มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 9 : ค่ำคืนที่รอคอย ( Rewrite )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 64
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ต.ค. 49

       ' พวกเจ้าแน่ใจนะว่าฝันอย่างนี้จริงๆ  ดวงไฟสีน้ำเงิน  ชายชราแล้วก็คนในชุดดำถูกฆ่าตายอย่างทารุณ '
               
       ' พวกลูกมั่นใจเพคะเสด็จพ่อ  ทำไมหรือเพคะ '
               
         หากคำถามนั้นกลับไม่ได้รับคำตอบใดๆทั้งจากองค์ซาร์โมเอล  องค์ไซเรนเนีย  หรือแม้แต่โหรหลวงทั้งหลายในราชสำนัก  ซึ่งทุกฝ่ายเอาแต่เงียบและเริ่มมองหน้ากันไปมาเหมือนปิดบังอะไรบางอย่างไว้  แล้วองค์ซาร์โมเอลก็เรียกประชุมเหล่าข้าราชการชั้นสูงทุกฝ่ายทันที  เมื่อผู้ใหญ่ไม่สามารถให้คำตอบได้  ดังนั้นหนุ่มสาวทั้งเจ็ดจึงมารวมตัวกันที่หอสมุดหลวง  ซึ่งเมื่อหญิงสาวทั้งห้าตื่นมาก็พบว่าหาได้มีแค่พวกเธอที่ฝันเช่นนี้ไม่  ชายหนุ่มทั้งสองที่อยู่ห้องตรงข้ามก็ฝันเห็นเหตุการณ์สยองขวัญนั้นเช่นเดียวกัน  ไม่มีผิดเพี้ยน 
               
      " ข้าว่าเรื่องนี้มันชักยังไงๆอยู่น่า "
               
       เจมินออกความเห็นก่อนจะส่งขนมปังกรอบเข้าปากไป  ในขณะที่เจนีเซียกับฟลอรีน่านั้นเดินไปเดินมาตามชั้นหนังสือเพื่อหาสิ่งที่อาจจะพอนำมาไขข้อข้องใจของพวกเธอได้  ไม่ทันไรเจนีเซียก็แบกหนังสือทำนายฝันออกมาเล่มเบิ่มเริ่ม  ส่วนฟลอรีน่าก็แบกหนังสือแนะนำบุคคลสำคัญเล่มเท่าเอนไซโคปิเดียสองเล่มรวมกันมาที่โต๊ะ
              
     " เท่าที่ข้าพอรู้  ครูโอทาเรซเป็นชื่อมหาเทพปีศาจเจ้านรกที่เคยปกครองอารีเอลเมื่อสี่พันปีก่อน  ก่อนจะถูกสะกดโดยเหล่าเทพทั้งสิบสองที่อัญเชิญโดยนักบวชสูงสุดห้าคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าแห่งอารีเอลนี้  แต่รายละเอียดนั้นข้าไม่รู้  แต่ข้าว่าจะลองเปิดหนังสือทำนายฝันดู  พวกเจ้าไปช่วยฟลอรีน่าหาภาพชายแก่นั่นเถอะ "
              
       เจนีเซียออกความเห็นแล้วก็เริ่มลงมือเปิดหนังสือตามหมวดสิ่งของที่เห็นในฝัน  ทั้งไฟสีน้ำเงิน  ไฟสีแดงเลือด  ชายแก่  การฆ่าแบบต่างๆ  เวทมนตร์บทนั้น  แม้จะพบสิ่งที่หา  หากเมื่อนำคำทำนายมารวมกันแล้วกลับไม่สอดคล้องและหาความสัมพันธ์กันไม่ได้เลยซักนิด  แม้ว่าเธอจะเดินไปกลับระหว่างชั้นหนังสือเป็นรอบที่สิบแล้วก็ตาม  

       ส่วนทางด้านอีกสี่สาวที่เหลือก็ไม่มีอะไรคืบหน้าเช่นเดียวกัน  ทั้งเจ็ดคนช่วยกันเดินไปเดินมาระหว่างชั้นหนังสือกับโต๊ะหลายสิบรอบแล้ว  แต่ไม่ว่าพวกเธอจะลองใช้เวทมนตร์เรียกหนังสือที่น่าจะเกี่ยวข้องออกมาก็แล้ว  ลองเสกปีกแล้วบินสำรวจจนทั่วชั้นก็แล้วก็ไม่พบหนังสือเล่มไหนที่พอจะช่วยได้เลยซักนิด  จนพวกเธอสำรวจจนหมดห้องและถึงเวลาอาหารกลางวันแล้วนั่นแหละจึงถอดใจแล้วตรงไปทานอาหารกลางวันที่ห้องเสวยกันทันที
              
