มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 21 : สิ่งที่ค้นหา ม่านอัญมณีแห่งเชอร์ริล ( Rewrite )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    12 ต.ค. 49

        ตีห้า  ร่างบางของหญิงสาวผมสีแดงค่อยๆโผล่ออกมาจากเต้นท์สีขาวขนาดใหญ่  ก่อนจะจูงชุน  ยูนิคอร์นสีขาวแผงคอสีม่วงเข้มที่ผูกอยู่ข้างๆเต้นท์เธอให้เดินตามมาด้วย

      " เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่น่ะเจนีเซีย "  ชุนถามขณะมองมายังหญิงสาวที่จูงมันออกห่างจากเต้นท์เรื่อยๆ  ก่อนจะปล่อยมือออกจากสายบังเหียน

     " ข้าอยากทดสอบอะไรหน่อย  ชุน  ข้างหน้านั่นเจ้าเห็นอะไร "  

       หญิงสาวถามก่อนจะชี้มือไปยังด้านหน้าของเจ้ายูนิคอร์นหนุ่ม  ซึ่งทางที่เธอชี้ไปนั้นก็คือทางที่ซึ่งเคยมีทางเดินเข้าป่าที่พวกเธอเพิ่งจะเดินผ่านมาเมื่อเที่ยงวานนี้
 
     " ก็ทางเดิม  เหมือนเดิมกับเมื่อวานไงก่อนที่พวกเราจะเข้ามา "  เจ้ายูนิคอร์นหนุ่มตอบ  หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นไปบนหลังของมัน

     " แล้วตอนนี้ล่ะ "  หญิงสาวถามขึ้นอีกครั้ง

     " กลายเป็นแนวต้นไม้หนาทึบไปแล้ว "  

        สิ้นเสียงตอบของชุน  หญิงสาวกระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะค่อยๆบังคับให้มันเดินกลับมายังเต้นท์

      " ที่นี้เอาไงต่อ "    

      " เหลืออีกหนึ่งวิธี  เสี่ยงหน่อย  แต่ว่าเพื่อความชัวร์คงต้องลอง "  หญิงสาวว่าก่อนจะเหวี่ยงตัวลงจากหลังของชุน

      " เจ้าจะทำอะไรอีกล่ะนั่น "  

        เสียงทุ้มปนดุเล็กน้อยลอยมา  ส่งผลให้หญิงสาวและเจ้ายูนิคอร์นหนุ่มหันไปมองกันเป็นตาเดียว  เงาร่างสูงค่อยๆเคลื่อนกายออกมาจากเงามืดค้างๆเต้นท์  เผยให้เห็นหน้าตาของเจ้าของร่างได้อย่างชัดเจน  ก่อนที่ร่างนั้นจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าของหญิงสาวห่างจากเธอแค่ไม่กี่ฟุต

      " เจ้าทำข้าตกใจนะเรย์ "  หญิงสาวว่าก่อนจะพยายามเดินเลี่ยงชายหนุ่มไปอีกทาง

        หมับ!  
        ชายหนุ่มคว้าข้อมือของหญิงสาวไว้อีกครั้งก่อนจะกระตุกแขนนิดเดียวร่างบางก็หันควับกลับมาเผชิญหน้ากับเค้าอีกครั้ง

      " เจ้ายังไม่ตอบคำถามข้าเลยนะ "  

        ชายหนุ่มว่าพร้อมกับจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลทองของหญิงสาวราวกับจะหยั่งลึกลงไปให้ถึงก้นบึ้งของเจ้าของหัวใจนั้น

      " ก็แค่จะทดสอบอะไรอีกเล็กน้อยก็เท่านั้น  เจ้าไม่ต้องห่วงข้าหรอก  ข้าดูแลตัวเองได้  ข้าไม่อยากให้มันเสียเวลาไปมากกว่านี้  ถ้าข้ารู้ว่าเวทย์อะไรคลุมป่านี้อยู่ก็จะสามารถแก้เวทย์ได้เร็วขึ้น  ชาวเมืองที่นี่จะได้ออกไปจากป่าซะ "  

      " แม้ว่าวิธีที่เจ้าทำจะมีอันตรายต่อเจ้าอย่างนั้นรึ "  ชายหนุ่มถาม  ส่งผลให้เจนีเซียชะงักไปทันที

