[B.A.P] 'till the end : แวมไพร์ตัวร้ายกับคุณหมาป่าจอมหื่น [END]

ตอนที่ 30 : Keep your words

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 199
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    28 มี.ค. 62






เจ้าเป็นใคร มาทำอะไรในป่าทึบเช่นนี้!”



เสียงดุดันตะคอกจากทางด้านหลัง ทำให้เด็กหญิงร่างผอมแกร็นที่กำลังนั่งยองๆ จิตใจจดจ่ออยู่กับพันธุ์ไม้ล้มลุกบนพื้นดินเปียกชื้น สะดุ้งตกใจจนแทบจะหงายท้อง



เด็กน้อยยุนอึนบีเหลียวไปมองคนแปลกหน้าที่เห็นเพียงดวงตาคมดุดัน เพราะใบหน้าครึ่งล่างถูกปิดไว้ด้วยผ้าผูกไปทางด้านหลังศีรษะ เส้นผมสีดำสนิทยาวละเพียงต้นคอ



เพราะรูปร่างที่สูงจึงทำให้แขนขาดูยาวเก้งก้างอย่างน่าประหลาด ส่วนผิวกายคมเข้มก็ถูกสวมคลุมด้วยเครื่องแต่งกายที่ทำมาจากขนสัตว์หลากหลายชนิดนำมาเย็บต่อ



ในสายตาของเด็กวัยสิบเอ็ดปี คนแปลกหน้าคนนี้แลดูน่ากลัวอยู่ไม่น้อย



ขะข้าอาศัยอยู่หมู่บ้านตรงเชิงเขา ข้ามาหาสมุนไพรให้ตา



อึนบีรีบละล่ำละลักบอกกล่าว ในใจของเด็กน้อยก็ได้แต่ภาวนาว่า ขออย่าให้คนตรงหน้าเป็นโจรป่าที่เธอเคยได้ยินว่ามักจะออกมาจากป่ามาฆ่าชิงทรัพย์ชาวบ้านอยู่เสมอ



เด็กผู้หญิงหรือ?”



คนแปลกหน้าก็ดูตกใจอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะเขาไม่คิดว่าจะมีเด็กผู้หญิงมาเที่ยวเดินเตร็ดเตร่อยู่ในป่าอย่างไม่กลัวเกรงอันตรายเช่นนี้



ข้า…”



เจ้าเป็นเพียงแค่เด็กน้อย ไม่ควรเดินเข้ามาในป่านี้เพียงลำพัง สัตว์ป่าดุร้ายมีมากมาย เจ้าไม่กลัวหรือไร



อึนบีถูกคนแปลกหน้าว่ากล่าวราวกับเธอเป็นเพียงเด็กเล็กๆ ก็รู้สึกฉุนเฉียวอยู่ภายในใจ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่กล้าจะเอ่ยเถียง เพราะคิดว่าหากอีกฝ่ายโมโหขึ้นมา ไม่แคล้วเด็กอย่างเธอต้องกลายเป็นผีนอนตายเฝ้าป่าแน่ๆ



แต่เมื่ออีกฝ่ายปลดผ้าคลุมใบหน้าออก อึนบีก็ได้เห็นว่าคนตัวสูงเก้งก้างนั้น ถึงโครงหน้าจะคมคายคล้ายผู้ใหญ่ แต่ก็ยังดูเยาว์วัยไม่ต่างกัน เธอจึงอ้าปากต่อล้อต่อเถียงทันทีตามประสาเด็กปากไว



ทีเจ้ายังเข้ามาในป่าได้ แล้วทำไมข้าจึงจะเข้ามาบ้างไม่ได้ เจ้าเป็นเจ้าของผืนป่าแห่งนี้หรือไร”



“เจ้ายังเป็นเด็กเล็กนัก”



“แต่เจ้าเองก็ไม่ได้โตไปกว่าข้านักหรอก



อึนบีไม่ยอมแพ้ยังคงเถียงต่ออย่างหน้าดำหน้าแดง เธอไม่ชอบให้คนอื่นมาบอกว่าเธอยังเป็นเด็กหรือตัวเล็ก ก็ในเมื่อเธอสามารถรับผิดชอบช่วยงานตาเฒ่ามู่จงได้ตั้งหลายอย่าง



ข้าอายุย่างสิบหกแล้ว และพ่อของข้าก็บอกว่าข้าโตเร็วกว่าคนวัยเดียวกันมากนัก ..หากเป็นคนอื่นอาจจะยังเป็นเพียงแค่ลูกหมาอยู่….เอ่อ..ข้าเพียงแค่กล่าวเปรียบเทียบ



