มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 7 : สงบศึก?...รึเปล่า ( Rewrite )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 45
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ต.ค. 49

         " ข้าไม่ทำ  อย่ามาบังคับซะให้ยาก  งานนี้ขอผ่านเด็ดขาด "  
             
           เจนีเซียโวยวายเสียดังเมื่อสหายสุดที่รักมอบหมายหน้าที่ที่เธออยากหนีสุดๆมาให้

        " ไหนบอกว่าจะช่วยข้าทุกอย่างไง  แค่ช่วยแยกราชองครักษ์สี่คนนั้นออกจากเค้าให้ข้าหน่อยไม่ได้รึไง  น่านะ "

        " ให้คนอื่นทำซิ  ข้าไม่ว่างขนาดนั้นหรอกนะ  งานนี้ข้าขอร้องเลย  อย่าให้ข้าทำเลย "             
          เจนีเซียโอดครวญ  หลังจากเหตุการณ์ระทึกเมื่อสองวันก่อนจนถึงตอนนี้เธอยังไม่กล้าสบตากับเรย์เลยซักนิด  นี่ถ้าเกิดต้องไปปฏิบัติการแยกก้างเพื่อจะให้มิเรียมได้ทำความสนิทสนมกับเจ้าชายโยฮันต์ล่ะก็งานนี้เธอคงหนีไม่พ้นต้องรับหน้าที่จัดการตาเรย์นี่เป็นแน่
             
       " ข้าก็เหมือนกัน  ไม่อยากยุ่งกับอีตาแว่นปากเสียนั่นอีกแล้ว  พูดแต่ละคำไม่เจริญหูเลยจริงๆ "  
             
         ฟลอรีน่าบ่นบ้าง  ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกมากเพราะปกติหญิงสาวไม่เคยบ่นใครหรือเกลียดขี้หน้าใครมากมายขนาดนี้  เจนีเซียรู้สึกดีใจเป็นกำลังที่หาคนร่วมอุดมการณ์ได้ในที่สุด  หากแต่สองเสียงย่อมแพ้ห้าเสียงอยู่แล้ว  ดังนั้นทั้งสองสาวจึงต้องยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี
             
       " เอาก็เอา  พวกเจ้าวางแผนแล้วกัน  ข้ากับฟลอรีน่าจะไปหาอะไรอ่านเล่นที่หอสมุดหลวง "  ว่าแล้วสองสาวก็เดินออกจากห้องไปทันที
             
      " ข้าว่างานนี้จะเป็นสามคู่ชู้ชื่นนะ "  แอนแดนเต้พูดพลางทำสีหน้าเพ้อฝัน  จนแพนโธเรียหมั่นไส้ทุบอักเข้าให้ด้วยความหมั่นไส้
             
      " แต่ข้าว่าเรย์กับฟินจะกลายเป็นศพมากกว่า "
             
        เจมินออกความคิดเห็นบ้าง  ส่วนแซมัวร์ก็ทำหน้าตาท่าทางสงสารสองหนุ่มนั่นเป็นที่สุด  ท่าทางงานนี้จะกลายเป็นศพจริงอย่างที่เจมินว่า
             
      " เอาน่า  ไม่ลองก็ไม่รู้  ไม่แน่เราอาจจะได้คู่สมรสตามติดๆกันมาสามคู่เลยก็ได้นะ "  
             
        มิเรียมวางฝันไว้อย่างสวยงาม  หากเจมิน  แซมัวร์และแพนโธเรียนั้นรู้อยู่แก่ใจว่ายาก  คนนึงก็ดันไปเรียกสหายเธอว่ายัยป้าหน้าหน้าแก่  คำต้องห้ามสำหรับฟลอรีน่าที่อายุแค่ยี่สิบสาม  ส่วนอีกคนก็ดันลวนลามเจนีเซียแบบจู่โจมในระยะต้องห้ามแถมยังคอยจับผิดมันทุกฝีก้าวอีกต่างหาก  ท่าทางงานนี้มันต้องมีตายไปข้างนึงอย่างแน่นอน
             
      " แผนง่ายๆ  พวกเราหกคนคอยกันสี่คนนั่นออกห่างจากเจ้าชายเพื่อให้มิเรียมได้ทำความสนิทสนม  แค่นี้ก็จบ  ไปหาสองคนนั่นที่หอสมุดดีกว่า "
             
