มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 32 : ไขข้อข้องใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    22 ต.ค. 49

       " เจ้าไปอาบน้ำก่อนเถอะเจนีเซีย  เดี๋ยวออกไปข้างนอกซักพักแล้วจะกลับมา " 

        โยฮันต์เอ่ยขึ้นก่อนจะเดินออกนอกห้องไป  ทิ้งให้หญิงสาวอยู่เพียงลำพังในห้องนั้น  ก่อนที่เธอจะดึงเสื้อผ้าและผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำเล็กๆนั้นไปเพื่อจัดการกับตัวเองให้เรียบร้อย  ผ่านไปสิบห้านาทีร่างบางก็เดินออกมาในชุดเสื้อแขนสั้นสีเข้มตัวใหญ่และกางเกงขายาวเรียบร้อย  ก่อนหญิงสาวจะล้มตัวลงนอนบนเตียงที่อยู่ใกล้ประตูที่สุด

        เที่ยงคืน  ประตูไม้หน้าห้องค่อยๆเปิดออกพร้อมกับร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาในความมืด  ก่อนที่เค้าจะหยิบข้าวของของตัวเองเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างเงียบกริบ  เสียงน้ำไหลดังขึ้นเกือบสิบกว่านาที  ร่างสูงกำยำที่ผมเผ้าเปียกโชกก็เดินออกมาจากห้องน้ำและนั่งลงบนเตียงที่ยังว่างอยู่  ร่างสูงมองหญิงสาวที่นอนหันหลังให้ก่อนจะเช็ดผมตัวเองต่อไป

       " เช็ดผมให้แห้งก่อนนอนล่ะ  ไม่งั้นไม่สบายข้าไม่รู้ด้วยนะองค์ชาย " 

         เสียงนุ่มๆเอ่ยขึ้นในความมืดส่งผลให้ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองร่างบางที่ยังคงมองอยู่อย่างตกใจ  ก่อนที่ร่างบางจะยกตัวขึ้นนั่งชันเข่าบนเตียง  โดยมีเพียงแสงจันทร์จากภายนอกสาดส่องเข้ามาภายในห้อง  เผยให้เห็นเพียงเสี้ยวหน้าหนึ่งของหญิงสาวเท่านั้น

        " เจ้ายังไม่นอนรึ "  ชายหนุ่มถามทั้งที่มือยังคงเช็ดผมต่อไป

        " รอที่จะคุยกับท่านอยู่ค่ะ "  หญิงสาวว่า

        " มีอะไรรึเจนีเซีย " 

          ชายหนุ่มว่าก่อนจะวางผ้าเช็ดผมลงที่ปลายเตียงก่อนจะสอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มของเตียงตัวเองเช่นกัน  ขณะที่ใบหน้านั้นยังคงจับจ้องที่ใบหน้าของหญิงสาวร่วมห้อง

        " เรื่องเกี่ยวกับองค์หญิง "  เจนีเซียเอ่ยเปิดประเด็นอย่างรวดเร็ว  หากชายหนุ่มกลับถดตัวลงนอนบนเตียง

       " นอนคุยได้มั้ย  เพื่อเจ้าง่วงจะได้หลับไปเลยไง "  ชายหนุ่มว่าด้วยสายตาอ่อนโยน  ส่งผลให้หญิงสาวยอมนอนลงเช่นกัน

       " ข้าขอบอกท่านตามตรงองค์ชาย  องค์หญิงจริงจังกับเรื่องการแต่งงานครั้งนี้มาก  หัวใจขององค์หญิงเป็นของท่านตั้งแต่วันแรกที่ท่านทั้งสองได้พบกัน  และก็เริ่มจะเทไปมากขึ้นเรื่อยๆอยู่ทุกวันๆจนตอนนี้ข้าเชื่อว่าหัวใจทั้งดวงขององค์หญิงเป็นของท่านแล้ว  แต่ที่ข้าไม่รู้องค์ชาย  คือหัวใจของท่าน "

       " ข้านึกอยู่แล้วว่าเจ้าต้องถามข้าซักวัน  แต่ไม่คิดว่าจะเป็นวันนี้ที่ข้าหนีเจ้าไม่พ้น "  ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น

