มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 6 : Game over !! ( Rewrite )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 45
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ต.ค. 49

          " เมื่อคืนนี้ตื่นเต้นเป็นบ้าเลยเนอะ "  แอนแดนเต้พูดหน้าบานเป็นจานเชิงเมื่อพวกเธอเดินไปยังห้องเสวย              

         " ตื่นเต้น!  ตื่นเต้นเพราะคอยลุ้นให้ข้ารอดหรือเพราะได้เห็นผู้ชายเปลือยท่อนบนกันล่ะยะ  รู้มั้ยเมื่อคืนข้านอนไม่หลับเลยนะ "  
              
           เจนีเซียโวยวายด้วยใบหน้าแดงจัด  แถมตอนนี้ยังขอบตาดำปี๋ด้วยไม่ได้นอนอีกต่างหาก  เมื่อคืนนี้ทุกครั้งที่เธอพยายามจะข่มตานอนเป็นต้องเห็นภาพของนายเรย์นั่นผุดขึ้นมาทุกที  
              
        " แหมเอาน่า  อย่างน้อยก็สำเร็จล่ะนะ  ไปหาอะไรทานให้สบายใจดีกว่าน่า "  
              
          ว่าแล้วฟลอรีน่าก็ผลักประตูเข้าไปในทันทีแล้วทันใดก็หยุดเดินทำให้อีกห้าคนที่ตามมาเดินชนกันเป็นแถว
              
       " จะหยุดทำไมไม่บอกก่อนล่ะฟลอรีน่า  โอย...จมูกข้า "   
               
         แพนโธเรียเอ่ยเสียงอู้อี้พลางเอามือคลำจมูก  ส่วนเจนีเซียนั้นหน้าผากโขกเข้ากับหลังของแซมัวร์อย่างจัง
               
       " พวกนั้นนี่  นั่งหน้าเครียดเชียว   คุยเรื่องอะไรกันนะ " 
               
         แอนแดนเต้ตั้งข้อสังเกต  หลังจากชะโงกจากเบื้องหลังของฟลอรีน่าออกไปดูภายในห้องเสวยที่ตอนนี้ตรงที่นั่งฝั่งหนึ่งของโต๊ะ  สี่หนุ่มในชุดองครักษ์กำลังยืนรออยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดพลางคุยกันเสียงเบาเหมือนกับปรึกษาอะไรบางอย่าง  ก่อนที่ทั้งสี่จะหันมามองหนุ่มสาวทั้งเจ็ดอย่างพร้อมเพรียง  

        " อรุณสวัสดิ์องค์หญิง "  ฟินเอ่ยทักเป็นคนแรกก่อนจะส่งยิ้มสดใสมาให้หญิงสาว

        " เมื่อคืนท่านบรรทมหลับสบายดีมั้ยขอรับ "  ชายหนุ่มยังคงถามต่อขณะที่เจนีเซียนั้นทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปเรียบร้อยแล้ว                  
           
        " ก็สบายดีนี่ฟิน  เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นเหรอ "  

          หญิงสาวทำหน้าซื่อตาใสได้อย่างแนบเนียนพร้อมกับหันไปถามสหายทั้งหกด้วย  ซึ่งทั้งหกก็พร้อมใจกันตอบออกมาเป็นเสียงเดียวกัน

         " มันเกิดอะไรขึ้นหรือฟิน " 

           มิเรียมยังคงทำหน้าซื่อตาใสต่อไปอย่างแนบเนียน  ส่งผลให้ชายหนุ่มเกิดอาการอึ้งและเริ่มไม่แน่ใจในสิ่งที่สหายเค้าบอกเมื่อคืนนี้  หากก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรไปมากกว่านี้  องค์ราชา  ราชินีและองค์ชายแฝดก็เสด็จมายังห้องเสวยพอดี  อาหารมื้อนั้นทางฝั่งราชวงศ์นั้นเสวยกันอย่างสนุกสนาน  ในขณะที่อีกฝั่งของโต๊ะกลับเต็มไปด้วยบรรยากาศอึมครึมเสียเหลือเกิน  

         " ทำไมพวกท่านเงียบไปล่ะ  มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นงั้นรึ "  