        แอนแดนเต้กำลังจะลุกออกจากเก้าอี้  หากก็โดนแพนโธเรียจับกดให้นั่งลงกับที่เสียก่อน

      " จะรีบไปไหนยะ  แล้วใครบอกว่าจบ  เจ้านี่นะ "  แพนโธเรียบ่น

      " ตกลงว่าให้ฟลอรีน่ากับแอนแดนเต้จัดการฟิน  เฟเรียวให้เจมินกับแซมัวร์จัดการ  อันตรายเกินกว่าจะปล่อยสาวๆไปจัดการท่าทางรายนั้นจะเจ้าชู้ประตูดิน  ส่วนแพนโธเรียกับเจนีเซียก็จัดการเรย์  โคเอนไปแล้วกันนะ "  มิเรียมว่าเสร็จสรรพก็ยิ้มหน้าระรื่น
             
      " งั้นเอาตามนี้แล้วกัน  ไปนอนดีกว่า  พรุ่งนี้จะได้เริ่มกันเลย "
           
        แพนโธเรียยืดตัวขึ้นก่อนเปิดปากหาว  พลันสายตาก็เหลือบไปมองนาฬิกาตั้งพื้นทรงโบราณที่ชี้บอกเวลาสี่ทุ่มเศษเรียบร้อยแล้ว  แล้วทั้งสี่ก็แยกย้ายกันไปนอนโดยไม่ได้นึกจะสนใจสามสาวที่ไปยังหอสมุดเลยซักนิด


        ณ หอสมุด  สองสาวฟลอรีน่ากับเจนีเซียจัดการเลือกหนังสือมาว่างตั้งไว้บนโต๊ะๆหนึ่งในบรรดาโต๊ะยาวหลายสิบโต๊ะที่ตั้งอยู่กลางห้อง  ล้อมรอบด้วยชั้นหนังสือสูงจรดเพดานที่มีหนังสือมากมายวางแยกเป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบทั้งหลายวางเรียงรายไปตามฝาผนัง  เว้นตำแหน่งเตาผิงใหญ่ที่ทำจากหินอ่อนขาวลายดำที่ถูกตกแต่งด้วยเชิงเทียน  กระเช้าดอกไม้ขนาดใหญ่และมีนาฬิกาเรือนทองขนาดกลางตั้งอยู่ด้านหน้ากระเช้าดอกไม้นั้นด้วย  เหนือเตาผิงนั้นเป็นรูปวาดของราชวงศ์  ช่างดูเป็นรูปภาพครอบครัวที่อบอุ่นเสียจริง  ที่ห้องด้านที่อยู่ตรงข้ามกับเตาผิง  เป็นหน้าต่างขนาดยักษ์ที่ตอนนี้ถูกปิดด้วยม่านสีแดง  ขณะที่ทั้งห้องทรงกลมที่กว้างใหญ่พอๆกับสนามฟุตบอลสองสนามต่อกันนั้นสว่างไสวด้วยไฟเวทมนตร์บนโคมระย้าที่ห้อยตัวอยู่เหนือเพดานเวทมนตร์
              
      " ชามั้ยแอนแดนเต้ "  
              
        ฟลอรีน่าถามขึ้นหากสายตายังไม่ละไปจากหนังสือเศรษฐกิจเบื้องหน้าขณะที่ยังมีอีกหลายเล่มนอนยิ้มอยู่ด้านข้าง  ขณะที่เจนีเซียนั้นก็คร่ำเคร่งอยู่กับตำราสมุนไพรกับการปรุงยาเล่มหนาพอๆกับเอนไซโคปิเดียอย่างเอาเป็นเอาตายโดยมีหนังสือสัตว์วิเศษและเวทมนตร์ลึกลับวางอยู่ข้างหน้า  ส่วนแอนแดนเต้ก็ไปหยิบวรรณกรรมโรแมนติกมานั่งอ่านเรียบร้อย  สามสาวคงจะมีความสุขอีกนานหากไม่มีเสียงประตูบานยักษ์เปิดออกที่อีกฟากหนึ่งของห้องและสี่หนุ่มตัวปัญหาเดินเข้ามาใกล้
               
      " แอนแดนเต้  ถ้าเจ้าอยากอยู่ต่อก็เชิญตามสบายนะ  ข้าไปละ "
               
         เจนีเซียว่าพลางลุกขึ้นรวบหนังสือเล่มหนาทั้งสามนั่นไว้ในอ้อมแขน  ขณะที่ฟลอรีน่าก็จัดการส่งหนังสือกองด้านข้างกลับเข้าที่ด้วยเวทมนตร์อย่างรวดเร็วพลางรวบหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ไว้เช่นกัน  หากแอนแดนเต้กลับไม่รับมุกหันไปมองด้านหลังซึ่งเป็นประตูใหญ่ทันที
               
