มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 30 : เรื่องวุ่นๆในโซรารีอัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 ต.ค. 49

        " ฝากที่นี่ด้วยล่ะ "  มิเรียมหันไปบอกแพนโธเรียที่พยักหน้ารับ

        " เจ้าก็รีบบอกเจนีเซียเข้าล่ะ " 

          แพนโธเรียแอบกระซิบกับหญิงสาวก่อนจะปรายหางตาไปมองบุคคลที่พูดถึง  ซึ่งกำลังจัดการกับอะไรบางอย่างในสัมภาระที่อยู่ด้านข้างของเฮวีออน

        " แพนโธเรีย  ของที่ข้าเอาให้เจ้าน่ะ  จัดการถึงไหนแล้วล่ะ " 

          เจนีเซียเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินมายังแพนโธเรีย  โดยไม่ปรายตาไปมองหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ ณ ที่นั้นเลย

        " ก็ใกล้จะเรียบร้อยแล้วล่ะ  แล้วส่วนของเจ้าล่ะ "  หญิงสาวถามกลับ  หากเจนีเซียนั้นได้แต่ยิ้มแหยๆกลับมาให้เท่านั้น

        " ยังไม่ได้ลงมือเลยซิท่า  ไม่เป็นไร  เจ้าเอาส่วนของเจ้ามาแล้วกัน  เดี๋ยวข้าเอาไปจัดการให้เอง "  หญิงสาวก่อนจะยื่นมือไปรับถุงที่บรรจุขนนกสีขาวเหล่านั้นมา

       " ขอบใจเจ้ามากนะ  ที่เหลือก็ฝากด้วยแล้วกัน "  ว่าแล้วเจนีเซียก็กอดแพนโธเรียไว้แน่นและเดินกลับไปยังเฮวีออน

       " อ้อเกือบลืม  เนื่องจากตัวที่ไปนั้นมีแค่เจ็ดตัว  ดังนั้นใครคนนึงต้องเสียสละไปนั่งซ้อนท้ายคนอื่น "   

         หญิงสาวเอ่ยขึ้นซึ่งมิเรียมที่มายังขบวนเป็นคนสุดท้ายก็คือต้องไปนั่งกับโยฮันต์  ซึ่งอุตส่าห์ลงจากหลังสตาร์ดัสเพื่อให้หญิงสาวขึ้นก่อนและตัวเค้าเองนั่งประกบหลังหญิงสาว  และทำหน้าที่บังคับบังเหียนให้ด้วย  ซึ่งอันที่จริงก็เป็นความตั้งใจของเจนีเซียเองที่ยืนยันกับเฮวีออนว่าให้ไปแค่เจ็ดตัว  ทั้งที่จริงๆแล้วเฮวีออนเสนอให้เอาพีกาซัสไปอีกตัว  

        " ข้าเข้าใจล่ะว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ "

        " เป็นไงล่ะ "  

          หญิงสาวเอ่ยกระหยิ่มยิ้มย่องกับเฮวีออน  ซึ่งพีกาซัสหนุ่มก็ขำในลำคอและส่ายหัวไปมาอย่างระอาในความเจ้าเล่ห์ของหญิงสาว

        " ซักวันถ้าโดนกับตัวเอง  ข้าจะหัวเราะให้กลิ้งเลย "

        " คงยากหน่อยนะ "  หญิงสาวก่อนจะหันไปหาคนอื่นๆให้ออกเดินทางกันได้

        " หาดคาโบ  แคว้นโซราเรีย!! "

          สิ้นเสียงของทุกคน  นาฬิกาและกำไลข้อมือของทุกคนก็ส่งแสงสว่างวาบออกมาก่อนที่ร่างของพีกาซัสทั้งเจ็ดจะอันตรธานหายไป  อีกสี่คนที่เหลือจึงเดินกลับเข้าไปยังตัวปราสาท

        " หวังว่างานนี้เจนีเซียกับมิเรียมจะทะเลาะกันไม่นานนะ  ข้ามีลางสังหรณ์แปลกๆยังไงก็ไม่รู้  แล้วนี่ทำไมเจ้าไม่ขอไปกับเค้าด้วยเล่า  นี่เจ้าชอบเจนีเซียจริงรึเปล่าเนี่ย "  หญิงสาวเอ่ยกับตัวเองเบาๆก่อนจะหันไปถามโคเอนที่เดินอยู่ใกล้

        " ก็เค้าตกลงกันว่างั้น  อีกอย่างข้าไม่อยากทำอะไรออกนอกหน้า "  ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น

       " แล้วเดี๋ยวโดนเรย์เอาไปก่อนอย่าหาว่าข้าไม่เตือนแล้วกัน " 

