มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 20 : ปริศนาแห่งเชอร์ริล ( Rewrite )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 39
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ต.ค. 49

        พรึ่บ!!
        
ร่างบางของหญิงสาวผมแดงและยูนิคอร์นอีกเจ็ดตัวปรากฏกายขึ้น ณ ทุ่งหญ้าโล่งกว้างที่บัดนี้มีดอกเซฟิน่า  ดอกไม้สีเหลืองและสีขาวดอกเล็กบานกำลังบานสะพรั่งทั่วทั้งทุ่งกว้างนั้น  สายลมเย็นๆพัดมาเอ่ยๆพาให้เจ้าดอกไม้เหล่านั้นและยอดหญ้าพลิ้วไหวราวกับเริงระบำ  ที่เบื้องหน้าของเธอนั้นคือทางปูด้วยอิฐสีส้มอ่อนทอดไปประตูเมืองสีน้ำตาลเข้มบานมหึมาบนกำแพงเมืองสีขาวที่มีเถาต้นไอวี่ห้อยย้อยลงมาจากด้านบนตลอดความยาวของกำแพงนั้น 

      " คนอื่นๆล่ะเจนีเซีย "  เจ้ายูนิคอร์นสีขาวแผงคอสีม่วงเข้มถามขึ้น

      " คงจะรออยู่ในเมืองล่ะนะ  พวกเราก็ไปกันดีกว่า  เดี๋ยวพวกนั้นจะรอนาน "

        ว่าแล้วหญิงสาวก็จัดการขึ้นนั่งคร่อมบนหลังของยูนิคอร์นแผงคอสีม่วงตัวนั้นตรงไปยังถนนอิฐสีส้มอ่อนนั้น  ก่อนจะควบช้าๆไปยังประตูเมืองที่อยู่เบื้องหน้า

      ' สุดเขตแดนแห่งเซอร์รีโน่  ไอเซนฮาวน์ขอต้อนรับ '

        อักษรสีดำจารึกบนแผ่นป้ายสีทองด้านหน้าของเสาหินสีขาวอมเขียวด้านข้างของประตูเมืองปรากฏขึ้น  เมื่อหญิงสาวผ่านประตูเมืองเข้าไปก็เห็นกลุ่มหนุ่มสาวอีกหกคนยืนรออยู่ที่ศาลากลมที่พื้นก่อจากหินสีขาวและมีเสาสูงสีเดียวกันค้ำหลังคาทรงโค้งสีแดงที่มุงด้วยกระเบื้อง  รอบด้านของศาลานั้นมีกระถางดอกกุหลาบสารพัดสีวางอยู่  โดยศาลานี้ถ้าหากเข้ามาจากประตูเมืองแล้วจะอยู่เยื้องๆมาทางขาวตรงกับเสาหินพอดี เจนีเซียจึงค่อยๆพาเจ้ายูนิคอร์นทั้งเจ็ดตรงไปยังศาลานั่นทันที  โดยมีฟลอรีน่าและมิเรียมคอยดึงเจ้าพวกนั้นให้เข้ามาหลบอยู่ในร่ม

       " เก้าโมงแล้ว  ข้าว่าพวกเราไปหาอะไรทานรองท้องหน่อยดีกว่า  กว่าจะเดินทางถึงชายป่าเชอร์ริลคงต้องใช้เวลาอีกนานพอดู  จะได้ไปซื้อเสบียงด้วย "

         ฟินออกความเห็น  ว่าแล้วแต่ละคนก็ช่วยกันจูงยูนิคอร์นคนละตัวไปยังตัวเมืองที่ตอนนี้มีผู้คนสัญจรไปมาบนทางถนนสีส้มอ่อน  หากเมื่อเทียบนครแห่งนี้กับซาโนเบียแล้ว  เมืองนี้นับว่าเป็นเมืองที่เล็กกว่าเกือบครึ่งนึงของที่นั่นได้  ร้านรวงต่างๆก็มีอยู่น้อยกว่าหากก็ไม่มากนัก  และส่วนใหญ่จะเป็นร้านขายของป่า  บ้านทุกหลังนั้นแม้จะมีรูปร่างคล้ายกับบ้านเรือนในซาโนเบียแต่ที่นี่บ้านทั้งหลังก่อด้วยไม้  ถ้าบ้านไหนมีฐานะดีหน่อยหรือเป็นสถานที่สำคัญก็จะก่อจากอิฐสีขาวเนื้อละเอียด  ถ้าเป็นบ้านธรรมดาหลังคาก็เป็นใบไม้สีเขียวขนาดใหญ่มามุงบนโครงไม้เท่านั้น  เมื่อมองไกลๆแล้วจะให้ความรู้สึกเหมือนต้นไม้ต้นใหญ่ๆเตี้ยๆยังไงยังงั้น  แต่หากเป็นสถานที่สำคัญ  หลังคาจะเป็นโดมสีทองหรือไม่ก็เป็นกระเบื้องสีแดง

          เดินไปซักพัก  หนุ่มสาวทั้งเจ็ดก็พบโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง  ตัวโรงเตี๊ยมนั้นมีสามชั้นก่อจากหินสีขาวสะอาด  มีเสาสูงและประตูหน้าต่างทรงโค้งขนาดกลางมากมายเรียงอยู่ชั้นละหกบาน  ยกเว้นชั้นล่างสุดที่มีหน้าต่างเพียงแค่สี่และตรงกลางเป็นประตูทรงโค้งขนาดใหญ่ 

       " ที่นี่คงพอจะฝากท้องได้ล่ะนะ "  

         มิเรียมพึมพำก่อนจะเดินนำเข้าไปในโรงเตี๊ยมแห่งนั้น  ก่อนจะจัดการฝากยูนิคอร์นทั้งเจ็ดไว้ในโรงเลี้ยงสัตว์ขนาดกลางที่อยู่ด้านข้างของโรงเตี๊ยมนั้น