      " อ้าว  พวกเจ้านี่เอง  มาทำอะไรกันที่นี่ล่ะ "
               
      ' โอ๊ย...ข้าล่ะอยากจะอัดเจ้านัก  ยัยซื่อบื้อเอ๊ย '  
               
        สองสาวเข่นเขี้ยวในใจก่อนที่เจนีเซียจะลากมือแอนแดนเต้ให้รีบเดินจ้ำออกจากห้องก่อนตัวอันตรายจะได้พูดอะไรไปมากกว่านี้
               
     " อ้าว...จะหนีกันแล้วเหรอเนี่ย "
               
        กึก!  
       
ประโยคทักทายของฟิน  ทำเอาฟลอรีน่ากับเจนีเซียหยุดเดินได้ในทันทีทั้งๆที่อีกแค่ไม่กี่ก้าวก็จะถึงประตูแล้วเชียว
               
     " ใครหนีพวกเจ้ากันมิทราบ "
               
        สองสาวหันกลับไปตะคอกเสียงขุ่นพลางส่งสายตาเขียวๆไปให้อีกต่างหาก  แต่มีหรือที่สี่หนุ่มนี่จะกลัว  ไม่มีทาง!
               
     " ไม่ได้หนีก็มานั่งคุยกันก่อนซิ  พวกข้ายังไม่ได้ทำอะไรพวกเจ้าเลยนะ "

     " พวกเจ้าไม่ทำแต่เดี๋ยวพวกเจ้าจะโดนทำแทนแน่ "  เจนีเซียพูดเสียงเขียว

     " จะทำอะไรพวกข้าล่ะสาวน้อย "ฟินยังคงพูดแจ้วๆต่อไป  หากแอนแดนเต้นั้นวิ่งไปนั่งแหม่ะข้างๆชายหนุ่มเรียบร้อยแล้ว
               
      ' กลับขึ้นห้องได้เจ้าตายแน่แอนแดนเต้ '  
         
       หญิงสาวทั้งสองส่งข้อความไปทางสายตาให้กับสหายก่อนจะทรุดตัวลงนั่งโดยมีอีกสามหนุ่มนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม  ทั้งเจ็ดก็คุยกันไปเรื่อยๆหากจะมีก็แต่เจนีเซียเท่านั้นที่ยังจ้องตาอยู่กับเรย์ด้วยสายตาอาฆาตมาดร้ายอย่างถึงที่สุด  จนฟลอรีน่าชักจะรู้สึกหนาวๆอย่างบอกไม่ถูก
              
       แต่มนุษย์ที่ไม่ทุกข์ร้อนที่สุดก็เห็นจะเป็นแอนแดนเต้  เพราะแม่คุณชวนฟินคุยที  โคเอนที  เฟเรียวที  แถมยังลากเรย์ร่วมวงด้วยอีกต่างหาก  ส่วนฟลอรีน่านั้นเมื่อฟินไม่ว่าอะไรเธอ  เธอก็เลือกที่จะเงียบแล้วเปิดหนังสือเล่มหนาอ่านต่อ  ส่วนเจนีเซียนั้นก็ตัดรำคาญโดยการอ่านหนังสือเช่นกัน
              
       เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้  รู้แต่ว่าฟลอรีน่านั้นอ่านหนังสือเล่มหนาจบไปแล้วและร่วมวงคุยกับทั้งห้าคนเรียบร้อยแล้วเช่นกันแถมยังมีกัดกันไปมากับฟินเรียกเสียงหัวเราะจากทั้งวงได้ไม่น้อย  จะมีก็แต่เรย์เท่านั้นที่แอบลอบมองเจนีเซียอยู่เป็นพักๆด้วยความทึ่งที่เธอสามารถอ่านหนังสือได้อย่างรวดเร็วราวกับจรวดแบบนี้  จากที่เธออ่านหนึ่งเล่มก็แล้ว  สองเล่มก็แล้ว  จนสามเล่มใช้ไม่ถึงสองชั่วโมงด้วยซ้ำ  แล้วหญิงสาวก็จัดการรวบหนังสือทั้งของตัวเองและของฟลอรีน่าไปเก็บเข้าชั้นให้
              
    " ข้าช่วย "  
              
