มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 33 : ทวาราสู่ราตรีอันมืดมน ( จบแล้วค่ะ )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 ม.ค. 53

       " นี่น่ะเหรอหาดคาโบ " 

         แอนแดนเต้เอ่ยขึ้นเมื่อเท้าทั้งสองข้างสัมผัสกับพื้นทรายละเอียดสีทอง  ที่ด้านหลังของพวกเขาคือแนวป่าและแนวต้นไม้สูงบ้างเตี้ยบ้างที่ให้ร่มเงา  เบื้องหน้าคือน้ำทะเลสีฟ้าเขียวระยิบระยับราวกับมรกต  เบื้องบนคือผืนฟ้ากว้างสีครามกับปุยเมฆสีขาวที่ลอยตามแรงลมฤดูร้อนที่พัดผ่าน  ด้านซ้ายคือหาดทรายยาสุดลูกหูลูกตา  ในขณะที่ด้านขวาห่างไปไม่กี่สิบเมตรคือผาหินสูงสีดำทะมึนซึ่งมีแนวต้นไม้ขึ้นหน้าแน่นที่ด้านบนผานั้น  ส่วนด้านล่างของผาก็เป็นน้ำทะเลที่มีแนวโขดหินสูงพอให้เดินข้ามไปยังหาดทรายอีกฟากที่อยู่หลังผาหินแห่งนี้ได้

        " สี่โมงเย็นแล้ว  กว่าจะฟ้ามืดก็คงประมาณห้าโมงกว่า  พวกเรารีบทานอาหารเย็นกันก่อนแล้วกันนะ " 

          ว่าแล้วเจนีเซียก็หยิบห่อข้าวที่ขอมาจากโรงเตี๊ยมที่เมื่อคืนเพิ่งแวะพักมาแจกให้ทุกคน  ก่อนที่ทั้งหมดจะพากันนั่งบนพื้นทรายละเอียดเพื่อซึมซับความสวยงามของชายทะเลแห่งนี้ไปด้วย  ในขณะที่เจนีเซียนั้นก็ต้อนพวกเฮวีออนให้ไปหาหญ้าและน้ำในป่าที่อยู่ด้านหลังและไม่ลืมกำชับให้พวกมันรีบกลับมาภายในสี่สิบห้านาที  ก่อนที่ตัวเองจะปีนขึ้นไปนั่งบนกิ่งแข็งแรงของต้นไม้ริมทะเลต้นหนึ่งที่ยื่นกิ่งของมันออกไปยังทะเล  หญิงสาวนั่งห้อยขาลงน้ำทะเลอุ่นๆพร้อมกับทานข้าวไปอย่างสบายอารมณ์

       " เจนีเซียขี้โกงเป็นบ้า  หาที่นั่งดูวิวสวยๆได้อีกแล้ว "  ว่าแล้วแอนแดนเต้ก็เดินไปยังต้นไม้ต้นนั้นที่เจนีเซียนั่งอยู่อย่างรวดเร็ว

       " ว่าแต่  เจ้าดอกไม้ไข่มุกรัตติกาลนี่จะขึ้นอยู่ที่ไหนได้บ้างล่ะ "  ฟลอรีน่าหันไปถามฟินที่นั่งอยู่ข้างๆ

       " ดอกอาซาเรียน่ะชอบที่ชื้นและมืด  กลีบและเกสรของดอกอาซาเรียเรืิองแสง สามารถเอามาทำสีเรืองแสงในความมืดได้  ส่วนรากกับลำต้นก็สามารถเอาไปทำเป็นยารักษาดวงตาฝ้าฟางได้เหมือนกัน " 

         เฟเรียวอธิบายก่อนจะลุกขึ้นปัดทรายออกจากเสื้อผ้าและนำใบไม้ที่ห่อข้าวที่เพิ่งทานเสร็จไปเผาด้วยเปลวไฟที่ชายหนุ่มเสกออกมา

       " นี่ๆ  ใครสนใจเล่นน้ำบ้าง "  