       " เจ้าคิดว่าที่ข้าหมั้นกับองค์หญิงเพราะอะไรล่ะ " 

       " เพราะเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ของท่านกับองค์ซาร์โมเอลและองค์ไซเรนเนียไงล่ะ "

       " แล้วเจ้ารู้มั้ยว่าเมื่อไหร่ที่พวกท่านให้สัญญากัน "  ชายหนุ่มย้อนถามอีกครั้ง

       " ข้าไม่รู้  องค์หญิงบอกแต่ว่าตั้งนานแล้ว " 

       " ถ้าข้าบอกว่าเป็นตอนที่องค์หญิงอายุห้าขวบล่ะ  เจ้าจะเชื่อข้ามั้ย "  ชายหนุ่มถามขึ้นก่อนจะหันมามองหญิงสาวที่ยังคงแหงนหน้ามองเพดานอยู่เหมือนเดิม

       " ก็คงต้องขึ้นอยู่กับว่าหลักฐานที่ท่านมีให้ข้าน่ะมันน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด "  หญิงสาวตอบก่อนจะหันมายิ้มมุมปากให้ชายหนุ่ม

       " วันที่องค์หญิงประสูติ  ข้าในวัยห้าขวบมางานเลี้ยงฉลองที่ราชวังโครนอส  วันนั้นพวกนักบวชแห่งราชสำนักบอกกับองค์ซาร์โมเอลและองค์ไซเรนเนียว่าข้ากับองค์หญิงนั้นเป็นเนื้อคู่กันตามลิขิตแห่งสวรรค์  เรื่องนี้เจ้าไปถามนักบวชเหล่านั้นได้  เพราะเรื่องที่พวกเค้าทูลองค์ซาร์โมเอลทุกเรื่องจะได้รับการจารึกไว้เป็นหลักฐานบนแผ่นหนังสีขาวเก็บไว้ที่ห้องลับในวิหารแห่งไทแซนดรัส  ข้ามั่นใจ "  ชายหนุ่มเล่าโดยที่ได้รับเสียงยอมรับของหญิงสาว

       " ตอนนั้นข้าซึ่งอายุได้ห้าขวบยังไม่รู้เรื่องอะไรก็จริง  แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนข้ามีอายุได้สิบปี  ข้าก็เริ่มเข้าใจความหมายนั้น  และพยายามปฏิเสธ  หากเมื่อวันที่ราชวงศ์ข้าต้องเดินทางไปร่วมงานฉลองวันคล้ายวันประสูติขององค์หญิงปีที่ห้าข้าก็เปลี่ยนใจ "  ชายหนุ่มพูดก่อนจะหยุดเพียงแค่นั้นให้หญิงสาวหันมาถาม

       " แล้วเป็นยังไงต่อรึองค์ชาย "

       " วันนั้นก่อนงานฉลองจะเริ่มขึ้น  ข้าหนีออกไปยังสวนด้านหลังราชวังด้วยไม่อยากเข้าพิธีประกาศการหมั้นหมายที่จะมีหลังจากงานฉลองวันนั้น  แล้วก็พบกับองค์หญิงที่วิ่งเล่นอยู่ที่นั่นพอดี  ที่ข้าเห็นก็คือสาวน้อยห้าขวบหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูราวกับนางฟ้าน้อยๆ  ข้าจึงเดินเข้าไปเล่นกับองค์หญิง  แล้วตอนนั้นเองที่ข้ารู้ว่าไม่อาจฝืนลิขิตสวรรค์ได้  องค์หญิงช่างเป็นคนดี  ไร้เดียงสา  และน่ารักน่าทะนุถนอมมาก  แม้จะยังเด็ก  แต่องค์หญิงก็มีความคิดเป็นนักปกครองเต็มตัว  มากกว่าข้าด้วยซ้ำในตอนนั้น  ข้าเลยคิดว่ายังไงซะข้าก็อยากปกป้ององค์หญิงตัวน้อยองค์นี้ตลอดไป " 