           องค์ซาร์โมเอลเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย  ขณะที่สายตานั้นก็ปรายไปยังราชองครักษ์สาวทั้งสี่  ส่งผลให้สี่สาวเริ่มอาการกระตุกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะทำเป็นทานข้าวปกติอย่างรวดเร็ว
                  
           " ไม่... "

           " เมื่อคืนนี้มีคนบุกรุกเข้ามาในห้องบรรทมขององค์ชายโยฮันต์พะย่ะค่ะ "  เรย์กล่าวแทรกฟิน

           " จริงรึ  แล้วเจ้าเห็นคนบุกรุกหรือไม่  ข้าจะได้ลากคอมาจัดการได้ถูกคน "  มิเรียมยังคงทำเป็นใจกล้าถามออกไป  

           " พวกข้าทั้งหกต้องขอตัวก่อน  มีธุระด่วนเรื่องงานพระราชพิธีที่จะมีขึ้นอีกไม่กี่วันข้างหน้า  พวกกระหม่อมขอทูลลา "  แอนแดนเต้เอ่ยก่อน  ส่งผลให้อีกห้าคนรีบลุกออกจากที่นั่งทันที

           " งั้นหรอกรึ  งั้นก็ตามสบายแล้วกันนะ "

             เมื่อองค์ซาร์โมเอลอนุญาต  ทั้งหกก็ไม่รอช้ารีบออกมาจากห้องนั้นโดยเร็วที่สุด                
               
             หมับ!  
             
มือแข็งแรงคู่หนึ่งของชายหนุ่มจับเข้าที่ข้อมือของเจนีเซีย  ส่วนอีกมือก็จัดการเชยคางของหญิงสาวขึ้นแถมยื่นหน้าเข้ามาซะใกล้  โดยการกระทำทั้งหมดอยู่ในสายตาของคนทั้งหมด  ทำเอาคนอื่นๆในโต๊ะอึ้งไปตามๆกัน  ฟลอรีน่ากับแพนโธเรียนั้นถึงขั้นอ้าปากค้าง  แอนแดนเต้หลุดกรี๊ดเบาๆด้วยความอิจฉา  ส่วนเจมินกับแซมัวร์นั้นเริ่มสวดภาวนาให้ชายหนุ่มที่จู่โจมเพื่อนสาวของพวกเค้านั้นไปสู่ที่ชอบที่ชอบเรียบร้อยแล้ว  ส่วนเจ้าตัวที่โดนจับนั่นเหรอ  ตาก็เบิกโพลงด้วยความตกใจส่วนมือนั้นกำแน่นเตรียมประทุษร้ายคนตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว
                   
         " จะทำอะไรของเจ้าน่ะ  ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ "
                  
           หญิงสาวถามเสียงเย็น  พลางจ้องมองเข้าไปในดวงตาคมดุชวนหลงใหลของเรย์แบบไม่กะพริบชนิดที่สามารถทำให้ยามรักษาการหน้าประตูวังเสียวสยองได้เลยทีเดียว
                   
         " แววตาเจ้าดูคุ้นๆ  เหมือน..."
                   
           เท่านั้นแหละ  หญิงสาวก็ปล่อยหมัดเข้าเต็มอกของชายหนุ่มทันที  ส่งผลให้เขาปล่อยมือออกจากเธออย่างรวดเร็ว
                   
        " อย่ามาแตะต้องข้าแบบนี้อีกนะเจ้าคนฉวยโอกาส  "  
                   
          แล้วเธอก็วิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วโดยมีสหายที่เหลือและสุดท้ายตามมาด้วยองค์หญิง
                   
       " ข้าขอโทษแทนเจนีเซียด้วยนะ  นางไม่ค่อยชอบให้ชายหนุ่มมาแตะเนื้อต้องตัวแบบนี้น่ะ  ยังไงพวกข้าขอตัวก่อนนะ "  

         พูดจบองค์ซาร์โมเอลกับองค์ไซเรนเนียก็เดินออกจากห้องเสวยไป  คงเหลือแต่องค์ชายฝาแฝดสองคนเท่านั้น

         " องค์ชายเฟนิแอส  องค์ชายฟีนีซัส  ข้ามีเรื่องอยากจะขอถามท่านทั้งสองซักหน่อยจะได้มั้ยขอรับ "  ฟินไม่รอช้ารีบถามทันที

