มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 25 : ทวนคิมหันต์แห่งอาร์รากอน ( Rewrite )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 44
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    12 ต.ค. 49

      ' แค่ครึ่งชั่วโมงก็หมดแรงแล้วรึองค์ชาย '  

        มาร์โคถามเสียงเย็นพลางส่งสายตาท้าทายไปยังฟินที่ยืนหอบอยู่  ก่อนที่สายตาของเอลฟ์หนุ่มจะหันไปมองเม็ดทรายในนาฬิกาอย่างใจเย็น

      ' คนที่สามแล้วซินะ '

        สิ้นเสียงร่างของโยฮันต์ก็เริ่มสั่นกระตุก  ส่งผลให้มิเรียมน้ำตาไหลพรากด้วยความสงสารและเจ็บใจหนักหนาที่ไม่สามารถช่วยคู่หมั้นของตัวเองได้

        ฟุบ!!
        ร่างของชายหนุ่มแน่นิ่งพร้อมๆกับที่ดวงวิญญาณสีเหลืองนวลลอยออกจากร่างและตรงไปยังโหลแก้วที่ลงยันต์ปิดผนึกด้วยเวทมนตร์อย่างดีตามเรย์ซึ่งเป็นคนที่สองไปติดๆ

     ' ไม่ต้องโศกเศร้าเสียใจไปหรอกองค์หญิง  ท่านจะเป็นรายต่อไป '
      
       มาร์โคปรายหางตามองหญิงสาวผมดำยาวที่ตอนนี้กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจเหลือแสน  ในขณะที่ดวงตาแม้น้ำตาจะยังคงไหลหากประกายในดวงตานั้นกลับวาวโรจน์อย่างน่ากลัว

     " เจ็บใจไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกน่า  มาภาวนาให้ฟินหาทางเอาชนะให้ได้เร็วๆจะดีกว่า "  จีน่าเอ่ยขึ้นขณะที่สายตายังคงจับจ้องมาร์โคที่ตอนนี้เริ่มต้นจู่โจมชายหนุ่มอีกครั้ง

     " เราส่งเสียงตะโกนออกไปไม่ได้เหรอ "  ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้น

     " คิดว่าเวลาคนกำลังสู้กันจะมัวมานั่งฟังคนข้างนอกรึ  เอาสมาธิอยู่ที่อื่นมีหวังตายกันพอดี "  เจนีเซียกล่าว

     " แล้วถ้าใช้ไมค์ของเจมินล่ะ  เมื่อกี้ก่อนถูกจับมัดข้าเห็นฟินเสียบหูฟังอยู่นี่ " 

       มิเรียมเอ่ยขึ้น  พร้อมมองไปยังเจนีเซียที่ยังคงมีหูฟังและไมค์จิ๋วจ่ออยู่ด้วยสายตามีความหวังพร้อมกับฟลอรีน่า  หากหญิงสาวผมแดงกลับสะบัดหัวอย่างแรงจนเจ้าไมค์และหูฟังหลุดกระเด็นไปตกด้านข้างตัวแทน  ส่งผลให้อีกสองสาวอ้าปากค้าง

     " ข้าเองก็อยากจะช่วยไม่ต่างไปจากพวกเจ้า  แต่พวกเจ้าอย่าลืมซิว่านี่เป็นการทดสอบของฟิน  เค้าจะรู้สึกยังไงที่ไม่ได้ผ่านมันได้ด้วยตัวเองและที่สำคัญกว่านั้น  ถ้าพวกเราช่วย  พวกเจ้าคิดว่ามาร์โคที่เป็นถึงผู้พิทักษ์ศาสตราวุธและผู้รับใช้สูงสุดแห่งองค์เทพอาร์รากอนจะยอมมอบศาสตราวุธให้กับฟิน "  หญิงสาวร่ายยาว  ส่งผลให้อีกสองสาวเงียบสนิท

     " ข้าเชื่อว่าฟินต้องทำได้  แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ข้าว่าตานี่น่าจะมีสมาธิให้มากกว่านี้หน่อยนะ "  หญิงสาวไม่วายบ่นออกมาจนได้

