงนอนบนพื้นเช่นเดิม แต่ดวงตาสีเทาเข้มก็จดจ้องมองจงออบอย่างไม่วางตา... บ่งบอกให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าเขา อนุญาต ให้เข้ามาใกล้ยองแจของเขาได้



จงออบมองเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างสนอกสนใจ ไฮวิซซ์อย่างเขารู้ดีว่า เจ้าหมาป่าตัวใหญ่นี้เป็นวูล์ฟอย่างแน่นอนไม่ผิดเพี้ยน และลักษณะกำยำสง่างามเช่นนี้ คงไม่แคล้วจะเป็นองค์รัชทายาทที่หายสาบสูญไปเมื่อสามปีก่อนอย่างแน่นอน



แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่ที่พ่อมดอย่างเขาต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง แค่หน้าที่บำรุงรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วยที่มีอยู่ทุกเผ่าพันธุ์ เขาก็ไม่ว่างพอที่จะทำอะไรแล้ว



เผ่าพันธุ์วิซซ์เป็นเผ่าพันธุ์ที่อายุขัยสั้นที่สุด สั้นยิ่งกว่าสามัญชนเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ใคร่จะมีเวลามาใส่ใจเรื่องราวที่ไม่จำเป็นในการดำเนินชีวิตของพวกเขามากนัก



วิซซ์ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ทรงภูมิในวิทยาการแขนงต่างๆ อย่างเช่นตัวเขาเองก็มีความรู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บของทุกเผ่าพันธุ์ ประกอบกับการใช้เวทมนตร์ที่ถูกสืบทอดมาทางสายเลือด เขาจึงกลายเป็นไฮวิซซ์ที่ได้รับการนับถือยกย่องจากทุกเผ่าพันธุ์



ถึงแม้ภาพลักษณ์ของเขาเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มวัยยี่สิบสามปีธรรมดาๆ แต่เขาก็ใช้ชีวิตเวียนว่ายตายเกิดมาเป็นร้อยรอบ



หากคิดว่าร่างกายเป็นเหมือนภาชนะ และความทรงจำเป็นดั่งจิตวิญญาณ



ดังนั้นเมื่อใดที่ร่างกายอันเป็นดั่งภาชนะในการรองรับจิตวิญญาณจะดับสูญ ไม่ช้านานจิตวิญญาณก็จะกลับมาอยู่ในร่างกายที่เป็นเหมือนภาชนะใบใหม่ พร้อมเพิ่มพูนความทรงจำและสติปัญญาที่สั่งสมมาจากภาชนะใบเก่า



อย่างเช่นตัวเขา ความทรงจำในการเกิดครั้งนี้ เขาจำได้ว่า ตนเองเกิดมาเป็นเพียงวิซซ์ธรรมดา แต่พออายุย่างเข้าปีที่สี่ ความทรงจำตั้งแต่อดีตที่เกิดมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไหลหลั่งราวกับสายน้ำที่ถูกเทเข้าสู่กายของเขาดั่งภาชนะใบใหม่ จนเขาถึงกับนอนซมจับไข้ เดือดร้อนพ่อและแม่ต้องพาเขาไปหาไฮวิซซ์ที่ดำรงอยู่ในตอนนั้น



เขาจำได้ดีถึงรอยยิ้มของไฮวิซซ์ตนนั้นที่ส่งมาพร้อมกับถ้อยคำเรียกขานเขาว่ารัชทายาท หลังจากนั้นเขาก็ถูกกักตัวแยกจากพ่อแม่และถูกเลี้ยงดูจากกลุ่มคนที่เรียกตนว่าเป็นเหล่าผู้พิทักษ์ทันที จนล่วงเข้าสู่วัยแปดปี ไฮวิซซ์คนเดิมก็ดับสูญ และเขาก็กลายเป็นไฮวิซซ์ผู้นำสูงสุดของเผ่าพันธุ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา



ดังนั้น จึงเคยมีคำกล่าวเกี่ยวกับการกำเนิดใหม่ของเผ่าพันธุ์วิซซ์เอาไว้ว่า 



ยิ่งถือกำเนิดมากเท่าไหร่... ยิ่งเพิ่มพูนความรู้มากเท่านั้น







แต่ก็ใช่ว่าวิซซ์ทุกตนจะเป็นเช่นนี้ 



บ้างก็เกิดมาพร้อมกับการเริ่มต้นใหม่ 



บ้างก็พึ่งเวียนว่ายมาเพียงไม่กี่ชีวิต 



บ้างความทรงจำก็แทบไม่มีหลงเหลือ 



แต่สำหรับเขา ... วิซซ์เหล่านั้นช่างน่าอิจฉายิ่งนัก



เขาเสียอีกที่จะยังมีลมหายใจไปจนกว่าไฮวิซซ์คนเก่าจะเวียนว่ายกลับมารับหน้าที่อีกครั้ง เมื่อนั้นภาระหน้าที่ของเขาจึงจะสิ้นสุด



แต่ก็คงเป็นเพียงแค่ชั่วคราว....

 

 








ฮิมชานสังเกตการตรวจร่างกายของบุตรชายที่หลับใหลจากอาการไข้อย่างใกล้ชิด ยิ่งเขาเห็นใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มบางเบาของจงออบแปรเปลี่ยนเป็นเครียดขมึง เขาก็ยิ่งเกิดความหวาดหวั่นขึ้นภายในหัวใจ



“อาการแพ้แสงแดดรุนแรงขึ้นกว่าเมื่อตอนยองแจเด็กๆ มากเลยนะครับพี่ฮิมชาน ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ยิ่งร่างกายเติบโตขึ้น ก็น่าจะยิ่งมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น แต่นี่....”



“จะต้องให้พี่ทำยังไง ... ยองแจถึงจะหายจากโรคนี้”



จงออบทอดถอนลมหายใจ หากเรื่องนี้ง่ายอย่างที่คิด ยองแจคงไม่เจ็บป่วยมาจนถึงทุกวันนี้ หนทางรักษาก็ใช่ว่าจะไม่มี เพียงแต่ ... เขาเองก็ไม่กล้าคิดจะลอง



“เราคงต้องรักษาบาดแผลของยองแจให้หายก่อนที่มันจะลุกลามไปมากกว่านี้ ส่วนโรคแพ้แสงแดดของยองแจ ผมจะลองไปค้นหาตัวยาใหม่ๆ ดูอีกที แต่ว่า...”



“แต่ว่า...อะไร”



เพียงแค่เห็นแววตาอันเจ็บปวดของฮิมชาน จงออบก็รู้สึกสงสารจนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากปลอบใจ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าอาการของยองแจยังยากที่จะรักษาให้หายได้



“ผมยังไม่รับปากหรอกนะพี่...ว่าจะมีหนทางไหนที่จะรักษายองแจได้...แต่ว่าผมจะพยายาม”

 

 




...............................

 

 

 


แดฮยอนได้ยินทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยด้วยโรคแพ้แสงแดดของยองแจ ถึงแม้สิ่งที่ได้ยินอาจจะไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมด แต่เขาก็เข้าใจได้ว่าโรคนี้ทำให้ยองแจของเขาทุกข์ทรมานมากแค่ไหน



หลังจากที่ฮิมชานและจงออบก้าวขาออกไปจากห้อง แดฮยอนก็กระโดดขึ้นบนเตียงทิ้งกายลงนอนเคียงข้างยองแจทันที



ร่างของหมาป่าตัวใหญ่ที่ปกคลุมด้วยขนหนาสีดำสนิทค่อยๆ บิดกายแปรสภาพไปเป็นมนุษย์หมาป่าก่อนจะกลายร่างเป็นเฉกเช่นสามัญชน ถึงแม้จะยังเจ็บปวดราวกับร่างกายกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ในยามที่กลายร่าง แต่เขาก็ฝืนอดทน และหวังว่าในสักวันเขาจะชินชากับการกลายร่างแบบนี้



