[B.A.P] 'till the end : แวมไพร์ตัวร้ายกับคุณหมาป่าจอมหื่น [END]

ตอนที่ 25 : Family meaning

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 223
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    8 ม.ค. 62





อาคารสามชั้นสีขาวที่ถูกดัดแปลงให้เป็นโรงงานผลิตน้ำหอมขนาดใหญ่กินพื้นที่กว้างขวางหลายสิบไร่ มีกำแพงทึบสูงล้อมรอบเป็นกรอบปกป้องสายตาและการรุกล้ำของคนภายนอก แสงไฟส่องสว่างมีให้เห็นเพียงแค่ประปราย ความเงียบสงัดผิดจากยามปกติของทุกค่ำคืน เพียงเพราะคืนนี้มีคนแปลกหน้าหลายสิบคนกำลังเคลื่อนกายเข้าไปอย่างเงียบเชียบเพื่อทำการเข้าควบคุมและบุกยึดตามคำสั่งการของคนเป็นเจ้านาย



G.O.D.  



หัวหน้าผู้พิทักษ์



บัง ยงกุก








ยงกุกพาฮิมชานมาถึงในช่วงเวลาค่ำ หลังได้รับรายงานจากลูกน้องว่าเข้าบุกยึดภายในโรงงานเรียบร้อยแล้ว พวกเขาเลือกช่วงเวลาดำเนินตามแผนในช่วงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า หลังโรงงานปิดทำการ เพราะหากยกกำลังบุกเข้าไปในช่วงเวลากลางวัน ก็เกรงว่าจะทำให้สามัญชนที่ไม่เกี่ยวข้องตื่นตระหนกเกินความจำเป็น



และที่สำคัญ ….พวกเขาแข็งแกร่งในยามค่ำคืน



เรายังไม่พบตัวคุณแดฮยอนและคุณยองแจครับ แต่เราพบร่อยรอยการต่อสู้และซากศพของฮาล์ฟที่ถูกฉีกออกเป็นชิ้นครับ



ฮิมชานหันไปมองหน้ายงกุก สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยงกุกวางฝ่ามือทาบลงบนแผ่นหลังของฮิมชานเพื่อปลอบโยน



คุณยงกุก..ลูกของผม ...ยองแจ...จะเป็นอะไรหรือเปล่า



“ใจเย็นๆ ฮิมชาน การที่คนของเราเจอร่องรอยแบบนั้น...ผมคิดว่าทั้งคู่ยังคงปลอดภัยดีอยู่...พวกเขาคงหนีออกมาได้ก่อนที่คนของเราจะเข้าไปถึง”



ในระหว่างที่ทั้งคู่กำลังยืนคุยกัน หนึ่งในลูกน้องของยงกุกคนหนึ่งที่แต่งกายรัดกุมปกปิดใบหน้าก็เดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของทั้งคู่ แล้วค้อมกายลงทำความเคารพฮิมชานและยงกุกที่ยังไม่ปล่อยมือที่โอบรอบเอวของฮิมชานไว้



“คุณฮิมชาน ... นายท่าน”



วันนี้ยังคงมีเรื่องน่าประหลาดใจให้แก่ฮิมชานได้ไม่หยุดหย่อน เสียงคุ้นเคยที่ฮิมชานได้ยินมาตลอดนานพันปี เพียงแต่คำทักทายเรียกขานกลับเปลี่ยนไป



นายท่าน...ยงกุก..อย่างนั้นเหรอ



หญิงสาวตรงหน้าปลดหน้ากากออกในตอนที่หยัดกายยืนตรง ใบหน้ากลมของหญิงรับใช้คนสนิทก็ชัดเจนและตอกย้ำความรู้สึกของฮิมชาน



“อึนบีขออภัยคุณฮิมชาน ..ที่ไม่อาจปกป้องคุ้มกันคุณหนูเอาไว้ได้”



ฮิมชานสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อระงับโทสะที่กำลังก่อตัวขึ้น ความไว้ใจที่มีต่อหญิงสาวเบื้องหน้ากำลังถูกสั่นคลอน



เมื่อสบสายตาของฮิมชาน อึนบีก็ยิ่งรู้สึกผิด เธอรีบค้อมกายต่ำลงเพื่อแสดงถึงการยอมรับความบกพร่องในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่ตอนนี้ฮิมชานไม่ได้โกรธที่อึนบีไม่ได้อยู่ดูแลยองแจ ฮิมชานโกรธที่อึนบีรู้จักกับยงกุกแต่ไม่เคยเอ่ยอะไรออกมา ทั้งๆ ที่เขาไว้ใจอึนบีมากที่สุดในหมู่ของคนรอบกาย



ยงกุกรู้สึกได้ถึงอารมณ์หงุดหงิดของคนข้างกาย  เมื่อเขาเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของอึนบี เด็กน้อยในสายตาของยงกุก เขาไม่อยากให้อึนบีถูกฮิมชานคลางแคลงใจเรื่องความจงรักภักดี เขาจึงรีบเอ่ยเสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วข้างหูของฮิมชานอย่างอ่อนโยน



