มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 29 : การเดินทางอีกครั้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 47
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ต.ค. 49

        ' เมื่อใดที่แผ่นดินสิ้นกษัตริย์  ประชาราษฎร์และเหล่าทัพก็สิ้นผู้นำและที่ยึดเหนี่ยวแห่งจิตใจ  บ้านเมืองย่อมวุ่นวายและง่ายต่อการยึดครอง '

       ' องค์ซาร์โมเอลจึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้องค์หญิงฟาร์โดแรนเข้าพิธีอภิเษกใช่มั้ยเพคะ '

       ' ใช่ฟลอรีน่า  นี่เป็นทางเดียวที่จะดึงจิตใจเข้มแข็งแห่งประชาราษฎร์และกองทัพกลับคืนมา '

       ' แล้วจะจัดพิธีอภิเษกเมื่อไหร่เพคะ '

       ' การณ์นี้ก็ขึ้นอยู่กับพวกเจ้าแอนแดนเต้  เจ้ากับเฟเรียวคิดว่าจะสามารถทำให้การเดินทางตามหาอาวุธของพวกเจ้าสำเร็จได้เมื่อไหร่ล่ะ '

        สิ้นคำถามขององค์ไซเรนเนีย  ทั้งสิบสองต่างก็เดินกลับมายังหอสมุดหลวงด้วยท่าทางไร้ซึ่งเรี่ยวแรง  ตลอดทางที่ผ่านมา  บนใบหน้าของฟลอรีน่า  แอนแดนเต้  มิเรียมและแพนโธเรียนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาแห่งความเศร้าโศกซึ่งดูท่าทางคงจะมิยอมหยุดไหลง่ายๆร้อนไปถึงหนุ่มๆและอีกหนึ่งสาวที่ต้องคอยปลอบ  ก่อนที่แต่ละคนจะเข้านั่งประจำที่เพื่อเริ่มวางแผนปรึกษาหารือกัน  แต่จนแล้วจนรอด  เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วก็หาได้มีใครคิดที่จะเอ่ยอะไรออกมาไม่
 
      " เจนีเซีย  เดินทางคราวนี้จำเป็นต้องมีใครบ้าง "  ในที่สุดฟินซึ่งดูจะมีความรับผิดชอบที่สุดในเวลานี้เอ่ยขึ้น

      " ต้องมีแอนแดนเต้  เฟเรียว  มิเรียมแล้วก็องค์ชายโยฮันต์แน่ๆ  แล้วข้าก็ขอแนะให้แพนโธเรีย  เจมิน  แซมัวร์แล้วก็โคเอนอยู่เฝ้าที่นี่  ตอนนี้พระวรกายขององค์ไซเรนเนียยังไม่กลับคืนสู่สภาพปกติดี  จำเป็นต้องมีคนคอยคุ้มกันอย่างใกล้ชิด "

      " งั้นข้าขอให้เจนีเซียกับเรย์ไปด้วย  เจนีเซียมีความสามารถในการแก้ปริศนาดี  เรย์ก็สามารถให้การคุ้นกันพวกเราได้ "  แอนแดนเต้เอ่ยขึ้น

      " งั้นข้าว่าฟลอรีน่ากับฟินก็สมควรไป  อย่างน้อยตอนนี้พวกเค้าก็มีอาวุธศักดิ์สิทธิ์แล้ว  พวกเราจะได้มั่นใจได้ว่าเจ้าพวกนั้นจะไม่สามารถมารบกวนพวกเราระหว่างปฏิบัติภารกิจ " เฟเรียวเสนอขึ้นบ้าง
 
      " สรุปก็มีแปดคนที่ออกเดินทาง  อีกสี่คนอยู่ที่นี่คอยดูแลองค์ไซเรนเนีย  มีใครมีอะไรขัดข้องมั้ย "  ฟินเอ่ยสรุป  เมื่อไม่มีใครคัดค้านชายหนุ่มจึงหันมาหาเจนีเซียอีกครั้ง

      " ออกเดินทางได้เมื่อไหร่เจนีเซีย "

      " ถ้าสัมภาระพวกเจ้าพร้อมก็ออกเดินทางได้เลย  ข้าจะไปบอกพวกเฮวีออนเอง " 

        ว่าแล้วหญิงสาวก็ทำท่าจะเดินออกจากห้องไป  หากเท้าก็หยุดก้าวแค่นั้นเมื่อเสียงหวานใสเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ

       " เจนีเซีย  ข้าถามเจ้าซักคำเถอะนะว่าเจ้าเสียใจบ้างมั้ยกับที่เสด็จพ่อของข้า... " 

         เสียงของมิเรียมในเวลานี้ช่างสั่นเครือและเต็มไปด้วยแววตัดพ้ออย่างเห็นได้ชัด  ส่งผลให้เจนีเซียหยุดชะงักอยู่กับที่ทันที  หากเธอยังมิยอมหันกลับไปเผชิญหน้ากับสหาย

