[B.A.P] 'till the end : แวมไพร์ตัวร้ายกับคุณหมาป่าจอมหื่น [END]

ตอนที่ 26 : Nightmare before sunrise

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 246
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    13 ม.ค. 62




ในยุคที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ความแข็งแกร่งมีชัยชนะเหนือทุกอย่าง เด็กและสตรีถูกมองว่าเป็นสิ่งไร้ค่า เป็นดั่งสินค้าอันต่ำต้อยสามารถซื้อขายได้ไม่ต่างจากวัตถุหรือสัตว์เลี้ยง



อดีตที่ผ่านมาเนิ่นนานไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปี ความทรงจำต่างๆ ก็พาลจะเลือนหายไปตามกาลเวลา แม้กระทั่งใบหน้าของผู้ให้กำเนิดก็ยังจำได้เพียงภาพวูบไหวไม่ชัดเจน เหมือนถูกปกคลุมด้วยหมอกอันหนาทึบ



สุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็จางหายไปตามเวลาที่พัดผ่าน แต่กลับมีความทรงจำบางอย่างที่แม้อยากจะฝังกลบให้ลึกมากแค่ไหนก็ตาม มันก็ยังพร้อมจะถูกรื้อฟื้นให้คืนกลับมา



ไม่ใช่เพียงแค่ความทรงจำเท่านั้นที่ย้อนคืนกลับมา แต่มันยังรวมไปถึงความรู้สึกต่างๆ ก็หวนคืนกลับมาชัดเจนเช่นเดียวกัน จนรู้สึกเหมือนว่าเหตุการณ์นั้นพึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน



เจ็บปวด



หวาดกลัว



สะอิดสะเอียน



แตกสลาย



ความทรงจำอันเลวร้าย... จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

 

 








“ความงดงามมักจะมาพร้อมกับความอาภัพ”



นั่นคือสิ่งเดียวที่เด็กหนุ่มจำได้ ประโยคซ้ำซากที่ถูกพูดกรอกหูซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากคนรอบข้าง ทั้งที่กำเนิดเป็นผู้ชาย แต่ก็ไม่อาจเชิดหน้าชูตาให้แก่บุพการี แถมยังต้องถูกเลี้ยงดูแบบหลบๆ ซ่อนๆ



เพียงเพราะเกิดมามีใบหน้างดงามยิ่งกว่าอิสตรี



ยิ่งเติบโตขึ้น ความงามก็ยิ่งประจักษ์ชัด



เป็นดั่งคำต้องสาป

 







ร่างผอมบอบบางตะเกียกตะกายหนีตายเอาตัวรอดออกมาท่ามกลางความสับสนอลหม่าน เด็กหนุ่มพลัดหลงจากครอบครัวหลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นในหมู่บ้านตอนกลางดึก เขาตื่นมาเพราะเสียงหวีดร้องของมารดา และเสียงเอะอะโวยวายที่จับไม่ได้ศัพท์



เด็กหนุ่มวิ่งวนหมุนไปมาทั่วบ้านด้วยความเป็นห่วงบิดาและมารดา ภายในบ้านล้วนเต็มไปด้วยเปลวไฟลุกไหม้จนข้าวของหลอมละลาย ควันสีดำหนาทึบลอยอวลจนทำให้เขาแทบสำลักเพราะขาดอากาศหายใจ



สุดท้ายเมื่อมองหาไม่เห็นใคร เขาก็จำเป็นต้องเอาตัวรอดวิ่งออกมานอกตัวบ้าน แต่เมื่อเหลียวมองไปรอบตัวทั่วอาณาเขตของหมู่บ้าน เขาก็เห็นแต่สีแดงแห่งเปลวไฟที่กำลังลุกโชติช่วง ทั่วทั้งหมู่บ้านกลายเป็นทะเลเพลิงในชั่วพริบตา



ณ นาทีนั้น เขาเองก็ไม่อาจรู้ว่า เปลวเพลิงที่กำลังลุกโหมจะสร้างความหวาดกลัว และกลายเป็นศัตรูของเขาไปตลอดชั่วชีวิต



ดวงตากลมสีดำสนิทสะท้อนภาพของเพลิงไฟจนเป็นสีแดงฉาน น้ำตาเอ่อล้นเต็มสองดวงตา ความโดดเดี่ยวอ้างว้างกำลังเกาะกุมหัวใจ เสื้อผ้าที่ติดกายก็มีเพียงแค่ชุดนอนตัวบางกับผ้าห่มคลุมกายผืนเล็ก สองเท้าเปล่าเดินย่ำไปบนพื้นดินที่เย็นจัด แอบกายอยู่ในป่าห่างจากหมู่บ้านที่กำลังเป็นทะเลเพลิงอยู่ไม่ไกล



เสียงกรีดร้อง เสียงโหยหวน เสียดแทงลึกเข้าไปถึงจิตใจ



กลิ่นควันไฟ กลิ่นเนื้อไหม้ คละคลุ้งไปทั่วอาณาบริเวณ



หัวใจดวงน้อยเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น



ร่างกายที่กำลังหนาวสั่น ยังไม่เท่ากับหัวใจที่กำลังสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง

 





“เฮ้ย! ดูนั่น!