        ชายหนุ่มเอ่ยด้วยใบหน้าเคลิ้มฝันยามนึกถึงอดีตเมื่อยังทรงพระเยาว์และได้พบกับองค์หญิงเป็นครั้งแรก  ในขณะที่เจนีเซียนั้นมองด้วยสายตาพินิจพิจารณา

      " แล้วตอนนี้ล่ะองค์ชาย  ตอนนี้ท่านยังรู้สึกเหมือนเดิมกับเมื่อสิบแปดปีก่อนหรือไม่ " 

        หญิงสาวเอ่ยถามอีกครั้งโดยไม่ละสายตาไปจากชายหนุ่ม  ในขณะที่ชายหนุ่มเองก็มองหญิงสาวเช่นกัน 

      " ถ้าข้าบอกว่ายังเหมือนเดิม  และจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปไม่ว่าจะอีกยี่สิบปีหรือสี่สิบปีข้างหน้าล่ะ  เจ้าจะเชื่อข้ามั้ยเจนีเซีย "  ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น

      " นั่นก็คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์คำกล่าวของท่านแล้วล่ะเพคะองค์ชาย  แต่ในเมื่อท่านคิดแบบนี้ข้าก็วางใจ  คิดว่าท่านคงจะรู้นะเพคะว่าสำหรับข้า  องค์หญิงและสหายอีกสามคนนั้นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต  ใครก็ตามที่ทำให้พวกเค้าเจ็บ  คนๆนั้นก็จะต้องได้เจ็บมากกว่าสหายข้าสิบเท่าทวีคูณ  ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใครและอยู่ที่ไหนก็ตามที " 

        หญิงสาวว่าด้วยน้ำเสียงออกจะทีเล่นทีจริง  หากอะไรบางอย่างในน้ำเสียงและแววตานั้นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่าไม่ได้เล่นอย่างที่หญิงพูดซักนิด  ไอเย็นแห่งการสังหารและแววตานักฆ่าเลือดเย็นนั่นคือข้อยืนยันอย่างดี  ไม่เคยมีหญิงสาวคนไหนทำให้ชายหนุ่มรู้สึกวิตกได้มากเพียงนี้  ที่เพียงแค่ส่งน้ำเสียงและแววตาแบบนั้นมาให้เพียงแค่นี้เท่านั้น

      " เจนีเซีย  ข้าขอถามเจ้าซักคำ  เจ้าเป็นใครกันแน่ "  ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นหากหญิงสาวยังคงเงียบและมองเพียงเพดานด้านบนเท่านั้น

      " เป็นองครักษ์และสหายขององค์หญิงฟาร์โดแรนและเป็นบุตรสาวของรองท่านแม่ทัพใหญ่แห่งกองทหารและจอมเวทย์อาณาจักรไทแซนดรัสไงล่ะ  นอนเถอะเพคะองค์ชาย  พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อออกเดินทางต่อ " 

        ว่าแล้วหญิงสาวก็หันหลังให้ชายหนุ่มและเงียบไปในทันที  ทิ้งให้โยฮันต์จมอยู่กับความคิดของตัวเองเพียงลำพัง

       ' ข้าก็อยากเชื่อเจ้าเจนีเซีย  แต่อะไรบางอย่างในตัวเจ้ามันบอกว่ามีอะไรมากกว่าที่เจ้ามาหลายอย่างนัก '  ว่าแล้วชายหนุ่มก็หลับตาลงและจมสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว 





       
        ในที่ที่ไกลแสนไกลออกไป  ณ  กระท่อมหลังเดิมที่อยู่ลึกเข้าไปในป่ามรณะ  ดวงไฟสีแดงเพลิงยังคงสุกสว่างอยู่ในเตาผิง  ก่อนที่ร่างปวกเปียกของชายชรานามว่าทารอสจะรับสิ่งของบางอย่างจากมือของร่างในเสื้อคลุมสีดำร่างหนึ่งมา  และเดินเข้าไปใกล้กองไฟนั่น

       " ได้มาสองแล้วขอรับท่านผู้ยิ่งใหญ่  ตอนนี้ทางอีสท์ทาลูน่าดราคูออนกับเบลเช่ก็กำลังเร่งมืออยู่ขอรับ  อีกไม่นานชิ้นส่วนที่สามคงมาถึง "

