[B.A.P] 'till the end : แวมไพร์ตัวร้ายกับคุณหมาป่าจอมหื่น [END]

ตอนที่ 14 : First love

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 353
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    15 ต.ค. 61


 



“นายท่านคะ ทางแม่ครัวเตรียมอาหารมื้อเย็นไว้ให้เรียบร้อยแล้วค่ะ”



“อืม...อึนบี ช่วยขึ้นไปตามแขกที่อยู่ในห้องนอนใหญ่ของฉันให้หน่อย เดี๋ยวฉันจะไปตามยองแจกับแดฮยอนเอง”



ห้อง..นอนใหญ่



อึนบีนิ่งชะงักแล้วเบิกตากว้าง  ก่อนจะเห็นสีหน้าดุดันจากคนเป็นเจ้านายปรามกลับมา เธอจึงรีบก้มหน้าค้อมกายรับคำสั่ง



อึนบีพึ่งกลับมาถึงคฤหาสน์ได้ไม่นาน หลังจากที่เธอออกไปจัดการสืบข่าวอย่างลับๆ ภายในเมืองตามหน้าที่ประจำที่ได้รับมอบหมายมาตั้งแต่ราวเมื่อหนึ่งปีก่อน เนื่องจากฮิมชานรู้มาว่า ฮาล์ฟกำลังจับกลุ่มเคลื่อนไหวกันอย่างลับๆ ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น เพียงแต่มีเหตุการณ์หลายอย่างที่น่าสงสัยจนต้องคอยจับตาดูอย่างใกล้ชิด



ในตอนที่เธอเดินทางกลับมา เธอก็ได้พบกับยองแจและเจ้าเด็กหมาป่าแดฮยอนที่ตอนนี้กลายร่างเป็นเด็กหนุ่มรูปงามไปเสียแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าวูล์ฟจะกลายร่างเป็นสามัญชนได้ทั้งที่อายุไม่ถึงห้าปี



ภาพงดงามในสายตาของเธอก็คือ ภาพเด็กทั้งสองเดินจับมือเคียงคู่กันไปตามทางเดินสู่เรือนกระจกที่ถูกก่อสร้างเป็นโดมใหญ่รายล้อมด้วยกระจกกันแสงอย่างดี



อึนบีรักและเอ็นดูยองแจไม่ต่างจากบุตรของตนเอง นอกจากจะเลี้ยงดูมาอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ยังเป็นทารกแบเบาะ เธอยังเป็นคนคอยดูแลยูเยจินมารดาของยองแจในช่วงที่พักอาศัยอยู่ที่นี่



และเธอยังได้เห็นผู้เป็นเจ้านายหล่อเลี้ยงเด็กตัวน้อยตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดาด้วยเลือดเนื้อของตนเองทุกๆ วัน ตลอดเวลานับหลายต่อหลายเดือน จนยูยองแจกลายเป็นบลัดตั้งแต่ยังไม่ถือกำเนิดเลยด้วยซ้ำ



ดังนั้นถึงแม้ฮิมชานจะไม่ใช่ผู้ให้กำเนิด แต่ก็นับว่าเป็นบิดาที่ผูกพันกันทางสายเลือดแห่งบลัด จึงไม่ผิดหากจะกล่าวว่ายูยองแจเป็นรัชทายาทอย่างแท้จริง



ไม่เหมือนเช่นเธอและบลัดบางตนที่เกิดปฏิหาริย์รอดชีวิตกลายพันธุ์เป็นบลัดด้วยเลือดเพียงเล็กน้อยของฮิมชาน ถึงนับว่าเป็นบลัดแต่ศักดินาก็ไม่เท่าเทียม



อึนบีนึกถึงเหตุผลที่คิมฮิมชานสั่งให้คนงานมาก่อสร้างเรือนกระจกอันงดงามแห่งนี้ เพื่อเหตุผลเดียวบุตรชายอันเป็นที่รัก ยูยองแจ



ตอนนั้นเจ้านายคนเล็กวัยสี่ขวบเกิดบาดแผลรุนแรงจากอาการแพ้แสงแดด นั่นถือว่าเป็นครั้งที่สองในชีวิตของยองแจที่ได้รับอันตรายจนคนเป็นบิดาแทบหัวใจสลาย

 

 









“นายท่านคะ คุณหนู...ยองแจ”



“เกิดอะไรขึ้น!



ฮิมชานตกใจแทบบ้าเมื่อเห็นร่างไร้สติของลูกชายวัยสี่ขวบอยู่ในวงแขนของอึนบีที่อุ้มวิ่งมาจากทางเดินหินแกรนิตที่ปูลาดยาวจากแปลงกุหลาบหน้าคฤหาสน์



“คุณหนู..คุณหนูออกไปข้างนอก ฮึก... คุณหนูออกไป ...ฮืออ...”



อึนบีที่เป็นผู้หญิงจิตใจแข็งแกร่งต้องหลั่งน้ำตาให้กับเด็กชายตัวน้อยที่เธอเลี้ยงดูมาแต่เกิด สภาพบาดแผลที่เกิดจากแสงแดดได้เผาผลาญผิวกายบอบบางจนขึ้นเป็นผื่นแดงพุพองไปแทบจะทั่วทั้งเรียวแขนและใบหน้าที่โผล่พ้นเสื้อผ้า



เธอมัวแต่สนใจกล่องของชิ้นใหญ่ที่ต้องนำไปกำจัดทิ้งให้เป็นปุ๋ยแก่แปลงกุหลาบผืนใหญ่ของเจ้านาย แถมเธอยังมีนิสัยชอบใส่หูฟังเพื่อฟังเพลงตลอดการทำงานในสวนตามปกติ จึงไม่ทันสังเกตรอบกายของตนเอง ว่ามีร่างของเจ้านายตัวเล็กแอบย่องเดินตามอยู่ทางด้านหลัง



ความไร้เดียงสาของเด็กน้อยที่คิดว่าจะสามารถแอบอาศัยร่มเงาจากร่างกายของอึนบีไปได้ตลอดทาง เด็กน้อยต้องการเพียงจะเข้าไปยลโฉมดอกกุหลาบพันธุ์ใหม่ที่บิดาพึ่งให้คนงานมาปลูกเอาไว้ให้เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน แต่ตอนนี้กุหลาบดอกใหญ่กลีบดอกผลิบานกำลังชูช่องดงามอยู่ตรงกลางสวน



ทันทีที่อึนบีย่อกายนั่งลงเพื่อวางกล่องใบใหญ่ เธอก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยกรีดร้องลั่นจนทะลุหูฟังที่กำลังบรรเลงเสียงเพลงจากนักร้องดังคนโปรด เธอจึงรีบหันกลับไปมองและเธอก็เห็น….ร่างบอบบางของยูยองแจ