“แม่เจ้าเว้ย! กระต่ายน้อยหลงทางมานี่นา ฮ่าๆๆๆ”



“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็คงเป็นนายพรานล่ะสิ”



“ใครว่า...พวกเราเป็นสิงโตต่างหาก..สิงโตที่คอยเขมือบกระต่ายตัวน้อยอย่างนี้ไงเล่า ฮ่าๆๆ”

 






ร่างกายบอบบางราวกับตุ๊กตากระเบื้องกำลังสั่นงันงกไปด้วยความหวาดกลัว



ผิวพรรณที่เคยขาวกระจ่างราวกับแสงจันทร์ก็เต็มไปด้วยร่องรอยขีดข่วนของต้นไม้ใบหญ้า



ใบหน้าหวานงดงามราวกับมีมนต์สะกดกำลังเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

 






ความงดงามมักจะมาพร้อมกับความอาภัพ



เด็กหนุ่มร่างเล็กวัยสิบสี่หรือจะสู้แรงชายฉกรรจ์กักขฬะนับสิบคนได้ เสียงหัวเราะและคำสบถอย่างหยาบโลนกลบเสียงหวีดร้องและเสียงสะอื้นไห้ในลำคอของเด็กน้อยไปจนหมดสิ้น



เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดจนลำคอแหบแห้ง



ผิวกายถูกมือหยาบน่าขยะแขยงสัมผัสอย่างจาบจ้วงจนเขียวช้ำ



เล็บมือเล็กจิกข่วนตะกุยไปทั่วพื้นดินจนฉีกขาด



ร่างกายบางถูกทำลายจนแหลกสลายไม่ต่างจากหัวใจและวิญญาณ



ชีวิตของเด็กหนุ่มถูกทำลายลงด้วยน้ำมือกลุ่มโจรร้ายที่บุกเข้าปล้นสะดมคนในหมู่บ้านและวางเพลิงเผาทำลายบ้านจนวอดวาย พวกคนเลวบังเอิญพบเจอเขาที่กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า



จะโทษว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงเพราะโชคชะตาหรือความอาภัพ

 











กระต่ายตัวน้อยที่น่าสงสาร

 












หลังจากรุมย่ำยีและฉีกทึ้งร่างของเด็กหนุ่มจนหนำใจ ร่างเปลือยบอบบางที่เคยงดงาม ตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากเศษซากตุ๊กตาผ้าที่เปื้อนเลือดถูกโยนทิ้งไว้กลางป่าอย่างไร้ค่า



เขาถูกปล่อยทิ้งไว้ให้นอนรอความตายกลางป่า ท่ามกลางอากาศที่กำลังหนาวเย็น



ความเย็นชื้นจากละอองหิมะกระทบลงบนผิวหน้า ดวงตาสีดำที่เคยกระจ่างใสตอนนี้กลับไร้แววแห่งชีวิต ร่างกายที่เจ็บปวดแสนสาหัสราวกับถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็ค่อยๆ ถูกความหนาวเย็นเข้าครอบงำจนเริ่มไร้ความรู้สึก ลมหายใจที่สูดไอหนาวเข้าไปก็เสียดแทงทะลุลึกไปจนถึงปอด



ความตายกำลังจะมาเยือน



ลมหายใจสุดท้ายใกล้จะมาถึง



แต่ทว่า....



ความโกรธแค้นชิงชัง กลับลุกโหมเป็นเพลิงแผดเผาอยู่ภายในหัวใจ

 







ความงดงามนั้นหรือที่เป็นต้นเหตุแห่งความอาภัพ



แล้วใครกันเล่าเลือกเกิดได้...



ใช่ว่าข้าต้องการเกิดมางดงามดั่งปากคนกล่าวขานเช่นนี้



งามดั่งนางไม้.... 



งามดั่งเทพธิดา...



งามดั่งหญิงแพศยา...



แล้วข้าผิดตรงไหน....

 







ก่อนลมหายใจสุดท้ายจะหมดไป



ข้ายอมแลกทุกสิ่ง...



ร่างกาย... วิญญาณ... หัวใจ



ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้า...หรือปิศาจร้าย...



หากท่านปรารถนาสิ่งใด... ข้ายินดีจะมอบให้...



ขอเพียงแค่ดำรงอยู่...เพื่อเหยียบย่ำคนจิตใจหยาบช้าให้จมลงใต้ฝ่าเท้าดั่งเช่นมดปลวก



ข้าปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่...ข้ายังไม่อยากตายอย่างไร้ศักดิ์ศรีเช่นนี้



ข้ายัง...ไม่อยาก...ตาย....

 







เปรี้ยง!



แสงสายฟ้าฟาดพาดไปเส้นยาวจากท้องฟ้าในค่ำคืนที่มืดสนิทจรดลงยังพื้นดินกลางผืนป่า พร้อมกับเสียงดังกึกก้องจนสะเทือนแผ่นดิน

 












ดวงตากลมที่เคยดำสนิทกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานยั่วยวนให้คนที่ได้เผลอไผลสบตา หลงใหลไม่รู้สึกตัวราวกับต้องมนต์เสน่หา เคลื่อนกายไปตามอำนาจควบคุมจิตใจ



ร่างกายเปลือยที่เคยเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์จนนับไม่ถ้วน กลับขาวนวลเนียนไร้ร่องรอยคาวราคี ผิวพรรณคืนกลับเปล่งปลั่งกระจ่างใส ยิ่งยามต้องแสงจันทร์ก็ยิ่งงดงามเย้ายวนใจ



และเพียงแค่รอยยิ้มหวานหยดผุดพรายจากริมฝีปากบาง



โจรใจโฉดกว่าสิบรายก็พร้อมใจกันยกดาบขึ้นฟาดฟันเข่นฆ่ากันทันที ร่างกายเคลื่อนไหวไปอย่างไร้สติ ความหื่นกระหายเข้าครอบงำกลืนกินจิตใจจนหมดสิ้น ความต้องการอันดำมืดผุดขึ้นมาอย่างท่วมท้น หวังเพียงเป็นหนึ่งเดียวที่จะได้ครอบครองร่างบอบบางอันแสนงดงามตรงหน้า



ฆ่า!