       ' ดีมากทารอส  เร่งมือเข้า  ยิ่งข้ากลับคืนร่างเดิมได้เร็วเท่าไหรยิ่งทำให้เจ้าพวกนั้นหมดโอกาสเร็วขึ้นเท่านั้น '

      
" ขอรับท่าน  ข้าจะเร่งมือให้เร็วที่สุดขอรับ "  พูดจบร่างปวกเปียกนั้นก็ถอยกลับไปนั่งที่เก้าอี้สีดำกลางห้องอีกครั้ง

      ' ลูซอน  ที่ข้าสั่งให้เจ้าไปจัดการกับแม่ร่างทรงองค์เทพีเซวีโอน่านั่นไปถึงไหนแล้ว '

      
สิ้นเสียงเย็นเยียบชวนขนลุกนั่น  ร่างในชุดดำก็เดินออกมาด้านหน้าก่อนจะคุกเข่าลงด้านหน้าเตาผิงสีดำ

      " เรียบร้อยแล้วขอรับ  รอแค่พวกนั้นเดินเข้าสู่กับดักเองขอรับ "  เสียงทุ้มเย็นเอ่ยขั้น  ส่งผลให้ไฟในเตาผิงนั่นหัวเราะเสียงเย็นเยียบอำมหิต

      ' รวดเร็วใช้ได้นี่ลูซอน  รีบไปดำเนินการซะ  อย่าให้นางรอดมาได้ล่ะลูซอน  ใช้เวลานานเท่าไหร่ข้าไม่ว่า  หากแต่ว่าถ้ามันผิดพลาดล่ะก็.... '

      
สิ้นเสียงเยียบเย็นนั่น  ร่างในเสื้อคลุมสีดำก็ทรุดลงดิ้นที่พื้นด้วยความทรมานแสนสาหัส  ปวดแสบปวดร้อนราวกับมีใครเอาน้ำกรดมาสาด  กระดูกทุกชิ้น  อวัยวะภายในปวดระบมเหมือนมันจะระเบิดออกมาซะให้ได้  หัวสมองเจ็บแปลบราวกับมีใครมาบีบรัด  หัวใจเต้นถี่เร็วและแรงจนร่างกายสั่นสะท้าน  เหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้า  พร้อมกับที่เริ่มหายใจไม่ออกเหมือนมีคนบีบคออย่างแรง  แค่ไม่ถึงนาทีแห่งความเจ็บปวดนั้น  หากร่างนั้นกลับรู้สึกเหมือนนานชั่วกัปชั่วกัลป์  ก่อนที่ความทรมานทั้งหลายจะหยุดลง  พร้อมกับที่ร่างใต้ผ้าคลุมนั้นนอนหอบอยู่บนพื้นและสลบไสลไป

     ' พามันออกไปซะ '

       สิ้นคำสั่งของเปลวเพลิงสีแดงนั้น  ร่างอีกสองร่างก็ช่วยกันพยุงร่างที่นอนอยู่บนพื้นออกไปอย่างรวดเร็ว

      ' เซวีโอน่า  ในบรรดาเทพทั้งสิบนั่น  เจ้าทำข้าได้เจ็บแสบที่สุด  งานนี้เจ้าต้องสิ้นฤทธิ์ด้วยน้ำมือข้า  เมื่อไร้ซึ่งร่างทรง  ตัวเจ้าที่ไม่เหลือพลังอะไรก็ไม่ต่างอะไรจากดวงวิญญาณที่รอให้ข้าทำลายซะ '

        เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่นดังขึ้น ก่อนที่ดวงตาสีดำที่มีเปลวเพลิงนรกเต้นอยู่ภายในจะเผยออกให้เห็น  พร้อมกับที่เสียงหัวเราะนั้นหยุดลง

      ' เรื่องกองทัพปีศาจไปถึงไหนแล้วทารอส '

       " เจ้าพวกนั้นทำองค์ไซเรนเนียบาดเจ็บสาหัส  และองค์ซาร์โมเอลแห่งราชอาณาจักรไทแซนดรัสหายสาบสูญไปแล้วขอรับ "

       ' แล้วเจ้าพบร่างของเจ้ากษัตริย์หน้าโง่นั่นรึยังทารอส '
 