         หญิงสาวว่าอย่างนั้นก่อนจะเดินไปเสมอกับเจมินและแซมัวร์  ปล่อยให้ชายหนุ่มเดินเพียงลำพังและนั่งคิดถึงประโยคเมื่อกี้ของหญิงสาว




       " แอนแดนเต้!!  เจ้าจะช่วยอยู่เฉยซักครู่จะได้มั้ย  ข้าเวียนหัวแล้วนะ "  

         เจนีเซียร้องขึ้นเมื่อพวกเขามาถึงหาดทรายสีขาวละเอียดตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าเขียวกว้างสุดลูกหูลูกตา  ตัดกับท้องฟ้าสีครามสวยกับปุยเมฆสีขาวลอยละล่องทั่วผืนฟ้ากว้าง  พอเห็นดังนั้นแอนดันเต้ก็กระโดดลงจากหลังสกายและออกไปเดินที่ริมทะเลทันที  แม้เธอจะพูดอย่างนั้นแต่ใจจริงก็อดจะอยากเล่นสนุกเหมือนสหายของเธอไม่ได้

      " อีกไกลมั้ยฟินจากที่นี่ไปยังผาหินโรแลนด์น่ะ "

        หญิงสาวหันไปถามชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนหลังโนเอล  พีกาซัสสาวแผงคอสีเขียว  ซึ่งตอนนี้บนตักชายหนุ่มมีแผนที่ฉบับย่อที่ตัวเองทำขึ้นและที่ข้อมือของเข้า  นาฬิกาก็ฉายตำแหน่งพิกัดของพวกเค้าทั้งเจ็ดอยู่  ชายหนุ่มมองเทียบก่อนจะเก็บแผนที่และกดปุ่มปิดพิกัด 

       " ถ้าจะเดินก็คงอีกซักประมาณสามวัน  แต่ถ้าบินแบบไม่พักเลยก็ซักวันนึงได้ "

       " แต่พวกเฮวีออนคงไม่ไหวหรอก  พวกเราก็ต้องหาอาหารและต้องพักผ่อนเหมือนกัน "  ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้น

       " งั้นก็คงซักวันครึ่ง  พวกเราน่าจะถึงตอนบ่ายแก่ๆพอดี  ยังพอมีเวลาออกตามหาถ่ำที่ว่านั่นได้  ก่อนอื่นข้าว่าเจ้าเรียกแอนแดนเต้กลับมาก่อนดีกว่า  จะได้ออกเดินทางกัน "  ฟินเอ่ยขึ้นก่อนจะหันไปมองหญิงสาวที่ยังคงเล่นน้ำทะเลสีสวยอยู่อย่างนั้น

       " เรียกจนปากข้าจะฉีกถึงใบหูแล้ว  แม่นั่นฟังข้าซะที่ไหนล่ะ "  

         หญิงสาวบ่นหากก็ด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก  ด้วยรู้ดีว่าหญิงสาวผมสีฟ้ารายนั้นชอบทะเลมากแค่ไหน  นานๆจะได้มาซะที  โอกาสนี้เธอไม่ยอมพลาดแน่

       " งั้นข้าจัดการเอง " 

        เฟเรียวว่าก่อนจะกระโดดลงจากหลังของเฮลีออสและตรงไปยังที่ๆหญิงสาวกำลังเดินเล่นเลียบริมน้ำ  ให้น้ำทะเลท่วมมาจนถึงข้อเท้าอย่างสนุกสนานทันที  คุยอะไรไม่กี่คำ  ก็เห็นหญิงสาวสะบัดหน้าไปทางอื่นเตรียมจะเดินหนี  เท่านั้นแหละร่างสูงกำยำก็ย่อตัวลงช้อนร่างบางขึ้นมาอย่างง่ายดายและพาเดินตรงกลับมายังที่ที่ทุกคนรออยู่ทันที  แม้ว่าหญิงสาวในอ้อมแขนจะทั้งดิ้นทั้งทุบและร้องโวยวายยังไงหากชายหนุ่มก็ไม่ปล่อยเธอง่ายๆ

       " เจนีเซีย  ช่วยข้าด้วย  เฟเรียวรังแกข้า "  ในเมื่อช่วยตัวเองไม่ได้  แอนแดนเต้จึงร้องให้สหายช่วยแทน  หากคนถูกเรียกกลับเฉยแถมยังยิ้มอีกต่างหาก

       " แต่เท่าที่ข้าเห็นนะแอนแดนเต้  ข้าว่าเจ้าต่างหากรังแกเฟเรียว  ดูซิทุบเค้าจนจะช้ำในแล้วมั้งนั่น " 