     " ท่าทางพวกผู้ใหญ่จะมีเรื่องคุยกันสำคัญมากจริงๆนะเนี่ย "
              
        แอนแดนเต้ตั้งข้อสังเกตเมื่อเห็นว่าในห้องเสวยมีเพียงหนุ่มๆเจ็ดคนรวมองค์ชายฝาแฝดของมิเรียมเข้าไปด้วยเท่านั้นที่มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว  ไม่นานหลังจากที่พวกเธอเข้านั่งประจำที่แล้วนางกำนัลนางหนึ่งก็เดินเข้ามาในห้อง  โค้งคำนับให้มิเรียมก่อนจะกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างแล้วก็โค้งให้อีกทีก่อนจะเดินออกไปจากห้องไป
              
     " เสด็จพ่อเสด็จแม่บอกให้พวกเราลงมือก่อนได้เลยไม่ต้องห่วง  รีบทานเถอะ  เดี๋ยวเจนีเซียต้องไปซ้อมการแสดงส่วนพวกเราก็ต้องไปดูเค้าจัดสถานที่ด้วยไม่ใช่เหรอ  วันพรุ่งนี้ก็วันงานแล้วนะ  มีเวลาเตรียมงานอีกแค่วันนี้กับอีกครึ่งวันเช้าแค่นั้นเอง "  ว่าแล้วทั้งสิบสี่คนก็เริ่มลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้า

     " ข้าได้ยินจากองค์ซาร์โมเอลว่าเจ้าทั้งเจ็ดคนฝันร้ายเรื่องเดียวกันรึ  พอจะเล่าให้ข้าฟังหน่อยได้มั้ย "  โยฮันต์เอ่ยขึ้น  ส่งผลให้ทั้งเจ็ดคนชะงักไปทันทีก่อนจะมองหน้ากันไปมา  และคนเริ่มเล่าก็คือมิเรียม

     " งั้นก็น่าแปลกอย่างที่เจ้าว่าจริงๆนั่นแหละ "  องค์ชายโยฮันต์เอ่ยขึ้นก่อนจะวางช้อนส้อมลง

     " เพราะพวกข้าห้าคนก็ฝันเช่นเดียวกัน "  สิ้นคำของโยฮันต์  ส่งผลให้ทั้งห้องเงียบไปในทันที

     " พวกเจ้าพอจะมีข้อมูลอะไรบ้างรึเปล่า "  

       ฟินเอ่ยถามขึ้น  ซึ่งก็ได้เจนีเซียเป็นคนบอกในสิ่งที่เธอรู้เท่าที่บอกสหายคนอื่นๆก็เท่านั้น  ซึ่งยิ่งทำให้คนอื่นๆเริ่มหันกลับมาคิดทบทวนกันด้วยใบหน้าเคร่งขึ้น  แม้ว่าองค์ชายฝาแฝดทั้งสองจะขอตัวออกไปแล้ว  หากทั้งสิบสองคนก็หาได้ขยับเขยื้อนตัวไปจากที่นั่งของตัวเองไม่

     " คิดไปก็คงไม่มีประโยชน์  ข้อมูลก็ไม่มี  พวกเรามือแปดด้านแล้วจริงๆ "  ฟินเอ่ยขึ้นอย่างปลงตก

     " ดูท่าทางพวกเราคงต้องรอให้ท่านพ่อกับท่านแม่ของเจ้าบอกความจริงกับพวกเราอย่างเดียวแล้วล่ะองค์หญิง "  โยฮันต์เอ่ยขึ้น

     " คงจะมีแต่ทางนั้นทางเดียวแค่นั้นจริงๆนั่นแหละ  ถ้ายังงั้นพวกข้าคงต้องขอตัวก่อน  มีงานอีกเยอะที่ต้องไปจัดการสำหรับวันพรุ่งนี้ "