ฆ่า!



ฆ่า!



ฆ่า!

 










เด็กหนุ่มกำลังเหยียบย่ำเท้าเปล่าไปบนซากศพของเหล่าชายฉกรรจ์ร่างใหญ่โต ไม่ว่าร่างกายจะใหญ่โตแข็งแรงแค่ไหน ก็จบสิ้นอยู่ภายใต้เท้าเล็กของเขา



ดวงตากลมสีแดงฉานค่อยๆ กลับคืนเป็นสีนิลสุกสกาวสดใส เขากวาดสายตามองซากศพที่กระจายเกลื่อน



บางรายถูกฆ่าตายด้วยอาวุธและของมีคม บางรายก็ถูกกัดกินฉีกทึ้งราวกับเป็นเหยื่อของสัตว์ป่า



บางร่างแน่นิ่งสิ้นลมหายใจ แต่บางร่างกล้ามเนื้อก็ยังคงกระตุกไหวใกล้ขาดห้วงหายใจอยู่เต็มที



แต่...ดวงตาทุกคู่ล้วนเบิกโพลงไปด้วยความหลงใหล



ความงดงาม...ที่สามารถก่อให้เกิดสงครามขึ้นได้อย่างแท้จริง








รอยยิ้มหวานหยดผุดพรายจากริมฝีปากเปื้อนเลือด 



เท้าเล็กกระโดดย่ำเตะไปมาอย่างสนุกสนาน...บนแอ่งเลือดสีแดงสดที่ไหลนองตัดกับสีขาวของพื้นดินที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ

 





ไม่ว่าจะเป็นเพราะพระเจ้า...หรือเป็นเพราะปิศาจร้าย...



ไม่ว่าข้าจะต้องแลกกับสิ่งใด ข้าจะไม่มีวันเสียใจ



ร่างกายหรือ?



วิญญาณหรือ?



หัวใจหรือ?



จะมีไว้ทำไม.. ถ้าต้องเป็นฝ่ายถูกกระทำย่ำยีทารุณกรรมไม่ต่างจากวัตถุไร้ค่า

 

 










นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ชีวิตของเด็กหนุ่มก็เริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้ง



ในฐานะ...ผู้กำเนิดแห่งเผ่าพันธุ์บลัด



ไดมอนด์บลัด...คิม ฮิมชาน

 







................................

 





อดีตที่ไม่น่าจดจำ ...แต่ก็ไม่สามารถลบเลือนไปจากจิตใจ

 





ฮิมชานและยงกุกยืนมองดูแสงสีแดงอมส้มกำลังลุกโชนขึ้นสูง เปลวเพลิงลุกไหม้โรงงานกำลังส่องสว่างท่ามกลางความมืดแห่งค่ำคืน ยงกุกให้ลูกน้องที่เป็นวิซซ์คอยควบคุมเปลวเพลิงเอาไว้ ไม่ให้ลุกลามพื้นที่ไปไกลเกินกว่าบริเวณของโรงงาน



ผมอยากให้คุณกลับไปที่บ้านก่อน”



“ทำไม?



“จะได้มีคนคอยคุ้มครองยองแจกับแดฮยอน หากพวกเขากลับไปที่นั่น ผมกลัวว่าจะมีพวกฮาล์ฟเข้าไปโจมตีอีกรอบ ถ้ามีคุณอยู่ด้วย เด็กๆ จะได้ปลอดภัย



อืมแล้วคุณล่ะ



ผมจะไปจัดการเรื่องของไฮวิซซ์ที่ถูกจับตัวไป เสร็จเรียบร้อยแล้วจะรีบกลับไปหาคุณ



ยงกุกต้องการให้ฮิมชานกลับไปก่อน เพราะเขาคิดว่าอย่างไรเด็กๆ ก็ต้องหาทางกลับไปที่คฤหาสน์ของฮิมชานอย่างแน่นอน และอีกสาเหตุคือ เขาไม่รู้ว่า นอกจากภาพเลวร้ายที่ห้องใต้ดินของโรงงานแล้ว ยังจะมีเบื้องหลังอันเลวร้ายไปมากกว่านี้หรือไม่



ยงกุกไม่อยากให้ฮิมชานต้องเจ็บปวดอีกแล้ว



“คุณว่า...ยองแจ...จะเป็นอันตราย...หรือเปล่า”



ภาพที่เห็นเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมากำลังทับซ้อนกับความทรงจำอันเลวร้าย ทำให้ความแข็งแกร่งของฮิมชานเริ่มพังทลายลง ความหวาดกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามาแทน ยิ่งผสานกับความเป็นห่วงบุตรชาย ฮิมชานก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ น้ำตาใสเริ่มหยาดหยดออกมาจากสองดวงตา



"ที่รัก"



สำหรับยงกุกในตอนนี้ น้ำตาของฮิมชานถือเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับเขา เป็นสิ่งเดียวในโลกที่เขาไม่ต้องการให้เกิดขึ้น



วูล์ฟหนุ่มรวบกายของฮิมชานเข้ามาใกล้ มือหนาเกลี่ยไล้หยาดน้ำตาบนแก้มขาวเพื่อปลอบโยน เขารู้ว่าฮิมชานเป็นคนที่เข้มแข็ง แต่ความเข้มแข็งนั้นนานวันเข้าก็เริ่มเปราะบางลงทุกที ดังนั้นเมื่อถูกอะไรกระทบกระทั่งจิตใจแรงๆ ความรู้สึกต่างๆ ที่เคยสร้างไว้เป็นเกราะกำแพงก็พร้อมจะแตกสลายลงมาได้อย่างง่ายดาย



“ผม..กลัว...กลัวว่า...ยองแจ...ฮึก...จะถูกทำร้าย...แบบนั้น...แบบที่ผม...”



