[B.A.P] 'till the end : แวมไพร์ตัวร้ายกับคุณหมาป่าจอมหื่น [END]

ตอนที่ 13 : You're mine

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 391
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    10 ต.ค. 61

 

 



“คุณคงต้องอธิบายเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ผมรู้”



ฮิมชานเอ่ยปากกับยงกุกทันทีเมื่อปิดประตูห้องทำงานสนิท หลังจากจำต้องปล่อยให้เด็กทั้งสองนั่งเล่นอยู่ด้วยกันในเรือนกระจกกลางสวนกุหลาบระหว่างรออาหารมื้อเย็น



ยงกุกเดินไปทิ้งกายนั่งลงบนโซฟาใหญ่ก่อนจะตบฝ่ามือลงบนเบาะหนังเบาๆ เป็นเชิงเรียกให้บลัดหนุ่มเข้าไปนั่งเคียงข้างกาย ฮิมชานส่งสายตาตวัดค้อนเล็กน้อยก่อนจะยอมเดินเข้าไปทิ้งกายลงนั่งข้างชายหนุ่มแต่โดยดี



“สิ่งที่คุณเห็นคือเวทย์มนต์โบราณที่ถูกสืบทอดมาทางสายเลือดบริสุทธิ์ของเผ่าพันธุ์วูล์ฟ พวกเราเรียกว่า พันธะสัญญาแห่งวิญญาณ”



“พันธะสัญญาแห่งวิญญาณมันมีจริงๆ เหรอ”



ฮิมชานพอจะเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง เป็นเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเวทย์มนต์ของเผ่าพันธุ์วูล์ฟในยุคโบราณที่ไม่มีใครยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง เวทย์มนต์แห่งความรักที่ผูกมัดสองวิญญาณเข้าด้วยกัน ฮิมชานเข้าใจว่ามันเป็นเพียงแค่นิยายโรแมนติกที่เล่าขานกันมาแบบปากต่อปากเท่านั้น



“อืม.. เวทมนต์นี้จะผูกพันวิญญาณของคนทั้งคู่เข้าด้วยกัน”



“แต่ว่า..ยองแจไม่ใช่วูล์ฟนะ”



“ผมก็ไม่มั่นใจ เพราะผมเองก็เคยเห็นเวทย์มนต์นี้เกิดขึ้นแค่ภายในเผ่าพันธุ์วูล์ฟ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นพันธะสัญญาระหว่างวูล์ฟกับเผ่าพันธุ์อื่น”



“แล้ว...จะเป็นอันตรายกับยองแจหรือเปล่า”



ฮิมชานกังวลใจไม่น้อยเมื่อคิดว่าเวทย์มนต์นี้ควรจะมีผลกับคู่รักในเผ่าพันธุ์วูล์ฟเท่านั้น ไม่ควรเกิดขึ้นกับเผ่าพันธุ์บลัด



ยงกุกเองก็เข้าใจถึงความเป็นห่วงของฮิมชานที่มีต่อบุตรชาย เขาจึงลูบแผ่นหลังของฮิมชานไปมาเบาๆ อย่างปลอบโยน เพราะไม่อยากให้ฮิมชานกังวลเกินกว่าเหตุ



“ไม่มีอะไรอันตรายหรอกครับ ผมกลับคิดว่าสิ่งที่เกิด....ถือเป็นเรื่องน่ายินดี”



“น่ายินดี?



“ใช่ ... คุณรู้หรือเปล่าว่าการที่จะเกิดพันธะสัญญาแห่งวิญญาณขึ้นมาได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้ ตั้งแต่ผมเป็นวูล์ฟมา ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองในชีวิตที่ผมเห็นพันธะสัญญาเกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องกล่าวคำปฏิญาณ”



ยิ่งได้ยินคำอธิบายของยงกุก ฮิมชานก็ยิ่งไม่เข้าใจ ใบหน้าสวยเคร่งเครียด คิ้วเรียวขมวดมุ่น ในหัวสมองก็คิดตามคำพูดของยงกุก จนไม่ทันรู้สึกตัวว่าคนที่นั่งอยู่ข้างกายแอบส่งมือหนาเลื้อยไล้จากแผ่นหลังมาโอบรอบเอวของตนเองไว้แน่น อีกมือก็วางทาบทับไว้บนต้นขาอย่างแนบเนียน



“ถ้ามันเป็นไปได้ยาก ...แล้วเด็กๆ ทำให้มันเกิดขึ้นได้ยังไง”



ยงกุกคลอเคลียปลายจมูกโด่งคมสูดดมความหอมหวานที่ด้านข้างต้นคอขาว พลางกล่าวพึมพำรดลมหายใจร้อนลงบนผิวกายของฮิมชาน



“ความรักมั่นคง... ลุ่มหลงห่วงใย... เต็มใจมอบชีวิต.. และ...ผูกจิตจนสิ้นสูญ... นี่คือเงื่อนไขของพันธะสัญญา”



“มันหมายถึงอะไร”



“ความรักมั่นคง หมายถึง ทั้งคู่ต้องมีใจรักกันแน่วแน่และไม่เคยคิดจะแปรผันเป็นอื่น”



“.......................”



“ลุ่มหลงห่วงใย หมายถึง ทั้งคู่ต้องสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายได้โดยไม่ต้องเอ่ยปาก และต่างก็หลงใหลกันและกันจนมองข้ามสิ่งต่างๆ ไปจนหมดสิ้น ไม่ว่ารูปร่างหน้าตา ฐานันดร ศาสนา เชื้อสาย หรือแม้กระทั่งเผ่าพันธุ์”



“.....................”



“ส่วน...เต็มใจมอบชีวิต หมายถึง ต่างก็ยอมพลีชีพเพื่ออีกฝ่ายได้ โดยทำไปตามสัญชาตญาณความรู้สึก คาดหวังเพียงแค่อีกคนจะคงอยู่ แม้ตัวเองจะต้องตายก็ตาม ....ผมถึงบอกคุณแล้วไงว่า ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่เด็กทั้งคู่รักกันจริงจังจนกระทั่งเกิดพันธะสัญญาขึ้นมาได้”



ยงกุกฉวยโอกาสกดริมฝีปากลงบนขมับขาวของฮิมชาน ในตอนที่ฮิมชานกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด



“แล้ว...ผูกจิต...จนสิ้นสูญล่ะ”



“เมื่อทั้งคู่ผูกพันกันด้วยพันธะสัญญาแล้ว หากใครคนใดคนหนึ่งหมดลมหายใจ หัวใจของอีกคนก็จะแตกสลายจนสิ้นใจตามไปในเวลาเพียงไม่นาน”