      " เจ้ารู้รึไงว่าข้าจะทำอะไร "  

        หญิงสาวว่า  หากกลับหลบตาชายหนุ่มด้วยกลัวว่าเค้าจะสามารถอ่านใจเธอไปได้มากกว่านี้  แต่เมื่อชายหนุ่มกำลังจะอ้าปากตอบหญิงสาวก็เอามืออุดปากเค้าไว้เสียก่อน

      " เจ้าไม่ต้องตอบข้าหรอก  ข้ารู้ว่าเจ้าเก่ง  แต่ข้าอยากจะขออะไรเจ้าซักอย่าง  ได้มั้ย "  หญิงสาวถามซึ่งชายหนุ่มก็พยักหน้ารับแต่โดยดี

      " ห้ามบอกคำตอบกับฟินอย่างเด็ดขาด "

      " ทำไมล่ะ "  ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัยหลังจากที่หญิงสาวปล่อยมือออกจากปากเค้าแล้ว

      " เพราะข้าคิดว่าที่นี่เป็นที่ที่ฟินจะต้องได้รับการทดสอบ  ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่นี่  ฟินจะต้องหาคำตอบด้วยตัวเองเท่านั้น  ถึงจะไม่ใช่การทดสอบโดยตรงแต่อย่างน้อย  ข้าคิดว่าก็จะเป็นการฝึกให้เค้าได้หาคำตอบด้วยตัวเองเตรียมเจอการทดสอบจริง "  หญิงสาวว่า  ซึ่งทำให้ชายหนุ่มยิ้มได้

      ' ทำไมเจ้าช่างคิดอะไรได้ลึกซึ้งขนาดนี้นะ '
 
      " ดังนั้นขอข้าทดสอบได้มั้ย  ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่เป็นอะไรมากหรอก "  

        หญิงสาวอ้อนวอนเสียงหวานที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้  ซึ่งก็พอจะทำให้ชายหนุ่มเผลอตัวพยักหน้าได้

      " ตกลง  แต่ข้าจะนั่งดูเจ้าอยู่ตรงนี้  เผื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้ช่วยทัน "  

        ชายหนุ่มว่าก่อนจะปล่อยมือหญิงสาวและทรุดตัวลงนั่งบนขอนไม้ที่ตั้งอยู่มุมนึงของกองไฟหน้าเต้นท์ 

        เจนีเซียรวบรวมสมาธิ  ก่อนจะลืมตาและกลายร่างเป็นพญาเหยี่ยวร่อนขึ้นฟ้าไปในทันทีด้วยความเร็วดุจสายฟ้า  หากก่อนที่เธอจะพ้นแนวยอดไม้  

        เปรี้ยง!!
        
พลังอะไรบางอย่างฟาดเข้าที่เธออย่างแรง  ส่งผลให้ร่างเหยี่ยวนั้นกระเด็นออกมา  พร้อมๆกับที่ร่างกายของเธอกลับสู่สภาพเดิมดิ่งสู่พื้น  ซึ่งเรย์เข้าไปรับไว้ได้ทันพอดิบพอดี  หากทั้งคู่ก็ต้องลงไปคลุกฝุ่นด้วยกันตามระเบียบ  ซึ่งเสียงเปรี้ยงนั้นก็ดังพอที่จะเรียกให้คนอื่นๆรวมทั้งเจ้ายูนิคอร์นทั้งหลายตื่นและรีบวิ่งมาดูทันที

       " เกิดอะไรขึ้นน่ะ  เสียงดังมากเลย "  

         โยฮันต์วิ่งออกมาก่อนเป็นคนแรก  ตามมาด้วยฟิน  แซมัวร์  ก่อนที่มิเรียม  ฟลอรีน่าและเซียจะวิ่งตามออกมาด้วยเช่นกัน  ภาพที่เห็นก็คือเจนีเซียร้องโอดโอยพร้อมกับสะบัดหัวไปมา  ในขณะที่ร่างของเธอที่นอนพาดอยู่บนตักของเรย์นั้นมอมแมมไปด้วยฝุ่น  ซึ่งก็ไม่ต่างจากเรย์ซักเท่าไหร่ที่รายนั้นก็ร้องโอยเหมือนกันด้วยว่าความสูงที่หญิงสาวตกลงมาก็ไม่ใช่น้อยๆแถมตอนที่กลิ้งคลุกฝุ่นกันอยู่นั้น  หน้าผากของเค้ากับเธอก็ชนกันจังเบื้อเริ่มอีกต่างหาก