"ชู่วววว....อย่าร้องไห้….อย่าเสียน้ำตาให้กับอดีตที่ไม่น่าจดจำ...”



“......................”



“ตอนนี้... จำไว้เพียงแค่...ความรักของผมที่มีต่อคุณเท่านั้นก็พอ... ผมสัญญาแล้วว่า...จะเป็นคนพาคุณก้าวผ่านความยากลำบากทั้งหมดที่มีในชีวิตของคุณ"



คำปลอบโยนและอ้อมกอดอันอบอุ่นเป็นดั่งมนต์สะกดจิตที่ทำให้ฮิมชานรู้สึกดีขึ้น หลังจากนึกถึงเรื่องราวอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นในอดีต



"คุณ..ฮึก....ห้ามผิดคำสัญญา....กับผมนะ"



ฮิมชานยกเรียวแขนขึ้นโอบกอดตอบรับอ้อมกอดอุ่นของยงกุก ดวงตากลมสีดำล้ำลึกเคลือบหยาดน้ำตาใสช้อนมองให้หัวใจของยงกุกเต้นแรง



ไม่ต้องตกอยู่ในบ่วงอำนาจสะกดจิต...ยงกุกก็สามารถตกหลุมรักฮิมชานได้ทุกครั้งยามสบตา



"จวบจนวันที่ผมตายเลยล่ะที่รัก..ผมสัญญา"



"ก็ลองผิดคำสัญญากับผมสิ คุณได้ตายจริงแน่"



ใบหน้าหวานยังมีร่องรอยแห่งความเศร้า แต่ก็พยายามกลบเกลื่อนความเศร้าสวนตอบคำหยอกเย้า หัวใจที่เมื่อครู่ยังเจ็บปวดไปด้วยบาดแผลของอดีต ก็เริ่มเจือจางลงด้วยสายตาแห่งความห่วงใยของยงกุก



แต่ถ้าผมตายคุณก็กลายเป็นม่ายนะสิ



เป็นม่ายอะไรเล่าคนบ้า



“บ้า...แล้ว...รักไหมครับ”



ไม่มีคำตอบจากเจ้าของใบหน้างดงาม มีเพียงริ้วสีแดงเรื่อที่ปรากฏขึ้นบนแก้มขาว ดวงตากลมเสมองไปทางอื่น



เพียงเท่านี้ ยงกุกก็รับรู้แล้วว่า..หัวใจของฮิมชาน...ถูกเขาครอบครองไปแล้ว 



แม้อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของหัวใจ แต่แค่เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจของเขาพองโตไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอม



ยงกุกหวังว่า ความรักของเขาจะทำให้ความเสียใจและความเจ็บปวดจากความทรงจำในอดีตของฮิมชานค่อยๆ เลือนหายไปในที่สุด

 





ส่วนฮิมชานก็เริ่มยอมรับกับตัวเองแล้วว่า



หัวใจของเขากำลังซึมซับความรักจากยงกุก….จนมันเริ่มท่วมท้นอยู่เต็มหัวใจ





……………ต่อ 50%…………….








แดฮยอนในร่างมนุษย์หมาป่าตัวใหญ่อุ้มพายองแจหลบหนีเดินหน้าเข้าป่าทึบ เพื่อหลบเลี่ยงการตามล่าจากฝ่ายตรงข้าม เขาทั้งคู่หลบหนีกันออกมาจากโรงงานนรกนั่น โดยมีพวกคนร้ายหลายสิบคนไล่ตามมาไม่ห่าง



แดฮยอนจำแผนที่ของเขตเมืองนี้ได้เป็นอย่างดีจากอาจารย์สอนวิชาภูมิศาสตร์ของยองแจ สัญชาตญาณของหมาป่าทำให้วูล์ฟมีทักษะในการเอาตัวรอดสูงกว่าเผ่าพันธุ์อื่น เขาจดจำได้ว่าชายป่าอีกฝั่งของป่าทึบนี้ คือชายป่าที่อยู่ด้านข้างคฤหาสน์หลังใหญ่ของคิมฮิมชานที่เขาอาศัยมาโดยตลอด 



เพียงแต่ว่า...เขาต้องทำอย่างไรที่จะพายองแจฝ่าผืนป่าแห่งนี้ออกไปให้ได้อย่างปลอดภัย



เพราะพละกำลังอันแข็งแกร่งของเผ่าพันธุ์วูล์ฟที่สามัญชนและฮาล์ฟไม่อาจเทียบเท่า เพียงเดินเท้าเข้าป่าไม่กี่ชั่วโมง แดฮยอนก็ทิ้งห่างจากเหล่าคนร้ายที่ไล่ติดตามอย่างไกลโข แต่เขาก็ยังมิอาจวางใจ



แดฮยอนรู้จักการกลบเกลื่อนร่องรอยในการหลบหนี เขาอุ้มยองแจที่หมดสติไปหลังจากเดินเข้าป่ามาได้ไม่นาน เดินลัดเลาะเหยียบย่ำลงบนลำธารตื้นเขิน เขาเดินเรื่อยไปจนถึงต้นแม่น้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการสะกดรอยตามรอยเท้าและกลิ่นกายของเขากับยองแจ



จนใกล้พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า แถมท้องฟ้าก็เห็นเมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล ในขณะที่แดฮยอนกำลังคิดหาที่พักแรมค้างคืน เขาก็พบกับกระท่อมร้างที่น่าจะเป็นของพวกพรานป่าที่ไว้ใช้พักแรมยามเข้ามาล่าสัตว์ในฤดูร้อน ช่วงฤดูหนาวเช่นนี้ย่อมถูกปล่อยร้างไร้การดูแลเหมาะจะเป็นที่ซ่อนกายให้กับเขาและยองแจ



