มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 23 : ลิวซานีอา เสียงเพรียกแห่งวิญญาณ ( Rewrite )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 84
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    12 ต.ค. 49

     " บ้าเอ๊ย!! "  ฟลอรีน่าและมิเรียมสบถอย่างหัวเสีย

      " เราคงต้องรีบตามหายูนิคอร์นสีทองนั่นแล้วล่ะ "  ฟินว่า

      " ยังไงล่ะ "  แซมัวร์ถาม  ในขณะที่เรย์และโยฮันต์ก็กำลังระดมสมองคิดอยู่เช่นกัน

      'ทำไมต้องตามหาข้าให้วุ่นวายด้วยล่ะ '  

        เสียงอ่อนหวานดังมาจากเบื้องหลัง  พร้อมกับการปรากฏกายของยูนิคอร์นรูปร่างงามสง่า  ขนตั้งแต่หัวจรดกีบเท้าทั้งสี่เป็นสีทองประกายดุจแสงดวงตะวัน  ในขณะที่กีบเท้า  แผงคอและขนหางยาวสลวยนั้นเป็นสีขาวสะอาดกับดวงตาสีน้ำเงินเป็นประกายดุจอัญมณีสดใส  

      ' ขอต้อนรับร่างทรงแห่งองค์เทพสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญาอาร์เดน  ข้ามีนามว่าซานดาเน่  ผู้รับใช้แห่งองค์อาร์รากอน  มานำทางเจ้าสู่สถานแห่งพระองค์ '  

        ยูนิคอร์นสาวกล่าวเสียงนุ่มก่อนจะก้มหัวให้กับหนุ่มสาวทั้งเจ็ด  หากฟิน  เรย์  โยฮันต์  แซมัวร์  มิเรียมและฟลอรีน่าต่างอ้าปากค้าง

      " เมื่อกี้พวกเจ้าได้ยินเสียงหวานๆนุ่มๆเหมือนที่ข้าได้ยินรึเปล่า "  แซมัวร์ถามเสียงตะกุกตะกัก 

     ' เจ้าฟังข้ารู้เรื่องก็ไม่ใช่เรื่องแปลก  ข้าเป็นพาหนะแห่งองค์เทพ  มนุษย์ทั่วไปไม่ว่าใครก็สามารถสื่อสารกับข้าได้  แม้แต่ทางโทรจิต  เอาล่ะ  ข้าคิดว่าเจ้าคงต้องรีบตามแม่นางคนนั้นโดยเร็วแล้วล่ะ  ไม่งั้นเกิดอะไรขึ้นจะมาหาว่าข้าโอ้เอ้ไม่ได้นะ '   
            
      ยูนิคอร์นสาวว่าก่อนจะหัวเราะในลำคอ  พร้อมกับเดินผ่านหนุ่มสาวทั้งเจ็ดและทุ่งดอกไม้ราตรีไปยังแนวป่าอีกฟาก  ก่อนที่มิเรียมจะได้สติเป็นคนแรกแล้วออกเดินตามซานดาเน่ไป  หากไปได้ไม่นานทั้งขบวนก็ต้องหันกลับมามองเซียกันเป็นตาเดียว  ไม่เว้นแม้แต่ซานดาเน่  

     " นี่มันเกิดเรื่องอะไรกันขึ้นเหรอคะ  ร่างทรง?  องค์เทพ?  ใครก็ได้ช่วยบอกข้าทีจะได้มั้ยว่านี่มันเรื่องอะไรกัน "  เซียถาม  ในขณะที่หกคนกับอีกแปดตัวเริ่มมองหน้ากันไปมา

     " ขอโทษนะเซีย  ไว้พวกข้าจะเล่าให้เจ้าฟังทีหลัง "  

       มิเรียมว่าก่อนที่แซมัวร์ที่ยืนอยู่ใกล้หญิงสาวที่สุดก็จัดการสับสันมือเข้าที่ต้นคอของหญิงสาว  ส่งผลให้เซียสลบไปในทันที  ชายหนุ่มจัดการอุ้มเซียขึ้นไปไว้บนหลังของชุนอย่างนิ่มนวลที่สุด

