มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 22 : บุรุษปริศนา ( Rewrite )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ต.ค. 49

      " น้ำที่นี่ใสดีจังเลย  ข้าชักจะอยากลงไปเล่นน้ำบ้างแล้วซิ "  

        มิเรียมว่าด้วยสายตาเป็นประกายวิบวับขณะเดินมาเติมน้ำใส่กระติกกับฟลอรีน่าที่ริมสระน้ำกว้างอันเกิดจากน้ำตกสูงแดนป่าสนเเห่งนี้

     " ข้าก็อยากลงเล่นน้ำเหมือนกับเจ้านั่นแหละ  แต่ว่า... "  

       ว่าแล้วฟลอรีน่าก็ปรายหางตาไปมองยังลานหญ้ากว้างด้านหน้าสระน้ำที่มีแนวต้นไม้กางกั้นอยู่ประปราย  ที่ซึ่งหนุ่มๆทั้งสี่กำลังพักผ่อนอยู่บนเสื่อกว้าง  โดยมีเจนีเซียนอนหนุนตักเซียอยู่ที่ริมหนึ่งของเสื่อ

     " เฮ้อ....นั่นซินะ  แต่ว่า  ไม่ได้อาบน้ำมาสองวันแล้ว  เดี๋ยวก็เน่ากันพอดี  น่านะ  ตรงโน้นมีแนวหินสูงหน่อยกั้นอยู่  แค่ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อหน่อยก็ดี  ไม่นานหรอกน่า  นะๆๆ "  

       มิเรียมงั้นสารพัดเหตุผลมาอ้าง  พร้อมทั้งกระตุกแขนฟลอรีน่าเป็นเชิงขอร้องพร้อมกับทำเสียงออดอ้อนเป็นที่สุด

     " สงสัยข้าคงต้องจับเจ้าแยกกับยัยแอนแดนเต้ซะบ้างแล้วนะเนี่ย  ชักทำเสียงทำท่าเหมือนกันเข้าไปทุกทีแล้ว  เอ้า!  เล่นก็เล่น "  

       สิ้นเสียงของฟลอรีน่า  มิเรียมก็กระโดดกอดหญิงสาวทันที  ก่อนจะจูงมือกันเอากระติกน้ำไปวางไว้บนเสื่อพร้อมกับจัดเตรียมข้าวของไปอาบน้ำกันเรียบร้อย

     " เซีย  ไปเล่นน้ำกัน "  มิเรียมกระซิบกับหญิงสาวที่ตอนนี้กำลังนอนพิงต้นไม้ใหญ่อยู่

      " ตอนนี้น่ะเหรอคะ  แต่ว่า... "  หญิงสาวถามก่อนจะปรายตาไปมองทั้งสี่หนุ่ม

      " สามคนโน้นน่ะไม่ตามมาหรอก  แต่แซมัวร์ไม่แน่  เพราะตานี่จะเป็นยามคุ้มกันให้ตลอดล่ะ "  ฟลอรีน่าตอบ

       " แล้วท่านเจนีเซียล่ะคะ  ปล่อยไว้ที่นี่คนเดียวคงไม่ดีเท่าไหร่ "  เซียกล่าวก่อนจะก้มมองหญิงสาวที่นอนหนุนตักของตัวเองอยู่

       " ก็พาไปด้วยกันนั่นแหละ  แม่คนนี้แต่เดิมก็ชอบเล่นน้ำอยู่แล้ว  พาไปอาบน้ำซะบ้างก็ดี  เร็วเข้าเถอะ  เดี๋ยวมืดแล้วน้ำจะเย็นซะเปล่าๆ "  

         ว่าแล้วมิเรียมก็ลากเซียให้ลุกขึ้นก่อนจะหันไปมองเจนีเซีย  ทั้งสามสาวพยายามช่วยกันหาวิธีอุ้มเจนีเซียไปยังแนวหินด้านนั้น โดยมีชายหนุ่มทั้งสี่มองอยู่

       " นั่นพวกเจ้าจะไปไหนกันน่ะ "  
 