ฮิมชานนิ่งชะงักกับสิ่งที่ได้ยินจากยงกุก เขาหันมามองใบหน้าของยงกุกที่กำลังพยักหน้าอย่างช้าๆ เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ฮิมชานได้ยินนั่นถูกต้อง หัวใจของคนเป็นบิดากำลังหนักอึ้ง เขาไม่คิดว่า ความรักระหว่างบุตรชายของเขากับเจ้าเด็กหมาป่านั่นจะลึกซึ้งถึงขนาดเกิดพันธะสัญญาขึ้นมาได้



ยงกุกได้เห็นแววแห่งความหวาดกลัวสั่นไหวในดวงตากลมสวย เขารู้สึกสงสารฮิมชานอยู่ไม่น้อย แต่เขาก็ต้องบอกความจริงทุกอย่างเพื่อให้ฮิมชานเตรียมใจยอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอนาคตในฐานะบิดาของยองแจ



“คุณก็เห็นด้วยตาของตัวเองแล้วนี่ครับ ในตอนที่ลูกชายของคุณกรีดร้องจนแทบจะขาดใจตามแดฮยอนตอนที่ผมรัดคอของเขาไว้จนใกล้จะหมดสติ ผมถึงต้องบอกให้คุณรีบปล่อยมือจากลูกชายของคุณซะ เพราะถ้าช้าไปกว่านั้น เด็กทั้งคู่คงขาดใจตายไปพร้อมกันเพราะหัวใจแหลกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ อย่างแน่นอน”



“ถ้า....เกิดอะไรขึ้นกับ...แดฮยอน....ยองแจของผมก็จะ....ผม... เป็นห่วง...ยองแจ..”



ฮิมชานหันมาสบตากับยงกุกด้วยความตื่นตกใจ พร้อมกับเอ่ยปากถามยงกุกอย่างละล่ำละลัก เมื่อคิดว่าหากชีวิตของบุตรชายผูกอยู่กับคนอื่นก็อาจจะเกิดอันตรายได้โดยง่าย



“คุณไม่ต้องเป็นห่วง เพราะพันธะสัญญาเป็นเวทย์มนต์วิเศษ เวทย์มนต์นี้จะแบ่งครึ่งชีวิตของคนหนึ่งฝากไว้กับอีกคน  หากใครคนหนึ่งบาดเจ็บ เขาจะสามารถฟื้นฟูร่างกายได้อย่างรวดเร็วเพราะมีพลังชีวิตของอีกคนคอยค้ำจุน โดยอีกคนนั้นก็ไม่ได้สูญเสียพลังชีวิตไปแต่อย่างใด ชีวิตและวิญญาณของพวกเขาจะคอยเกื้อหนุนกันและกันไปตราบจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ”



ฮิมชานถอนหายใจพลางคิดว่าคงจะเป็นจริงดังที่ยงกุกพูด เพราะอาการบาดเจ็บจากการแพ้แสงแดดของยองแจเมื่อครั้งที่ผ่านมา เลือดของแดฮยอนยังช่วยให้ยองแจหายได้เป็นปลิดทิ้งในระยะเวลาเพียงไม่นาน แต่เพราะความเป็นห่วงบุตรชายก็ใช่ว่าเขาจะไว้วางใจไปเสียทั้งหมด



“มีทางแก้ไขหรือยกเลิกเวทย์มนต์นี้ได้ไหม”



“ผมเกรงว่า...จะไม่มีหนทางไหนที่จะสามารถยกเลิกเวทย์มนต์นี้ได้”



“ตะ...แต่ว่า .. พวกเขายังเป็นเด็ก ...ยองแจก็พึ่งจะสิบห้า ...”



“หึๆ ถ้าผมจำไม่ผิด ...แดฮยอนก็พึ่งจะสามขวบเองนะฮิมชาน”



“ผมกลัวว่า....”



“ที่รัก...คุณไม่คิดบ้างเหรอครับว่า..พวกเขาโชคดีมากแค่ไหน..ที่สามารถหากันจนเจอได้เร็วขนาดนี้...ในขณะที่บางคนต้องอยู่มานานกว่าพันปีถึงจะได้เจอคนที่เขา...ตกหลุมรัก



ยงกุกเชยปลายคางของฮิมชานให้หันมาสบสายตา เขายกคำเปรียบเปรยถึงตนเองขึ้นมา เพราะอยากให้ฮิมชานรับรู้ถึงความรู้สึกของเขาที่ออกมาจากหัวใจ



ส่วนฮิมชานเองก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจ แต่เขากลับเลือกจะเพิกเฉยต่อความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นในหัวใจของตนเอง ดวงตากลมยังคงสบประสานสายตาคมของยงกุกไม่หลีกหนี  ริมฝีปากบางยังเอ่ยพึมพำต่อต้าน



“พวกเขาอาจจะเปลี่ยนไปได้ในตอนที่โตขึ้น...ในตอนที่อายุมากขึ้น”



“ฮิมชาน .. ผมจะบอกความลับอะไรให้คุณรู้สักอย่าง .. สำหรับเผ่าพันธุ์บลัดน่ะผมไม่รู้ ...แต่สำหรับเผ่าพันธุ์วูล์ฟ...."



"............................"



"เรายึดมั่น...เพียงรักเดียวชั่วนิรันดร์ ...เช่นเดียวกับผม”



เมื่อรู้ตัวว่าสู้สายตาคมที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายชวนให้หัวใจสั่นไหวต่อไปอีกไม่ได้ ฮิมชานก็ยอมแพ้โดยดันมือของยงกุกออกจากปลายคางของตนเอง ก่อนจะเสใบหน้าไปทางอื่น เพื่อกลบเกลื่อนอาการผิดปกติของหัวใจ 



แต่ฮิมชานไม่รู้ว่า ... สัญชาตญาณของวูล์ฟยังคงทำให้ยงกุกได้ยินเสียงหัวใจของฮิมชานที่กำลังเต้นแรงอย่างผิดจังหวะ แม้ว่ายงกุกจะอยู่ในร่างของสามัญชนก็ตามที



ยงกุกได้แต่ยิ้มบาง ก่อนจะกดจูบลงบนหัวไหล่ของฮิมชานเบาๆ และแม้จะมีผ้าเนื้อดีของเสื้อยืดกางกั้นแต่ความร้อนจากลมหายใจของยงกุกก็ทะลุไปถึงผิวกายจนขนอ่อนในร่างกายของฮิมชานตั้งชัน เขาอดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยปรามวูล์ฟหนุ่มด้วยเสียงแหบพร่า



“คุณยงกุก ...อย่า...”