         หญิงสาวว่าก่อนจะบังคับเฮวีออนไปยังสกายที่ยืนมองสองคนนั้นอย่างขำๆ  ก่อนที่เจนีเซียจะคว้าสายบังเหียนของพีกาซัสสาวให้เดินตามเฮวีออนมา  และหยุดเมื่อสกายมายืนตรงหน้าให้เฟเรียวส่งหญิงสาวขึ้นนั่งบนหลังพีกาซัสสาวเรียบร้อยแล้ว

      " ได้คนนี้ไปก็ทนๆหน่อยนะสกาย  อย่าดีดเค้าตกจากหลังล่ะ  ข้าขี้เกียจปฐมพยาบาล " 

        หญิงสาวเอ่ยกับพีกาซัสซึ่งสกายก็หัวเราะให้อย่างอารมณ์ดี  ในขณะที่แม่สาวผมฟ้าแอนแดนเต้ได้แต่ทำหน้างอนตุ๊บป่องไปตามระเบียบ

       " รุมข้าเข้าไป  เห็นว่าข้าสู้ไม่ได้ล่ะเอาใหญ่เลยนะ "

       " ถ้าเจ้าจะสู้น่ะ  เจ้าคงทำไปตั้งนานแล้วล่ะแอนแดนเต้  ไม่รอให้เฟเรียวเจอแค่กำปั้นกับคำพูดหรอกน่า "  หญิงสาวแอบกระซิบให้ได้ยินกันสองคน  ก่อนที่เจนีเซียจะขยิบตาให้อย่างเจ้าเล่ห์

       " บ้าซิ!!  อย่าแม้แต่จะคิดเชียวนะเจนีเซีย  ตานั่นขโมยจูบข้าไป  ข้ายังไม่ได้เอาคืนเลยด้วยซ้ำ  ไม่หายโกรธง่ายๆหรอก "  ว่าแล้วหญิงสาวก็ค่อยๆบังคับให้สกายออกเดินตามเจนีเซียไป

       " ไปกันรึยังล่ะ "  เจนีเซียถามคนอื่นๆเมื่อทุกคนพยักหน้า  เฮวีออนก็กางปีกออกบินทันที

         ท้องฟ้ากว้างและทะเลสีเขียวเบื้องล่าง  สายลมอุ่นๆพัดผ่านพร้อมๆกับกลิ่นไอทะเลนั้นชวนให้จิตใจสงบและปลอดโปร่งสบายดีแท้  หากจะไม่ค่อยสบายก็ตรงที่เหล่าพีกาซัสทั้งหลายต้องบินแข่งกับเวลาเพื่อไปยังเมืองที่ใกล้ที่สุดให้ทันก่อนอาหารเที่ยง  เพราะแม้ว่าชายหาดแห่งนี้จะไม่ร้อนเหมือนกับที่อาณาจักรเซลล์ลูรีน่า  หากเมื่อถึงเวลาใกล้เที่ยงแสงแดดก็ร้อนและแรงชวนให้ใครหลายคนเป็นลมได้เหมือนกัน 

        หากแต่ว่าการเดินทางครั้งนี้กลับผิดคาดสำหรับหลายๆคน  ที่คิดว่าการเดินทางคงเงียบ  เนื่องจากใครบางคนกำลังมีเรื่องกันอยู่  แต่เจนีเซียก็เถียงกับเฮวีออนและแอนแดนเต้อย่างสนุกสนาน  ในขณะที่แอนแดนเต้นั้นก็เถียงกับเฟเรียวและชวนคนอื่นๆคุยได้อย่างเมามัน  จะมีก็แต่ฟลอรีน่าและฟินเท่านั้นที่ทุกคนไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวในโลกส่วนตัวของพวกเค้าสองคนให้มากนัก 

       " แอนแดนเต้  ข้าว่าบนฟ้าเนี่ยมีมดนะ  เนี่ยข้าโดนกัดจนจะตัวลายแล้ว " 

        ในที่สุดมนุษย์ที่แพ้ความหวานอย่างแรงก็เอ่ยขึ้นจนได้  ส่งผลให้ฟลอรีน่าและฟินรีบผละออกจากันทันที  โดยที่ฟลอรีน่าก็ไม่ลืมที่จะส่งค้อนเล็กๆมาให้หญิงสาวเป็นการตอบแทน

      " จริงๆแล้วข้าก็ไม่ได้อยากว่าอะไรหรอกนะ  แต่ช่วยเกรงใจข้าหน่อยจะได้มั้ย  ข้าไม่ได้มีคนรักเหมือนเจ้านะ "  หญิงสาวว่าด้วยน้ำเสียงที่ดัดให้เศร้าได้อย่างไม่เนียนนัก

      " เห็นด้วยๆ  ข้าก็ยังไม่มี  ดังนั้นช่วยเกรงใจกันซักหน่อยจะดีมากนะฟิน "  แอนแดนเต้เอ่ยขึ้นบ้าง