          แซมัวร์ว่า  แต่พอเห็นของที่อยู่ในมือของมิเรียมและฟลอรีน่าแล้ว  ชายหนุ่มก็ถึงบางอ้อทันที  ชายหนุ่มยิ้มก่อนจะเดินมาหาทั้งสี่สาว

        " เฮ้อ...พวกผู้หญิง  เชื่อเลย  เวลาแบบนี้ยังอยากเล่นน้ำ  งั้นเดี๋ยวข้าอุ้มเจนีเซียไปส่งให้แล้วกัน  จะได้นั่งเฝ้าด้วยเลย  เชื่อว่าพวกเจ้าคงจะไว้ใจข้าที่สุดล่ะนะ "  ชายหนุ่มว่าก่อนจะนั่งยองๆลงด้านข้างเจนีเซียเพื่อยกร่างเธอขึ้น

        " สำคัญตัวผิดไปรึเปล่ายะแซมัวร์ "  มิเรียมแซว  ส่งผลให้ชายหนุ่มยืนขึ้น  ยิ้มด้วยปากและแววตาเจ้าเล่ห์  ก่อนจะหันไปยังสามหนุ่มที่นั่งมองอยู่

        " พวกเจ้าสามคนใครอยากไปนั่งเฝ้าสี่สาวอาบน้ำบ้างล่ะ " 

          แซมัวร์ร้องถามก่อนที่มิเรียมและฟลอรีน่าจะทันปิดปากทัน  ส่งผลให้อีกสามหนุ่มมองหน้ากันลอกแลกไปมา

        " ตาบ้า!!  พูดมากที่สุด  เจ้านั่นแหละอุ้มเจนีเซียไปเดี๋ยวนี้เลยนะ "  

           ฟลอรีน่าว่าก่อนจะออกเดินโดยไม่ลืมลากข้อมือเซียให้ตามไปด้วยในขณะที่มิเรียมนั้นส่งสายตาเขียวๆไปให้แซมัวร์และเลยไปมองชายหนุ่มอีกสามคนเบื้องหลังที่ยังคงทำหน้าปั้นยากกันต่อไป

        " เออ...พวกข้าคงต้องขอตัวก่อน  ถ้าพวกท่านอยากจะอาบน้ำกันบ้างข้าว่าก็ดีเหมือนกันนะ "  ว่าแล้วหญิงสาวก็ออกเดินตามอีกสี่คนไปในทันที  ปล่อยให้อีกสามหนุ่มมองหน้ากันเป็นเชิงปรึกษา

        " ข้าว่า  อาบน้ำบ้างก็ดีเหมือนกันนะ "  โยฮันต์ว่าก่อนจะลุกขึ้นเดินตรงไปยังสระน้ำตรงหน้าทันที  ชายหนุ่มถอดเสื้อวางพาดไว้บนหินเตี้ยๆด้านข้าง  

       " อึดอัดจะแย่ "  เรย์ว่าก่อนจะเดินไปยังสระน้ำอีกคนโดยมีฟินที่ตัดสินใจเดินตามๆมาในที่สุด



       สี่สาวกับอีกหนึ่งหนุ่มเดินเลียบริมสระน้ำมาเรื่อยๆก็มาถึงริมสระด้านหนึ่งที่มีโขดหินไม่สูงไม่เตี้ยจนเกิดไปแต่ก็มากพอที่จะบังสายตาจากบริเวณที่ทั้งสามหนุ่มนั้นอาบน้ำได้  ที่ขอบสระด้านที่ติดกับฝั่งนั้น  มีแนวต้นพืชริมน้ำที่ออกดอกสวยงามขึ้นอยู่  ประกอบกับมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งแผ่กิ่งก้านสาขาบังแสงอาทิตย์ให้พอดี

      " เจ้านั่งรอตรงนี้นะแซมัวร์  เดี๋ยวพวกข้ามา " 

         มิเรียมว่าก่อนจะช่วยฟลอรีน่าและเซียหามเจนีเซียเข้าไปตรงริมสระด้านนั้น  ปล่อยให้แซมัวร์นั่งอยู่บนโขดหิน  ห่างจากสระบริเวณนั้นมาไม่มากนัก

       " ไม่นานของผู้หญิง  รับรองเกินครึ่งชั่วโมง "  