      " นั่นซิ  จนข้าเห็นจุดอ่อนแล้วยังไม่ถึงไหนเลย  เฮ้อ....... "  

        มิเรียมบ่นบ้างในขณะที่ฟลอรีน่ามองสองสหายไปมาอย่างไม่เข้าใจว่าจุดอ่อนที่ว่านี้คืออะไรกันแน่

 

      ' ท่าทางแม่สาวน้อยนั่นจะรู้แล้วนะ '  

        มาร์โคเอ่ยขึ้นลอยๆพอให้ได้ยินกันแค่สองคนกับชายหนุ่มเท่านั้น  ส่งผลให้ฟินที่ตอนนี้กำลังตั้งท่าจะบุกเข้าโจมตีอีกครั้งหยุดชะงักไปชั่วขณะ

      " รู้อะไร "  

        ชายหนุ่มว่าก่อนจะพุ่งเข้าใส่มาร์โคเพื่อเตรียมฝังปลายแหลมของไม้เท้าเข้าไปยังร่างสูงนั้น  

        เคร้ง!!
        มาร์โคตั้งรับได้อย่างง่ายดายพร้อมกับออกแรงดันต้านแรงของชายหนุ่มที่โถมตัวเข้าใส่อย่างไม่สะทกสะท้าน

     " ก็รู้ว่าจะเอาชนะข้ายังไงน่ะซิ  จะไม่ลองขอความช่วยเหลือจากนางดูหน่อยล่ะ "  
       พลั่ก!!
       สิ้นประโยคเหียดหยามของเอลฟ์หนุ่ม  ลูกถีบก็ถูกส่งตรงเข้าเต็มอก  ยังผลให้เจ้าของประโยคร้ายกาจเมื่อครู่นั้นเซถอยหลังไปหลายก้าว

       ผัวะ!!
       ตามมาด้วยหมัดหนักๆเข้าที่ข้างแก้มเต็มแรงอีกหนึ่งที  เลือดสีแดงไหลจากมุมปากของเอลฟ์หนุ่ม  

     " นี่เป็นการทดสอบของข้า  ถ้าข้าไม่ได้ผ่านไปด้วยตัวของข้าเองมันก็ไร้ความหมาย  แล้วข้าก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยเจนีเซียในการเอาชนะเจ้าด้วย "  

       ชายหนุ่มตะคอกเสียงแข็งพร้อมกับส่งสายตาคุโชนด้วยเพลิงโทสะ  ส่งผลให้เอลฟ์หนุ่มยิ้มกว้างออกมา 

     ' ความคิดเจ้าช่างสมกับเป็นร่างทรงแห่งองค์เทพอาร์รากอนโดยแท้  แต่... '

       ยังไม่ทันจบประโยค  ร่างของเอลฟ์หนุ่มก็เลือนหายไป  ในขณะที่ฟินนั้นกระชับอาวุธไว้แน่นพลางสอดส่องสายตาไปจนทั่ว

    ' เรื่องฝีมือยังคงห่างไกลนัก '  เสียงกระซิบเย็นๆดังขึ้นจากข้างหลัง 

       พลั่ก!!
       ไม้เท้าฟาดเข้าเต็มกลางหลังของชายหนุ่มทันทีที่เค้าหันหลังกลับไปมองเจ้าของเสียงที่อยู่ด้านหลัง  แรงกระแทกนั้นมากมายพอจะส่งให้ร่างกำยำของชายหนุ่มเสียหลักเซล้มไปด้านหน้าทันที

      อีเลคโทรซินทรอน!! '  

        กระแสไฟฟ้าพุ่งออกจากกลางฝ่ามือมาร์โคทันทีที่ฟินล้มลงกับพื้น  หากชายหนุ่มก็สามารถกลิ้งตัวหลบสายฟ้านั่นได้อย่างทันท่วงทีก่อนจะรีบดีดตัวให้ลุกขึ้นยืน  หากมาร์โคก็หายตัวไปอีกแล้ว

        ฟ้าว........  โครม!!