         ว่าแล้วฟลอรีน่า  เจมิน  แซมัวร์จะลุกเดินไปยังห้องที่จะใช้จัดงานเพื่อไปคอยดูแลความเรียบร้อยรวมถึงรายละเอียดบางอย่างที่ฟลอรีน่าเป็นคนออกแบบการจัดเอง  ส่วนอีกสี่สาวที่เหลือนั้นก็เดินตามสามคนแรกไปโดยมีหนุ่มๆขอตามไปด้วย
              
        " มีอะไรไม่สบายใจรึเปล่าน่ะเจนีเซีย  เล่าให้ข้าฟังได้นะ "  เรย์เอ่ยถามระหว่างที่พวกเข้าเดินไป              
              
        " ไม่มีอะไรหรอก  แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ  หน้าข้ามันดูไม่ดีขนาดนั้นเลยเหรอ "  
     
        พูดเสร็จก็เอามือลูบๆหน้าเรียกเสียงหัวเราะสดใสจากชายหนุ่มข้างๆได้เป็นอย่างดีกับท่าทางตลกๆนั่น
              
      " เปล่าหรอก  ข้าแค่รู้สึกเอาน่ะ  ส่วนหน้าเจ้าน่ะไม่เห็นจะมีตอนไหนที่ดูไม่ดีเลยซักนิด "
              
         ประโยคหลังแอบพูดด้วยเสียงนุ่มหวานแถมส่งสายตาสื่อความนัยมาให้ชนิดที่แอนแดนเต้มองแล้วแอบกรี๊ดเบาๆพลางจัดการบิดกระโปรงแพนโธเรียซะจนกลัวจะขาดติดมือออกมา
               
      " ขอบใจนะที่ชม  แต่ไม่ต้องกัดฟันพูดยอข้าขนาดนั้นก็ได้  ข้ารู้ตัวเองดี "
            
        ว่าแล้วหญิงสาวก็ผละไปหาฟลอรีน่าที่อยู่กลางห้องเพื่อคุยรายละเอียดของสถานที่  โดยไม่ได้หันมามองชายหนุ่มที่ทำสีหน้าผิดหวังที่หญิงสาวไม่เข้าใจคำพูดกับสายตาที่เค้าส่งไปให้ซักนิด
              
     " ข้าพูดความจริงนะ "
              
       ชายหนุ่มได้แต่เอ่ยกับตัวเองเบาๆ  ส่วนหญิงสาวอีกสามคนก็ได้แต่ถอนหายใจให้กับความซื่อบื่อของสหายตัวเอง  ที่เรื่องอื่นล่ะแสนจะฉลาดแต่กับเรื่องแบบนี้เป็นศูนย์
               
     " พยายามเข้าเรย์  ข้าเชียร์อยู่ " 
              
       มิเรียมหันไปพูดเสียงเบาให้กำลังใจ  เรียกรอยยิ้มมุมปากกระชากใจสาวจากชายหนุ่มได้เป็นอย่างดี
               
    " โคเอน  เจ้าก็อย่ายอมแพ้นะ  ข้าเชียร์เจ้าสุดใจขาดดิ้นเลย "
               
       แพนโธเรียหันไปพูดกับโคเอน  ที่ตอนนี้ใบหน้าคร้ามแดดนั่นแดงขึ้นมานิดๆ  เนื่องด้วยเจ้าตัวอุตส่าห์ไม่ค่อยแสดงออกแล้วหากยังถูกจับได้จนได้  
               
     " แต่ข้าว่างานนี้ฟินมาแรงแซงทางโค้ง "  พูดจบแอนแดนเต้ก็หันไปมองสองสาวด้วยสายตามั่นใจสุดๆว่าตัวเองจะต้องชนะ
               
     " ไม่มีทางหรอกย่ะ "
                 
        แล้วก็เกิดศึกโต้วาทีกันระหว่างสามสาวนอกฟลอร์เต้นรำกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน  โดยมีอีกห้าหนุ่มนั่งฟังพลางขำไปด้วย  
               
      " พวกเจ้าอยากเห็นอะไรดีๆมั้ย "
                
        แอนแดนเต้ถามขึ้นลอย  ก่อนจะมองไปยังกลางห้องที่ซึ่งเจนีเซียกำลังนั่งก้มหน้าอยู่กับพื้นเหมือนนอนหลับยังไงยังงั้น  ส่งผลให้สายตาของหนุ่มหันไปมองจุดเดียวกันกับเธอ  

