[B.A.P] 'till the end : แวมไพร์ตัวร้ายกับคุณหมาป่าจอมหื่น [END]

ตอนที่ 29 : Believe in destiny

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 196
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    23 มี.ค. 62




บ้าเอ๊ย!”



เสียงสบถคำรามลั่นเรียกสติที่กำลังเลื่อนลอยของแม่ทัพหนุ่มให้กลับมาอีกครั้ง เสียงนั้นมาจากทหารกองพลธนูมือฉมังที่ยงกุกคุ้นตาว่าเป็นบุตรชายของทหารนายกองคนสนิท



เด็กหนุ่มรูปร่างสูงเพรียว สีผิวคมเข้ม กำลังกวาดขาก้าวลงมาจากหลังม้าศึกสีดำอย่างสง่างาม



ท่านจะตายไม่ได้นะ...ท่านห้ามตายเด็ดขาด



เด็กหนุ่มส่งเสียงตวาดดังลั่นสั่นเครือ พลางใช้สองมือประคองจับยกร่างของแม่ทัพหนุ่มที่ล่ำสันกว่าตนเอง ให้ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลจากกองซากศพ เขาพยายามประคองร่างของยงกุกไปพาดบนหลังม้า



เจ้าม้าสีนิลคู่ใจก็แสนชาญฉลาด มันย่อกายลงให้เจ้านายจับคนสูงวัยกว่าพาดกายไปบนลำตัวของมันอย่างไม่ลำบากมากนัก



อยู่ๆ ยงกุกก็รู้สึกได้ถึงความมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งอย่างน่าประหลาด ร่างกายที่พึ่งคิดว่าเจ็บปวดจนไร้สิ้นความรู้สึก คล้ายว่าวิญญาณใกล้จะหลุดลอยหลังจากปล่อยวางแล้วทุกอย่าง กลับกลายเป็นว่าความเจ็บปวดนั้นกำลังกลับมาแล่นริ้วไปทั่วทั้งร่างกายอีกครั้ง



สุดท้าย แม่ทัพหนุ่มก็หมดสติไประหว่างทางก่อนจะได้รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้พาเขาไปไหน

 

 

 






ท่านแม่ทัพแม่ทัพบัง



เสียงแหบต่ำกระซิบเรียกยงกุกให้หลุดออกมาจากห้วงนิทรา แต่เปลือกตาทั้งสองข้างของชายหนุ่มหนักยิ่งกว่าถูกหินทับ ร่างกายเจ็บระบมหนักไปทั่วเหมือนกับถูกฉีกทึ้งออกเป็นชิ้นๆ



...........



เขาพยายามส่งเสียงตอบรับจากลำคอที่แห้งผาก แต่ทว่าไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้



ท่านแม่ทัพข้าดีใจที่ลูกของข้าตามหาท่านพบแต่ข้าเองกลับบาดเจ็บจน...ไม่อาจมีชีวิตพ้นในคืนนี้ถ้าอย่างไรข้าจะขอมอบสิ่งสำคัญไว้ให้ท่าน...ช่วยดูแล



คิ้วเข้มขมวดมุ่น แม้ดวงตายังไม่อาจลืม แต่สติของเขาก็เริ่มฟื้นคืนขึ้นมาอย่างรวดเร็วตามวิสัยของชายชาตินักรบ



ใครกัน



ข้าขอฝากลูกของข้าให้เติบโตภายใต้การพิทักษ์ของท่านได้โปรดดูแลเขา...ให้เขาได้เป็นกำลังของท่านต่อไปในภายภาคหน้า”



เสียงอันคุ้นเคย...ของทหารกล้าคู่กาย



“และหัวใจของข้า....ที่มอบให้ด้วยความเต็มใจ ...ด้วยความจงรักภักดีที่มีต่อท่านขอให้ท่านจงมีชีวิตอยู่ต่อไป



เสียงของ...นายกอง...จองมินกยู



ลูกพ่อ...เจ้าเป็นทหารกล้า...จงอย่าร้องไห้ต่อไป...เจ้าจะต้องเชื่อฟังท่านแม่ทัพ”



อะไรกัน



“ฮึ่ก...ท่านพ่อ...ข้าขอโทษ...ข้าไม่อาจปกป้องท่านได้”



“อย่าได้เสียใจ...บาดแผลนี้แค่เร่งให้ข้าหมดอายุขัยเร็วขึ้นก็เท่านั้น...จงจำไว้ว่า พ่อภูมิใจในตัวเจ้าเสมอ”



“ฮึก...ท่านพ่อ...”



ยงกุกได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของใครบางคน เขาพยายามฝืนลืมตาขึ้นมอง แต่ภาพแสงสว่างพาให้ดวงตาพร่าพราย โลกทั้งใบยังหมุนคว้างอยู่ในหัวของเขา



“เจ้าจงเป็น..คิงส์วูล์ฟ...ที่ดีและยึดมั่นในคุณธรรม...เช่นเดียวกับที่ท่านแม่ทัพเป็นเขาจะ..เป็น..ผู้...พิทักษ์ของเจ้า



“ท่านพ่อ...ท่าน...พ่อ...”