        โถงกว้างสีขาวปรากฏให้เห็นแก่สายตา  เมื่อมองขึ้นไปบนเพดานจะเห็นโครงไม้ที่รองรับกระเบื้องสีแดงที่มองเห็นจากภายนอกเอาไว้  ในโถงนั้นมีเสาไม้อยู่เจ็ดต้นที่รับน้ำหนักระเบียงทางเดินไม้หน้าห้องพักของชั้นสองไปตามผนังตึก  ซึ่งรวมแล้วก็มีประมาณห้าห้องได้  เมื่อรวมกับชั้นสามอีกห้าห้องก็เป็นสิบพอดี  ที่โถงด้านล่างเมื่อผ่านประตูโค้งเข้ามาทางด้านขวามือจะเป็นโต๊ะไม้สูงระดับอกใต้ระเบียงทางเดินไม้ที่มีผู้จัดการโรงเตี๊ยมนั่นนั่งอยู่ด้านหลัง  อีกฟากหนึ่งของห้องเป็นประตูที่เป็นทางเข้าห้องครัว  ในขณะที่กลางห้องนั้นมีโต๊ะไม้ทั้งกลมและสี่เหลี่ยมที่มีเก้าอี้ไม้บุนวมนุ่มวางอยู่เต็มไปหมด  โดยมีโต๊ะกลมที่นั่งได้สี่คนมากสุดอยู่ชิดกับผนังที่มีหน้าต่างทั้งสองด้าน  ในขณะที่กลางๆห้องจะเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมนั่งได้หลายคนตั้งอยู่  ที่หน้าต่างตอนนี้ม่านสีเหลืองนวลถูกรวบไว้ที่สองข้างหน้าต่าง  ปล่อยให้แสงสว่างยามเช้าสาดส่องเข้ามาเต็มที่  ตามโต๊ะต่างๆมีแจกันดอกไม้ขนาดเล็กและตะเกียงแก้วขนาดเล็กวางอยู่  ที่ผนังสีขาวด้านข้างประตูเข้าห้องครัวมีภาพเขียนสีน้ำสวยงามประดับรวมทั้งที่มุมห้องนั้นก็มีกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ในยามนี้ต้นไม้เขียวชะอุ่มกำลังผลิดอกออกใบอย่างสวยงาม  ที่ใจกลางของห้องมีนาฬิกาเข็มทำจากไม้เนื้อดี  ลูกตุ้มสีทองขนาดใหญ่  มีหน้าปัดอยู่สี่ด้านทำให้ผู้คนในห้องโถงนี้มองเห็นได้จากทุกมุมของห้อง  ที่เสาทั้งเจ็ดรอบห้องมีกิ่งโลหะสีทองที่มีโคมแก้วไฟเวทมนตร์ตั้งอยู่  โดยรวมก็นับว่าสะอาดและมีการตกแต่งที่พอใช้เลยทีเดียว

         ตอนนี้ผู้คนที่มาพำนัก ณ โรงเตี๊ยมแห่งนี้ยังลงมาข้างล่างกันไม่มากนัก  ดังนั้นหนุ่มสาวทั้งเจ็ดจึงรีบสั่งอาหารและจัดการเรียบร้อยภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง  

       " ขอโทษนะคะ  ไม่ทราบว่าที่เมืองนี้มีตลาดอยู่ที่ไหนคะ "  

         ฟลอรีน่าเดินเข้าไปถามชายชราร่างผอมท่าทางใจดีที่อยู่ด้านหลังโต๊ะสูงนั่นพร้อมกับยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

       " อยู่แถวประตูออกนอกเมืองฝั่งตะวันออกที่อยู่ใกล้ๆกับป่าสนเชอร์ริลนั่นแหละแม่หนู  แม่หนูจะไปไหนกันรึ "  ชายชราถามฟลอรีน่าด้วยความเอ็นดู

       " พวกเราจะเข้าไปในป่าสนเพื่อหาของไปขายในเมืองทางตอนเหนือกันน่ะจ้ะ "  

         หญิงสาวปดชายชราด้วยไม่อยากให้ใครรู้ถึงภารกิจที่พวกเธอได้รับ  ชายชราทำสีหน้าหวาดวิตก  ส่งผลให้หญิงสาวทั้งสามมองหน้ากันไปมา 

       " พวกเจ้าไม่น่าไปในป่าสนนั่นในเวลานี้เลยนะ "  ชายชราละล่ำละลักตอบ

       " ทำไมล่ะคะ "  เจนีเซียเอ่ยปากถามก่อนที่มิเรียมและฟลอรีน่าจะทันได้ยั้งเธอเอาไว้

      " เมื่อก่อนป่าแห่งนั้นเป็นแหล่งทำมาหากินของพวกเราชาวเมือง  แต่ช่วงนี้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น  คนที่เข้าไปในป่านั้น  ไม่มีใครได้กลับออกมาอีกเลย "  

        เสียงแหบแห้งและแววตาหม่นแสงคือสิ่งที่ปรากฏขึ้นบนด้วยหน้าที่เหี่ยวย่นไปตามกาลเวลาของชายเจ้าของโรงเตี๊ยม  ยังผลให้จิตใจของหญิงสาวทั้งสามเป็นกังวลขึ้นมาทันที
        
     " ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะลุง  พวกเราดูแลตัวเอง  รับรองว่าไม่มีอะไรมาทำอันตรายพวกเราได้หรอก "  มิเรียมตอบพร้อมกับส่งยิ้มให้  พอจะเรียกความสดใสของชายชรากลับมาได้บ้าง

     " แต่ว่า........ "