        แอนแดนเต้วิ่งเข้ามาหาคนอื่นๆด้วยท่าทีรื่นเริง  ในขณะที่เจนีเซียนั้นเดินตัวเปียกเข้ามาแถมสีหน้ายังหยิกเป็นจวัก  ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแอนแดนเต้นั้นผลักเจนีเซียตกน้ำทะเลเป็นแน่  ก่อนที่คนตัวเปียกจะจัดการเขกหัวคนร่าเริงเกินเหตุนั้นดังโป๊ก  ส่งผลให้แอนแดนเต้รีบวิ่งไปหลบหลังฟลอรีน่าทันทีเมื่อเห็นท่าว่าจะมีอีกโป๊กตามมาในไม่ช้า

       " ตั้งใจหน่อยได้มั้ยยัยเบ๊อะ  เดี๋ยวเจ้าได้เล่นน้ำสมใจแน่ตอนไปหาอาวุธของเฟเรียวน่ะ  บ้าจริง " 

         หญิงสาวบ่นก่อนจะเดินไปหาเฮวีออนที่เพิ่งเดินออกมาจากป่า  ในขณะที่แอนแดนเต้นั้นหัวเราะเบาๆอยู่ด้านหลังฟลอรีน่า 

        " ขำนักเดี๋ยวก็จับโยนทะเลซะหรอก " 

          หญิงสาวพูดเสียงเหี้ยมโดยไม่หันหลังกลับไปมองอีกเจ็ดคนที่ยืนหัวเราะกันอยู่ตรงนั้น  ก่อนที่เธอจะหยิบเสื้อผ้าจากสัมภาระข้างตัวเฮวีออนเข้าไปในป่า  โดยมีเรย์วิ่งตามไปติดๆ

        " เจ้าจะตามข้ามาทำไมเนี่ย " 

          หญิงสาวหันไปถามเสียงเขียว  ในขณะที่ชายหนุ่มนั้นทำตาปริบๆด้วยความไม่เข้าใจที่โดนหญิงสาวแหวใส่

        " คือพวกนั้นบอกให้ข้าตามมา  ใกล้มืดแล้วเข้าป่าคนเดียวมันอันตราย "  ชายหนุ่มว่าเสียงอ่อยส่งผลให้หญิงสาวเริ่มอารมณ์เย็นขึ้น

        " ขอโทษทีนะ  ข้าไม่ชอบน้ำทะเลน่ะก็เลยหงุดหงิดนิดหน่อย  ตรงนั้นมีบ่อน้ำข้าว่าจะไปล้างน้ำทะเลหน่อย  เจ้ารออยู่ที่นี่ได้มั้ย " 

          หญิงสาวว่า  เมื่อชายหนุ่มรับคำหญิงสาวก็เดินฝ่าดงพุ่มไม้เข้าไปยังบ่อน้ำที่เห็นใกล้ๆนั้นทันทีโดยไม่ลืมขู่ชายหนุ่มว่าห้ามแอบมองเด็ดขาด  ผ่านไปไม่นานหญิงสาวก็กลับมาในชุดกางเกงสามส่วนสีดำกับเสื้อแขนกุดสีฟ้าน้ำทะเล  ส่วนผมนั้นก็ยังเปียกหมาดด้วยหญิงสาวต้องล้างผมสีแดงที่ติดกับหนึบเป็นสาหร่ายเพราะน้ำทะเล

        " กี่โมงแล้วน่ะเรย์ "  หญิงสาวหันมาถามชายหนุ่ม

        " สี่โมงกว่าแล้วล่ะ "  ชายหนุ่มหลังจากยกข้อมือขึ้นดูเวลาเรียบร้อยแล้ว

        " รีบไปกันเถอะ  เดี๋ยวจะเสียเวลาเปล่าๆ "  ว่าแล้วสองหนุ่มสาวก็เดินไปสมทบกับคนอื่นๆที่ยืนรออยู่ที่เดิมเรียบร้อยแล้ว

        " เราต้องรีบหาถ้ำแล้วล่ะ  ไม่งั้นถ้ารอหมดแสงตะวันคงต้องรอหาอีกทีพรุ่งนี้ "  
        
         เจนีเซียเอ่ยขึ้นก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นนั่งบนหลังเฮวีออนในขณะที่คนอื่นก็ทำตามและเริ่มทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าที่ตอนนี้เริ่มเข้าสู่เวลาโพล้เพล้เต็มที หากไม่ว่าพวกเธอจะควบคุมพีกาซัสทั้งหลายบินลัดเลาะตามเชิงผายังไง  ก็ไม่พบถ้ำที่น่าจะเป็นสถานที่เก็บรักษาอาวุธศักดิ์สิทธิ์ได้เลย
 