        เสียงเพลงหวานค่อยๆดังขึ้นแผ่วๆ  หญิงสาวค่อยๆยันกายขึ้นช้าๆ  เรียกให้สายตาของทุกคนหยุดนิ่งอยู่ที่เธอ  เสียงพูดคุยทั้งหลายหายเข้าลำคอไปในทันที  ก่อนที่หญิงสาวจะลุกขึ้นร่ายรำด้วยท่วงท่าการเคลื่อนไหวช้าๆหวานๆเน้นความอ่อยช้อย  ราวหญิงสาวกำลังตกหลุมรัก

        ไม่นานจังหวะเพลงก็ค่อยๆเร็วขึ้น  เร้าใจขึ้น  ท่วงท่าก็เปลี่ยนเป็นรุนแรงและเร่าร้อนขึ้นตามอารมณ์  มีบางช่วงท่วงท่าก็ทำเอาหัวใจชายหนุ่มในห้องเกือบหยุดเต้น  ส่วนสี่สาวกับอีกสองหนุ่มกับนั่งดูด้วยท่าทีเฉยๆไร้อารมณ์ใดๆ
                
         ชายหนุ่มทั้งห้ายังคงจ้องมองหญิงสาวที่อยู่กลางห้องตาไม่กระพริบ  แล้วเสียงเพลงก็หยุดลงอย่างกระทันหันพร้อมๆกับที่หญิงสาวก็กระชากแขนหยุดการเคลื่อนไหวของตัวเองทันทีก่อนจะเดินออกมาแล้วทรุดตัวนั่งซับเหงื่อและดื่มน้ำอย่างกระหาย
               
       " เฮ้อ..เหนื่อยเป็นบ้าใครเป็นคนคิดท่าให้นะ  อ้อ! มิเรียม  ข้าแอบคิดลูกเล่นใส่เข้าไปแล้วล่ะ  เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง  แล้วหน้าข้ามีอะไรติดอยู่รึไง  มองกันอยู่ได้ "
               
         ปลายเสียงหญิงสาวหันไปพูดกับชายหนุ่มทั้งห้าที่มองหน้าเธออย่างตกตะลึงด้วยใบหน้าที่เริ่มแดงเรื่อนิดๆแล้ว  ในเมื่อทั้งห้าหนุ่มไม่ตอบหญิงสาวก็เลยขอตัวไปดูความเรียบร้อยของชุดที่จะใช้แสดงพรุ่งนี้เสียเลย  หากเมื่อหญิงสาวเดินออกจากห้องไปแล้ว  แอนแดนเต้ก็เริ่มจ้อเป็นคนแรก

       " ไม่อยากจะคุย  รอพวกเจ้าเห็นการแสดงเต็มๆก่อนเถอะ  ได้ถูกหามไปส่งหมอหลวงแน่ "
               
          แอนแดนเต้หันไปบอกกับชายหนุ่มก่อนจะขยิบตาให้ด้วยหน้าตาทะเล้นก่อนจะเดินออกจากห้องไป  ในขณะที่แพนโธเรีย  เจมินและแซมัวร์นั้นก็ไปซ้อมดาบโดยมีราชองครักษ์ทั้งสี่ตามไปที่สนามด้านหลังปราสาทด้วย  ปล่อยให้มิเรียมและเจ้าชายโยฮันต์ได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง  โดยมีฟลอรีน่ากับแอนแดนเต้แอบสอดส่องอยู่ที่ประตู
               
          

         แม้ว่าคำตอบของความฝันจะยังไม่ได้รับการคลี่คลายอย่างที่มันควรจะเป็น เนื่องด้วยหนุ่มสาวส่วนหนึ่งไม่มีเวลาเลยซักนิด  ฟลอรีน่าต้องคอยคุมการจัดและตกแต่งสถานที่ซึ่งเธอเป็นคนออกแบบเองอย่างใกล้ชิด  เจนีเซียก็ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการซ้อมและจัดการชุด ( ถึงแม้ว่าบางเวลาจะแอบไปซ้อมดาบบ้างก็เถอะ )  แซมัวร์กับเจมินก็ต้องสำรวจตามจุดต่างๆของบริเวณจัดพิธีและรอบวังเพื่อจัดเวรยามและติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆเอาไว้  จะมีก็แต่มิเรียมและกลุ่มชายหนุ่มเท่านั้นที่มีเวลาพอ  หากพวกเค้าก็ไม่สามารถหาข้อมูลอะไรที่พอจะมีประโยชน์ได้เลย  มีก็แต่เวลาหลังอาหารเย็นนั่นแหละที่ทั้งสิบสองคนจะได้ไปนั่งวิเคราะห์กัน  หากก็ไม่มีอะไรคืบหน้า  แล้ววันเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว  จนกระทั่ง...
                