     " เห็นพวกเราเป็นผู้หญิงแบบนี้  แต่พวกเราก็ไม่เคยทำอะไรไม่สำเร็จนะจ๊ะ  ลุงอย่าห่วงไปเลย "  เจนีเซียว่า

      " เอาเถอะ  ยังไงข้าก็คงห้ามพวกเจ้าไม่ได้ใช่มั้ย  งั้นข้าก็ขอให้พวกเจ้าปลอดภัยแล้วกันนะ "  

         ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเศร้าเอาไว้ไม่มิดพร้อมกับส่งยิ้มที่ดูจืดไปให้กับหญิงสาวทั้งสาม  ก่อนที่พวกเธอจะเดินกลับไปที่โต๊ะเดิมของพวกเธอ  

       " มีอะไรเหรอองค์หญิง "  

         โยฮันต์ถามเมื่อเห็นสีหน้าและแววตาครุ่นคิดของทั้งสามสาวที่เดินมานั่งที่โต๊ะ  ก่อนจะยื่นแก้วใส่น้ำสีส้มหวานๆมาให้มิเรียม

       " มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นในป่าสนเชอร์ริล  ผู้คนที่เข้าไปในป่าสนหายตัวไปอย่างลึกลับ "  

         มิเรียมตอบก่อนจะยกแก้วน้ำขึ้นจิบ  ในขณะที่ฟลอรีน่าและเจนีเซียนั่นก็เอามือกุมกันไว้บนโต๊ะพลางครุ่นคิด

       " เป็นไปได้มั้ยว่ามันมีอะไรเกี่ยวกับเจ้าพวกนั้น "  เจนีเซียเอ่ยเสียงเบาพอให้ได้ยินกันแค่ในกลุ่ม  

       " ก็พอเป็นไปได้เหมือนกัน  พวกนั้นอาจจะทำเพื่อขัดขวางพวกเราในการปฏิบัติภารกิจ  แต่จะมาทำคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องทำไมกัน "  เรย์เอ่ยขึ้น

       " มีเหตุผลหลายข้อ  พวกนั้นอาจจะต้องการดวงวิญญาณของผู้คนไปเซ่นสังเวยเจ้าเทพปีศาจนั่น  ตัดกำลังคนฝ่ายศัตรู  หรือแม้แต่.......ทำให้พวกเรากลัวเพื่อให้ปฏิบัติภารกิจไม่สำเร็จ "  ฟลอรีน่าเสนอ  หากเจนีเซียกลับยิ้มกระตุกมุมปาก

       " ฮึ!  ขี้ขลาดล่ะซิไม่ว่า "  หญิงสาวว่าด้วยน้ำเสียงดูแคลน ก่อนจะลุกขึ้นยืนจากโต๊ะ

       " ไปกันเถอะ  จะเก้าโมงแล้วเดี๋ยวตลาดจะคนเยอะเดินซื้อของกันไม่ถนัดเปล่าๆ "  หญิงสาวว่าก่อนที่คนอื่นจะพยักหน้ารับและลุกขึ้นเดินไปยังโรงเลี้ยงสัตว์

       " อ้อ.......เกือบลืมแนะนำ  ตัวแผงคอสีม่วงเข้มนี่ชื่อชุน "  หญิงสาวว่าจะลูบที่แผงคอของเจ้าม้าสีขาวแผงคอสีม่วงที่มีเขายาวสีทองอยู่กลางหน้าผาก

       " แผงคอสีแดงนั่นชื่อเอล  สีส้มนั่นเฟ  สีน้ำเงินดันแคน  สีเขียวน้ำทะเลนั่นรีฟ  สีทองชื่อโซล  สีเงินก็ไนท์มูน  เป็นตัวผู้หมดเพราะตอนนี้ตัวเมียในคอกที่วังกำลังตั้งท้องน่ะ "  

        ว่าแล้วหญิงสาวก็ลูบหัวชุนสองทีก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นคร่อมหลังเจ้ายูนิคอร์นหนุ่ม  และเริ่มออกเดินทางกันต่อ

              

        แผงไม้ตั้งอยู่เรียงรายใต้ผืนผ้าสีออกเหลืองนวลที่ถูกค้ำด้วยเสาตามจุดต่างๆบนพื้นอิฐสีส้มอ่อน  หญิงสาวทั้งสามต่างช่วยกันจับจ่ายซื้อเสบียงกันอย่างรวดเร็วก่อนจะเดินออกมาหาหนุ่มๆที่ยืนรออยู่ข้างนอก  ที่ช่วยจัดการผูกสัมภาระเหล่านั้นเข้าไปกับเอล  เฟและดันแคน  แล้วทั้งเจ็ดก็มุ่งหน้าไปยังประตูไม้สีอ่อนที่ตอนนี้เปิดออกสู่ทุ่งหญ้าโล่งกว้างที่เห็นแนวชายป่าเชอร์ริลเขียวอ่อนๆอยู่ลิบๆ  ชุน  ยูนิคอร์นของเจนีเซียมองไปยังชายป่านั่น 

       " เที่ยงๆคงจะถึงพอดี "  

         เจ้ายูนิคอร์นหนุ่มกล่าวกับเจนีเซียที่ยิ้มรับก่อนจะค่อยๆย่างก้าวออกจากประตู  หากแต่ว่า..........

         ตุบ!!
         