ใบหน้าดุดันแปรเปลี่ยนเป็นเก้อเขินเพียงครู่ เมื่อเจ้าตัวเผลอหลุดพูดอะไรบางอย่างที่ไม่สมควรออกมา ก่อนจะแกล้งเฉไฉเปลี่ยนคำพูด



ข้าก็สิบเอ็ดแล้วนะ ไม่ได้เด็กอย่างที่เจ้าคิด



โชคดีที่เด็กหญิงหน้ากลมแต่ตัวเล็กผอมแกร็นไม่ทันได้เอะใจกับคำพูดแปลกๆ ของอีกฝ่าย ยังคงตั้งใจโต้เถียงเรื่องอายุไม่ยอมถอย คนตัวสูงกว่านึกขันอยู่ในใจ จนอดจะเอ่ยเย้าต่อไม่ได้



หึ แต่ก็ยังเด็กกว่าข้าร่วมสี่ปี...แถมตัวก็เล็กนัก...สูงให้ได้เท่าข้าก่อน แล้วค่อยมาอวดโอ้



“…….”



เมื่อเห็นเด็กหญิงผอมแกร็นทำหน้างอง้ำ อีกฝ่ายก็ได้แต่ยกยิ้มมุมปากอย่างเอ็นดู เขาเองก็อยากมีเพื่อนบ้าง อย่างน้อยเด็กสามัญชนคนนี้ก็คงไม่เป็นพิษเป็นภัยใดๆ ต่อเผ่าพันธุ์ของเขา



ก็ได้ๆ ข้าไม่ว่าเจ้าเป็นเด็กก็ได้ เลิกทำหน้างอใส่ข้าเสียที ... ว่าแต่เจ้ากำลังหาสมุนไพรอะไรหรือ



หญ้าหนวดแมวกับเห็ดเมาน่ะ



แถวนี้ไม่มีหรอก ดินและอากาศชื้นเกินไป แต่ข้ารู้ว่าจะหามันได้ที่ไหน ตามมาสิ ข้าจะพาไป



ข้าไว้ใจเจ้าได้ใช่ไหม



หน้าตาข้าไม่น่าไว้ใจขนานนั้นหรือ



ใช่น่ะสิ หน้าตาของเจ้าเจ้าเล่ห์จะตายไป



คนตัวสูงโคลงศีรษะไปมาเมื่ออีกฝ่ายช่างเจรจาต่อล้อต่อเถียง ก่อนที่เขาจะเดินนำเพื่อพาเด็กตัวเล็กไปหาสมุนไพรที่ต้องการในป่า

 

 




เราจะได้พบกันอีกหรือไม่



อึนบีถามคนที่เดินตามออกมาส่งถึงชายป่า



อืม ..ตามปกติข้าจะชอบมาซ้อมยิงธนูอยู่ตรงริมแม่น้ำที่พบกับเจ้าในวันนี้ หากเจ้าอยากพบข้าก็ไปหาได้ แต่สัญญากับข้า ว่าเจ้าจะระวังตัวแล้วก็...อย่าบอกใครเรื่องของข้า เพราะพ่อของข้าคงไม่ชอบหากมีใครเข้าไปยุ่มย่ามภายในป่า



ก็ได้...แต่ว่า...ข้ายังไม่รู้ชื่อของเจ้า



เอ่อ..เรียกข้าว่า...เฮซ...ก็ได้



เฮซหรือ



อืมพ่อมักจะเรียกข้าสั้นๆ เช่นนั้น... แล้วเจ้าล่ะ



ยุน..อึน..”

 


กรรรร....

 


ยังไม่ทันที่อึนบีจะบอกชื่อตนเองได้จนจบ เสียงคำรามดังลั่นของสัตว์ป่าดังอยู่ไกลๆ ก็เรียกความสนใจของอีกฝ่ายให้หันไปมองตามทิศทางของเสียงนั้นจนอึนบียังอ้าปากค้างกล่าวไม่ทันจบ



เด็กน้อยยุน…ไว้มาเจอกันใหม่นะ ข้าไปล่ะ



เฮซหันมากล่าวลากับอึนบีก่อนรีบก้าวขายาวๆ ออกวิ่งตรงไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงนั้นทันที อึนบีได้แต่ยืนนิ่งค้างเมื่อมองคนตัวสูงที่หายตัวไปอย่างรวดเร็วราวกับลมพัดผ่าน