      " รุนแรง "  เสียงประสานเบาๆของทั้งคนและยูนิคอร์นลอยมา  

      " พูดมากจริง  แล้วไม่งั้นจะให้ข้าทำยังไงเล่า "  ชายหนุ่มเริ่มบ่น  

      ' รีบไปกันเถอะ '  

        ซานดาเน่เอ่ยขึ้นก่อนจะเริ่มก้าวเดินต่อไป  ยูนิคอร์นสาวพาทั้งเจ็ดออกเดินไปยังป่าฝั่งตรงข้าม  ฝ่าดงไม้และพุ่มไม้สารพัดจนในที่สุดสาวๆอีกสองคนก็เริ่มเมื่อยต้องปีนขึ้นหลังยูนิคอร์นของตัวเอง  ผ่านไปเกือบชั่วโมง  ทั้งหมดก็มาถึงลานหญ้าโล่งอีกที่ซึ่งไม่มีหมู่ไม้ใดๆปิดบัง  เผยให้เห็นท้องฟ้าเปิดเบื้องบนอย่างชัดเจน  ขณะนี้พระจันทร์ยวงเงินลอยอยู่กลางศีรษะของพวกเค้าพอดี  หมู่ดาวมากมายก็กำลังส่องประกายระยิบระยับราวเพชรพลอยที่ลอยอยู่บนผืนฟ้าสีดำสนิท  ยูนิคอร์นสาวหยุดก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับทั้งเจ็ด  

      ' ที่นี่ล่ะ  ประตูสู่สถานแห่งองค์อาร์รากอน '

     
" ที่นี่เหรอ "  มิเรียมถาม  ก่อนที่เธอและฟลอรีน่าเริ่มมองซ้ายทีขวาทีก็เห็นแต่ต้นไม้และหญ้าที่ขึ้นสูงระดับข้อเท้า 

      ' เจ้าสองคนมองหาอะไรน่ะ '  ซานดาเน่เอ่ยถาม

      " ประตูน่ะ "  มิเรียมตอบ  หากยูนิคอร์นสาวกลับหัวเราะเสียงหวานในลำคอ

      ' ที่นี่ไม่มีประตูแบบที่พวกเจ้าหาหรอก  ไม่เคยได้ยินรึว่าของบางอย่างแม้จะเป็นสิ่งเดียวกัน  หากเมื่ออยู่ต่างที่ต่างเวลาก็มีหน้าตาไม่เหมือนกันน่ะ '  ยูนิคอร์นสาวว่า  ในขณะที่หนุ่มสาวอีกหกคนมองหน้ากันไปมาอย่างงงๆ

      ' ข้าคงต้องไปแล้วล่ะนะ  ขอให้พวกเจ้าหาประตูเจอก็แล้วกัน  ในเขตมหรรณพแห่งสนงามนี้  อะไรก็เป็นไปได้แม้แต่ก้อนศิลาก็อาจเอื้อนเอ่ยวาจาได้เช่นกัน '  ว่าแล้วร่างของยูนิคอร์นสาวก็หายวับไปกับตา  ในขณะที่อีกหกคนนั้นยังคงอึ้งไม่หาย

      " เอาไงต่อล่ะทีนี้ "  แซมัวร์กล่าว  ในขณะที่ฟลอรีน่านั้นกำลังขบคิดอะไรบางอย่าง

       " ลองเดินดูแถวๆนี้ก่อนก็แล้วกัน  ว่าจะพอเจออะไรบ้าง "  