ร่างบางของหญิงสาวผมสีชมพูนางหนึ่งในสภาพที่เสื้อผ้าสีขาวมีรอยขาดและบาดแผลรอยฟกช้ำเต็มตัวลอยละลิ่วมานั่งจุ้มปุ๊กที่หน้าไนท์มูน  ยูนิคอร์นของแซมัวร์พอดี  ชายหนุ่มกระโดดลงจากหลังของมันก่อนจะตรงเข้าประคองร่างของหญิงสาวขึ้นมา  หากก่อนใครจะทันได้เอ่ยปากถามอะไร  ร่างยักษ์ของบุรุษผู้หนึ่งกับชายหนุ่มอีกสี่คนก็เดินตรงเข้ามาหาหญิงสาวผู้นั้นที่ตอนนี้พยายามวิ่งหนีหากเจนีเซียก็กระโดดลงจากหลังยูนิคอร์นมาดักหน้าเธอไว้  ในขณะที่ฟินและเรย์เดินไปหยุดขวางชายกลุ่มนั้นเสียก่อน

       " เซีย!  กลับไปทำงานเดี๋ยวนี้นะ "  

         ร่างยักษ์นั้นกล่าวเสียงเข้ม  หากหญิงสาวผมสีชมพูในอ้อมแขนของเจนีเซียนั้นได้แต่ส่ายหน้าในขณะที่น้ำตาก็ไหลไม่หยุด  ฉับพลัน  สายตาของฟลอรีน่าก็เหลือบไปเห็นรอยสักบางอย่างที่กลางหลังของหญิงสาว  รอยสักรูปดอกไม้เล็กๆสีแดง...

       " เจนีเซีย  ข้าว่านะ... "  

         ฟลอรีน่ากระซิบกับเจนีเซีย  ก่อนจะขมุบขมิบอะไรบางอย่างในฝ่ามือก่อนจะส่งสิ่งนั้นให้กับเจนีเซีย  หญิงสาวยิ้มก่อนจะปล่อยหญิงสาวที่มีนามว่าเซียแล้วเดินไปหาบุรุษร่างยักษ์ผู้นั้น  

       " ขอโทษทีเถิดพี่ชาย  ถ้าข้าจะขอไถ่ตัวหญิงผู้นี้ไปจะได้หรือไม่ "  เจนีเซียเอ่ยปากทัก  ทำเอาชายหนุ่มผู้ร่วมทางอีกสี่คนถึงกับอึ้ง

       " ได้  แต่ราคาค่าตัวนางไม่ใช่น้อยๆ  เจ้าจะมีเงินพอรึแม่สาวน้อย "  

         ชายร่างยักษ์ว่าก่อนจะหัวเราะในลำคอ  ในขณะที่เซียยังคงตัวสั่นอยู่  เจนีเซียถึงยื่นมือที่กำอะไรบางอย่างออกไปข้างหน้าก่อนจะแบมือออกเผยสิ่งที่อยู่ข้างซึ่งทำให้ชายร่างยักษ์และพวกพ้องอึ้งหนักกว่าเดิม

       " เพชรน้ำงามสามเม็ด  พลอยและมรกตอีกอย่างละห้าเม็ดคงพอนะ  จะรับหรือไม่รับล่ะ  ข้าเชื่อว่าคงไม่มีใครยอมให้พี่ชายมากขนาดนี้เพื่อแลกกับนางทาสคนนึงหรอกนะ "  

         เจนีเซียว่า  ในขณะที่ชายร่างยักษ์นั้นยังคงลังเล  หากเมื่อหญิงสาวทำท่าจะชักมือกลับ  ชายร่างย้กษ์ก็เปลี่ยนท่าทียอมรับอัญมณีในมือของเธอไปแต่โดยดีและเดินเข้าเมืองไป  ในขณะที่มิเรียมได้แต่ถอนหายใจที่คราวนี้ไม่มีเรื่องเกิดขึ้นอีก

       " บ้านเจ้าอยู่ไหนล่ะเซีย  เดี๋ยวพวกข้าจะไปส่ง  ข้าได้ยินไม่ผิดใช่มั้ยที่พวกนั้นเรียกชื่อเจ้าน่ะ "  

         มิเรียมหันไปถามหญิงสาวที่ตอนนี้แซมัวร์ยอมสละเสื้อคลุมตัวยาวให้เธอสวมทับชุดกระโปรงขาดๆนั่น 

      " ข้าเป็นเด็กกำพร้า  ไม่มีที่ให้ไปแล้วล่ะ "  หญิงสาวว่าด้วยสีหน้าสลด  ซึ่งพลอยทำให้ฟลอรีน่า  มิเรียมและแซมัวร์พลอยเห็นใจไปด้วย

      " พี่สาว  ท่านเป็นผู้มีพระคุณของข้า  ข้าขอติดตามท่านไปได้หรือไม่ "  เซียหันมาพูดกับเจนีเซีย  ซึ่งทำเอาหญิงสาวครุ่นคิดอยู่นาน

      " ขอตัวแป๊บนะ "  ว่าแล้วเจนีเซียก็รีบดึงสหายทั้งหมดมาปรึกษากันเป็นการด่วน  

      " เอานางไปด้วยเถอะ  นางน่าสงสารออก "  แซมัวร์ออกความเห็น

      " แต่เราพึ่งเจอนางเองนะ  จะให้ไว้ใจพานางไปทุกที่ๆเราจะไปและให้รับรู้ภารกิจครั้งนี้รึ "  โยฮันต์ออกความเห็นบ้าง  ซึ่งก็ทำให้แซมัวร์เริ่มนึกขึ้นได้เหมือนกัน

      " อย่าลืมว่าตอนนี้เจ้าพวกนั้นก็รู้แล้วว่าพวกเรากำลังจะทำอะไร  ไม่แน่  นี่อาจจะเป็นแผนการของเจ้าพวกนั้นที่ส่งหญิงสาวคนนี้มาคอยสอดแนมไม่ก็คอยกำจัดพวกเราก็ได้นะ "  ฟินออกความเห็นบ้าง