       " ถ้าถามว่าข้ารู้สึกยังไง  ข้าก็คงรู้สึกเสียใจไม่ต่างจากพวกเจ้า  แต่ข้าเลือกที่จะไม่ร้องไห้ก็เท่านั้น "  

        หญิงสาวออกเดินต่อโดยไม่เหลียวหลังกลับมามอง  เธอรู้ดีว่าในเวลานี้ควรจะเดินออกจากห้องให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้  ด้วยไม่อยากพูดกับใครเรื่องนี้  โดยเฉพาะมิเรียม  เธออาจจะเสียใจเกินกว่าที่จะรับฟังเหตุผลของเธอได้

      " เสียใจงั้นรึ!!  เจ้าเคยรู้จักคำนี้จริงๆรึเปล่าเจนีเซีย  ใช่ซินะ  เจ้าไม่ได้เสียคนสำคัญในชีวิตอย่างข้านี่  เจ้าถึงจะได้เข้าใจว่าตอนนี้ข้ารู้สึกยังไงและอยากจะออกเดินทางรึเปล่าน่ะ "

         สิ้นเสียงตัดพ้อที่ดังกับมีดกรีดแทงลงในหัวใจของหญิงสาว  เจนีเซียก็ออกเดินอีกครั้ง  มือบางยกขึ้นกำลูกบิดสีทองบนประตูคริสตัลก่อนจะบิดและออกแรงผลักมันให้เปิดออก

      " หากองค์หญิงจะทรงคิดเช่นนั้น  หม่อมฉันคงมิอาจเปลี่ยนแปลงมันได้  แต่หม่อมฉันรู้เพียงแต่ว่า  หากองค์ซาร์โมเอลรู้ว่าการจากไปของพระองค์ทำให้พวกกระหม่อมฉันหยุดปฏิบัติภารกิจซึ่งมีความสำคัญขนาดที่พระองค์ยอมสละตัวพระองค์เองเพื่อให้พวกกระหม่อมฉันทำการครั้งนี้ให้สำเร็จ  พระองค์คงจะทรงเสียพระทัยมาก  แพนโธเรีย  คืนนี้ข้าอยู่กับเฮวีออนนะ "

         พูดจบหญิงสาวก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่ฟังเสียงเรียกของใครทั้งนั้น  ในขณะที่ปล่อยให้มิเรียมร้องไห้ต่อไปโดยมีคนอื่นๆที่ยังคงอยู่ในห้องนั้นคอยปลอบ  ในขณะที่ฟลอรีน่า  แอนแดนเต้  แพนโธเรีย  เจมินและแซมัวร์ก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยไม่เคยเห็นเจนิเซียและมิเรียมทะเลาะกันรุนแรงเช่นนี้  ส่วนอีกห้าหนุ่มที่ต้องมารับรู้เรื่องราวด้วยนั้นก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากช่วยดูและรับฟังสิ่งที่ทั้งหกสหายขอร้องก็เท่านั้น




         ท่ามกลางแสงจันทร์และแสงดาราแห่งคิมหันตฤดู  หญิงสาวร่างบางผู้หนึ่งค่อยๆเดินตัดสนามหญ้ากว้างจากตัวปราสาทสู่โรงเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ซึ่งมีลักษณะเป็นอาคารไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ทั้งกว้างและยาวพอๆกับวัง  ซึ่งล้อมรอบด้วยต้นไม้และพุ่มไม้เตี้ยเพื่อกันให้มันพ้นจากสายตาของบุคคล  ที่ด้านบนของอาคารเป็นกระจกใสเหมือนกับโรงเรือนต้นไม้  เพื่อให้แสงแห่งดวงตะวันสาดส่องเข้ามาให้ความอบอุ่นได้อย่างทั่วถึง  ภายในอาคารติดตั้งอุปกรณ์ปรับความชื่น  อุณหภูมิและความดันให้เหมาะสมกับสภาพอาการที่สัตวฺเหล่านั้นอาศัยอยู่มากที่สุด

      " ข้าขอคุยกับเจ้าซักครู่จะได้มั้ย "  

        เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นจากด้านหลังของหญิงสาวที่กำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตูไม้ที่อยู่เบื้องหน้า  เจนีเซียหันกลับไปมองก็พบร่างสูงกำยำร่างหนึ่งที่แสนคุ้นตายืนอยู่ด้านหลังห่างจากเธอไปเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น  

      " ได้ซิ  เจ้าตามข้ามาแล้วกัน "