      ชายหนุ่มคว้าหนังสือในอ้อมแขนของหญิงสาวทั้งสี่เล่มใหญ่มาถือซะเอง  หากไร้ซึ่งเสียงขอบคุณของหญิงสาวตรงหน้าด้วยยังคงเคืองในการกระทำของชายหนุ่มไม่หาย  หากก็ยอมให้ชายหนุ่มถือหนังสือเดินตามไปแต่โดยดี  ก็เรื่องอะไรเธอถือให้เมื่อยเองล่ะ
              
    " อ่านเร็วแถมเยอะขนาดนั้นจะจำได้เหรอ "  โคเอนเอ่ยถามหลังจากที่หญิงสาวกับชายหนุ่มเดินไปแล้ว
              
    " แล้วเจ้าจะแปลกใจในความสามารถพิเศษของเจนีเซีย  คนนี้น่ะให้ท่องอะไรก็จำได้หมดขออย่างเดียวอย่าเป็นคำนวณก็พอ "
              
      สิ้นเสียงแม่คนช่างเจรจาทั้งกลุ่มก็หัวเราะกิ๊กกั๊กกันต่อไป  ส่วนสองคนที่เดินไปตามชั้นวางต่างๆน่ะเหรอ  คนนึงก็ถืออย่างเดียวในขณะที่อีกคนก็ร่ายเวทย์โยนหนังสือกลับเข้าที่ด้วยเสียงที่บ่งบอกอารมณ์อย่างรุนแรง  หาได้มีเสียงคุยกันไม่
               
    " กะจิตกะใจเจ้าจะไม่คุยกับข้าซักคำเลยหรือไง "  ในที่สุดชายหนุ่มก็เป็นฝ่ายทนไม่ได้ต้องเป็นฝ่ายชวนคุยก่อนในที่สุด
               
    " ข้าไม่มีอะไรจะพูดกับคนชอบฉวยโอกาส "
               
      เจอประโยคนี้เข้าไปชายหนุ่มก็เงียบไปในทันทีแล้วหญิงสาวก็จัดการส่งหนังสือเล่มสุดท้ายกลับเข้าที่เรียบร้อย  ก่อนจะหันมายิ้มเย็นยะเยือกให้กับชายหนุ่ม
               
    " ยกเว้นเจ้าจะยอมขอโทษข้าดีล่ะก็อาจจะพอคุยกันได้นะ "  ว่าแล้วหญิงสาวก็สะบัดหน้าพรึ่ดจะเดินกลับโต๊ะทันที

       หมับ!!
       มือหนาคว้าเข้าที่ช้อมือหญิงสาวอีกครั้งก่อนจะปล่อยเมื่อเธอหันกลับมามอง

     " ถ้าข้าขอโทษเจ้าจะคุยกับข้า  จะตอบคำถามข้าดีๆมั้ยล่ะ "  ชายหนุ่มถามก่อนจะส่งสายตาชวนหวิวมาให้  หากหญิงสาวกลับไม่รู้สึกอะไรซักนิด
               
      " เรื่องคุยดีๆน่ะก็ได้  แต่เรื่องตอบคำถามคงต้องดูก่อนว่าเจ้าถามว่าอะไร "  หญิงสาวว่างั้นก่อนจะพิงชั้นหนังสือ  ก่อนจะกอดอกมองชายหนุ่ม
              
      " ข้าขอโทษ "  ชายหนุ่มพูดก่อนจ้องตาหญิงสาว

      " ขอรับไว้  แล้วเจ้าจะถามว่าอะไรล่ะ "

      " เจ้าใช่มั้ยที่บุกเข้ามาในห้องโยฮันต์คืนนั้น "  ชายหนุ่มยิงคำถามตรงทันที

      " ถ้าข้าบอกว่าใช่  เจ้าจะฟ้ององค์ซาร์โมเอลมั้ยล่ะ "  หญิงสาวย้อนถามด้วยสายตาหวาดหวั่น  หากชายหนุ่มกลับยิ้มและส่ายหน้า

      " ไม่ล่ะ  แสดงว่าเจ้ายอมรับว่าเจ้าทำ "  ชายหนุ่มถามอีกครั้งคราวนี้หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะมองไปยังหน้าต่าง

      " บอกได้มั้ยว่าทำไปเพื่ออะไร "  ชายหนุ่มถาม  หากหญิงสาวทำสีหน้าอึกอัก  ด้วยไม่รู้ว่าจะบอกดีหรือไม่บอกดี