      " แต่จะให้เราทิ้งนางไว้ก็ไม่ได้  เกิดเรื่องที่นางเล่าเป็นความจริงล่ะ "  ฟลอรีน่าคิด

       " งั้นเอางี้มั้ย  พานางไปด้วย  แต่พอถึงชายป่าก็ให้ข้ากับแซมัวร์คอยเฝ้านางไว้ก็ได้  หลังจากนั้นค่อยว่ากันทีหลัง "  เจนีเซียออกความเห็น  

       " ยังไงข้าว่ารีบพานางไปให้พ้นจากที่นี่ก่อนดีกว่า  อย่างน้อยถ้าสิ่งที่นางพูดมาเป็นความจริงนางก็ได้รอดพ้นจากเงื้อมมือคนพวกนั้นก่อน "  ฟลอรีน่าออกความเห็นบ้างซึ่งก็ได้รับสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามมาจากทุกคนยกเว้นเจนีเซีย
            
       " เราควรจะรีบไปตอนนี้  เพราะอัญมณีที่เมื่อกี้ข้าเอาให้เจ้าพวกนั้นน่ะ  ฟลอรีน่าแปลงมันมาจากเศษดิน  ซึ่งข้าก็ไม่รับประกันว่ามันจะอยู่ได้นานเท่าไหร่  ดังนั้นรีบพานางไปให้พ้นจากที่นี่ก่อนดีกว่า  อย่างน้อยจะได้ไม่มีเรื่อง  ที่เหลือค่อยคิดกันระหว่างทาง " 

         เจนีเซียว่าในขณะที่คนอื่นๆก็คล้อยตามเห็นด้วย  เมื่อตกลงกันได้แล้วทุกคนจึงเดินไปยังยูนิคอร์นของตัวเอง  ในขณะที่เจนีเซียเดินไปหาเซีย

       " เรื่องที่เจ้าขอติดตามข้า  ข้าคงต้องขอคิดดูก่อน  แต่ตอนนี้พวกข้าจะพาเจ้าไปให้พ้นจากเขตเมืองนี้  มากับข้าแล้วกัน "

         เจนีเซียว่าก่อนจะจูงมือหญิงสาวไปยังชุน  ก่อนจะช่วยเซียขึ้นหลังยูนิคอร์นไปและเหวี่ยงขึ้นไปนั่งด้านหลังหญิงสาว

       " ใจดีเกินไปรึเปล่าเจนีเซีย "  ยูนิคอร์นหนุ่มเตือน  ด้วยยังไม่ค่อยไว้ใจหญิงสาวผู้นี้เท่าไหร่นัก

       " ไม่ต้องห่วงหรอก  พอถึงชายป่าข้ากับแซมัวร์จะคอยเฝ้านางเอง  หลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที  ข้ารู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร "  เจนีเซียเอ่ยก่อนจะยิ้มให้ยูนิคอร์นหนุ่ม  ก่อนทั้งเจ็ดจะเริ่มออกเดินทางกันต่อ     

           
    
        
       " ขอบคุณท่านเจนีเซียอีกครั้งนะคะ  ที่ช่วยข้าไว้ "  

          เซียกล่าวในระหว่างที่ทุกคนกำลังนั่งพักทานอาหารกลางวันกันที่ใต้ร่มไม้บนเนินเตี้ยๆแห่งหนึ่งระหว่างทาง  เบื้องหน้าของทั้งเจ็ดคนปรากฏแนวป่าสนที่ตอนนี้เป็นสีเขียวชัดเจน  ในขณะที่เจนีเซียกำลังนั่งกอดแขนฟลอรีน่าอยู่  แม้ว่าที่นี่จะมีอุณหภูมิสูงกว่าเมืองทางเหนือที่พวกเธอเพิ่งผ่านมาเกือบสิบองศา  หากมันก็ไม่ได้ช่วยให้เจนีเซียหายหนาวได้เลย               

       " เรียกเจนีเซียเฉยๆก็ได้  ฟังเจ้าเรียกข้าว่าท่านทีไร  รู้สึกแปลกๆทุกที "  

         หญิงสาวพูดพร้อมกับส่งยิ้มให้เซีย  ในขณะที่รอคนอื่นๆทานอาหารให้เสร็จเรียบร้อย เจนีเซียก็ขอตัวไปดูชุนและยูนิคอร์นตัวอื่นๆ

       " อีกครึ่งชั่วโมงคงถึงชายป่า  เข้าป่าได้แล้วเจ้าจะทำยังไงต่อ "  ชุนถาม

       " ข้ากับแซมัวร์จะเป็นคนเฝ้าเซียเอาไว้  ส่วนพวกเจ้ากับคนที่เหลือก็ให้ไปที่น้ำตกลูซีอา  เข้าป่าไปแล้วให้เดินไปทางตะวันออกเรื่อยๆเดี๋ยวเจ้าก็พบเอง  เมื่อถึงน้ำตกแล้วพวกเจ้าทุกตัวต้องกลับมาหาข้าทันที  ที่เหลือปล่อยให้ห้าคนนั้นตามต่อเอง  เข้าใจนะ "  

         หญิงสาวว่า  ซึ่งยูนิคอร์นหนุ่มก็พยักหน้ารับแต่โดยดี  จากนั้นเจนีเซียก็เดินกลับไปช่วยคนอื่นๆเก็บของให้เข้าที่และเริ่มต้นออกเดินทางอีกครั้ง  โดยในครั้งนี้คนที่คอยผูกขาดการสนทนาทั้งหมดเห็นจะเป็นเซีย  ที่ชวนพวกเธอคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ตลอดซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องบ้านเมืองที่พวกเธออยู่บ้าง  เรื่องอาชีพการงานบ้าง  หากทั้งเจ็ดก็หลีกเลี่ยงคำถามที่เป็นความลับเกี่ยวกับฐานะที่แท้จริงและภารกิจของพวกเธอเอาไว้ได้อย่างแนบเนียนโดยการพูดโกหกเป็นเสียงเดียวกันได้โดยไม่ต้องนัดหมาย 