         " ได้ซิ  ถ้าพวกข้าสองคนรู้นะ "  องค์ชายเฟนิแอสตอบ

         " คือข้าไม่ทราบว่าในบรรดาราชองครักษ์ทั้งหกของพระขนิษฐาของท่าน  มีใครบ้างที่มีความสามารถในการสะเดาะกุญแจกับแปลงร่างบ้างมั้ย "

         " เรื่องสะเดาะกุญแจนี่รู้สึกจะเป็นกันทุกคนนะ  แล้วที่ว่าแปลงร่างนี่  เจ้าหมายถึงแบบไหนรึ "  

         " ชนิดที่เปลี่ยนเป็นสัตว์ได้ในชั่วพริบตาแล้วก็ไม่ต้องท่องมนตร์น่ะท่าน "  เรย์ตอบขึ้น  องค์ชายทั้งสองทำสีหน้าครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะยิ้มออกมา

         " งั้นก็มีอยู่คนเดียวล่ะท่าน  เจนีเซียไง  รายนั้นแปลงร่างเก่งที่หนึ่งของโรงเรียนเลยนะ  พวกข้ามีธุระ  คงต้องขอตัวก่อนนะท่าน  ว่าแต่พวกท่านถามเรื่องนี้ทำไมกันรึ "  องค์ชายฟีนีซัสถามขึ้นบ้าง

         " ไม่มีอะไรหรอกท่าน "  

           โคเอนว่าก่อนจะยิ้มให้  หากแม้องค์ชายทั้งสองจะสงสัยเพียงไร  ก็ได้แต่พยักหน้ารับรู้และจากไปแต่โดยดี  ก่อนที่ชายหนุ่มทั้งสี่จะเริ่มหันมาปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด                     
                           
                           
           ฝ่ายหนุ่มสาวทั้งเจ็ดเมื่อออกมาจากห้องเสวยได้ก็ตรงดิ่งไปที่ห้องลับทันที  โดยปากของเจนีเซียก็ยังคงกล่าวสรรเสริญเจริญพรเรย์ไม่หยุดไม่หย่อน  

         " เจ้าไม่น่ารีบเอ่ยขอตัวออกมาเลยนะแอนแดนเต้  ทำแบบนี้พวกนั้นจะสงสัยเราเปล่าๆ "  ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้น

         " แอนแดนเต้จะพูดหรือไม่พูด  พวกนั้นก็สงสัยพวกเราอยู่ดี  รีบๆทำงานให้จบๆแล้วทำลายหลักฐานดีกว่า "  

          เจนีเซียออกความเห็น  ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย  เจมินกับแซมัวร์ตรงไปยังเครื่องมือของตน  ขณะที่แพนโธเรียก็จัดการเอาหลอดแก้วทั้งสามออกมาจากที่ซ่อน  หากแต่.......

          พรึ่บ!!
          จู่ๆเครื่องก็เกิดดับขึ้นมากระทันหัน  ส่งผลให้เจมินรีบตรวจเครื่องเป็นการด่วน

        " พลังงานคงจะอ่อนเกิน  เราต้องหาแหล่งพลังงานเพิ่ม "  เจมินเอ่ยขึ้น

        " แล้วเจ้านี่มันใช้อะไรเป็นพลังงานล่ะ "  แอนแดนเต้ถามขึ้น

        " ใช้น้ำยาพลังชีวิต " 

          เจมินเอ่ยขึ้น  เมื่อได้ฟังดังนั้นจีน่าก็จัดการดึงย่ามผ้าออกมา  ก่อนจะหยิบขวดแก้วกลมสี่ห้าขวดใส่กระเป๋า   รวมทั้งมีดสั้นอีกอัน

        " มิเรียม  เจ้ารู้ใช่มั้ยว่าน้ำนี่ปรุงยังไง "  เจนีเซียหันไปถามซึ่งหญิงสาวก็พยักหน้า

        " เดี๋ยวข้าไปเก็บวัตถุดิบเอง  เจ้าเตรียมอุปกรณ์ที่นี่  ข้าเก็บอะไรได้แล้วจะส่งมาให้ "

        " ระวังตัวล่ะ "  