“ที่รัก...อย่าโกรธอึนบีเลย...ผมเป็นคนสั่งห้ามเธอไม่ให้บอกคุณเอง”



“คุณมีสิทธิ์อะไรมาสั่งคนของผมแบบนั้น”



“ผมขอโทษ ...ผมแค่อยากให้คุณรู้จากผมเอง”



“แต่อย่างน้อย เธอก็ควรจะบอกผมบ้าง”



“อึนบีพึ่งรู้ว่าผมยังมีชีวิตอยู่ก็ตอนที่คุณพาผมไปที่บ้านของคุณ และผมเองก็พึ่งเปิดเผยให้เธอรู้ว่าเป็นหัวหน้าผู้พิทักษ์ ในตอนที่เธอรายงานต่อส่วนกลางเพื่อแจ้งเรื่องจงออบหายตัวไป ... คุณก็น่าจะรู้ว่าพวกเราไม่เคยเปิดเผยใบหน้าเวลาออกปฏิบัติการ”



ฮิมชานเข้าใจดี ก็เพราะเขาเองนี่ล่ะที่เป็นคนสนับสนุนอึนบีให้เป็นผู้พิทักษ์ แต่ก็ยังอดโมโหไม่ได้และในเมื่อทำอะไรไม่ได้ บลัดหนุ่มจึงได้แต่หันไปมองคนข้างกายด้วยสายตาตวัดค้อนอย่างไม่พอใจ รอให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อนเถอะ ... เขาจะเล่นงานตาหมาป่านี่ให้เข็ดหลาบ 



ตามธรรมเนียมของเผ่าพันธุ์ทั้งสาม ตำแหน่งรัชทายาทจะต้องมีผู้พิทักษ์คอยอยู่เคียงข้าง เพื่อทำหน้าที่เป็นดั่งพี่เลี้ยงและคนคุ้มกันจนกว่ารัชทายาทจะถึงวัยยี่สิบปีบริบูรณ์



ในตอนที่ยองแจลืมตาดูโลก ฮิมชานเพียงแค่ต้องการคนที่ไว้ใจได้มาอยู่ข้างกายยองแจ ซึ่งไม่มีใครเหมาะมากไปกว่ายุนอึนบีที่อยู่เคียงข้างรับใช้เขามานานนับพันปี



เด็กหญิงผอมแกร็นวัยสิบสาม เติบโตผ่านการกลายพันธุ์เป็นบลัดมาได้ด้วยความกร้าวแกร่ง หัวใจที่เข็มแข็งบวกกับความจงรักภักดี ทำให้ฮิมชานไม่รอช้าที่จะสนับสนุนส่งเรื่องไปร้องขอต่อส่วนกลาง เพื่อให้อึนบีได้เข้าไปสอบวัดความสามารถ



แน่นอนว่าความเฉลียวฉลาดและฝีมือการต่อสู้ของอึนบีทำให้เธอได้ตำแหน่งผู้พิทักษ์มาได้อย่างไม่ยากเย็น และนับจากนั้นเป็นต้นมา อึนบีจึงกลายเป็นผู้พิทักษ์ของยองแจ รัชทายาทแห่งเผ่าพันธุ์บลัด



ในโลกของเผ่าพันธุ์ทั้งสาม จะมีหน่วยงานเล็กๆ ที่พวกเขาเรียกกันว่าส่วนกลาง ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นจากสนธิสัญญาระหว่างเผ่าพันธุ์หลังจากเกิดสงครามกับฮาล์ฟและสามัญชน ทั้งสามเผ่าพันธุ์ต่างจับมือกันเป็นมิตร เพราะพวกเขามีบทเรียนจากความสูญเสียในสงครามที่เกิดขึ้น



ส่วนกลางเป็นหน่วยงานที่ทำงานนอกเหนืออำนาจของผู้นำทั้งสามเผ่าพันธุ์ ทำหน้าที่ประสานงาน ไกล่เกลี่ย ดูแลข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างเผ่าพันธุ์ รวมไปถึงควบคุมดูแลกองกำลังที่พร้อมจะออกมาปกป้องเผ่าพันธุ์ทั้งสามให้ปลอดภัยจากภัยอันตรายต่างๆ



กองกำลังของส่วนกลาง เป็นดั่งกองทัพทหารกล้าที่พร้อมจะสละชีวิตเพื่อปกป้องสายเลือดของเผ่าพันธุ์ทั้งสามทันที



ไม่มีใครรู้ว่าส่วนกลางนั่นตั้งอยู่ที่ไหน ใครเป็นผู้ดูแล มีสมาชิกจำนวนมากน้อยเพียงใด เพราะคนที่มีสิทธิ์จะรู้ได้ก็คือคนที่ทำงานในส่วนกลางเท่านั้น และฮิมชานก็เคยได้ยินว่า พวกตำแหน่งสูงๆ จะปิดบังใบหน้าไว้ไม่ให้ใครได้ล่วงรู้ แม้แต่คนในหน่วยงานด้วยกันเอง



อึนบีเองก็ไม่อาจเอ่ยปากบอกให้ฮิมชานรู้ นั่นคือ สัตย์ปฏิญาณด้วยหน้าที่



ฮิมชานก็ไม่มีสิทธิ์ไปคาดคั้นจากอึนบี นั่นคือ มารยาทของเผ่าพันธุ์

 


แต่ตอนนี้ฮิมชานได้รับรู้แล้วว่า ผู้กุมบังเหียนกองกำลังส่วนกลางที่เป็นดั่งแม่ทัพใหญ่คือใคร



G.O.D.