ยงกุกได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วเบาดังอยู่ไม่นานก็ค่อยๆ จางหาย



ก่อนจะได้ยินเสียงเนื้อผ้าเสียดสีจากการขยับกาย



ตามด้วยเสียงโลหะราวกับปลายมีดหลุดออกจากปลอกเหล็กกล้า



และเสียงบางอย่างที่เขาไม่แน่ใจด้วยสติที่ยังไม่ครบถ้วน



แต่สิ่งที่เขามั่นใจก็คือ ...กลิ่นคาวเลือด

 








ริมฝีปากอันแห้งผากของยงกุกถูกจับบีบให้อ้าออก ของบางอย่างที่มีกลิ่นคาวจัดถูกยัดเยียดเข้าไปในโพรงปาก ไม่ทันที่เขาจะได้ต่อต้าน ปลายนิ้วของใครคนนั้นก็กดลึกสิ่งแปลกปลอมนั่นเข้าไปในลำคอของเขาทันที



“อึ่ก!



ฮึกท่านแม่ทัพต่อไปนี้...”



ไม่ถึงอึดใจ สิ่งนั้นก็ละลายกลายเป็นน้ำที่มีรสชาติคล้ายชาร้อนที่ขมจัด



“อ๊อก!



“ท่านจงเป็น...ดั่งผู้พิทักษ์ของข้ามิตรของข้าและ...บิดาของข้า



ความร้อนนั้นลวกไปทั่วลำคอจนยงกุกแทบขาดใจ สองมือหนาเกาะกุมตะกุยลำคอของตนเองพลางดิ้นทุรนทุรายปัดป่ายไปมาบนพื้นที่นอน ความร้อนแผ่ซ่านจากลำคอกระจายไปทั่วร่างกาย ร่างกายของแม่ทัพหนุ่มปวดแสบปวดร้อนราวกับถูกจับโยนลงไปในน้ำร้อนที่เดือดจัด



อ๊ากกกกกก….”



น้ำตาไหลออกมาจากสองตาที่เบิกโพลง ผิวกายเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มราวกับเปลวไฟ บาดแผลทั่วร่างกายค่อยๆ สมานตัวแต่ก็แลกมาด้วยความเจ็บปวดราวกับตกนรกก็ไม่ปาน



ชั่วขณะหนึ่ง ยงกุกเหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มคนนั้นยืนมองเขาด้วยทีท่าสงบนิ่ง ดวงตาคมเข้มดุดันสะท้อนความรู้สึกเศร้าออกมาอย่างชัดเจน สองแก้มยังเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา และสิ่งสุดท้ายที่เขามองเห็นก่อนสติสัมปชัญญะจะดับลงไปอีกครั้งก็คือ



บนเตียงไม้ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเตียงของเขา ...สิ่งที่ดูคล้ายเปลือกของต้นไม้ที่ค่อยๆ แห้งกรอบใกล้แตกสลาย



ร่างของมนุษย์หมาป่าที่ไร้ซึ่งลมหายใจ

 

 







…………………

 

 





ดวงตากลมสีดำสนิทกวาดมองออกไปยังพื้นที่ดินกว้างขวางหน้าคฤหาสน์ เดิมเคยเป็นแปลงกุหลาบนานาพันธุ์กว้างสุดตา แต่ตอนนี้กลับถูกทำลายเสียหายย่อยยับไปกว่าครึ่ง ไม่เว้นแม้แต่ตัวเรือนคฤหาสน์ก็ถูกทำลายเสียหายไปไม่น้อยเช่นกัน



ฮิมชานกลับมาถึงคฤหาสน์ในตอนดึกก่อนพายุลมฝนผิดฤดูกาลจะโหมสาดกระหน่ำ เขานั่งรอคอยบุตรชายอันเป็นที่รักด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง 



เขาหวังว่าจะได้เห็นใบหน้างดงามเปื้อนหยาดน้ำตาแห่งความดีใจ วิ่งโผเข้าสู่อ้อมกอดของเขาอย่างปลอดภัย



และความหวังทั้งหมดของเขา ...อยู่ที่เด็กวูล์ฟนั่นเพียงคนเดียว



จอง แดฮยอน



ฮิมชานหวังว่าแดฮยอนจะคุ้มครองยองแจได้ดั่งคำสัญญาที่ให้ไว้ เขาหวังว่าพลังแห่งความรักของทั้งสองคนจะสามารถประคับประคองพากันกลับมาจนถึงที่นี่ได้อย่างปลอดภัย

 









พระเจ้า ….ได้โปรด….