         ชายหนุ่มบ่นพึมพำหากก็ยอมนั่งลงเฝ้าสี่สาวแต่โดยดี  ชายหนุ่มนั่งหันหลังให้กับบริเวณสระด้านนั้น  โดยมีเสียงหัวเราะกิ๊กกั๊กของสามสาวลอยมา  

         หลังจากที่ทิ้งแซมัวร์นั่งรออยู่ด้านนอกแต่เพียงผู้เดียวแล้วสามสาวก็จัดการเอาผ้าขนหนูพันตัวให้ตัวเองกับเจนีเซียก่อนจะพากันลงน้ำ  แล้วสามสาวก็ช่วยกันสระผมสีแดงยาวของเจนีเซียให้สะอาด  และนำสบู่ถูตัวให้หญิงสาวก่อนที่ฟลอรีน่าจะเดินไปยังริมสระที่วางเสื้อผ้ากองไว้

       " ตายล่ะ  ข้าลืมเอาเสื้อของเจนีเซียมาอ่ะ "  ฟลอรีน่าหันไปบอกมิเรียมและเซียที่พยุงเจนีเซียเอาไว้

       " ดีนะที่หยิบผ้ามาเกินสองผืน  งั้นเอาผ้าขนหนูเช็ดตัวแล้วเอาผ้าขาวนี่พันไว้ก่อนแล้วกัน  ค่อยไปหยิบเสื้อมาให้เจนีเซียทีหลัง "

         ว่าแล้วสามสาวก็จัดการเอาผ้าขาวที่มีขนาดกว้างพอๆกับผ้าเช็ดตัวขนาดกลาง  แต่ยาวเกือบเมตรและเนื้อหนาเหมือนผ้าขนหนูมาพันไว้รอบอกและรอบสะโพกของหญิงสาว  ก่อนจะจัดให้เจนีเซียนั่งเอาหลังพิงก้อนหินใหญ่ด้านหนึ่งและเอาเท้าจุ่มลงน้ำ  ก่อนที่ทั้งสามจะรีบไปจัดการตัวเองเป็นการด่วน
    
         ที่อีกฟากหนึ่งของสระ  แซมัวร์กำลังนั่งมองน้ำใสไหลเย็นชวนให้ลงไปว่ายเล่นยิ่งนักอย่างคงปลงตก  ไม่นานชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวซวบซาบเดินเข้ามาใกล้  ชายหนุ่มละสายตาจากธารน้ำใสก่อนจะมองไปยังต้นเสียง

       " พวกข้ามาเปลี่ยนเวร  เพื่อเจ้าจะอยากอาบน้ำบ้าง "  เจ้าชายโยฮันต์พูด  พร้อมกับนั่งลงข้างๆและส่งยิ้มมาให้  หากแซมัวร์กลับมองทั้งสามหนุ่มด้วยสายตามีเลศนัย

       " ถ้าเจ้ายังไม่ไว้ใจข้า  เจ้าก็อาบน้ำแถวนี้ก็ได้  จะได้เฝ้าพวกข้าไปด้วยในตัว "  ว่าแล้วเรย์ก็โยนสบู่และขวดยาสระผมให้กับชายหนุ่ม  แซมัวร์รับไว้ก่อนจะยืนขึ้น

       " ขอบใจพวกท่านมากแล้วกัน  อ้อ!!  ไม่ว่าข้าจะคิดถูกหรือผิดก็ตาม  แต่ขอเตือนว่าอย่าได้ริอาจไปดูสี่สาวนั่นอาบน้ำเด็ดขาด  ถึงเจนีเซียจะทำอะไรไม่ได้ในตอนนี้  แต่ฟลอรีน่ากับมิเรียมทำได้  สองคนนั้นได้อาจารย์เจนีเซียสอนขว้างหินมาดีมาก  ข้าเตือนแล้วนะ "  

         หลังจากส่งคำขู่ให้แล้ว  ชายหนุ่มก็ถอดเสื้ออออกก่อนจะเดินลงน้ำไป  ทิ้งให้อีกสามหนุ่มนั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อย  ไม่นานชายหนุ่มก็ขึ้นจากน้ำ  จัดการเปลี่ยนเสื้อเรียบร้อยแล้ว  แซมัวร์ก็มานั่งร่วมวงคุยกับอีกสามหนุ่มอย่างเมามัน  โดยมีหัวข้อสนทนาเป็นเรื่องของสาวๆนั่นเอง