บัง ยงกุก



ผู้ที่เป็นใหญ่เหนือใคร



ผู้ที่เป็นใหญ่เหนือเผ่าพันธุ์ทั้งสาม

 






ถึงแม้ฮิมชานจะหงุดหงิดมากแค่ไหน เขาก็ทำได้เพียงแค่ถอนลมหายใจ ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงอาละวาดฟาดงวงฟาดงาใส่คนรอบกายจนเจ็บเนื้อเจ็บตัวไปตามๆ กัน



แต่ตอนนี้ ...คงเป็นเพราะรอยยิ้มอันอบอุ่นและน้ำเสียงแสนอ่อนโยนของยงกุกที่ทำให้เขารู้สึกใจเย็นขึ้นอย่างน่าประหลาด ทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน







ไม่มีอีกแล้ว



หัวใจที่เคยแข็งกระด้าง



ความรู้สึกที่แสนจะเย็นชา



ความรักของยงกุกกำลังโอบล้อมฮิมชาน...จนความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งหัวใจ








“ผมคงต้องหัวใจวายตายสักวันแน่ๆ ถ้าคุณยังมีแต่เรื่องเซอร์ไพรส์มาให้ผมไม่หยุดไม่หย่อนแบบนี้”



“ที่รัก ... ผมมั่นใจว่า...ร่างกายและหัวใจคุณแข็งแรงมากพอ...หึ”



รอยยิ้มมุมปากและสายตาอันเร่าร้อนของยงกุกที่มองจ้องมา ทำให้ใบหน้าของฮิมชานร้อนผ่าวขึ้นอย่างห้ามไม่ได้



ทั้งสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ทั้งเรียวแขนที่โอบกระชับ ทั้งริมฝีปากที่กดจูบซับข้างขมับอย่างปลอบประโลม การแสดงออกทั้งหมดถึงความรักของยงกุกที่มีต่อฮิมชานอย่างไม่ปิดบัง สร้างอาการเก้อเขินให้กับอึนบีที่ยังยืนอยู่ด้วยไม่น้อย



แต่หญิงสาวก็แอบอมยิ้มอย่างยินดี คนทั้งคู่ต่างก็เป็นผู้มีพระคุณของเธอ คนหนึ่งช่วยชีวิต คนหนึ่งเกื้อหนุนดูแล หากทั้งคู่รักกันจนสามารถเติมเต็มความว่างเปล่าของกันและกันได้ เธอก็ย่อมดีใจ



“แล้วเรื่องจงออบล่ะ เป็นยังไงบ้าง”



เมื่อฮิมชานนึกถึงเรื่องที่เป็นสาเหตุให้อึนบีต้องออกไปข้างนอกในยามวิกาล เขาก็เอ่ยถามถึงความคืบหน้าของจงออบที่ถูกคนร้ายจับตัวไป



“น่าจะเกี่ยวข้องกับโรงงานน้ำหอมนี่เหมือนกันค่ะ...แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่ามีอะไรที่เชื่อมโยงกับการที่คุณหมอจับตัวไปค่ะ เพียงแต่สายข่าวของเราจำทะเบียนรถตู้ที่จุนฮงบอกได้ว่าเป็นทะเบียนรถตู้ของโรงงานนั่นค่ะ”



“อืม...แล้วจุนฮงล่ะ”



“เอ่อ...จุนฮงบอกว่า เขาจะกลับบ้านไปหาพ่อ”



“พ่อ?



“ชเวมินซิก เจ้าของโรงงานน้ำหอมนั่น...เป็นพ่อแท้ๆ ของชเว..จุนฮง..ค่ะ”



ยงกุกขมวดคิ้วแน่น ในขณะที่ฮิมชานก็หัวเสียจนสบถออกมาอย่างห้ามไม่ได้



“นี่มัน... เรื่องบัดซบอะไรกันอีกวะเนี่ย”

 




..........................................

 





ท่ามกลางความมืดมิด ไร้แสงไฟส่องสว่าง มีเพียงแสงของดวงจันทร์ที่สาดส่องอยู่รำไร พอให้มองเห็นเงาร่างของใครบางคนที่กำลังยืนนิ่งหันมองออกไปทางนอกหน้าต่างในห้องนอนของชเวมินซิก



ร่างอวบอ้วนชะงักฝีเท้าอยู่หน้าประตู หลังจากเปิดประตูห้องนอนของตนเองแล้วเจอใครบางคนที่ถือวิสาสะบุกรุกเข้ามาในบ้านของเขายามวิกาล



ดวงตากลมสีฟ้าจดจ้องมองเจ้าของร่างสูงที่ยืนหันหลังอยู่ตรงหน้าต่างห้องอย่างไม่วางตา มือข้างหนึ่งของมินซิกกระชับด้ามปืนเอาไว้แน่นจนเหงื่อชื้นไปทั่วฝ่ามือ