         ฟินออกความเห็น  ว่าแล้วทุกคนก็แยกย้ายกันดูจนทั่วลาน  ยกเว้นเจ้ายูนิคอร์นทั้งเจ็ดที่คอยอยู่แต่ตรงกลางลานโดยมีเซียนอนอยู่บนหลังของชุน  หากแม้ว่าลานหญ้านี้จะไม่ได้กว้างมากนัก  แต่มันก็กว้างพอที่จะทำให้กลุ่มคนที่ไม่คุ้นเคยกับสถานที่เหนื่อยได้เหมือนกันเมื่อต้องมองหาอะไรก็ตามที่ไม่รู้ว่ามันมีรูปร่างหน้าตาเป็นยังไงที่พอจะผิดสังเกตไปได้บ้าง  เดินหากันเกือบชั่วโมง  หากเมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงตีสองแล้ว  ในที่สุดทั้งเจ็ดก็มาพักดื่มน้ำกันที่กลางลาน

       " คืนนี้จะหาเจอมั้ยเนี่ย "  

         แซมัวร์ว่าเสียงเบาก่อนจะกรอกน้ำเข้าปาก  ในขณะที่เรย์ก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่เริ่มซึมออกมาตามหน้าผาก

       " ปากไม่ดีก็เงียบไปก็ได้นะยะ "  

          มิเรียมว่าก่อนจะตบป้าบเข้าที่หลังของชายหนุ่มส่งผลให้แซมัวร์สำลักน้ำทันที  ก่อนที่หญิงสาวจะหันไปจัดการกรอกยานอนหลับให้กับเซีย 

       " กันไว้ก่อน  ไว้ค่อยตื่นนะเซีย "  พูดจบมิเรียมก็กรอกน้ำเข้าปากตัวเองไปบ้าง

       " เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่รึฟลอรีน่า "  

          ฟินเอ่ยถาม  เมื่อเห็นฟลอรีน่าเอาแต่กอดอกทำสีหน้าครุ่นคิดมาตั้งแต่ก่อนที่ซานดาเน่จะหายตัวไป 

        " ข้ารู้สึกว่าในคำพูดของซานดาเน่มันมีอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่  มันเหมือนเป็นการบอกใบ้ "  พูดไปแล้วอีกหกคนก็เริ่มนั่งกลุ้มกุมขมับเหมือนกัน

        " เฮ้อ...อยากให้เจนีเซียอยู่แถวนี้ชะมัด  ทำไมเจ้าบ้านั่นไม่เอาเซียไปแทนนะ  โอ้ย!! "  

         
แซมัวร์ร้องขึ้นก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นทันทีหลังจากที่ทิ้งตัวลงนั่งแล้วไปกระแทกกับอะไรแข็งๆเข้า

        " เป็นอะไรน่ะ "  มิเรียมถามก่อนจะเดินเข้าไปหา

        " ก็กระแทกกับอะไรเข้าน่ะซิ  แข็งเป็นบ้า  อย่างกับหินแน่ะ " 

          หากเมื่อฟินกับฟลอรีน่าได้ยินคำว่าหินเท่านั้น  ทั้งสองก็รีบเดินมาหาแซมัวร์ทันที  โดยที่เรย์และโยฮันต์เดินตามมาอย่างงงๆกับท่าทีแปลกๆของทั้งสอง

        " เมื่อกี้เจ้านั่งลงตรงไหน "  

          ฟินถาม  ก่อนที่แซมัวร์จะชี้มือไปยังด้านหลัง  ฟลอรีน่าและฟินต่างช่วยกันแหวกดงหญ้าแถบนั้นอย่างรีบเร่ง  แล้วทั้งสองก็พบเจ้าสาเหตุที่ทำให้ชายหนุ่มร้องซะดังนั่นจนได้   

       " เรย์  เจ้ามาช่วยข้าขุดซิ "  

         ฟินว่าก่อนที่เรย์จะเดินมานั่งลงตรงข้ามกับสหายและช่วยกันขุดดินแถวนั้นทันที  ไม่นานก้อนหินสีขาวทรงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบฟุตก็ปรากฏออกมาให้เห็นครึ่งหนึ่ง  

       " นั่นรอยสลักอะไรน่ะ "  

         ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้นก่อนจะชี้ไปยังตัวอักษรสีทองขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่นักที่เป็นรอยสลักอยู่ด้านข้างรอบเจ้าหินนั่น  แม้มันจะเลือนลางไปบ้าง  แต่ก็พอจะมองเห็นได้ว่าอ่านได้ว่ายังไง
 
      " ไม่รู้ซิ  นี่มันภาษาของเอลฟ์ "  เรย์ว่าขณะจ้องมองเจ้าตัวอักษรสีทองเหล่านั้น

      " งั้นข้าอ่านเอง "  ฟลอรีน่าว่าก่อนจะเดินไปนั่งคุกเข่าข้างหินนั่น

      " ซา....ซาลา....อัน....คา....ที    มีซาลู....ทัน..เจ...อัน....มิน  ซาลาอันคาที  มีซาลูทันเจอันมิน!! "  

         
        ครืนนนนนนนนน
       สิ้นเสียงอ่านของฟลอรีน่าฉับพลันผืนดินก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับเกิดธรณีพิโรธ  เจ้าก้อนหินนั่นส่องแสงสีทองสว่างวาบไปจนทั่วบริเวณ  กลืนทุกสิ่งทุกอย่างให้ตกลงสู่ทะเลแห่งแสงจ้าบาดตา  พร้อมกับที่ก้อนหินสีขาวเริ่มเคลื่อนที่ขึ้นพ้นผืนดิน

        หมับ!!
        
ฟินคว้าเข้าที่เอวของหญิงสาวให้ลุกขึ้นก่อนจะฉวยข้อมือบางแล้วออกวิ่งไปพร้อมห้าคนกับอีกเจ็ดตัวที่พากันออกจากบริเวณลานโล่งนั้นอย่างทุลักทุเลเข้าไปหลบหลังพุ่มไม้ในแนวป่าเสียก่อน  โดยที่ทั้งหมดไม่ลืมนอนราบกับพื้น  หากไม่นานนักแรงสะเทือนก็หยุดลง  

       " ฟิน..ฟิน...เจ้าจะลุกออกไปจากตัวข้าได้รึยัง "  

         ฟลอรีน่าเอ่ยถามเสียงแข็งขณะดิ้นไปมา  ส่งผลให้ชายหนุ่มที่นอนทับเธออยู่นั้นลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว  ก่อนจะยื่นมือส่งให้หญิงสาวดึงตัวเองขึ้นมา

        " ขอบใจ "  

          หญิงสาวว่าอย่างกระแทกกระทั้นก่อนจะหันไปยังลานโล่งนั้นอีกครั้ง  บัดนี้ปรากฏแนวพื้นหินสีขาวยกตัวสูงขึ้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมกว้างเหนือพื้นแทนที่บริเวณลานโล่งทั้งหมด  ที่กึ่งกลางด้านแต่ละด้านปรากฏบันไดสีขาวประมาณห้าขั้นเดินขึ้นไปยังด้านบน  ที่มุมทั้งสี่ของพื้นที่นั้นเป็นรูปปั้นของยูนิคอร์นสีขาว  ดวงตาฝังอัญมณีสีน้ำตาลทองกำลังยกขาหน้าทั้งสองขึ้นกลางอากาศหันหน้าออกจากพื้นที่ด้านบนนั้น  ตรงกลางของพื้นหินปรากฏแท่นเสาหินทรงกระบอกขนาดกลางสีขาวเตี้ยระดับเอวที่ยอดเสานั้นมีแท่นสีเหลี่ยมที่มีวางเจ้าก้อนหินประหลาดสีขาวเมื่อครู่อยู่ด้านบน  ทั้งหมดค่อยๆลุกขึ้นยืนและเดินขึ้นบันไดหินนั้นไปยังเจ้าแท่นที่อยู่ตรงกลางทันที  