เด็กน้อยอึนบีไม่เคยล่วงรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นสายเลือดเผ่าพันธุ์วูล์ฟ ...มิใช่สามัญชนเช่นเธอ



แต่ทว่า....มิตรภาพและความสัมพันธ์ของสองคนก็เริ่มต้นงอกงามอย่างรวดเร็ว จนผ่านเวลาเนิ่นนานนับเป็นปีๆ

 








วันนี้เฮซสีหน้าไม่สู้ดีจนอึนบีสังเกตได้ คนตัวเล็กกว่าก็บังคับคาดคั้นเอาความ อีกฝ่ายก็ได้แต่อึกอักไม่ยอมปริปากเอ่ยออกมา จนแสงสุดท้ายของตะวันกำลังจะลาลับแนวเนินเขา คนตัวสูงกว่าจึงเผยความให้ได้รู้ขณะทำหน้าที่เดินมาส่งเด็กหญิงตัวเล็กที่ชายป่าเช่นเคย



ข้าคงอยู่เป็นเพื่อนเล่นกับเจ้าได้เพียงแค่วันนี้



อึนบีขมวดคิ้วมุ่น ร่างผอมแกร็นที่แทบจะไม่เติบโตขึ้นจากเมื่อสองปีที่แล้วหันกลับมาแทบจะทันทีที่ได้ยินคำพูดคล้ายจะกล่าวลาของอีกฝ่าย สองมือยกขึ้นเท้าสะเอวอย่างโมโห



ทำไมล่ะ เจ้าจะไปไหน



ข้ากับพ่อต้องไปเป็นทหาร พวกต่างเมืองเคลื่อนทัพมาประชิดตั้งค่ายไม่ไกลจากที่นี่มากนัก อีกไม่นานกองทัพของเมืองหลวงก็จะมาตั้งค่ายตรงลานกว้างเหนือหมู่บ้านของเจ้า



เฮซอธิบายให้เด็กน้อยฟัง พร้อมชี้นิ้วไปยังทิศทางฝั่งเหนือที่เคยไปสำรวจพื้นที่มาพร้อมกับพ่อของตน



ตะแต่ว่าข้าเคยได้ยินว่า คนไปเป็นทหาร...ไม่เคยมีใครรอดชีวิตกลับมา



อึนบียังคงเบิกตากว้างนิ่งค้างด้วยความตกใจ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ก็มีทหารจากเมืองหลวงเข้ามาบังคับให้ผู้ชายตั้งแต่วัยเด็กที่เริ่มรู้ความไปจนถึงวัยชราที่ร่างกายยังพอแข็งแรงไปเป็นทหารเพื่อสู้รบกับพวกกบฏ



หากใครหนีทหารก็จะถูกทางการหมายหัวและตามล่าจับตัวมาประหารชีวิต



แต่ถึงจะยอมไปเป็นทหาร ...



อึนบีก็ไม่เคยเห็นว่า...จะมีใครรอดกลับมาเลยสักคน

 






ไม่หรอกน่าอย่าทำหน้าแบบนั้นสิเด็กน้อย



ดวงตาของเด็กน้อยเริ่มฉ่ำคลอไปด้วยน้ำตาใส ชวนให้หัวใจแกร่งของเด็กเผ่าพันธุ์วูล์ฟอ่อนยวบ มือเรียวยาวถูกส่งมาลูบเบาๆ บนศีรษะของอึนบีเพื่อปลอบใจ



ก็..ก็ข้ากลัวเจ้าตายนี่นา



คนตัวสูงกว่าได้แต่โน้มตัวย่อเข่าลงมาเพื่อให้ใบหน้าอยู่ระดับเดียวกับอึนบี นิ้วเรียวปาดซับหยาดน้ำตาที่เลอะสองข้างแก้ม



หึ นี่เจ้าดูถูกฝีมือยิงธนูกับขี่ม้าของข้าหรือ



ฮึ่กก็ข้ากลัวเจ้าตายอย่างไรเล่า..ฮือออ



อึนบีร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อาย ใบหน้ากลมซบลงบนฝ่ามือตัวเอง ร่างผอมแกร็นโยกไหวตามแรงสะอื้น



เด็กโง่



ดวงตาคมสั่นไหวเพราะอยู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงแรงเต้นผิดปกติในหัวใจ



ฮือ….”



ข้าสัญญาว่าข้าจะกลับมาหาเจ้า”



อดไม่ได้...