        " บ้าเอ๊ย!! อยู่ที่ไหนนะ " เฟเรียวออกอาการหงุดหงิดเป็นคนแรกเมื่อพวกเธอบินหาถ้ำอยู่นานเกือบชั่วโมงเข้าไปแล้ว
        
        " แล้วนี่แอนแดนเต้ไปไหนน่ะ " มิเรียมเอ่ยถามฝ่าเสียงคลื่นที่ซัดสาดเข้าฝั่งสีขาวที่ตอนนี้เริ่มมืดลงเรื่อยๆ ตามราตรีกาลที่เริ่มโรยตัวเข้ามาใกล้ทุกที
        
        " ยัยนั่นบินอยู่หลังสุดนี่นา  ไปไหนแล้วล่ะ  ใครเห็นเป็นคนสุดท้าย " 
        
        เจนีเซียถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แสดงความหวั่นวิตกเป็นอย่างยิ่ง  การตามหาคนในเวลามืดค่ำในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยนั้นไม่สนุกซักนิด  และเมื่อนึกถึงว่าตอนนี้อาจจะพวกศัตรูจับตาดูหรือตามมาขัดขวางภารกิจของพวกเธอด้วยแล้ว  การที่คนๆหนึ่งจะหายออกจากกลุ่มไปคนเดียวแบบนี้ยิ่งไม่น่าไว้วางใจอย่างยิ่ง
       
        " เฟเรียว  ลองติดต่อแอนแดนเต้ผ่านไมโครโฟนซิ " ฟินหันมาบอกเฟเรียวขณะที่ตัวเองกดปุ่มที่นาฬิกาข้อมือเพื่อหาสัญญาณที่ส่งมาจากกำไลข้อมือของหญิงสาว

        " แอนแดนเต้!!  แอนแดนเต้!!  ได้ยินมั้ย  ตอบข้าหน่อยซิ  แอนแดนเต้!!  บ้าเอ๊ย!!  ติดต่อไม่ได้เลย " เฟเรียวพูดด้วยน้ำเสียงที่ออกอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด 

        " สัญญาณก็ไม่มี  เอายังไงดีล่ะ "

        ฟลอรีน่าที่ชะโงกตัวมองสัญญาณจากหน้าปัดนาฬิกาของฟินก็หันมาพูดกับเจนีเซียที่นิ่งเงียบอยู่  เช่นเดียวกับเรย์และฟินที่กำลังระดมหัวสมองคิดกัน

        " เป็นไปได้มั้ยว่าถ้ำนั่นอาจจะอยู่ใต้น้ำ " เจนีเซียเอ่ยขึ้นเบาๆ ส่งผลให้ทุกคนหันมามองเธอ

        " แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นดอกอาซาเรียจะไปขึ้นยังไงล่ะ " ฟลอรีน่าค้าน  ด้วยไม่นึกว่าจะมีต้นไม้หรือดอกไม้บนบกประเภทใดที่จะสามารถเจริญเติบโตในน้ำได้

        " ที่เจนีเซียพูดมาก็พอเป็นไปได้  ถ้าทางเข้านั้นอยู่ใต้น้ำแล้วไปโผล่ที่ถ้ำซึ่งอยู่ภายในผาหินนี่ " เรย์ออกความเห็น

        " งั้นเราคงต้องเริ่มหาทางเข้าถ้ำนั่น " เจนีเซียสรุป

        " แล้วแอนแดนเต้ล่ะ "

        " ไม่ต้องห่วงหรอกฟลอรีน่า  ข้ายังรู้สึกถึงกระแสจิตปกติของสกายกับแอนแดนเต้ได้จางๆ  พวกนั้นไม่เป็นอะไรแล้วก็คงอยู่ไม่ไกลจากเราแต่อาจจะมีเวทย์อะไรบางอย่างกรองกระแสจิตไว้ " เรย์ตอบ ทำให้ฟลอรีน่าพอจะคลายกังวลไปได้บ้าง