         ครึ่งชั่วโมงต่อมา  ทั้งแปดก็มาถึงชายป่าสนเชอร์ริลในที่สุด  ซึ่งพอมาถึงตรงนี้เซียก็เกิดอาการเกร็งตัวขึ้นมาทันที

      " พวกท่านจะเข้าไปในป่าแห่งนี้จริงๆเหรอ  ข้าว่าอย่าเลย  มีคนหายเข้าไปในป่านี้มากแล้ว "  

         เซียพูดขึ้น  หากเจนีเซียก็กระโดดลงจากหลังของชุนและเดินลากเจ้ายูนิคอร์นหนุ่มนำคนอื่นๆเข้าไปในป่า

      " พวกข้ามาที่นี่ก็เพื่อมาค้นหาปริศนาเรื่องนี้นี่แหละเซีย  แต่เจ้าไม่ต้องห่วง  ข้ากับแซมัวร์จะอยู่กับเจ้าตรงนี้เอง  ฟลอรีน่า  มิเรียม  ฟิน  เรย์  โยฮันต์  พวกเจ้าเดินตามทางนี้เข้าไปเรื่อยๆจะพบน้ำตกลูซีอา  จากนั้นก็จัดการที่เหลือต่อเองนะ "  

         หญิงสาวบอกพร้อมกับส่งยิ้มมาให้  ก่อนจะเดินไปคว้าถุงสีเหลืองนวลใบนึงที่ภายในมีเสบียงมื้อเย็นของทั้งห้าคนอยู่  

       " ถุงนี่  ถ้าพวกเจ้ากินประหยัดๆหน่อยจะอยู่ได้สองวันเต็ม  มีอะไรก็ติดต่อมาล่ะ  รีบไปเถอะ  จะบ่ายสองแล้วเดี๋ยวจะมืดซะก่อน "  

          หญิงสาวว่าพลางชูสายหูฟังขึ้นมาพร้อมกับขยิบตาและส่งยิ้มให้  ก่อนจะหมุนตัวกลับไปยังเซียและแซมัวร์ที่นั่งรออยู่ใต้ต้นสนใหญ่ต้นหนึ่งเรียบร้อยแล้ว  ในขณะที่อีกห้าคนก็เตรียมออกเดินต่อ

        " ฝากฟลอรีน่ากับมิเรียมด้วยนะฟิน  องค์ชาย   ระวังตัวด้วยนะทุกคน "  หญิงสาวพูดเสียงเบาราวกับเสียงกระซิบ  หากทุกคนก็ได้ยินกันอย่างชัดเจน

        " เจ้าเองก็ดูแลตัวเองด้วยนะเจนีเซีย "  เรย์พูดขึ้น  ส่งผลให้หญิงสาวอมยิ้มกับตัวเองก่อนจะเดินตรงไปยังแซมัวร์และเซีย

           

       จากแสงแดดร้อนแรงที่ลอดผ่านทิวไม้สูงสีเขียวงามบนท้องฟ้าสีคราม  หากยามนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นแสงสลัวเมื่อดวงทิวาลาลับขอบฟ้า ณ  ผืนป่าฟากตะวันออก  แซมัวร์  เจนีเซียและเซียต่างช่วยกันเก็บซากไม้มากองซุมเพื่อก่อกองไฟไล่แมลงและสัตว์  รวมทั้งจัดการตั้งเต้นท์กันเรียบร้อย  โดยเป็นของแซมัวร์เต้นท์นึง  ของเจนีเซียและเซียอีกเต้นท์นึง  หากเมื่อขณะที่เจนีเซียกำลังจะจัดการทำอาหารมื้อเย็น  เธอก็เหลือบไปเห็นกลุ่มคนทั้งห้าเดินออกมาจากแนวพุ่มไม้

      " อ้าว  พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่เนี่ย "  

        เจนีเซียเอ่ยถามเมื่อเห็นสหายทั้งห้าที่ไปกันตั้งแต่บ่ายแล้วย้อนกลับมายังบริเวณเดิมที่พวกเธอแยกกันเมื่อสี่ชั่วโมงก่อน  หากเมื่อหญิงสาวหันหน้าไปมองมิเรียมเธอก็ได้คำตอบทันทีว่าสหายของเธอต้องอ่านแผนที่ผิดอีกแล้วเป็นแน่  

     " จะหกโมงเย็นแล้ว  ค้างคืนก่อนก็แล้วกัน  พรุ่งนี้ค่อยเริ่มกันใหม่  เดินทางในป่าตอนนี้มันอันตราย "  

        เจนีเซียบอกก่อนที่ทั้งหมดจะจัดการนั่งล้อมวงรอบกองไฟ  โดยมีเจนีเซีย  ฟลอรีน่า  มิเรียมและเซียเป็นคนจัดการเรื่องอาหาร  
                
      " พวกเจ้าจำเรื่องที่ลุงเจ้าของโรงเตี๊ยมนั่นบอกเราได้มั้ย "  

         เจนีเซียถามขึ้น  หลังจากที่จัดการวางยานอนหลับเซียและจัดการส่งเธอเข้าไปนอนในเต้นท์ใหญ่เรียบร้อยแล้ว  ก่อนจะหันไปมองมิเรียมและฟลอรีน่าที่ใช่เวลานึกซักพักก็นึกได้

       " ลุงแกบอกว่าชาวเมืองเข้ามาในป่าในเวลาเดียวกับพวกเราแล้วหายไปเลยใช่มั้ย "  มิเรียมตอบ