        ประโยคนั้นทำให้ชายหนุ่มยิ้มออก  ก่อนที่เค้าจะเดินตามหญิงสาวไปเงียบๆ  เจนีเซียพาเค้าเดินผ่านคอกและกรงที่กว้างใหญ่ของสัตว์หลายๆชนิดไปอย่างช้าๆ  โดยมีสายตาจากทั้งสัตว์น้อยและใหญ่มองตามคนทั้งคู่ไปด้วยสายตาที่แตกต่างกัน  คนนึงที่อยู่ข้างหน้านั้นมองด้วยสายตาเป็นห่วงและแสดงความคุ้นเคย  ในขณะที่อีกคนที่ตามหลังมานั้นกลับให้ความรู้สึกแตกต่างกันไป  ด้วยเพราะหญิงสาวไม่เคยพาใครเข้ามาที่นี่เพียงสองคน  นอกจากจะมากับแพนโธเรียเท่านั้น

         ในที่สุดหญิงสาวก็พาชายหนุ่มมาจนถึงคอกอันกว้างใหญ่ของพีกาซัส  ที่ซึ่งบัดนี้ทุกตัวผงกหัวขึ้นมามองคนทั้งสองด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้ยิ่งนักโดยเฉพาะเจ็ดตัวที่เคยออกเดินทางร่วมกับหญิงสาวมาแล้วเมื่อไม่กี่วันก่อนที่มองมาด้วยแววตาอ่านแปลกๆยังไงชอบกล

       " พวกเจ้านอนไปเถอะ  ข้าไม่รบกวนหรอก " 

         หญิงสาวส่งเสียงเบาทักทายก่อนจะกระโดดขึ้นนั่งบนไม้อันบนสุดของคอกสีขาวซึ่งล้อมรอบพื้นที่ค่อนข้างกว้างบนพื้นหญ้าสีเขียวอ่อนนุ่ม  ห้อยเท้าลงมาด้านล่างเพื่อให้หันมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม

       " เจ้าอยากคุยอะไรกับข้าล่ะ "  หญิงสาวเอ่ยขึ้น  ซึ่งชายหนุ่มก็ยิ้มให้ก่อนจะกระโดดขึ้นมานั่งห้อยเท้าอยู่ข้างๆเธอเช่นกัน

       " อันที่จริงก็ไม่มีอะไรมากหรอก  ข้าแค่รู้สึกเป็นห่วงเจ้าก็เท่านั้น  ไม่เคยเห็นเจ้าแสดงท่าทีแบบนั้นเลย "  เรย์เอ่ยขึ้น  ส่งผลให้หญิงสาวยิ้มออกมาเนือยๆ

       " ทุกครั้งเวลาองค์หญิงเศร้าหรือโมโหก็ไม่ค่อยฟังอะไรใครทั้งนั้นล่ะ  ข้าชินแล้ว  เพียงแต่ครั้งนี้มันออกจะหนักหนาไปซักหน่อยก็เท่านั้น "  หญิงสาวพูดพร้อมกับก้มหน้าแล้วเริ่มเล่นมือตัวเองที่รู้สึกว่าตอนนี้มันชักจะอยู่ไม่สุขยังไงก็ไม่รู้

       " เจ้าตามข้ามาเพื่อจะพูดแค่นี้น่ะเหรอ "  หญิงสาวเอ่ยขึ้นก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม

       " เปล่าหรอก  แต่มันอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวของเจ้ามากไปหน่อยข้าเลยคิดว่าไม่พูดจะดีกว่า "

       " เจ้าพูดมาเถอะ  ข้ารับฟังได้ทุกอย่างอยู่แล้วล่ะ " 

         หญิงสาวพูดก่อนจะยิ้มให้ชายหนุ่ม  เรย์ยิ้มตอบก่อนจะกระโดดลงมาจากรั้วและหันมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวที่ยังคงนั่งอยู่บนรั้ว

       " ข้ารู้ว่าตอนนี้เจ้ารู้สึกเช่นใดเจนีเซีย  เจ้าเองก็เสียใจไม่ต่างจากที่สี่คนนั้นรู้สึกและอาจจะเศร้าพอๆกับองค์หญิงของเจ้าด้วยซ้ำ  แต่ด้วยความที่เจ้าไม่อยากให้คนอื่นคิดมาก  เจ้าจึงต้องทำตัวให้เข้มแข็งและกัดฟันออกเดินทางอีกครั้งเพื่อภารกิจที่องค์ซาร์โมเอลได้มอบหมายให้  ข้าพูดถูกมั้ยเจนีเซีย "  

          สิ้นคำพูดของชายหนุ่ม  หญิงสาวหาได้มีคำตอบอันใดให้กับเขาไม่  กลับก้มหน้าลงมองมือตัวเองเงียบๆซึ่งชายหนุ่มก็ถือว่าการก้มหน้าและเงียบไปนั้นเป็นการยอมรับของเธอ

