มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 8 : คืนที่นองเลือด ( Rewrite )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ต.ค. 49

          ปัง!  
          เสียงบานหน้าต่างยักษ์เปิดออกอย่างแรงทั้งที่ล็อคไว้แล้ว  พร้อมๆกับที่ร่างบางของสองสาวถลันไปที่ประตูลับอย่างรวดเร็ว

         โครม!
         บานประตูลับเปิดออกอย่างแรง  ส่งผลให้ชายหนุ่มทั้งห้าที่นั่งล้อมวงคุยกันอยู่บนเตียงหันไปมองเป็นตาเดียว  ร่างบางของหญิงสาวปีกขาวสองคนพุ่งผ่านช่องประตูเข้ามาก่อนจะเก็บปีกลงมายืนบนพื้น  หญิงสาวผมแดงชักดาบคู่ออกจากฝักพลางตั้งท่าหมายเอาชีวิต  ซึ่งในเวลานี้ดวงตาสีน้ำตาลทองคู่นั้นวาวโรจน์อย่างน่ากลัว  ขณะที่หญิงสาวผมยาวสีเขียว  ที่ส่งนัยต์ตาสีเขียววาวๆอีกคนนั้นก็ชักมีดสั้นออกมาถึงสิบอันเตรียมปาเข้าหาเป้าหมายเช่นกัน  ชายหนุ่มทั้งห้าอ้าปากค้างในทันทีโดยเฉพาะเฟเรียว  ชายหนุ่มต้นเหตุที่ทำให้สองสาวเกิดอารมณ์เดือดขึ้นมานั้นเริ่มหนาวๆและเริ่มกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น  เพราะจับได้ถึงจิตสังหารที่รุนแรงออกมาจากร่างบางของหญิงสาวทั้งสอง
               
       " เฟเรียว... "
               
         เสียงเรียกชื่อของชายหนุ่มที่ดังออกมาจากปากของสองผู้บุกรุกยามวิกาลนั้นแม้จะช้าชัด  หากแฝงความอำมหิตเอาไว้เต็มเปี่ยม
               
      " กล้าดียังไงถึงทำแบบนั้น "
               
        เจนีเซียพูดก่อนจะย่างสามขุมเข้ามาที่เตียงของชายหนุ่มโดยมีแพนโธเรียตามมาด้วยเช่นกัน  ตอนนี้ชายหนุ่มอีกสี่คนเตรียมคว้าอาวุธไว้แล้ว  เผื่อสองสาวเอาจริงขึ้นมาอย่างน้อยพวกเขาก็อาจจะพอเอาไว้ป้องกันตัวและช่วยต่อรองให้ทั้งสองอารมณ์เย็นขึ้นได้บ้าง
                
      " เจนีเซีย  ใจเย็นๆนะ  เจ้านี่มันไม่ได้ตั้งใจหรอก "  ฟินเริ่มสวมวิญญาณนักการทูตขึ้นมาทันที
                
      " ข้าสัญญาว่าพรุ่งนี้จะลากคอเจ้านี่ไปขอโทษสหายของเจ้าเองไม่ต้องห่วงนะ "
                
        เจ้าชายโยฮันต์เริ่มออกตัวช่วยอีกแรง  หากทั้งสองสาวก็ยังไม่ฟังแถมยังก้าวเข้าไปใกล้เป้าหมายมากขึ้น
              
      " เจนีเซีย "  ว่าแล้วเรย์กับโคเอนก็วิ่งเข้าไปขวางหน้าหญิงสาวทั้งสองทันที
               
      " ค่อยๆพูดค่อยๆจากันดีกว่านะ  ข้าขอร้อง "  เรย์พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางสบตาหญิงสาวอย่างขอร้อง
               
      " หลีกไปเรย์  งานนี้ใครก็ช่วยไม่ได้แล้วล่ะ "  ว่าแล้วก็สะบัดดาบอย่างรวดเร็วส่งผลให้อาวุธของชายหนุ่มหลุดลอยออกจากมือทันที
                
      " ท่าทางยิ่งโมโหยิ่งเก่งแฮะ "
               