       " มีเจ้ามานี่มีประโยชน์กว่าที่ข้าคิดแฮะ "  มิเรียมเอ่ยขึ้นก่อนจะตบป้าบเข้าที่บ่าของแซมัวร์

       " ถ้านั่นเป็นคำชมก็ขอบใจ "  ชายหนุ่มพูด

       " แล้วทีนี้ไงต่อล่ะ "  แซมัวร์ถามคำถามเดิม  

         เมื่อทั้งเจ็ดเดินมาถึงแท่นหินนั้นก็พบว่า  ที่ด้านบนของก้อนหินกลมนั้นมีหลุมตื้นๆเป็นทรงกระบอกอยู่ด้านบนและอักขระโบราณเมื่อครู่ก็อันตรธานหายไปแล้ว  แต่กลับมาปรากฏที่ด้านข้างของฐานสี่เหลี่ยมที่รองรับก้อนหินสีขาวทรงกลมนั้นแทน  หากตัวอักษรและรูปประโยคกลับไม่เหมือนก่อนหน้านี้เอาซะเลย  ฟลอรีน่าเดินวนรอบแท่นนั้นอยู่ประมาณสองรอบก็สามารถแกะข้อความรอบฐานสี่เหลี่ยมนั่นได้

       " ฟังสุรเสียงแห่งข้าลิวซานีอา  แล้วเจ้าจักพบทวาราสู่สิ่งอันหมายปอง "  ฟลอรีน่าว่า  หากอีกห้าคนกลับนิ่งสนิท

       " ถ้าข้าคิดไม่ผิด  เจ้าหินสีขาวนี่ต้องเป็นศิลาลิวซานีอา  ศิลาชั้นสูงที่เป็นที่รู้จักเฉพาะในหมู่นักเล่นแร่แปรธาตุ  เป็นศิลามหัศจรรย์ว่ากันว่ามีดวงวิญญาณสิงสถิตอยู่และสามารถสื่อสารถึงกันรวมทั้งกับสิ่งมีชีวิตได้ "  โยฮันต์เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่แสดงความสนใจศิลาก้อนนั้นเป็นอย่างยิ่ง

       " แต่ปัญหาก็คือ  คนที่จะสามารถสื่อสารกับศิลาลิวซานีอานี้ได้จะต้องเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุชั้นสูงเท่านั้น "  เรย์เอ่ยขึ้น  หากฟลอรีน่ากับแซมัวร์นั้นกลับหันไปมองมิเรียมเป็นตาเดียว

       " หน้าที่เจ้าแล้วมิเรียม "  แซมัวร์ว่า " ในที่นี้คนที่เรียนวิชาเล่นแร่แปรธาตุระดับสูงมานอกจากเจนีเซียแล้วก็มีแต่เจ้าคนเดียว "      

         แม้จะไม่ค่อยมั่นใจ  แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกมิเรียมก็เดินเข้ามาใกล้เจ้าก้อนหินสีขาวนั้น  ก่อนจะวางมือทั้งสองลงบนพื้นผิวกลมลื่นมือน่าสัมผัสราวกับหินอ่อนนั้นพร้อมกับหลับตา  ทั่วทั้งบริเวณพากันเงียบสงัด  หากไม่ว่าหญิงสาวจะเพ่งสมาธิไปยังสิ่งที่สัมผัสอยู่เท่าไหร่ก็หาได้มีเสียงอันใดตอบกลับมาไม่  

       " ข้าทำไม่ได้ "  หญิงสาวว่าก่อนจะมือตกลงข้างตัวด้วยความผิดหวัง  พลันหญิงสาวก็หวนคิดไปถึงเจนีเซียที่ไม่รู้จะเป็นยังไงและอยู่ที่ไหนอย่างร้อนใจ  แล้วน้ำตาใสๆก็เริ่มเอ่อขึ้น

         แปะ  
         ฝ่ามือแข็งแกร่งและอบอุ่นของโยฮันต์สัมผัสลงบนบ่าของหญิงสาวที่เริ่มจะสั่นเล็กๆ