          มิเรียมเตือน  หญิงสาวยิ้มรับก่อนจะวิ่งออกจากห้องลับไปสู่สวนดอกไม้ด้านหลังราชวัง  โดยหารู้ไม่ว่าตอนนี้ห้าหนุ่มนั่นกำลังนั่งอยู่แถวนั้น                  
           

         " วีนีซัส  โบรเชอัน!! "    
                 
           หญิงสาวร่ายคาถาอย่างรวดเร็วเมื่อออกมาจากราชวังได้  ก่อนที่ร่างบางของหญิงสาวจะทะยานสู่ฟ้า  มุ่งตรงไปยังเรือนเพาะชำหลวงทันที  โดยไม่ได้สังเกตเลยว่ามีสายตาจากชายหนุ่มห้าคนมองตามไปอย่างสงสัย
                  
         " ข้าจะตามแม่สาวน้อยนั่นไปเอง  พวกเจ้ารออยู่ที่นี่แล้วกัน "  
                  
           เรย์พูดอย่างรีบร้อนก่อนจะออกวิ่งตามหญิงสาวไป  ไม่นานหมู่เรือนกระจกทรงกลมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่เป็นสิบเรือนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า  ชายหนุ่มสอดส่ายสายตาหาร่างของหญิงสาว  ก่อนจะไปสะดุดกับร่างๆหนึ่งที่ลอยอยู่เหนือต้นฟีนีล่าต้นมหึมาซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจน  ก่อนที่ชายหนุ่มจะแอบซ่อนตัวหลังพุ่มไม้ที่อยู่ไม่ห่างจากต้นไม้นั้นนัก
           
        ' น้ำค้างคืนพระจันทร์เต็มดวงจากปลายยอดฟีนีล่า  เก็บเจ้านี่ก่อนแล้วกัน '
                
          ว่าแล้วหญิงสาวก็หยิบเจ้าขวดแก้วทรงกลมน่ารักใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋า  ไปรองจ่อยังปลายใบบางรูปทรงคล้ายหัวใจเรียวยาวที่มีหยดน้ำเกาะพราว  ยังดีที่เธอมาทันก่อนที่เจ้าหยดน้ำประกายระยิบระยับราวหยาดเพชรนี้ให้อัตรธานหาย  เธอรองน้ำค้างพลางยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้เห็นสิ่งสวยงามนี้ยามเช้า  โดยที่เธอไม่มีทางรู้เลยว่าตอนนี้มีสายตาของชายหนุ่มผู้หนึ่งมองการกระทำของเธออยู่อย่างไม่วางตาพลางหัวใจกระตุกยามเห็นรอยยิ้มนั้น

          " แค่นี้คงพอแล้วนะ  ดิสซาอีนอส  โครมอเททัส!!

            สิ้นเสียงร่ายเวทย์  ขวดแก้วใบน้อยก็หายไปจากมือของหญิงสาว  ก่อนที่ร่างบางจะร่อนลงที่พื้น  ก่อนที่หญิงสาวจะเดินเข้าไปในเรือนเพาะชำพร้อมกับดึงมีดและขวดอีกใบออกมาด้วย  ส่วนชายหนุ่มนั้นได้แต่หลบซ่อนตรงพุ่มไม้สูงด้านหน้าโรงเรือนเท่านั้น  เนื่องจากถ้าเค้าตามเข้าไปหญิงสาวคงรู้ตัวเป็นแน่เพราะเสียงประตูทางเข้านั่นคงจะส่งเสียงไปทั่วทั้งโรงเรือน
                 
            ภายในโรงเรือนสีขาวทรงกลมที่กรุด้วยกระจกใสโดยรอบ  ภายในนั้นมีบรรยากาศน่าสบายด้วยเครื่องปรับอุณหภูมิ  ความชื้นและความดันให้เหมาะสมกับต้นไม้จากทั่วทุกมุมโลกที่ขึ้นอวดดอกสวยงามกันเต็มไปหมด  มีโต๊ะกับเก้าอี้เข้าชุดกันวางอยู่บนทางเดินก้อนกรวดสีขาวเพื่อไว้ใช้สำหรับนั่งพักผ่อนหย่อนใจ
                 