       " กรี๊ดดดดดดดดดดด "

       " แซมัวร์  ข้าว่าได้ยินเสียงเซียร้องนะ "  โยฮันต์ถามขณะที่คอยชะเง้อคอมองไปยังริมสระด้านนั้น

       " สองคนนั้นแกล้งเซียมากกว่านะข้าว่า "  แซมัวร์พูดขึ้น  

       " เจ้าเป็นใครน่ะ  ปล่อยเจนีเซียเดี๋ยวนี้นะ!! "  

          หากเสียงกรีดร้องแหลมสูงของเซียไม่ทำให้ทั้งสี่หนุ่มสนใจได้  ประโยคของมิเรียมที่ตะโกนดังลั่นกับเสียงเหมือนเข็มนับร้อยพุ่งผ่านอากาศนั่น  ย่อมทำให้ทั้งสี่หนุ่มรีบคว้าอาวุธไปยังที่ที่สี่สาวอาบน้ำกันทันที

         " เกิดอะไรขึ้นน่ะเซีย!! "  

            แซมัวร์ถามเซียที่นั่งตัวสั่นในสภาพที่มีผ้าขนหนูผืนใหญ่ห่มเท่านั้นอยู่ใกล้ๆกับโขดหินที่กั้นระหว่างตรงบริเวณเล่นน้ำของสาวๆกับที่ที่ชายหนุ่มทั้งสี่คุยกัน  แซมัวร์รีบถอดเสื้อคลุมให้หญิงสาวสวม  หากก่อนที่หญิงสาวจะได้ตอบอะไร  ชายหนุ่มก็คว้าปืนวิ่งไปยังที่ที่สองสาวที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วกำลังฟาดลูกดอกและเข็มนับร้อยเข้าใส่ร่างบุรุษในชุดคลุมสีเทาดำ  ใบหน้าตั้งแต่จมูกขึ้นไปถูกปิดบังอยู่ใต้ผ้าคลุมผืนนั้นอย่างมิดชิด  ในขณะที่อ้อมแขนของบุรุษผู้นั้นมีร่างบางของหญิงสาวผมยาวสีแดงหลับอยู่  ไม่นานเรย์  ฟินและโยฮันต์ก็ตามมาทัน  ทั้งหกต่างระดมทั้งกระสุน  ดาบ  เข็ม  ลูกดอกและแท่งโลหะเข้าใส่ร่างลึกลับนั้นเป็นพัลวัน  หากร่างนั้นกลับไร้รอยขีดข่วนแต่อย่างใด  ไม่ช้าร่างบุรุษผู้นั้นก็ยกมือขึ้นมาด้านหน้า  เมื่อชายหนุ่มสะบัดมือ  อาวุธของทั้งหกก็ลอยไปตกที่ตรงหน้าเซียพอดิบพอดี

      ' นี่รึฝีมือของร่างทรงแห่งองค์เทพ  ช่างอ่อนหัดนัก '  เสียงทุ้มห้าวทรงพลังดังขึ้นมาจากร่างลึกลับนั้น  ส่งผลให้ทั้งหกกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจยิ่ง

     " เจ้าต้องการอะไร!! "  

       มิเรียมถามด้วยเสียงลอดไรฟัน  หากร่างสูงกำยำใต้ผ้าคลุมนั้นกลับยิ้มกระตุกมุมปาก  แม้จะเป็นรอยยิ้มที่คล้ายกับเจนีเซีย  หากในเวลานี้มันช่างเป็นรอยยิ้มที่กวนโทสะที่สุดตั้งแต่หญิงสาวเคยเห็นมา

     ' แม่สาวน้อยนางนี้ยังไงล่ะ '  

        ว่าแล้วบุรษใต้ผ้าคลุมนั้นก็อุ้มหญิงสาวขึ้นแนบอก  ก่อนจะก้มลงแนบแก้มเข้ากับแก้มของหญิงสาว  ส่งผลให้เรย์และฟินกำมือแน่นเพื่อสะกดอารมณ์ทันที