เจ้านายตัวน้อยนอนดิ้นพล่านกรีดร้องอยู่บนพื้นดินด้วยความเจ็บปวด หัวใจของหญิงแกร่งร่วงหล่นวูบ เธอตาลีตาเหลือกรีบถอดเสื้อคลุมของตนเองคลุมร่างเล็กเพื่อปกป้องผิวกายขาวจากแสงแดดที่กำลังแผดเผา ก่อนจะช้อนกายเล็กอุ้มขึ้นแนบอกกระชับให้วงแขนแน่นขึ้นเพื่อรับแรงดิ้นรนจากความเจ็บแสบตามร่างกายของเด็กไม่รู้ความ



อึนบีรีบพาร่างของเด็กน้อยวิ่งไปตามทางเดินเพื่อพากลับเข้าไปภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ ฮิมชานที่ได้ยินเสียงโหวกเหวกร้องตะโกนของอึนบีก็รีบถลาเข้ามารับร่างเล็กเอาไว้ในอ้อมกอด ก่อนจะตะโกนสั่งสาวใช้คนสนิทดังลั่น



“ไปตามหมอเดี๋ยวนี้”



“ค่ะ นายท่าน....นายท่านคะ อึนบีขออนุญาตตามไฮวิซซ์”



“ได้รู้ใช่ไหมว่าจะตามได้ที่ไหน”



อึนบีทำเพียงพยักหน้าก่อนรีบเร้นกายหายออกไปจากคฤหาสน์ทันที โดยไม่ลืมที่จะโทรกลับมาสั่งให้ลูกน้องในคฤหาสน์ช่วยไปจัดการสิ่งที่อยู่ในกล่องใบใหญ่ที่เธอวางทิ้งไว้ที่กลางสวน



กล่องใบใหญ่ที่ข้างในมีแต่เศษซากของสามัญชนที่ครั้งหนึ่งเคยมีลมหายใจ






หลังจากยองแจหายดีได้ไม่นาน ฮิมชานก็ให้คนงานมาสร้างเรือนกระจกให้บุตรชายอันเป็นที่รักเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดในวันครบรอบปีที่ห้า เขาหวังจะให้ยองแจสามารถเดินไปตามทางเดินจนถึงกลางสวนกุหลาบได้โดยไม่ถูกแสงแดดแผดเผา



อึนบีผู้อยู่ใกล้ชิดฮิมชานมาอย่างยาวนาน ย่อมรู้ดีว่า ทุกสิ่งที่เจ้านายของเธอทำลงไปนั้น ก็เพราะไดมอนด์บลัดอย่างคิมฮิมชานถูกคุณหนูยูยองแจครอบครองไปแล้วทั้งหัวใจ



และตอนนี้อึนบีกำลังหวาดกลัว



เธอกำลังหวาดกลัวต่อความรักของคนเป็นนาย เธอไม่กล้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในเมื่อดูด้วยตาก็รู้แล้วว่า หัวใจดวงน้อยของยูยองแจเป็นของเจ้าเด็กวูล์ฟนั่นแต่เพียงผู้เดียว



แล้ว... ไดมอนด์บลัดอย่างคิมฮิมชานจะทำเช่นไร








............................................





ภายใต้แสงอาทิตย์ที่ใกล้จะลาลับขอบฟ้า เด็กหนุ่มผิวสีเข้มกำลังกอบกุมจูงมือเด็กหนุ่มร่างเล็กอีกคนให้ก้าวขาเดินตาม มายังภายใต้โดมของเรือนกระจกหลังใหญ่กลางดงดอกกุหลาบ



ตลอดแนวทางเดินของเรือนกระจกทอดยาวจากประตูด้านข้างของคฤหาสน์ ไปจนถึงกลางสวน ถูกควบคุมอุณหภูมิให้เย็นสบาย และติดฟิล์มกรองแสงอย่างดีเพื่อป้องกันแสงแห่งพระอาทิตย์ที่จะส่องเข้ามาแผดเผาผิวกายของยองแจ  



ภายในโถงกลางของเรือนกระจกถูกตกแต่งด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาพรรณมากมายที่ฮิมชานสั่งให้คนรับใช้หามาปลูกไว้ให้บุตรชายเชยชม ถึงแม้ยองแจจะใช้ชีวิตลืมตาตื่นในตอนกลางคืน และเข้าห้องนอนพักผ่อนในยามกลางวัน แต่ยองแจก็ยังชอบมาเดินเล่นภายในเรือนกระจกทุกวันเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นจนยามสายถึงจะยอมไปเข้านอน และแน่นอนว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา หนึ่งในผู้ที่ชื่นชอบการมาเดินเล่นภายใต้เรือนกระจกพร้อมกับยองแจมากที่สุดก็คงไม่พ้น ...แดฮยอน



มือใหญ่อุ่นร้อนกอบกุมมือบางเย็นเฉียบไว้แน่น ยองแจได้แต่เดินตามแดฮยอนไปอย่างเงียบๆ เพราะยังคงรู้สึกขัดเขินอย่างบอกไม่ถูก แถมหัวใจดวงน้อยก็ยังเต้นในจังหวะแปลกๆ อยู่ในอกอย่างน่ารำคาญ



ส่วนเด็กหนุ่มร่างกำยำเกินวัยก็ได้แต่อมยิ้มสลับหันกลับมามองใบหน้าหวานที่แสนจะคุ้นเคยอยู่ตลอดเวลา เขามีความสุขมากจนอยากจะหอนออกมาให้ดังกึกก้องไปทั่วทั้งพื้นที่ ... แต่ก็คงทำได้แค่ในตอนที่เขาอยู่ในร่างของหมาป่าหรอกนะ



"ยองแจครับ"



"หือ"



“รู้หรือเปล่าว่าแดดีใจมากเลยนะที่ได้เดินจับมือยองแจแบบนี้”



ยองแจรู้สึกเขินอายกับสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกของแดฮยอนที่จ้องมองมา มากกว่าประโยคคำพูดสั้นๆ ที่ได้ยิน  แดฮยอนหยุดยืนระหว่างทางเดินก่อนจะหันกลับมาดึงคนตัวเล็กเข้าไปไว้ในอ้อมกอดอย่างที่อีกฝ่ายไม่ทันได้ตั้งตัว



“แล้วแดก็...ไม่คิดเลยว่าจะได้มีโอกาสกอดยองแจด้วยสองแขนแบบนี้”



“แด..........”