ถือว่าโชคดีของทั้งคู่ เพราะถึงแม้ภายนอกกระท่อมจะดูเก่าและทรุดโทรม ทว่าภายในกลับแข็งแรงหนาแน่นกว่าที่คิดเอาไว้ อีกทั้งยังมีข้าวของเครื่องใช้ที่ยังใช้การได้อยู่มากพอสมควร



แดฮยอนก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าจากการบุกป่าฝ่าดงไม้ทึบเข้ามาในป่าลึก ทำให้เรี่ยวแรงที่มีเริ่มถดถอย เขาต้องการการพักผ่อนเพื่อให้ร่างกายได้คืนสภาพก่อนจะออกเดินทางต่อในวันพรุ่งนี้ หรือจนกว่ายองแจจะฟื้นคืนสติขึ้นมาเป็นปกติ



แดฮยอนรู้ว่าเพราะยองแจยังไม่สามารถควบคุมอำนาจการสะกดจิตของตัวเองได้มากเท่าไหร่ ดังนั้นเมื่อสูญเสียพลังไปมากๆ ก็มักจะหลับลึกลงไปอย่างไม่รู้สึกตัว ถ้าปล่อยให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ยองแจก็จะตื่นขึ้นมาอย่างสดใสเป็นปกติเช่นเดิม



แดฮยอนค่อยๆ วางร่างบอบบางของคนรักลงบนเตียงไม้เก่าคร่ำคร่า ก่อนจะเดินวนสำรวจข้าวของภายในกระท่อมร้างแห่งนี้ ดีที่ยังพอมีเครื่องแต่งกายและผ้าห่มให้กับตัวเขาและยองแจบ้าง เขาคาดว่าคืนนี้อากาศคงจะหนาวจับใจ ฟังจากเสียงสายฝนที่เริ่มตกกระทบตัวบ้านและกระจกหน้าต่าง



หลังจากก่อไฟในเตาผิงแบบโบราณเรียบร้อยแล้ว แดฮยอนก็เดินกลับมาทิ้งกายลงนอนข้างยองแจ เขาดึงร่างบอบบางมานอนแนบอก 



แดฮยอนอดอมยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นว่า ถึงแม้จะยังหลับลึกแต่ยองแจก็ยังขยับกายซุกเข้าหาอ้อมกอดของเขาอย่างเคยชิน  



ให้ตายเถอะ ...เขาพ่ายแพ้ทุกครั้งที่ถูกคนตัวเล็กอ้อนแบบนี้



เขายกมือหนาขึ้นลูบไล้เรือนผมสีดำสนิทอย่างแผ่วเบา ก่อนก้มใบหน้าแนบริมฝีปากของตนลงบนหน้าผากขาวเนียนของคนที่ยังไม่ได้สติ



ราตรีสวัสดิ์นะครับ พรุ่งนี้แดสัญญาว่าจะพาแจกลับบ้านไปหาคุณพ่ออย่างปลอดภัย

 

 

 








ปึก! ปึก! ปึก!

 



เสียงทุบประตูกระท่อมดังสนั่นในกลางดึก ปลุกให้แดฮยอนสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างตกใจ เขาเหลือบไปมองคนในอ้อมกอดที่ยังนอนคุดคู้อยู่บนเตียงไม้ที่มีกองผ้าห่มเก่าๆ ที่เขาพอจะหามาปูรองให้คนตัวเล็กนอนได้ โชคดีกระท่อมหลังนี้ยังมีเตาผิงและกองไม้ฟืนให้ได้ใช้งานบรรเทาความหนาวเย็นจากอากาศภายนอกที่มีพายุฝนทั้งที่เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว



แดฮยอนค่อยๆ ผละกายลุกขึ้นนั่ง เขานิ่งเงียบฟังเสียงเคาะประตูอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่เสียงลมพายุข้างนอก และเขาก็ได้ยินเสียงเคาะประตูหนักๆ อีกหลายครั้งจนแน่ใจ จึงลุกขึ้นเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าประตู



เมื่อสัญชาตญาณการระวังภัยของเขาไม่มีทีท่าว่าจะส่งเสียงกรีดร้องเตือนออกมา เขาจึงค่อยๆ แง้มประตูไม้บานหนาของกระท่อมออกไปดู ใจหวังเพียงแค่คนที่มาเยือนจะเป็นเพียงแค่สามัญชนที่หลงเดินทางผ่านมาในยามพายุฝนฟ้าคะนองเช่นนี้



สวัสดีพ่อหนุ่ม พวกเราสี่คนเดินทางผ่านมา ขอเข้าไปหลบพายุในกระท่อมของคุณได้ไหมครับ



คงเป็นเพราะสายฝนได้ชะล้างกลิ่นกายของกลุ่มคนที่มาใหม่ไปจนหมดสิ้น จึงทำให้แดฮยอนไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนของเผ่าพันธุ์ใด เขาทำได้เพียงแค่สังเกตจากลักษณะท่าทางที่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นฮาล์ฟ หรือสามัญชน



แดฮยอนกวาดสายตาดูผู้ชายตัวสูงที่เป็นคนเคาะประตู เขาสวมใส่เสื้อโค้ทสีน้ำตาลเข้มยาวปกคลุมปิดบังจนถึงหัวเข่า ศีรษะถูกคลุมด้วยฮู้ดจากเสื้อตัวในสีเทา ทั่วทั้งร่างกายเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำฝนจากพายุพัดกระหน่ำ แดฮยอนมองตามใบหน้าของชายตรงหน้าที่พยักพเยิดเหลียวไปมองทางด้านหลัง เขาก็เห็นอีกสามร่างยืนอยู่ไม่ไกลด้วยสภาพเปียกปอนไม่ต่างกัน