      " ข้าไปก่อนนะ  จะไปเช็คสถานที่ครั้งสุดท้าย "
               
      " พวกข้าก็จะไปดูความเรียบร้อยของอุปการณ์ที่ติดตั้งเหมือนกัน "  ว่าแล้วฟลอรีน่า  เจมินกับแซมัวร์ก็รีบลุกออกจากโต๊ะอย่างรวดเร็ว
             
      " งานเริ่มหกโมงเย็นนะ  อย่าลืมกลับมาแต่งตัวให้ทันด้วยล่ะ "  มิเรียมร้องเตือนก่อนที่ร่างทั้งสามร่างจะวิ่งหายออกไปจากห้อง
                
       " งั้นข้าคงต้องไปซ้อมแล้ว  ฟลอรีน่าบอกว่าให้ข้าไปลองพื้นที่บริเวณยกพื้นที่จะให้ทำพิธี "
                                
         แล้วหญิงสาวมาถึงห้องที่จะใช้จัดพิธีที่จะมีขึ้นในตอนเย็นซึ่งตอนนี้อยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว  ห้องโถงกว้างจุได้เป็นพันคน  ผนังห้องก่อด้วยก้อนอิฐเนื้อละเอียดสีขาวสะอาดตา  ประดับด้วยรูปภาพวิวขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ประมาณเกือบครึ่งและยาวเกือบตลอดฝาผนัง  เป็นภาพของทะเลสาบขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของอาณาจักรในฤดูร้อนที่น้ำใสไหล่เย็นและดอกไม้ป่าต่างพากันบานสะพรั่ง ณ ผนังด้านหนึ่งของห้อง  ในขณะที่ผนังฝั่งตรงข้ามประดับด้วยผ้าปักผืนยาวสีแดง  กว้างพอประมาณที่ปล่อยลงมาจากเพดานจนเกือบถึงพื้นห้องที่รูปตราสัญลักษณ์ราชวงศ์  ที่ด้านข้างของภาพปักนี้มีผ้าปักสีทองผืนเล็กและสั้นกว่า  รูปโล่  ไม้กางเขนและดาบไขว้ที่ปักด้วยด้ายสีทองขนาบอยู่ด้านข้าง  เพดานห้องมีโคมระย้าคริสตัลสีใสที่ด้านบนมีโคมแก้วไฟเวทมนตร์สีเหลืองนวลประดับอยู่สามอัน  โดยเพดานก็ประดับด้วยลายนูนไม้สีทองลวดลายวิจิตรบรรจง  และที่ผนังฝั่งตรงข้างกับประตูทางเข้าที่ถูกขนาบข้างด้วยประตูกระจกกรอบไม้สีทองกว้างนั้นเป็นที่ตั้งของยกพื้นสูงที่เบื้องบนมีบัลลังค์ทององค์ใหญ่ที่ประดับประดาด้วยอัญมณีล้ำค่าขององค์ซาร์โมเอล  องค์ไซเรนเนียและบังลังค์เงินที่มีขนาดเล็กลงมาขององค์หญิงฟาร์โดเรนและองค์ชายทั้งสามประทับอยู่  ที่ผนังด้านข้าง  โต๊ะตัวยาวที่วางขนานไปกับผนังทั้งสองด้านสำหรับใช้วางอาหารในงานเลี้ยงก็ถูกตกแต่งด้วยเสาหินโบราณเตี้ยสีขาวที่ด้านบนวางแจกันแก้วขนาดใหญ่ซึ่งบรรจุดอกไม้และพรรณไม้นานาชนิดอยู่เต็ม  ส่งให้ให้ห้องดูมีชีวิตชีวามากขึ้น  และที่ด้านนอกประตูกระจกทั้งสองบานที่เปิดออกสู่ระเบียงหินอ่อนสีขาวพื้นขาวลายดำที่รั้วกั้นระเบียงสีทองนั้นถูกตกแต่งด้วยกระถางใส่พุ่มดอกไม้สีขาวอันใหญ่และโคมแก้วที่ภายในมีไฟเวทมนตร์วางอยู่บนแนวรั้วกั้นนั้น  ทั้งสองฟากของระเบียงเป็นทางเดินลงสู่สวนดอกไม้ที่ได้รับการตกแต่งและดูแลเป็นอย่างดี  โดยมีทางโรยด้วยกรวดขนาดเล็กสีขาวทอดไปรอบสวนและมีโคมไฟแก้วกลมคอยส่องพอให้เห็นทางสลัวๆ  ที่ใจกลางของสวนนั้นก็มีบ่อน้ำพุกว้างกินพื้นที่เป็นรูปวงกลมที่ก่อขึ้นด้วยก้อนอิฐสีขาวเป็นขอบขึ้นมาเตี้ยๆ  ภายในบ่อมีดอกโลซีเนีย  ดอกไม้แสนงามรูปร่างคล้ายดอกบัวแต่มีขนาดเล็กกว่านิดหน่อยและมีกลีบบางจนเกือบใสสีชมพูและสีม่วงหวาน  ซึ่งในเวลากลางคืนจะมีแสงเรืองออกมาจากใจกลางเหมือนมีใครเอาไฟเวทมนตร์ไปใส่ไว้ในนั้น  ส่งผลให้บ่อน้ำนี้เหมือนเรืองแสงได้ในยามค่ำคืน
               