      ' เจ็บใจนักรึ  ร่างทรงแห่งองค์อาร์รากอน  แต่ข้าชักจะถูกใจแม่สาวน้อยนางนี้ซะแล้วซิ '  ว่าแล้วบุรุษลึกลับก็กอดร่างของเจนีเซียแน่นขึ้นราวกับเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ

       " ปล่อยเธอนะ!! "  

          ว่าแล้วเรย์ก็กระโดดพุ่งเข้าใส่  ขณะที่มือนั้นก็เงื้อมีดสั้นไปข้างหลัง  เตรียมเสียบมันเข้าไปยังร่างลึกลับนั้น  หากชายหนุ่มก็โดนกระแสพลังบางอย่างดีดจนกระเด็นก่อนที่ชายหนุ่มจะทันได้เข้าใกล้ร่างนั้นด้วยซ้ำ  ส่งผลให้ฟิน  แซมัวร์และโยฮันต์ที่เข้ามารับไว้ลงไปนอนกองกับพื้นเช่นเดียวกัน

       ' ถ้าเจ็บใจนักก็จมาหาข้าแล้วเอานางคืนไปเอง  ข้าจะรอพวกเจ้าอยู่ ณ  ดินแดนแห่งสัญญา  ร่างทรงแห่งองค์เทพ '  พูดจบร่างลึกลับนั้นก็อันตรธานหายไปพร้อมกับร่างของเจนีเซีย  

       " บ้าชะมัด!! "  แซมัวร์สบถขึ้น

        " เอาไงต่อล่ะทีนี้ "  

          มิเรียมถามด้วยสีหน้าเคร่างเครียด  ในขณะที่เซียนั้นก็นั่งร้องไห้ไปเรียบร้อยแล้วโดยมีฟลอรีน่าคอยปลอบอยู่ข้างๆ 

        " เจ้านั่นเป็นใครกันแน่ "  เรย์ว่าอย่างหัวเสีย  หากก็มิมีใครสามารถหาคำตอบได้  นอกจากการคาดเดาไปต่างๆนานาเท่านั้น

        " ยังไงก็ตาม  พวกเราต้องได้พบเจ้านั่นอีกแน่  ในที่ที่สิงสถิตอาวุธแห่งเทพ "  ฟินว่า

          ทั้งหกต่างเดินเข้าไปเก็บอาวุธของตัวเอง  ก่อนจะเดินกลับไปยังลานหญ้ากว้างเพื่อรอเวลายามค่ำคืนที่จะมาเยือนในอีกไม่นานนี้  ระหว่างรับประทานอาหารเย็น  หนุ่มสาวทั้งเจ็ดต่างไม่พูดไม่จากันใดๆทั้งสิ้น  ฟลอรีน่าและมิเรียมเอาแต่ตรวจเช็คเข็มและลูกดอกของตัวเอง  แซมัวร์เองก็เอาแต่ขัดปืนและตรวจดูกระสุน  ในขณะที่เรย์  ฟิน  และเจ้าชายโยฮันต์ก็เช็ดดาบและเตรียมธนูกัน  ปล่อยให้เซียนั่งส่งสายตาปริบๆมองคนนั้นทีคนโน้นทีอย่างเกรงๆ
 
         

         เวลาแห่งรัตติกาลมาเยือน  ดวงดารานับล้านส่งประกายแพรวพราวพร้อมกับแสงแห่งพระจันทร์ยวงเงินที่ส่องแสงสีเงินอ่อนโยนลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบนอย่างอ่อนโยนราวกับจะปลอบประโลม  สายลมเย็นพัดเอื่อย  หากกลับไม่สามารถดับความร้อนภายในจิตใจของหนุ่มสาวทั้งเจ็ดได้แต่อย่างใด  พวกเค้ายังคงนั่งอยู่ที่เดิมเป็นเวลานานแล้ว  ตั้งแต่ที่เจนีเซียถูกพาตัวไปจนถึงบัดนี้ก็ผ่านไปได้ห้าชั่วโมงพอดิบพอดี  หากพวกเค้าก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอและรอ

       " ทำอะไรไม่ได้อีกแล้วเหรอ "  

          ฟลอรีน่าเอ่ยถามทำลายความเงียบ  ในขณะที่มิเรียมและเซียนั้นหลับไปเรียบร้อยแล้ว  โดยที่เซียนั้นพิงบ่ามิเรียม  ในขณะที่มิเรียมก็พิงกายเข้ากับร่างกำยำของโยฮันต์หลับใหลไปอีกราย  หากคำตอบก็คือ  หัวของชายหนุ่มผมยาวที่ส่ายไปมาเบาๆ

        " ไม่ได้เลย  นอกจากการรอคอย "  

           ฟินว่าก่อนจะนั่งขัดสมาธิมองไปยังท้องน้ำกว้างสีดำมืดมิดใสราวกระจกเงาที่สะท้อนแสงนวลของดวงจันทร์แสนงาม

         " สี่ทุ่มแล้วนะ  ข้าไม่ไหวแล้วล่ะ "  ว่าแล้วแซมัวร์ก็พิงกายเข้ากับต้นไม้เบื้องหลังแล้วหลับตาลงทันใด

         " ถ้าเจ้าง่วงก็หลับเอาแรงก่อนก็ได้นะ  ถ้าข้าเห็นอะไรผิดปกติจะปลุก " 

           ฟินว่า  หากฟลอรีน่ากลับส่ายหน้า  ไม่ใช่ว่าเธอไม่ง่วง  แต่ต้นไม้โดยรอบถูกจับจองไปหมดแล้ว  คงเหลือแต่เธอ  ฟินและเรย์เท่านั้นที่ยังนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่กลางเสื่อ  ชายหนุ่มมองการสะบัดหัวหาที่พิงของหญิงสาวแล้วก็อดขำออกมาไม่ได้

        " ขำอะไรยะ  จะหาเรื่องอีกรึไง "  ฟลอรีน่าว่าเสียงเขียว  หากกลับทำให้ชายหนุ่มหัวเราะมากขึ้นไปอีก

        " ก็ขำเจ้าไง  ไม่น่าถาม "  

          ชายหนุ่มว่า  แล้วสงครามน้ำลายก็เริ่มขึ้นอีกระรอก  โดยมีโยฮันต์คอยห้ามทัพ  ในขณะที่เรย์นั้นยังคงนังเหม่อมองไปยังสระน้ำดำมืดนั้น  แล้วสายตาของชายหน่มก็ไปปะทะเข้ากับร่างๆหนึ่งที่นั่งสงบนิ่งอยู่บนโขดหินริมสระนั่นเอง

        " เจนีเซีย "  

          เสียงที่ไม่ได้ดังไปกว่าเสียงกระซิบหากก็สามารถหยุดสงครามน้ำลายของฟินและฟลอรีน่าได้ฉับพลัน  พร้อมกับที่ส่งผลให้ร่างของแซมัวร์  มิเรียมและเซียตื่นได้อย่างรวดเร็วทันใจ  แล้วทั้งหกก็มองตรงไปยังทิศทางเดียวกับที่ชายหนุ่มมองอยู่  ท่าทางแบบนี้  ผมสีแดงแบบนี้  รูปร่างแบบนี้หาใช่ใครอื่นอีกแล้ว  ว่าแล้วทั้งหกก็วิ่งตรงไปยังร่างนั้นทันที

          ควับ!!
          
ร่างบางหันกลับมามอง  พร้อมกับรอยยิ้มก่อนจะกระโดดลงมาจากก้อนหิน  โดยไม่ลืมที่จะจับผ้าที่ขาวที่พันรอบอกไว้แน่น  หากก่อนที่ใครจะทันได้ถึงตัวหญิงสาวนั่นเอง

          ฟึ่บ!!
          มิเรียมก็วิ่งมาขวางทั้งห้าเสียก่อน
        
        " นั่นเป็นแค่ร่างวิญญาณของเจนีเซียเท่านั้น "  มิเรียมว่าก่อนจะกลับหลังหันเดินเข้าไปหาร่างเจนีเซีย  

           ฟิ่วววววว...
          