ขอให้ท่านเห็นแก่ความรักของเด็กทั้งสองคนนั่น



อย่าพรากเด็กทั้งสองให้แยกจากกัน



อย่าพรากพวกเขาไปจากโลกที่ยังงดงามใบนี้



หากท่านต้องการใครสักคน



ขอให้ข้า….เป็นคนคนนั้น






แต่ทว่าจนถึงรุ่งสาง คำอธิษฐานของฮิมชานก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผล เขายังคงนั่งจมจ่อมอยู่ในห้องทำงาน ดวงตาเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่างไม่ขยับกายไปไหน หัวใจของเขาคล้ายกำลังผุกร่อนลงทุกวินาทีที่เฝ้ารอคอยบุตรชายอันเป็นที่รักให้หวนคืน



นายท่านเจ้าคะพวกเราเก็บของเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วค่ะตอนกลางวันรถขนส่งจะมารับของเพื่อนำไปส่งที่ปลายทางค่ะ



อืม



เสียงของหญิงรับใช้คนเก่าคนแก่เรียกฮิมชานให้หลุดจากภวังค์ เขาสั่งการให้เหล่าคนรับใช้ช่วยกันเก็บข้าวของเท่าที่จำเป็นเพื่อเตรียมย้ายถิ่นพำนัก แต่คำว่าปลายทางเป็นเพียงแค่โกดังร้างไว้เก็บข้าวของเท่านั้น มิใช่เป็นสถานที่ที่พวกเขาจะไปอยู่อาศัย



ฮิมชานกวาดสายตามองไปรอบห้องทำงานครั้งสุดท้ายก่อนจะก้าวเดินออกไปพร้อมกับคนรับใช้ เพื่อลงไปยังผืนดินที่เคยเต็มไปด้วยกุหลาบนานาพันธุ์



คฤหาสน์แห่งนี้เขาอยู่อาศัยมานานหลายร้อยปี ถึงแม้จะหมุนเวียนเปลี่ยนสถานที่ไปบ้าง แต่สุดท้ายเขาก็เลือกจะกลับมาอาศัยอยู่ที่นี่ สถานที่ที่เขาเรียกว่าบ้านได้อย่างเต็มปาก



แต่บ้านที่เขาคิดว่าปลอดภัยที่สุด กลับถูกทำลายลงด้วยฝีมือของพวกฮาล์ฟ ดังนั้นจึงอันตรายเกินไปที่จะยังคงอาศัยอยู่ เห็นทีคงต้องทิ้งร้างไปอีกนานกว่าจะได้กลับมาเยือนใหม่อีกครั้ง



คงต้องรออีกนานหลายร้อยปี



รอจนกว่า......



เรื่องราวในวันนี้ จะถูกกล่าวขานว่าเป็นเพียงเรื่องหนึ่งในตำนานหรือเป็นเพียงนิทานหลอกเด็ก

 






เมื่อยังไร้วี่แววของคนที่เขาเฝ้ารอ ฮิมชานจึงสั่งให้เหล่าคนใช้ที่เหลืออยู่ ช่วยกันนำเถ้าถ่านเศษซากของบลัดที่ถูกทำลายไปโปรยบนผืนดินที่เคยเป็นแปลงกุหลาบ

 


สุดท้าย ..เมื่อยามสิ้นใจ...ทุกสรรพสิ่งก็กลับคืนสู่ผืนดิน

 


แตกต่างกันเพียงแค่



เผ่าพันธุ์วิซซ์จะสลายกลายเป็นเม็ดทราย



เผ่าพันธุ์บลัดจะกลายเป็นผงเถ้าธุลี



เผ่าพันธุ์วูล์ฟจะแตกสลายกลายเป็นเศษซากเปลือกไม้



จะช้าหรือเร็วก็แล้วแต่ร่างกายของตนนั้น

 




ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างฉันมาตลอด...ขอให้ทุกคนจงไปสู่สุขคติ….อย่าได้เกิดมาแบกรับชะตากรรมใดๆ อีกเลย



บลัดหนุ่มออกปากพึมพำมองละอองเถ้าปลิวไปไกลด้วยสายลมพัดพา



ฮิมชานเหยียดริมฝีปากเยาะหยันตนเองในใจ คุ้มค่าหรือไม่กับการที่ต้องคอยมองดูคนข้างกายล้มหายตายจากไป แลกกับการร้องขอชีวิตและลมหายใจจากพระเจ้า และเพราะความโง่เขลาของเขาที่เอ่ยไปไม่ยั้งคิด



เคยยอมแลกทุกสิ่ง เพื่อให้ยังคงมีลมหายใจ ...



ไม่เว้นแม้กระทั่งหัวใจ...และความรัก...







แต่ตอนนี้ ... เขากลับยอมแลกทุกสิ่ง แม้กระทั่งชีวิตและลมหายใจ



เพื่อให้หัวใจและความรักของเขายังคงอยู่...

 


ไดมอนด์บลัด คิมฮิมชาน กำลังอ้อนวอนต่อพระเจ้า



หัวใจของเขา คือบุตรชายนามว่า... ยู ยองแจ



และความรักของเขา...ที่มีต่อชายคนนั้น...บัง ยงกุก






…………ต่ออีก 60%..………..

 

 



โธ่เว้ย!”