เพราะหัวใจที่กำลังเต้นอย่างผิดจังหวะ คนตัวสูงกว่าจึงรวบร่างของเด็กหญิงตัวเล็กเข้ามาสวมกอดแนบแน่น



จริง..ฮึ่กจริงนะ



อืม...เจ้ารู้จักข้ามาตั้งสองปี มีคราใดที่ข้าโกหกเจ้าบ้าง



เด็กน้อยส่ายหน้าไปมาทั้งที่ใบหน้ายังซุกอยู่บนแผ่นอกของอีกฝ่าย



เห็นไหมล่ะ ข้าไม่เคยโกหกเจ้าสักครั้ง จงเชื่อข้า….ตะวันใกล้จะลับฟ้าแล้ว เจ้าควรกลับเข้าหมู่บ้านไปก่อนที่จะถูกไม้เรียวจากตาของเจ้า



อึนบีผละกายออกจากอ้อมกอดของเฮซ เด็กน้อยพยายามกลั้นแรงสะอื้นพร้อมใช้มือปาดป่ายไปทั่วสองแก้มเพื่อเช็ดคราบน้ำตา ก่อนจะพยายามยิ้มออกมาเพื่อให้คนตัวสูงกว่าสบายใจ



อึนบีอยากจะเชื่อในคำที่อีกฝ่ายบอกว่าจะกลับมา



อึนบีเคยได้ยินมาว่าจะมีแต่พวกทหารที่มียศสูงๆ หรือคนสำคัญๆ เท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ได้ใส่เสื้อเกราะ และจากการสวมกอดกันครั้งนี้ทำให้อึนบีได้รู้ว่า...ภายใต้เสื้อผ้าขนสัตว์ตัวหนานั่น



เฮซสวมเสื้อเกราะ



“วันนี้ข้าจะขอยืนมองเจ้ากลับเข้าป่าบ้าง หลังจากที่ทุกครั้งเจ้าเป็นคนมาส่งข้าตลอด”



อึนบีเงยหน้ามองคนตัวสูงกว่า แม้จะมองสีหน้าของอีกฝ่ายไม่ชัดเจนเพราะแสงจากตะวันที่คล้อยต่ำลงมาเรี่ยยอดไม้สะท้อนอยู่ด้านหลัง แต่จากความเงียบที่เกิดขึ้นชั่วขณะก็ทำให้อึนบีสัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่อยากจากลาของอีกฝ่ายเช่นกัน



“อืม...ได้สิ”



เฮซถอนหายใจก่อนผิวปากเรียกม้าสีดำตัวใหญ่คู่กายที่ไม่นานก็ห้อตะบึงตามเสียงเรียกออกมาจากป่า คนเป็นเจ้าของกระโดดวาดขาขึ้นคร่อมบนหลังม้าตัวใหญ่อย่างชำนาญ



“เมื่อข้าไม่อยู่แล้ว เจ้าก็อย่ามาเที่ยวเดินคนเดียวในป่าแห่งนี้อีก...มันอันตรายเกินไปสำหรับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเจ้า”



“ท่านจะกลับมาหาข้าใช่หรือไม่”



ใบหน้ากลมแหงนเงยมองคนที่นั่งอยู่บนหลังม้าอย่างคาดหวัง เฮซตบเบาๆ บนแผงคอให้ม้าของตนเองย่ำเท้าอยู่กับที่ มันสะบัดใบหน้าไปมาพลางพ่นลมหายใจฟึดฟัดออกมาอย่างไม่ค่อยพอใจ



“ใช่..ข้าจะ”



ข้าจะรอ...”



“............”



“ข้าจะรอ...เป็นเจ้าสาวของท่านพี่



เฮซนิ่งชะงักชั่วครู่ ดวงตาคมเบิกกว้างอย่างตกใจ ก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้างเปื้อนใบหน้าไปให้เด็กน้อยวัยย่างสิบสามปีที่ยืนก้มหน้างุดมองพื้นหลังจากเอ่ยประโยคคำสัญญาออกมาอย่างเขินอาย



ถ้าเช่นนั้น ... พี่จะกลับมาทวงคำสัญญาจากเจ้า




 





คำสัญญาของเด็กวัยสิบสองในวันนั้น....



ใครจะรู้ได้ว่า...แม้เวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด...ก็หาได้มีสิ่งใดสั่นคลอนคำสัญญานั้นได้



แต่ทว่า... คนที่ให้คำมั่นว่าจะกลับมา...ก็ไม่เคยหวนกลับคืน

 

 




...................50%................