        " ข้าจะไม่ขอให้เจ้าพูดความรู้สึกที่เจ้ามีในตอนนี้  เจนีเซีย  แต่ข้าอยากจะบอกให้เจ้าได้รับรู้เอาไว้  การเข้มแข็งในสถานการณ์แบบนี้เป็นสิ่งที่ดีและน่าชื่นชมอย่างยิ่ง  แต่บางครั้งเจ้าก็ต้องรู้จักทำตามที่ใจเจ้าเรียกร้องซะบ้าง  อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจของตัวเจ้าเองนะ  และก็อยากให้เจ้ารู้ไว้  ว่าอย่างน้อยก็มีใครอีกหลายคนที่เค้ารู้สึกเป็นห่วงเจ้าก็เท่านั้น "

         ชายหนุ่มวางมือลงบนของหญิงสาวก่อนจะบีบเบาๆราวกับกำลังถ่ายทอดพลังใจให้กับเธอ  ที่แม้ว่าจะไม่พูด  ไม่เอ่ยหรือร้องไห้  แต่เค้ากลับรู้สึกว่าภายในจิตใจของเธอตอนนี้มันกำลังร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ  หากเพียงแต่เธอเลือกที่จะไม่แสดงมันออกมาก็เท่านั้น  ชายหนุ่มไม่หวังว่าจะได้เป็นคนปลอบหญิงสาวคนนี้  คนที่เค้าเฝ้าคิดถึงและเป็นห่วงทุกลมหายใจ เพียงแค่อยากให้เธอนั้นได้รับรู้ไว้  ว่าอย่างน้อยก็ยังมีเค้าที่ยังอยู่ข้างๆและคอยให้กำลังใจกับเธอเสมอ  

         ทันทีที่ทั้งสองสบตากัน  ความจริงใจและความห่วงใยของชายหนุ่มก็สื่อถึงจิตใจของหญิงสาว  เธอรับรู้ได้โดยไม่ต้องเอ่ยอะไรออกมาเป็นคำพูดสวยหรูเพียงแค่รู้สึกเท่านั้น  หญิงสาวยิ้มพร้อมกับที่น้ำใสๆเริ่มเอ่อออกมาที่นัยต์ตา  หากเธอยังคงก้มหน้าด้วยไม่อยากให้เค้าได้รับรู้ช่วงเวลาที่เธออ่อนแอ  ไม่อยากให้เค้ารับรู้ว่าในจิตใจของผู้หญิงคนนี้หาได้เย็นเยียบราวน้ำแข็งและไม่ได้แข็งแกร่งดุจหินผาอย่างที่ใครๆหลายๆคนเข้าใจ  หากมันเป็นเพียงแค่เลือดเนื้อก้อนหนึ่งที่ยังมีชีวิตและความรู้สึก 

         แต่ยิ่งห้ามน้ำตามันเหมือนยิ่งกระตุ้นให้มันเอ่อท้นออกมามากขึ้น  จนในที่สุด  น้ำใสๆก็หยดลงบนหลังมือของชายหนุ่มที่ยังคงกุมมือของเธออยู่  หญิงสาวยกมือขึ้นปาดลวกๆก่อนจะกระโดดลงมาจากรั้วและหันหลังให้ชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว

       " ข้าขอตัวก่อน "

         เสียงพูดที่เบาราวกับขนนก  หญิงสาวพยายามเดินมายังประตูคอกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้  หากตอนนี้ร่างกายเธอกลับไม่ให้ความร่วมมือเอาซะเลย  ร่างบางเริ่มสั่นน้อยๆพร้อมๆกับที่น้ำตาก็ยังคงเอ่อท้นออกมามากขึ้นเรื่อยๆ  กำแพงหนาที่กั้นความรู้สึกที่เรียกว่าความเข้มแข็งนั้นพังทลายลง

        หมับ!!
        ชายหนุ่มคว้าที่ข้อมือบางของหญิงสาวก่อนจะออกแรงเพียงนิด  ร่างบางก็เข้ามาอยู่อ้อมแขนแข็งแกร่งอย่างง่ายดาย 

       " เรย์  ปล่อยข้าเถอะ  ข้าขอร้องปล่อยข้า " 