“แก..เป็น..ใคร”



ถึงจะส่งเสียงกดต่ำข่มขู่ออกไป แต่หัวใจแห่งความขลาดกลัวก็เต้นรัวแรง สิ่งที่เขาไว้ใจที่สุดในตอนนี้ มีแค่เพียงอาวุธที่ถืออยู่ในมือ และฝีมือการยิงปืนของเขาที่แม้จะไม่ได้อยู่ในระดับมือพระกาฬ แต่ก็แม่นยำระดับพอสมควร



เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงยืนนิ่งไม่ขยับกาย มินซิกก็ค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปภายในห้อง เขาใช้มืออวบอูมอีกข้างเอื้อมไปกดสวิชต์ไฟในห้อง แสงไฟกระพริบถี่ก่อนที่จะส่องสว่างไปทั่วห้องนอนขนาดใหญ่



“จำผมไม่ได้แล้วหรือครับ ... คุณพ่อ”



สิ้นเสียงราบเรียบจากบุคคลนิรนาม ร่างสูงในชุดเสื้อโค้ทตัวยาวสีดำสนิทนั้นก็ค่อยๆ ผินใบหน้าหันกลับมามองเจ้าของห้องนอนหรูหรา เมื่อมินซิกเห็นบุคคลตรงหน้าอย่างชัดเจน ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นราวกับเห็นภูตผี



บุตรชายที่เคยคิดว่าตายจากโลกใบนี้ไปแล้ว กลับยังคงมีตัวตนและมาปรากฏตัวยืนอยู่ตรงหน้าเขาราวกับไม่เคยหายตัวไปไหน



เด็กหนุ่มร่างสูงเอามือไพล่หลังยืนอยู่ยังที่เดิม ใบหน้าที่เริ่มมีเค้าโครงคมคายตามอายุที่ล่วงเข้าสู่วัยหนุ่มยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง ไร้วี่แววอารมณ์ใดๆ แสดงออกมาให้ได้เห็น นอกจากดวงตาสีฟ้าที่เคยกระจ่างใสกลับขุ่นมัวไปด้วยอารมณ์ที่คนเป็นบิดายากจะคาดเดา



ถึงจะเป็นระยะเวลาเพียงแปดเดือนที่จุนฮงหายตัวไป แต่เพราะเด็กหนุ่มกำลังย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม ดังนั้นทั้งรูปร่าง ลักษณะ หรือแม้กระทั่งเสียงที่เริ่มแตกพร่า รวมทั้งเลือดของบลัดที่หมุนเวียนอยู่ในกาย ทำให้จุนฮงแลดูเปลี่ยนแปลงไปจากครั้งสุดท้ายที่คนเป็นบิดาได้เจอก่อนจะหายตัวไป



“จะ..จุนฮง...จุนฮง....ลูกพ่อ”



อาวุธที่อยู่ในมือถูกวางไว้บนโต๊ะข้างประตูห้องอย่างไม่แยแส มินซิกเคลื่อนกายอันอวบอ้วนถลาเข้าไปสวมกอดลูกชายด้วยความดีใจทันที



“ลูกหายไปไหนมา ...จุนฮง...ลูกรู้หรือเปล่า...ว่าพ่อตามหาลูกแทบจะพลิกแผ่นดินเลยนะ...ทำไม..ลูกถึงไม่ติดต่อมา..ทำไมถึงไม่กลับมาหาพ่อ...ลูกบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า...พ่อเป็นห่วงลูกมากเลยนะ”



มืออวบอ้วนลูบไล้ไปตามเนื้อตัวและใบหน้าของบุตรชายอย่างยินดี ก่อนจะดึงกายของบุตรชายเข้ามาสวมกอดอีกครั้ง น้ำตาแห่งความยินดีเอ่อคลอเต็มสองดวงตาของมินซิก จนทำให้เขามองข้ามสัญชาตญาณของตนเอง



เขาเลือกจะมองข้ามความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของบุตรชาย



แต่ทว่าสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยในความรู้สึกของมินซิกก็คือ... สายตาเย็นชาของจุนฮงยามทอดมองมาที่เขา



“ผมมารับคนของผมกลับ”



“คน? ของลูก?



“ครับ”



“ใคร?



“คนที่คุณพ่อให้คนไปจับตัวมา...เขาคือคนรักของผม”



จุนฮงจ้องลึกลงในดวงตาสีฟ้าของบิดาที่กำลังเบิกกว้าง



ดวงตาสีฟ้ากระจ่าง...โชคดีเหลือเกินที่มันคือสิ่งเดียวที่เขาได้รับมาจากบิดา



จุนฮงมีรูปร่างลักษณะ ผิวพรรณเช่นเดียวกับมารดาที่เสียชีวิตไปเมื่อราวสิบปีที่ผ่านมา และจุนฮงยังคงจำฝังใจได้ไม่เคยลืมเลือนว่ามารดาของเขาตายอย่างไร



มารดาของเขา...ตาย...เพราะการกระทำของคนที่ได้ชื่อว่าเป็น...สามี

 