      " ข้าสัญญาว่าสิ่งที่เจ้าบอกจะเป็นความลับระหว่างเราสองคนเท่านั้น " 

        ชายหนุ่มพูดเสียงเบาพร้อมกับสบตาหญิงสาว  ทั้งสองมองตากันอยู่ครู่นึงจนหญิงสาวแน่ใจแล้วว่าสามารถไว้ใจชายหนุ่มผู้นี้ได้  
               
      " งั้นข้าขอถามเจ้าอย่างนึง  เจ้ารักและห่วงใยโยฮันต์มั้ย " หญิงสาวยังคงมองหน้าชายหนุ่มโดยไม่ละสายตาไปไหน

      " แล้วเจ้ารักและห่วงใยองค์หญิงฟาร์โดแรนรึเปล่าล่ะ "  คำตอบนั้นเรียกรอยยิ้มน้อยๆของหญิงสาวได้เป็นอย่างดี

      " พูดตามตรง  ในความคิดข้า  ข้าไม่เห็นด้วยกับการหมั้นหมายนี้ซักนิด  หยุดเลย  ฟังให้จบก่อน "  หญิงสาวพูดขึ้นเมื่อเห็นชายหนุ่มทำท่าจะพูดอะไร

      " ข้าไม่อยากให้องค์หญิงใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ไม่ได้รัก  แต่ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องปล่อยเลยตามเลยและได้แต่หวังว่าองค์ชายที่เป็นคู่หมั้นขององค์หญิงจะสามารถทำให้องค์หญิงรักได้ "  เจนีเซียเล่าพร้อมกับเริ่มออกเดินช้าๆกลับไปที่โต๊ะ  โดยมีชายหนุ่มเดินอยู่ข้างๆ

      " เจ้ามีหญิงสาวในฝันมั้ยล่ะ "  คำถามที่ถามขึ้นส่งผลให้ชายหนุ่มหันมามองทันทีก่อนจะพยักหน้า

      " องค์หญิงก็เหมือนกัน  ด้วยความที่พวกข้ามีเวลาไม่พอ  เลยจำเป็นต้องทำการวิเคราะห์โดยการใช้เลือด  กระแสจิตกับดวงวิญญาณ  วันนั้นที่เจ้าเห็นข้า  ข้ากำลังเก็บกระแสจิตขององค์ชายน่ะ "

      " แล้วถ้าองค์ชายของพวกข้าไม่ได้เป็นอย่างที่องค์หญิงต้องการล่ะพวกเจ้าจะทำยังไง "

      " ก็คงจะหาเรื่องให้องค์ซาร์โมเอลเปลี่ยนพระทัยเรื่องการหมั้นนั่นแหละ  ไม่งั้นก็อาจจะพาองค์หญิงหนีงานหมั้นซะ "  

       หญิงสาวพูดไปพร้อมหัวเราะให้กับความคิดของตัวเองไป  เรียกเสียงหัวเราะในลำคอและรอยยิ้มจากชายหนุ่มได้อย่างดี

     " เจ้านี่ร้ายใช่ย่อย  แล้วสรุปผลแล้วว่าไงล่ะ "  

     " เจ้าบอกข้าก่อนซิว่าองค์ชายได้ตรัสอะไรหรือคิดอะไรกับองค์หญิงของข้าบ้างรึเปล่า  ข้าถึงจะตอบ "  หญิงสาวเสนอข้อแลกเปลี่ยน

      " ถ้าข้าบอกว่าองค์ชายสนพระทัยในตัวองค์หญิงของเจ้าแต่แรกพบเจ้าจะเชื่อข้ามั้ยล่ะ " 

       ชายหนุ่มถามขึ้น  ทำให้หญิงสาวยิ้มอย่างเก็บอาการ  ทั้งที่จริงๆแล้วอยากจะกระโดดให้ตัวลอยใจแทบขาด  แต่ก็ต้องเก็บอาการเอาไว้

     " ความลับ  ข้าไปก่อนล่ะนะ "  ว่าแล้วหญิงสาวก็วิ่งจากตรงนั้นออกมาเลย
           
     " ข้าไปนอนก่อนนะ  "  

       เจนีเซียตะโกนบอกสหายอีกสองคนที่เหลือ   ซึ่งทั้งสองก็บอกให้เธอไปก่อนได้  หากก่อนที่เธอจะทันได้เปิดประตู  มือหนาก็กระชากประตูเปิดให้พร้อมกับแตะข้อศอกให้หญิงสาวเดินออกไปเสียก่อนที่ชายหนุ่มจะหันมาปิดประตู
                