ยงกุกไม่อยากรุกเร้าฮิมชานมากจนเกินไป เขาจึงยอมหยุดอยู่เพียงแค่วางปลายคางไว้บนลาดไหล่และโอบรอบเอวของอีกฝ่ายไว้อย่างหลวมๆ



“จริงๆ ผมก็ค่อนข้างรู้สึกประหลาดใจเรื่องพันธะสัญญาที่เกิดขึ้นกับเด็กทั้งสองคนนั่น”



“..............”



“เพราะ...เอ่อ...ผมไม่คิดว่า ...บลัดจะมีความรัก...ที่มั่นคง หรือยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อใคร”



คำพูดของยงกุกเหมือนเข็มเล่มเล็กที่ทิ่มแทงความรู้สึกของฮิมชาน เขารู้ดีว่าเผ่าพันธุ์บลัดเป็นเช่นไร และก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ยงกุกพูดคือความจริง



“ใช่ ..สัญชาตญาณของเผ่าพันธุ์บลัดเป็นเช่นนั้น ...สัญชาตญาณของบลัดทำให้พวกเราเห็นแก่ตัวและร้ายกาจ ...มักมากและโหดร้าย... แต่ยองแจของผม ...ลูกชายของผม... เขาเป็นเด็กที่มีจิตใจงดงาม”



“ผมไม่ได้....”



“ไม่เป็นไรหรอกครับ..เพราะสิ่งที่คุณพูดมันเป็นเรื่องจริง เพียงแต่สำหรับยองแจ...คนเป็นพ่ออย่างผม....ผมควรจะดีใจใช่ไหม...ที่เขา...ได้มีโอกาสรักใครสักคน”



คำพูดออกจากปากแต่กลับบาดลึกถึงในหัวใจ จนน้ำตาร่วงหล่นจากดวงตากลมสวยของฮิมชาน ภาพนั้นไม่พ้นจากสายตาของยงกุกที่ไม่เคยละไปไหน เขาประคองใบหน้าของฮิมชานเข้ามาใกล้ก่อนจะบรรจงจูบซับไปบนหน้าผากขาว และเหนือเปลือกตาทั้งสองข้างเพื่อปลอบโยนก่อนจะละออกแล้วใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือปาดไล้หยาดน้ำตาที่ร่วงริน



“ได้โปรดอย่าพูดว่าดีใจด้วยใบหน้าอันแสนเศร้าแบบนี้...หากคุณเจ็บปวด คุณก็ควรบอกว่าเจ็บปวด... หากคุณเสียใจ คุณก็จงบอกว่า...คุณเสียใจ”



ความอุ่นร้อนจากฝ่ามือของยงกุกที่ประคองสองข้างแก้มกำลังแผ่ซ่านไปยังหัวใจอันเย็นชาของบลัดหนุ่ม จนเกิดประกายแห่งความอบอุ่นขึ้นมา 



แม้จะเพียงแค่เล็กน้อย... แต่ก็มากพอที่จะทำให้ฮิมชานเกิดความรู้สึกหวั่นไหว



“คุณยงกุก....”



สายตาคมของยงกุกราวกับกำลังสะกดสายตาของฮิมชานไว้ไม่ให้หลบสายตาไปไหน เขาจดจ้องมองลึกลงไปในดวงตากลมสีดำสนิทของฮิมชานจนเห็นแวววูบไหว



ยงกุกรู้ว่าฮิมชานไม่อยากเผยความอ่อนแอของตนเองออกมาให้ใครได้เห็น อาจเป็นเพราะฮิมชานเป็นไดมอนด์บลัด หรืออาจเป็นเพราะฮิมชานดำรงอยู่มานานจนไม่อาจไว้เนื้อเชื่อใจใครได้อีก หรืออาจจะเป็นเพราะ ...ในหัวใจของฮิมชานมีเพียงเด็กหนุ่มที่ชื่อยูยองแจคนนั้น



ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ...ยงกุกก็จะไม่มีวันยอมพ่ายแพ้



เขาจะทำให้ฮิมชานมั่นใจว่า ...สำหรับผู้ชายที่ชื่อบังยงกุก



คิมฮิมชาน คือ คนที่เขาเฝ้ารอคอยมาทั้งชีวิต












“และไม่ต้องเป็นห่วง ...เพราะต่อไปนี้... ไม่ว่าคุณจะเจ็บปวดสักแค่ไหน... หรือคุณจะเสียใจมากเพียงใด ...ผมคนนี้...จะเป็นคนที่อยู่เคียงข้างคอยซับน้ำตาให้กับคุณเอง ...ราชินีของผม”



คิมฮิมชาน ... ราชินีผู้งดงามของผม









--------------50%------------------






 

เมื่อกว่าสองชั่วโมงที่ผ่านมา



หลังจากตอนยงกุกบอกให้ฮิมชานพายองแจออกไปจากห้องในตอนแรก เพื่อที่เขาจะได้มีโอกาสคุยกับเจ้าหมาป่าเด็กตัวใหญ่ เขาหวังว่าเด็กคนนี้จะใช่ จองแดฮยอน ที่เขาได้รับมอบหมายให้ตามหา



ยงกุกมองเด็กหนุ่มในร่างหมาป่าที่ทอดสายตาอาลัยอาวรณ์มองตามเด็กน้อยหน้าหวานนั่นจนลับพ้นจากสายตา



“แดฮยอน”



ดวงตาสีเทาแวววาวก็หันกลับมามองยงกุกอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ จนคนอายุมากกว่าอยากจะเขกศีรษะเจ้าหมาป่าตัวแสบนั่นแรงๆ สักครั้ง



“นายกลายร่างได้แล้วหรือยัง”



เจ้าหมาป่าลุกขึ้นเดินพร้อมพ่นลมหายใจฟึดฟัดแทนคำตอบ ก่อนจะเดินหายเข้าไปด้านหลังฉากกั้นห้องแต่งตัวที่อยู่ใกล้กับห้องน้ำ



เจ้าของคฤหาสน์หลังใหญ่นี้อนุญาตให้แดฮยอนใช้ห้องนอนที่อยู่ติดกับห้องนอนของยองแจเพื่อพักอาศัย ซึ่งความเป็นจริงฮิมชานจะเลือกห้องอื่นให้ก็ได้ แต่บลัดหนุ่มรู้ว่าแดฮยอนคงไม่ยอมอยู่ห่างจากบุตรชายของตนเองอย่างแน่นอน



ยงกุกเดินสำรวจข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องที่ค่อนข้างหรูหราและมีมูลค่าสูง เขาพึ่งรับรู้ว่าฮิมชานเป็นไดมอนด์บลัดก็ในตอนที่เดินทางมาถึงคฤหาสน์แห่งนี้ เมื่อฮิมชานยอมเอ่ยปากถึงเรื่องพิธีกรรมสำคัญของบุตรชายในสายเลือดนามว่า ยูยองแจ