        เจนีเซียยังคงซ้อมกันต่อไปเรื่อยๆ  จนเวลาบ่ายสามนั่นแหละหญิงสาวทั้งห้าจึงมาแต่งตัวกัน  

        หลังจากที่พวกเธอกลับเข้ามาในห้องเรียบร้อยแล้วก็รีบวิ่งเข้าห้องน้ำหินอ่อนสีเหลืองนวลขนาดใหญ่ที่ภายในมีอ่างน้ำขนาดสิบคนลงไปอาบได้พร้อมๆกันก่อนจะจัดการขัดสีฉวีวันตัวเองอย่างเร่งด่วนซึ่งก็ใช้เวลากันเข้าไปเกือบชั่วโมง  โดยเจนีเซียออกมาเป็นคนแรกก่อนจะจัดการคว้าชุดเกาะอกรัดรูปจนถึงสะโพกก่อนจะกลายเป็นกระโปรงยาวพริ้วถึงข้อเท้าสีชมพูหวานประดับด้วยคริสตัลสีหลากสีเป็นลายดอกไม้สีหวานใสขับให้ผู้ใส่ดูอ่อนหวานขึ้นได้ในพริบตา  ที่ชายกระโปรงโดยรอบประดับด้วยขนนกสีชมพูฟูหนา  ก่อนหญิงสาวจะนั่งลงบนเก้าอี้เตี้ยทรงกลมสีดำหน้าโต๊ะเครื่องแป้งขนาดใหญ่ที่วางอยู่ด้านข้างตู้เสื้อผ้าไม้ด้านข้างประตูห้องอาบน้ำที่กินพื้นที่ด้านหนึ่งของห้องเต็มๆ  ก่อนจะลงมือหยิบปิ่นเงินตรงปลายเป็นคริสตัลรูปดอกไม้สีชมพูห้อยคริสตัลรูปผีเสื้อสีสวยอยู่ตรงปลายมาขมวดผมยาวสีแดงที่ออกหยักศกเล็กน้อยให้เป็นมวยเรียบร้อยก่อนจะหยิบที่ติดผมประดับเพชรรูปดอกไม้เล็กๆอีกเจ็ดอันมาติดยึดผมไม่ให้หลุดออกมารอบๆมวยนั้น  ปล่อยผมสั้นด้านหน้าลงมาเล็กน้อยให้ระข้างแก้ม  อวดคอยาวระหงที่บัดนี้ใส่สร้อยเพชรระย้ากับตุ้มหูเข้าชุดกัน  สวมถุงมือยาวสีขาวและสร้อยข้อมือเส้นบางฝังเพชร ก่อนจะหยิบรองเท้าส้นสูงสีขาวประดับเพชรที่สายรัดข้อเท้ามาสวมแล้วนั่งรอฟลอรีน่ากับมิเรียมที่รับปากว่าจะออกมาแต่งหน้าให้ 