คุณโอดัลชู!”



ชเวมินซิกก้าวขาพาร่างอันอวบอ้วนไปยังสถานที่ทำงานอีกแห่งของโอดัลชูที่ตั้งอยู่ในตัวเมือง ไม่ไกลจากโรงงานน้ำหอมมากนัก จริงๆ แล้ว สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มินซิกให้ทุนมหาวิทยาลัยประจำเมืองก่อตั้งขึ้นมา โดยแลกกับการขอใช้พื้นที่บางส่วนในการวิจัยที่แยกส่วนออกมาจากห้องวิจัยของโรงงาน



งานวิจัยบางอย่างที่ดัลชูบอกว่าเป็นความลับ และมินซิกไม่อยากจะยุ่งเกี่ยว



การกลายพันธุ์



เวลานอกเหนือจากการทำงานที่โรงงาน ดัลชูมักจะขลุกอยู่ที่นี่จนคล้ายเป็นบ้านหลังที่สอง ทำให้มินซิกรู้ได้ทันทีว่าจะตามหาดัลชูได้ที่ไหนเมื่อติดต่อหาไม่ได้ทางมือถือ



ทะทำไงดี โรงงานของผม... เมื่อกี้ผมแวะเข้าไปดู...มัน... ไฟไหม้พวกนั้นเต็มไปหมด



มินซิกละล่ำละลักบอกกล่าวอีกฝ่ายทันทีที่พบหน้า เพราะเขาคิดว่าดัลชูยังไม่รู้เรื่องที่โรงงานไฟไหม้ ตอนที่ลูกน้องของเขาโทรมาบอก เขาก็รีบหุนหันขับรถออกจากบ้านทันทีจนลืมว่าทิ้งลูกชายไว้ในบ้าน



เขาขับรถตรงไปยังโรงงาน แต่พอถึงใกล้แถวบริเวณหน้าโรงงาน เขาก็เห็นพวกนั้นอยู่เต็มไปหมดจนไม่กล้าจะเข้าไป



พวกคนแปลกหน้าที่ท่าทางไม่เหมือนสามัญชนหรือฮาล์ฟเช่นเขา



โอดัลชูยังคงรักษาสีหน้าและรอยยิ้มเอาไว้ ทั้งๆ ที่ในใจคิดเยาะหยันความโง่งมของชายสูงวัยร่างอ้วนตรงหน้า ดวงตาของดัลชูค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวเรืองรองดั่งมรกต



ดวงตาเจ้าเล่ห์สีเขียวจดจ้องมองดวงตากลมสีฟ้ากระจ่างของชายสูงวัยอย่างไม่กระพริบ พลางเอ่ยประโยคอันเรียบง่ายอย่างชัดถ้อยชัดคำ



คุณชเวมินซิก...คุณควรขับรถกลับไปบ้าน แล้วก็พักผ่อนซะ... โรงงานที่ถูกเผาไป พรุ่งนี้เราก็สร้างใหม่ขึ้นได้อีก



“.................”



จำเอาไว้ว่า...คุณแค่อยู่เฉยๆ แล้วปล่อยให้ผมจัดการ...ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง



เสียงทุ้มเรียบของดัลชูที่มินซิกได้ยิน ทะลุเข้าสู่โสตประสาทเป็นดั่งมนตร์สะกดจิตให้คิดคล้อยตาม ชายสูงวัยยืนนิ่งงันอยู่เพียงครู่ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเลื่อนลอย แล้วหันหลังเดินออกนอกประตูห้องวิจัยไปด้วยดวงตาที่คล้ายคนที่ตกอยู่ในภวังค์



น่าแปลกประหลาดที่ดัลชูค้นพบความสามารถพิเศษของตนเองหลังจากเขาหลบหนีออกมาจากบ้านตอนอายุสิบเก้าปี ทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้กลายพันธุ์เป็นวิซซ์ เพียงแค่ตอนนั้นความสามารถพิเศษของเขาเป็นเพียงอะไรที่เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น



แต่หลังจากที่เขาใช้เวลานานนับเป็นสิบปีกับการทดลอง โดยใช้ตนเองเป็นหนูทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายเขาก็สามารถใช้อำนาจบางอย่างได้ไม่แตกต่างจากวิซซ์



รวมทั้งอำนาจการสะกดจิต



และความสำเร็จของเขาในทุกวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งมาจากการใช้อำนาจสะกดจิตให้ชเวมินซิกคล้อยทำตามคำสั่ง