เพียงไม่นานเด็กหนุ่มร่างกำยำเกินวัยก็ก้าวออกมาจากด้านหลังฉาก เขาสวมใส่กางเกงผ้าฝ้ายสีน้ำตาลอ่อนพอดีตัวและเสื้อเชิ้ตสีขาวเนื้อบาง เด็กหนุ่มเดินออกมาพลางกลัดกระดุมเสื้อเชิ้ตจนเรียบร้อย



ยงกุกลอบพินิจใบหน้าของคนตรงหน้าจนถ้วนทั่ว เขาก็มั่นใจว่าเด็กคนนี้ คือ บุตรชายของเพื่อนสนิทที่เขากำลังออกตามหาอย่างแน่นอน เพราะใบหน้าคมคายนี้ละม้ายกับเพื่อนสนิทของเขาในยามอ่อนวัยเป็นอย่างมาก



“นายคือ จอง แดฮยอน”



“ใช่..ผมเอง”



ดวงตาสีเทาเข้มฉายแววระแวดระวังจนยงกุกสังเกตเห็น เขาจึงถอยห่างออกมาเพื่อเว้นระยะไม่ให้เด็กหนุ่มเกิดความรู้สึกอึดอัดมากจนเกินไป



“ฉันคือคนที่พ่อแม่ของนายส่งให้ออกมาตามหานาย ฉันมีหน้าที่พานายไปเจอกับพวกเขา”



แดฮยอนขมวดคิ้วแน่น เขายังจับต้นชนปลายไม่ถูก เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยถึงพ่อแม่ของเขา ...พ่อแม่ที่ไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่



“ทำไมพวกเขาถึงไม่มาหาผมเอง”



“ฉันเกรงว่าพวกเขาจะไม่สามารถเดินทางมาที่นี่ได้ เพราะเหตุผลบางอย่าง”



“ก็ช่างพวกเขาสิ ผมเองก็ไม่คิดจำเป็นจะต้องไปหาพวกเขาเหมือนกัน”



เด็กหนุ่มเสสายตามองไปทางอื่น พลางพรูลมหายใจฟึดฟัด เขาคิดดังเช่นที่พูดจริงๆ ในเมื่อเขาเติบโตมาอย่างไม่มีพ่อแม่ เขาก็คงอยู่ต่อไปโดยที่ไม่ต้องมีพ่อแม่ได้เช่นกัน



“นายไม่คิดอยากจะเจอหน้าพ่อแม่เลยสักครั้งเลยเหรอ ไม่อยากกลับไปหาครอบครัวของตัวเองบ้างหรือไง”



“ผมจะกลับไปทำไม ผมไม่คิดจะผูกพันกับคนที่ไม่เคยเห็นหน้าหรอกนะครับ”



ยงกุกถอนหายใจเมื่อเห็นความจริงจังในแววตาของแดฮยอนที่หันกลับมาสบสายตาของเขา และแม้จะพูดจาโต้ตอบกับเขาอย่างสุภาพ แต่คำพูดของเด็กคนนี้ก็ยังฉายแววความดื้อดึงและหยิ่งยะโสอยู่ไม่น้อย



“แต่นั่นคือพ่อกับแม่ของนาย”



“ผมไม่สนใจหรอกครับ ในเมื่อชีวิตนี้ผมมีแค่ยองแจก็พอ”



“ถ้าฉันบอกว่า นายจำเป็นต้องพายองแจไปหาพ่อและแม่ของนาย นายจะยอมไปพบพวกเขาหรือเปล่าล่ะ”



ดวงตาสีเทาเข้มวาววับขึ้นทันใด ยงกุกมองปราดเดียวก็รู้ว่าแดฮยอนเป็นเด็กหนุ่มเลือดร้อนไม่ต่างจากจองแฮจูผู้เป็นแม่ในยามเยาว์วัยเท่าไหร่นัก



“แดฮยอน นายพึ่งเกิดมาได้ไม่นาน นายยังไม่รู้กฎเกณฑ์ต่างๆ ในโลกนี้อีกมาก กฎของการดำรงอยู่”



“ผม.......”



“ฉันไม่ได้คิดจะยกยองแจขึ้นมาอ้าง แต่ฉันพูดเรื่องจริง หากนายรักเขา ต้องการปกป้องเขา นายต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้ โลกภายนอกยังมีสิ่งที่เป็นอันตรายอีกตั้งเยอะ ฉันหวั่นใจว่า..แค่เพียงนายก้าวขาออกไปนอกรั้วคฤหาสน์นี้ นายก็จะไม่สามารถปกป้องคนที่นายรักได้อีก”



ตอนแรกแดฮยอนไม่คิดชอบขี้หน้าชายที่ชื่อบังยงกุกคนนี้นัก เพราะเหตุปะทะกันรุนแรงเมื่อครู่และเขาก็รู้ว่ายงกุกถือข้างฝั่งฮิมชาน แต่พอเขาเริ่มสงบสติอารมณ์แล้วไตร่ตรองตามสิ่งที่ยงกุกพูด เขาก็เห็นด้วยกับฝ่ายนั้นหลายอย่าง



“ฉันเป็นผู้พิทักษ์เผ่าพันธุ์วูล์ฟ หน้าที่ของฉันก็เหมือนเป็นองครักษ์ เป็นอาจารย์ เป็นพี่เลี้ยงของนาย ... ฉันจะสอนนาย ดูแลนาย และคุ้มครองนายจนกว่านายจะเก่งพอที่จะยืนหยัดด้วยตัวเองได้ ...เพียงแต่นายต้องให้โอกาสฉัน”



แดฮยอนฉลาดพอที่จะตั้งใจฟังยงกุกพูด และเขาก็ไม่คิดว่าจะเสียเปรียบอะไร แถมยังเป็นประโยชน์ต่อตนเองอีกด้วยหากได้ยงกุกมาอยู่ข้างกายเพื่อคอยชี้แนะสั่งสอน แน่นอนว่าทุกอย่างที่เขาเลือกทำก็เพียงเพื่อให้เขาสามารถปกป้องดูแลยองแจได้อย่างปลอดภัย



“ก็ได้....ผมจะให้โอกาสคุณ แต่ว่า ... คุณต้องสัญญากับผมก่อน”



“สัญญาเรื่อง?