 

 

 






ชเวมินซิก ชายหนุ่มรูปร่างอ้วนเตี้ย ใบหน้ากลมเต็มไปด้วยสิวเขรอะเกรอะกรัง จมูกกลมเชิด และความที่เขามีน้ำหนักเกินมาตรฐานจึงทำให้ร่างกายมีเหงื่อชื้นซึมตามผิวหนังอยู่ตลอดเวลาจนดูน่ารำคาญ



เขาจัดเป็นผู้ชายที่เติบโตมาอย่างไร้ความมั่นใจและไม่เคยมีหญิงใดชายตาแลมอง



เขาคงจะไร้หญิงเคียงข้างกาย หากไม่ได้เป็นลูกชายบุญธรรมคนเดียวของเศรษฐีมีอันจะกินที่มีมรดกตกทอดเป็นโรงงานน้ำหอมที่พอมีชื่อเสียง เพราะถึงแม้จะไม่ใช่บุตรทางสายเลือด แต่มินซิกก็ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจจากบิดามารดา และเมื่อล่วงเลยวัยอันสมควรจะออกเรือน มินซิกก็ถูกจับคู่แต่งงานแบบคลุมถุงชนกับหญิงสาวคนหนึ่ง



หญิงสาวหน้าตาดีผู้อาภัพคนนี้เป็นเพียงเด็กกำพร้าที่มีฐานะปานกลาง แต่เพราะเป็นคนขยันขันแข็งและมีกิริยาหมดจดงดงาม จนบิดามารดาของมินซิกถูกใจ จึงส่งคนไปทาบทามให้ตกแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ ให้แต่งงานกับบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูล 



หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน มินซิกก็ได้รับความไว้วางใจให้รับช่วงต่อกิจการโรงงานน้ำหอมของครอบครัว เขาเป็นคนหนุ่มที่อารมณ์ดี อดทน ขยันทำงาน และมีความกตัญญู จนได้รับการยกย่องนับหน้าถือตาจากชาวบ้านทั่วไป



แต่นั่นเป็นเพียงการกระทำต่อหน้าบุพการีและคนอื่นๆ  



เบื้องหลังความดีที่ฉาบฉาย กลับเป็นความเลวร้ายถึงขั้นรุนแรง



มินซิกกักขังและทำร้ายร่างกายภรรยานานนับสิบๆ ปี ชายวัยกลางคนผู้มีอารมณ์เก็บกดจากสายตาดูแคลนของคนรอบข้างมาตั้งแต่เด็ก และไม่เคยได้รับความสนใจจากหญิงใด เขาใช้ร่างกายของภรรยาระบายโทสะและอารมณ์ใคร่อย่างรุนแรง



เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากเขาและภรรยาแยกเรือนออกมาอยู่บ้านของตนเอง เขาก็เริ่มลงไม้ลงมือทุบตีภรรยา



ยิ่งนานวัน มินซิกก็ยิ่งกระทำกับภรรยารุนแรงมากยิ่งขึ้น ลุกลามไปถึงการทำทารุณกรรมและข่มขืนโดยไม่สนใจว่าเธอจะรู้สึกอย่างไร แม้กระทั่งตอนที่เธอตั้งครรภ์ เขาก็ยังบังคับขืนใจภรรยาจนเกือบสูญเสียบุตรในครรภ์ไป



ไม่มีใครล่วงรู้ความลับอันดำมืดนี้ นอกจากคนรับใช้ในบ้านเพียงสองสามคนเท่านั้น ซึ่งมินซิกก็ยอมจ่ายเงินไปไม่น้อยเพื่อใช้ปิดปากคนรับใช้ จนเขาแน่ใจว่าจะไม่เอาเรื่องราวความเลวร้ายของเขาไปพูดต่อ



ภายหลังจากบิดาและมารดาของมินซิกจากไปด้วยวัยที่ร่วงโรย เขาก็ครอบครองตำแหน่งเจ้าของโรงงานน้ำหอมอย่างเต็มตัว และก่อนที่บิดาของมินซิกจะสิ้นใจ เขาก็เอ่ยปากให้มินซิกได้ล่วงรู้ถึงความลับของคนในตระกูลที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น .



เลือดของ... บลัด... หัวน้ำหอมชั้นดี



เป็นเพราะความลับนั้นที่บันดาลความมั่งคั่งให้กับเขา เมื่อร่ำรวยมากขึ้น คนรอบกายก็ยิ่งเคารพนบนอบ มินซิกก็ยิ่งหยิ่งทะนงตัว นอกจากความหยิ่งทะนงและความลุ่มหลงในทรัพย์สินเงินทองแล้ว ความมักมากในกิเลสตัณหาของเขาก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น



มินซิกใช้เงินกวาดซื้อทุกอย่างที่ต้องการเพื่อชดเชยสิ่งที่เขาขาดหายไปในช่วงชีวิตวัยรุ่น เขาไม่เคยคิดใส่ใจใยดีภรรยาของตนเอง คิดแต่ว่าภรรยาเป็นเพียงแค่วัตถุที่บุพการีซื้อมาด้วยเงินเพื่อให้มาแต่งงานกับเขา เขามั่นใจว่าภรรยาเป็นเพียงผู้หญิงชั้นต่ำที่เข้ามาหาผลประโยชน์ กอบโกยเงินทองจากครอบครัวเศรษฐีของเขา