        ชายหนุ่มเตะกวาดขาที่พื้นเป็นวงโดยรอบอย่างรวดเร็ว  ก่อนที่จะสัมผัสเข้ากับวัตถุอะไรบางอย่าง  มาร์โคเสียหลักลงมากองกับพื้น

         ควับ!!
         ไม้เท้าสีเงินพุ่งผ่านอากาศไปยังร่างบนพื้น  หมายฟาดให้เต็มศีรษะของเอลฟ์หนุ่ม  หากมาร์โคกลับหลบออกมาได้อย่างฉิวเฉียด

      " ไฟเออร์!! "  เปลวเพลิงร้อนแรงพุ่งออกจากปลายไม้เท้าของชายหนุ่ม

      ' วอลทีเอนธาเต้!! '  

         สายน้ำพุ่งออกจากปลายไม้เท้าของอีกฝ่ายเข้าดับเปลวเพลิง  พร้อมๆกับที่ทรายเม็ดสุดท้ายร่วงหล่นไป  เอลฟ์หนุ่มยิ้ม

       ' ถึงคราวท่านแล้วองค์หญิง '  

     " กรี๊ดดดดดดดดดดดดด " 

        ร่างบางของหญิงสาวสั่นกระตุกพร้อมๆกับเสียงกรีดร้องที่ทรมานราวกับจะขาดใจ  ส่งผลให้ดวงหน้าของหญิงสาวอีกสองคนเบือนไปทางอื่นด้วยความทรมานแทน  ก่อนที่วิญญาณสีฟ้าอ่อนจะลอยออกจากร่างเข้าโหลแก้วไปอีกดวง

      " ฟิน!! "  เสียงเรียกแข็งกร้าวดังออกมาจากปากของเจนีเซีย  ส่งผลให้ชายหนุ่มหันไปมองทันที

      " ตั้งสติหน่อยซิฟิน "  หญิงสาวตะโกนบอกด้วยจนคำพูดที่จะหามาให้กำลังใจชายหนุ่ม

      " ใจเย็นๆฟิน  เจ้าทำได้  ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้ "  

         ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้นก่อนจะส่งยิ้มที่ราวกับแสงตะวันให้กับชายหนุ่ม  ฟินกระชับไม้เท้าแน่นก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับมาร์โคอีกครั้ง   

       ' อย่างนี้นี่เอง '  

         มาร์โคพูดลอยๆพร้อมกับส่งสายตาและรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แฝงเลศนัยมาให้ชายหนุ่ม  ซึ่งฟินบอกได้คำเดียวว่าไม่ชอบสายตาแบบนั้นเอาซะเลย

      ' ถ้าเป็นข้าจะเลือกแม่สาวน้อยคนนั้นนะ  เก่ง  ฉลาด '  ว่าแล้วเอลฟ์หน่มก็ซัดสายฟ้าฟาดเข้าใส่ฟินอีกครั้ง

     " พูดอะไรของเจ้า  ไม่เห็นจะรู้เรื่อง!! "  

        ชายหนุ่มว่าพร้อมกับกระโดดหลบ  ก่อนจะซัดแท่งเหล็กแหลมห้าแท่งเข้าใส่มาร์โคที่เสกเวทย์ป้องกันได้ทันพอดิบพอดี  เอลฟ์หนุ่มยิ้มมุมปาก  ในขณะที่ชายหนุ่มเริ่มกระวนกระวายใจยังไงพิกล

        

         การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ  พร้อมๆกับเม็ดทรายที่ไหลลงมาจากยอดนาฬิกาทราย  หากไม่ว่าชายหนุ่มจะระดมทั้งอาวุธและพลังเวทย์เพียงใดก็ไม่สามารถทำอะไรเอลฟ์หนุ่มได้  จะมีบ้างก็แค่รอยฟกฃ้ำที่เกิดจากหมัดและลูกเตะเท่านั้นที่พอจะฝากไว้บนร่างของมาร์โคได้  ซึ่งก็ไม่ต่างกับที่ตัวชายหนุ่มเองได้รับรอยแผลเล็กๆน้อยๆจากเวทมนตร์ของเอลฟ์หนุ่ม  แต่สิ่งที่พอจะทำให้ฟินพอจะจับจุดได้ก็มีแค่ข้อสังเกตุเล็กๆที่ว่า  ทุกครั้งเมื่อชายหนุ่มใช้พลังเวทย์หรือไม้เท้าในมือฟาดเข้าใส่  มาร์โคจะสามารถเอาตัวรอดไปได้ทุกที  ผิดกับหมัดและลุกเตะที่เอลฟ์หนุ่มมักจะพลาดท่าโดนเข้าไปเต็มๆหลายครั้ง   ซึ่งในจุดนี้เองที่พอจะทำให้ชายหนุ่มใช้ในการโจมตีมาร์โคได้บ้าง  แต่ก็ใช้ได้แค่นานๆครั้งเท่านั้น

       " อัคควาเม!! " 

          กระแสธารสีน้ำเงินเข้มพุ่งออกจากยอดไม้เท้า  ก่อนที่ปลายของสายน้ำจะกลายสภาพเป็นหอกปลายแหลมพุ่งเข้าหามาร์โค

       '  อิเลคโทรซินทรอน!! 

           สายฟ้าพุ่งออกจากไม้เท้าของมาร็โคก่อนจะพันเข้ากับสายน้ำตรงเข้าหาชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว 

        " อึก!! "  

           ร่างกายของชายหนุ่มกระตุกทันทีที่สัมผัสกับสายฟ้านั้น  พร้อมๆกับที่ความชาเริ่มไหลจากปลายนิ้วมาเรื่อยๆจนแผ่ไปทั่วร่างในเวลาอันรวดเร็ว  ส่งผลให้ชายหนุ่มหยุดเคลื่อนไหว  หากยังคงสามารถทรงตัวไว้ได้ด้วยไม้เท้า  ในขณะที่ทรายเม็ดสุดท้ายร่วงหล่นจากนาฬิกาอีกครั้ง

         ' คราวนี้จะเป็นใครดีล่ะองค์ชาย '  

           มาร์โคพูดพร้อมยิ้มให้  ก่อนจะหันไปยังสองสาวที่ยังคงถูกตรึงไว้กับกำแพง พร้อมกับค่อยๆย่างก้าวเข้าไปใกล้ร่างบางทั้งสองมากขึ้นทุกที  ขณะที่ฟลอรีน่านั้นเริ่มหน้าซีดส่วนเจนีเซียนั้นยังคงจ้องมองมาร์โคตาไม่กระพริบและไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆทั้งสิ้น

         " อย่าทำฟลอรีน่านะ!! "  

            เสียงตะโกนก้องของฟินดังขึ้น  เจนีเซียหันไปมองชายหนุ่มด้วยแววตาที่เป็นคำถามยิ่งนัก  หากคำพูดหาได้ช่วยอะไรไม่  เอลฟ์หนุ่มยิ้มเย็นอย่างน่ากลัวพร้อมๆกับที่ร่างบางของฟลอรีน่าเริ่มสั่นกระตุก  

           ความเจ็บปวดราวเข็มนับพันทิ่มแทงเข้ามาในร่างไล่จากปลายเท้าขึ้นมาเรื่อยๆ  หญิงสาวกัดริมฝีปากตัวเองแน่นเพื่อสะกัดกั้นเสียงร้องของตัวเอง  น้ำตาเริ่มไหลออกมาด้วยความเจ็บปวด  หากเมื่อสายตาสบเข้ากับชายหนุ่ม  หญิงสาวกลับยิ้มให้ก่อนที่ทุกอย่างจะสิ้นสุดในเวลาอันรวดเร็วพร้อมๆกับที่ร่างบางนิ่งสนิท  ดวงวิญญาณสีน้ำตาลทองอ่อนๆลอยละล่องเข้าโหลแก้วไป  เจนีเซียหลับตากำมือแน่นเพื่อระงับอารมณ์  ในขณะที่ฟินนั้นเริ่มขยับตัวได้อีกครั้ง  หากคราวนี้ดวงตาของชายหนุ่มกลับวาวโรจน์อย่างน่ากลัวก่อนที่จะค่อยๆพยุงตัวเองให้ยืนขึ้นด้วยไม้เท้า