       ควับ!!
       ข้อมือบางถูกคว้าเมื่อเจ้าของมือหนาเห็นว่าหญิงสาวตั้งท่าจะออกวิ่ง

     " จะรีบไปไหนล่ะ  เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามข้าเลยนะ "  ชายหนุ่มว่าก่อนจะออกเดินโดยไม่ลืมที่จะปล่อยข้อมือหญิงสาว

     " ถ้าเจ้าออกวิ่งอีกทีล่ะก็ข้าจะอุ้มเจ้า "  

       แม้จะเป็นคำขู่เล่นๆหากก็มีผลให้หญิงสาวข้างตัวแข็งขึ้นมาทันที  ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆก่อนจะแตะศอกหญิงสาวให้ออกเดินอีกครั้ง

     " เจ้าตอบข้าก่อนซิว่าองค์ชายของเจ้าชอบองค์หญิงของข้าจริงๆใช่มั้ย "  หญิงสาวยังคงถามย้ำอีกรอบ

     " จริง  ข้าไม่โกหกเจ้าหรอกน่า "  ชายหนุ่มเน้นเมื่อเห็นสายตาไม่ค่อยเชื่อของเจนีเซีย

     " แล้วทางเจ้าล่ะ  จะตอบข้าได้ยัง "  

       ชายหนุ่มหันไปถาม  ส่วนหญิงสาวนั้นก็ได้แต่ยิ้มที่ทำให้ชายหนุ่มแทบอยากจะรวบร่างบางนั้นไว้ในอ้อมแขนอีกรอบ               
           
      " เดี๋ยวพรุ่งนี้เจ้าก็รู้เองล่ะ  ข้าไปล่ะนะ "
               
        แล้วหญิงสาวยิ้มให้แล้วก็ตั้งท่าจะเดินแยกไปอีกทาง  หากชายหนุ่มกลับคว้าข้อมือหญิงสาวไว้ได้ทัน  จนหญิงสาวหันมาขมวดคิ้วให้อย่างสงสัย
               
      " ข้าแค่อยากจะบอกราตรีสวัสดิ์ก็แค่นั้นเอง "
               
         พูดจบชายหนุ่มก็ปล่อยมือของหญิงสาวเตรียมหันหลังกลับ  หากหญิงสาวกลับดึงชายเสื้อยืดสีเทาของชายหนุ่มเอาไว้  
               
       " สัญญากับข้าก่อนว่าสิ่งที่ข้าเล่าให้เจ้าฟัง  เจ้าจะไม่แพร่งพรายบอกใคร  แม้แต่สหายเจ้า "

       " สัญญาซิ  สาบานเลยก็ได้ "  
 
      "  งั้นก็ราตรีสวัสดิ์  หลับฝันดีนะ "
               
          หญิงสาวส่งยิ้มให้อีกครั้งก่อนจะวิ่งไปตามทางเดินและเลี้ยวขึ้นบันไดหายไป  หากชายหนุ่มกลับยังคงยืนอยู่ที่เดิม
               
       " ฝันดีเช่นกัน "
              
         เสียงทุ้มห้าวผ่านปากออกมา  หากก็สายไปเกินกว่าที่หญิงสาวจะได้ยิน  ชายหนุ่มแอบยิ้มกับตัวเองน้อยๆ  รอยยิ้มของสาวน้อยนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในใจมิหาย  เป็นรอยยิ้มใสซื่อและสดใสที่สุดเท่าที่ชายหนุ่มเคยได้รับมาตลอดชีวิตยี่สิบแปดของเค้า
                
       ' เจ้าเป็นยังไงกันแน่นะสาวน้อย  ข้าชักอยากรู้จักเจ้าให้มากขึ้นซะแล้วซิ '
                
         คิดไปก็เดินอมยิ้มไปจนมาถึงห้อง  ก่อนที่ชายหนุ่มจะล้มตัวลงนอน  หากรอยยิ้มยังคงฉายชัดอยู่บนใบหน้าคมเข้มนั้น


               
         ขณะเดียวกันที่ห้องสมุด  หลังจากที่เจนีเซียกับเรย์เดินออกไปได้ไม่นานแอนแดนเต้ก็เกิดอาการง่วงขึ้นมาทันที  ฟลอรีน่าจึงต้องขอตัวเพื่อพาหญิงสาวกลับก่อน  โดยมีฟินและเฟเรียวเดินมาส่ง  โดยระหว่างทางฟินกับฟลอรีน่าก็เถียงกันไปตลอดทาง  ดังนั้นเมื่อถึงทางแยกฟลอรีน่าจึงไม่ลังเลเลยที่จะเดินแยกไปโดยไม่สนใจแม้แต่จะกล่าวราตรีสวัสดิ์กับชายหนุ่ม
                
          ฉาด!  
          