        โคเอนพูด  ก่อนที่ทั้งสองหนุ่มจะเริ่มเดินถอยหลังเพราะทั้งสองสาวไม่ยอมหยุดเดินซะที  จนทั้งสองนั้นล้มลงไปบนเตียงจนได้
                
      " หลีกไปเรย์  โคเอน  ข้าไม่อยากทำร้ายเจ้า "
               
        แพนโธเรียพูดเสียงเย็น  หากไม่ทันไรประตูห้องของชายหนุ่มก็เปิดโพล่งออก  โดยมีฟลอรีน่ายืนหอบอยู่ตรงประตู  หลังจากวิ่งมาและร่ายมนตร์สะเดาะกุญแจภายในเวลาชั่วอึดใจ
                
      " อย่านะเจนีเซีย  แพนโธเรีย  ถ้าพวกเจ้าทำอะไรเฟเรียวจะส่งผลมาถึงองค์ซาโมเอลกับองค์หญิงด้วยนะ "
                
        ทั้งสองหยุดกึก  หากยังไม่ทันที่ใครจะทำอะไร  แซมัวร์กับเจมินก็จัดการสาดน้ำเย็นโครมใหญ่ใส่ทั้งสองสาวทันที
                
      " เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้าเนี่ย  หนาวนะ "
               
        แพนโธเรียโวยวายก่อนที่จะหันไปกอดเจนีเซียที่บังเอิญวันนี้ใส่เสื้อขาว  ที่ยิ่งเมื่อโดนน้ำขนาดนี้คงบางเห็นไปถึงไหนเอาไว้แน่น  ก่อนที่เรย์จะถอดเสื้อนอนมาคลุมให้หญิงสาวอย่างเบามือ  ส่วนแพนโธเรียนั้นโชคดีตรงที่ใส่เสื้อสีเข้มอยู่แล้ว
                
      " อ้าว  หยุดแล้วเหรอ  ขอโทษทีนึกว่ายังเดือดอยู่ "  เจมินพูดพลางเกาหัวแกรกๆ  ไม่นานแอนแดนเต้กับมิเรียมก็ตามมาติดๆ
                
      " เจ้ามีอะไรจะพูดมั้ยเฟเรียว "
                
        เจ้าชายโยฮันต์กล่าวเสียงเย็นโดยสายตายังคงจับจ้องไปยังแอนแดนเต้หญิงสาวผมยาวสีฟ้าที่ตอนนี้ยืนอยู่ด้านหลังมิเรียม  เฟเรียวค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ซึ่งหญิงสาวก็เกิดอาการตัวเกร็งแล้วคว้าเอวมิเรียมมากอดทันที
                
      " ข้าขอโทษ "  ชายหนุ่มพูดเสียงอ่อยอย่างสำนึกผิด
                
        เพียะ! เพียะ!  
       
ฝ่ามืออรหันต์ของแอนแดนเต้ฟาดเข้าหน้าของชายหนุ่มเบื้องหน้าอย่างแรงจนชายหนุ่มหน้าหัน  พร้อมๆกันที่น้ำตาเริ่มรินไหลออกมาอาบแก้มของหญิงสาว
                
      " เจ้ารู้มั้ยว่าจูบแรกของผู้หญิงน่ะมันสำคัญขนาดไหน  เจ้ามันหยาบคายที่สุด "
               
        พูดจบหญิงสาวก็วิ่งออกจากห้องไปโดยมีฟลอรีน่า  เจมินกับแซมัวร์วิ่งตามไปด้วย
               
      " เดี๋ยวพรุ่งนี้เค้าก็เป็นแบบเดิมแล้วล่ะ  คนนี้ขอให้ได้ตบระบายอารมณ์เถอะหายสนิท  แต่ท่าทางคงระแวงเจ้าไปอีกนาน  ขอโทษด้วยที่มาก่อความวุ่นวายในยามวิกาลแบบนี้ "  มิเรียมพูดกับเฟเรียวแล้วหันไปยิ้มให้กับคนอื่นๆ  ก่อนหันหลังเดินออกจากห้องไป
               
      " แค่เนี้ย  พูดซะพวกข้าเดือด  สาดน้ำใส่  ตบสองทีจบ  แล้วข้าจะถ่อมาให้เหนื่อยให้เปียกทำไมกันเนี่ย  ฮัดชิ้ว! "
               