      " ใครบอกเจ้าไม่มี  ก็ข้านี่ไง "  เฟเรียวพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน  ซึ่งแอนแดนเต้นั้นกลับทำหน้าราวกับเจอยาเบื่อ

      " ขี้ตู่  หน้าไม่อาย "  หญิงสาวว่าเสียงเข้มส่งผลให้ทุกคนหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

      " ว่าแต่ข้าจะถามเจ้าตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว  เมื่อคืนเจ้าไปไหนมาน่ะเจนีเซีย "  ฟลอรีน่าเอ่ยถามขึ้นในที่สุด  ส่งผลให้หญิงสาวหยุดหัวเราะและหันไปมองสหายทันที

      " ไปนอนกับเฮวีออนมา  แล้วก็คุยกันนิดหน่อย "  หญิงสาวว่าอย่างนั้นก่อนจะหลบสายตาฟลอรีน่าที่ทำหน้าเหมือนกับไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก

      " ไม่ต้องมาทำหน้าอย่างนั้นเลยนะ  ข้าไปนอนกับเฮวีออนมาจริงๆ  ไม่เชื่อถามมันได้จริงมั้ยเฮวีออน " 

        หญิงสาวเอ่ยขึ้นซึ่งพีกาซัสหนุ่มก็พยักหน้า  ซึ่งก็เป็นการดีสำหรับหญิงสาวมากที่สหายของเธอทุกคนพูดกับสัตว์ไม่เป็น  ไม่งั้นคงได้รู้กันหมดล่ะว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น 

      " เออใช่  พูดไปแล้วข้าก็สงสัยเหมือนกัน  เรย์  เมื่อคืนเจ้าไม่ได้เข้าห้องนี่นา " 

        เฟเรียวเอ่ยขึ้นบ้าง  คราวนี้ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งก่อนจะปรายตาไปมองเจนีเซียที่ทำเหมือนไม่สนใจแต่หูกลับผึ่งรอฟังอยู่อย่างตั้งใจ

      " ข้าไปเดินเล่น  แล้วก็พอดีเจอลูกแมวตัวหนึ่งนั่งหงอยอยู่ตัวเดียว  ข้าก็เลยอยู่เป็นเพื่อนมันจนเช้า  ก็แค่นั้นเอง " 

       ชายหนุ่มเอ่ยเป็นนัยๆพอเข้าใจกันแค่สองคนกับหญิงสาวเท่านั้น  ซึ่งเจนีเซียก็แอบยิ้มที่ชายหนุ่มไม่เล่าเรื่องเมื่อคืนออกไป

      " แล้วแมวที่ว่าน่ะดวงตาสีน้ำตาลทองรึเปล่าล่ะเรย์ "  แอนแดนเต้ถามขึ้น  ส่งผลให้ชายหนุ่มสะอึกและมองไปยังเจนีเซียที่สะดุ้งเช่นกัน

      " นี่ก็จะเที่ยงแล้ว  แวะที่เมืองข้างล่างนั่นก่อนแล้วกันนะ " 

        เจนีเซียเอ่ยขัดขึ้นทันทีเมื่อเห็นเมืองอยู่ด้านล่างไม่ไกลนัก  ส่งผลให้คนอื่นๆหันไปมองที่จุดที่หญิงสาวว่าทันที  เมืองขนาดกลางตั้งอยู่บนหน้าผาที่สูงจากระดับน้ำทะเลมากพอสมควร  อีกทั้งดูท่าทางแล้วผู้คนก็น่าจะเยอะพอสมควร

        ไม่นานพีกาซัสทั้งเจ็ดก็ลงจอดที่หน้าประตูเข้าเมืองที่ทำจากไม้บานหนาขนาดใหญ่  ขบาบข้างด้วยเสาหินที่ต่อกับกำแพงหนามหึมาที่ล้อมเมืองบนหน้าผานี้ไว้อย่างแน่นหนา  และที่ด้านหน้าของกำแพงนั้นก็มีต้นไม้และพุ่มไม้ขึ้นอยู่มากมาย  บ่งบอกถึงการดูแลและการตกแต่งอย่างฉลาดเพื่อไม่ให้บรรยาทางเข้าเมืองดูหดหู่และน่ากลัวเกินไปนัก

       " โซรารีอัน  เมืองไข่มุกแห่งตะวันออก " 