“คุณต้องคุ้มครองยองแจเช่นกัน อย่าให้ยองแจเป็นอันตราย ถ้าเกิดเหตุร้ายขึ้นกับผมและยองแจ คุณต้องเลือกช่วยยองแจให้ปลอดภัยก่อน”



ความจริงแล้วยงกุกมิอาจปฏิเสธคำร้องขอดังกล่าวจากแดฮยอนได้อยู่แล้ว ยิ่งเมื่อเกิดพันธะสัญญาระหว่างแดฮยอนกับยองแจ เขาก็ยิ่งต้องปกป้องคุ้มครองยองแจด้วยเช่นเดียวกับปกป้องคุ้มครองแดฮยอน



“อืม..ฉันสัญญา”



เมื่อได้ยินยงกุกกล่าวตอบรับอย่างหนักแน่น แดฮยอนก็ส่งยิ้มกว้างพร้อมกับยื่นมือไปจับกุมมือของยงกุกเขย่าไปมาเหมือนดั่งตอกย้ำคำสัญญา



“ทำไมต้องพายองแจไปหาพ่อกับแม่ของผมด้วยล่ะครับคุณยงกุก”



“รัชทายาทของทุกเผ่าพันธุ์จะต้องเข้าพิธีตามธรรมเนียม เพื่อรับคำอวยพรครบรอบวัยเจริญพันธุ์จากผู้นำสูงสุดของทั้งสามเผ่าพันธุ์ ตอนนี้ยองแจก็ครบสิบห้าปีแล้ว เขาจะต้องเข้าร่วมพิธีก่อนที่อายุจะครบสิบหกปี ....และนี่คือเหตุผลที่ฉันบังเอิญมาตามคำเชิญของคิมฮิมชาน เพราะเขาต้องการตามหาพ่อแม่ของนายมาทำพิธีให้บุตรชายของเขา ..ยูยองแจ ..รัชทายาทของไดมอนด์บลัด”



“พ่อแม่ของผม? … คิงส์วูล์ฟ”



“ใช่ ...จองแดฮยอน นายเองก็เป็นรัชทายาทของคิงส์วูล์ฟ...นายคืออนาคตของเผ่าพันธุ์วูล์ฟ”



“ผม?



แดฮยอนเบิกตากว้างแสดงอาการตื่นตกใจอย่างปิดไม่มิด เขาไม่คิดว่าตนเองจะสำคัญขนาดเป็นถึงรัชทายาทของคิงส์วูล์ฟ



เด็กหนุ่มเติบโตมาพร้อมกับการอยู่อาศัยภายใต้ชายคาของไดมอนด์บลัด สิ่งที่เรียนรู้มามากมายก็ล้วนแล้วแต่เป็นโลกของบลัดทั้งสิ้น จนเขาลืมตระหนักถึงความเป็นวูล์ฟตามสายเลือดที่แท้จริงของตนเอง



“ใช่ ...ฉันถึงต้องการให้นายได้เรียนรู้เรื่องราวของโลกภายนอกให้มากกว่านี้ เพราะสักวัน ..นายจะต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของเผ่าพันธุ์วูล์ฟ”



“ผม..ไม่คิดว่าผมจะต้องการอะไรไปมากกว่า...ยองแจ”



เมื่อเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของเด็กหนุ่ม ยงกุกก็ได้แต่ถอนหายใจ เขารู้ดีว่าแดฮยอนคงกำลังมึนงงกับสิ่งต่างๆ รอบตัวที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ถึงแม้แดฮยอนจะมีความเฉลียวฉลาดเป็นเลิศเพียงใด เด็กหนุ่มก็ยังเป็นเพียงวูล์ฟที่พึ่งเกิดมาได้เพียงแค่สามปีเท่านั้น



“ไม่เป็นไร นายยังมีเวลาอีกมากที่จะเรียนรู้ ฉันจะคอยช่วยเหลือนายเอง”



“แล้วทำไม พวกผู้นำของทั้งสามเผ่าพันธุ์เขาไม่รู้จักกันอยู่แล้วเหรอครับ ทำไมถึงต้องให้คุณยงกุกช่วย”



“จริงๆ แล้วเผ่าพันธุ์ทั้งสามนั้นต่างคนต่างอยู่ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่จะขาดการติดต่อกันไปอย่างยาวนาน แล้วก็มีพิธีกรรมแค่ไม่กี่อย่างที่ทำให้พวกเขาได้มีโอกาสพบเจอกัน หนึ่งในนั้นก็คือพิธีอวยพรเพื่อแสดงความยินดีให้กับทายาทของพันธมิตร ในโอกาสครบรอบอายุที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์... ซึ่งนั่นก็นานมากกว่าผู้นำแต่ละเผ่าพันธุ์จะกำเนิดทายาท ...แต่แน่นอนพวกเขาย่อมรู้จักกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง... ถึงแม้ฉันจะสร้างความอับอายให้กับตัวเอง โดยไม่รู้ว่าฮิมชานคือไดมอนด์บลัดก็เถอะ”



ยงกุกหัวเราะออกมาแก้เก้อ เพราะเขารู้สึกอับอายจริงๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าฮิมชานเป็นไดมอนด์บลัด



ใครจะไปคิดว่าเจ้าของใบหน้าอ่อนเยาว์ที่แลดูงดงามแบบนั้น ท่วงท่าสง่างามแต่แลดูบอบบางแบบนั้น จะมีกำลังแข็งแกร่งจนสามารถเป็นผู้ที่นำพาให้เผ่าพันธุ์บลัดฝ่าฟันผ่านพ้นยุคสมัยมาได้อย่างยาวนาน



ยงกุกฝังใจอยู่กับข่าวลือผิดๆ มานาน ต่างเล่าขานว่าไดมอนด์บลัดผู้ยิ่งใหญ่ทั้งเหี้ยมหาญดุดัน จนเป็นที่น่าหวาดเกรงต่อสายเลือดบริสุทธิ์เผ่าพันธุ์อื่นมาเนิ่นนาน และเผ่าพันธุ์บลัดเป็นเพียงเผ่าพันธุ์เดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงผู้นำเลยตั้งแต่ก่อกำเนิดสายเลือดบลัดขึ้นมาบนโลก...จวบจนทุกวันนี้ก็คงหลายพันปีมาแล้ว



เรื่องนี้ทำเอายงกุกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อคิดใคร่ครวญถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาระหว่างเขากับฮิมชาน ก็คงจะเป็นข้อพิสูจน์ที่เฉลยปมต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในใจของเขาได้เป็นอย่างดี



“เอ่อ ผมสงสัยว่า ... ยองแจต้องเข้าพิธีอวยพรตามอย่างที่คุณว่าด้วยหรอครับ”



“ทำไมล่ะ”



“ก็...ผมคิดว่า...ยองแจไม่ได้เป็นลูกชายของคิมฮิมชานน่ะสิครับ”



ยงกุกชะงักนิ่ง เขาขมวดคิ้วมุ่น ... ยองแจเป็นสายเลือดที่แท้จริงของไดมอนด์บลัดอย่างแน่นอน เพราะฮิมชานคงไม่ยอมให้เด็กคนนั้นเป็นอันตรายแก่ชีวิตจากเข้าร่วมพิธีกรรมดังกล่าว ...แต่เขาก็ไม่คิดว่าสิ่งที่แดฮยอนบอกกล่าวจะเป็นเรื่องโกหกเช่นกัน



“นายรู้ได้ยังไง”



“สายตาของเขา...มันบ่งบอกว่าเขาหลงใหลยองแจ...เขารักยองแจมากกว่าคำว่า...ลูกชาย”

 

 

 

 

 

 





...................................................