      " เจนีเซียต้องไม่เป็นอะไร  เธอต้องยังรอพวกเราอยู่แน่  ตอนนี้เจ้าต้องตัดทุกเรื่องออกไป  ปล่อยจิตให้ว่าง  ไม่ต้องกลัว  เจ้าต้องทำได้ "  

        แม้จะเป็นเพียงแค่คำพูดให้กำลังใจธรรมดาที่ไม่ได้ดูวิเศษอะไร  หากมันกลับมีความหมายและฝ่ามือที่สัมผัสบ่าบอบบางของหญิงสาวนั้นก็ช่างทำให้หัวใจที่เริ่มสั่นสงบนิ่งและอบอุ่นได้อย่างน่าประหลาด  หญิงสาวหันกลับมายิ้มให้โยฮันต์ก่อนจะยกมือขึ้นปาดน้ำตาและเริ่มวางมือลงบนศิลาตรงหน้าอีกครั้ง  ในขณะที่ตอนนี้ฟลอรีน่าก็ประสานมือขึ้นกลางหน้าอกเหมือนกับจะสวดมนตร์ขอพรยังไงยังงั้น  
             
        เมื่อหญิงสาวลืมตาขึ้น  สิ่งที่เห็นอยู่รอบตัวมีเพียงแค่ความมืดเท่านั้น  เธอเริ่มเดินวนไปวนมา  หากก็ไม่ชนเข้ากับสิ่งใดหรือเจอกับอะไรทั้งนั้น  จนหญิงสาวเริ่มท้อแท้และกำลังจะร้องไห้อยู่แล้ว  สัมผัสอบอุ่นบางอย่างก็แล่นผ่านจากมือของเธอขึ้นมาเรื่อย  สัมผัสนี้ช่างเหมือนสัมผัสของชายหนุ่มเมื่อครู่ยิ่งนัก  หญิงสาวยิ้มและเริ่มออกเดินต่อไปเรื่อยๆ  หากไม่นานในความมืดมิดไร้สุ้มเสียงแม้แต่เสียงลมหายใจและเสียงหัวใจของตัวเอง  มิเรียมก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างแว่วผ่านมาราวกับต้นเสียงนั้นอยู่ไกลแสนไกล  หญิงสาวค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ต้นเสียงนั้นมากขึ้นๆ  ไม่นานนักเสียงนั้นก็ดังขึ้นอย่างชัดเจน           

      " จงร่ายเวทย์เถิดเจ้าจักเข้าใจ
          ดาราไซร้ก้าวย่างจากเวหา
          สู่หทัยแห่งข้าติดตรึงตรา
          ทวาราแห่งองค์เทพปรากฏพลัน "

          
สิ้นเสียงร่ายบทกลอนนั้น  หญิงสาวก็หลับตาอีกครั้งก่อนจะลืมขึ้นและพบว่าฝ่ามือของใครบางคนยังคงวางอยู่บนฝ่ามือของตัวเอง  หญิงสาวหันไปมองเจ้าของมือนั้นก่อนจะยิ้มให้  ก่อนจะเริ่มถ่ายทอดสิ่งที่เธอได้ยินมาให้ทุกคนฟัง

       " ข้าว่าก่อนอื่นมาคิดก่อนดีกว่าว่าเวทย์ที่ว่านี่มันเวทย์อะไร "  แซมัวร์เริ่มคิด

       " นั่นซิ  ข้าว่ามันต้องไม่ใช่เวทย์อะไรก็ได้แน่  มันต้องเป็นเวทย์เฉพาะอะไรบางอย่าง "  ฟลอรีน่าออกความเห็นบ้าง

       " ลองเวทย์เปิดประตูสู่องค์เทพมั้ยล่ะ "  เรย์เอ่ยขึ้นบ้าง  ในขณะที่คนอื่นเริ่มมองหน้ากันไปมาอย่างขอความเห็น