แดฮยอนกลายร่างเป็นเด็กหนุ่มสามัญชนที่มีหน้าตาคมคาย ดวงตาสีเทาเข้มดูดุดันเมื่อมองผ่านเรือนผมสีดำสนิทอันยุ่งเหยิง จมูกโด่งคมสันสอดรับกับริมฝีปากหนาทำให้ใบหน้าดูน่าเกรงขามและมีเสน่ห์ ร่างกายเปลือยเปล่าสีแทนดูกำยำเกินวัยสิบห้าปีหากเทียบกับสามัญชนทั่วไป



แดฮยอนสอดกายเปลือยเปล่าเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนใหญ่ เด็กหนุ่มดึงกายบอบบางของยองแจเข้ามาในอ้อมกอด เขาระมัดระวังอย่างเต็มที่ เพื่อจะไม่ให้โดนบาดแผลทั้งบนใบหน้าซีกขวาและเรียวแขนที่ถูกพ่อมดหนุ่มหน้าตาซีดเซียวคนนั้นพันผ้าพันแผลไว้ให้



ใบหน้าคมก้มลงกดปลายจมูกโด่งคมลงที่ข้างขมับของคนตัวเล็ก เขาหวังว่าอาการบาดเจ็บของยองแจจะหายไปโดยเร็ว เสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วเบาข้างหูคนในอ้อมกอด



“หายไวๆ นะครับที่รัก”

 






หายไวๆ นะครับที่รัก ผมอยากจะบอกรักคุณจะแย่อยู่แล้ว







................................







ยองแจยังคงหลับใหลดำดิ่งอยู่ในห้วงนิทรา ฮิมชานจึงยอมปล่อยให้เจ้าหมาป่าแดฮยอนนอนเฝ้ายองแจอยู่ในห้อง ส่วนเขาก็เดินออกมาจากห้องนอนพร้อมกับจงออบ



“นายขับรถมาตั้งไกล อยู่ค้างที่นี่สักคืนสองคืนก่อนสิ”



“ไม่ดีกว่าครับ ผมยังมีคนไข้ที่ต้องดูแลอยู่ แล้วผมก็ไม่ได้อยู่ไกลมากด้วย”



“แล้วเด็กนั่นเป็นยังไงบ้าง”



“เขา...ยังไม่ฟื้น”



จงออบไม่อยากพูดถึงเด็กหนุ่มคนนั้นจึงบอกปัดไป เพราะไม่อยากให้ฮิมชานเอ่ยถามถึงอีก  



เด็กหนุ่มสามัญชนวัยสิบห้าปี...ริอาจคิดเป็นเพื่อนกับบลัดที่กำลังล่วงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์



เด็กหนุ่มดื้อด้าน... แสนเอาแต่ใจคนนั้น 



เด็กหนุ่มคนที่ทำให้เขาอารมณ์เสียได้ไม่เว้นในแต่ละวัน









“ยาลดไข้และแก้ปวดที่ผมฉีดให้ยองแจ จะทำให้เขารู้สึกดีขึ้น แล้วถ้ายองแจตื่นขึ้นมา พี่ก็..ทำเหมือนเดิม...ให้ยองแจกินให้อิ่ม แล้วพักผ่อนเยอะๆ เพราะร่างกายกำลังต้องการการฟื้นฟู”



มือเรียวของฮิมชานจับข้อมือของพ่อมดหนุ่มรั้งเอาไว้ ความเย็นเฉียบที่สัมผัสลงบนข้อมือ ทำให้หัวใจของจงออบเต้นผิดจังหวะขึ้นมาทันที 



“แล้ว...เมื่อไหร่ยองแจถึงจะกลับมาเหมือนเดิม”



ทันทีที่ได้ยินคำถามจากอีกฝ่ายที่เผยขึ้นพร้อมความกังวลเต็มใบหน้า ก็ทำให้หัวใจของจงออบกลับมาเต้นแผ่วเบาคงที่ดังเช่นเคย



“เอ่อ...ก็น่าจะสักวันสองวัน ....แต่ว่า .. ต่อไปพี่ต้องระวังหน่อยนะครับ เพราะตอนนี้ร่างกายของยองแจอ่อนแอมาก”



“อืม"



"ผมว่า...พี่น่าจะใช้ อาหาร ที่จำเป็นต่อบลัดอย่างยองแจได้แล้ว"