         หญิงสาวว่าขณะที่ร่างกายก็ยังคงดิ้นไปมาในวงแขนนั้น  หากใบหน้ากลับซบลงบนอกกว้างที่ในเวลานี้มันช่างอบอุ่นเสียเหลือเกินด้วยต้องการหลบใบหน้าให้พ้นจากสายตาของชายหนุ่ม  หากชายหนุ่มกลับไม่ทำตามที่หญิงสาวร้องขอได้แต่เงียบและกอดร่างบางไว้อย่างนั้นเช่นเดิม  หญิงสาวพยายามทั้งดิ้น  ทั้งทุบ  ทั้งดันร่างแข็งแกร่งเบื้องหน้า  หากในเวลานี้เรี่ยวแรงของเธอกลับหายไปไหนก็มิอาจรู้ได้ราวกับพยายามที่จะผลักกำแพงหนาซึ่งก็ไม่มีทางที่มันจะขยับได้  ในที่สุดร่างบางก็ยอมแพ้ยอมให้ชายหนุ่มกอดแต่โดยดี  พร้อมๆกับที่น้ำตากลับไหลออกมามากขึ้นเรื่อยๆ  ชายหนุ่มค่อยๆประคองหญิงสาวให้นั่งลงกับพื้นหญ้าโดยยังคงกอดร่างบางที่ตอนนี้กำลังสั่นด้วยแรงสะอื้นไว้แน่น

       " ข้ามันอ่อนแอใช่มั้ย  ทั้งๆที่ข้าสัญญาไว้กับองค์ซาร์โมเอลว่าข้าจะไม่ร้องไห้  ข้าคงทำให้พระองค์ผิดหวังใช่มั้ย " 

        หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ขาดเป็นห้วงๆด้วยแรงสะอื้น  ชายหนุ่มยกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบผมสีแดงยาวนั้นอย่างอ่อนโยน

      " ไม่หรอกเจนีเซีย  ถ้าข้าเป็นพระองค์  ข้าคงภูมิใจในตัวเจ้ามากที่เป็นลูกศิษย์ที่เข้มแข็งได้ถึงขนาดนี้ "

      " แต่คนเข้มแข็งที่ไหนเค้าจะมาร้องไห้กันล่ะ " 

       หญิงสาวยังคงพูดต่อไป  ชายหนุ่มค่อยๆดันร่างของหญิงสาวออกจากตัวช้าๆ  โดยที่แขนข้างหนึ่งยังคงกอดเธอไว้  ขณะที่อีกข้างก็ยกขึ้นเชยคางหญิงสาวให้เงยหน้าขึ้นสบกับนัยต์ตาสีน้ำตาลคมของเขา

      " ข้าว่าเจ้าตีความคำว่าเข้มแข็งผิดนะสาวน้อย  เข้มแข็งไม่ได้แปลว่าร้องไห้ไม่ได้  แต่เป็นความรู้สึกที่จะมุ่งไปข้างหน้าสู่จุดหมายอย่างไม่ย่อท้อและหวั่นไหวต่างหาก  การร้องไห้ไม่ใช่สิ่งผิด  เพียงแต่มันขึ้นอยู่กับว่าเจ้าร้องเพราะเรื่องอะไรและในสถานการณ์ไหนต่างหาก  เข้าใจมั้ย " 

        ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มอ่อนโยน  ก่อนจะปล่อยมือจากคางของหญิงสาวและยกมันขึ้นปาดน้ำตาที่แก้มทั้งสองข้างของเธออย่างเบามือ  หากนั่นกลับทำให้น้ำตาของเจนีเซียกลับไหลหนักเข้าไปอีก 

      " เอ...เจ้านี่ขี้แงกว่าที่ข้าคิดแฮะ  ไม่เอาน่าคนเก่ง  หยุดร้องไห้เถอะนะ  เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ตาบวมให้คนอื่นเห็นมันจะดีรึ "

       ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังราวกับปลอบเด็กอายุห้าขวบ  หากนั่นก็ทำให้หญิงสาวหยุดร้องไห้ได้ทันที  เธอยกมือขึ้นปากน้ำตาอย่างรวดเร็วก่อนจะหันไปมองทางอื่นที่ไม่ใช่ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มอ่อนโยนของเจ้าของอ้อมแขนที่โอบกอดเธออยู่นี้  พลันสายตาก็ไปหยุดเข้ากับพีกาซัสนับสิบที่นั่งมองพวกเธออยู่  ซึ่งพวกมันก็รีบหันไปทางอื่นแทบไม่ทัน  นั่นยิ่งทำให้แก้มนวลของหญิงสาวเริ่มออกอาการแดงเรื่อๆขึ้นมาในทันที

     " เออ.....ข้าว่าข้าไม่เป็นไรแล้วล่ะ  เจ้าปล่อยข้าได้แล้ว "  หญิงสาวว่าก่อนจะดันเจ้าของอ้อมกอดอุ่นนั่นเบาๆ

     " งั้นหันมายิ้มให้ข้าก่อนซิแล้วจะปล่อย "

     " อย่ามาต่อรองนะ  เดี๋ยวก็เจ็บตัวหรอก "  เมื่อความเศร้าหายไป  เรี่ยวแรงของหญิงสาวก็กลับมาอีกครั้ง

     " เจ้าจะทำข้าได้ลงคอรึสาวน้อย  น่านะ  แค่ยิ้มเดียวแล้วข้าจะปล่อยเจ้าจริงๆ  ข้าสัญญา " 