         แอนแดนเต้อ่านป้ายสีทองที่แขวนอยู่บนเสาหินด้านขวาของบานประตู  ทันทีที่พีกาซัสทั้งเจ็ดย่างเท้าเข้าสู่นครโซรารีอันแห่งนี้  สายตาทุกคู่ของชาวเมืองก็หันมามองที่พวกเค้าเป็นตาเดียว  ด้วยเพราะชาวเมืองไม่เคยเห็นพีกาซัสมาก่อน  เด็กน้อยบางคนถึงกับวิ่งมายังพวกเค้าทั้งแปดเพื่อขอลองนั่งเจ้าสัตว์แสนสวยเหล่านี้ซักครั้ง  ซึ่งเจนีเซียก็ใจดีพอจะอุ้มเด็กน้อยคนนั้นขึ้นนั่งกับเธอ  ก่อนจะค่อยๆบังคับให้เฮวีออนออกเดินช้าๆ  ซึ่งเมื่อมีหนึ่งคนได้นั่ง  คนอื่นๆก็ตามกันมาเป็นพรวน  จนหญิงสาวและคนอื่นๆตัดสินใจลงจากหลังพวกมันและให้เด็กๆต้วน้อยขึ้นนั่งแทน

       " พี่สาว  เจ้าตัวนี้ชื่ออะไรน่ะ "  เด็กหญิงผมสีน้ำเงินที่นั่งอยู่บนหลังเฮวีออนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงและท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู

       " ชื่อเฮวีออนจ๊ะ  ส่วนตัวผมสีฟ้านั่นสกาย   สีเขียวก็โนเอล  สีน้ำตาลนั่นดารันต์  สีดำก็ดาร์ค  สีเงินนั่นชื่อสตาร์ดัส  ส่วนตัวสีดำท้ายสุดชื่อเฮลิออสจ๊ะ "  หญิงสาวตอบด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม

       " แล้วพวกมันบินได้มั้ยฮะ "  เด็กชายผมสีน้ำตาล  ผิวขาวถามขึ้น

       " ได้ซิจ๊ะ  แต่ตอนนี้คงให้บินไม่ได้หรอกนะ  เพราะพวกเจ้าบังคับไม่เป็นเดี๋ยวตกลงมาจะเจ็บนะ "  หญิงสาวเอ่ยขึ้น

       " แล้วพี่สาวจะให้มันบินเมื่อไหร่ล่ะ "  เด็กน้อยคนเดิมถาม

       " คงตอนที่พวกพี่จะออกเดินทางต่อนั่นล่ะ "

       ว่าแล้วคำถามสารพัดก็ดังไม่หยุด  จนเจนีเซียเองก็ชักจะหัวหมุนแต่ก็รู้สึกไปอีกแบบในขณะที่คนอื่นๆได้แต่มองเจนีเซียที่คุยโน่นคุยนี่กับเด็กๆด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันไป  สี่หนุ่มนั้นอึ้งด้วยไม่คิดว่าเจนีเซียจะเข้ากับเด็กได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยเหมือนกับแอนแดนเต้  ในขณะที่ฟลอรีน่านั้นกลับมองด้วยสายตาเอ็นดู  ส่วนมิเรียมนั้นก็มองด้วยแววตาที่ยังคงไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองนัก 

        กึก!!
   
       เฮวีออนหยุดเดินพร้อมๆกับที่สายตาของหญิงสาวปะทะเข้ากับบุรุษนับสิบที่ยืนอยู่ขวางทางเบื้องหน้าที่ดูจากท่าทางและความรู้สึกแล้วบอกได้ทันทีว่ามาไม่ดีเป็นแน่  ในขณะที่เด็กน้อยทั้งหลายพากันเงียบกริบและเริ่มตัวสั่น  ก่อนที่หนุ่มสาวอีกเจ็ดคนจะเดินมายืนข้างๆเจนีเซียและหันไปมองกลุ่มคนด้านหน้าด้วยลางสังหรณ์ที่เริ่มก่อตัวอีกครั้ง

      " พี่สาวรีบหนีเถอะ "  เด็กหญิงผมน้ำเงินคนเดิมเอ่ยขึ้นเสียงเบา

      " ใช่ฮะพี่สาว  หนีเถอะ "  เด็กชายสำทับอย่างรวดเร็ว  หากหญิงสาวกลับเลิกคิ้วเป็นคำถาม

      " ทำไมล่ะคะ  พวกนั้นเป็นใครกันเหรอ  บอกพี่หน่อยซิ "  หญิงสาวเอ่ยเสียงหวานกับเด็กน้อยด้วยใบหน้าที่ยังคงเปื้อนรอยยิ้มเช่นเดิม

       " พวกนั้นเป็นนักเลงค่ะ  ชอบขโมยของและสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านกับนักเดินทางที่ผ่านมาแถวนี้เป็นประจำเลย " 

        เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยด้วยท่าทางที่อยากจะร้องไห้เต็มทน  ในขณะที่ชาวเมืองซึ่งมองดูเหตุการณ์อยู่ได้แต่คอยรับตัวเด็กๆทุกคนที่ค่อยๆลงจากหลังพีกาซัสทั้งเจ็ดโดยมีหนุ่มสาวทั้งแปดคอยช่วยอุ้มส่งให้กับชาวเมืองที่มารับ  ก่อนที่เจนีเซียจะหันไปเผชิญหน้ากับกลุ่มคนเหล่านั้นอีกครั้ง

       " พวกท่านมีธุระอะไรกับพวกข้างั้นรึ "  หญิงสาวเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา

       " พวกข้าไม่ได้มีธุระกับพวกเจ้า  แต่มีธุระกับเจ้าม้าพวกนั้นต่างหาก  ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็ส่งพวกมันมาให้พวกข้าซะสาวน้อย " 

         หนึ่งในนั้นที่ดูท่าทางจะเป็นหัวหน้าเอ่ยขึ้น  ส่งผลให้คนอื่นๆหัวเราะด้วยน้ำเสียงสะใจซะเต็มประดาด้วยคิดว่าพวกเค้าทั้งแปดคงจะยอมให้ง่ายๆเหมือนกันที่ผ่านๆมา  ซึ่งพวกมันก็คงคิดผิดถนัด

      " เกรงว่าจะไม่ได้นะพี่ชายทั้งหลาย "  

        เจนีเซียเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเสียดายอย่างจงใจพร้อมกับเดินมาข้างหน้า  ยกมือขึ้นกอดอกและยิ้มด้วยท่าทียียวนกวนอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด  โดยมีสายตาของชาวเมืองและเด็กน้อยทั้งหลายมองเธอด้วยสายตาทึ่งจัดที่เธอกล้ามากขนาดนี้

     " ก็ข้าบอกว่าให้เจ้าส่งมาไงล่ะ "

        
บุรุษร่างใหญ่  ผิวเข้มหนวดเครารุงรังที่เอ่ยขึ้นในตอนแรกตะโกนดังลั่นพร้อมๆกับที่มีดสั้นในมือลอยไปยังหญิงสาวทันที  ชาวเมืองและเด็กน้อยพากันกรีดร้องอย่างตกใจพร้อมกับหลับตา

      " เพิ่งรู้นะว่าคนที่นี่ต้อนรับกันด้วยมีด "  

        หญิงสาวใช้มือรับมีดได้อย่างแม่นยำก่อนจะโยนมันเล่นในมือด้วยท่าทีสบายๆ  ส่งผลให้ชาวเมืองและเด็กน้อยทั้งหลายแทบจะร้องเฮออกมาดังๆ  ในขณะที่บุรุษตรงหน้าเธอนั้นโกรธจนหนวดกระดิก 

      " เจนีเซีย  พวกเราไปกันเถอะ  เสียเวลามามากแล้ว "  ฟินเอ่ยขึ้น  ส่งผลให้หญิงสาวพยักหน้ารับและจูงเฮวีออนเตรียมเดินออกไปจากบริเวณนั้นในทันที

      " ที่แท้ก็พวกขี้แพ้ "  เสียงหัวเราะดังขึ้น  หากคราวนี้คนที่หันกลับไปตอบโต้กลับไม่ใช่หญิงสาว

      " ถ้าข้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าพวกเราจะยังไม่ได้ทำอะไรกันเลยนะพวกพี่ชายหน้าโหด  แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าขี้แพ้คงไม่ได้  ต้องเรียกว่าหาเรื่องเขาแต่ไม่สำเร็จจะมากกว่านะ " 

        ฟินเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะหยุดเดิน  ในขณะที่พวกมันนั้นโมโหจนแทบจะกระโดดเข้าทำร้ายทั้งแปดคนนั้นให้รู้แล้วรู้รอด  ส่วนฟลอรีน่านั้นก็เดินเข้าไปสะกิดแขนชายหนุ่ม

      " เมียเจ้านี่ท่าทางน่ารักนะ " 

        สิ้นเสียงเจ้าตัวหัวหน้านั่น  ก้อนหินไม่เล็กนักก็พุ่งใส่ปากมันจนเลือดกบทันทีด้วยฝีมือของเจนีเซียที่ตอนนี้แววตาชักมีร่องรอยความโมโหออกมาให้เห็นบ้างแล้ว 

      " นั่นสำหรับปากเน่าๆของเจ้าที่พูดจาดูถูกสหายข้า  เจ้าคนเฮงซวย " 

        หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบประดุจน้ำแข็ง  ตอนนี้เธอก็อารมณ์ไม่ค่อยจะดีนักด้วยเพราะยังมีเรื่องทะเลาะกับมิเรียมและนี่ยังมาเจอคนพูดจาไม่ดีกับฟลอรีน่าอีก  ตอนนี้เธอเลยชักคันไม้คันมือขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