        แพนโธเรียบ่นฮึดฮัดพลางยกมือขึ้นปาดจมูก  ส่วนเจนีเซียก็จามเอาๆ  สงสัยหวัดจะมาเยี่ยมเยียนเรียบร้อยไปแล้ว
               
      " นั่นซิ  ฮัดชิ้ว!  ถ้าพรุ่งนี้ข้าเป็นหวัดล่ะก็ข้าฆ่าเจ้าแน่เฟเรียว  ฮัดชิ้ว "  เจนีเซียหันมาส่งตาเขียวใส่เฟเรียวก่อนจะกระชับเสื้อคลุมที่เรย์คลุมให้มาห่มให้แน่นขึ้น
                
      " เอ้านี่!  เอาไปใช้ซะซิ  ยานี่ทำให้หายหวัดเร็วดีนะ " เรย์ยื่นขวดขนาดเล็กที่ภายในบรรจุน้ำสีเขียวเข้มมาให้หญิงสาว  
                
      " ขอบใจ "
               
        หากเมื่อเจนีเซียหันหลังกลับไปรับขวดยานั้น  สายตาก็ปะทะเข้ากับร่างเปลือยท่อนบนชนิดเห็นชัดๆตำตาระยะเผาขนแบบนี้  หญิงสาวก็หน้าแดง  คว้าขวดมาจากชายหนุ่มก่อนจะผลักเค้าให้ถอยหลังและหันหลังให้ชายหนุ่มทันที
                
      " ตาบ้า!  หน้าไม่อาย "
                
        พูดจบก็วิ่งตัวปลิวออกจากห้องไปโดยมีแพนโธเรียวิ่งตามไปด้วย  ปล่อยให้ชายหนุ่มทั้งห้าหัวเราะขำกับนิสัยไร้เดียงสาของเธอ
                
      " น่ารักดีนะเจนีเซียน่ะ " 
                
        เจ้าชายโยฮันต์หัวเราะในลำคอ  ส่งผลให้ฟิน  เรย์และโคเอนหยุดหัวเราะแล้วหันมามองเจ้าชายเป็นตาเดียวกันทันที
                
     " อย่าเข้าใจผิด  ข้าแค่ชมเฉยๆ  ไม่แย่งพวกเจ้าหรอกน่า "
                
       ว่าแล้วก็หัวเราะอย่างสนุกสนานเหมือนได้ดูการละเล่นชั้นดี  ก่อนจะเดินเข้าห้องไป  ปล่อยให้ชายหนุ่มทั้งสี่ทำความสะอาดพื้นห้องที่เลอะเทอะเพราะน้ำกันเอง


                
               
        เช้าวันที่ห้า  หลังจากที่ทั้งเจ็ดคนต่างทุ่มเทให้กับภารกิจส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  คราวนี้ก็มาถึงคราวภารกิจส่วนรวมกันบ้าง  แอนแดนเต้กับแพนโธเรีย  รับหน้าที่เป็นฝ่ายตรวจเช็คอาหารกับเครื่องดื่ม  ส่วนเจ้าฟลอรีน่า  ก็เป็นคนออกแบบตกแต่งสถานที่และผู้ดำเนินพิธีบวงสรวง  เนื่องจากบิดาของเธอจอมเวทย์ประจำราชสำนักเกิดอาการป่วยขึ้นมาและต้องพักรักษาตัวอย่างน้อยหนึ่งอาทิตย์  แซมัวร์กับเจมินก็มีหน้าที่ตรวจเช็คเวรยามตามจุดต่างๆ   ในขณะที่เจนีเซียต้องเป็นนางรำในพิธีบวงสรวง  ซึ่งก็ได้รับความช่วยเหลือจากมิเรียมและแอนแดนเต้เป็นอย่างดี  ด้วยทั้งสองสาวต่างก็ช่วยสหายก็เธอในการทำชุดแสดงและช่วยคิดท่ารำบวงสรวงให้เสร็จสรรพ  แม้ว่าคนเต้นจะรู้สึขัดๆกับท่าเต้นที่ร่วมกันคิดขึ้นมาก็เถอะ  