     " แน่นะ "  หญิงสาวยังไม่วายส่งเสียงถามอุบอิบ

     " ข้าเคยผิดสัญญากับเจ้ามั้ยล่ะ " 

       ชายหนุ่มถามกลับซึ่งนั่นก็เรียกรอยยิ้มน้อยๆบนใบหน้าของเธอได้  แม้ว่าตอนนี้เจ้าของใบหน้าจะยังคงก้มหน้างุดๆอยู่กับอ้อมอกอบอุ่นและแข็งแกร่งนั่นก็ตามที  ก่อนที่หญิงสาวจะเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่ม  เผยให้เห็นใบหน้าที่เปื้อนยิ้มแบบครั้งแรกที่ทำให้หัวใจของชายหนุ่มกระตุก  ก่อนที่เจ้าของอ้อมกอดจะยอมปล่อยมือออกแต่โดยดี  แม้ว่าจะยังคงเสียดายอยู่ภายในใจก็ตาม

      " เจ้าไม่ขึ้นนอนป่านนี้พวกนั้นคงตามหาแย่ "  เจนีเซียเอ่ยขึ้นก่อนจะลุกขึ้นยืนโดยมีชายหนุ่มลุกขึ้นตามช้าๆ

      " ป่านนี้ลงกลอนประตูห้องเรียบร้อยแล้วน่ะซิไม่ว่า "

      " อ้าว!  แล้วนี่เจ้าจะไปนอนที่ไหนล่ะ "  สิ้นคำถาม  หญิงสาวก็มองเห็นคำตอบภายในดวงตาของชายหนุ่มที่มองมาทางนี้ทันที

      " ไม่เอานะ  ข้าไม่ให้เจ้านอนด้วยหรอก  ใครมาเห็นเข้าอายเค้าตายเลย  อีกอย่าง  ข้าเอาผ้าห่มมาผืนเดียวด้วย "  

       หญิงสาวว่าหน้าแดง  ในขณะที่ชายหนุ่มนั้นอยากจะหัวเราะออกมาซะให้ได้แต่ต้องกลั้นไว้  ด้วยยังไม่อยากชิมกำปั้นจากหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้านัก  อันที่จริงชายหนุ่มแอบเอาผ้าห่มมาอีกผืนเรียบร้อยแล้วก็กะว่าจะนอนตรงห้องที่ใช้เก็บอุปกรณ์สำหรับใช้เดินทางภายในโรงเลี้ยงสัตว์ที่อยู่ใกล้ๆคอกพีกาซัสเปล่านี้เท่านั้น  แต่ในเมื่อหญิงสาวคิดออกมาแบบนี้  เค้าก็ไม่อยากทำให้เธอหน้าแตกซักเท่าไหร่

     ' ให้เรย์นอนที่นี่ด้วยก็ไม่เห็นจะเป็นไรนี่เจนีเซีย '  เฮวีออนเอ่ยขึ้นก่อนจะลุกเดินตรงมายังทั้งสอง

     " ได้ไงเล่า  ข้าเป็นผู้หญิง  เค้าเป็นผู้ชาย  แถมผ้าห่มก็มีผืนเดียวแล้วจะให้มานอนด้วยกันเนี่ยนะ "  หญิงสาวเอ่ยเสียงเข้มกับพีกาซัสหนุ่ม

     ' ก็ไม่ได้บอกให้นอนด้วยกันนิ  เจ้าก็นอนพิงข้าไป  ส่วนเจ้าหนุ่มนี่ก็ให้พิงดาร์คที่อีกฟากของคอกก็หมดเรื่อง '  เฮวีออนอธิบาย

     ' หรือเจ้าจะใจร้ายพอที่จะไล่เจ้าหนุ่มนี่กลับไปนอนที่ปราสาทล่ะ  นี่มันก็จะเที่ยงคืนแล้วนะ  ป่านนี้นางกำนัลกับทหารยามลงกลอนบานประตูทุกบานหมดแล้วล่ะ ' 

      เฮวีออนชี้แจง  ในที่สุดเมื่อจนปัญญาจริงๆหญิงสาวก็เปิดประตูคอกและเดินเข้ามาโดยมีชายหนุ่มเดินตามเข้ามาด้วย

     " ข้าจะนอนนี่  เจ้าไปตรงโน้นแล้วกัน  ส่วนผ้าห่มเดี๋ยวข้าเสกให้อีกผืนก็ได้ " 

       หากยังไม่ทันที่เธอจะเริ่มลงมือร่างมนตร์  ชายหนุ่มก็ดึงผ้าห่มผืนใหญ่ออกมาจากย่ามผ้าสีน้ำตาลด้านหลัง  พร้อมกับส่งยิ้มแหยๆมาให้ 