       " ตั้งสติซะฟิน!!  โมโหไปรังแต่จะทำให้ไม่มีสมาธิ  จำไว้  ถ้า เจ้าชนะทุกคนก็จะได้กลับมา  ตั้งสติซิ!! " 

          เสียงดังกังวาลของเจนีเซียดังขึ้นเพื่อดึงสติของชายหนุ่มให้กลับมา    ชาหนุ่มกระพริบตาสองครั้งก่อนจะหลับตาลงตั้งสติตามที่หญิงสาวบอก  ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกสองทีก็ลืมตาขึ้น  ปรากฏดวงตาที่สงบและเยือกเย็นดุจเดิม

       ' โอกาสสุดท้ายองค์ชาย '  

         มาร์โคกล่าวพร้อมกับส่งยิ้มเย็นๆมาให้ชายหนุ่ม   รอบสุดท้าย  ถ้าชนะก็จบ  ถ้าแพ้ก็จบเช่นกัน  หากผลที่ตามมานั้นกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  ชายหนุ่มยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่มองมาร์โคเดินวนไปมารอบๆอย่างระมัดระวังในขณะที่หัวสมองก็เริ่มคิดแผนการโจมตีไปเรื่อยๆ 

       ' ถ้าท่านไม่เข้ามา  ถ้างั้นข้าจะเข้าไปล่ะนะ ' 

         เอลฟ์หนุ่มว่ากก่อนจะพุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มพร้อมกับยกไม้เท้าขึ้นเหลือหัวเตรียมฟาดมันเข้าใส่ชายหนุ่ม  หากชายหนุ่มก็หลบมันได้เหมือนกันกับทุกๆครั้งที่ผ่านมา  มาร์โคยังคงบุกเข้าใส่อย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด  งัดทั้งกระบวนอาวุธและพลังเวทย์  ในขณะฟินนั้นกลับตั้งหน้าตั้งตารับการโจมตีเพียงอย่างเดียว

       ' พลังเวทย์ทำอะไรไม่ได้เลย  ไม้เท้ากับแท่งโลหะก็ไม่ช่วยอะไร  ใช้ได้แต่มือเปล่า  แล้วจะเอาอะไรไปชนะล่ะ  เจ้านี่มันเอลฟ์ชั้นสูงนะ '  หากความคิดนั้นกลับจุดประกายอะไรบางอย่างขึ้น

       ' เอลฟ์ชั้นสูง!!  มิน่า  เจ้านี่ถึงจับทางเวทย์และอาวุธที่มีพลังเวทย์ได้ทั้งหมด  แต่กลับแพ้ลูกเตะกับหมัดธรรมดา  งั้นคงต้องใช้เวทย์นั้นซะแล้ว  แต่... ' 

        ชายหนุ่มปรายตาไปมองหญิงสาวคนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่  ผู้ซึ่งสามารถรับรู้การกระทำต่อไปของชายหนุ่มได้อย่างง่ายดายด้วยการอ่านแววตา  ก่อนจะยิ้มและพยักหน้าให้  พลันใจที่กังวลของชายหนุ่มก็หายไปในบัดดล  แทนที่ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม

      ' ในที่สุดเจ้าก็คิดออกฟิน '

     " เฮลลินเทฟา!! "  เปลวเพลิงร้อนระอุดุจไฟบัลลัยกัลป์แห่งขุมนรกสีดำทมิฬก่อตัวขึ้นที่ยอดไม้เท้าก่อนจะพุ่งเข้าใส่มาร์โค

     ' วอลทีเอนธาเต้!! '  