เหมือนเสียงฝ่ามือกระทบกับหน้าคนอย่างแรง  ฟลอรีน่ารีบหันกลับไปเห็นทันเห็นเฟเรียวหน้าหันไปด้วยแรงจากฝ่ามือของแอนแดนเต้  แถมสาวเจ้ายังน้ำตาร่วงเผาะๆอีกต่างหาก  ขณะที่ตาฟินอึ้งกิมกี่ไปเรียบร้อยแล้ว
                
       " เจ้าบ้า  เจ้าคนฉวยโอกาส  ไร้มารยาท  ข้าเกลียดคนอย่างเจ้าที่สุด  คอยดูนะข้าจะไปฟ้องเจนีเซียให้มาจัดการเจ้า  ฮือๆๆ "  ว่าแล้วก็วิ่งหนีไปเลย  ส่วนฟลอรีน่าน่ะเหรอก็วิ่งตามสหายไปหน้าตั้งนั่นแหละ
                
       " อยู่ๆเกิดบ้าอะไรของเจ้าขึ้นมาน่ะเฟเรียว  งานนี้เจ้าเตรียมรอเจนีเซียแหวกอกเจ้าได้เลย "
                 
         พูดจบฟินก็หันหลังเดินไปยังห้องพักทันทีในขณะที่เฟเรียวได้แต่เดินตามเงียบๆพลางยกมือขึ้นลูบแก้มด้านซ้ายที่ปรากฏรอยแดงเป็นรูปฝ่ามือชัดครบทุกนิ้วอย่างขัดใจ  ตลอดชีวิตที่เกิดมาไม่เคยมีสาวหน้าไหนกล้าตบเค้าซักคน  
                                
         
         เมื่อสองหนุ่มกลับมาถึงห้องก็ต้องแปลกใจที่เห็นเรย์นอนยิ้มเหม่อลอยอยู่บนเตียง  พอหันไปมองโคเอนเพื่อขอคำตอบก็ได้แต่ความเงียบและแววตาสงสัยเหมือนกัน
                 
      " เฮ้ยเรย์  เจนีเซียดูดวิญญาณเจ้าไปรึไง "
                 
        ฟินถามพลางตบป้าบอย่างแรงเข้าที่ไหล่  ส่งผลให้ชายหนุ่มตื่นขึ้นจากภวังค์ทันที
                
      " เปล่าซักหน่อย  อย่ายุ่งน่าคนกำลังมีความสุข "
                
        พูดจบก็ล้มตัวลงนอนทันที  หากก็ถูกสี่หนุ่มซึ่งนับรวมเจ้าชายด้วยดึงขึ้นมาคุยให้รู้เรื่อง  
                 
      " สุข!  ข้าได้ยินอะไรผิดรึเปล่า  นี่เจ้าไปดีกับแม่สาวน้อยนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน  แถมยังมีความสุขอีก  ไหนเล่ามาซิ "
                 
        จบคำของเฟเรียว  เรย์ก็ถูกฉุดให้ลุกขึ้นมานั่งเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดทันที  โดยชายหนุ่มก็ยังไม่ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับหญิงสาวว่าจะเก็บเรื่องที่เธอเล่าเป็นความลับ  แต่เค้าก็กลับถูกซักฟอกเรื่องก่อนหน้านั้นที่ทำให้หญิงสาวโกรธแทน  
                 
         ป้าบ
!  
         ชายหนุ่มถูกสหายตบกะโหลกเข้าให้จนหน้าทิ่ม
                 
      " มิน่า  เค้าถึงโกรธเจ้าขนาดนั้น  ยังดีนะที่ขอโทษแล้วหายกัน  เป็นข้าเจ้าต้องตายสถานเดียว  มีอย่างที่ไหนคนรักก็ไม่ใช่ "  
                
        โคเอนกล่าวตักเตือน  พลอยทำให้คนอื่นๆหันมาเทศนาชายหนุ่มกันเป็นการใหญ่  ท่าทางงานนี้ชายหนุ่มคงอดหลับอดนอนเป็นแน่