     " อันที่จริงข้าก็เอาผ่าห่มมาเหมือนกัน  เอามาเผื่อเจ้าด้วย  แต่ท่าทางคงจะไม่ต้องแล้ว  งั้นราตรีสวัสดิ์นะเจนีเซีย " 

      ว่าแล้วชายหนุ่มก็เดินไปยังคอกอีกด้านหนึ่งที่หญิงสาวชี้นิ้วไปเมื่อกี้  ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งและเอนหลังพิงเจ้ายูนิคอร์นแผงคอสีดำที่อยู่ด้านหลัง  และหลับตาลงทันทีเพื่อหลบหญิงสาวที่ยืนทำหน้าเหมือนจะเข้ามาขย้ำคอเค้าอยู่มะรอมมะร่อ

     ' เอ้านั่น  แล้วจะยืนมองเค้าอีกนานมั้ย  เด๋วก็ไม่ได้นอนกันพอดี ' 

      เฮวีออนเอ่ย  ส่งผลให้หญิงสาวละสายตาจากชายหนุ่มและทรุดตัวลงเอนหลังพิงเข้ากับเจ้าพีกาซัสหนุ่มอย่างรวดเร็ว  พร้อมกับคลี่ผ้าห่มขึ้นคลุมมาจนถึงคอ

     " ไม่ต้องกลัวข้าถึงขนาดนั้นก็ได้นะเจนีเซีย  ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก  และเกิดอยากทำขึ้นมา  เจ้าพวกนี้คงยอมให้ข้าทำเจ้าง่ายๆหรอกนะ " 

       แม้ว่าชายหนุ่มจะหลับตาไปแล้วก็ยังไม่วายส่งเสียล้อเมื่อเห็นท่าทางระมัดระวังตัวของหญิงสาว  ส่งผลให้เจนีเซียส่งสายตาเขียวปั๊ดมาให้ทันที

     " บ้าซิ  ข้าไม่ได้กลัวซักหน่อย "  ว่าแล้วก็หญิงสาวก็หันหลังให้ชายหนุ่มทันที  เป็นการตัดบทสนทนาไปโดยปริยาย 

     " ขอบใจนะ "  หญิงสาวเอ่ยเสียงเบา  หากนั่นก็เพียงพอให้ชายหนุ่มยิ้มออก

     " ไม่เป็นไรหรอกสาวน้อย  สำหรับเจ้าข้ายินดี " 

       ชายหนุ่มบอก  หญิงสาวซุกตัวกับผ้าห่มและยิ้มคนเดียวในความมืด  หากก็ไม่อาจหลุดพ้นจากสายตาของเฮวีออนไปได้

      ' งานนี้เจ้าหนีไม่พ้นแล้วล่ะสาวน้อย ' 

       พีกาซัสหนุ่มคิดในใจก่อนจะวางหัวลงบนตักของหญิงสาวและหลับตาลง  กี่ครั้งกันที่หญิงสาวจะร้องไห้  คนที่ได้เห็นและเป็นคนปลอบเธอก็หนีไม่พ้นตัวของมันเองนั่นแหละ  หากคราวนี้คนที่สามารถทำให้หญิงสาวหยุดร้องไห้ได้แถมเป็นคนที่เริ่มก่อให้เกิดความอบอุ่นในใจของหญิงสาวตรงหน้ามันนี้โดยที่ตัวเองและสาวเจ้าก็ไม่รู้ตัวนั้นคือชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ามันเอง

      ' ข้าไม่แต่งงานหรอกน่า  ผู้ชายน่ะไม่เห็นมีดีซักคน '  ประโยคที่เมื่อครั้งนึงเด็กน้อยผมสีแดงเคยพูดไว้กับมันลอยกลับเข้ามาในความคิด

     ' แล้วข้าจะรอดูนะเจนีเซีย  ว่าเจ้าจะทำได้อย่างที่เจ้าพูดไว้รึเปล่า '  

      พีกาซัสหนุ่มคิดในใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของหญิงสาวที่หลับตาพริ้มสู่ห้วงนิทราไปแล้วด้วยความอ่อนเพลียทั้งทางกายและจิดใจ  พรุ่งนี้หญิงสาวยังคงต้องรับศึกหนักเช่นเคย  ทั้งจากภารกิจและคนใกล้ตัวที่ดูท่าทางคงจะไม่จบลงง่ายๆเหมือนเดิมเป็นแน่  




      " เจนีเซีย  หกโมงแล้วนะ  ไปกันได้แล้ว "  ชายหนุ่มสะกิดหญิงสาวที่ยังคงนอนหลับตาอย่างมีความสุข  หากหญิงสาวกลับดึงผ้าขึ้นคลุมโปง

     ' เจนีเซีย ' 