       กระแสน้ำไหลเชี่ยวพุ่งเข้าระงับความร้อนแห่งพระเพลิงนั้น  หากคราวนี้กลับปรากฏม่านหมอกสีดำของควันขึ้นหนาทึบ

    " แอนซานีออส!! "  

        สายลมพัดพาหมอกควันหนาฟุ้งไปทั่ว  พาให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิด  มาร์โคหลับตาลงก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

      ' อิเลคโทรซินทรอน!! '  

        สายฟ้าฟาดเข้าใส่ยังตำแหน่งที่ประสาทสัมผัสของเอลฟ์หนุ่มสัมผัสได้ถึงพลังเวทย์แข็งแกร่ง  ฉับพลันเสียงสบถเบาๆและเสียงวัตถุล้มลงกับพื้นก็ดังขึ้น  เอลฟ์หนุ่มค่อยๆเดินเข้าไปยังตำแหน่งนั้น  หากสิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับเป็นเพียงไม้เท้าของชายหนุ่มที่นอนสงบนิ่งบนพื้นเท่านั้น
 
      " เจ้าแพ้แล้วมาร์โค "  

        เสียงเรียบเย็นหากหนักแน่นของชายหนุ่มดังขึ้นจากเบื้องหลังพร้อมๆกับที่ปลายมีดสั้นจ่อเข้าบริเวณด้านหลังตรงตำแหน่งหัวใจพอดิบพอดี   แม้จะพ่ายแพ้หากเอลฟ์หนุ่มกลับยิ้มออกมาอย่างยินดี

      " หวังว่าเจ้าคงจะรักษาสัญญานะ "  

        ชายหนุ่มว่าพร้อมๆกับที่หมอกควันหายไปและทั้งห้องกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง  วิญญาณทั้งห้าดวงลอยออกมาจากโหลแก้วก่อนจะกลับเข้าร่างเดิมของตัวเอง  พร้อมๆกับที่พันธนาการของหนุ่มสาวทั้งห้าหลุดออก  เจนีเซียโผเข้ากอดฟลอรีน่าและมิเรียมแน่น  ในขณะที่หนุ่มๆนั้นก็คอยลูบหัวลูบหลังหญิงสาวทั้งสามอย่างปลอบขวัญ

      " ในที่สุดเจ้าก็ทำสำเร็จ  ข้าล่ะนั่งลุ้นอยู่ตั้งนาน "  เจนีเซียว่าก่อนจะคลายอ้อมกอดจากสหายทั้งสองและหันมาส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม

      " ข้าคงทำไม่สำเร็จ  ถ้าไม่ได้เจ้าเรียกสติ  ขอบใจเจ้ามากนะ "  

        ชายหนุ่มว่าก่อนจะกอดหญิงสาวเข้าเต็มอ้อมแขน  ทำเอาหญิงสาวหน้าแดงทำอะไรไม่ถูกเอาแต่อ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออกด้วยความตกตะลึงและเขินอายอยู่ตรงนั้น  ขณะที่ฟลอรีน่านั้นหันไปมองทางอื่นเพื่อหลบซ่อนแววตาเจ็บปวดเอาไว้

      " แล้วดวงวิญญาณอื่นๆล่ะ "  

        มิเรียมเอ่ยถาม  หากเมื่อหันไปมองมาร์โค  โหลแก้วกลมนั้นก็ลอยอยู่ด้านข้างเอลฟ์หนุ่มเรียบร้อยแล้ว

      ' มาทางนี้ซิ '  

        สิ้นคำของมาร์โค  ทั้งหกก็เดินตรงไปยังเอลฟ์หนุ่ม  มาร์โคหลับตาลงก่อนจะพึมพำอะไรบางอย่างเบาๆ  ลำแสงสีทองส่องสว่างขึ้นที่เหนือศรีษะ  ก่อนแสงนั้นจะสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆจนทั้งหกต้องหลับตา  หากชั่ววินาทีแสงจ้าก็อัตรธานหายไป 

        สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือห้องโถงสีขาวสว่างไสวด้วยแสงเทียนสีทองบนโคมระย้าวงกลมสีเงินขนาดใหญ่ที่กลางเพดานสูงที่ตกแต่งด้วยรูปวาดของเหล่าปวงเทพทั้งหลาย  ผนังห้องสีขาวสะอาดที่รอบห้องกรุด้วยกระจกโค้งสูงในกรอบไม้แกะสลักลวดลายเถาไม้เลื้อยทาสีทอง  ที่ด้านนอกคือทะเลสนสีเขียวขรึ้มที่ไหวเอนตามแรงลมและท้องฟ้าสีหมึกที่พร่างพราวด้วยดารานับร้อย  ซึ่งจากการคาดคะเนของฟลอรีน่าแล้ว  ห้องที่พวกเธออยู่นี้จะต้องอยู่บนภูเขาที่ไหนซักแห่งในเขตป่าสนที่ลงอาคมให้มันรอดพ้นจากสายตาและทำให้ภูเขาแห่งนี้ไม่มีบันทึกอยู่ในแผนที่อย่างแน่นอน  บนพื้นหินอ่อนสีขาวสะอาด  ร่างไร้วิญญาณของคนหลายสิบคนนอนแผ่อยู่

        ' ซามัวอีลัน  คันทาเทเนส '  

          สิ้นเสียงร่ายเวทย์ของมาร์โค  เวทย์ผนึกวิญญาณบนโหลแก้วก็หายไป  ดวงวิญญาณหลายสิบดวงลอยวนเวียนทั่วห้อง
    
        ' อีกซักพักกว่ามนุษย์เหล่านี้จะฟื้น  พวกเจ้าตามข้ามา  ยังเหลือภารกิจสุดท้ายที่สำคัญที่สุดรอเจ้าอยู่  องค์ชายฟีนีอันโดรซาร์ ' 

          จบประโยค  เอลฟ์หนุ่มก็เดินตรงไปยังผนังด้านหนึ่งที่กรุด้วยกระจก  ก่อนจะวาดมือเป็นสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง  

           ควับ!
           ผนังห้องแปรเปลี่ยนเป็นผนังห้องสีขาวและที่ตรงหน้าของเอลฟ์หนุ่ม  ประตูโค้งในกรอบสีเงินเทาที่แกะสลักลวดลายยูนิคอร์นก็ปรากฏขึ้นก่อนที่บานประตูไม้เรียบสีน้ำตาลเข้มจะเปิดออก  เผยให้เห็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดกลางที่มุมทั้งสี่เป็นเสาหินสีขาวสูงจากพื้นจรดเพดาน  ถัดจากเสาหินเข้ามากลางห้อง  มีที่วางคบเพลิงเหล็กสีดำสูงระดับเอวตั้งอยู่  

           ที่กลางห้อง  แท่นหินอ่อนสีขาวรูปวงกลมขนาดเล็กสูงระดับอกวางอยู่บนพื้นห้องสีดำ  อักขระโบราณสีเงินปรากฏบนพื้นเงาวับนั่น  และที่อยู่เหนือแท่นหินนั้น  ดวงไฟสีทองสุกสว่างก็กำลังส่องแสงเป็นประกายดุจดวงดาราบนห้วงฟ้า
           
           เอลฟ์หนุ่มเดินนำอีกหกคนเข้ามา  ก่อนจะมาหยุดที่หน้าแท่นหิน  พลางช้อนมือไปใต้ดวงไฟสีทองนั่นอย่างเบามือ  ราวกับกลัวว่าดวงไฟนั้นจะแตกสลายไปก็ไม่ปาน  ก่อนจะหันมาประจันหน้ากับฟินในขณะที่คนอื่นๆก็ถอยห่างออกจากทางของเอลฟ์หนุ่มให้อย่างพร้อมเพรียง

        ' ในนามผู้รับใช้สูงสุดแห่งองค์อาร์รากอน  เทพแห่งปัญญาและความรู้ทั้งมวล  ข้าขอปลดผนึกพันธนาการ