คนโลภนั้นย่อมตกเป็นเหยื่อได้ง่ายเสียยิ่งกว่าคนโง่



เพียงแค่เอาผลประโยชน์เข้าหลอกล่อ อีกฝ่ายก็ยินยอมพร้อมจะทำตามเพราะความโลภบังตา



ในสายตาของโอดัลชู ….ชเวมินซิก... ก็เป็นหนึ่งในจำพวกนั้นเช่นกัน

 





………………………

 



จุนฮงกัดฟันกรามแน่น



ถึงอีกฝ่ายจะเป็นบิดา....แต่ก็ให้อภัยไม่ได้

 





ความกระวนกระวายใจทำให้เด็กหนุ่มเริ่มระบายโทสะด้วยการทำลายข้าวของในห้องอย่างเกรี้ยวกราด เขาเดินหมุนวนอยู่ภายในห้องนอนใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างแน่นหนาเพราะความวิตกจริตของบิดาผู้ขลาดเขลา



จุนฮงถูกหลอกให้รอคอยในห้องนอนของบิดา หลังจากบิดาของเขาบอกว่าจะไปพาตัวจงออบมาให้ แต่เด็กหนุ่มก็ได้แต่ข่มใจรอจนนานนับเกือบครบชั่วโมง



ถึงได้พบว่า...บิดาลงกลอนประตูด้านนอกห้องเอาไว้ เหมือนเจตนาจะกักขังเขาให้อยู่แต่ภายในห้องนอน



และไม่ว่าเขาจะพังข้าวของในห้องจนเละเทะมากขนาดไหน หรือทุบประตูห้องร้องเรียกให้ใครที่อยู่ข้างนอกช่วยเปิดประตูให้ ก็ไร้วี่แววคนตอบรับ



จุนฮงไถลตัวลงนั่งพิงประตูห้องนอนอย่างหมดแรง เสียงพายุฝนคึกคะนองสาดกระหน่ำอยู่ด้านนอก กลบเสียงตะโกนเรียกร้องของเด็กหนุ่มกลายพันธุ์ไปเสียจนหมดสิ้น เม็ดฝนที่ตกกระทบอยู่ข้างนอกยังไม่เย็นเยียบเท่ากับน้ำตาของเขาที่กำลังร่วงหล่นในยามนี้



ความเป็นห่วงกำลังทับถมจนหัวใจของเขาหนักอึ้ง ความเจ็บปวดระทมทุกข์กำลังแผ่ซ่านไปทั่วทั้งหัวใจ



“พี่จงออบผมคงเป็นเด็กเมื่อวานซืนที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ ขนาดตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย”



ผมจะเป็นบลัดไปเพื่ออะไร



แค่ปกป้องพี่..ผมยังทำไม่ได้



“ผมคงเป็นได้แค่ตัวถ่วงพี่เดือดร้อนขนาดนี้ ผมยังไปช่วยพี่ไม่ได้เลย



เด็กหนุ่มก้มหน้าร้องไห้อย่างหมดท่าให้กับความอัดอั้นตันใจ เขาโทษว่าเป็นความผิดของตนที่ไม่สามารถออกไปช่วยคนที่เขารักได้



ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นห่วง



ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวด

 







แกร๊ก



ชเวมินซิกผงะตกใจเมื่อเปิดประตูเข้ามาพบกับบุตรชายกำลังยืนมองเขาอยู่กลางห้องด้วยใบหน้าถมึงทึง ดวงตาสีวาวโรจน์จดจ้องมองมาจนทำให้หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น ใบหน้าซีดขาวชื้นเหงื่อของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด



ความรู้สึกนึกคิดของชายสูงวัยมึนงงและเชื่องช้าราวกับถูกยากล่อมประสาท ร่างกายก็เมื่อยล้าไม่น้อยหลังจากขับรถฝ่าพายุฝนกระหน่ำกลับมาถึงบ้านได้ในเวลาใกล้รุ่งสาง แต่ทันทีที่เขาเหยียบย่างเข้ามาภายในบ้านหลังใหญ่ เขาก็พลันคิดได้ว่าตนเองได้กักขังบุตรชายไว้ในห้องนอน



สาเหตุนั้นมาจากความหวาดหวั่นของเขาเอง เขากลัวว่าในตอนที่ตนเองก้าวขาออกมาจากห้อง บุตรชายอันเป็นที่รักจะสูญหายไปอีกครา แต่เขาก็ไม่ได้มีเจตนาจะทิ้งให้บุตรชายเอาไว้เพียงลำพังนานนับค่อนคืนเช่นนี้