      เฮวีออกนเอาจมูกดุนที่ร่างใต้ผ้าห่ม  หากเสียงที่ตอบกลับมาก็คือเสียงที่รู้สึกขึดใจอย่างยิ่ง  แถมร่างใต้ผ้านั้นก็กลับขดซุกตัวเข้าไปอีก  ในที่สุดชายหนุ่มก็ใช้วิธีขึ้นเด็ดขาด  เรย์ค่อยๆมุดเข้าไปใต้ผ้าห่ม  ก่อนจะกอดร่างคนขี้เซาจากทางด้านหลัง  พร้อมกับที่กระซิบเข้าข้างหูของหญิงสาวด้วยน้ำเสียงชวนขนลุก

     " จะตื่นดีๆ  หรือจะให้ข้าจัดการกับเจ้าจริงเจนีเซีย "  เท่านั้นแหละร่างบางรีบกระเต้งตัวออกจากโปงผ้าและยืนขึ้นมองผู้รุกทันที

     " เจ้านี่วอนหาเรื่องตายแต่เช้าอยู่เรื่อยเลยนะ "  หญิงสาวเอ่ยด้วยใบหน้าที่ยังคงแดงเรื่อก่อนจะจัดการพับผ้าห่มเก็บ

     " ก็ปลุกดีๆเจ้าไม่ตื่นเองนี่น่า " 

      ชายหนุ่มว่าก่อนจะสะพายย่ามผ้าที่ภายในมีผ้าห่มของตัวเองขึ้นบ่าและเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มของหญิงสาวมาถือไว้เอง  ชายหนุ่มและหญิงสาวจัดการช่วนกันเอาหญ้าและน้ำใส่ในรางไม้ขนาดใหญ่ให้พีกาซัสทั้งหลายทาน  ก่อนที่ทั้งสองจะเดินกลับไปยังปราสาทและแยกกันกลับห้อง  ที่ซึ่งตอนนี้หญิงสาวอีกสี่คนยังคงนอนหลับอยู่  เจนีเซียรีบจัดการอาบน้ำและแต่งตัวอย่างรวดเร็ว  ก่อนจะหันไปยัดเสื้อผ้าอีกสองชุดใส่กระเป๋า  ก่อนจะร่ายมนตร์ส่งมันไปยังห้องเสวยอย่างรวดเร็วและตรงรี่เข้าไปปลุกฟลอรีน่า

     " ตื่นได้แล้ว  ได้เวลาแล้ว  ข้าไปรอที่ห้องเสวยนะ  ยังมีของที่ต้องเอาไปอีกสองสามอย่าง "  หญิงสาวรีบบอกและออกจากห้องไปเมื่อเห็นฟลอรีน่าลุกขึ้นจากเตียงแล้ว 

       เจนีเซียวิ่งไปยังห้องเก็บวัตถุปรุงยาที่อยู่ใกล้ๆกับห้องพักฟื้นและหยิบขวดขนาดกลางที่ภายในมีส่วนของต้นไม้และดอกไม้หน้าตาประหลาดมาสามสี่ขวด  พิจารณามันซักครู่ก็จับพวกมันยัดใส่กล่องที่บุนวมกันแก้วแตกอย่างดี  ก่อนจะรีบออกจากห้องนั้นมาและตรงไปยังห้องเสวยทันที

       บรรยากาศบนโต๊ะวันนี้ช่างเงียบผิดปกติ  ด้วยว่าแม้เจนีเซียจะเข้าใจมิเรียมดี  หากก็ไม่ใช่ที่ที่เธอจะต้องมาขอโทษทั้งๆที่เธอไม่ใช่คนผิดด้วยซ้ำ  ในขณะที่มิเรียมเมื่ออารมณ์เย็นลงแล้วและเข้าใจทุกอย่างรวมทั้งเหตุผลของเจนีเซียดี  แต่เธอก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากก่อนเพราะรู้สึกเขินและละอายในการกระทำของตัวเองยิ่งนัก  เลยกลายเป็นอาการพูดไม่ออกบอกไม่ถูก  ร้อนถึงคนอื่นๆต้องคอยพูดให้บรรยากาศไม่เงียบงันและตึงเครียดมากจนเกินไปนัก

      " ข้าอิ่มแล้วล่ะ  เดี๋ยวขอตัวไปเตรียมเฮวีออนก่อนนะ "  ว่าแล้วเจนีเซียก็เดินออกจากห้องไปโดยมีแพนโธเรียเดินตามไปติดๆ

       ' แล้วงานนี้จะเป็นยังไงต่อไปกนล่ะเนี่ย '

         อีกสิบคนที่เหลือในห้องยกมือขึ้นกุมขมับ  ก่อนจะถอนหายใจด้วยท่าทางงานนี้การเดินทางคงจะเงียบพิลึก

67 ความคิดเห็น