         หากคำตอบที่ได้กลับมาคือความเงียบ  ส่งผลให้ดวงไฟนั้นแทบจะระเบิดออกมาเผากระท่อมและป่าทั้งป่าให้วอดวายด้วยเพลิงนรก

       ' ตามหาร่างของมันให้เจอแล้วทำลายซะ  ข้าไม่อยากเสี่ยงกับเรื่องเล็กๆที่อาจจะลุกลามเป็นเรื่องใหญ่ให้ฝ่ายเราเสียเปรียบ  แล้วเรื่องสงครามล่ะ  แผ่ไปถึงไหนแล้ว '

        " น่าเสียดายที่กองทัพของเหล่าจอมเวทย์และนักรบฝีมือฉกาจจากทั้งห้าอาณาจักรยังคงต้านไว้ได้ขอรับ  หากแต่พวกเราก็สามารถเคลื่อนทัพลงทางใต้ได้เรื่อยๆ  ตอนนี้ก็เข้าใกล้เขตแดนของอาณาจักรเซอร์รีโน่แล้วขอรับ "

       ' ไม่ได้เรื่อง  ชักช้าไม่ทันการณ์จริงๆ 
'

        " ขอท่านโปรดอย่าเพิ่งรีบร้อน  ไม่ว่าพวกมันจะต้านเราเท่าไหร่หากมันก็ไร้ผลอยู่ดี  แค่รอเวลาให้เจ้าพวกแมงเม่าพวกนั้นเหนื่อยและหมดแรงไปก่อน  ตอนนั้นพวกเราก็ค่อยจัดการทีเดียว  เพราะความพยายามของพวกมันนั้นไร้ผลตั้งแต่เริ่มแล้วขอรับ "

        ' อย่าประมาททารอส  ครั้งนึงเจ้าพวกเศษสวะเหล่านี้ทำให้ข้าต้องกลายเป็นเพียงร่างวิญญาณไร้ซึ่งพลังอำนาจมาแล้วยาวนานถึงสี่พันปี  ข้าไม่ต้องการให้พวกมันได้ทำการณ์เช่นนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง  จัดการพวกมันซะ  อย่าให้เหลือโดยเฉพาะพวกจอมเวทย์และเหล่าทายาทของพวกมัน  ทำลายให้หมด ' 

         ดวงไฟสีแดงอันตรธานหายไป  ปล่อยให้ทั้งบริเวณกลับสู่ความมืดแห่งความเงียบยามราตรีชั่วกาลนานแห่งป่ามรณะ  ในขณะที่ห่างออกไปนั้น  ฟลอรีน่าและฟินต่างตื่นจากนิทรารมณ์อย่างรวดเร็วด้วยใบหน้าชื้นเหงื่อ  เช่นเดียวกับอีกสี่คนที่ยังคงอยู่ในราชวังโครนอส  ก่อนที่ทุกคนจะเดินไปยังหน้าต่าง  แหงนหน้ามองดวงจันทร์ที่ใกล้เข้าสู่เดือนมืดเข้าไปทุกทีอย่างเป็นกังวล

       ' คืนเดือนมืด  เวลาแห่งปีศาจและมนตร์ดำ  เจนีเซียกำลังตกอยู่ในอันตราย '  

        หากพวกเค้าก็ได้แต่คิดกันไปต่างๆนานาเท่านั้น  ว่าสิ่งที่รอให้เจนีเซียเดินเข้าไปนั้นคืออะไรกันแน่  และแผนการอะไรที่ร่างในชุดดำนั่นเตรียมการไว้สำหรับเจนีเซีย  หากอะไรบางอย่างในน้ำเสียงของร่างในชุดคลุมนั้น  ทำไมถึงแฝงไปด้วยความเศร้าสร้อยและความหวาดหวั่นเพียงนั้น




         ดวงตะวันมาเยือนผืนฟ้า  พร้อมกับที่ทุกชีวิตเริ่มต้นวันใหม่อีกครั้ง  หนุ่มสาวทั้งแปดเดินถือสัมภาระลงมาด้านล่างอย่างรวดเร็วเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางต่อ