       " น่าลองเหมือนกันนะ  อย่างน้อยเวทย์เฉพาะตอนนี้ที่พอจะเข้าข่ายก็มีแค่บทนี้เท่านั้นแล้วที่พวกเรารู้เกี่ยวกับองค์เทพ  ถ้าไม่ใช่ก็คงต้องลองให้ฟลอรีน่าเอ่ยบทบวงสรวงองค์เทพอาร์รากอนแล้วล่ะ "  มิเรียมว่าก่อนจะหันไปยังศิลาลิวซานีอาอีกครั้ง

        " นั่นซินะ  ไม่ลองก็ไม่รู้ "  

          โยฮันต์ว่าก่อนจะเดินอ้อมไปยังฝั่งตรงข้าม  และหันมาประจันหน้ากับมิเรียมอีกครั้ง  ทั้งสองประสานฝ่ามือทั้งสองข้างไปด้านหน้าอีกครั้ง  
           
        " เซอร์ซีโน่  อันโดรันเต้

          ในนามของผู้สืบทอดสาวกแห่งองค์เทพผู้ยิ่งใหญ่

          ฮีเวนไนล์  ลาโซโมเนเอน

          จงมอบอำนาจเปิดทางสวรรค์ให้แก่ข้า

           เคโนเอรัส  โคเรเมเนรอส!! "

          คฑาของมิเรียมและโยฮันต์ปรากฏขึ้น  ก่อนที่ทั้งสองจะคว้ามันและปักลงยังพื้นดินเบื้องหน้า  

        " อาร์เรย์กอนดา  ซีเมอันทาราโทอีมาเนเท 

          แด่องค์อาร์รากอน  เทพแห่งปัญญาทั้งมวล  บัดนี้ร่างทรงแห่งท่านได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าท่านแล้ว  โปรดจงเปิดทวาราให้แก่ข้าด้วย

         โอรีซอนโด  อันโทรเอนดา!! "

         สิ้นเสียงสวด  ลำแสงสีทองและสีเงินจากลูกแก้วบนยอดคธาของมิเรียมและโยฮันต์ต่างก็พุ่งตรงสู่ศิลาลิวซานีอา  ก่อนที่ก้อนศิลาสีขาวนั้นจะให้กำเนิดแสงสีขาวลำเล็กพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า  ตรงกับดาราดวงหนึ่งที่อยู่เบื้องบนพอดี  ส่งผลให้ดาราดวงนั้นมาปรากฏตรงหน้าของมิเรียมและโยฮันต์  ก่อนมันจะส่องแสววาบและกลับกลายเป็นแท่นหินทรงกระบอกเตี้ยๆขนาดเท่าฝ่ามือ  ที่ด้านบนมีคริสตัลสีเงินใสแวววาวหกแฉกประดับอยู่เบื้องบน  โยฮันต์เอื้อมมือไปจับแล้วลำแสงสีขาวก็จางหายไปพร้อมๆกับลำแสงสีทองและสีเงินจากยอดคฑาของทั้งสองด้วย  ชายหนุ่มวางหินอันเท่าฝ่ามือนั้นลงในหลุมบนศิลาลิวซานีอา  ซึ่งใส่เข้ากันได้อย่างพอดิบพอดีส่งผลให้ศิลาทรงกลมนั้นเรืองแสงขึ้นก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว  ปรากฏข้อความอักษรเป็นรอยสลักรอบศิลานั้นอีกครั้ง

       " ขอต้อนรับท่านผู้มาเยือน  ก่อนจะได้เข้าสู่สถานพำนักแห่งองค์อาร์รากอน  ท่านจงวิสัชนาข้าให้หายข้องใจ  สิ่งใดในโลกล้วนมีอยู่มากมายแต่เก็บไว้ได้เพียงในที่อันน้อยนิด  สิ่งใดที่พบได้ทั่วไปหากมีแค่บางคนเท่านั้นที่จะเห็นความสำคัญ  สิ่งใดมีค่าเหลือคณานับ  หากน้ำหนักช่างน้อยนิดและไร้ซึ่งสัมผัสทางกาย "  