      " พี่สาวอย่านะ  พวกนั้นเยอะกว่าพวกพี่นะ "  สาวน้อยคนเดิมร้องบอก  ซึ่งหญิงงาวกลับหันหน้าไปยิ้มตอบด้วยท่าทางเหมือนคนอารมณ์ดี

      " พี่ไม่เป็นไรหรอกสาวน้อย  ไม่ต้องห่วงนะ "  หญิงสาวว่าด้วยท่าทีสบายๆก่อนจะหันไปยังพวกมันอีกครั้ง

     " หยุดนะ!!  นี่มันเกิดอะไรขึ้นอธิบายมาเดี๋ยวนี้ "  

        เสียงตะโกนโหวกเหวกดังขึ้น  พร้อมๆกับที่ทหารห้านายวิ่งฝ่าฝูงชนเข้ามา  ก่อนจะหันไปพิจารณากลุ่มนักเลงและกลุ่มนักเดินทางทั้งแปด

     " ข้าขอเตือนพวกเจ้านะ  ว่าการทะเลาะวิวาทในเมืองนี้ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงมาก  หากจะทำให้ถูกกติกาก็ต้องประลองฝีมือ "  

        นายทหารเหล่านั้นหันมาบอกกับหนุ่มสาวทั้งแปดเสียงเบา  ด้วยเห็นใจพวกเธอที่จะต้องมาเจอกับเหตุการณ์แบบนี้  แล้วพวกเธอก็ได้คำตอบว่าทำไมพวกนักเดินทางจึงยอมพวกนั้นแต่โดยดี  เพราะไม่อยากทำให้เรื่องราวมันใหญ่โตนี่เอง  แต่หากพวกเธอยอมก็คงไม่ได้  เพราะคงต้องเสียเวลาหลายวันในการเดินทาง  รวมทั้งพีกาซัสเหล่านี้ก็ไม่ใช่ของพวกเธอแต่เป็นของหลวงนั่นเอง  ซึ่งถ้าพวกมันสูญหายล่ะก็พวกเธอจะต้องออกเงินชดเชย  ซึ่งค่าพีกาซัสแต่ละตัวนั้นหาได้ถูกๆไม่

     "  เกรงว่างานนี้จะไม่ได้นะท่าน  เพราะหากข้าให้พีกาซัสกับพวกนั้น  ข้าก็ไปถึงจุดหมายไม่ทันกาล "  เจนีเซียชี้แจง  หากใครคนนึงในกองทหารก็ชี้หน้าหญิงสาวพร้อมกับดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ

      " พวกท่านคือคนจากไทแซนดรัสใช่มั้ย  ข้าได้ยินพวกแม่ทัพคุยกันก่อนออกจากเมืองไปสมรภูมิว่าอีกไม่นานจะมีนักเดินทางจากไทแซนดรัสผ่านมาเพื่อค้นหาอะไรบางอย่างซึ่งสามารถช่วยดาวเคราะห์ดวงนี้ไว้ได้  เป็นความจริงรึท่าน " 

       นายทหารผู้นั้นเอ่ยขึ้น  ส่งผลให้นายทหารคนอื่นๆมองที่หนุ่มสาวทั้งแปดด้วยแววตาสงสัยเช่นกัน  ซึ่งมาถึงตรงนี้หญิงสาวก็ได้แต่หันไปมองฟินและองค์ชายโยฮันต์เพื่อขอคำปรึกษา

      " ที่พวกท่านได้ยินมาถูกแล้ว  แต่พวกข้าคงต้องขอให้พวกท่านเก็บเป็นความลับ  ด้วยข้าไม่อยากให้ชาวเมืองแตกตื่น  และที่สำคัญ  หากทางฝ่ายนั้นรู้เข้าว่าพวกข้าผ่านมาที่นี่  ชาวเมืองและพวกท่านอาจเดือดร้อนภายหลัง  คงเข้าใจที่ข้าพูดนะ "  

         ฟินเอ่ยขึ้นพอให้ได้ยินกันแค่นั้น  ซึ่งทหารทุกนายก็รับปากแต่โดยดีถึงขั้นยอมสาบานด้วยเกียรติแห่งนักรบ

      " ถ้าเช่นนั้นพวกท่านก็คงต้องประลองกันแล้วล่ะ "  นายทหารคนเดิมเอ่ยขึ้น

      " สั้นๆง่ายๆท่าน  ถ้าพวกท่านแปดคนเอาชนะพวกนั้นได้ก็จบ  ในการประลองทั้งสองฝ่ายจะต้องวางของเดิมพันกัน  ข้าขอเตือนท่าน  ว่าเจ้าพวกนั้นมันไม่ใช่ง่ายๆ "  นายทหารคนเดิมเตือน 