       " ไม่มีอะไรหรอกข้าแค่... " 

          ฟิ้ว............
          สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านหญิงสาวไป  พร้อมๆกับที่ความรู้สึกเย็นสะท้านแปลกๆแทรกซึมเข้าสู่ร่างของเจนีเซีย  ร่างกายกระตุกพร้อมๆกับที่โลกทั้งโลกดับวูบลง  ร่างบางค่อยๆทรุดตัว  หากฟินเข้ารับเธอไว้ได้ทันก่อนที่ร่างบางของเธอจะลงกระแทกพื้น

       " เจนีเซีย  เจนีเซีย  เจ้าเป็นอะไรน่ะ "  

          ฟลอรีน่าร้องด้วยความตกใจก่อนจะวิ่งเข้ามาดูสหาย  หากสภาพหลับตาเหมือนกับนอนหลับไปนั้นกลับไม่ทำให้เธอสบายใจขึ้นเลยซักนิด
              
        " ฟิน  วางเจนีเซียลงซิ "  มิเรียมว่า  ก่อนจะเดินเข้ามาจับชีพจรและฟังการเสียงการเต้นของหัวใจทันที

        " เวทย์หลับใหล  เจนีเซียโดนเวทย์หลับใหลของใครซักคนเข้าและเป็นเวทย์หลับใหลขั้นรุนแรงด้วย "  

          มิเรียมสรุป  ซึ่งส่งผลให้ฟลอรีน่าและแซมัวร์อึ้งไป  เนื่องด้วยเจนีเซียไม่เคยถูกเวทย์เล่นงานได้ง่ายๆแบบนี้ 

       " เราคงต้องเร่งหาคนที่ร่ายคาถานี้ใส่เจนีเซียโดยเร็ว  ไม่งั้นเจนีเซียจะต้องอยู่ในสภาพนี้ตลอดไป "  มิเรียมว่า

       " ถ้างั้น  คนๆนั้นจะต้องเป็นใครซักคนที่ไม่ต้องการให้พวกเรารู้คำตอบว่าเจนีเซียเพิ่งจะทำอะไรลงไป  ว่าไงเรย์  เมื่อกี้เจนีเซียพยายามจะทำอะไร "  โยฮันต์หันไปถามสหายหนุ่มทันที

       " เธอแปลงร่างเป็นเหยี่ยวแล้วพยายามบินออกไปจากที่นี่  แต่ก่อนที่จะถึงแนวยอดไม้  พลังอะไรบางอย่างที่รุนแรงก็ฟาดเข้าให้  แล้วร่างเธอก็กลับเป็นคนร่วงลงพื้นไปนั่นแหละ "  

         ชายหนุ่มว่าก่อนจะค่อยๆช้อนมือเข้าใต้ร่างบางของเจนีเซียและอุ้มเธอไปนอนบนขอนไม้ที่วางอยู่รอบกองไฟ

       " ก่อนหน้านั้นเธอทำอะไร "  ฟินถามขึ้น  ระหว่างที่กำลังคิดหาคำตอบและประติดประต่อเรื่องทั้งหมดอยู่

       " ข้าก็ไม่รู้  ข้ามาเห็นตอนที่เธอกำลังผูกสายบังเหียนชุนเข้าที่  ที่ข้าได้ยินเธอพูดก็แค่  ' เหลืออีกหนึ่งวิธี  เสี่ยงหน่อย  แต่เพื่อความชัวร์คงต้องลอง '  ซึ่งผู้ที่จะรู้ว่าเธอทำอะไรก่อนหน้านั้นก็คงมีแค่ชุนเท่านั้นแหละ "  

         เรย์ว่า  ซึ่งทำให้ฟลอรีน่า  แซมัวร์และมิเรียมหน้าสลดทันที  ด้วยรู้ว่าไม่มีทางที่ใคร ณ ที่นี้จะพูดกับสัตว์รู้เรื่องแล้ว  หากแพนโธเรียอยู่ที่นี่ด้วยก็คงดีไม่น้อย  แต่ในเวลานี้เครื่องมือสื่อสารก็ใช้ติดต่อกับคนภายนอกไม่ได้  การที่จะติดต่อกับแพนโธเรียที่อยู่ในวังแห่งอาณาจักรไทแซนดรัสด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง

       " เออ.........ข้าพอจะพูดกับสัตว์รู้เรื่องบ้าง  คงจะพอช่วยท่านเจนีเซียได้ " 

             เสียงเล็กๆของเซียดังขึ้น  ก่อนที่ร่างบางจะเดินเข้าไปหาชุน  พูดกันอยู่นาน  หญิงสาวก็เดินเข้ามาหาคนอื่นๆ

        " เออ...ชุนบอกว่า  ท่านเจนีเซียพาเค้าเดินไปที่ตรงที่เคยเป็นทางเข้าป่าที่พวกเราเดินเข้ามาเมื่อวาน  ตอนนั้นเจนีเซียถามว่าเค้าเห็นอะไร  ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังเค้าอีกครั้งและถามคำถามเดิม "  เซียบอก  

        " แล้วชุนเค้าตอบเจนีเซียไปว่าอะไรบ้างล่ะ "  โยฮันต์หันไปถามหญิงสาว

        " ชุนตอบว่าเห็นทางเข้าเหมือนเดิมกับตอนที่พวกเราเข้ามา  แต่พอท่านเจนีเซียขึ้นหลัง  เค้าก็ไม่เห็นทางอีก  กลายเป็นแนวป่าเหมือนที่พวกเราเห็นเหมือนกันค่ะ "  หญิงสาวตอบ  

        " เจนีเซียกำลังทดสอบเวทย์กำบัง "  ฟินตอบ  ก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นยืน  

        " งั้นก็เหลือการทดสอบอีกหนึ่งอย่างถึงจะรู้ประเภทของเวทย์นี้ "  

         ฟลอรีน่าว่า  ก่อนที่เธอจะยืนขึ้นแล้วเรียกคฑาธรณีออกมา  หากฟินกลับแตะมือของหญิงสาวเบาๆเป็นการห้ามเอาไว้ก่อน  ส่งผลให้หญิงสาวหันไปมองชายหนุ่มด้วยแววตาที่เป็นคำถามทันที

       " ข้าทำเอง  ถ้าเจ้าโดนดูดพลังแล้วตกอยู่ในสภาพเดียวกับเจนีเซียข้าคงไม่ยกโทษให้ตัวเองแน่ "  

         ชายหนุ่มว่าก่อนจะดึงผลึกคริสตัลสีเงินที่ห้อยคออยู่ออกมาจากใต้เสื้อคลุมพร้อมกับออกเดินไปยังทางที่เคยเป็นทางเข้าป่านั้นโดยมีคนอื่นๆตามไปติดๆจะมีก็แต่มิเรียม  ชุนกับยูนิคอร์นตัวอื่นๆเท่านั้นที่ยังคงยืนเฝ้าเจนีเซียอยู่ 

        เมื่อไปถึงบริเวณที่เคยเป็นทางเข้า  ชายหนุ่มก็จรดแท่งคริสตัลลงกับพื้นก่อนจะลากแท่งคริสตัลนั้นไปมาเป็นวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางหนึ่งเมตร  วาดดาวหกแฉกภายในวงกลมนั้นแล้วหันมาเขียนอักขระโบราณที่เป็นคำซึ่งมีความหมายถึงดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  วิญญาณและจิตขึ้นที่มุมของดาวหกแฉกนอกวงกลมนั้น  ชายหนุ่มเก็บแท่งคริสตัลสีเงินนั้นเข้าที่ก่อนจะชูมือขึ้นเหนือวงกลมนั้น

       " เวเนเดเต  ฟินิอันโดรซารีนาอี "

         สิ้นเสียงร่ายเวทย์  เส้นสีขาวเงินบางเบาก็ปรากฏขึ้นบนพื้นตรงกับตำแหน่งรอยขีดของคริสตัลนั้นทันที  ชายหนุ่มเดินเข้าไปยืนอยู่ตรงกลางของดาวนั้น  ก่อนจะก้มหน้าหลับตาและตั้งสมาธิ  พร้อมกับยกมือทั้งสองขึ้นตั้งระดับอก

       " เวนูอัน  คาซามาริโดเซ....... "