         " อ้าวหนูเจนีเซีย  มาทำอะไรที่นี่ล่ะ "  หญิงวัยกลางคนหน้าตาใจดีเอ่ยถาม
                 
         " มาขอดอกลูน่าทีซักดอกสองดอกน่ะค่ะ  พอจะมีมั้ยคะ "  หญิงสาวขออย่างสุภาพ  
                
           ว่าแล้วหญิงวัยกลางคนก็จัดการเดินนำหน้าหญิงสาวเข้าไปยังมุมหนึ่งของโรงเรือนที่มีกอดอกไม้ชนิดนี้ขึ้นอยู่   ใบสีเขียวกลมแบนที่ตอนนี้มีหยดน้ำเกาะพราวเนื่องจากเพิ่งจะถูกรดน้ำไป  และดอกสีเหลืองอ่อนขนาดกลางที่มีกลีบดอกบางเบาเป็นแฉกตรงปลายเรียงซ้อนกันอย่างน่ารัก
                 
        " จะเอาเท่าไหร่ก็เอาเถอะจ้ะ  งั้นป้าขอตัวก่อนนะ "
                 
           แล้วหญิงวัยกลางคนก็จัดการถือบัวรดน้ำสีเงินเดินห่างออกกไป  ปล่อยให้หญิงสาวใช้มีดค่อยๆตัดเจ้าดอกไม้งามนี้ออกมาตามสบาย  หญิงสาวสูดกลิ่นหอมชื่นใจของมันเข้าเต็มปอด  ในขณะที่มือนั้นก็สัมผัสกลีบของมันอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่าเจ้าดอกไม้น่ารักดอกนี้จะแตกสลายไปคามือ  หญิงสาวค่อยๆเด็ดกลีบดอกออกมาอย่างเบามือแบบไม่ให้มีกลีบใดขาดออกมาจนหมดดอก  ก่อนจะค่อยใส่กลีบดอกนั้นลงในขวดที่เตรียมไว้จนเต็มก่อนจะปิดจุกแล้วส่งมันไปยังห้องลับตามเดิม  ก่อนจะเดินไปยังแปลงถัดไปที่มีกอดอกไม้พุ่มเตี้ยที่ออกดอกสีชมพูดอกเล็กกลีบหนาเรียงซ้อนกันอย่างน่ารักขึ้นอยู่เต็มไปหมด  หญิงสาวค่อยๆนั่งยองๆแล้วจัดการตัดดอกที่ดูสมบูรณ์ที่สุดออกมาห้าดอก  โดยตัดเอาใบติดกิ่งออกมาด้วยอีกสามสี่ใบ   บรรจุลงในขวดแล้วปิดจุกแล้วร่ายเวทย์ส่งไปอีกใบ
                  
          ' ต่อไปก็เกสรดอกซินิอัสซินะ '
                  
            มือบางคว้าขวดใบสุดท้ายออกมา  ก่อนจะเดินไปยังมุมนึงของสวนที่มีไม้เลื้อยพันเกี่ยวไปมาตามหลักที่ปักไว้เป็นแนวยามตามแนวผนังโรงเรือน  เจ้าต้นไม้ต้นนี้ช่างแปลกนัก  ใบนั้นมีลักษณะคล้ายใบตำลึง  เพียงแต่เหมือนมีใครมาฉลุลายวิจิตรพิศดารไปทั้งใบ  ส่วนดอกนั้นก็มีลักษณะคล้ายดอกบัวบานแต่มีขนาดเล็กพอๆกับดอกคาร์เนชั่น  มีสีม่วงอมชมพูดูหวานจับใจ  แล้วหญิงสาวก็ค่อยๆเอื้อมมือไปตัดออกมาจากหลักสองดอกก่อนจะค่อยๆเอามีดขูดเกสรกลิ่นหอมหวานนั้นให้หลุดร่วงลงไปในขวดแล้วจัดการร่ายเวทย์เหมือนเดิม  เป็นอันเสร็จสิ้นขึ้นตอนการเก็บวัตถุดิบที่จะใช้  หญิงสาวค่อยๆเก็บซากของดอกลูน่าทีกับดอกซินิอัสไปยังพุ่มไม้ด้านหน้าโรงเรือน  โดยหารู้ไม่ว่ามีใครกำลังดักซุ่มอยู่  หญิงสาวค่อยๆเดินไปยังหลังพุ่มไม้นั้น  ก่อนจะนั่งย่องๆแล้วเอามือบอบบางเริ่มขุดดินเป็นร่องลึกก่อนจะนำซากดอกไม้วางลงไปในหลุมก่อนจะฝังกลบแล้วลุกขึ้นเตรียมเดินกลับไปยังปราสาท
                  