 

 




“คุณหมอคะ คนไข้ห้อง 402 อาละวาดอีกแล้วค่ะ”



“ครับ เดี๋ยวผมไปดูเอง คุณไปทำงานอย่างอื่นต่อเถอะครับ”




จงออบถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะลุกเดินเปิดประตูห้องพักของหมอเวรออกไป เขาพึ่งกลับมาจากต่างเมือง หลังจากต้องเทียวไปเทียวมารักษาวูล์ฟบาดเจ็บรายหนึ่งที่มีอาการเรื้อรังมานานนับปีๆ หน้าที่ของเขาคือต้องไปตรวจดูเป็นประจำทุกสองเดือน เพื่อไม่ให้อาการทรุดหนักไปมากกว่านี้



ตามปกติไม่ว่าบาดแผลรุนแรงมากแค่ไหน ร่างกายของทั้งบลัด วูล์ฟ และวิซซ์จะสมานหายเองได้ในไม่ช้า แต่อาการบาดเจ็บรุนแรงของวูล์ฟที่จงออบจำต้องเดินทางไปรักษาด้วยตนเองนั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะเป็นบาดแผลจากอาวุธร้ายของฮาล์ฟนักล่า



ยุคสมัยเปลี่ยนไป ... จิตใจของฮาล์ฟก็ยิ่งตกต่ำ ...ความร้ายกาจก็ยิ่งเพิ่มทวีคูณ



เทคโนโลยีที่ทันสมัย ... ใช่ว่าจะทำให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุขมากขึ้น ...



แต่กลับทำให้ฮาล์ฟยิ่งบ้าคลั่งสร้างอาวุธร้าย เพื่อเข่นฆ่าทำลาย .... สายเลือดบริสุทธิ์

 








เมื่อจงออบเปิดประตูห้องคนไข้เข้าไป เขาก็พบกับเด็กหนุ่มร่างผอมสูงยืนกอดอกพิงขอบเตียง ผมหยักศกเป็นลอนหนาสีน้ำตาลเงางามเริ่มยาวลงมาปรกหน้าผาก บางส่วนปิดทับบดบังดวงตาสีฟ้าใสกระจ่างที่เขาชอบแอบลอบมอง ใบหน้าขาวเต็มไปด้วยกระสีน้ำตาลทั่วแก้มกำลังบึ้งตึงอย่างไม่พอใจ



“พี่หายไปไหนมาตั้งสามวัน”



“พี่ไปรักษาคนไข้ต่างเมือง”



“แต่พี่ไม่คิดแม้กระทั่งจะบอกผม”



“ก็ .. พี่คิดว่า...”



จงออบได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ เขาพูดอะไรไม่ออกเมื่อแลเห็นดวงตาที่จ้องเขม็งมองมา ดวงตาที่เคยเป็นสีฟ้ากระจ่าง ตอนนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน



อากาศในห้องสี่เหลี่ยมคับแคบเริ่มทวีความกดดัน กลิ่นหวานหอมอ่อนๆ ราวกับครีมสดที่ละลายอยู่บนหน้าขนมเค้กกำลังอบอวลเย้ายวนไปรอบห้อง ราวกับร่างกายของพ่อมดหนุ่มจะมีปฏิกิริยากับบรรยากาศยั่วยวนดังกล่าว ความต้องการภายในร่างกายของเขากำลังผุดขึ้นมาอย่างช้าๆ จนความร้อนรุ่มนั่นเริ่มไหลเวียนไปทั่วร่าง



ความทรงจำของไฮวิซซ์ที่เวียนว่ายอยู่ในวัฏจักรของชีวิต สอนให้จงออบรู้ว่านี่คือมนต์สะกดของ...เผ่าพันธุ์บลัด



มนต์สะกดที่เคยทำให้เขาหลงใหลลุ่มหลงจนแทบเป็นบ้ามาแล้วในชีวิตหนึ่ง ...และเขาก็ไม่ต้องการจะตกอยู่ในอำนาจนั้นอีกแล้ว








อยากจะรักเพราะรัก ... มิใช่รักเพราะลุ่มหลง

 








นอกเหนือจากความต้องการทางร่างกายที่จงออบพยายามสะกดกลั้นแล้ว หัวใจของเขาต่างหากที่กำลังตื่นเต้นยินดีในความสำเร็จ ริมฝีปากบางแย้มยิ้มอย่างพอใจ



ถึงแม้อำนาจจะไม่เทียบเท่าสายเลือดบริสุทธิ์ ...แต่จุนฮงก็ได้กลายสภาพเป็นบลัดเต็มตัวแล้ว



ใช่ ...จงออบตั้งใจทำให้จุนฮงกลายเป็นบลัด



สามัญชนกลายสภาพเป็นบลัดได้... เพราะเลือดของไดมอนด์บลัดเท่านั้น



เมื่อตอนที่ฮิมชานสั่งให้เขาช่วยชีวิตจุนฮง พ่อมดหนุ่มคิดออกเพียงวิธีเดียวจากหนึ่งในความทรงจำที่ผ่านมา นั่นคือการจะเรียกชีวิตของเด็กหนุ่มให้กลับคืนมาจากความตายได้ จะต้องใช้เลือดของไดมอนด์บลัด แม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถกระตุ้นให้หัวใจของจุนฮงกลับมาเต้นได้ดังเดิม



ดังนั้นจงออบจึงขอเลือดของฮิมชานมาเพื่อช่วยชีวิตจุนฮง ซึ่งแน่นอนว่าบลัดผู้ยิ่งใหญ่ไม่อาจจะปฏิเสธได้เพราะเป็นผู้เอ่ยปากร้องขอให้ไฮวิซซ์อย่างเขาช่วยชีวิตเด็กหนุ่มคนนี้เอง หลังจากนั้น เขาก็ใช้เลือดของคิงส์วูล์ฟมากระตุ้นให้ร่างกายของเด็กหนุ่มให้แข็งแรงขึ้น



เพียงแต่ ...เขาไม่อาจคาดเดาได้ว่า พระเจ้าจะอนุญาตให้สามัญชนคนนี้แปรเปลี่ยนไปเป็นบลัด...วูล์ฟ ...หรือหวนกลับคืนสู่อ้อมกอดของยมทูตอีกครา ในยามเมื่อร่างกายไม่อาจจะทานทนความเจ็บปวดในตอนที่กำลังเปลี่ยนสภาพได้