         ปรากฏหมอกสีขาวประกายเงินขึ้นระหว่างฝ่ามือทั้งสองของชายหนุ่มพร้อมกับที่มันค่อยๆขยายขนาดขึ้น  จนเมื่อมันมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ฟุตครึ่งชายหนุ่มก็ลืมตาทันที
         
        " เดสโทรซานที!! "

          กลุ่มหมอกสีขาวพุ่งไปด้านหน้าด้วยความเร็วสูงก่อนที่หมู่หมอกนั้นจะแตกออกเมื่อชนเข้ากับผนังอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น  พร้อมกับเสียงดังสนั่นลั่นธรณีและแสงสีทองและสีขาวแตกกระจายราวกับดอกไม้ไฟ  ชายหนุ่มยิ้มพร้อมกับที่แสงและวงกลมเวทย์หายไป  ร่างของชายหนุ่มค่อยๆทรุดตัวลงกับพื้น  หายใจหอบ  หากไม่นานนักเค้าก็กลับมายืนได้ดังเดิม

        " เหนื่อยใช่เล่น  เจ้านี่เป็นเวทย์สถานศักดิ์สิทธิ์ของพวกเอลฟ์ไม่ผิดแน่  แถมเอลฟ์ตนนี้จะต้องมีพลังเวทย์สูงมากๆด้วย "  ฟินสรุป

        " ลองคิดดูนะ  มีแต่สัตว์เท่านั้นที่มองเห็นทางออกแต่คนไม่เห็น  อยู่นานเท่าไหร่ก็ยิ่งโดนดูดพลังเวทย์และพลังชีวิตไปมากเท่านั้น  เจอเวทย์ทำลายล้างขั้นสูงแบบนี้กลับไม่สะทกสะท้านแถมกลายเป็นพลุไฟลูกโต  คำตอบมันก็มีอยู่อย่างเดียว "  ชายหนุ่มอธิบาย

        " งั้นแสดงว่าที่เจนีเซียอยู่ในสภาพนี้เป็นเพราะเธอกำลังจะรู้คำตอบ  แล้วใครบางคน  เผลอๆคือคนที่สร้างเวทย์นี้ขึ้นมาและกำลังมองเราอยู่เห็นเข้าก็เลยจัดการเธอซะ  อย่างนั้นใช่มั้ย "  มิเรียมถาม  ซึ่งชายหนุ่มก็พยักหน้ารับ

        " งั้นเราคงต้องหาเอลฟ์ตนนั้นเพื่อให้แก้เวทย์เจนีเซียและสลายเวทย์สถานศักดิ์สิทธิ์ที่คลุมป่านี้อยู่ซินะ "  แซมัวร์สรุป

        " คงจะต้องเป็นอย่างนั้น  แต่ก่อนที่เราจะตามหาเอลฟ์ตนนั้นเราคงต้องไปเอาอาวุธเทพเสียก่อน "  ฟลอรีน่าพูดขึ้น  

         " สิ่งที่จะทำให้เอลฟ์ยอมทำตามที่มนุษย์สั่งได้นั้นมีแค่อย่างเดียว  นั่นคือองค์เทพ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์เทพอาร์รากอน  องค์เทพที่เอลฟ์นับถือที่สุด  ดังนั้นหากเราได้อาวุธแห่งองค์เทพมา  เอลฟ์ตนนั้จะต้องยอมทำตามแน่นอน "  

           ฟินกล่าวสรุป  ซึ่งหลังจากนั้นทุกคนก็รีบแยกย้ายกันไปเก็บข้าวของทั้งหมดก่อนจะเตรียมออกเดินทางต่อทันที  โดยที่ฟินนั้นรับหน้าที่อ่านแผนที่  ในขณะที่เรย์ก็ต้องคอยดูแลเจนีเซียเอาไว้  โดยชายหนุ่มนั้นปีนขึ้นคร่อมหลังโซล  ยูนิคอร์นแผงคอสีทอง  ก่อนที่ฟินจะอุ้มร่างของเจนีเซียส่งให้กับชายหนุ่ม

        " ดูแลเธอให้ดีๆนะเรย์ "  

          ฟินว่าก่อนจะเดินไปยังรีฟ  ยูนิคอร์นแผงคอสีเขียวน้ำทะเลที่หน้าขบวน  และที่เริ่มต้นออกเดินทาง  