          อาร์ราโกนัน  ทาคาอีซันทาร์!! '
 
          สิ้นเสียงร่ายมนตร์ของมาร์โค  ดวงไฟเหนือฝ่ามือของเอลฟ์หนุ่มก็สว่างขึ้นและหายไปในบัดดล  สิ่งที่อยู่ในมือของเอลฟ์หนุ่มคือทวนยาวที่มีด้ามจับสีทอง  ที่ยอดทวนเป็นคริสตัลสีใสขนาดใหญ่รูปทรงรีแบนเกือบสิบแท่งประดับอยู่ด้านบนเหมือนไม้พุ่มที่ทำจากน้ำแข็ง  ในขณะที่ปลายอีกด้านนั้นเป็นใบมีดโค้งยาวและใหญ่ทำจากโลหะเงาวับที่มีอักษรโบราณจารึกไว้อยู่ที่ด้านข้างของทวนนั้น  เอลฟ์หนุ่มจะยื่นทวนนั้นมาตรงหน้าฟิน

         ' สิ่งที่เจ้าเห็นนี้คือทวนคิมหันต์  วัตถุใดก็ตามที่ต้องคมแห่งทวนนี้จะกลายเป็นน้ำแข็งในทันที  และถ้าหากไม่ได้รับแสงแห่งชีวิตจากอาวุธศักดิ์สิทธิ์ขององค์ไทแซนโทลอสในห้าชั่วยามสิ่งนั้นจะต้องดับสูญไปมิอาจหวนคืน  และหากเจ้าร่ายเวทย์ด้วยทวนนี้  พลังเวทมนตร์นั้นจะเพิ่มความรุนแรงจากเดิมหลายเท่าตัว '

           ฟินยื่นมือไปรับทวนจากมาร์โคด้วยท่าทางนิ่งและมั่นคง  ก่อนที่เจนีเซีย  เรย์  แซมัวร์และโยฮันต์เดินเข้ามาพินิจทวนนั้นใกล้ๆด้วยสายตาทึ่งจัด    

         ' ก่อนที่ข้าจะส่งพวกเจ้ากลับไป  ข้ามีเรื่องอะไรบางอย่างต้องบอกกล่าวแก่เจ้า '  

           มาร์โคเอ่ยเสียงเย็น  ส่งผลให้หนุ่มสาวทั้งหกมองไปยังเอลฟ์หนุ่มอย่างพร้อมเพรียง  ฉับพลันความรู้สึกหนาวสะท้านถึงขั้วหัวใจและความร้อนรุ่มในอกดังมีพระเพลิงมาสุมอยูกลางทรวงก็บังเกิดขึ้นกับมิเรียม  หญิงสาวยกมือขึ้นกุมหน้าอก  ในขณะที่โยฮันต์นั้นประคองหญิงสาวอยู่ข้างๆและก้มมองเธอด้วยแววตาที่แสดงความห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด

        ' เมื่อข้าส่งพวกเจ้ากลับไปแล้ว  ข้าอยากให้พวกเจ้ากลับอาณาจักรไทแซนดรัสทันที   และขอให้พวกเจ้ารีบออกตามหาศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ครบโดยเร็วที่สุด  เพราะตอนนี้เวลาของพวกเจ้าเหลือน้อยเต็มทีแล้ว '  

          ดวงตาเป็นประกายดุจอัญมณีของเอลฟ์หนุ่มเหือดแห้งลงทันควัน  รอยยิ้มที่มักปรากฏบนใบหน้างามนั้นก็พลันหายไปส่งผลให้หนุ่มสาวทั้งหกใจหายพร้อมหัวใจเต้นระทึกและลางสังหรณ์อะไรบางอย่างที่ไม่สู้ดีนัก

    
    ........หมายความว่ายังไงกัน  สังเวย?  ทำไม?  นี่มันเกิดอะไรกันขึ้นที่วังกันแน่..........  

67 ความคิดเห็น