แม้สองขาเรียวที่ก้าวเข้าไปหาเด็กตัวสูงจะเริ่มสั่นเล็กน้อย แต่จงออบก็ยังฝืนยิ้มและก้าวเข้าไปจนใกล้



จงออบยืนไพล่มือทั้งสองข้างไปทางด้านหลัง พ่อมดหนุ่มกำลังแอบร่ายเวทย์มนต์ป้องกันตนเองไม่ให้หลงใหลไปกับมนต์สะกดของจุนฮง ... เวทย์มนต์ที่เขาพึ่งคิดค้นขึ้นมา และหวังว่าจะช่วยปกป้องเขาได้



“พี่ขอโทษ”



ใบหน้าขาวแหงนเงยสบดวงตาแดงฉานนั้นอย่างแน่วแน่ จงออบไม่ต้องการให้จุนฮงเข้าใจว่าเขาหวาดกลัวเด็กหนุ่มยามกลายร่างเป็นบลัด เขาอยากให้จุนฮงไว้ใจ



เมื่อหายจากอาการขุ่นมัว ดวงตาของจุนฮงก็แปรเปลี่ยนจนจางลงเป็นสีฟ้ากระจ่างใสเช่นดังเดิม จุนฮงไล้สายตามองไปทั่วใบหน้าขาวซีดราวกับไร้สีเลือดของคนตรงหน้าที่บางครั้งก็ดุดันจนเขาหวาดเกรง ดวงตาเรียวรีสีเทาอ่อนที่ปลายหางตายกเชิดขึ้นดูยั่วเย้าและดื้อรั้นอยู่ในที ไม่ต่างอะไรจากนิสัยของคุณหมอหนุ่มในสายตาของจุนฮง 



และริมฝีปากบางที่ดูเหมือนจะมีแต่รอยยิ้มร้ายประดับบนมุมปากอยู่เสมอ ริมฝีปากบางที่ทำให้จุนฮงเฝ้าคิดถึงมาตลอดสามวันที่ไม่ได้พบหน้า



ในคืนที่ผ่านมาจุนฮงเจ็บปวดตามเนื้อตัวเหมือนกับร่างกายถูกฉีกทึ้งให้หลุดออกเป็นเสี่ยงๆ เด็กหนุ่มได้แต่กัดฟันหวังให้ผ่านพ้นคืนที่เจ็บปวดทรมานไปให้ได้ เขาหวังว่าจะตื่นขึ้นมาพบเจอใบหน้าและรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าของคนที่เขาเฝ้าคิดถึง






คนที่เขาคิดถึง ... คนเดียวที่กำลังครอบครองพื้นที่ในหัวใจของเขา



มุน จงออบ





เมื่อสัญชาตญาณเรียกร้อง เด็กหนุ่มก็ยื่นสองมือเรียวอันเย็นเยียบขึ้นประคองใบหน้าของจงออบให้ตอบรับริมฝีปากเย็นชื้นของเขาที่โผเข้าทาบทับทันที



จงออบเผยอริมฝีปากตอบรับเรียวลิ้นฉ่ำเย็นของจุนฮงอย่างเต็มใจ แม้เขาจะพยายามฝืนความรู้สึกมากแค่ไหน แต่พ่อมดหนุ่มก็เริ่มจะพ่ายแพ้ให้แก่ความรู้สึกดีๆ ที่กำลังก่อกำเนิดขึ้นในหัวใจจากความใกล้ชิด



จุนฮงผละริมฝีปากของตนเองออก แต่ก็ยังคลอเคลียใช้เรียวลิ้นตวัดเลียน้ำใสที่เลอะซึมบนกลีบปากบางของจงออบ กลิ่นกายหอมสะอาดของจงออบทำให้เขารู้สึกอบอุ่นและสบายใจ ทั้งๆ ที่เมื่อสามวันที่ผ่านมาเขาหงุดหงิดใจจนแทบบ้าที่ไม่พบเจอหน้าของจงออบ และไม่ว่าจะเรียกถามพยาบาลหลายต่อหลายครั้งก็ได้รับคำตอบเดียวว่า คุณหมอลาพักร้อน



“ผมคิดถึงพี่....จนแทบจะเป็นบ้า”



จุนฮงกดจูบไปบนริมฝีปากบางที่เริ่มจะแดงช้ำของจงออบอีกครั้ง จนเมื่อรู้ว่าคนในอ้อมกอดเริ่มหายใจไม่ทัน เด็กหนุ่มจึงยอมผละออก แต่เขาก็ยังคลอเคลียริมฝีปากตนเองลงบนแก้มที่เคยขาวซีดแต่ตอนนี้กลับขึ้นสีแดงเรื่ออย่างน่ามอง



“ผมคิดถึงจูบของพี่”



เด็กหนุ่มไม่ลืมกระซิบบอกความในใจที่อัดแน่นมาตลอดสามวันเบาๆ ที่ข้างใบหูของจงออบ ก่อนจะแกล้งยั่วเย้าโดยใช้ปลายลิ้นตวัดเลียติ่งหูขาว พร้อมพึมพำประโยคคำถามที่ไม่คิดอยากจะได้คำตอบซ้ำๆ จนทำให้คนได้ยินหัวใจเต้นระรัว



“ให้ตายเถอะ..พี่ทำได้ยังไง...พี่ทำให้ผมคิดถึงพี่ขนาดนี้ได้ยังไง”









....................................







มาตามสัญญา อัพครบร้อยแล้วค่าาาา

สรุปว่าจุนฮงไม่ได้เป็นบลัดเพราะถูกยองแจกัดนะคะ

จุนฮงกลายเป็นบลัดได้จากเลือดของฮิมชานค่ะ

อ้างอิงตามบทที่ห้าที่เคยกล่าวไว้ว่า

"สามัญชนอาจเกิดการกลายพันธ์ุได้ จากเหตุการณ์ต่างๆ เช่น เหนือธรรมชาติ เหตุบังเอิญ เทคโนโลยี"

แต่ก็ไม่ใช่สามัญชนทุกคนที่จะทนต่อการกลายสภาพได้นะคะ


คู่ของจงออบกับจุนฮงไม่ได้เร็วไปนะคะ

ในเรื่องคือเขาอยู่ด้วยกันมาหลายเดือนแล้ว

พี่หมอดูแลน้องอย่างดีมาตลอด

น้องไม่ได้ใจง่ายที่มาตกหลุมรักพี่หมอนะคะ 555

(แต่จริงๆ พี่หมอเอาตัวไว้ทดลองยา ล้อเล่นนนน)