            ควับ!!  
            ร่างบางถูกกระชากกลับไปยังที่เดิมทันที  เป้ตกไปกองอยู่ที่พื้นแต่ก่อนที่หญิงสาวจะได้ทันทำอะไรโต้กลับมือลึกลับนั้น  ร่างของเธอก็ถูกตรึงกับต้นไม้ใหญ่ด้านหลังพุ่มไม้สูงนั่น  หมดสิทธิ์ที่ใครจะมองเห็น  ข้อมือบางถูกจับไพร่หลังโดยมีตัวของเธอเองกับมือแข็งแกร่งนั่นยึดมือทั้งสองเอาไว้ให้อยู่กับที่  ในขณะที่ขาก็ถูกเบียดกดติดกับต้นไม้ไปเรียบร้อย  หมดที่ว่างพอที่จะต่อสู้แม้ว่าเธอจะพยายามดิ้นรนขนาดไหนก็ตาม  ก่อนหญิงสาวจะเงยหน้าขึ้นสบตาสีน้ำตาลอ่อนคู่คมนั่น
                 
          " เจ้าจะทำอะไรน่ะเรย์  ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ "  
                 
            หญิงสาวพูดเสียงเขียวลอดไรฟันออกมาพร้อมๆกับส่งสายตาวาวๆมาให้   ว่าแล้วก็เริ่มดิ้นไปมา  ขณะที่ชายหนุ่มยังคงหัวเราะในลำคออย่างพอใจก่อนจะจัดการรัดวงแขนแน่นขึ้นพร้อมๆกับดันลำตัวเข้าชิดหญิงสาวมากขึ้นจนแผงอกแกร่งของเค้าเบียดชิดกับทรวงอกของหญิงสาว  ในขณะที่ตัวของหญิงสาวนั้นถูกแนบสนิทจนแทบจะกลายเป็นร่างเดียวกับเค้าไปแล้วโดยมีต้นไม้ใหญ่รองอยู่เบื้องหลัง  จากตอนแรกที่พอจะมีที่ให้ดิ้นได้แต่ตอนนี้กลับไม่สามารถจะขยับได้เลยด้วยซ้ำ  
                  
          " ดิ้นแรงอีกนิดซิ  ข้ากำลังสนุกเชียว "  
                  
            ชายหนุ่มกระซิบเสียงแผ่วเบาที่ข้างหูหญิงสาว  หากหญิงสาวเริ่มตระหนักได้ในทันทีว่าตัวเองอยู่ในท่าล่อแหลมเพียงใดจึงหยุดดิ้นตัวแข็งทื่อไปทันที  ส่วนใบหน้านั้นไม่ต้องพูดถึง  ป่านนี้คงแดงเป็นลูกมะเขือเทศไปเรียบร้อยแล้ว  หญิงสาวเบือนหน้าหลบหากชายหนุ่มกลับเอามือแข็งแรงที่ว่างอีกข้างนั้นจับให้หันกลับมาสบตากันได้ในที่สุด  ตอนนี้สายตาของหญิงสาวแข็งกร้าวขึ้นมาทันที
                  
         " อย่าให้ข้าหลุดไปได้นะ  เจ้าตายแน่  ไอ้คนฉวยโอกาส  ไร้มารยาท... "  
 
           หญิงสาวพูดพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน  หากก็ต้องหุบปากฉับแถมเม้มสนิททันใดเมื่อชายหนุ่มก้มลงมาจนจมูกเกือบจะแตะกัน  ตอนนี้แววตาของหญิงสาวหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด  ร่างกายเริ่มสั่นเล็กน้อย  ชายหนุ่มต้องใช้ความพยายามกลั้นยิ้มพึงใจในความไร้เดียงสาของหญิงสาวอย่างยากเย็น  
                  
         " พูดต่อซิ  เงียบทำไมล่ะ  กลัวรึไง "
                  
           ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงที่พยายามทำให้เครียดอย่างตั้งใจ  ส่วนหญิงสาวนั้นถึงแม้ว่าจะเกลียดคำนี้ยังไงแต่ก็ต้องสงบปากสงบคำไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง  แต่ในใจนั้นเริ่มตั้งสมาธิเรียบร้อยแล้ว
                  
         " ขอถามคำเดียว  เมื่อคืนนี้เป็นเจ้าใช่มั้ยที่บุกเข้ามา  อย่าตุกติกเชียว  ไม่งั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน "
                  
            ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงข่มขู่ที่ข้างหูขณะที่ลมหายใจอุ่นๆก็เป่าเข้าที่ขมับก่อนจะผ่านแก้มไปอย่างเบาๆ  

         " ว่าไงสาวน้อย " 

           ชายหนุ่มพูดเสียงทุ้มนุ่ม  ขณะที่ใบหน้าชายหนุ่มค่อยๆก้มลงหาซอกคอขาวของหญิงสาวที่ตอนนี้รู้สึกว่าการตั้งสมาธินั้นมันช่างยากเย็นซะเหลือเกิน.
                  
           " ดิสสิแดนส์! "
                   
              สิ้นคาถาร่ายเวทย์หายตัวที่ร่ายจบอย่างรวดเร็ว  ร่างของหญิงสาวก็อัตรธานหายไปจากเบื้องหน้าของชายหนุ่มทันทีก่อนจะไปโผล่ที่นอกพุ่มไม้  คว้าเป้ที่กองตกอยู่  หากเมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นชายหนุ่มวิ่งตามออกมาจะทันแล้ว  หญิงสาวเบียงตัวหลบมือแข็งแกร่งนั่นก่อนที่มันจะคว้าเข้าที่ต้นแขนของเธอได้อย่างทันท่วงทีส่งผลให้ชายหนุ่มเซไปเบื้องหน้าเล็กน้อย  ก่อนที่หญิงสาวจะกระโดดหลบออกมาให้พ้นจากรัศมีของมืออันตรายนั่น
                   
          " ข้าไม่เสียทีเจ้าง่ายๆหรอกน่า "
                   
            ว่าแล้วก็กระตุกยิ้มมุมปากอีกที  พร้อมกับสายตาท้าทาย  หากชายหนุ่มกลับพุ่งเข้าหาหญิงสาว  มือข้างหนึ่งคว้าเข้าที่ต้นแขนได้แล้ว  แต่...
                   
           " จบเกมแล้วเรย์  ดิสสิแดนส์! "
                  
              สิ้นคาถาร่ายเวทย์  หญิงสาวก็อัตรธานหายไปกับสายลมอุ่นและแสงแดดที่เริ่มแผดแสงแรงกล้าขึ้นทุกที  หลงเหลือไว้แต่เพียงกลิ่นหอมจางๆกับสัมผัสอุ่นๆที่มือของชายหนุ่มเท่านั้น  หากรอยยิ้มกับแววตานั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มแน่ใจมากยิ่งขึ้น
                  
              ใช่แล้ว...เธอคือคนที่บุกรุกเข้าไปเมื่อคืนนี้อย่างแน่นอน  ชายหนุ่มยิ้มอย่างพึงใจ
                   
           " มันยังไม่จบง่ายๆหรอกเจนีเซีย  แล้วเราจะได้เห็นกัน  ยังไงเจ้าก็ต้องตอบข้าว่าเหตุใดถึงบุกเข้าห้องพวกข้าในยามวิกาลเช่นนั้น "
                  
              ว่าแล้วชายหนุ่มก็หายตัวกลับมายังสวนด้านหลังที่ซึ่งสหายคนอื่นๆรออยู่แล้ว 


              ฝ่ายหญิงสาวนั้นเมื่อหายตัวมาก็พบว่ามิเรียมนั้นปรุงน้ำยาเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ในขณะที่เจมินก็รับน้ำยาสีฟ้าใสนั่นไปเทลงถังพลังงานทันที  แล้วหญิงสาวก็นั่งเงียบอย่างเดียวไม่พูดไม่จาใดๆเลย
                
           " โห...เจอจู่โจมระยะประชิดนิดนึงก็เครียดขนาดนี้เลยเหรอ  เจ้านี่ไร้เดียงสาน่ารักดีจริง "  
                