เข้ามาก่อนสิครับ



แดฮยอนเปิดประตูออกกว้าง ก่อนรีบก้าวเดินเข้าไปหยิบผ้าห่มขึ้นคลุมร่างของคนรักจนมิดชิด เขาหย่อนกายนั่งลงเพื่อบังร่างเล็กที่ยังคงนอนหลับอยู่บนเตียงเอาไว้ แดฮยอนไม่อยากให้ยองแจเป็นที่สะดุดสายตาจนเกินไป



เพียงเดินเข้ามาภายในที่มีอากาศอบอุ่น ชายร่างสูงก็ถึงกับคำรามในลำคออย่างพอใจ ก่อนจะรีบหันไปยกเก้าอี้สองตัวมาให้บุคคลที่เดินตามเข้ามาลำดับที่สองและสามอย่างกุลีกุจอ



ส่วนบุคคลที่ก้าวเข้ามาลำดับสุดท้าย ก่อนจะปิดประตูไม้บานหนาลง เขากลับเปิดประตูออกอีกครั้งพร้อมะชะโงกหน้าออกไปด้านนอก แล้วบ่นพึมพำอะไรบางอย่างที่แดฮยอนไม่ได้ยิน เพราะเสียงลมพายุและเสียงฝนกลบไปจนหมดสิ้น



ชายร่างสูงถอดเสื้อโค้ทที่เปียกโชกออกแขวนผึ่งบนตะขอเกี่ยวที่ตั้งไว้ไม่ไกลจากเตาผิง เขาดึงฮู้ดที่คลุมศีรษะออก ใบหน้าที่ดูดุดันก็เผยรอยยิ้มขึ้นมาอย่างเป็นมิตร



สวัสดีพ่อหนุ่ม ขอโทษทีนะที่มารบกวน พอดีพวกเราขับรถฝ่าพายุไม่ไหว เลยแวะจอดรถไว้ข้างทาง นึกว่าจะไม่มีบ้านคนอยู่แถวนี้แล้ว โชคดีที่ฉันเห็นแสงไฟที่นี่อยู่ลิบๆ ไม่อย่างนั้นคืนนี้ต้องนั่งหนาวตายอยู่ในรถแน่ๆ



เขาพูดพลางขยับกายมานั่งยองๆ ลงหน้าเตาผิง พลางยื่นมือทั้งสองข้างไปอังกับความร้อนระอุจากฟืนที่กำลังลุกไหม้ในเตา ผิดกับอีกคนที่ยังยืนนิ่งราวกับหุ่นขี้ผึ้งอยู่ข้างประตู ไม่ขยับกายไปไหน บริเวณพื้นไม้ที่ยืนเลยเจิ่งนองไปด้วยน้ำฝนที่หยดลงมาจากเสื้อโค้ทที่เจ้าของไม่คิดจะถอดออก รวมทั้งหมวกปีกกว้างสีดำก็แผ่เงามืดทาบทับใบหน้าจนแดฮยอนไม่อาจมองเห็น



แต่แดฮยอนกลับแทบจะไม่ได้ใส่ใจสองคนนั้น เขากำลังสนใจอีกสองคนที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้มีพนักพิงที่ตั้งอยู่กลางห้องนั่นมากกว่า เพราะอากัปกิริยาที่ถูกปรนนิบัติราวกับเป็นเจ้านาย เมื่อทั้งคู่ถอดเสื้อโค้ทออกยื่นให้กับชายร่างสูงที่รีบเข้าไปรับแล้วนำมาแขวนผึ่งให้อย่างเรียบร้อย



แดฮยอนจ้องมองอย่างไม่ปิดบัง เมื่อเขาเห็นใบหน้าของทั้งสองคน คนหนึ่งคือหญิงสาวที่เขาไม่อาจคาดเดาอายุได้ ใบหน้าดูสวยคม รูปร่างบอบบางทว่าสูงโปร่งแลดูสง่างาม แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาก็คือ ดวงตาสีเทาเข้มเช่นเดียวกับเขา



ส่วนอีกหนึ่งคือชายวัยกลางคนที่พึ่งทิ้งกายนั่งลงเคียงข้างหญิงสาว ผิวกายของเขานั้นก็ดูคมเข้ม และรูปร่างสง่างามไม่ต่างกัน ทว่าใบหน้าของเขากลับดูอิดโรยราวกำลังเจ็บป่วย เขากล่าวพึมพำด้วยเสียงแหบแห้งกับแดฮยอน



ขอโทษนะที่พวกเรามารบกวนเธอกลางดึกแบบนี้ ไม่ต้องเป็นห่วง เราจะรบกวนเธอถึงแค่รุ่งเช้าเท่านั้น



ทั้งคู่ส่งรอยยิ้มมาให้กับแดฮยอนที่ทำแค่เพียงพยักหน้ารับ รอยยิ้มที่เป็นมิตรและกิริยาท่าทีที่ไม่ได้เป็นภัยทำให้แดฮยอนเริ่มคลายความกังวลลงไปได้บางส่วน และเมื่ออยู่ภายในห้องที่อบอุ่นเช่นนี้ แดฮยอนก็รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายเป็นวูล์ฟด้วยสัญชาตญาณและกลิ่นกาย



กลิ่นกายหรือ?



เพียงแค่คิด เขาก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายก็คงรู้เหมือนกันว่า ยังมีคนร่างเล็กที่เป็นบลัดอยู่ในสถานที่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน ทันทีที่นึกขึ้นมาได้ ร่างกายของแดฮยอนก็แข็งเกร็งขึ้นมาด้วยความระแวดระวังภัยทันที



เธอเป็นวูล์ฟเหรอพ่อหนุ่ม?