ซองวอนแตะเท้าเข้าที่ยางล้อรถตู้ของตัวเองอย่างแรง เมื่อพบว่ายางล้อทั้งสี่ของรถตู้คู่ใจถูกหิมะเกาะหนาจนเป็นน้ำแข็ง คงเป็นเพราะพายุฝนที่โหมกระหน่ำชั่วข้ามคืนมาพร้อมกับอากาศที่หนาวจัด



“ไม่รู้ว่ารถจะสตาร์ทติดหรือเปล่า”



ซองวอนบ่นพึมพำด้วยความหงุดหงิดใจ บรรยากาศโดยรอบที่ขมุกขมัวไร้สิ้นแสงดวงอาทิตย์สาดส่อง ยิ่งทำให้ทุกคนเกิดความรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก อากาศเช่นนี้ไม่ได้เป็นผลดีต่อเผ่าพันธุ์วูล์ฟมากนัก



มือถือก็แบตหมด



ทั้งแฮจูและซอนฮวาส่ายหน้าไปมา เมื่อก้มลงดูมือถือที่ทั้งคู่เผลอวางทิ้งไว้ในรถตั้งแต่เมื่อคืน



หนาวไหมครับ



แดฮยอนก้มลงกระซิบถามคนในอ้อมกอด



โชคดีที่แฮจูเตรียมเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางติดไว้ในรถมาพอสมควร แดฮยอนจึงสามารถหยิบยืมมาจับให้ยองแจแต่งกายเสียจนมิดชิดพอที่จะป้องกันอากาศที่หนาวเย็นได้ แต่เขาก็ยังไม่วายอดเป็นห่วง จึงรวบเอวของบลัดร่างเล็กมาซุกอยู่ภายใต้เสื้อโค้ทตัวหนาของเขาอีกชั้น เพื่อให้มั่นใจว่าคนรักจะได้รับความอบอุ่นอย่างเพียงพอ



อุ่นแล้วน่า



เสียงอู้อี้เหมือนรำคาญตอบกลับออกมากลบเกลื่อนความเขินอาย ผ่านผ้าพันคอผืนหนาที่แดฮยอนพันทับลำคอขาวเสียหลายทบ



ยองแจยังไม่ชินกับการแสดงความรักอย่างออกนอกหน้าของแดฮยอน แถมยังเป็นการแสดงความรักต่อหน้าพ่อและแม่ของอีกฝ่ายที่พึ่งจะเจอหน้ากันเพียงแค่ชั่วข้ามคืน และถึงแม้ว่าตอนนี้พ่อแม่ของแดฮยอนจะแสดงท่าทางเป็นมิตรและเอ็นดูเขามากกว่าเมื่อคืนนี้ก็ตามแต่เขาก็...ยังอายอยู่ดี



แดฮยอน ผ้าปิดหน้าปิดตาน้องเขาขนาดนี้ น้องจะมองไม่เห็นทางนะลูก



แฮจูบ่นไปพลางส่ายหัวไปมา เมื่อเห็นบุตรชายของตนพยายามจะห่อร่างของยองแจให้อ้วนกลมไปด้วยเสื้อผ้า



ก็ผมกลัวน้องหนาวนี่นา



ผิดตรงไหนที่เขาเป็นห่วง ก็ยองแจของเขาเป็นบลัดที่ไม่ชอบความหนาวเย็น เวลาอยู่ในอากาศเย็นนานๆ ก็พาลจะไม่สบายอยู่บ่อยๆ



แต่ลูกกำลังจะทำให้น้องสะดุดล้มนะ



ซอกจินเอ่ยเสียงเรียบเพื่อเตือนแดฮยอน เขาอดสงสารคนรักของบุตรชายไม่ได้ ตัวก็เล็กเพียงแค่นั้น แต่ต้องแบกรับน้ำหนักเสื้อผ้าที่เจ้าตัวแสบของเขาประโคมห่อคลุม



ก็ได้ๆ ถ้าอย่างนั้นผมอุ้มน้องเองก็ได้



ทันทีที่กล่าวจบ แดฮยอนก็จับยองแจลอยหวือจากพื้นยกขึ้นพาดไหล่



ซอกจินถึงกับถอนลมหายใจให้กับความดื้อรั้นที่บุตรชายถอดแบบออกมาจากมารดาราวกับพิมพ์เดียวกัน ในขณะที่แฮจูกลับหัวเราะลั่นอย่างชอบอกชอบใจในความแสบของบุตรชาย



ปล่อยแจลงเดี๋ยวนี้นะแด แจเดินเองได้ ฮึ่ย!”



ยองแจส่งเสียงฟึดฟัดพลางดิ้นเตะเท้าไปมาอยู่บนไหล่หนา จนแดฮยอนอดไม่ได้ที่จะฟาดฝ่ามือลงบนก้นกลมๆ อย่างหมั่นเขี้ยว



เลิกดิ้นได้แล้วน่า เดี๋ยวก็ตกลงมาหรอก



แดก็ปล่อยแจลงก่อนสิ



ภาพการหยอกเย้าของคู่รักเยาว์วัยเบื้องหน้าทำให้คนรอบข้างอดจะอมยิ้มตามไม่ได้ บรรยากาศหดหู่หม่นหมองก่อนหน้ากลับสลายหายไปในพริบตา เมื่อบรรยากาศแห่งความรักอบอวลเข้ามาทดแทน



หลังจากเมื่อคืนที่แฮจูเผลอทำร้ายยองแจเพราะความเข้าใจผิด เมื่อรุ่งสางแฮจูก็พยายามลากตัวบุตรชายออกไปคุยกันที่ด้านนอกกระท่อม ก่อนที่เธอจะกลับเข้ามาปรับความเข้าใจกับยองแจ จนเหตุการณ์ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี



ซอกจินมองภรรยาและบุตรชายด้วยใบหน้าอันเปี่ยมสุข เขาดีใจที่ครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง แถมเจ้าตัวแสบของเขาก็ยังมีคนรักเป็นเรื่องเป็นราวให้หายห่วง



คนเป็นบิดาพิจารณาบุคลิกลักษณะของบุตรชายอย่างถี่ถ้วน ยามอยู่ในร่างของสามัญชน แดฮยอนถอดพิมพ์มาจากมารดาอย่างไม่ต้องสงสัย รูปร่างสูงเพรียว คมเข้ม ใบหน้าคมคาย ดวงตาสีเทาเข้มดุดันที่ทำให้เขาตกหลุมรักภรรยาทันทีตั้งแต่แรกพบ แต่กว่าจะทำให้ภรรยารู้สึกเช่นเดียวกัน เขาก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองนานนับหลายร้อยปี และกว่าความรักจะสุกงอมจนผูกพันธะสัญญา ก็เล่นเอานึกว่าตนเองจะแก่เฒ่าไปเสียแล้ว



อย่างว่าล่ะ ชีวิตของเขาและแฮจูอยู่มานาน นานจนต่างก็ใช่ว่าจะไม่มีใครในอดีต

 


ยิ่งอยู่มายาวนานมากแค่ไหน ก็ยิ่งยากจะไร้ซึ่งความผูกพัน



ยิ่งอยู่มายาวนานมากแค่ไหน ความรับผิดชอบยิ่งเพิ่มพูนทวี

 







แม่ขอโทษอีกครั้งนะลูกที่ทำร้ายหนูเมื่อคืนนี้



เมื่อเห็นว่าแดฮยอนรัดผ้าพันคอให้ยองแจแน่นจนเกินไป แฮจูจึงยื่นมือมาจัดผ้าพันคอให้ยองแจใหม่ ก่อนจะลูบเบาๆ ที่ข้างแก้มขาวอันเย็นเฉียบ ดวงตาสีเทาเข้มของแฮจูฉายประกายอ่อนโยนส่งมา จนทำให้ยองแจรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านภายในหัวใจ อาจเป็นเพราะความคุ้นเคยจากดวงตาคู่นั้นที่แดฮยอนถอดแบบออกมาจากมารดาไม่มีผิดเพี้ยน



ไม่เป็นไรครับ น้องแจเข้าใจคุณป้ากับคุณลุงไม่ต้องขอโทษหรอกครับ



เรียกคุณแม่กับคุณพ่อสิลูก”



“เอ่อ....”



“ไม่รู้ล่ะ ยังไงหนูก็ต้องมาเป็นลูกของพ่อกับแม่อยู่ดี ...เอ๊ะ..คุณคะ คุณว่า..คุณคิมฮิมชานจะเรียกสินสอดของหนูยองแจจากเราสักเท่าไหร่คะ



“อืม...ผมว่า...กลับบ้านไปครั้งนี้ ผมคงต้องไปนับรวมเงินในบัญชีกับโฉนดที่ดินดูว่าจะพอมาขอหนูยองแจหรือเปล่า”



ซอกจินทำท่าครุ่นคิดจริงจังตอบรับคำถามของแฮจู ทำให้ยองแจถึงกับทำหน้าเหวอ จนเมื่อผู้ใหญ่ทั้งคู่กลั้นรอยยิ้มเอาไว้ไม่ไหวกับท่าทางเหรอหราของว่าที่ลูกสะใภ้ ยองแจถึงได้รู้ว่าตนเองกำลังถูกผู้ใหญ่สองคนรวมหัวกันหยอกล้อ



งือออ..คุณ..แม่คุณพ่อ



แดฮยอนอดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างเมื่อเห็นแก้มของยองแจเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ บลัดร่างเล็กรีบโค้งกายให้กับผู้ใหญ่ทั้งคู่ด้วยความขวยเขิน ก่อนจะวิ่งก้มหน้ามาโผซุกที่อกของแดฮยอนเพื่อซ่อนความอาย



“ไปพบกับคุณคิมฮิมชานครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะขอบคุณเขาที่ช่วยเลี้ยงดูลูกชายของแม่จนเติบโตมาขนาดนี้ และเราจะได้พูดคุยเรื่องลูกทั้งสองคนอย่างเป็นจริงเป็นจัง”



แฮจูพูดตอกย้ำความรู้สึกทั้งหมดที่มีกับบุตรชาย เพราะเวลาสำหรับเธอและซอกจินก็เหลืออยู่อีกไม่มากนัก

 

 






รถตู้คงใช้การไม่ได้แล้วล่ะครับ



หลังจากที่ซองวอนพยายามหาทางทำให้รถยนต์สามารถกลับมาวิ่งได้เหมือนเดิมอยู่เป็นนานสองนาน ก็ไม่มีวี่แววว่าจะสำเร็จจนเขาต้องถอดใจ



อืม...ถ้าอย่างนั้น ฉันว่าพวกเราควรเดินลัดแนวป่านี้ไปจนกว่าจะถึงที่นัดหมายน่าจะดีกว่าเดินไปตามถนน...มันอันตรายเกินไป...เพราะสถานการณ์ในเมืองก็ไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่