“ตอนที่แดอยู่ในร่างของหมาป่า ...แดบอกรักยองแจไปเป็นพันๆ ครั้งแล้วรู้ไหมครับ”



เด็กหนุ่มโน้มใบหน้าลงมากระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูชวนให้ใบหน้าของยองแจเห่อร้อน ความหอมแบบฉ่ำหวานและผิวสัมผัสที่เย็นเฉียบ ทำให้เด็กหนุ่มแห่งเผ่าพันธุ์วูล์ฟแทบไม่อยากละปลายจมูกของตนเองออกจากแก้มอิ่มที่เริ่มแดงเรื่อด้วยความเขินอาย



ยองแจรีบใช้มือดันกายของคนตัวโตกว่าให้ออกห่างก่อนที่หัวใจของตนเองจะวายเพราะความตื่นเต้นไปเสียก่อน  แดฮยอนหัวเราะเบาๆ ในลำคอเมื่อเห็นทีท่าขัดเขินของยองแจ เขาทำเพียงแค่คลายวงแขนออกแต่ยังคงโอบรอบเอวบางไว้อย่างหลวมๆ สายตาคมก็ยังโลมไล้ไปทั่วใบหน้างดงามที่เขาตกหลุมรักมานับครั้งไม่ถ้วน



“แดฮยอนอ่า ...แจอายนะ”



“ไม่เห็นต้องอายเลยครับ...ก็ยูยองแจเป็นของแดแล้วนี่นา”



“ยังสักหน่อย..ยะ..อย่ามาขี้ตู่”



ยองแจส่งกำปั้นเล็กทุบเบาๆ บนอกของแดฮยอน คนตัวเล็กแสร้งยู่ปากอิ่มทำท่าทีไม่พอใจเพื่อกลบความเขินอาย



“ก็พันธะสัญญาที่ผูกเราไว้ด้วยกันไงครับ ...แสดงว่ายองแจเป็นของแดแล้ว ...แล้วแดฮยอนก็เป็นของยองแจเหมือนกัน”



เมื่อหนีไม่พ้นคำพูดไล่ต้อนของแดฮยอน ยองแจจึงทำได้เพียงก้มใบหน้างุดซบลงไปบนอกของแดฮยอน ร่างกายอันอุ่นร้อนของแดฮยอนยังคงเป็นที่ชื่นชอบของยองแจอยู่เช่นเดิม ....อบอุ่นและปลอดภัย



ยองแจถูกแดฮยอนเชยปลายคางให้แหงนเงยขึ้นสบดวงตาสีเทาเข้มอันลึกล้ำ  แดฮยอนกล่าวเสียงทุ้มต่ำย้ำเช่นคำมั่นสัญญาให้กับยองแจอีกครั้ง



“ทั้งหัวใจ ชีวิต และวิญญาณของแดฮยอนเป็นของยองแจนะครับ”



ดวงตาเรียวสวยเป็นประกายงดงามยามเมื่อสบสายตาคม ความรัก ความหลงใหล แผ่ซ่านสื่อสารถึงกันโดยไม่ต้องเอ่ยปาก แต่คนตัวเล็กกว่าก็ยังพยายามเอ่ยปากอย่างตะกุกตะกักถึงความในใจเพราะอยากให้อีกฝ่ายได้รับรู้เช่นเดียวกัน



“ยองแจ...ก็..ก็เป็นของแดฮยอน”



เพียงจบประโยคตอบรับจากยองแจ หัวใจของแดฮยอนก็พองโตไปด้วยความยินดี ริมฝีปากอิ่มของยองแจถูกริมฝีปากของแดฮยอนแตะลงอย่างแผ่วเบาก่อนจะผละออก เขายังไม่อยากทำให้คนในอ้อมกอดตื่นตระหนก ทั้งที่สัญชาตญาณของวูล์ฟที่กำลังเติบโตอยู่ภายในเรียกร้องให้กระทำมากกว่านี้ ...เขาต้องการยองแจมากกว่านี้



แดฮยอนได้เรียนรู้เรื่องของบลัดมามากพอที่จะรู้ว่า บลัดวัยเจริญพันธุ์เช่นยองแจจะมีความดุร้ายและโหยกระหายมากกว่าปกติ



วูล์ฟอย่างเขาก็เช่นกัน



ดังนั้น หากคนใดคนหนึ่งไม่สามารถห้ามใจ ก็เป็นดั่งเปลวไฟที่อยู่ใกล้กับเชื้อเพลิงชั้นดี



แดฮยอนรักยองแจมากจนเกินกว่าจะกระทำหยามเกียรติของคนที่เขารักดั่งดวงใจได้  และเขาก็ไม่อยากให้คิมฮิมชานใช้เรื่องนี้เพื่อแยกพวกเขาออกจากกัน เด็กหนุ่มคิดพลางใช้มือหนาลูบเรือนผมสีดำสนิทของยองแจอย่างรักใคร่



“ต่อไปนี้ ผมจะดูแลยองแจให้ดีที่สุด และจะปกป้องยองแจด้วยชีวิตของผมเอง”

 

 

 






ทุกการกระทำของเด็กหนุ่มไม่พ้นจากสายตาของ......ไดมอนด์บลัด คิมฮิมชาน

 

 

 





………………………………………

 

 





อึนบีก้าวขาเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสามเพื่อตรงไปยังห้องนอนใหญ่ของคนเป็นเจ้านายตามคำสั่ง เธอไม่รู้ว่าแขกของฮิมชานคือใคร เธอรู้เพียงแค่ว่าตั้งแต่เธออยู่กับฮิมชานมาเนิ่นนาน เจ้านายของเธอไม่เคยให้ใครย่างกรายเข้าไปยังภายในพื้นที่ส่วนตัวอย่างเช่นห้องนอนใหญ่เลยแม้แต่คนเดียว



สามัญชนที่ฮิมชานนำมาเสพสมกัดกินก็จะใช้เพียงห้องนอนของคนเป็นนายบนชั้นสองของอาคารอีกหลัง ที่ตั้งอยู่ด้านข้างของคฤหาสน์หลังใหญ่นี้



แน่นอนล่ะ ถ้าไม่นับว่าเธอที่ต้องเข้าไปทำความสะอาดตามหน้าที่ ...ก็คงมีเพียงคุณหนูยองแจเท่านั้นที่สามารถเข้าไปในห้องนอนใหญ่ พื้นที่ส่วนตัวของคิมฮิมชานได้

 

 





ก๊อก..ก๊อก..ก๊อก


แอดดดด

 






อึนบีเคาะประตูก่อนจะเปิดเข้าไปภายในห้องนอนใหญ่ของฮิมชาน แสงแดดยามเย็นของพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินก็สาดส่องเข้ามาสะท้อนเงาร่างของบุคคลที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างจนอึนบีเห็นเพียงโครงร่างสูงสง่า แต่เธอก็ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของใครคนนั้นได้อย่างชัดเจน



อึนบีค้อมกายลงทำความเคารพตามมารยาทก่อนจะเอ่ยถ้อยคำเชิญแขกของเจ้านาย



“คุณฮิมชานให้มาเชิญคุณลงไปรับประทานอาหารเย็นที่ห้องอาหารด้านล่างค่ะ”



เมื่ออึนบียืดกายเงยหน้าขึ้นมา เธอก็ได้เห็นใบหน้าของชายคนนั้นอย่างชัดเจน แขกคนพิเศษของคิมฮิมชาน และในทุกย่างก้าวที่ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ หัวใจของบลัดสาวก็สั่นอย่างรุนแรง ขาทั้งสองข้างแทบจะยืนทรงตัวเอาไว้ไม่อยู่



หัวใจของเธอก็กำลังเต้นแรงไปด้วยความตื่นเต้น  ริมฝีปากอวบอิ่มสั่นระริก ดวงตากลมฉาบคลอหยาดน้ำตา ความรู้สึกมากมายที่มีในหัวใจของบลัดสาวก็ทะลักทลายออกมาจนหมดสิ้น



“นายท่าน ......”