"อืม....ได้ ...พี่ขอบใจนายมากนะจงออบ”



จงออบได้แต่ยิ้มบางตอบรับคำขอบคุณนั้น ก่อนจะรีบหันใบหน้าก้าวขาไปยังทิศทางของทางออกคฤหาสน์หลังใหญ่นี้ เขาไม่อยากจะอยู่ที่นี่นานนัก เพราะบรรยากาศอันอบอวลไปด้วยกลิ่นกายของไดมอนด์บลัดอย่างคิมฮิมชาน หรือแม้กระทั่งกลิ่นกายของยูยองแจที่กำลังล่วงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก็กระตุ้นเร้าความต้องการของวิซซ์อย่างเขาได้ไม่ใช่น้อย



จงออบรู้ว่าฮิมชานรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เพราะเขาเห็นดวงตากลมสีดำสนิทของฮิมชานฉายแววลึกล้ำออกมา จนทำให้เขา...รู้สึกอึดอัด 



ผู้ชายคนนี้ทั้งแข็งแกร่งทั้งงดงามและเคยทำให้หัวใจของเขาหวั่นไหวมาแล้วในเมื่อครั้งอดีต ความรู้สึกนั้นยังคงเวียนว่ายอยู่ในความทรงจำของเขา



ตอนนี้ความรู้สึกนั้นก็ยังไม่ได้จางหายไปไหน 



เพียงแต่เขาเลือกที่จะเก็บมันไว้ให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเขารู้ดีว่าไม่มีใครสามารถจะไขว่คว้าหัวใจอันแข็งกระด้างของไดมอนด์บลัดผู้ยิ่งใหญ่มาครอบครองเป็นเจ้าของได้ 



นอกจากบุตรชายนามว่า ยูยองแจ เท่านั้น







พ่อมดหนุ่มพยายามท่องจำอยู่ในใจราวกับสะกดจิตของตนเอง



ความรักนั้นหาใช่ความสุขจริงๆ ไม่



ความรักนั้นล้วนแต่นำพาความทุกข์มาสู่หัวใจแทบทั้งสิ้น



ถ้าเลือกได้ ...



ในการเกิดครั้งนี้ .. เขาไม่อยากมีความรักสักครั้งให้เกิดทุกข์แก่ตนเอง

 

 



.

.............................................




เรื่องราวระหว่างยงกุกกับฮิมชานค่อยๆ เผยออกมาแล้วนะคะ

แต่ยังไม่จบค่ะ จะค่อยๆ แง้มออกมาเรื่อยๆ 

แล้วจะรู้ว่าความรักของคู่นี้ยาวนานมากกว่าจะได้มาพบกัน


จงออบก็มาล้าววววว แถมแอบเคยมีซัมติงกับคุณบลัดคนพ่อด้วย

ก็บอกแล้วว่าเขาอยู่กันมานานนนนนมากกกก


แดฮยอนกลายเป็นเด็กหนุ่มรูปงามแล้ว 

ตอนหน้าจะมีใครสักคนโดนกินหรือเปล่าไม่รู้

 รอลุ้นกันเองนะคะ



สำหรับเนื้อหาในตอนนี้เป็นแค่เรื่องสมมุตินะคะ 

อ้างอิงประวัติศาสตร์ของเกาหลีจิ๊ดนึงอย่าจริงจังนะคะ

ช่วงนี้ไรท์ต้องเคลียร์เรื่อง #แดแจฮาร์ดเดอร์ ก่อนนะคะ

แต่จะพยายามมาอัพให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้



เรื่องนี้เม้นได้ตามแท๊กนี้เลยค่ะ

#แวมไพร์ตัวร้ายกับคุณหมาป่าจอมหื่น

@JustMariWriter







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

208 ความคิดเห็น

  1. #173 greenmeat (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 18:02

    ฮืออออตอนนี้คือดีมากกกกกก สงสารยัยหนูมากเลยงือ รีบหายไว ๆ นะคะ

    ส่วนจงออบ เรารูสึกว่าชอบคาร์แรกเตอร์มาก ยิ่งรู้ว่าหวั่นไหวกับฮิมชานอีก แต่ต้องห้ามใจไว้เพราะไม่อยากเป็ฯทุกข์ สงสารอ่า เรื่องนี้สงสารทุกคน TTT ยังไม่ดราม่า แต่มันหน่วงละเกินนนนนน