เมื่อซอนฮวาแนะนำ ทุกคนต่างก็เห็นด้วย เพราะต่างก็รู้ว่าสถานการณ์ระหว่างเผ่าพันธุ์สายเลือดบริสุทธิ์กับฮาล์ฟและสามัญชนนั้นอยู่ในระหว่างความตึงเครียด ยิ่งในงานเทศกาลขอบคุณพระเจ้าที่ถือเป็นวันครบรอบแปดร้อยห้าสิบปีสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ ก็ยิ่งสามารถทำให้ความรู้สึกฮึกเหิมของฮาล์ฟและสามัญชนลุกกระพือขึ้นมาได้ไม่ยาก



ดังนั้นในเทศกาลของคุณพระเจ้าของทุกๆ ปีที่ยาวนานประมาณสองอาทิตย์เผ่าพันธุ์ทั้งสามมักจะเก็บตัวเงียบเพื่อไม่ให้เกิดชนวนความขัดแย้งขึ้นมาซึ่งอาจจะทำให้ลุกลามกลายเป็นสงครามใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง



เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะเดินทางโดยการเดินเท้าฝ่าป่าทึบไป ทั้งหมดจึงเตรียมข้าวของติดตัวเพียงเท่าที่จำเป็น ส่วนที่เหลือก็ทิ้งไว้ในรถตู้เช่นเดิม จุดหมายปลายทางที่ซอนฮวาพูดถึง ก็คือคฤหาสน์หลังใหญ่ของไดมอนด์บลัดนั่นเอง



ซองวอนเลือกจะเดินทางโดยกลายร่างเป็นหมาป่าขนสีน้ำตาลเข้ม เขาอาสาวิ่งเหยาะนำไปสำรวจเส้นทางข้างหน้าก่อนเป็นระยะๆ ส่วนซอนฮวาและแดฮยอนก็คอยเดินนำระแวดระวังภัยให้คนที่เหลือ 



สำหรับซอกจินในร่างของสามัญชน เขามีร่างกายที่ไม่สู้จะแข็งแรงนัก หากกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าอาจจะทำให้สูญเสียพลังจนไม่สามารถกลับมาเป็นสามัญชนได้อีก ดังนั้นยองแจจึงเดินประกบข้างคอยดูแลไปตลอดทาง โดยมีแฮจูคอยเดินรั้งท้ายเพื่อคอยระวังหลังให้กับทุกคน



เมื่อจัดเตรียมทุกอย่างพร้อม ทั้งหมดก็เริ่มออกเดินทางในเวลาก่อนเที่ยง





โดยไม่รู้ว่า....



ภายในกระเป๋าหลังของกางเกงยีนส์ที่แดฮยอนสวมใส่ออกมาจากศูนย์วิจัยของโรงงานนรกนั่น มีเครื่องติดตามตัวขนาดเล็กจิ๋วที่กำลังส่งสัญญาณบอกพิกัดของพวกเขาให้คนร้ายได้รับรู้

 






………………………

 




"คุณจงออบ!"


ยงกุกเร่งรุดไปตามทางเดินของบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงงานน้ำหอมมากนัก บ้านที่ลูกน้องของเขาบอกว่าเห็นเด็กหนุ่มไฮวิซซ์ถูกนำตัวเข้าไป ยงกุกรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เมื่อตลอดทางเข้ามาในบ้านหลังนี้เขาไม่พบกับใครเลย ราวกับจู่ๆ เจ้าของก็ทิ้งร้างจากไปอย่างเร่งรีบ



ยงกุกพบไฮวิซซ์ในห้องทำงานของเรือนไม้หลังเล็กที่ตั้งอยู่ทางด้านหลังบ้าน เด็กหนุ่มถูกกักขังเอาไว้ภายในห้องเพียงคนเดียวในสภาพไม่สู้ดีนัก



เด็กหนุ่มที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นไฮวิซซ์ตั้งแต่อายุแค่เพียงสิบสองปี .....มุน จงออบ



ยงกุกเคยได้ยินเรื่องราวของจงออบมาก่อน ตั้งแต่เป็นรัชทายาทของเผ่าพันธุ์วิซซ์ จนกระทั่งเรื่องราวของ ...ฮันดงกึม... วิซซ์ที่เป็นลูกน้องคนสนิทของเขาถูกฆ่าตายจากการเข้าปกป้องเด็กหนุ่มคนนี้



น่าแปลกที่ตลอดระยะเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะมีโอกาสได้พบหน้าของจงออบ



จงออบนั่งอยู่บนพื้นห้อง แผ่นหลังพิงติดกับโต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่กลางห้อง เรียวขาทอดยาว มือข้างหนึ่งกดแน่นที่ช่วงอก สีแดงสดซึมเปื้อนเสื้อสีอ่อนไปทั่วแผ่นอก



"อดทนหน่อย"



ยงกุกทรุดลงนั่งกับพื้นข้างจงออบ เขาหยิบผืนผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อที่ติดตัวไว้เสมอออกมาหวังจะช่วยกดซับบาดแผลที่เลือดยังซึมไหลไม่หยุด