“อึนบี ...สินะ”



“นายท่าน ...ฮือออ...นายท่านของบ่าว”



อึนบีทิ้งกายลงนั่งคุกเข่า ก้มศีรษะลงคำนับจรดปลายเท้าของยงกุก หยาดน้ำตามากมายพรั่งพรูออกมาพร้อมกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น ยงกุกยอบกายลงจับต้นแขนดึงอึนบีให้ลุกขึ้นมา



“ท่านแม่ทัพ. ..อึนบี...อึก ...ไม่คิดว่าฮึก….จะได้เจอท่านอีกแล้ว”



“โชคชะตาคงลิขิต”



“อึนบี….ดีใจเหลือเกิน”



บลัดสาวยกมือขึ้นปาดน้ำตาของตนไม่หยุด ยงกุกอดเอ็นดูไม่ได้ จึงลูบเบาๆ บนศีรษะของคนที่ตนยังมองเห็นว่าเป็นเด็กน้อยวัยสิบสามปีอยู่เสมอ



“ได้เป็นเจ้าสาวของคนที่เจ้าปรารถนาแล้วหรือยัง”



“ย่ะ...ยัง....เจ้าค่ะ”



เมื่อยงกุกถามถึงใครคนหนึ่งที่อึนบีเคยมอบหัวใจให้ หญิงสาวก็ได้แต่ก้มหน้าซ่อนแววตาแห่งความโศกเศร้าเอาไว้ เธอไม่เคยเอ่ยปากบอกเล่าให้ใครฟังมาเนิ่นนาน ได้แต่เก็บความรักครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตไว้ในใจตลอดมา ดังนั้นคนรอบกายแม้กระทั่งฮิมชานก็ยังไม่รู้เรื่องราวนี้



คนรอบข้างต่างก็แปลกใจว่า อึนบีอยู่มานานนับพันปีไม่เคยมีใครเคียงกาย เธอทำตัวเป็นเพียงหญิงรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของไดมอนด์บลัดมาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย จนได้รับฉายาจากเหล่าคนรับใช้ของฮิมชานคนอื่นๆ ลับหลังว่า “ข้ารับใช้หัวใจน้ำแข็ง”



“ตั้งแต่คุณฮิมชานช่วยไว้ ...อึนบีก็ ...ไม่เคยกลับไป ...หาเขา...อีก“



“สักวันเธออาจจะได้เจอคนที่ตามหา ...เช่นเดียวกับผม”



ยงกุกถอนลมหายใจ เขารับรู้ถึงความรู้สึกของเด็กน้อยอึนบีในอดีตเป็นอย่างดี แม้ในตอนนั้นความคิดอ่านยังเยาว์วัย แต่หัวใจรักของเด็กคนนี้กลับมั่นคงยิ่งนัก



“แต่ท่าน...ก็เปลี่ยนไป....อึนบีไม่คิดว่าจะเจอนายท่านอีก”



“ใช่...เปลี่ยนไปเช่นเดียวกับเธอ”



อึนบีทำตาโตพร้อมยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดปากที่อ้าค้างของตนเอง  เมื่อเห็นสีของดวงตายงกุกเปลี่ยนไปมาก่อนจะกลับเป็นสีน้ำตาลเข้มเช่นเดิมอีกครั้ง



“...เป็น..ไปได้...อย่างไร”



“ทุกอย่างในโลกล้วนเป็นไปได้”



“แล้วคุณฮิม...”



“ไม่ต้องบอกเขา...สักวันหนึ่ง...เขาจะรู้เอง”

 

 

 







................................

 

 



 

“ดูนี่สิ! ข้าจับหัวขโมยมาได้ แถมพวกเจ้ารู้อะไรไหม...ว่ามันน่ะ...เป็นเด็กผู้หญิงเสียด้วย ฮ่าๆๆ”



ยงกุกเดินผ่านไปยังกลุ่มทหารรับจ้างที่ทางเมืองหลวงส่งมาเป็นกำลังทหารเพิ่มเติม หนึ่งในชายฉกรรจ์ที่กำลังนั่งล้อมรอบกองไฟอยู่ไม่ไกลจากกระโจมที่พักของเขากำลังจิกทึ้งเส้นผมของเด็กรูปร่างผอมแกร็นที่สวมเสื้อผ้าตัวหนาสีมอซอ พลางเหวี่ยงร่างเล็กนั้นไปมาอย่างสนุกสนาน ส่วนชายอีกสี่คนที่นั่งอยู่ด้วยก็พากันส่งเสียงหัวเราะ ตบมือ กระทืบเท้า เป่าปากกันอย่างชอบอกชอบใจ



ไม่ต้องเอ่ยปาก ยงกุกก็รู้ว่าจะเกิดอะไรตามมา



ปัญหาส่วนใหญ่ในกองทัพล้วนเกิดมาจากความขาดวินัยของเหล่าทหารรับจ้างที่ออกรบเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ ไม่ใช่ชายชาติทหารที่หวังจะรับใช้บ้านเมืองอย่างแท้จริง



หลายต่อหลายครั้งที่ยงกุกต้องเข้ากำราบปราบปราม แต่ก็มักจะกลายเป็นชนวนปัญหาให้เกิดความกระด้างกระเดื่องอยู่เรื่อยๆ ทำให้ระยะหลังๆ ยงกุกจำต้องทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่บ้าง เพราะไม่อยากให้เกิดข้อบาดหมางกันในหมู่ทหารจนเกิดการควบคุมไว้ไม่อยู่



แต่ว่า...



“ท่านแม่ทัพ”



นายกองทหารรับจ้างที่มีรูปร่างใหญ่โต แผ่นหลังงองุ้มเล็กน้อย จนคล้ายกับกอริลล่าตัวใหญ่  ก้มหัวให้กับยงกุกเล็กน้อยพอเป็นพิธีเมื่อเห็นเขาเดินเข้าไปใกล้



“ท่านนายกอง ...หากข้ายกแหวนหยกวงนี้ให้ท่านนำไปขาย ท่านก็จะสามารถอิ่มท้องไปได้อีกเป็นเดือน แถมยังมีเหลือจับจ่ายพอจะซื้อเหล้าเลี้ยงทหารทั้งกองของท่านได้ด้วย”



แววตาแห่งความโลภและสีหน้ากระลิ้มกระเหลี่ยประจบประแจงของอีกฝ่าย ทำให้ยงกุกอดนึกดูแคลนอยู่ในใจไม่ได้ มนุษย์ที่หยาบคายชั่วช้านี้เช่นนี้ไม่สมควรเกิดมาเป็นมนุษย์เลยแม้แต่น้อย



“เพียงแต่ข้า....อยากได้ตัวเด็กคนนี้ ...เด็กคนที่แม้แต่จะทำให้ท่านอิ่มท้องสักมื้อก็ไม่ได้”