        " ความรู้ไงล่ะ "  

          ฟินตอบทันทีหลังจากที่ฟลอรีน่าอ่านจบ  สิ้นเสียงคำตอบของชายหนุ่ม  พื้นเบื้องล่างถัดจากแท่นหินไปไม่ไกลก็แยกออกจากกัน  ปรากฏบันไดหินสีขาวยาวทอดลงสู่พิภพเบื้องล่างที่สว่างสลัวๆด้วยคบเพลิงที่แขวนอยู่ด้านข้างของผนังสีน้ำตาลเทาๆบนผนังทั้งสองข้างของบันไดกว้างนั้น

        " ไปกันเถอะ "  ฟินว่า  ก่อนที่มิเรียมและโยฮันต์จะออกเดินนำก่อน  ตามด้วยฟลอรีน่า  ฟินและเรย์

        " ฝากเซียด้วยล่ะ "  

          แซมัวร์หันมาพูดกับชุนและยูนิคอร์นตัวอื่นๆก่อนจะเดินตามอีกห้าคนไปติดๆโดยไม่ลืมบรรจุกระสุนเข้าไปในปืนของตนเองให้เรียบร้อย

          ปัง!!
          เสียงแท่นหินขนาดมหึมาด้านบนเลื่อนปิดทางออกดังสนั่น  เมื่อแซมัวร์เดินลงมาถึงพื้นสีขาวเบื้องล่าง  ทำให้ตอนนี้ทางเดินนั้นมืดลงเล็กน้อย  หากคบเพลิงที่แขวนอยู่ด้านข้างผนังก็ยังคงลุกโชติช่วงสว่างไสวเผยให้เห็นทางเดินที่ทอดออกไปไกลแสนไกลอยู่เช่นเดิม  

        " หมดทางถอยกลับแล้วซินะ "  

           ฟลอรีน่าว่าก่อนที่ทั้งหกจะพากันออกเดินไปตามทางเดินสีขาวที่มีเพดานโค้งสูงตลอดทางเดินนั้น  ที่ด้านข้างของผนัง  ด้านหนึ่งเป็นแนวของคบเพลิงที่ส่องสว่างให้เห็นทางสลัวๆ  ในขณะที่อีกฟากนั้นก็เป็นรูปปั้นหินอ่อนขององค์เทพเรียงรายกันไปเรื่อยๆ  แม้รูปปั้นเหล่านั้นจะทำจากศิลาแต่กลับทำให้ทั้งหกรู้สึกเหมือนกับพวกมันมีชีวิตและมองตามพวกเค้าทุกย่างก้าวที่ก้าวเดินได้อย่างน่าประหลาด  และที่สุดทางเดินนั้น  ประตูไม้ทรงโค้งบานกว้างภายใต้กรอบสีทองฝังอัญมณีหลากชนิดก็ปรากฏขึ้น

        " ถึงคราวข้าซินะ "

          ฟินว่าก่อนจะเดินออกไปด้านหน้าของประตูนั้น  ก่อนจะกางฝ่ามือทั้งสองและยื่นไปยังด้านหน้าประตูนั้น  พร้อมกับเพ่งจิตและสมาธิทั้งหมดไปที่ฝ่ามือ

        " อาเรกอโนรันทาอีเดน  เซนีทาโอซีอัน

          ข้าแต่องค์เทพอาร์รากอน  เทพแห่งสติปัญญาและความรู้ทั้งมวล 

          ฟินีอันทาเร  คารันซาเมนี

          บัดนี้ข้า  ฟินีอันโดรซาร์  ร่างทรงแห่งท่านได้มาถึง ณ สถานที่แห่งท่านแล้ว  ขอท่านโปรดเปิดทางให้แก่ข้าด้วย

          คาโรเซเดนี  ปิอันโทรรีอาซาเรน!! "

  

67 ความคิดเห็น