           
        ทางฝ่ายแอนแดนเต้  หลังจากวิ่งกลับเข้าห้องแล้วก็รีบวิ่งเข้าห้องน้ำหายไปเป็นนานสองนาน  ก่อนจะวิ่งเข้ามากอดเจนีเซียแน่นแล้วร้องไห้ปานจะขาดใจ  จนทั้งสี่สาวต้องช่วยกันโอ๋อยู่พักใหญ่กว่าจะหยุด
                   
     " ไหนเล่าให้ข้าฟังซิว่าเกิดอะไรขึ้น "
                   
       มิเรียมถามขึ้นเสียงอ่อนโยน  ในขณะที่แอนแดนเต้ยังกอดเจนีเซียที่ตอนนี้เสื้อนอนเปียกน้ำตาไปหมดแล้วแน่น
                   
      " เฟเรียว  เจ้านั่น  พอข้าบอกว่าราตรีสวัสดิ์นะ  เค้าก็จูบข้าเลยอ่ะ  ฮือๆๆ "
                   
      " หา!  จูบเจ้า "  
                   
         สิ้นเสียงสารภาพของหญิงสาว  ทั้งสี่คนที่เหลือก็ตะโกนออกมาสุดเสียง  ไม่รอช้า  เจนีเซียลุกขึ้นแล้วรีบถลันตัวออกจากเตียงคว้าดาบคู่  แพนโธเรียรีบฉวยมีดสั้นขึ้นมา  แล้วทั้งสองก็ตรงดิ่งไปเปิดหน้าต่างห้องบานมหึมาที่อยู่อีกฟากหนึ่งของห้องทันที
                   
      " วีนีซัส  โบรเชอัน!! "
                   
          ทั้งสองสาวร่ายมนตร์พร้อมกับที่ปีกสีขาวงอกออกมาจากกลางหลัง  แล้วทั้งสองก็บินฝ่าราตรีที่ยามนี้แสงจันทร์ยังคงช่วยสาดส่องให้เห็นทุกสรรพสิ่งเช่นเดิม  จุดหมายนั้นไม่ต้องพูดถึง  ก็ต้องเป็นห้องของสี่หนุ่มนั่นแน่นอน
                   
       " ขอให้เฟเรียวสู่สุขคติทีเถิด "
                   
         ฟลอรีน่าและแอนแดนเต้กล่าวอย่างปลงๆแถมสวดส่งวิญญาณให้อีกสามตลบ   ก่อนจะนั่งสงบใจอยู่ชั่วครู่  ในขณะที่มิเรียมลุกขึ้นสวมเสื้อคลุมพร้อมกับที่ฟลอรีน่าและแอนแดนเต้ก็ทำเช่นเดียวกัน
                   
      " ข้าจะไปตามแซมัวร์กับเจมิน  ฟลอรีน่า  เจ้าไปคอยห้ามสองคนนั้นไม่ให้ฆ่าเฟเรียว  ส่วนแอนแดนเต้  เจ้าอยู่ที่นี่ "
                   
        มิเรียมสั่งเสียงเฉียบขาด  แล้วฟลอรีน่าก็รีบถลันออกจากห้องไปทันที  ส่วนแอนแดนเต้ได้แต่ทำหน้าขัดใจ
                   
      " แต่ข้าอยากเห็นตาบ้านั่นโดนเจนีเซียกับแพนโธเรียเชือดนี่ "  มิเรียมตบหน้าผากตัวเองดังป้าบ  
                   
      " ข้าจะจัดการยังไงกับเจ้าดีนะ  งั้นเจ้าไปกับข้าแล้วกัน  เร็วเข้า "
                  
        เปล่า...มิเรียมไม่ได้คิดว่าสองคนนั้นจะฆ่าชายหนุ่มจริงๆหรอก  แต่ถ้าไม่รีบไปห้ามศึกนี้ล่ะก็  ท่าทางงานนี้คงได้มีงานศพก่อนงานพิธีบวงสรวงเป็นแน่...
                  
      ' หวังว่าคงยังไม่สายไปนะ  ฟลอรีน่าฝากเจ้าด้วยแล้วกัน '  มิเรียมคิด  หากปากนั้นก็พึมพำไปตลอดทางที่ไปยังห้องของสหายหนุ่มทั้งสอง
                   
      " อย่าเพิ่งสติแตกนะเจนีเซีย  แพนโธเรีย "  แล้วทั้งคู่ก็พบตัวเองอยู่ที่หน้าห้องของชายหนุ่มทั้งสองเรียบร้อยแล้ว...

67 ความคิดเห็น