อีกฝ่ายหรี่ดวงตาลงเล็กน้อยอย่างไตร่ตรอง และเมื่อเห็นว่าของมีค่าที่แม่ทัพหนุ่มยื่นให้ดูมีราคาค่างวดมากกว่าค่าตัวเด็กหญิงสกปรกในกำมือของตน ทหารนายกองนั่นก็รีบฉวยแหวนหยกจากฝ่ามือของยงกุกทันที ก่อนจะผลักร่างของเด็กหญิงให้ถลาเข้าสู่อ้อมกอดของยงกุก



“นี่ข้าเห็นแก่ท่านแม่ทัพหรอกนะ ..ถ้ายังไงข้ายินดีจะรับแหวนหยกของท่านเอาไว้แทน ท่านจงนำตัวนังเด็กขี้ขโมยนี้ไปเถิด”



“ขอบใจท่านนายกอง”



ยงกุกรีบคว้าข้อมือเด็กตัวเล็กสกปรกนั้นลากให้เดินตาม แต่เพียงแค่เขาหันหลัง เสียงเยาะเย้ยถากถางก็เสียดแทงดังตามหลังมา



“ไว้เข้าไปในเมืองค่อยหาสาวงามมาปีนเตียงอีกทีนะท่าน ตอนนี้ก็ใช้เด็กสกปรกๆ นี่แก้ขัดไปก่อน ฮ่าๆๆ”



“อย่าไปพูดแบบนั้น อาจจะเป็นความต้องการของท่านแม่ทัพท่านก็ได้ ไม่รู้หรือไง ว่ายังไม่เคยมีหญิงใดมีบุญได้ร่วมเตียงกับท่านแม่ทัพเลยสักคน”



“เฮ้ย! จริงสิ ฮ่าๆๆ”



“โธ่เอ๊ย! ทำตัวเป็นเหมือนเทพ...ที่ไหนได้... ก็มักมากในกามจนหน้ามืดเหมือนกันล่ะว้า ถุย”

 






ยงกุกได้แต่กัดฟันกรอด มือหนึ่งทั้งจูงทั้งลากเด็กหญิงให้ก้าวเดินตามตนเองให้ทัน อีกมือจับกุมปลายดาบภายใต้เสื้อคลุมสีดำตัวยาวเอาไว้จนแน่น



หากว่าไม่เป็นเพราะมีตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ค้ำคออยู่ เขาคงได้ตัดหัวพวกกักขฬะนั่นแล้วทิ้งซากศพไว้เป็นอาหารสัตว์ป่า ให้สาสมกับที่มันคิดหยามเกียรติของเขา



ไอ้พวกเดนคน.....



เด็กน้อยผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวขโมย พยายามยื้อยุดร่างกายของตนเองให้หลุดจากการฉุดรั้งจากชายหนุ่มหน้าตาดุดัน ร่างใหญ่กำยำด้วยความหวาดกลัว



"ปล่อยข้านะ ข้าไม่ใช่หัวขโมย ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ"



"หุบปาก!"



เมื่อลากเด็กร่างผอมเข้ามาในกระโจมที่พักของตนเองได้แล้ว แม่ทัพหนุ่มก็เหวี่ยงร่างเล็กนั่นขึ้นไปบนเตียงนอน ส่วนตนเองก็หันไปวางดาบเล่มใหญ่ลงบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยเอกสารมากมาย ก่อนจะปลดเสื้อคลุมตัวยาวออกมาพาดไว้บนราวแขวน



สายตาดุดันหันมามองเด็กน้อยที่นั่งทำตัวลีบอยู่บนเตียง ร่างเล็กตัวสั่นเทาค่อยๆ ถอยกายไปจนชิดติดผนัง



"ท่านจะ..จะทำอะไรข้า"



"หุบปากแล้วนั่งอยู่เฉยๆ บนนั้น ถ้าเจ้าเดินลงมา ข้าจะตัดขาเจ้าทิ้งเสียทั้งสองข้าง"



สีหน้าที่ไม่มีแววล้อเล่นและน้ำเสียงอันเฉียบขาดของชายหนุ่มก็ทำให้เด็กน้อยชะงักค้าง ก่อนจะนั่งนิ่งตัวแข็ง เพราะหวาดกลัวต่อคำขู่



เวลาผ่านไปไม่รู้นานเพียงใด ดวงตากลมโตของคนที่อยู่บนเตียงก็ได้แต่จดจ้องมองชายหนุ่มร่างกำยำที่ทำเพียงนั่งก้มหน้าขีดๆ เขียนๆ กระดาษแผ่นใหญ่บนโต๊ะกลางห้อง สลับกับเปิดตำรามากมายขึ้นอ่าน



โครกคราก...



เสียงท้องร้องดังลั่นท่ามกลางความเงียบประท้วงออกมาเมื่อเจ้าของเกิดความหิวโหย ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเด็กน้อยหน้าตาเด๋อด๋ากำลังเอามือกุมท้องแน่น



“ข้า....”



"หิวหรือ”



ใบหน้ากลมที่เต็มไปด้วยคราบสกปรกพยักหน้าถี่รัว เพราะท้องว่างโล่งมาตั้งแต่ยามสาย แม้แต่น้ำสักหยดยังไม่ตกถึงท้อง



ยงกุกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหยิบขนมมายื่นให้ สองมือเรียวเล็กยื่นออกไปรับขนมด้วยท่าทีหวาดระแวง แต่ความหิวโหยก็ทำให้เด็กน้อยหน้ามืดจนลืมความหวาดเกรงต่อชายหนุ่มไปจนหมดสิ้น



“ข้ามีเพียงขนมเปี๊ยะ..เอาไปกินก่อน.. ในยามศึก ได้กินขนมแค่นี้ก็ถือว่าดีนัก"



พอรับขนมชิ้นโตไปไว้ในมือเป็นแม่นมั่น เด็กน้อยก็รีบส่งเข้าปากอย่างเร็วจนสำลักออกมา เดือดร้อนถึงยงกุกต้องเดินไปเทน้ำดื่มใส่ถ้วยมายื่นให้  เจ้าเด็กร่างผอมแกร็นก็รีบฉวยไปดื่มเสียอึกใหญ่



“ค่อยๆ กินก็ได้ ข้ายังมีอีก”



ยงกุกส่ายหน้าไปมาพลางนึกขันกับท่าทางของเด็กน้อย... เด็กหนอเด็ก หิวจนลืมความกลัวจนหมดสิ้น



แม่ทัพใหญ่นึกถึงผลภัยจากสงครามที่กำลังทำให้ชาวบ้านอดตาย ยิ่งในฤดูอันเหน็บหนาวที่ไม่สามารถเพาะปลูกพืชพันธุ์ทำการเกษตรใดได้เช่นนี้ จึงมีชาวบ้านทั้งคนแก่และเด็กเล็กต้องอดอยากล้มตายไปเป็นจำนวนมาก  ผู้ชายก็ถูกเกณฑ์มาเป็นทหาร หากหลบหนีก็ถูกฆ่าทิ้ง ส่วนผู้หญิงก็ถูกบีบบังคับให้ไปเป็นแรงงานหรือขายตัว



ตอนนี้สองกองทัพที่ตั้งค่ายไม่ไกลกันนัก มีเพียงทุ่งโล่งที่เต็มไปด้วยหิมะหนากางกั้น หากสิ้นฤดูหนาวนี้เมื่อไหร่ คงเกิดสงครามครั้งยิ่งใหญ่ หลังจากมีปะทะเพื่อประลองกำลังกันมาแล้วหลายครั้ง เมื่อนั้นคงมีคนบาดเจ็บล้มตายอีกจำนวนไม่น้อย ยงกุกได้แต่ถอนหายใจ



"ข้า..."