สุดท้าย...ภรรยาของมินซิกที่ได้รับความบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจก็จากไป ทิ้งชเวจุนฮงบุตรชายวัยห้าขวบไว้เบื้องหลัง



อาจเป็นเพราะความชังที่มีอยู่เต็มห้วงหัวใจ มินซิกจึงไม่เคยมีน้ำตาให้กับการจากไปของภรรยา



ผิดกับ...ชเวจุนฮง...บุตรชายคนเดียวที่เขารักอย่างสุดหัวใจ ยอมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ แม้กระทั่งยอมทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อเสาะแสวงหาเมื่อยามที่บุตรชายหายตัวไป



แต่มินซิกไม่เคยรู้ว่า ทุกอย่างที่เขาทำไป มันไม่เคยเพียงพอสำหรับเยียวยาหัวใจของบุตรชาย



และมินซิกไม่เคยรู้ว่า..... 



เรื่องราวเลวร้ายที่อยู่เบื้องหลังฉากหน้าแห่งความเป็นบิดาที่แสนดีนั้น บุตรชายของตนได้รับรู้ทุกอย่างจนหมดสิ้นแล้ว

 

 








จุนฮงได้อ่านสมุดบันทึกของมารดาที่แอบซ่อนไว้ในกล่องใส่เครื่องประดับ มรดกตกทอดจากมารดาที่บิดาไม่เคยคิดจะเปิดขึ้นมาตรวจสอบ



สมุดบันทึกที่เป็นเหมือนเพื่อนไว้ใช้ระบายความรู้สึกต่างๆ ที่มีในยามที่เธอถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและถูกทำร้ายทุบตีจากผู้ชายที่เธอรัก เธอถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า



ความเหงา



ความเศร้า



ความเสียใจ



ความรู้สึกมากมายที่หลอมรวมให้เธอทุกข์ทรมานราวกับกำลังตกอยู่ในนรกทั้งเป็น ตัวอักษรที่เรียงร้อยเป็นถ้อยคำได้ถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดของเธอออกมา จนคนเป็นบุตรชายสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดร้าวรานที่มารดาเคยได้รับ เด็กหนุ่มอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า และจดจำฝังใจได้ทุกถ้อยคำตัวอักษร



ครั้งแรกที่จุนฮงได้อ่านสมุดบันทึกของมารดาและเข้าใจว่ามันคืออะไร ก็ในตอนที่เขาครบรอบวัยแปดปี น้ำตาของเขาหยดลงเปื้อนกระดาษสีเหลืองเก่าจนเป็นด่างดวง ความรู้สึกมากมายถาโถมจนมิอาจเก็บงำเอาไว้ได้



ฟางเส้นสุดท้ายสำหรับชีวิตของมารดาของเขาขาดสะบั้นลง เมื่อผู้ชายที่เธอรักบังคับข่มขู่ให้เธออยู่ร่วมห้อง ในขณะที่เขามีสัมพันธ์กับหญิงอื่นต่อหน้าต่อตา



แม้กระทั่งความรักที่มีต่อบุตรชายก็ไม่อาจเหนี่ยวรั้งเธอเอาไว้ได้ เธอตัดสินใจเลือกเดินบนหนทางแห่งความตายแทนการมีลมหายใจ



จุนฮงเก็บความรู้สึกต่างๆ อัดแน่นไว้ภายในหัวใจ ทุกค่ำคืนยามหลับตาลงนอน เขาจะนึกถึงแต่ภาพความเจ็บปวดทุกข์ระทมของมารดาที่จากไป



จากเด็กที่มีบุคลิกแสนร่าเริงกลับกลายเป็นเด็กซึมเศร้าในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน และไม่ว่าบิดาจะให้หมอคนไหนมารักษาก็ไม่อาจช่วยเหลือจุนฮงจากอาการซึมเศร้านั้นได้



ต่างก็บอกเพียงแค่ว่า ...เป็นอาการเรียกร้องความสนใจจากผู้เป็นบิดา หลังจากมารดาสิ้นลมหายใจ  



สิ่งเดียวที่เรียกรอยยิ้มของเขาให้กลับคืนมาบนใบหน้าได้อีกครั้งก็คือ เด็กน้อยหน้าหวาน เพื่อนใหม่ที่บังเอิญเจอกันตรงข้างกำแพงคฤหาสน์หลังใหญ่ริมเนินเขา



วันนั้นเขาคิดถึงมารดาจนทนไม่ไหว จึงแอบหนีคนรับใช้เดินลัดเลาะหลบออกจากบ้าน หวังจะออกไปเดินเที่ยวเล่น แต่เพราะไม่อยากให้คนรับใช้ตามเจอตัวได้เร็ว เขาจึงเลี่ยงทางเดินในเมือง มุ่งสู่ความเงียบสงบแถวชายป่าตรงริมเนินเขา