พ่อพ่อขอโทษลูกพ่อไปธุระมา..ละแล้วติดพายุ



มินซิกรีบเอ่ยแก้ตัว ทั้งๆ ที่เห็นว่าแววตาของบุตรชายเปลี่ยนไป สีแดงยังคงเปล่งประกายจากดวงตาที่เคยเป็นสีฟ้าใสกระจ่าง แต่คนเป็นพ่อก็ยังคงเลือกปฏิเสธในสิ่งที่มองเห็นตรงหน้า



มินซิกยังคงคิดหลอกตัวเองว่า เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้ายังคงเป็นบุตรชายตัวเล็กๆ ของเขาเช่นเดิม



ผม..ต้อง..การ..เจอ..พี่..จง..ออบ..เดี๋ยวนี้!”



เสียงกดต่ำเค้นออกมาจากลำคอ มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเส้นเลือดบนข้อมือปูดโปน จุนฮงพยายามสงบอารมณ์ให้เยือกเย็น ทั้งที่เขาอยากจะกระโจนเข้าฉีกทึ้งร่างของชายที่เขาไม่อยากคิดว่าเป็นพ่อของตนเองใจแทบขาด



จุนฮงรู้ว่าพี่จงออบตามสืบเรื่องราวของเขาและครอบครัวมาตั้งแต่รับตัวเขาเข้ารักษาที่โรงพยาบาล พี่จงออบคงไม่อยากให้เขากลับมาเจอบิดาที่มีพฤติกรรมน่ารังเกียจเช่นนี้ เขาจึงถูกห้ามปรามไม่ให้กลับมาที่บ้านหลังนี้อีก



พี่จงออบคงไม่อยากให้เขาพลาดพลั้งลงมือทำร้ายผู้ให้กำเนิดจนถึงแก่ชีวิต



ละ..ลูก...ใจเย็นๆ



ท่าทางลุกลี้ลุกลนผสานความหวาดกลัวของมินซิกทำให้จุนฮงไม่อยากรอช้าอีกต่อไป เขาพุ่งกายกระแทกไหล่บิดาให้พ้นทางหลบออกจากหน้าประตู ก่อนจะออกวิ่งไปตามสัญชาตญาณเพื่อตามหาคนรัก ปากก็ตะโกนพร่ำเรียกชื่อตามหาไปตลอดทาง



มินซิกได้แต่พาร่างอันอวบอ้วนก้าวขาตามบุตรชายเท่าที่กำลังจะพาไปไหว เขาไม่รู้ว่าดัลชูให้ลูกน้องไปจับตัวคนที่บุตรชายของตนอ้างว่าเป็นคนรัก เขาไม่รู้ว่าคนคนนั้นถูกจับขังไว้ที่ไหน



จุนฮงลูกใจเย็นๆพ่อตามลูกไม่ทัน



แน่นอนว่ากำลังของฮาล์ฟ จะเทียบอะไรได้กับเด็กหนุ่มบลัดสายเลือดใหม่ สุดท้ายมินซิกก็ได้แต่ยืนอ้าปากหอบหายใจอยู่ตรงเชิงบันไดหลังจากวิ่งตามบุตรชายอยู่ชั่วครู่



เด็กหนุ่มไล่เปิดประตูห้องในบ้านไปแทบทุกบานอย่างไร้ความเหน็ดเหนื่อย สองขายาวก้าวขึ้นลงบันไดไปตามชั้นสองและชั้นสามก่อนจะวกกลับลงมาที่ห้องโถงชั้นล่างอีกครั้ง และเมื่อเห็นหน้าของบิดาที่ยืนรออยู่ด้านล่าง เขาก็พุ่งกายตรงเข้าไปหาทันที



พี่จงออบอยู่ที่ไหน!”



พ่อขอโทษพ่อก็ไม่รู้ดัลชูเป็นคนจัดการทั้งหมด เขาบอกให้พ่ออยู่เฉยๆ แล้ว…”



มินซิกแทบจะทำอะไรไม่ถูก เมื่อบุตรชายส่งเสียงตะคอกออกมา สมองของเขามึนงง พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ ในสมอง เขาทั้งหวาดกลัว ทั้งตื่นตกใจ ชายสูงวัยได้แต่ภาวนาขอให้บุตรชายหายจากโรคร้ายแล้วกลับมาเป็นเด็กชายตัวเล็กที่อยู่ในโอวาทของเขาเช่นเดิม






ใช่



มินซิกเข้าใจว่า...การกลายพันธุ์เป็นโรคร้ายชนิดหนึ่ง





…………………………..