ชายหนุ่มที่กำลังป่วยเอ่ยถามแดฮยอนด้วยความสนใจ ถึงแม้เขาจะเจ็บป่วยและมีอาการหนักมากแค่ไหน แต่จมูกของเขาก็ยังได้กลิ่นกายของเผ่าพันธุ์วูลฟ์ลอยอวลมาจากกายของเด็กหนุ่ม แต่ทว่าร่างเล็กที่นอนอยู่บนเตียงนั่นกลับไม่ใช่ กลิ่นหวานเอียนจางๆ ล่องลอยทำให้เขารู้ว่านั่นคือคนของเผ่าพันธุ์บลัด



แต่ก่อนที่แดฮยอนจะได้ตอบคำถาม แรงขยับกายของคนที่นอนบนเตียงก็เรียกความสนใจของแดฮยอนจากคนอื่นไปจนหมดสิ้น



"แด......."



"ครับ"



แดฮยอนดึงกายของคนตัวเล็กที่กำลังยันกายลุกขึ้นนั่งเข้าสู่อ้อมกอดของตนเองทันที พลางกดใบหน้าหวานให้ซุกแนบลงบนอกเขาเพื่อหลบสายตาคนอื่น แต่ปลายหางตาของยองแจยังทันเห็นว่ามีกลุ่มคนแปลกหน้าอยู่ภายในห้องด้วย มือเล็กจิกกำเสื้อของแดฮยอนแน่น ร่างกายสั่นเทาไปด้วยความหวาดกลัวจนแดฮยอนต้องกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น



"ใครน่ะ...เรา...ฮึก...ถูกจับ...ฮึก....อีกแล้วเหรอ"



เสียงสะอื้นไห้ ทำให้แดฮยอนสงสารคนในอ้อมกอดอย่างจับใจ 



"ไม่ใช่ครับคนดี...พวกเขาแค่มาหลบฝน"



"กลัว...หนูกลัว"



แดฮยอนกดริมฝีปากหนาลงบนขมับขาวเพื่อปลอบขวัญ เขาเสียใจที่ไม่สามารถปกป้องยองแจได้ดีเท่าที่ควร เขารู้ว่ายองแจไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากและอันตรายมากขนาดนี้มาก่อน



"มนต์เสน่ห์ของบลัด"



ภาพของทั้งคู่เรียกความสนใจของแขกผู้มาเยือนทั้งสี่ ก่อนจะมีเสียงพึมพำแผ่วเบาจากหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กลางห้อง เธอเข้าใจว่าเด็กหนุ่มกำลังถูกเสน่ห์ของบลัด และดูท่าจะลุ่มหลงอย่างรุนแรงเสียด้วย



นั่นเป็น...



ชายร่างสูงก็เหมือนจะรับรู้ได้เช่นเดียวกัน เขาลุกจากหน้าเตาผิงเดินดุ่มเข้ามาใกล้ หวังจะพิสูจน์ว่าอีกคนในห้องนี้เป็นเผ่าพันธุ์บลัด โดยลืมคิดไปว่าตนเองกำลังแสดงท่าทางเหมือนเข้าคุกคามคนทั้งสองที่เป็นเหมือนเจ้าของกระท่อมให้เข้ามาหลบภัยพายุ



แดฮยอนส่งสายตาสีทองวาวโรจน์ออกมาทันที สายตาคมจดจ้องข่มขู่มองชายร่างสูงที่ก้าวเข้ามาอย่างไม่กลัวเกรง เขาไม่ต้องการให้ใครเข้ามาใกล้คนรักของเขา



ซองวอน! หยุดอยู่ตรงนั้นล่ะ!”



ชายที่ชื่อซองวอนได้แต่ชะงักนิ่งตามเสียงแหลมตะคอก เขาหันกลับไปมองคนที่เมื่อสักครู่ยังยืนอยู่หน้าประตู  คนๆ นั้นก้าวเดินเข้ามาใกล้พร้อมใช้มือดันอกของชายร่างสูงให้ขยับถอยห่าง ก่อนดึงหมวกปีกกว้างที่ปิดคลุมศีรษะของตนเองออก 



แดฮยอนได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ใบหน้าขาวงดงามที่ไร้สีสันแต่งแต้ม อายุรุ่นราววัยกลางคน เธอคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ คิ้วเรียวสวยของเธอขมวดมุ่น ในขณะที่ดวงตาสีเขียวมรกตก็จดจ้องพินิจพิจารณาแดฮยอน สายตานั้นยังลามไปมองคนตัวเล็กที่ยังซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของแดฮยอน



เมื่อตระหนักได้ถึงสถานะของคนเบื้องหน้าอย่างชัดเจนตามคำบอกเล่า หญิงสาวเผ่าพันธุ์วิซซ์ก็ค้อมกายก้มศีรษะลงต่ำเพื่อทำความเคารพแดฮยอนและยองแจทันที



“ดิฉัน ฮันซอนฮวา หนึ่งในผู้พิทักษ์เผ่าพันธุ์ ดิฉันเป็นคนของคุณยงกุกค่ะ …ต้องขออภัยที่บังอาจล่วงเกินคุณทั้งคู่ค่ะ



ใบหน้าขาวเงยขึ้นมองด้วยความห่วงใย ดวงตาสีเขียวมรกตเปลี่ยนคืนกลับเป็นสีน้ำตาลเข้มฉายแววอ่อนโยน ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบงานอื่น เธอก็ยังได้รับรู้ข่าวคราวการหายตัวไปของรัชทายาททั้งสอง