    #173
    1
    • #173-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 9)
      25 มกราคม 2562 / 11:47
      น้องออบน่าสงสาร น้องผ่านชีวิตมาเยอะมากกก
      #173-1
  2. #64 Nonsenseman (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 กันยายน 2561 / 18:42

    รู้สึกได้ว่าคู่ยงกุกฮิมชานจะกลายเป็นมหากาพย์


    จงออบอ่า ฮือออออ ถูกของคุณพ่อมดจริง ๆ ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ แต่เรื่องความรักมันห้ามกันยากเนอะ สามัญชนคนนั้นก็ท่าทางจะขยันกวนใจน่าดู จงออบถึงต้องโกหกฮิมชาน 5555


    รอคนถูกกินนะคะ -.,-

    #64
    1
    • #64-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 9)
      23 กันยายน 2561 / 23:06
      ไม่รู้ว่าสามัญชนคนนั้นจะสามารถเปลียนใจคุณพ่อมดได้หรือเปล่านะ 5555
      #64-1
  3. #63 Kurobuta (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 กันยายน 2561 / 03:33

    ใครจะกล้าดุยองแจลวเนอะเจอน้ำตาไปหยดเดียใก็ใจอ่อนแล้วอ่ะ อิคุณหมากลายร่างแล้ววว. อร๊ายไปนอนกกกอดน้องแบบไม่ใส่อะไรเลยอ่ะ ทำเกินไปแล้วจะบอกรักกันท่าไหนรอลุ้นต่อไปอ่ะ คู่พ่อมดกะคุณมนุษย์จุนฮงนี่ท่่งทางไม่เบาเหมือนกันนะเพราะตะจูเนี่ยคงแสบไม่เบาฟังจากที่พ่อมดกล่าวถึงแล้ว ส่วนคู่คุณพ่อ ยงกุกน่าสงสารอ่ะนี่แสดงว่าจำฮิมชานได้ตั้งแต่แรกแล้วป่ะมิน่าฉากนั้นถึงได้แซบเว่อร์ อยากรู้จังคู่พ่อยังแซบแล้วคู่ลูกล่ะแค่คิดก็........???

    #63
    1
    • #63-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 9)
      23 กันยายน 2561 / 23:05
      แดฮยอนกลายร่างแล้ววววววว >>> อยากวิ่งออกไปกรีดร้องเหมือนกันค่ะ แต่งเองอินเอง 5555
      #63-1
  4. #62 nammint042 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 22:01
    ยงกุกนี่รอฮิมชานมานานขนาดนี้เลยเหรอ รักมั่นคงมากค่ะ แต่คงจะลำบากหน่อยนะเพราะเค้ารักยองแจ ส่วนคู่แด้แจโล่ออบนี่รอติดตามตอนต่อไปอย่างใกล้ชิด อิอิ
    #62
    1
    • #62-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 9)
      20 กันยายน 2561 / 23:13
      รอติดตามไปนานๆ นะคะ เพราะบางทีความรักก็อยู่ในหลากหลายรูปแบบค่ะ และอาจจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลาด้วยค่ะ ต้องเอาใจช่วยคุณหมาป่ายงกุกด้วยนะคะ
      #62-1
  5. #61 luckytunez (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 20:31
    ร่างกายเปลือยเปล่า.... เปลือยสิ ถามทำไม ตึ่งโป๊ะ!!!

    -หมาหื่น ทำไมไม่ใส่กางเกง!!! เขินเว้ยยย
    #61
    3
    • #61-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 9)
      20 กันยายน 2561 / 20:59
      ไม่ต้องใส่ มันเปลืองเวลาถอด อุ๊ย!!!
      #61-1
    • #61-3 JustMariWriter(จากตอนที่ 9)
      20 กันยายน 2561 / 23:11
      เยี่ยมมมมมม
      #61-3