        " และมีแค่สองอย่างเท่านั้นที่สามารถสะกัดกั้นกระแสจิตได้  นั่นคือเวทมนต์ของเทพไม่ก็ของปีศาจเท่านั้น " ฟินเสริมเรย์

        " แล้วถ้าเรย์บอกว่ากระแสจิตที่จับได้เป็นกระแสจิตปกติ  ก็หมายความว่าทั้งสองไม่ได้รับอันตราย  เพราะถ้าเป็นพวกปีศาจล่ะก็มันคงไม่ปล่อยแอนดันเต้ไว้เพื่อล่อพวกเราให้เสียเวลา  ถ้ามันคิดจะจัดการกับเราจริงๆ ล่ะก็ " เจนีเซียเอ่ยขึ้น

        " งั้นพวกเราก็รีบออกตามหาทางเข้านั่นกันเถอะ  ถึงจะอยู่ในสถานศักดิสิทธิ์  แต่ยังไงก็ไม่น่าไว้ใจอยู่ดี " เฟเรียวเร่ง

        " ตามหาในป่าตอนนี้คงเสียเวลา  ใกล้มืดแล้วในป่าอันตรายเกินไปแถมกว่าพวกเราจะบังคับพวกเฮวีออนให้บินรอบป่าหาทางเข้าซึ่งอาจจะเป็นแค่โพรงเล็กแค่ตัวคนๆเดียวลอดเข้าไปได้ก็ยิ่งไม่สะดวกใหญ่  ข้าเสนอให้หาทางเข้าใต้น้ำแทน " 

        " ยังไงล่ะเจนีเซีย  ถึงจะหาในน้ำง่ายกว่า  แต่พวกเราเป็นมนุษย์  หายใจในน้ำได้ไม่นานหรอกนะ " 

        " ก็แปลงร่างไงล่ะฟิน  เจ้าอย่าลืมซิว่าเจนีเซียน่ะมีความสามารถในการแปลงร่างได้  มิเรียมก็เหมือนกัน  ถ้าทั้งสองคนช่วยกันล่ะก็ต้องสำเร็จแน่นอน " ฟลอรีน่าให้คำตอบ

        " งั้นก็เริ่มเลยแล้วกัน  ถ้าไม่รีบจะยิ่งมืดไปมากกว่านี้ " 

        สิ้นคำของมิเรียม  พีกาซัสทั้งเจ็ดก็ร่อนลงมายืนอยู่บนชะง่อนผาสีดำที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่มากนัก  ก่อนที่เจนีเซียและมิเรียมจะค่อยๆ ปีนลงจากชะง่อนผาและเดินลัดเลาะไปตามโขดหินสีดำที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำทะเลที่มองลงไปเห็นแต่เพียงความมืดมิดเท่านั้น  

         " ลึกพอดู  ท่านรออยู่ตรงนี้แล้วกันนะองค์หญิง  มันอันตราย " เจนีเซียเอ่ยขึ้นก่อนจะถอดอาวุธออกจากตัววางลงบนโขดหินที่เธอยืนอยู่

         " แล้วเจ้าล่ะ "

         " ก็จะลงไปหาทางเข้านั่นไง" 

          ไม่รอให้ใครได้พูดอะไรมากไปกว่านี้  เจนีเซียก็กระโดดลงน้ำทะเลสีดำไป  ปล่อยให้หญิงสาวอีกคนได้แต่มองตามร่างบางที่ค่อยๆ จมหายไปในความมืดเรื่อยๆ 

          " เจนีเซียล่ะองค์หญิง " เรย์ที่เดินตามมาถามเมื่อเห็นแต่มิเรียมยืนอยู่เพียงผู้เดียว 

          " ลงไปข้างล่างแล้วล่ะ  เค้าไม่ยอมให้ข้าลงไปด้วย  คงจะยังโกรธข้าไม่หาย " หญิงสาวพูดเสียงเบาพร้อมกับที่น้ำตาใสๆ เริ่มเออมาคลอเบ้า
      
          " ไม่หรอกมิเรียม  พวกเราคบกับเจนีเซียมาสิบกว่าปี  เจนีเซียไม่ใช่คนไร้เหตุผลขนาดจะโกรธเจ้าด้วยเรื่องแบบนั้นหรอกนะ " ฟลอรีน่าปลอบ  หากมิเรียมกลับส่ายหน้าที่ยังคงก้มมองเท้าตัวเอง