ณ ที่แห่งนั้น เขาได้เจอกับ ยูยองแจ คนที่สามารถทำให้เขารู้สึกมีความสุขขึ้นมาได้อีกครั้ง รอยยิ้มอันสดใสของยองแจทำให้เขามีความสุข แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้พบกันแต่ละครั้ง แต่ก็สามารถทำให้จุนฮงมีกำลังใจที่จะมีชีวิตต่อ



จนเมื่อเริ่มเติบโตขึ้นถึงวัยสิบสามปี จุนฮงจึงได้รับรู้ว่า ห้องส่วนตัวของบิดาที่อยู่อีกฟากฝั่งของบ้านหลังใหญ่ ที่เขาเคยได้รับการสั่งนักสั่งหนาตั้งแต่เยาว์วัยว่าห้ามเฉียดกายเข้าไปใกล้ และเขาก็ไม่เคยเฉลียวใจ



ณ สถานที่แห่งนั้น บิดาของเขาให้คนพาหญิงสาวไม่ซ้ำหน้ามาทุบตีและเสพสังวาส เสียงร้องโหยหวนของหญิงสาวและเสียงหัวเราะของบิดาที่ได้ยินแว่วมาในยามค่ำคืน ทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มสั่นสะท้านจนไม่อาจทำใจมองหน้าบิดาได้โดยไม่รู้สึกอะไร



ยามกลางวันสวมใส่หน้ากากเป็นคนดี ยามราตรีกลับกระทำตัวเป็นปิศาจร้าย



เหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า



ทุกวัน



ทุกวัน



ทุกวัน



นานนับเป็นปี



จนจุนฮงไม่หลงเหลือความรู้สึกใดๆ ให้กับคนเป็นบิดาอีกเลย

 






.............................................

 




ความทรงจำที่ดีย่อมเป็นเสมือนน้ำทิพย์อาบชโลมจิตใจให้สุขสันต์ ในขณะที่ความทรงจำอันเลวร้ายกลับกลายเป็นเหมือนน้ำกรดกัดกร่อนทำลายหัวใจให้แหลกสลายในทุกนาทีที่นึกถึง



ไดมอนด์บลัดอย่างฮิมชานก็เช่นกัน 



ถึงแม้ฮิมชานจะพยายามปล่อยผ่านให้ความทรงจำบางส่วนให้จางหายไปตามกาลเวลาที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน แต่ก็ใช่ว่าเขาจะหลีกเลี่ยงความทรงจำอันเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นเมื่อในครั้งในอดีตได้



ความทรงจำเลวร้ายที่แสนเจ็บปวด ยิ่งเจ็บแค่ไหน ก็ยิ่งจำได้ไม่ลืมเลือน



โดยเฉพาะ...ความเจ็บปวดที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

 

 

 







"ปล่อยพวกเขาไว้ แล้วเผาที่นี่ทิ้งซะ"



"แต่.. คุณฮิมชานคะ พวกเขายังมีลมหายใจนะคะ"



"ให้พวกเขาตายไป....ยังดีกว่า...มีความทรงจำบัดซบพวกนี้คอยตามหลอกหลอนในทุกนาทีที่มีลมหายใจ"



คำเน้นหนักกดต่ำอย่างบันดาลโทสะของฮิมชานกับความโกรธขึ้งจนเนื้อตัวสั่น น้ำตาไหลออกจากดวงตาทั้งสองข้างอย่างห้ามไม่อยู่ หลังจากที่พบว่าโรงงานทำน้ำหอมแห่งนี้นอกจากจะเป็นที่กักขังหน่วงเหนี่ยวยองแจและแดฮยอนแล้ว มันยังเป็นสถานที่ที่พวกฮาล์ฟใช้ทำร้ายเผ่าพันธุ์บลัดอย่างรุนแรง



ไอ้พวกสารเลวนั่น



ไอ้พวกเลวระยำ



นอกจากมันจะใช้เลือดของบลัดเพื่อมาสกัดทำเป็นน้ำหอมแล้ว มันยังใช้บลัดเป็นเครื่องมือรองรับอารมณ์ใคร่อันวิปริตของพวกมันอีกด้วย



สภาพร่างกายอันบอบช้ำเกินจินตนาการของบลัดราวสิบรายที่อึนบีนำพาเขาและยงกุกไปดูที่ห้องใต้ดิน มันน่าหดหู่จนเขาไม่อาจห้ามน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ไหลออกมาได้ พวกมันใช้ร่างกายของบลัดเพื่อระบายความดำมืดโสมมในจิตใจที่ไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน พวกมันกระทำย่ำยีจนบลัดที่ยังมีลมหายใจอยู่มีสภาพไม่ต่างจากตุ๊กตาที่ไร้วิญญาณ จิตใจของพวกเขาถูกทำลายจนแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี



ยงกุกเองยังไม่กล้าห้ามคำสั่งของฮิมชาน ทั้งๆ ที่รู้ว่าการเผาทำลายที่นี่ทิ้งอาจจะกระทบต่อความสัมพันธ์ที่เปราะบางระหว่างสามัญชนและฮาล์ฟกับเผ่าพันธ์ทั้งสาม อาจจะทำให้เกิดสงครามระหว่างสองฝ่ายขึ้นมาได้เหมือนเมื่อหลายร้อยปีก่อน



ความเกรี้ยวกราดที่ฮิมชานแสดงออกล้วนแต่ทำเพื่อปกปิดความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ หัวใจแห่งความเกลียดชังกำลังเต้นอย่างรุนแรง เลือดในกายของเขาสูบฉีดจนอยากจะฉีกทึ้งทำลายทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า 



ฮิมชานไม่อยากให้ใครก็แล้วแต่...ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความทรงจำที่เลวร้ายต่ำทรามเช่นนั้น

 

 

เพราะเขารู้ดี...