"ถ้าง่วงนักก็นอนไปบนเตียงนั่นล่ะ พรุ่งนี้ก่อนย่ำรุ่ง ข้าจะพาเจ้าไปส่งให้พ้นชายป่า แล้วก็จงกลับเข้าหมู่บ้านไป อย่าแอบเข้ามาในสถานที่ไม่ควรเช่นนี้อีก เพราะถ้าเจ้าไม่เจอข้าเช่นครั้งนี้ คิดเองเถิดว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงแก่ชีวิตของเจ้าอย่างไรบ้าง แม้ข้าเองก็ยังไม่อาจคิด”



น้ำเสียงเฉียบขาดและแววตาดุดันที่มองมาทำให้เด็กน้อยไม่กล้าที่จะสบตากับชายหนุ่ม  แต่อยู่ๆ ความอัดอั้นตันใจก็กลายเป็นหยาดน้ำตาและเสียงสะอึกสะอื้น



"ฮึก.. ข้า...ข้าก็แค่ต้องการตามหาพี่ของข้า ..เขาบอกว่า...ฮึก... เขาจะมาเป็นทหาร..แล้วก็หายออกมาจากหมู่บ้าน"



เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กน้อย แม่ทัพหนุ่มที่ทั้งชีวิตเคยแต่ถือดาบออกศึกก็หันรีหันขวาง เพราะไม่รู้จะปลอบโยนอย่างไร เขาจึงลากเก้าอี้ไม้ตัวกลมมานั่งลงที่ใกล้เตียง



"พี่ของเจ้าชื่ออะไร หากข้ารู้จัก.."



"พี่ของข้าชื่อเฮช"



ดวงตากลมที่เต็มไปด้วยน้ำตาจ้องมองชายหนุ่มด้วยประกายแห่งความหวัง ...บางทีชายใจดีคนนี้อาจจะช่วยได้



"เฮช? แค่นั้น?"



"ใช่ จริงๆ ข้ารู้จักชื่อเขาแค่นั้น ...คือ...เขา ..ไม่ใช่พี่แท้ๆ ของข้า เขา.."



เด็กน้อยอ้ำอึ้ง ก้มใบหน้ามองขนมเปี๊ยะในมือที่ยังเหลืออยู่ครึ่งชิ้น ในใจคิดว่าคงต้องถูกอีกฝ่ายดุด่าโทษฐานโกหกผู้ใหญ่เป็นแน่แท้



"คนรักสินะ"



เด็กร่างผอมเงยหน้าสบตาชายหนุ่ม เมื่อเห็นรอยยิ้มอย่างเอ็นดูปรากฏอยู่ทั่วใบหน้า เด็กน้อยก็ก้มหน้างุดลงอย่างเขินอาย จนยงกุกอดจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอไม่ได้



"ข้า...รักเขา ตะ..แต่ว่า เขาชอบบอกว่าข้ายังเป็นเด็ก"



"เจ้าอายุเท่าไหร่"



"ฤดูฝนหน้าข้าก็จะสิบสามแล้ว"



"หึ ยังเยาว์วัยนัก"



"แต่แถวหมู่บ้านข้า อายุสิบสามก็ออกเรือนไปเป็นเจ้าสาวได้แล้วนะ"



เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมาเถียงชายหนุ่มอย่างลืมตัว



"ฮ่าๆๆ ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ยิ่งต้องรักษาตัวเองให้ดี กลับไปรอว่าที่สามีของเจ้า อย่าได้ออกมาทำตัวลับๆ ล่อๆ เช่นนี้ให้เกิดอันตรายอีก"



เมื่อได้ยินคำว่า “ว่าที่สามี” จากคนสูงวัย เด็กน้อยอ่อนวัยก็ได้แต่บิดตัวไปมาด้วยความอาย ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าการเป็นเจ้าสาว หรือ ว่าที่สามีนั้นคืออะไร แต่ก็คิดตามประสาเด็กว่าคือการที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ตนเองรักไปจนแก่เฒ่า



แค่นั้นก็เพียงพอแล้วในความคิดของเด็กน้อย



เล่าเรื่องของเขาให้ข้าฟัง



ยงกุกแค่รู้สึกถูกชะตาเด็กน้อยหน้ากลมนี่ และเขาก็อยากรู้ความเป็นไปของชาวบ้านในถิ่นนี้ จึงเอ่ยปากให้เด็กน้อยเล่าเรื่องของตนให้ฟัง



ข้าเจอเฮชเมื่อสองปีที่แล้วแถวแม่น้ำทางเหนือหมู่บ้าน เขาบอกกับข้าว่าเขาเป็นคนป่า อาศัยอยู่ในป่ากับครอบครัว เขาชอบแอบโผล่มาหาข้า เอาขนมอร่อยๆ มาให้เสมอ แต่ตอนที่ทหารเริ่มมาตั้งกระโจม เฮชก็มาหาข้าแล้วบอกว่า เขากับพ่อจะต้องไปเป็นทหาร ….แล้วหลังจากนั้นข้าก็ไม่เจอเขาอีกเลย



ในป่ายังมีหมู่บ้านอีกหรือ



ข้าเคยถามตาของข้าเหมือนกัน แต่ท่านก็หาว่าข้าพูดเรื่องไร้สาระ ท่านว่าในป่ามีแต่สัตว์ดุร้าย แต่อากาศหนาวเย็นขนาดนี้ข้าว่าต่อให้สัตว์ป่าดุร้ายแค่ไหน ก็คงหนาวตายกันไปจนหมดสิ้นแล้ว



หึ



ยงกุกนึกขันกับความช่างจำนรรจาของเด็กน้อย



แล้วตกลงว่าท่านเคยเห็นเฮชของข้าหรือไม่



เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่า หน้าตาของเขาเป็นเช่นไร



เฮชแก่กว่าข้าสี่ปี แขนขาเรียวยาว สูงสง่า ผิวกายคมเข้ม ดวงตากลมโต เขาไม่เหมือนชาวบ้านทั่วๆ ไป ข้าว่าเขาเหมือน พวกลูกขุนนางมากกว่า



เจ้ารู้จักขุนนางด้วยหรือ



รู้จักสิ ก็เหมือนนายอากรที่คอยมาเก็บภาษีในหมู่บ้านทุกปีไงล่ะ



ยิ่งฟังเรื่องเล่าจากเด็กน้อยตรงหน้า หัวใจของแม่ทัพผู้ซื่อตรงก็ยิ่งหนักอึ้ง เขาเคยรู้มาว่า หมู่บ้านที่อยู่ไกลเมืองหลวงเช่นนี้มักถูกขูดรีดภาษีจากนายอากรเพื่อเข้าพกเข้าห่อของตนเองจนร่ำรวยไปตามๆ กัน ในขณะที่ชาวบ้านก็ยังอดอยากแร้นแค้นเช่นเดิม