      " เอาอย่างนี้จะดีเหรอ  ในงานมีพวกข้าราชการชั้นสูงมาร่วมด้วยนะ " 

        เจนีเซียเอ่ยออกความเห็นเมื่อพวกเธอจัดการคิดท่ากันเสร็จเรียบร้อยแล้วก่อนจะนอนแผ่ราบกับพื้นหญ้าเขียวขจีที่ด้านหลังของปราสาท

      " ดีออก  รับรองว่าหลายคนต้องถูกใจ "  มิเรียมว่าด้วยน้ำเสียงและแววตาแฝงเลศนัย

      " ที่เจ้าเต้นเนี่ยก็ตรงตามกับตำนานเมื่อหลายพันปีก่อนนะ  อีกอย่าง  พวกข้าสองคนลองไปถามท่านพ่อของฟลอรีน่ามาแล้ว  ท่านก็บอกว่าได้  ไม่เสียหายด้วย "  แอนแดนเต้สนับสนุนมิเรียม 

      " ถ้าพวกเจ้าว่างั้นข้าก็ไม่ว่าอะไร "

      " พวกเจ้าทำอะไรอยู่น่ะ " 

       เสียงทุ้มห้าวของโยฮันต์เอ่ยขึ้น  ส่งผลให้มิเรียมหันไปมองทันที  ในขณะที่เจนีเซียและแอนแดนเต้นั้นหันไปยิ้มให้กันทางอื่น
                 
       " ความลับเจ้าค่ะ  เดี๋ยวพวกท่านก็รู้เองในวันพิธี "  หญิงสาวต้องด้วยใบหน้าปิดบังความลับ  ก่อนจะปิ๊งอะไรบางอย่างเมื่อหันไปมองแอนแดนเต้และเจนีเซีย

       " จริงซิ  แอนแดนเต้  เจนีเซีย  พวกเจ้าหาคู่ไปงานพิธีได้รึยัง "

      " จะหาทำไมเล่า  ก็ข้าสองคนต้องคอยเดินตามอารักขาเจ้านี่นา "  เจนีเซียทำหน้าเซ็งเป็นที่สุด  ในขณะที่แอนแดนเต้ก็ทำหน้าเบื่อไม่ต่างกัน

      " สองปีที่แล้ว  เจนีเซียไม่สบายอดมางานพิธี  ส่วนข้าต้องช่วยท่านแม่ดูแลร้านทำนายในหมู่บ้าน  ปีที่แล้วข้าก็ต้องขอร้องให้เจนีเซียปลอมเป็นบุรุษมาขอข้าเต้นรำ "  

      " เรื่องบางเรื่องเจ้าไม่เล่าก็ไม่มีใครว่านะแอนแดนเต้  งานนี้ข้าไม่ปลอมตัวให้เจ้าแล้วด้วย "  หญิงสาวบ่นกระปอดกระแปด                      
             

      " ไม่มีคู่ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย  ข้าก็ไปเดินเล่นในสวนหลังราชวังฆ่าเวลาก็สิ้นเรื่อง  ข้าขอตัวนะ  จะไปจัดการเสื้อผ้าต่อ "  

        หญิงสาวเอ่ยก่อนจะลุกขึ้นและเดินกลับเข้าวังไป  ทิ้งให้แอนแดนเต้นั่งเป็นก้างอยู่กับหนุ่มๆอีกสี่คนที่มองตามเจนีเซียไป  
              
      " นี่แอนแดนเต้  เมื่อเช้านี้ตอนที่ลูกชายท่านข้าหลวงฝ่ายการคลังมาเข้าเผ้าเสด็จพ่อน่ะ  เห็นเค้ามองเจนีเซียใช่มั้ย "  มิเรียมหันไปพูดกับแอนแดนเต้ด้วยเสียงกระซิบที่ดังพอจะให้ใครบางคนหันมาสนใจได้

       " ท่าทางงานนี้จะชวนเจนีเซียแน่ๆเลย "  

         พูดจบมิเรียมก็หัวเราะอย่างร่าเริง  ในขณะที่แอนแดนเต้ก็อือออตามไปด้วย  โดยไม่ลืมปรายหางตาไปมองสามหนุ่มที่ท่าทางจะมีอาการอยู่ไม่สุข