       " เมื่อคืนพวกเจ้าฝันอะไรบ้างมั้ย " 

         ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้นขณะที่กำลังรับประทานอาหารเช้ากัน  ส่วนเจนีเซียที่จัดการอาหารเช้าของตัวเองเสร็จเรียบร้อยเป็นคนแรกนั้นก็รับหน้าที่เดินเอากุญแจไปคืนคุณลุงเจ้าของโรงเตี๊ยมเพื่อความรวดเร็วทันที

       " ไม่นี่  เจ้าเห็นอะไรรึฟลอรีน่า " 

         แอนแดนเต้เอ่ยขึ้น  แล้วเรื่องราวทุกอย่างก็ถูกถ่ายทอดจากฟลอรีน่าและฟินทันที  ส่งผลให้ทั้งโต๊ะเงียบไปเมื่อทั้งคู่เล่าจบ 

       " หมายความว่าเจ้าเทพนั่นเล็งเจนีเซียคนเดียวเลยซินะ " 

         แอนแดนเต้เอ่ยขึ้น  ก่อนจะปรายตาไปมองหญิงสาวที่ยังยืนคุยกับเจ้าของโรงเตี๊ยมอย่างสนุกสนาน

       " แล้วทำไมพวกเราไม่ฝันล่ะ "  มิเรียมเอ่ยขึ้นบ้าง

       " เป็นไปได้ว่าที่นี่อาจจะห่างไกลจากที่ที่กระแสจิตของพวกเราจะส่งไปถึง  ในขณะที่ฟินกับฟลอรีน่าที่ได้อาวุธศักดิ์สิทธิ์มาไว้ในครอบครองนั้นมีพลังกระแสจิตเพิ่มมากขึ้น  ทำให้สามารถส่งกระแสไปยังที่ป่ามรณะได้ "  เฟเรียวตั้งข้อสันนิษฐานซึ่งเมื่อฟังดูแล้วก็น่าจะเป็นเหตุเป็นผลมากที่สุดในเวลานี้

       " อย่าบอกเจนีเซียเรื่องนี้ " 

         มิเรียมเอ่ยขึ้น  ส่งผลให้ทั้งโต๊ะหันไปมองเธอเป็นตาเดียวด้วยไม่เข้าใจความคิดของหญิงสาวเลยซักนิด 

       " ถ้าเจนีเซียรู้  เค้าจะพยายามทำตัวออกห่างจากพวกเราด้วยไม่อยากให้พวกเราเดือดร้อน  และนั่นก็เท่ากับว่าเปิดโอกาสให้นางอยู่คนเดียวและทำให้เจ้าพวกนั้นลงมือได้ง่ายขึ้น "  หญิงสาวอธิบายอย่างรวดเร็ว

       " งั้นพวกเราก็ต้องเงียบไว้  แล้วคอยระวังหลังให้เจนีเซียซินะ "  เรย์เอ่ยขึ้นก่อนจะมองหญิงสาวที่ยังยืนอยู่ที่โต๊ะสูงนั้นด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใยอย่างสุดซึ้ง

       " เจนีเซียต้องไม่เป็นอะไร  ข้าไม่ยอมให้อะไรทำร้ายนางแน่ "  ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้นก่อนจะลุกไปหาหญิงสาวที่ยังยืนอยู่ทีเดิม

       " ข้าก็เหมือนกัน  ต่อให้เก่งยังไง  ข้าก็ไม่ให้ผ่านเข้าประชิดเจนีเซียได้หรอกน่า "  

         แอนแดนเต้ว่าด้วยท่าทีร่าเริงหากมีความมั่นใจแฝงอยู่เต็มเปี่ยม  ก่อนจะคว้าสัมภาระของตัวเองเดินไปหาสองสาวที่เดินออกนอกโรงเตี๊ยมไปเพื่อไปดูความเรียบร้อยของเฮวีออนและเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทาง 

       " ก็หวังว่าพวกเราจะปิดเจนีเซียได้ก็แล้วกันนะ  ไปกันเถอะ  สายแล้ว " 