“คุณแดฮยอน....คุณหนูยองแจ...ปลอดภัยดีใช่ไหมคะ...บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า



การพบเจอกันอย่างไม่คาดคิด ทำให้อีกสามคนที่อยู่ด้านหลังถึงกับชะงัก หญิงสาวใบหน้าคมที่เมื่อครู่ยังนั่งอยู่กับเก้าอี้เผลอผุดลุกขึ้นยืนอย่างไม่รู้ตัว มือหนึ่งยังกำมือของชายที่ยังนั่งนิ่งบนเก้าอี้ข้างกาย อีกมือกำแน่นทาบบนหน้าอก







ทุกอย่างรอบตัวแลจะหยุดนิ่ง...คล้ายโลกกำลังหยุดหมุน

 


แต่เสียงของหัวใจกลับดังรัวแทบทะลุออกมานอกอก











“แดฮยอน?”





.......................................



อัพครบ 100% แล้วค่ะ

พาร์ทแรกเป็นคู่คุณพ่อ ดราม่าหน่อย 

แต่ก็จะได้รู้แล้วว่า ทำไมฮิมชานถึงเย็นชาเสียเหลือเกิน

ถึงเย็นชาแค่ไหนก็ได้ความรักของคุณวูล์ฟยงกุกไปเต็มๆ เลยนะเออ


พาร์ทหลังเป็นคู่ของคุณลูก 

แดฮยอนก็จะต้องพ่ายแพ้ลูกอ้อนของน้องยองแจต่อไป 555

เอ๊ะๆๆ คนที่เป็นแขกในยามวิกาล จริงๆ แล้วเป็นใครกัน



ช่วงนี้อัพช้าหน่อยนะคะ ไรท์ติดโปรเจคอยู่ค่ะ

อย่าพึ่งลืมกันนะคะ



#แวมไพร์ตัวร้ายกับคุณหมาป่าจอมหื่น

@JustMariWriter


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

208 ความคิดเห็น

  1. #168 bamboo5194 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 19:14
    โหยย หมาป่าแดฮยอนได้เจอครอบครัวแล้ว แต่ไปจะเป็นยังไงนะ ลุ้นๆ
    #168
    1
    • #168-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 26)
      24 มกราคม 2562 / 23:41
      มาต่อล้าวววว
      #168-1
  2. #167 nammint042 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 11:23
    คุณพ่อบลัดนี่ก็อ้อนได้ทุกตอน ความขี้อ้อนนี่ก็ส่งต่อไปถึงลูกแจด้วย หวานกันจนมดขึ้น
    คนที่นั่งเก้าอี้นี่พ่อแม่ของแดฮยอนใช่มั้ย มีปมให้ลุ้นตลอดเลย
    ปอลอ ไรท์สู้ๆนะคะ ขอให้โปรเจคสำเร็จไปได้ด้วยดี จะรอนะคะ
    #167
    1
    • #167-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 26)
      24 มกราคม 2562 / 23:40
      ติดต่อกันทางสายเลือดค่าาา อ้อนจนคุณหมาป่าทั้งรักทั้งหลงเลย
      #167-1
  3. #166 Kurobuta (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 00:36

    สงสารยองแจหนูลูกไม่ต้องกลัวแล้วนะพี่แดฮยอนก็อยู่ ยองแจการอ้อนของหนูทำไมมันช่างน่ารักในทุกสถานการณ์แบบนี้นะ แดฮยอนจะไม่หลงยังไงไหว เฮ้ออออพวกที่เจอน่าจะเป็นพ่อของพี่แดฮยอนมั้ยอ่ะ หูยยยยดีใจได้เจอกันสักที แดฮยอนต้องดีใจมากแน่ๆ แบบนี้ก็ปลอดภัยไปอีกมีพวกเดียวกันอยู่ด้วย หวังว่าคงไม่หลอกกันนะ ลุ้นๆ ขอบคุณไรท์ที่มาต่ออย่างรวดเร็ว สู้ๆ

    #166
    1
    • #166-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 26)
      24 มกราคม 2562 / 23:40
      น้องอ้อนขนาดนี้ อิเพ่ทนได้ยังไง ถามจริ๊งงง
      #166-1
  4. #165 Kurobuta (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 10 มกราคม 2562 / 03:02

    ตอนแรกอ่านก็สงสารที่ถูกกระทำแบบนั้น. แต่-ตอนหลัง. เนี่ยออกแนวหมั่นไส้ปนอิจฉา เธอนังน้องชาน นังคุณพ่อบลัด นังตัวดี อ้อนเหลือเกินอ้อนเข้าไปผัวน่ะ. ผ้วก็หลงจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว เดี๋ยวค่อยกลับไปอ้อนกันต่อเถอะ รีบไปช่วยเด็กๆก่อน. แถวบ้านเรียก "แรดเงียบ" 55555 ไรท์สู้ๆค่ะ รอเสมอ อ่านตอนเก่าเรื่องเก่ารอก็เพลินดีนะ

    #165
    1
    • #165-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 26)
      10 มกราคม 2562 / 20:53
      น้องชานไม่แรดค่าาาา เพราะมีหลัวเป็นตัวเป็นตน น้องแค่อ้อนหลัวววว 5555
      #165-1
  5. #164 quincx (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 9 มกราคม 2562 / 23:49
    ไรท์มาดึกเลยวันนี้ แต่ก็คุ้มค่ากับการรอคอยมากค่ะ ฮือ รอติดตามตอนต่อไปนะคะ สู้ๆค่า
    #164
    1
    • #164-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 26)
      10 มกราคม 2562 / 20:52
      ขอบคุณมากค่าาาา
      #164-1