 

ปี๊ป!



ปี๊ป!




เสียงจากหน้าจอมอนิเตอร์ และมือถือดังเตือนขึ้นมาพร้อมๆ กัน



โอดัลชูสะดุ้งตกใจตื่นขึ้นทันที หลังจากที่เขาเผลองีบหลับไปบนโต๊ะทำงานตัวเล็กที่ตั้งอยู่ภายในห้องวิจัย



ใบหน้าเจ้าเล่ห์แสยะยิ้มกว้าง ดวงตาของเขาเป็นประกายเมื่อเห็นสัญญาณการเคลื่อนไหวบนหน้าจอมือถือ หลังจากเมื่อคืนสัญญาณติดตามตัวขาดหายไปเพราะแรงลมพายุ



เขายกมือถือขึ้นเพื่อติดต่อลูกน้องที่ซ่องสุมเอาไว้จำนวนหนึ่ง



เมื่อปลายทางกดรับสาย เขาก็กรอกเสียงสั่งงานคนที่อยู่ปลายทางด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น



เก็บเด็กบลัดนั่นไว้ให้ฉัน...ที่เหลือกำจัดให้หมด...อย่าให้มีชีวิตรอดแม้แต่คนเดียว

 







ในเมื่อคนเป็นพ่ออันตรายเกินควบคุม



ก็ไม่แปลก...



ถ้าเขา....อยากจะได้คนเป็นลูกมาครอบครอง









.........................................




ครบ 100% แล้วค่าาาา 




มาทายกันว่าเฮซคือใคร????

อึนบีจะได้เจอรักแรกและรักเดียวหรือไม่

แล้วคนรักของอึนบีพัวพันอะไรกับคู่คุณพ่อ คุณลูกหรือเปล่า



ดัลชูกำลังวางแผนร้ายอะไรต่อไป

ฮิมชานจะเป็นอะไรไหม????



รอติดตามต่อไปค่ะ

อยากบอกว่าอีกสองตอนจะจบล้าวววว

เนื้อหาดุเดือดเข้มข้นมากกกก



ใครสนใจเป็นรูปเล่มกดจิ้มจองได้ค่ะ

แบบฟอร์มจองฟิค >>>>> คลิก

แบบฟอร์มแจ้งโอนเงิน >> คลิก


#แวมไพร์ตัวร้ายกับคุณหมาป่าจอมหื่น

@JustMariWriter





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

208 ความคิดเห็น

  1. #184 Kurobuta (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 / 04:02

    อิดัลชู -เลว เลวจริงจังนะเออ ฆ่าพ่อตะจูแหงๆ. น่าสงสารอ่ะ คู่นี้รันทดกว่าเพื่อนคู่อื่นเค้าถึงไหนๆกันละคู่นี้ยังต้องตามหากันยุเลย เอ็นดูทำอะไรไม่ได้ร้องไห้แม่ม5555. เด็กหนอเด็กอดทนนะเดี๋ยวต้องได้เจอพี่จงออบแน่ๆอดทนไว้ก่อนนะตะจู

    #184
    1
    • #184-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 30)
      27 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:08
      น้องโล่อายุสิบห้า ยังงอแงตามประสาค่ะ แต่จะค่อยๆ โตเป็นหนุ่มอย่างมีคุณภาพแน่นอน
      #184-1
  2. #183 Kurobuta (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 / 04:33

    พวกวูล์ฟ ตะไมอบอุ่นทู้กกกกกกกคน หวานเว่อร์ ทำเป็น "ข้าไว้ใจเจ้าได้เหรอ" สุดท้ายเป็นไง รอเป็นเจ้าสาวเค้าเฉย ว่าแต่เฮซนี่จะเป็นใคร ไม่ขอเดารออีกครึ่งที่เหลือค่ะ. ฮือออออ. คิดถึงน้งชาน

    #183
    1
    • #183-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 30)
      18 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:20
      อยากได้คุณวูล์ฟเป็นของตัวเองบ้าง งื้อออ
      #183-1
  3. #182 nammint042 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:44
    จำได้ว่าอึนบีเคยบอกว่าแดฮยอนหน้าเหมือนคนเคยรู้จัก หวังว่าเฮซคงไม่ใช่พ่อแดฮยอนนะ
    #182
    1
    • #182-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 30)
      18 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:20
      คอยลุ้นกันนะคะ ^^
      #182-1