          " แต่ตลอดสิบปี  ข้าไม่เคยพูดจาต่อว่าเจนีเซียแบบนั้นเลยนะ  เค้าต้องโกรธข้าอยู่แน่ๆ เลย " ว่าแล้วมิเรียมก็โถมเข้ากอดฟลอรีน่าที่เกือบจะเสียการทรงตัวล้มลงไปกองกับพื้น  หากไม่ได้ฟินดันหลังเอาไว้ให้เสียก่อน

          " เจ้าก็ขอโทษเธอซิ  เจ้าก็รู้นี่ถ้าใครที่ทำผิดกับเธอแค่บอกว่าขอโทษดีๆ เรื่องก็จบ  ยิ่งกับพวกเราด้วยแล้ว  เจนีเซียไม่โกรธนานหรอก " มิเรียมพยักหน้ารับคำ ก่อนจะยกมือขึ้นปาดน้ำใสๆ ออกจากดวงตา

          เวลาผ่านไปเรื่อยๆ พร้อมกับการรอคอยที่ดูเหมือนจะทรมานจิตใจของผู้รอมากขึ้นทุกขณะ นี่สิบกว่านาทีผ่านไปแล้วหากยังไม่มีวี่แววว่าเจนีเซียจะโผล่ขึ้นมาจากน้ำเลยซักนิด หากก่อนที่ใครจะทันได้ตัดสินใจกระโดดน้ำลงไปตามหา หญิงสาวก็โผล่พรวดขึ้นมานั่งบนโขดหินเสียก่อน

          " ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง ปากทางเข้าอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่นักจะไปกันเลยมั้ย แต่คงต้องขอซักสองคนอยู่เฝ้าพวกเฮวีออนที่นี่"

          " งั้นข้าอยู่เอง "

           ฟลอรีน่าเสนอตััว ส่งผลให้อีกคนที่อยู่บนบกกลายเป็นฟินไป เพราะไม่อยากปล่อยให้คนรักอยู่คนเดียวตามลำพังในขณะที่อาจจะมีอันตรายอะไรย่างกรายเข้ามาได้ทุกเวลาอย่างนี้
           
          "เอ้านี่" เจนีเซียเอ่ยพร้อมกับยื่นใบไม้ยาวๆ หากแต่เป็นเมือกๆ ลื่นๆ มาให้ทุกคนที่ได้แต่มองด้วยสายตาขยะแขยง
          
          "นั่นไม้น้ำเคลป์ มีฤทธิ์ทำให้หายใจในน้ำได้จนกว่าเจ้าจะผุดขึ้นจากน้ำ รสชาติอาจจะฝาดไปซักหน่อยแต่เชื่อเถอะว่าได้ผลดีกว่าและสะดวกกว่าเวทย์ฟองอากาศหรือเครื่องช่วยหายใจแน่นอน" 

          แล้วแต่ละคนต่างก็เดินมาหยิบใบไม้ชวนแหยะไปคนละใบ โดยที่เจนีเซียนั้นใช้เวลากล่อมทุกคนอยู่นานพอควรกว่าแต่ละคนจะยอมกลืนใบไม้นั้นเข้าปากไป แล้วทันทีที่ทั้งหมดกลืนใบไม้นั้นเข้าปากไปแล้ว เจนีเซียก็รีบผลักทุกคนลงน้ำอย่างรวดเร็ว ด้วยเพราะเมื่อฤทธิ์ของไม้น้ำทำงาน พวกเขาจะไม่สามารถหายใจบนบกได้อีก ก่อนที่หญิงสาวจะกระโดดลงน้ำตามไปเป็นคนสุดท้ายพร้อมมิเรียม โดยที่ทั้งคู่นั้นกลายร่างเป็นโลมาเผือกเรียบร้อย

           "ทางนี้" โลมาเผือกดวงตาสีน้ำตาลทองเอ่ยก่อนจะโบกครีบหางนำหน้าไปสู่ก้นทะเลอันมืดมิด โดยหารู้ไม่เลยว่ามีใครบางคนกำลังจับตามองพวกเธออยู่

          

67 ความคิดเห็น