      " พวกข้าเอาตัวรอดได้พวกท่านไม่ต้องห่วง " 

        โยฮันต์เอ่ยขึ้น  ส่งผลให้นายทหารเหล่านั้นประกาศให้นักเลงกลุ่มนั้นไปรวมกันที่ลานประลองที่จัตุรัสกลางเมือง  โดยมีชาวเมืองเดินตามไปด้วย

      " พี่สาว  ท่านอย่าทำอย่างนี้เลยนะ  ข้าขอร้อง  ข้าไม่อยากให้พี่สาวใจดีเป็นอะไร "  เด็กสาวตัวน้อยวิ่งเข้ามาเกาะขาเจนีเซียแน่นพร้อมกับน้ำตาเริ่มไหล

      " อย่าร้องไห้ซิคนดี  พี่ไม่เป็นอะไรหรอกนะ  สัญญาว่าเสร็จงานนี้ข้าจะพาเจ้าบินบนหลังเฮวีออน  ข้าสัญญา " 

        หญิงสาวเอ่ยขึ้นก่อนจะย่อตัวลงอุ้มเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขนและส่งเธอให้กับหญิงสาวอีกคนที่ดูจากหน้าตาท่าทางแล้วน่าจะอายุมากกว่าเธอซักประมาณห้าปี  ก่อนจะยิ้มให้

       " ขอให้ท่านโชคดีนะนักเดินทาง "  หญิงสาวเอ่ยขึ้น

       " ข้าจะรอดูท่านนะพี่สาว " 

         เด็กน้อยยิ้มให้แม้ว่าน้ำตาจะยังคงเปื้อนที่ดวงแก้มทั้งสอง  หญิงสาวยกมือขึ้นปาดน้ำตาให้เธอเบาๆก่อนจะยิ้มอีกครั้ง

       " ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังสาวน้อย "  เจนีเซียว่าก่อนจะเดินนจูงเฮวีออนตามคนอื่นๆไป

       " ข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆเดินทางไปไหนต้องได้เรื่องทุกทีซิน่า "  ฟลอรีน่าบ่นกระปอดกระแปด

       " สงสัยหน้าตาข้ามันจะชวนหาเรื่องล่ะมั้ง "  เจนีเซียเอ่ยอย่างติดตลกพาให้คนอื่นๆหัวเราะตามไปด้วย

       " แล้วจะเอายังไงกันล่ะ  ให้พวกข้าสู้กับผู้หญิงคงพอได้  แต่นี่คงไม่ไหว "  แอนแดนเต้เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเป็นกังวล

       " ไม่ต้องห่วง  งานนี้พวกข้ารับเอง "  เฟเรียวเอ่ยขึ้น

       " พวกเจ้าไม่ต้องเปลืองแรงหรอก  เก็บแรงไว้เดินทางต่อดีกว่า "  โยฮันต์เอ่ยขึ้น

       " ได้ไง  ข้าเป็นคนลงมือก่อนข้าก็ต้องรับผิดชอบ  นะ  ข้าไม่ยอมให้พวกมันมาดูถูกสหายข้าแล้วรอดไปได้โดยกระดูกไม่หักหรอก "  

         เจนีเซียเอ่ยด้วยน้ำเสียงอาฆาตอย่างเห็นได้ชัด  ส่งผลให้ฟลอรีน่าชักรู้สึกหนาวๆและลางสังหรณ์ที่ว่าคงไม่ใช่แค่กระดูกหักเป็นแน่  

       " แต่ว่า... "

       " หยุดเลยเรย์  ข้ารู้เจ้าจะพูดอะไร  แต่คำตอบคือไม่  งานนี้ข้าขอ "  หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น  ส่งผลให้ชายหนุ่มเงียบทันทีทั้งที่ยังไม่ทันจะเอ่ยจบด้วยซ้ำ

       " ข้าแค่เป็นห่วงเจ้า "  ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นพอให้ได้ยินกันแค่สองคน  หญิงสาวยิ้ม

       " ขอบใจนะ  แต่ข้าก็ห่วงเจ้าและคนอื่นๆเหมือนกัน " 

         หญิงสาวเอ่ยเสียงเบาก่อนที่ทั้งแปดจะพบว่าตัวเองยืนอยู่ที่ลานโล่งกว้างที่พื้นก่อจากหินสีเทาก้อนใหญ่มหึมาซึ่งล้อมรอบด้วยอาคารและบ้านเรือนมากมายเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมกว้างใหญ่พอๆกับสนามหญ้าโรงเรียนเวทย์รวมกับสวนด้านหลังของราชวังเรียบร้อยแล้ว

67 ความคิดเห็น