        สองชั่วโมงตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง  จนบัดนี้จะแปดโมงแล้ว  หากการเดินทางเพิ่งจะมาได้แค่หนึ่งในสี่ของระยะทางทั้งหมดเท่านั้น  หญิงสาวทั้งสามที่เหลืออยู่จัดการเตรียมอาหารเช้าขึ้น  ก่อนที่ฟลอรีน่าและมิเรียมจะขอแยกตัวออกไปเก็บพืชสมุนไพรซักครู่โดยไม่ลืมกำชับให้แซมัวร์คอยสอดส่องดูเซียไปด้วย  เนื่องจากยังไม่ไว้ใจหญิงสาวมานัก  ก่อนที่ทั้งสองจะกลับมาพร้อมกับที่มีหญ้าเมย์สีเขียวอ่อนที่มีดอกเล็กๆสีฟ้ากำมือนึง  มาร์  ผลไม้ลูกกลมๆเล็กสีชมพูเข้ม  น้ำค้างหนึ่งขวดใหญ่และซินโดร  ดอกไม้หน้าตาคล้ายดอกลิลลี่แต่มีสีม่วงหวานและมีลายจุดสีส้มอ่อนใกล้ๆกับเกสรมาอีกสองดอก 

       ฟลอรีน่าจัดการตั้งหม้อขนาดเล็กขึ้นก่อนจะเทน้ำค้างทั้งขวดลงไป  เมื่อน้ำเดือดเธอก็จัดการเด็ดกลีบดอกซินโดรใส่  เมื่อน้ำเปลี่ยนเป็นสีม่วงอ่อนๆ  มิเรียมก็เทน้ำจากผลมาร์ลงไปทำให้น้ำในหม้อเปลี่ยนเป็นสีชมพูม่วงส่งกลิ่มหอมจนอีกหกคนต้องขอชะโงกหน้ามาดู  จากนั้นมิเรียมก็ส่งหญ้าเมย์ทั้งใบและดอกลงไปคนพร้อมกัน  จนเมื่อน้ำในหม้อกลายเป็นสีชมพูอ่อนนั่นแหละ  พวกเธอจึงจัดการกรองกากออกก่อนจะบรรจุใส่ลงในขวดที่เคยใส่น้ำค้างนั้น

      " เรย์  อุ้มเจนีเซียมาทางนี้ให้หน่อยซิ "  ฟลอรีน่าว่า

      " น้ำนี่จะช่วยเพิ่มพลังเวทย์ให้เจนีเซียได้  มิเรียมเจ้าจัดการแล้วกัน "  

         ฟลอรีน่าว่าก่อนจะยื่นขวดน้ำสีสวยนั่นให้มิเรียมที่ส่ายหน้าหวือทันที  ก่อนจะรีบฉวยแก้วที่มีน้ำอยู่สองอึกนั่นให้ฟิน

       " เจ้าเองก็ต้องดื่มฟิน  เจ้าเสียพลังเวทย์ไปเยอะ "  

         ฟินรับแก้วนั้นมาดื่มอย่างงงๆ  หากฟลอรีน่ายังไม่ยอมลดละ  เธอจัดการยัดขวดแก้วใส่มือมิเรียมอีกครั้ง  หากมิเรียมก็ยัดกลับเข้ามือฟลอรีน่าอีก  ส่งผลให้สี่หนุ่มกับอีกหนึ่งสาวมองไปมาอย่างงงๆ

       " แล้วนี่พวกเจ้ากำลังทำอะไรมิทราบ "  แซมัวร์ถามขึ้นเมื่อทนรำคาญไม่ได้

       " ก็จะป้อนน้ำนี่ให้เจนีเซียไง "  ฟลอรีน่าว่าก่อนจะยัดขวดใส่มือมิเรียมอีกครั้ง

       " แล้วมันยุ่งยากขนาดนั้นเลยรึไงแค่ป้อนยาน่ะ "  แซมัวร์ว่า

       " งั้นเจ้าทำมั้ยล่ะ "  มิเรียมหันกลับมาถาม  

       " ถ้าจะทำให้พวกเจ้าเลิกเล่นบ้าๆบอๆแบบนี้ล่ะก็ข้าทำก็ได้  ทำไงอ่ะ "  ชายหนุ่มถามขึ้นซึ่งเมื่อรู้ขั้นตอน  ชายหนุ่มก็วางขวดลงตรงหน้าเซียทันที