ในเมื่อทุกวันนี้ ความทรงจำนั้นยังแผดเผาให้เขาตายทั้งเป็นในทุกครั้งที่นึกถึง









................................................




ฮึบไว้ค่ะ ไรท์สัญญาว่าจะดราม่าอีกแค่ตอนสองตอนก็จะกลับไปสวีทสดใสสไตล์ไรท์คนใสๆ เหมือนเดิมแล้วค่าาาา


คุณวูล์ฟยงกุกก็แลดูจะงุ้งงิ้งกับคุณบลัดฮิมชานไม่เกรงใจลูกน้องเลยนะ เขินแทนอึนบีที่ยืนอยู่ด้วยเจรงๆ


ตอนนี้เปิดเผยประวัติจริงๆ ของจุนฮงแล้ว น้องน่าสงสารมากกกกก อยากให้เจอคุณวิซซ์จงออบบี้ไวๆ ปลอบใจกันหนักๆ




ยินดีต้อนรับรีดเดอร์ที่เข้ามาอ่านใหม่ๆ นะคะ

หวีดได้ เม้นได้ ทวงฟิคได้ตามแท๊กนี้ค่ะ

#แวมไพร์ตัวร้ายกับคุณหมาป่าจอมหื่น

#JustMariWriter

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

208 ความคิดเห็น

  1. #163 bamboo5194 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 18:02
    สงสารจุนฮงมากเลยอะ ฮื่ออ ทุกๆต่างมีอดีตเจ็บปวดทั้งนั้นเลย
    #163
    1
    • #163-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 25)
      10 มกราคม 2562 / 20:46
      อยากดึงมาหอมหัว 555
      #163-1
  2. #162 ~Rella~ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 06:34
    จุกอะ... ทำไมหดหู่มากขนาดนี้ก็ไม่รู้
    #162
    1
    • #162-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 25)
      24 ธันวาคม 2561 / 22:17
      สู้ววววว ไรท์ให้ยืมผ้าซับน้ำตา ^^
      #162-1
  3. #161 Kurobuta (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 05:54

    ตะจูน่าสงสารจังลูกกกกกก ไม่เป็นไรนะเดี๋ยวเจอจงออบตะจูก็จะมีความสุขแล้วน้าาาาา.หมั่นไส้อิบลัดคนพ่อค่ะหงุดหงิดง่ายเนอะ ท่าน G.O. D ก็แหมมมมมมมอยากจะแหมให้ถึงดาวมาโท55555. เดี๋ยวโอบเดี๋ยวกอดเดี๋ยวจูบเดี๋ยวจุ๊บ ตัลหลอดได้ตัลหลอดจริงๆ ทุกตัวละครมีอดีตที่น่าสงสารหมดเลยอ่ะ โดยเฉพาะคุณพ่อบลัด ต้องผ่านอะไรมาบ้าง. แต่ไม่เป็นไรเนอะถ้าเรื่องร้ายผ่านไปมั่นใจเลยว่าทุกคน

    ต้องมีฟามฉุกอย่างแน่นอน ไรท์สู้ๆ

    #161
    1
    • #161-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 25)
      24 ธันวาคม 2561 / 22:17
      จุนฮงก็น่าสงสารไม่น้อยกว่าคนอื่นๆ ไรท์อยากจะพามาโอ๋เป็นการส่วนตัวมั่กๆ 5555
      #161-1
  4. #160 nammint042 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 20:09
    คู่พ่อนี่ก็สวีทกันได้ทุกสถานการณ์ไม่แพ้คู่ลูกเลยนะคะ 555
    สงสารจุนฮง ชีวิตวัยเด็กดราม่ามาก หวังว่าต่อไปน้องจะได้มีความสุขกับจงออบนะ
    #160
    2
    • #160-1 quincx(จากตอนที่ 25)
      23 ธันวาคม 2561 / 20:17
      เนื้อเรื่องดีมากเลยค่ะไรท์ ชวนติดตามมากๆ ติดใจดราม่าแล้วเนี่ย5555555 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแอบเขินความงุ้งงิ้งของคู่พ่อด้วย หวานกันได้ทุกที่จริงๆ
      #160-1
    • #160-2 JustMariWriter(จากตอนที่ 25)
      24 ธันวาคม 2561 / 22:14
      ขอบคุณที่ติดตามค่า เลิฟๆ รีดเดอร์ทุกคนเลย ไรท์ได้กำลังใจสุดๆ
      #160-2