              มิเรียมเริ่มส่งเสียงแซว  แล้วหญิงสาวก็เริ่มคิดได้  เมื่อเหลือบไปเห็นเจ้าลูกแก้วทรงกลมใบโตที่เมื่อคืนพวกเธอใช้ปฏิบัติการลับกันวางอยู่บนโต๊ะมุมหนึ่งของห้อง
                 
            " นี่พวกเจ้าแอบดูข้าอยู่นานสองนานแต่ไม่คิดจะช่วยข้าเลยเนี่ยนะ "  
                 
              เจนีเซียตะโกนเสียงดังลั่นห้องอย่างโมโห  พลางหน้าแดงเมื่อคิดถึงภาพที่ตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์คับขันนั่น
                 
            " แหม...กำลังจะช่วยแล้วแต่เจ้าดันหายตัวออกมาก่อนน่ะซิ  เอาน่า  น่าอิจฉาออกได้เล่นฉากเลิฟซีนแบบนั้นน่ะ "  
                 
              แอนแดนเต้พพูดพลางทำสีหน้าเคลิ้มฝัน  จนเจนีเซียหมั่นไส้ประเคนมะเหงกงามๆให้หนึ่งลูก
                
           " น่าอิจฉาบ้านเจ้าซิ  คราวหน้าก็ไปเล่นเองเลยไป  ข้าจะได้ไปงานมงคลเร็วๆ  เชอะ!  งานนี้จ่ายไม่คุ้มล่ะน่าดู "
                 
             ว่าแล้วก็สะบัดหน้าพรืดอย่างงอนๆ  จนมิเรียมต้องเข้ามาปลอบโดยเอาไอศครีมกกับขนมร้าน Madam  Finne  มาล่อจนหญิงสาวหายงอนในที่สุด 
                 
           " ขอแสดงความยินดีด้วยนะองค์หญิง  องค์ชายโยฮันต์เป็นบุคคลที่ท่านต้องการพอดิบพอดีเลย " 

             แซมัวร์เอ่ยขึ้นก่อนจะส่งกระดาษสีขาวที่ออกมาจากเครื่อนั่นให้กับหญิงสาว  ที่รับมาอ่านแล้วก็หน้าบานขึ้นมาทันที                   
           
            " ยินดีด้วยนะมิเรียม  เฮ้อ.......ในที่สุดก็จบซะที "  
       
             เจนีเซียกล่าวอย่างอ่อนแรงพลางลากตัวเองมานั่งล้อมวงกับคนอื่นๆที่โต๊ะไม้ตรงกลางห้อง
                
           " ขอบใจพวกเจ้ามากนะ  พวกเจ้าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของข้าจริง "
                
             มิเรียมเอ่ยอย่างซึ้งใจโดยได้รับรอยยิ้มสดใสจริงใจตอบกลับมาจากทุกคน  แม้ว่าจะเหนื่อยซักแค่ไหนแต่เพื่อสหายคนสำคัญคนนี้  พวกเธอและเค้ายอมทำให้ทั้งนั้น  ไม่ว่าจะต้องบุกน้ำลุยไฟยากลำบากซักแค่ไหนก็ตาม
                  
           " เล็กน้อยน่า  อย่าลืมค่าจ้างล่ะ "  เจนีเซียถามขึ้นด้วยเสียงเหนื่อยอ่อน  มิเรียมพยักหน้าก่อนจะหัวเราะ
                 
           " เจ้านี่มันจริงๆเลยน้า "  

            หญิงสาวว่าก่อนจะยกมือขึ้นยีผมเจนีเซียไปมาอย่างหมั่นเขี้ยว  ทำให้คนอื่นๆหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
                
          ' ก็หวังว่าองค์ชายจะใจตรงกับเจ้านะมิเรียม '  เจนีเซียคิดพร้อมกับเริ่มกังวลน้อยๆ

         ' ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ข้าก็จะช่วยเจ้าให้ถึงที่สุดล่ะ '  หนุ่มสาวทั้งหกคิด  

         ' ขอให้งานนี้ประสบความสำเร็จทีเถิดเจ้าประคู้ณ... '                  
                       

67 ความคิดเห็น