         ไม่นานคนอื่นๆก็ออกมาจากห้องอาบน้ำ  แอนแดนเต้คว้าสายเดี่ยวกระโปรงยาวรัดรูปยาวระพื้นสีน้ำเงินที่ประดับด้วยคริสตัลสีขาวเป็นลายเหมือนดาวบนฟ้ามาสวม  หยิบสายรัดเอวสีเงินขนาดเล็กที่ตรงปลายเป็นพู่สีเงินมารัดหลวมพาดไว้ที่เอวกับสะโพกบาง  และคว้าสร้อยหนังสีดำที่มีจี้เป็นรูปดาวแปดแฉกที่ทำจากคริสตัลโทนสีฟ้าหลากสีมาสวมเข้าคู่กับตุ้มหูและสวมกำไลเงินเส้นบางอีกสามเส้นที่ข้อมือแล้วจัดการรวมผมหยิกสีฟ้านั่นไว้เป็นหางม้าสูงยึดไว้ด้วยที่รัดผมเงินประดับเพชรเรียบร้อย  และคว้าส้นสูงสีเงินมาสวมก็เป็นอันเสร็จพิธี  

        ฟลอรีน่าก็คว้ากระโปรงยาวรัดรูปปล่อยชายยาวกรอมพื้นคอกว้างแขนยาวปลายบานสีน้ำตาลทองมาสวมก่อนจะหาผ้าผืนบางสีน้ำตาลลายดอกไม้เข้มมาพันไว้ที่เอว  ทับด้วยสายทองสามเส้นประดับด้วยหินโทนสีน้ำตาลและส้มพาดไว้ที่ระหว่างเอวกับสะโพก  รวมผมสีน้ำตาลสั้นหนานั่นแล้วหาที่หนีบผมสีทองลายดอกไม้มาหนีบเอาไว้อย่างง่ายๆให้ดูยุ่งๆอย่างมีศิลป์เล็กน้อย  ก่อนจะคว้าสร้อยคอทองสามเส้นห้อยหินสีเดียวกับสายพาดเอวมาใส่ที่คอให้ห้อยลงในระดับต่างๆกันเพื่อให้ดูยุ่งๆไปอีกแบบ  หาอีกเส้นมาสวมเข้าที่หน้าผาก  คว้ากำไลแผงสีทองมาสวมที่ข้อมือทั้งสองข้าง  แล้วจัดการคว้ารองเท้าส้นไม่สูงนักสีน้ำตาลมาสวมก่อนจัดการพันสายหนังสีน้ำตาลวนมาพันกันที่ข้อเท้า 

        แพนโธเรียก็ไม่น้อยหน้า  เธอคว้าชุดแบบเจ้าหญิงกรีกโบราณสีขาวที่มีลายสีเขียวแปลกตาตรงชายกระโปรงมาสวมทับเสื้อแขนสั้นสีเขียวยึดด้วยเข็มกลัดทองลายวิจิตรไว้ที่บ่าทั้งสองข้าง  รวมผมยาวตรงสีเขียวสดใสนั่นขึ้นมาขมวดไว้บนศีรษะก่อนจะหาที่คาดผมสีทองอันใหญ่มายึดมันเอาไว้  และคว้าตุ้มหูทองทรงกลม  สร้อยคอแผงและกำไลแผงทองคำมาสวมตามด้วยรองเท้าไม่มีส้นหนังสายรัดสีทองมาพันที่ข้อเท้าก็เป็นอันเสร็จพิธี 

        แต่ที่งามที่สุดเห็นจะเป็นมิเรียมหรือเจ้าหญิงฟาร์โดเรน  บุคคลสำคัญของค่ำคืนนี้ที่สวมชุดราตรีเกาะอกกับกระโปรงแนบเนื้อตัวยาวกรอมพื้นสีทองสง่างามเน้นให้เห็นความสูงและรูปร่างงามให้เด่นชัดออกมา  ผมหนาสีดำยาวถูกถักเป็นเปียใหญ่รัดด้วยสร้อยทองเส้นบางสองเส้นพันเกลียวรอบเปียนั้นโดยมีที่ติดผมสีดำตัวเล็กยึดเอาไว้อย่างแน่นหนา  สวมมงกุฎเงินบอบบางประดับอัญมณีล้ำค่ามากมายดูน่ารักสมตัวกับตำแหน่งเจ้าหญิง  เข้าชุดกับสร้อยคอ  ตุ้มหูและสร้อยข้อมือประดับอัญมณีหลากสีแล้วจัดการสวมส้นสูงสีทองกับถุงมือยาวสีขาวก็จบ 