       " แต่พวกเราคิดไปว่าใครบางคนหรืออะไรบางอย่างฉุดให้พวกที่เข้ามาในป่านี้ออกไปไม่ได้ "  ฟลอรีน่าเริ่มขึ้น

       " ซึ่งความจริงแล้วต้องบอกว่ามีเวทย์หรืออะไรบางอยางดลบันดาลให้พวกนั้นหาทางออกไม่เจอต่างหาก "  
 
          ฟินสรุปก่อนจะชี้นิ้วไปยังทางซึ่งเคยเป็นทางเดินเข้าป่าที่พวกเค้าเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อกลางวันนี้  ซึ่งบัดนี้กลับกลายเป็นแนวป่าหนาทึบที่ไม่มีวี่แววว่าเคยมีใครหรืออะไรเดินผ่านมาเลยซักนิดทั้งๆที่เมื่อตอนกลางวัน  พวกเค้าเดินเข้ามาไม่ถึงร้อยเมตรด้วยซ้ำ

       " ถามอะไรหน่อยซิ  ระหว่างทางที่พวกเจ้าเดินเข้าไปในป่ากับตอนเดินออกมาที่นี่น่ะ  เห็นอะไรผิดสังเกตบ้างมั้ย "  เจนีเซียเริ่มถามเพื่อจะมีอะไรพอบ่งบอกได้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้เกิดจากอะไรกันแน่  

       " ข้าไม่เห็นหรอก  เพราะขาไปข้ามองแต่แผนที่  ขากลับก็มองแต่หลังองค์ชายอย่างเดียวเลย "  มิเรียมตอบ

       " ขาไปข้าก็มัวแต่มองอะไรไปเรื่อยๆไม่ได้คิดอะไร  ขากลับก็มัวแต่มองเวลา "  ฟลอรีน่าตอบ
 
       " ข้าก็คอยแหวกดงหญ้า "  เรย์ตอบ

        " ข้าก็ช่วยเรย์แหวกดงหญ้า  ขากลับก็อ่านแผนที่แทนองค์หญิงน่ะ "  ฟินตอบ

           เมื่อได้ยินอย่างนั้นเจนีเซียก็ได้แต่ถอนหายใจ  ก่อนจะขอตัวออกจากกลุ่มเพื่อไปติดต่อหาสหายซักคนที่ยังคงอยู่ในวังให้ช่วยหาข้อมูลอะไรบางอย่างให้ 

        " แล้วเราจะเอายังไงกันต่อดีล่ะ "  มิเรียมถามขึ้นหลังจากที่เจนีเซียเดินออกจากวงไปแล้ว

        " พรุ่งนี้เราคงต้องตามหาน้ำตกและทำภารกิจให้เสร็จเสียก่อน  จากนั้นค่อยหาทางออกไปจากป่านี่ทีหลัง "  เรย์ออกความเห็น    

        " ยังไงก็รอดูเจนีเซียก่อนแล้วกัน  เผื่อเธอจะหาวิธีออกจากป่าได้  อย่างน้อย  พวกชาวบ้านที่นี่ก็จะได้ไม่เดือดร้อน "  ฟินว่า  หากก่อนที่ใครจะทันได้ทำอะไร  เจนีเซียก็วิ่งกลับเข้ามาในกลุ่มก่อน

        " แซมัวร์  ตอนนี้ใครที่เป็นคนเสียบหูฟังอยู่ที่วัง "  เจนีเซียถาม

        " ตอนนี้คิดว่าน่าจะเป็นแอนแดนเต้นะ  ทำไมเหรอ "  ชายหนุ่มถามกลับ

        " เจ้าบอกว่าหูฟังนี่ติดต่อไปได้ทุกที่ตราบใดที่พวกเรายังยืนอยู่บนดาวดวงนี้เหมือนกันใช่มั้ย  แต่ข้าจะบอกว่าข้าพยายามติดต่อแอนแดนเต้ตั้งหลายครั้ง  พูดก็แล้ว  ส่งสัญญาณเรียกก็แล้ว  แต่มีเสียงตอบกลับมาเลย "  

          หญิงสาวว่า  ส่งผลให้แซมัวร์รีบดึงหูฟังของตัวเองขึ้นมาเสียบเข้าที่หูของตัวเองทันที  หากไม่ว่าชายหนุ่มจะพยายามเรียกหรืออย่างไรก็ตามก็ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับมาอยู่ดี  หากไม่นาน.......

         ' แซมัวร์  ได้ยินข้ามั้ย '  

           เสียงกระซิบของเจนีเซียดังลอดออกมาจากหูฟัง  หากเมื่อชายหนุ่มกำลังจะหันไปเอ็ดสหายที่เล่นไม่รู้จักเวล่ำเวลา  ก็พบว่าที่นั่งข้างๆนั้นกลับว่างเปล่าและเจ้าของเสียงในหูฟังนั้นไปยืนอยู่อีกฟากของลานกว้างไกลจากตรงที่พวกเค้านั่งอยู่เกือบห้าสิบเมตรได้  ก่อนที่หญิงสาวจะหายตัวกลับมายังที่เดิม

         " นี่แสดงว่า  คนที่เข้ามาในป่านี่นอกจากจะออกไปไม่ได้แล้วยังไม่สามารถติดต่อกับใครที่อยู่ข้างนอกนั้นได้อีกด้วย "  แซมัวร์สรุป  ในขณะที่มิเรียมและฟลอรีน่าเริ่มมองหน้ากันไปมา

         " เรายังสรุปอะไรมากกว่านี้ไม่ได้  ยังต้องทดสอบกันอีกสองสามอย่าง  เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยทดสอบดูอีกที  คิดว่าถ้าลองเอาผลมารวมๆกัน  พวกเราคงจะได้รู้กันว่าเวทย์อะไรที่คลุมป่านี้อยู่ "  ฟินสรุป  ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่งของตัวเอง