อ้อ ..เขาชอบขี่ม้าด้วยแล้วก็ยังยิงธนูได้แม่นยำ



หืมเก่งกาจขนาดนั้นเชียว



ใช่สิไม่อย่างนั้น ข้าจะชอบเขาเหรอ



เด็กน้อยก้มหน้างุด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้



"ข้าได้ยินเจ้าพวกถ่อยนั่น เรียกท่านว่า ...ท่านแม่ทัพ"



"อืม...ข้าเป็นแม่ทัพใหญ่ของที่นี่"



"โอ๊ะจริงหรือ



เด็กน้อยผอมแกร็นกระวีกระวาดปีนลงจากเตียง ก่อนคุกเข่าคำนับคนแก่วัยกว่าด้วยความนอบน้อม



ข้าน้อยขอคำนับท่านแม่ทัพ...ข้าน้อยชื่อยุนอึนบี...แล้วท่านล่ะ...ท่านชื่ออะไร"



เมื่อคำนับเสร็จ เด็กตัวแสบก็เงยหน้ามองยงกุกด้วยดวงตาใสแจ๋ว



"บัง ยงกุก”



“อ่า….ต่อไปนี้ ...นายท่านบังยงกุก ...จะเป็นนายท่านของอึนบีตลอดไป”



เด็กน้อยหน้ากลมก้มลงไปคำนับแม่ทัพหนุ่มอีกครั้ง ก่อนเงยหน้าขึ้นมาทำหน้าจริงจัง พูดเองเออเอง พยักหน้าอยู่คนเดียว เพราะตาเฒ่ามู่จงที่เก็บอึนบีมาเลี้ยงตั้งแต่เกิดได้บ่มสอนมาตลอดว่าให้อึนบีเป็นคนกตัญญูรู้คุณ



“ลุกขึ้นเถิด ข้าหาใช่นายท่านของเจ้าไม่...และจำคำของข้าไว้...อย่าได้ทำตัวเป็นข้ารับใช้ของใครง่ายๆ"



"ถ้าข้าไม่ได้ท่านช่วยเหลือ... ข้าคง....ไม่เหลือแม้แต่มีชีวิต... ไม่ว่าอย่างไร... ท่านก็มีบุญคุณต่อข้า"



ยงกุกได้แต่ส่ายหน้าให้กับความคิดของเด็กน้อยตรงหน้า แต่เขาก็อดชื่นชมในใจไม่ได้ ถึงแม้จะอายุยังน้อย แต่ดูท่าทางเฉลียวฉลาดไม่เบา








หลังจากนั้น ยงกุกก็กระทำตามคำที่พูด ก่อนเวลาย่ำรุ่ง เขาก็พาเด็กน้อยขึ้นม้าแล้วพาขี่ฝ่าหิมะออกไปส่งยังหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลนัก ในครั้งนั้นเขาได้พบกับชายชราถือไม้เท้า แผ่นหลังงองุ้ม ผมสีขาวโพลนไปทั่วศีรษะ จากการคาดเดาของยงกุก ชายชราน่าจะอายุอานามเกินกว่าเก้าสิบปี ตาของอึนบีออกมารับหลานสาวที่หน้าบ้านหลังจากได้ยินเสียงฝีเท้าของม้าศึกมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านอันซอมซ่อ



แม่ทัพใหญ่ที่ยังคงนั่งอยู่บนหลังม้าเอ่ยปากเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ที่เกิดขึ้นให้ชายชราฟัง เขาหวังว่าตาเฒ่าจะได้ตักเตือนและอย่าปล่อยให้หลานสาวเข้าไปป้วนเปี้ยนใกล้เขตตั้งค่ายของทหารอีก



“ข้าน้อยชื่อมู่จงเป็นหมอยาของหมู่บ้านนี้ ข้าขอบคุณท่านแม่ทัพบังยิ่งนักที่เมตตาช่วยเหลืออึนบี ท่านได้โปรดอภัยให้กับความโง่เขลาของหลานสาวข้าด้วยเถิด”



“ไม่เป็นไร ข้าเองก็ต้องขออภัยที่มารุกรานตั้งค่ายทหารไม่ไกลจากหมู่บ้านของท่านนัก แต่ถ้าจะให้ดี ข้าขอแนะนำให้ท่านพาหลานสาว และบอกคนอื่นๆ ให้ลี้ภัยไปอยู่หมู่บ้านอื่นก่อนพ้นฤดูหนาวนี้เถิด เพราะการศึกครั้งใหญ่ใกล้จะมาถึงแล้ว ข้าไม่อยากให้ชาวบ้านต้องมาตกอยู่ในอันตรายยามเกิดศึกสงคราม”



เมื่อรู้ว่าชายชราเป็นถึงหมอยาของหมู่บ้านนี้ ยงกุกจึงหวังให้คำแนะนำ เพื่อให้ชรานำไปบอกต่อ เขาอยากให้ชาวบ้านละทิ้งหมู่บ้านนี้ไป เพื่อจะได้ไม่เป็นอันตรายหากเขาไม่สามารถควบคุมพื้นที่ทำสงครามได้ เท่ากับว่าชาวบ้านในหมู่บ้านนี้อาจจะถูกฝ่ายตรงข้ามฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมได้



และเพราะมัวแต่คิดถึงชาวบ้าน ยงกุกจึงไม่ได้นึกเอะใจว่า เขาไม่ได้แนะนำตัวเองกับชายชราว่าเป็นแม่ทัพ และเขาเองก็ไม่ได้ทันบอกว่าตนเองมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร เขาบอกเพียงแค่ว่าตนเองเป็นทหารและได้ช่วยเหลือหลานสาวของตาเฒ่าเท่านั้นเอง



“ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่พอมีแรงต่างก็อพยพกันไปหมดแล้วล่ะท่าน เหลือเพียงข้าน้อยกับหลานสาว และคนแก่คนเฒ่าในหมู่บ้านอีกไม่ถึงสิบ เพราะคนแก่อย่างเราไม่มีเรี่ยวแรงพอจะเดินเท้าไปยังหมู่บ้านอื่นได้อีก และยังเกรงว่าจะไปเป็นภาระให้กับบุตรหลานที่ยังเยาว์วัย พวกเราเลยอาสาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านนี้จนสิ้นลมหายใจด้วยความสมัครใจ”



แม่ทัพหนุ่มได้ยินคำตอบก็รู้สึกสลดในใจยิ่งนัก เพราะสงครามแท้ๆ ที่บีบบังคับให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้



“แล้วหลานสาวของท่านล่ะ ท่านไม่คิดอยากจะปกป้องนางหรอกหรือ”