        แล้วมิเรียมกับฟลอรีน่าก็จัดการมาช่วยกันแต่งหน้าให้ตัวเองและอีกสามสาวเป็นการด่วน  ใช้เวลาไม่นานจากหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาๆทั้งสี่ก็กลายเป็นสาวงามที่แม้แต่ธิดาจากตระกูลสูงส่งหรือเชื้อพระวงศ์หลายคนยังต้องอายแล้วทั้งสามก็ไปส่องกระจกขนาดใหญ่บนโต๊ะเครื่องแป้งกัน
              
      " ดูไม่เหมือนข้าเลยอ่ะ "
               
        เจนีเซียพึมพำโดยมีแพนโธเรียและแอนแดนเต้ที่โดนจับแต่งหน้าด้วยเหมือนกันพยักหน้ารับ
              
     " เอาน่า  อย่างนี้สวยกว่าแบบเก่าอีกนะ  หน้าพวกเจ้าสามคนโชคดีนะที่ดูดีอยู่แล้ว  แต่งนิดหน่อยก็เรียบร้อยไม่เสียเวลามาก  เราไปกันเถอะ "
               
     ' จะไปงานเลี้ยงยังกับจะไปออกรบ '
               
       เสียงของทั้งสามสาวดังก้องอยู่ในหัว  หากทั้งหมดก็รีบเดินไปยังห้องเสวยก่อนเพื่อพบกับองค์ซาร์โมเอล  องค์ไซเรนเนีย  องค์ชายฟีนิแอสและฟีนิซัสแซมัวร์และเจมินก่อนออกไปพร้อมๆกัน  โดยทั้งองค์ราชา  ราชินีและเจ้าชายทั้งสองต่างอยู่ในเครื่องทรงงามสง่าสมชาติกษัตริย์  ในขณะที่เจมินและแซมัวร์ก็อยู่ในชุดองครักษ์พร้อมกับจัดการผมที่มักจะยุ่งเหยิงเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนให้เข้าที่เรียบร้อย  ส่งให้ทั้งคู่ดูงามสง่า  ฉายแววบุรุษทรงเสน่ห์ออกมาจนห้าสาวแทบจำไม่ได้  ไม่นานห้าหนุ่มที่เหลือก็ตามมา  พร้อมกับตกตะลึงกับภาพที่อยู่ตรงหน้า  ในขณะที่สาวๆก็เอาแต่เขิน    
               
     " พวกเจ้าพร้อมแล้วนะ "  องค์ซาร์โมเอลเอ่ยถามด้วยเสียงอบอุ่นก่อนประตูหน้าห้องเสวยจะเปิดออก
               
     " เจ้าสวยมากนะ "
               
       เรย์กระซิบให้เจนีเซียได้ยินแต่ผู้เดียว  ทำให้หญิงสาวหน้าแดงด้วยความเขิน  ก่อนจะรีบเดินไปตั้งแถว  โดยมีทหารสองคนหน้าสุดนำขบวน  ตามมาด้วยขบวนแถวของนางกำนัลสิบคน  จากนั้นจึงเป็นองค์ซาร์โมเอลที่เดินเคียงคู่องค์ไซเรนเนีย  นางกำนัลอีกสิบคน  ทหารอีกสี่นาย  จากนั้นก็เป็นองค์ชายฟีนิแอสกับองค์ชายฟีนิซัส  ทหารอีกสี่นาย  แล้วจึงเป็นองค์หญิงกับองค์ชายโยฮันต์  ปิดท้ายขบวนด้วยแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งของราชองครักษ์ของเจ้าหญิง  เรียงจากซ้ายไปขวาตือเจมิน  ฟลอรีน่า  แอนแดนเต้  แพนโธเรีย  เจนิเซียและแซมัวร์  ตามมาด้วยแถวของราชองครักษ์ขององค์ชายโยฮันต์  เรียงจากซ้ายไปขวาคือฟิน  เฟเรียว  โคเอนและเรย์ตามลำดับ  เมื่อแถวขบวนไปถึงหน้าห้องจัดงานแตรงาช้างก็ดังก้องกังวาลขึ้นก่อนประตูเข้างานจะเปิดออก...                
                           
              

67 ความคิดเห็น