เพียงสัมผัสจากฝ่ามือหนาทาบทับลงบนบาดแผล ความทรงจำมากมายก็หมุนเวียนย้อนคืนให้ไฮวิซซ์หนุ่มได้จดจำ



ภาพใบหน้าของชายหนุ่มที่กำลังช่วยกดห้ามเลือด ทาบทับกับภาพใบหน้าของแม่ทัพหนุ่มที่เคยช่วยเหลือเขายามชราเมื่อพันกว่าปีที่แล้ว และชายหนุ่มคนเดียวกันนี้ยังเป็นคนที่เขาไว้ใจถึงขนาดฝากฝังชีวิตหลานสาวที่เก็บมาเลี้ยงแต่อ้อนแต่ออก สุดท้ายเขายอมสละหัวใจให้ด้วยความเคารพนับถือเพียงเพราะชายคนนี้มีค่าต่อแผ่นดินยิ่งนัก



ในตอนนั้นพ่อมดเฒ่ามู่จงก็ไม่ได้คาดคิดว่า เวทย์มนต์ที่ร่ายออกมาเป็นครั้งสุดท้าย เวทย์มนต์ที่เป็นดั่งคำสั่งเสียแก่อึนบี จะทำให้เด็กน้อยวิ่งพาหัวใจของเขาไปให้แม่ทัพหนุ่มถึงกลางสนามรบ พ่อมดเฒ่าไม่คิดว่าแม่ทัพหนุ่มจะได้รับหัวใจของตนในตอนที่ใกล้จะสิ้นใจ เขาคิดเพียงแค่ว่า หากโชคชะตาเข้าข้าง แม่ทัพหนุ่มจะได้กลายเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของเผ่าพันธุ์วิซซ์



"ดีใจที่ได้พบกันอีกครั้งนะ แม่ทัพบัง"



มือที่กำลังกดห้ามเลือดถึงกับกระตุก ดวงตาคมดุดันฉายแววประหลาดใจ ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นริ้วไปทั่วร่าง น้อยคนนักจะเรียกขานเขาเช่นนี้



"ท่านผู้เฒ่า...มู่จง"



ยงกุกรู้ว่าเผ่าพันธุ์วิซซ์นั้นมีเวียนว่ายตายเกิด แต่ทว่า...เขาไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อน



"ข้าดีใจที่ท่านยังคงอยู่"



"เพราะหัวใจของท่านผู้เฒ่า"



"ไม่หรอก... หัวใจของข้าไม่อาจทำให้ท่านอายุยืนยาวถึงขนาดนี้หรอกนะ...ท่านหัวหน้าผู้พิทักษ์...หรือว่าจะให้ข้าเรียกท่านว่า G.O.D.



ใบหน้าของพ่อมดหนุ่มถึงแม้จะซีดเซียว แต่ก็มีรอยยิ้มบางส่งมาให้ยงกุก



ทำไมท่านจึงไม่มาพบข้าเลยสักครั้ง ให้ข้าได้รู้ว่าท่านกลับมาเป็นไฮวิซซ์คนปัจจุบัน ทำไมท่านถึงไม่ให้โอกาสข้าได้ตอบแทนท่านบ้าง



"อาจเป็นเพราะโชคชะตากำหนด



ใช่ ..มันคงเป็นโชคชะตากำหนดอย่างที่จงออบเอ่ยออกไปจริงๆ



ถึงแม้จะไม่เคยได้มีโอกาสพบหน้า แต่จงออบก็รู้มาตั้งแต่สมัยที่เขาเป็นรัชทายาทแล้วว่า หัวหน้าผู้พิทักษ์คนปัจจุบันคือผู้เป็นใหญ่เหนือเผ่าพันธุ์ เพราะค่ำคืนหนึ่งตาเฒ่าโอยอนแฮได้รับการบอกข่าวจากคิงส์วูล์ฟถึงการปรากฏตัวของชายที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เป็นผู้อยู่เหนือเผ่าพันธุ์ทั้งสามอย่างแท้จริง



และหลังจากที่ตาเฒ่าโอยอนแฮ ไฮวิซซ์คนเก่าได้ถูกเชื้อเชิญให้ไปพบกับชายคนนั้น พ่อมดเฒ่าก็กลับมาบอกกับจงออบทันทีเมื่อกลับมาถึงบ้านว่า เผ่าพันธุ์วิซซ์สวามิภักดิ์ต่อชายคนนั้นด้วยความจงรักภักดี เช่นเดียวกับเผ่าพันธุ์วูล์ฟ



น่าขันยิ่งนักที่ความทรงจำของเขาดันมาเล่นตลกเอาในตอนนี้ ให้เขาจดจำบังยงกุกได้ในวันที่อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิต



ความเจ็บปวดจากบาดแผลเริ่มทำให้ลมหายใจของพ่อมดหนุ่มเริ่มติดขัด ฝ่ามือข้างหนึ่งของเขาพยายามร่ายเวทย์มนต์เพื่อรักษาบาดแผล แต่น่าเสียดายที่เขามิอาจทำได้ คงเป็นผลจากฤทธิ์ยาของโอดัลชู