*หมายเหตุเพิ่มเติม

คำว่า "พันธะสัญญา" ตามหลักที่ถูกต้อง ต้องใช้ "พันธสัญญา" นะคะ

แต่ไรท์ขออนุญาตใช้คำว่า "พันธะสัญญา" นะคะ

ไรท์ต้องการเขียนให้เห็นเป็นสองคำ คือ พันธะ-สัญญา 

พันธะ = ข้อผูกพัน, มัด, ตรึง

สัญญา = ข้อตกลง, คำมั่น

จึงขออนุญาตรีดเดอร์ทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ





อย่าลืมเม้นให้กำลังใจกันได้ที่แท๊ก

#แวมไพร์ตัวร้ายกับคุณหมาป่าจอมหื่น




ใครที่พึ่งเข้ามาอ่าน

ไรท์ขอฝากผลงานไว้อีกสองเรื่องนะคะ 

จบแล้วทั้งคู่ค่ะ


#แดแจฮาร์ดเดอร์ 

"Dear friend ....touch me harder"

เป็นคู่แดแจค่ะ

ใครยังไม่เคยอ่านเชิญ คลิก

ใครที่สนใจเป็นรูปเล่ม ตอนนี้กำลังเปิดโอนอยู่ค่ะ คลิก


#แดแจดอล

"Yoo're my porcelain doll"

เป็นคู่แดแจ บังชาน นัมออบค่ะ

ใครยังไม่เคยอ่านเชิญ คลิก

ใครที่สนใจเป็นรูปเล่ม ตอนนี้กำลังเปิดโอนรอบสองอยู่ค่ะ คลิก




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

208 ความคิดเห็น

  1. #203 greenmeat (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 11:45
    อมกกกกก คือแบบบว่าคู่พ่อแม่นี่หวานละเกิน คู่ลูกยังเริ่มดราม่า เตรียมผ้าซับน้ำตารอแล้ว TTTT ถ้าไปฝึกตัว แดฮยอนค้องจากยองแจไปไหมอ่าฮืออ แต่ว่าโล่ออบคือแบบิทมแมปสหหไวไสฟ ฉะนตามไม่ทันละพี่ขาาาา เขินจนมือหงิกฮือๆๆๆ
    #203
    1
    • #203-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 13)
      11 เมษายน 2562 / 14:44
      พกถังอ๊อกซิเจนไว้ด้วยยยย 555
      #203-1
  2. #94 Kurobuta (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2561 / 05:09

    หมั่นไส้ตะจู ผมคิดถึงจูบของพี่ รักกันมากใช่ป่ะ แต่มีความรู้สึกถึงความเจ้าเล่ห์ของออบยังไงไม่รู้ เหมือนแค่เอาตะจูเป็นหนูทดลอง 55555

    #94
    1
    • #94-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 13)
      13 ตุลาคม 2561 / 20:05
      ต้องรอดูความเจ้าเล่ห์ของคนน้อง ว่าจะสู้คนพี่ได้หรือเปล่า 555
      #94-1
  3. #93 a244 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2561 / 00:20

    คุณยงกุกหยอดแบบเนียนๆเลยนะคะ

    คู่ลูกก็ค่อยๆเห็นปัญหามาแล้ว น้อนแจจจจจจ

    #93
    1
    • #93-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 13)
      13 ตุลาคม 2561 / 20:05
      คุณวูล์ฟยงกุกแอบเนียนตลอดค่ะ เธอรักของเธอมานาน
      #93-1
  4. #92 Chanzhino (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 21:59
    คู่ออบโล่เริ่มตะร้อนแรงตามคู่บังชาน55555 แค่แด้แจได้กลิ่นดราม่าโชยมา ฮือออ
    #92
    1
    • #92-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 13)
      13 ตุลาคม 2561 / 20:04
      คู่คุณหมอแย่งซีน 555
      จะพยายามไม่ให้ดราม่านะคะ ^^
      #92-1
  5. #91 nammint042 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 21:39
    คุณหมาป่ายงกุกพยายามต่อไปนะคะ ซักวันคุณบลัดคงใจอ่อน เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    ส่วนจุนฮงก็ต้องเป็นบลัดวัยเจริญพันธ์ใช่มั้ยคะ? เสน่ห์แรงน่าดูจนคุณหมอต้องยอมให้จูบ
    #91
    1
    • #91-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 13)
      13 ตุลาคม 2561 / 20:03
      จุนฮงจะเป็นบลัดจากการกลายพันธุ์ค่ะ ไม่ได้มีอำนาจรุนแรงเหมือนสายเลือดบริสุทธิ์แบบยองแจ แต่ก็สาดเสน่ห์ใส่คุณหมอเต็มที่เหมือนกัน 555
      #91-1
  6. #90 Chanzhino (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 10:41
    อ่านมาถึงตอนนี้เริ่มคิดแล้วค่ะว่ายงกุกเหมือนคุณลุงแก่ๆ ที่กำลังจะแทะโลมเด็กหนุ่มอย่างฮิมชาน แต่ละมุนมาก อ่านแล้วเขินทุกอย่างที่ยงกุกพูดและกระทำเลยค่ะ
    #90
    1
    • #90-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 13)
      10 ตุลาคม 2561 / 21:27
      น้องยองแจถึงเรียกว่าคุณลุงไงล่ะคะ 555
      #90-1
  7. #87 Kurobuta (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 05:29

    อยากจะบอกว่า คุยกันเฉยๆไม่ได้หราาาาาา เดี๋ยวจับเดี๋ยวเลื้อย เหลือแต่จะล้วงล่ะนะหมั่นไส้มากๆ ดีใจกะคู่ลูกที่เปิดเผยความรู้สึกกันชัดเจน รักล้นอก น่ารัก แต่คู่พ่อ คุณบลัดนี่น่าจะลังเล เอาน่ายอมเค้าถึงขนาดนั้นแล้วคิดไรเยอะแยะ เค้ายกตำแหน่งราชินีให้แล้วเห็นป่่ะทำตามเสียงหัวใจตัวเองสิคุณบลัด จะได้มีความสุขสักทีเนอะเนอะ

    #87
    1
    • #87-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 13)
      10 ตุลาคม 2561 / 21:24
      คุณวูล์ฟเขาขาเลื้อยค่ะ เอะอะแตะ เอะอะจับตลอด
      #87-1
  8. #86 YouAndMe1994 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2561 / 23:02
    อู้ยยยย จากไดมอนด์บลัดมาดเข้ม กลายเป็นราชินีผู้งดงามทันที กรี้ดดดดดดด เขิน เขินนนนนนนน
    #86
    1
    • #86-1 JustMariWriter(จากตอนที่ 13)
      10 ตุลาคม 2561 / 21:23
      ในสายตาคุณยงกุก ฮิมชานงดงามเสมอ อูยยยย พ่อพระเอกกก 555
      #86-1