มือบางของหญิงสาวทะลุผ่านมือของเจนีเซียไปเมื่อเจนีเซียยื่นมือเข้ามาจะสัมผัสเธอ  ร่างวิญญาณส่งยิ้มให้มิเรียมที่ยิ้มตอบ  ก่อนจะเงยหน้าไปมองอีกหกคนที่ยืนอยู่เบื้องหลัง

          ข้าจะมาพาพวกเจ้าไปยังสถานที่แห่งพันธสัญญา  แต่ก่อนอื่น.. '  

          หญิงสาวว่าก่อนจะเดินหันหลังให้ทั้งเจ็ดลงไปยังสระน้ำ  ร่างวิญญาณนั้นก้าวย่างอยู่เหนือผืนน้ำไปเรื่อยๆก่อนจะมาหยุดที่กลางสระน้ำกว้าง  ร่างวิญญาณค่อยๆยกมือขึ้นประสานเหนืออก  ในขณะที่สายตานั้นยังคงจับจ้องไปยังต้นฟีนีล่าสูงทั้งสองที่ขึ้นตระหง่านอยู่เหนือน้ำตก

         ' ดวงวิญญาณแห่งพงไพรทั้งหลายเอ๋ย  หากได้ยินเสียงเพรียกจงฟังข้า  โปรดนำพาข้าสู่สถานแห่งพันธสัญญาด้วย ' 

          
สิ้นเสียงสวด  พื้นน้ำเบื้องล่างของหญิงสาวก็ปรากฏแสงสีเขียวนวลตาขึ้น  ดวงไฟหลากสีของหิ่งห้อยนับร้อยนับพันปรากฏขึ้นบนต้นฟีนีล่าสูงทั้งสองบนยอดผาน้ำตก  เจ้าหิ่งห้อยหลากสีค่อยๆลอยลงสู่เบื้องล่างก่อนจะรวมกันเป็นวงรายล้อมรอบร่างวิญญาณของหญิงสาว  แสงสีขาวสว่างจ้าสะท้อนออกมาจากร่างวิญญาณของเจนีเซีย  ก่อนที่แสงนั้นจะกลืนทุกสิ่งทุกอย่างโดยรอบให้หายไปในทะเลแห่งแสง  ก่อนที่แสงจ้านั้นจะจางหาย  พร้อมกับที่ร่างวิญญาณของหญิงสาวก็หายไปเช่นกัน  คงเหลือไว้แต่แสงหิ่งห้อยสีขาวอยู่ ณ ตำแหน่งเดิมนั้นที่ร่างวิญญาณเคยอยู่  เจ้าดวงไฟสีขาวสะอาดค่อยๆลอยเข้าฝั่ง  ในขณะที่ดวงไฟดวงอื่นนั้นก็ลอยละล่องไปทั่วบริเวณสระน้ำแห่งนั้น  ส่งผลให้เกิดแสงสลัวรอบสระ  หิ่งห้อยสีขาวลอยวนอยู่ตรงหน้าฟินก่อนจะลอยไปยังแนวป่าด้านหลังน้ำตกที่มืดมิด

        " ตามไป "  

          ชายหนุ่มว่าก่อนจะออกเดินนำคนอื่นโดยมียูนิคอร์นทั้งเจ็ดเดินรั้งท้ายตามมา  หิ่งห้อยตัวน้อยพาพวกเค้าเดินลัดเลาะลึกเข้าป่าไปเรื่อยๆ  โดยมีเพียงแสงดาราและจันทราเท่านั้นคอยส่องทางให้  สายลมเย็นยังคงพัดโชยเอื่อยพามาซึ่งกลิ่นหอมหวนชวนฝันของเหล่าดอกไม้ราตรีสีอ่อนสวยตามพื้นป่าที่เกสรของพวกมันส่องแสงเรืองรองแวววาวราวกับแสงดาราบนฟากฟ้า  ทำให้พื้นหญ้าของป่าสนในเวลานี้ระยิบระยับราวกับมีดวงดาวนับร้อยอยู่บนพื้นดิน  ช่างเป็นภาพที่สวยงามชวนฝันยิ่ง  

       " เจ้านั่นถอดวิญญาณเจ้าออกมารึเจนีเซีย "  