“ข้าขอโทษ...ที่ไม่อาจร่ายมนตรารักษาท่านได้”



เมื่อเห็นเช่นนั้น ยงกุกก็เกิดความละอาย ความสามารถของเผ่าพันธุ์วิซซ์ในกายของเขา ไม่ใช่ศาสตร์ทางการแพทย์ เขาจึงไม่อาจจะช่วยรักษาจงออบได้



“อย่าเสียใจ ...ข้ารู้ว่าสายเลือดวิซซ์ในกายของท่านยิ่งใหญ่กว่านั้น”



แล้วอึนบีล่ะ อึนบีรู้หรือไม่ว่าเป็นท่าน



จงออบนึกถึงอึนบี หญิงรับใช้คนสนิทที่ได้รับความไว้วางใจจากไดมอนด์บลัดคิมฮิมชาน เด็กหญิงสามัญชนที่เติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจนเขาไม่อยากรื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆ



"ไม่ไม่จำเป็นข้าอยากให้นางมีชีวิตที่สดใส...ข้าไม่อยากให้นางต้องติดค้างอยู่กับเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาเนิ่นนาน”



แต่เมื่อจงออบนึกถึงใครอีกคนที่เขาปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอิทธิพลต่อหัวใจของเขาเหลือเกิน



“ครั้งหนึ่งข้าเคยให้ท่านช่วยดูแลอึนบีและในครั้งนี้...ข้าคงต้องขอรบกวนท่านอีกครั้ง"



อย่าเรียกว่ารบกวนได้โปรดข้าเป็นหนี้ชีวิตของท่าน



“เด็กหนุ่มคนนั้น...ชเวจุนฮง”

 

 


..........................



อัพครบ 100% แล้วค่า

ฉลองวันเกิดน้องจงออบบี้



ตอนนี้เป็นการเล่าอดีตอีกพาร์ทของคุณยงกุกค่ะ สรุปนายทหารคนสนิทของยงกุกเป็นคิงส์วูล์ฟที่เคยร่วมรบกันมา ก่อนตายจึงมอบหัวใจให้ยงกุก และยังสั่งเสียลูกไว้ให้ยงกุกดูแลด้วย



ส่วนจงออบก็มีความทรงจำในอดีตเป็นตาเฒ่ามู่จงคนที่ให้หัวใจแก่ยงกุกเป็นคนแรก ก่อนที่ยงกุกจะได้ดื่มเลือดของฮิมชาน ในพาร์ทนั้นจะไม่ได้พูดชัดเจนว่ามู่จงเป็นพ่อมด แต่จะมีบอกว่ายงกุกมองเห็นสีตาของมู่จงเป็นสีเขียวมรกต (ถ้าจำไม่ได้ ย้อนกลับไปอ่านดูนะคะ เพิ่มยอดวิว ฮ่าๆๆ)



จุดพลุ !!!!   คุณพ่อบลัดยอมรับแล้วน้าาา ว่ารักคุณวูล์ฟยงกุก



คนอ่านอย่าพึ่งงอแงเรื่องคูมพ่อมดนะคะ 

เพราะยังไงจะช้าหรือเร็วก็ต้องได้ครองคู่อยู่กับบลัดมือใหม่อย่างจุนฮงแน่นอน





ใครสนใจหนังสือรวมเล่มเรื่องนี้ อ่านรายละเอียด คลิก

#แวมไพร์ตัวร้ายกับคุณหมาป่าจอมหื่น

@JustMariWriter

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

208 ความคิดเห็น

  1. #181 Kurobuta (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:34

    ห้ามใครตายนะ ฮือออออ สงสารจงออบ ใครจะช่วยได้ละตะจูอยู่ไหน ทำไมป่านนี้ยังไม่มาอีกอ่ะ

    #181
    1
    • #181-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 29)
      14 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:04
      รอก่องๆ ตะจูต้องผ่านไปได้แน่นอนค่ะ
      #181-1
  2. #180 nammint042 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:04
    จงออบ อย่าเพิ่งสั่งเสีย อย่าตายนะ แล้วจุนฮงจะอยู่กับใคร T_T
    #180
    1
    • #180-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 29)
      14 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:04
      จุนฮงต้องเป็นฝ่ายดูแลคูมพ่อมดจงออบแน่นอนค่ะ
      #180-1
  3. #179 Kurobuta (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:22

    สงสารคุณพ่อบลัด " คุ้มแล้วเหรอกับการที่มานั่งมองคนอื่นจากไป"ฮืออ เศร้าเกินไปเหมือนทรมานมากอ่ะแล้วนี่ยังต้องมานั่งรอลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่ยังไม่รู้ชะตากรรมอีกโอ๊ยยยยย เศร้าไปแล้ว แต่ก็ยังดีคุณพ่อบลัดยอมรับแล้วว่ารักยงกุก จะมีดราม่าอะไรอีกมั้ยเนี่ย แล้วจงออบล่ะป่านี้จะเป็นไงบ้าง ต้องไม่มีใครตายนะ ขอล่ะ

    #179
    1
    • #179-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 29)
      14 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:03
      มีดราม่าค่ะ สัญญาว่าต้องอ่านจนจบนะ งือออ
      #179-1