ชั่วขณะที่ตาเฒ่าเงยหน้าขึ้นสบสายตาคมของยงกุกที่ยังนั่งอยู่บนหลังม้าตัวใหญ่ ชายหนุ่มคิดว่าตนเองตาฝาดเมื่อเห็นดวงตาของตาเฒ่าเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกตก่อนที่จะกลับเป็นสีดำเช่นเดิมตามปกติ



“สำหรับนางเองก็มีเพียงข้าที่เลี้ยงดูมาแต่อ้อนแต่ออก ครั้นจะฝากชีวิตนางให้ไปเป็นภาระกับคนอื่น ข้าก็มิกล้า ....ถ้าหากท่านแม่ทัพบังจะเมตตา



“ข้ามิอาจมีความเมตตาให้ท่านได้ เพราะข้าเองจะตายวันตายพรุ่งก็ยังมิรู้ ....อย่างไรท่านก็ดูแลรักษาชีวิตตนเองให้ดี



ยงกุกพูดขัดขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของตาเฒ่า ทำไมคนเป็นใหญ่เช่นเขาจะไม่เข้าใจความหมาย เพียงแต่ในเวลานี้แม้กระทั่งชีวิตของตนเอง ยงกุกยังไม่รู้ว่าจะรักษาไว้ได้หรือไม่ เขาอาจจะต้องสิ้นใจในการศึกครั้งนี้ก็เป็นได้



หากแม้นอยู่ในเวลาปกติ เขาคงไม่ปฏิเสธที่จะตอบรับนำเด็กน้อยอึนบีไปให้มารดาของเขาเลี้ยงดู ให้เป็นน้องสาวของเขา เด็กน้อยที่เฉลียวฉลาดคนนี้ ทำให้เขารู้สึกถูกชะตายิ่งนัก น่าเสียดาย ..ทุกอย่างก็คงต้องขึ้นอยู่กับฟ้าลิขิต



เจ้าก็เหมือนกันนะเด็กน้อย อย่าลืมในสิ่งที่ข้าสั่งสอน แล้วก็ดูแลตาของเจ้าให้ดี ....ข้าลาก่อนล่ะท่านผู้เฒ่า”

ยงกุกหันมาสั่งเจ้าเด็กน้อยที่ยืนทำหน้าตามู่ทู่ ก่อนที่เขาจะหันไปค้อมศีรษะกล่าวลาตาเฒ่าอย่างไม่ถือตัว



“ขอบคุณท่านแม่ทัพ”



อย่าลืมอึนบีนะ นายท่าน



ยงกุกกระตุกขากระตุ้นให้ม้าคู่ใจวิ่งทะยานไปข้างหน้าเพื่อกลับเข้าค่ายก่อนพระอาทิตย์จะโผล่พ้นขอบชายป่า โดยไม่หันกลับมามองสองตาหลานอีกเลย









แต่ทว่า....



หลังจากนั้น หน้าประตูบ้านของตาเฒ่ามู่จงก็มักจะมีซากกระต่ายป่า ลูกหมูป่า นกพิราบมาแขวนไว้ให้เสมอ

 

 

 

 

 

 





..........................



อยากบอกว่าตอนนี้ยาวมาก /// ปาดเหงื่อ

อย่าเข้าใจผิดว่าอึนบีหลงรักคุณวูล์ฟยงกุกนะคะ

เพราะคุณวูล์ฟยงกุกเป็นของคุณบลัดคนพ่อแต่เพียงผู้เดียว 

ตอนหน้าเขาจะมาทวงของเขาคืนแล้วค่ะ 5555


ส่วนคู่แดแจเห็นหวานๆ อย่างนี้ 

ไรท์อาจจะใจร้ายมีดราม่าให้ประปรายก็อย่าหวั่นไหวกันนะคะ


คู่คุณหมอมาแน่ค่ะ มาหน่อยๆ แต่คอยแย่งซีนตลอด


เรื่องราวอาจจะยืดเยื้อไปบ้างน้า

เพราะไรท์อาจจะกล่าวถึงอดีตของคุณวูล์ฟยงกุกสอดแทรกมาบ้างในบางตอน

เพราะอดีตของคุณยงกุกเนี่ยล่ะที่จะเฉลยปมทั้งหมด



อ่านแล้วหวีดได้ตามแท๊กนี้เลยจ้า

#แวมไพร์ตัวร้ายกับคุณหมาป่าจอมหื่น

@JustMariWriter


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

208 ความคิดเห็น

  1. #130 Chanzhino (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 14:19
    แด้แจนี้หมดขึ้นเต็มสวนกุหลาบแล้วค่ะ ส่วนอึนบี ไม่คิดว่าจะมีปมหลังกับพี่บัง พี่บังเองก็มีปมที่ไม่เคยบอกฮิมชาน รอติตามค่ะๆ
    #130
    1
    • #130-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 14)
      14 พฤศจิกายน 2561 / 22:22
      แต่ละคู่ก็หวานไม่น้อยหน้ากันค่ะ บอกแล้วว่าเรื่องนี้ แฟนตาซี โรแมน(อิโร)ติก
      #130-1
  2. #97 nammint042 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 21:21
    เคร้ง!!! เก็บเศษหน้าแป๊บ เดาอะไรไม่เคยถูก แถมยังมีปมมาเพิ่มอีก 555 ไม่เดาละรออ่านตอนต่อไปดีกว่า
    แด้แจหว๊านหวานนำไปอีก วูล์ฟเนี่ยเป็นพวกนักรัก&นักเลื้อยซินะ พอกันทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่เลย
    #97
    1
    • #97-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 14)
      16 ตุลาคม 2561 / 08:41
      เป็นหมาป่าอยู่ดีๆ ไม่ชอบ ชอบเป็นงูซะงั้น 555
      <โดยเฉพาะคุณยงกุกนี่เหมือนเป็นเฒ่าหัวงู>
      #97-1
  3. #96 YouAndMe1994 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 18:22
    โอ้ย เดาเนื้อเรื่องกันได้ถูกเลย แต่ดีค่ะ ที่อึนบีไม่ได้คิดอะไรกับคุณวูฟของคุณไดมอนบลัด ไม่อยากจะคิดว่า เวลาคุณไดมอนบลัดหึงจะขนาดไหน
    #96
    1
    • #96-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 14)
      16 ตุลาคม 2561 / 08:40
      รอดูว่าคุณบลัดคนพ่อจะขี้หึงขนาดไหน 555
      #96-1
  4. #95 nammint042 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 20:30
    OMG อึนบี!! เธอจะชอบผชของท่านไดมอนด์บลัดไม่ได้นะ
    #95
    1
    • #95-1 nammint042(จากตอนที่ 14)
      15 ตุลาคม 2561 / 21:12
      เคร้ง!!! เก็บเศษหน้าแป๊บ เดาอะไรไม่เคยถูก แถมยังมีปมมาเพิ่มอีก 555 ไม่เดาละรออ่านตอนต่อไปดีกว่า
      แด้แจหว๊านหวานนำไปอีก วูล์ฟนี่ยเป็นพวกนักรัก&นักเลื้อยซินะ พอกันทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่เลย
      #95-1