       " แอนแดนเต้  ถ้าข้าจะขอเจ้าให้ไปด้วยกันเจ้าจะยินดีมั้ย "  เฟเรียวเอ่ยเสียงเบาก่อนจะมองสบตาสีน้ำเงินสวยของหญิงสาว

       " ขอคิดดูก่อนแล้วกัน "  หญิงสาวบอกเสียงสะบัดก่อนจะเดินกลับเข้าวังไปอีกคน  ทำเอาชายหนุ่มหน้าสลดไปเลย

       " เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก  ถ้าตอบแบบนี้แสดงว่าตกลง  เค้าโกรธใครไม่นานหรอก  เรื่องเมื่อวานเค้าอาจจะยังเคืองอยู่  ตามง้อกับเอาใจเค้าหน่อยแล้วกันนะ  สองอาทิตย์รับรองหาย "  มิเรียมปลอบชายหนุ่ม  ก่อนจะหันไปหาสามหนุ่มที่มองไปทางปราสาทตาไม่กะพริบ
                            
      " ขอเตือนนะว่าเจนีเซียน่ะไร้เดียงสาจนเรียกว่าซื่อบื้อเรื่องแบบนี้  เจ้าไม่พูดอะไรนางไม่รู้สึกรู้สาหรอก "
               
        มิเรียมเอ่ยลอยๆ  หากฟิน  เรย์และโคเอนนั้นก็สามารถรับรู้เนื้อความนั้นได้ดีทุกคำหูผึ่ง  ก่อนที่หญิงสาวจะหันไปยิ้มให้โยฮันต์ที่เอื้อมมือมาฉุดให้หญิงสาวลุกขึ้นจากพื้นหญ้า
               
     " งานนี้ใครจะได้ไปนะ  ชักสนุกซะแล้วซิ "
               
        หญิงสาวว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจก่อนจะเดินไปพร้อมกับโยฮันต์ที่อุตส่าห์เอื้อเฟื้อแขนให้หญิงสาวเกาะ  ปล่อยให้ทั้งสามหนุ่มมองหน้ากันเองอย่างงงๆ

     " นั่นซินะ  ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน "  โยฮันต์หันไปพูดกับมิเรียมแต่ก็ดังพอให้สามหนุ่มนั้นได้ยินเช่นกัน
               

                
       

         ช่วงเวลาแห่งรัตติกาลมาเยี่ยมเยือน  ณ  ที่ๆไกลแสนไกลออกไปทางเหนือของดาวเคราะห์ดวงนี้  ณ  จุดเหนือสุดแห่งอารีเอล  ที่ๆความหนาวเย็นเยือกเสียดแทงเข้าสู่หัวใจราวใบมีดคมที่ปลิดปลิวชีวิตและเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล

      ' หุบเขามรณะ ' 

        สถานที่ซึ่งมนุษย์ธรรมดาที่ยังคงมีความดีและมโนธรรมในหัวใจจะไม่มีทางย่างกรายเข้าไปอย่างเด็ดขาด

        สถานที่ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่ามนุษย์และเผ่าพันธุ์ที่ชั่วร้ายจากขุมนรกทั้งหลาย  ผู้นับถือบูชามหาเทพปีศาจ  เจ้าแห่งนรกภูมิและความชั่วร้ายทั้งมวลที่รอการหวนกลับสู่อำนาจอีกครั้ง

       ' ครูรีโอทาร์เรซ ' 
                 
        ณ  ค่ำคืนเดือนดับอันหนาวเหน็บ  ณ  กระท่อมไม้หลังหนึ่งกลางป่าทมิฬของหุบเขา  ร่างสิบห้าร่างที่ทั้งตัวถูกปกคลุมด้วยผ้าคลุมสีดำสนิทที่ปิดบังมิให้ผู้ใดได้เห็นรูปร่างและใบหน้าที่แท้จริง  เบื้องหน้าของพวกเขาคือชายชราที่ดูจากภายนอกน่าจะมีอายุเป็นร้อยปีนั่งหันหลังให้กับพวกเค้าอยู่บนเก้าอี้เท้าแขนตัวใหญ่ที่คลุมด้วยหนังสัตว์สีดำทะมึน  เบื้องหน้าของชายชราคือเตาผิงสีทะมึนที่ภายในมีดวงไฟสีน้ำเงินดำลุกโชติช่วงอยู่
                 