       " ไม่มีทาง  ให้ตายก็ไม่ทำเด็ดขาด  นั่นมันจูบกันแล้วนะนั่นน่ะ "  ชายหนุ่มโวยวายพร้อมกับหน้าแดง

       " ก็ไหนว่าจะทำไงเล่า "  ฟลอรีน่ากับมิเรียมเอ่ยขึ้นพร้อมกัน

      " แต่ข้าเป็นผู้ชายนะ  พวกเจ้าเป็นผู้หญิงทำๆไปเถอะ เจนีเซียเค้าไม่ตื่นขึ้นมาเตะเจ้าหรอกน่า "  

        ชายหนุ่มว่าเสียงหลง  ในขณะที่โยฮันต์นั้นหัวเราะขำ  ส่วนฟินกับเรย์นั้นกำลังนั่งปั้นหน้ายากกันอยู่

        ป๊อก!
        เสียงฝาจุกไม้ถูกเปิดออกพร้อมๆกับที่เซียเดินตรงไปยังร่างบางของเจนีเซียที่นอนไม่ได้สติอยู่ทันที  ก่อนที่เธอจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆร่างหญิงสาว

      " ต้องให้ดื่มเท่าไหร่คะ "  หญิงสาวหันมาถามฟลอรีน่า  ที่ตอนนี้ยืนเหวออยู่กับแซมัวร์เรียบร้อยไปแล้ว

      " สองอึก  เออ.....เจ้าจะทำแน่เหรอเซีย "  

        มิเรียมถามด้วยความไม่อยากเชื่อ  หญิงสาวทำหน้าครุ่นคิดอยู่พักนึงก่อนจะพยักหน้ารับ

      " ยังไงซะ  ท่านเจนีเซียก็เป็นคนช่วยข้าไว้  งานนี้ขอข้าตอบแทนเธอบ้างเถอะค่ะ "  

         หญิงสาวว่า  ก่อนจะค่อยๆยกขวดนั่นขึ้นด้วยมือสั่นเทาเล็กๆ  จริงๆเธอก็ไม่กล้าทำหรอก  ก็ถ้าป้อนไม่ดี  เข้าหลอดลมไปล่ะตายแน่  ที่สำคัญเธอยังไม่เคยจูบใครด้วยซิ 

         หากก่อนที่เธอจะทันกรอกน้ำนั่นเข้าปาก  มือหนาของใครบางคนก็ฉวยขวดนั้นไปกรอกเข้าปากตัวเองเสียก่อน  พร้อมๆกับที่มือนึงประคองเจนีเซียไว้ในอ้อมแขน  ส่วนอีกมือก็เชยคางหญิงสาวขึ้นและจัดการป้อนน้ำนั้นเข้าปากหญิงสาวไปอย่างรวดเร็วเป็นอึกแรก  ตามติดๆมาด้วยอึกที่สอง  ก่อนที่ชายหนุ่มจะค่อยๆวางหญิงสาวลงและยกมือป้ายปากตัวเอง  แล้วก้มหน้าหลบสายตาของทุกคน

       " อย่าบอกเจนีเซียล่ะ "  

         ชายหนุ่มว่าขณะเดินผ่านมิเรียม  ฟลอรีน่าและแซมัวร์ที่ยังคงยืนอึ้งค้างอยู่ที่เดิม  ในขณะที่คนอื่นๆนั้นก็อึ้งไปตามๆกันด้วยไม่คิดว่าเรย์จะกล้าทำจริงๆ

       ' งานนี้ถ้าเจนีเซียรู้เข้า  พวกเราสามคนคงตายเป็นเพื่อนเรย์แน่ๆ '  มิเรียม  ฟลอรีน่าและแซมัวร์คิดขึ้นในใจอย่างปลงๆ 
 

           

         หลังจากเสร็จจากอาหารเช้า  หนุ่มสาวทั้งแปดก็เริ่มออกเดินทางกันต่อและแล้วเมื่อถึงเวลาเที่ยงวันก็มาได้ครึ่งทางพอดี  ทั้งแปดหยุดพักทานอาหารอีกครั้ง  ก่อนจะเดินหน้าต่อ  ฝ่าดงหนามและดงไม้รกมากมาย  ซึ่งงานนี้ก็พากันได้บาดแผลตามหน้าไปโดยทั่วกัน  หากก็ไม่ได้หนักหนามากมายเท่าใดนัก  ด้วยทั้งแปดคนใส่เสื้อผ้าเนื้อหนา  ทั้งยังเป็นเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวเสียอีก

       " ดีว่าเจนีเซียกำชับไว้นะเนี่ย "  

          มิเรียมพูดขึ้นขณะกำลังบังคับยูนิคอร์นเดินฝ่าดงไม้พุ่มสูงระดับเอว  ซึ่งมีดอกเป็นขนสีแดงและสีส้มสด  ดูท่าทางแล้วหากโดนเข้าไปคงคันน่าดู  

        ไม่นานนักฟินก็นำทางมาจนถึงน้ำตกที่ล้อมรอบด้วยแนวสนสูงใหญ่โดยรอบ  ทั้งเจ็ดคนลงจากหลังยูนิคอร์นและจัดการกางเสื่อกันใต้ร่มสนใหญ่ร่มเย็นต้นหนึ่งเพื่อหยุดพัก  หลังจากที่ร่ายเวทย์รักษาบาดแผลเสร็จแล้ว  ทั้งหมดก็ค่อยๆเดินลัดเลาะกันไปตามแนวหินและพื้นชันน้อยๆนี้  ก่อนจะลงมาถึงลานหญ้ากว้างหน้าน้ำตกขนาดใหญ่  ที่แม้ว่าตอนนี้จะบ่ายสี่โมงเย็นกว่าๆเข้าไปแล้ว  หากสายน้ำบนม่านน้ำตกสูงสวยนั้นก็ยังคงทอประกายล้อแสงแดดยามบ่ายแก่ๆระยิบระยับดุจอัญมณีในปริศนาแห่งองค์เทพไม่มีผิดเพี้ยน  ละอองน้ำที่สาดกระเซ็นนั้นเมื่อถูกลำแสงแห่งดวงตะวันก็ปรากฏลงมาเป็นสายรุ้งสวยงามทอดขนานไปกับสายน้ำ  เปรียบประดุจบันไดสูงที่ใช้ปีนขึ้นสู่ยอดแห่งน้ำตกงาม  ตามแนวหินน้อยใหญ่รอบสระน้ำหน้าน้ำตกนั้น  มีแนวไม้น้ำขึ้นอยู่ประปรายทั้งไม้ใบและไม้ดอก  ผีเสื้อหลากสีสันหลายขนาดเฝ้าวนเวียนไปมาตามดอกไม้งามที่ลอยอยู่ในสายธาร  น้ำนั้นก็ใสนิ่งทำให้สระน้ำใหญ่แห่งนี้เปรียบเสมือนกระจกเงาสีน้ำเงินกว้างก็ไม่ปาน  และยังเย็นสบายดุจธารน้ำบริสุทธิ์แห่งทะเลตอนเหนือ  ปลาเล็กปลาน้อยหลากสีสันว่ายวนเวียนไปมา  ที่บนยอดผาแห่งน้ำตกนั้นก็ปรากฏต้นฟีนีล่าใหญ่สองต้นสูงเด่นเป็นสง่าแผ่กิ่งก้านสาขากว้างขวาง  กลีบดอกสีชมพูสวยหอมนั้นปลิวไปตามสายลมเอื่อยสู่พื้นน้ำเบื้องล่าง  ภาพเบื้องหน้าของทั้งแปดนั้นช่างสวยงามราวกับสรวงสวรรค์ชั้นวิมารเสียนี่กระไร
  
       ' ม่านอัญมณีล้ำค่ายามต้องแสง  ในที่สุดพวกข้าก็มาถึงจนได้ '

         ร่างทรงทั้งหกคิด  โดยหารู้ไม่ว่าร่างสูงร่างหนึ่งในความมืด ณ สถานที่ซึ่งไม่ใกล้ไม่ใกลจากม่านน้ำตกนั้นกำลังมองดูพวกเค้าอยู่  พร้อมกับรอยยิ้มที่แสดงออกมาด้วยความปลื้มปิติ

      ' อีกไม่นานพวกเจ้าก็จะรู้เอง  เตรียมตัวเตรียมใจเสียด้วยล่ะ  ร่างทรงแห่งองค์อาร์รากอน '

               

                .................บททดสอบที่สองใกล้จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว....................      

67 ความคิดเห็น