         " ข้าว่าพวกเราไปเข้านอนเอาแรงกันก่อนดีกว่า  เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะตื่นมาทดสอบเอง  อ๊ะ! "  จู่หญิงสาวก็ทรุดฮวบลง  หากโชคยังดีที่แซมัวร์และฟลอรีน่ารับไว้ได้ทัน

         " เกิดอะไรขึ้นเจนีเซีย "  

           มิเรียมถามก่อนจะเดินเข้ามาดูเจนีเซีย  ที่ตอนนี้เกิดอาการหอบ  เหงื่อแตกและหน้าแดงเรื่อ  ราวกับว่าหญิงสาวได้ออกวิ่งร้อยเมตรมายังไงยังงั้น

         " ข่าวดี  พวกเราคงใช้เวทมนตร์ในป่านี้ไม่ได้  ยิ่งใช้  พลังเวทย์จะถูกดูดออกไปมากขึ้นและเมื่อพลังเวทย์หมด... "  หญิงสาวกล่าวก่อนจะค่อยๆพะยุงตัวเองขึ้นยืนพร้อมกับยิ้มกระตุกมุมปาก

         " พลังชีวิตก็จะเป็นตัวเลือกที่สองตามมา "  ฟินกล่าวต่อ

         " และถ้าหากเป็นคนที่ไม่มีพลังเวทย์  พลังชีวิตก็จะถูกดูดออกไปเรื่อยๆทีละนิดจน.........."   ชายหนุ่มพูดต่อหากก็หยุดไว้แค่นั้น  ด้วยรู้ดีว่าตอนนี้ทุกคนคงพอจะเดาคำตอบได้

         " ก็นับว่าโชคดี  ที่ชาวเมืองที่เข้ามาในป่านี้เป็นชาวเมืองในเซอร์รีโน่ที่มีพลังเวทย์ค่อนข้างสูง  ดังนั้นคาดว่าตอนนี้ทุกคนคงพอจะรู้แล้วว่าใช้อำนาจเวทมนตร์ในนี้ไม่ได้และอาจจะยังพอมีชีวิตอยู่ "  

         " หมายความว่าไงน่ะเจนีเซีย  ที่ว่าอาจจะยังพอมีชีวิตอยู่น่ะ "  ฟลอรีน่าถามขึ้น

         " ชาวเมืองที่ในชีวิตประจำวันพึ่งแต่เวทมนตร์  เมื่อไร้พลังเวทย์การดำรงชีวิตก็อาจจะเป็นเรื่องลำบาก  หากแต่ก็อย่าลืมว่าที่นี่เป็นป่า  สิงห์สาราสัตว์มีเยอะแยะ  และในป่าชายแดนแบบนี้  ย่อมมีทั้งสัตว์เวทมนตร์และสัตว์ธรรมดาที่ทั้งมีอันตรายและไม่มีอันตรายรวมอยู่ด้วยกัน "  เรย์ตอบ

         " ถ้าคนไหนโชคดีไม่เจอพวกอันตรายก็ดีไป  แต่ถ้าไม่  ในสภาพที่ไร้เวทมนตร์การต่อกรกับสัตว์อันตรายจำพวกที่มีเวทมนตร์แล้วโอกาสรอดน้อยมาก  ต่อให้สัตว์นั้นไม่มีเวทมนตร์ก็ยังอันตรายอยู่ดี "  ฟินกล่าว

         " ก็ยังดีที่ข้าใช้แค่เวทย์หายตัว  เลยโดนดูดพลังเวทย์ไปน้อยหน่อย  ยังไงก็ไปเข้านอนกันก่อนเถอะ  พรุ่งนี้ค่อยลองกันต่อ  ราตรีสวัสดิ์นะทุกคน "  

           ว่าแล้วหญิงสาวก็เดินเข้าเต้นท์ใหญ่ที่ภายในนั้น  ร่างของเซียกำลังจมอยู่ในห้วงนิทราอันแสนหวานอย่างสบายอารมณ์

                

           ณ  ที่สภานที่แห่งหนึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่พำนักของหนุ่มสาวทั้งแปดนั้น  ร่างของบุคคลผู้หนึ่งได้เห็นภาพทุกอย่างและได้ยินทุกคำพูดอย่างชัดเจนจากบานกระจกวงกลมบานโตที่ติดอยู่บนฝาผนังสีขาวเย็นเยียบ  ร่างนั้นกระตุกยิ้มมุมปากอย่างพออกพอใจราวกับเด็กที่กำลังพบของเล่นชิ้นใหม่ที่ถูกใจยิ่งนัก

       ' เก่งสมกับเป็นร่างทรงแห่งองค์เทพจริงๆ  แต่ว่าท่าทางงานนี้เจ้าจะผิดบทไปหน่อยนะสาวน้อย '  

         ร่างลึกลับนั้นพูดด้วยเสียงนุ่มหวานเบาราวกับเสียงกระซิบ  ก่อนจะวาดมือและพึมพำอะไรบางอย่าง  ก่อให้เกิดสายลมเย็นพัดเอ่ยขึ้น ก่อนที่มันจะพัดผ่านไปอย่างรวดเร็ว  ร่างนั้นยิ้มอย่างพอใจอีกครั้ง

      ' ขอต้อนรับสู่เชอร์ริล  ร่างทรงแห่งองค์เทพทั้งหลาย  หวังว่าพวกเจ้าคงจะสนุกกับปริศนาแห่งเชอร์ริลและบททดสอบที่กำลังจะมาถึงนะ   โดยเฉพาะเจ้า  องค์ชายฟีนิอันโดรซาร์............... '

67 ความคิดเห็น