      ' ว่าไงทารอส  สิ่งที่ข้าสั่งให้เจ้าไปดำเนินการน่ะ '
                 
         เสียงแหบห้าวหากทรงพลังดังออกมาจากเจ้าดวงไฟนั่น  ชายชราค่อยๆยันตัวขึ้นโดยมีร่างที่ถูกคลุมด้วยผ้าคลุมสีดำคอยๆประคอง  ก่อนที่ชายชราจะคุกเข่าลงเบื้องหน้าเตาผิง
                 
      " ขอรับท่านผู้ยิ่งใหญ่  ตอนนี้สายของเราห้าคนได้เข้าสู่เขตอาณาจักรไทแซนดรัสไปเรียบร้อยแล้วขอรับ  คงอีกไม่นานพวกนั้นก็จะได้สิ่งนั้นกลับมากำนัลแด่ท่านอย่างแน่นอน "
                 
         เสียงแหบแห้งที่แฝงความเยียบเย็นโหดเหี้ยมอำมหิตของชายชราดังขึ้น  ดวงตาสีนิลกลมโตไร้ซึ่งแววตาแห่งชีวิตส่งประกายชั่วร้ายและเย็นชาอย่างน่ากลัว  มือผอมแห้งภายใต้ชุดจอมเวทย์สีดำทะมึนดูโงนเงนราวกับไร้เรี่ยวแรง  นิ้วยาวเรียวเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกและเล็บยาวโง้งที่ผ่านแขนเสื้อออกมานั้นช่างชวนคิดเหลือเกินว่าชายผู้นี้เป็นสิ่งมีชีวิตใดกันแน่ระหว่างมนุษย์กับปีศาจเลือดเย็น
                  
        ' ดีมาก  จากวันนั้นถึงวันนี้  รอมานานถึงสี่พันปี  ในที่สุดข้าก็จtได้แก้แค้นและกลับมายิ่งใหญ่ดังเดิม   ทารอส  ข้ารู้สึกกระหายเหลือเกิน '
                
          ชายชรานิ่งเฉยก่อนจะค่อยๆเบือนหน้าไปมองสองร่างเบื้องหลังที่ถูกกลุ่มคนอีกสิบคนผลักออกมาข้างหน้าอย่างช้าๆ  ในขณะที่ร่างสองร่างในเสื้อคลุมสีดำนั้นเริ่มมองหน้ากันไปมาด้วยสายตาพรั่นพรึง  หากตอนนี้ก็สายเกินไปที่จะหนีแล้ว
                
        ' ซินนีสตร้า  โคโมเอรอน!! '
               
           สิ้นเสียงร่ายคาถาจากดวงไฟนั้น  ร่างทั้งสองก็เริ่มลอยสูงขึ้นจากพื้นพลันเกิดอาการกระตุกอย่างรุนแรง  ร่างนั้นเริ่มดิ้นทุรนทุรายอย่างเจ็บปวดพลางส่งเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนราวกับถูกของร้อน 

           ดวงวิญญาณสีน้ำเงินเข้มก็ลอยออกมาจากร่างที่นิ่งสนิท  ไร้การเคลื่อนไหวและลมหายใจนั่น  ก่อนมันจะหลอมรวมกันและพุ่งเข้าไปในดวงไฟ  ส่งผลให้ดวงไฟนั้นเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงราวกับไฟนรกไปในทันที 

           ร่างทั้งสองที่ลอยคว้างกลางอากาศไม่นานก็ถูกฉีกกระชากไปมาราวกับมีสัตว์ร้ายที่มองไม่เห็นหลายสิบตัวฉีกทึ้งร่างนั้นอย่างโหดร้าย 

           เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วทั้งกระท่อม  ก่อนที่ร่างทั้งสองจะถูกระเบิดเป็นจุณ  เศษซากเนื้อ  กระดูกและเครื่องในกระจายไปทั่วทั้งห้องส่งกลิ่นเหม็นคาวเลือดคละคลุ้งชวนคลื่นไส้ไปทั่ว  หากชายชราและบุคคลที่เหลือในห้องหาได้ตื่นกลัวหรือสะทกสะท้านกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่  โดยเฉพาะชายชรา  เค้ากลับยิ้มและหัวเราะในลำคออย่างเลือดเย็น
               
         ' หวังว่าข้าจะได้สิ่งเหล่านั้นมาในคืนพระจันทร์เต็มดวงคราวหน้านะทารอส  ไม่งั้นศพต่อไปอาจจะไม่ใช่เจ้ามนุษย์หน้าโง่ที่เจ้าหลอกมา  หากเป็นเจ้า '
               
           ว่าแล้วดวงไฟสีแดงราวเพลิงนรกนั่นก็หายวับไปทิ้งให้ทั้งกระท่อมมืดมิด  หากดวงตาของชายชรากลับเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดอย่างน่ากลัว
               
        " วางใจเถิดท่านเจ้านรก  ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง  อีกไม่นาน  ท่านก็จักได้รับการปลดปล่อยและปกครองดาวเคราะห์ดวงนี้ได้อีกครา "  และชายชราก็ส่งเสียงหัวเราะราวกับคนเสียสติ  
               
          ลมหนาวยะเยือกจับขั้วหัวใจพัดผ่านป่าทมิฬส่งเสียงหวีดหวิวชวนขนหัวลุก  หากในราชวังที่ไกลออกไปหลายพัหลายหมื่นไมล์  ณ  ห้องบรรทมที่แสนอบอุ่น  ร่างบางทั้งห้ากลับสะดุ้งตื่นด้วยความเย็นยะเยือกที่เข้าจู่โจมหัวใจและรุกลามไปทั่วทั้งร่างอย่างรวดเร็ว  ก่อนทั้งห้าจะหันไปมองหน้ากันและกันที่ตอนนี้ทั่วทั้งใบหน้าของหญิงสาวนั้นชุ่มโชกไปด้วยเม็ดเหงื่อ  ทั้งๆที่ห้องนี้เปิดเครื่องปรับอากาศไว้เย็นสบาย  ร่างบางของหญิงสาวผมฟ้าโถมเข้ากอดหญิงสาวผมแดงข้างๆแล้วเริ่มร้องไห้
               
       " ข้าฝันเห็นคนถูกกระชากร่าง  น่ากลัวเหลือเกิน "
               
       " ข้าก็เช่นกัน "  
 
          หญิงสาวผมแดงกล่าวลอยๆก่อนจะหันไปทางสหายอีกสามคนที่พยักหน้าพร้อมกับส่งสายตาประหวั่นพรั่นพรึงมาให้
               
        " นอนซะเถอะ  แล้วพรุ่งนี้เราค่อยไปหาคำตอบกัน "
               
             หญิงสาวผมดำยาวออกความเห็น  หากเมื่อร่างทั้งห้ากลับลงไปนอนแล้วหาได้หลับตาลงไม่  ทั้งห้ากำลังนึกถึงฝันร้ายนั่น  
              
             หากเป็นฝัน...
               
             ไฉนกลิ่นคาวเลือดนั่นยังติดตรึงอยู่ที่นาสิกอยู่เช่นนี้.....
               
             ไฉนเลยเสียงหัวเราะของชายแก่และเสียงแหบแห้งของเปลวไฟนั่นยังคงดังก้องอยู่ในหู....
               
             และ...ไฉนเลยทำไมพวกเธอถึงกระวนกระวายใจได้เพียงนี้..........
               
           ' โอ้องค์เทพผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสิบสองแห่งอารีเอลเอ๋ย  ข้าขอวอน  โปรดช่วยคุ้มครองดวงเคราะห์ดวงนี้และขอให้ฝันนั้นจงเป็นแค่ความฝันด้วยเถิด '
              
             หากเสียงพร่ำรำพันในใจของทั้งห้านั้นคงจักเป็นเพียงแค่ความหวังลมๆแล้งๆไปเสียแล้ว........ 
   
              

67 ความคิดเห็น