         มิเรียมถามขึ้น  หลังจากที่พากันเดินเงียบๆตามเจ้าหิ่งห้อยสีขาวนั่นมานานพอควรโดยที่มัวแต่มองความสวยงามข้างทาง

       ' ข้าก็ไม่รู้  หลังจากร่างเนื้อข้าสลบไปแล้ว  ข้าก็ถูกอะไรบางอย่างพามาที่ต้นฟีนีล่าบนน้ำตกนั่นแล้วก็มีเสียงๆหนึ่งบอกว่าให้ข้ามานำทางพวกเจ้านี่ล่ะ  หิ่งห้อยทั้งหลายที่เจ้าเห็นนั่นส่วนหนึ่งเป็นวิญญาณของคนทั้งหลายที่หายตัวออกไปจากหมู่บ้านนั่นแหละ  อีกส่วนเป็นวิญญาณนางไม้และเจ้าป่าเจ้าเขา  ถึงแล้วล่ะ  ดินแดนแห่งพันธสัญญา '  

         
เจ้าหิ่งห้อยว่าก่อนจะกลับสู่ร่างวิญญาณหญิงสาวอีกครั้ง  ร่างวิญญาณพาทั้งเจ็ดเดินฝ่าดงพุ่มไม้และแนวป่าไปไม่ไกล  เนินหญ้าสีเขียวเตี้ยๆที่ล้อมรอบด้วยทุ่งดอกไม้ราตรีหลากชนิดก็ปรากฏแก่สายตา  บนเนินนั้นเฟลูคัส  ต้นไม้ประหลาดที่มีลำต้นและกิ่งก้านสีขาวสะอาดราวกับสะท้อนแสงแห่งดวงจันทรา  ใบสีเขียวเงินนั้นยามต้องสายลมก็พลันเกิดเสียงดนตรีหวานหูลอยมาราวกับเสียงคีตาแห่งสรวงสวรรค์  

       ' เฮ้อ...เสียดายจังที่ถ่ายรูปไม่ได้  จีบิลน้องสาวข้าต้องชอบภาพนี้แน่ๆ '   ร่างวิญญาณเอ่ยก่อนจะเดินนำไปยังเนินหญ้าเตี้ยๆนั้น  

         ฟับ!!
         
ฉับพลันปรากฏร่างลึกลับภายใต้ผ้าคลุมสีเทาดำนั่นอีกครั้ง  เจนีเซียเบิกตาด้วยความตกใจในขณะที่ร่างนั้นกลับส่งยิ้มมุมปากมาให้  

      " เจนีเซีย!! "  

         หนุ่มสาวทั้งเจ็ดร้องด้วยความตกใจ  หากมันก็สายเกินไป  เมื่อร่างบางของหญิงสาวถูกกระชากข้อมือทีเดียวก็ตกอยู่ในวงแขนแข็งแกร่งนั่นเรียบร้อยไร้ทางดิ้นหลุด  หญิงสาวกำลังจะอ้าปากบอกอะไรบางอย่างก็ถูกมือนั้นปิดไว้อีกเช่นกัน
    
      ' เจ้านี่ดื้อกว่าที่ข้าคิดนะสาวน้อย '  

        ร่างภายใต้ผ้าคลุมกระซิบที่หูหญิงสาว  ก่อนจะมองไปยังเรย์  ฟิน  แซมัวร์  มิเรียมและฟลอรีน่าที่เตรียมฟาดอาวุธเข้าใส่  ร่างลึกลับยิ้ม

     ' ไม่ต้องรีบสู้กับข้านักก็ได้  อีกไม่นานพวกเจ้าก็จะได้สู้อยู่แล้ว  แต่ก่อนอื่นข้าขอพาแม่สาวน้อยนี่ไปลงโทษก่อนแล้วกันนะ '  

       ว่าแล้วร่างบุรุษลึกลับนั้นก็หายไปพร้อมกับร่างวิญญาณของหญิงสาวทิ้งไว้แต่เพียงความว่างเปล่าให้หนุ่มสาวอีกเจ็ดคนได้เจ็บใจเล่นที่ไม่สามารถช่วยอะไรสหายได้เป็นครั้งที่สอง    

67 ความคิดเห็น