        ฟินว่าก่อนที่ทั้งสี่หนุ่มจะช่วยกันขนสัมภาระออกไปยังโรงเลี้ยงสัตว์  โดยไม่ลืมกล่าวลาและขอบคุณชายวัยกลางคนเจ้าของโรงเตี๊ยมที่ให้ที่พักอีกครั้ง  ซึ่งตอนนี้ทั้งสามสาวพาพีกาซัสทั้งเจ็ดออกมาเตรียมพร้อมรออยู่ด้านหน้าโรงเตี๊ยมเรียบร้อยแล้ว

       " อาหารกลางวันข้าขอในครัวมาเตรียมไว้แล้ว  ดังนั้นเดินทางได้รวดเดียวเลย  ไม่ต้องแวะ  ถึงหาดคาโบก็คงจะบ่ายสองไม่ก็บ่ายสาม  ยังพอดีแสงแดดให้ออกตามหาถ้ำบนผาหินโรแลนด์ได้  พวกเจ้าเป็นอะไรน่ะ  วันนี้ดูท่าทางแปลกๆนะ " 

        เจนีเซียว่าก่อนจะมองคนนั้นทีคนโน้นทีที่มองเธอด้วยสายตาแปลกๆ  โดยเฉพาะฟลอรีน่ากับฟินที่มองเธอบ่อยมากตั้งแต่เธอเดินออกมาจากห้องเมื่อเช้านี้แล้ว

      " เปล่านี่  ข้าก็มองเจ้าแบบนี้มาตั้งนานแล้ว  ไม่รู้ตัวเลยรึไง " 

       แอนแดนเต้ว่าด้วยท่าทางทีร่าเริงทะเล้นตามเดิม  ส่งผลให้เจนีเซียยักไหล่และเดินเข้าไปหยิกแก้มทั้งสองข้างของหญิงสาวไว้

      " มองน่ะได้  แต่อย่ามองอย่างนี้บ่อยได้มั้ย  รู้สึกเหมือนข้าไปทำอะไรผิดไว้ไม่ก็เหมือนข้าจะตายยังไงก็ไม่รู้  ไปเถอะ "

        ว่าแล้วหญิงสาวก็เหวี่ยงตัวขึ้นหลังเฮวีออนทันที  ก่อนจะทะยานขึ้นฟ้าไป  ปล่อยให้อีกเจ็ดคนมองตามด้วยความเป็นห่วงมากมายเหลือแสนและแววตาที่ยากจะเข้าใจ

      ' ข้าจะไม่ให้เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าทั้งนั้นเจนีเซีย  ข้าขอสัญญา ' 

       พีกาซัสทั้งหกทะยานขึ้นสู่ฟ้า  พร้อมกับหัวใจของทั้งเจ็ดคนที่พร้อมรับทุกสถานการณ์ด้วยความมุ่งมั่นและเข้มแข็งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นและไม่ว่าอะไรจะรออยู่  พวกเค้าก็พร้อมจะสู้และคุ้มครองหญิงสาวตรงหน้าอย่างดีที่สุด  แม้ว่าจะต้องแลกกับอะไรก็ตามที

     " องค์เทพทั้งหลาย  โปรดคุ้นครองเจนีเซียด้วย  ลูกขอร้อง " 

        เสียงอธิษฐานแผ่วเบาของแพนโธเรียจากมหาราชวังโครนอสแสนห่างไกลดังขึ้นฝากไปกับสายลมฤดูที่พัดผ่าน  เช่นเดียวกับแซมัวร์  เจมินและโคเอน  ที่ได้แต่หวังอยู่ในใจว่าด้วยความสามารถ  ความเข้มแข็งของหญิงสาวและความรักความห่วงใยของพวกเค้าจะสามารถคุ้มครองปกป้องหญิงสาวผู้นี้ให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

            ........ คาเซรามัน  อารันโดตา  ซาร์ริคูเอรัน......

เหล่าโอรสและธิดาแห่งสรวงสวรรค์ทั้งหลายเอ๋ย  จงเตรียมตัวเตรียมใจรอรับชะตากรรมที่แสนสาหัสบนทางเดินแห่งสวรรค์ครั้งนี้ให้ดี

.........ซาร์เอโคริน  ซามีอันโทราห์......... 
   

67 ความคิดเห็น