มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 17 : สู่ยอดเซโดอันดา ( Rewrite )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 67
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ต.ค. 49

      " แหม  พอดีข้าก็กำลังหาเรื่องอยู่ซะด้วยซินะ "  

        หญิงสาวผมแดงเอ่ยขึ้น  ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มตัวใหญ่เบื้องหน้าทั้งสาม  ด้วยสีหน้ายิ้มๆหาได้สะทกสะท้านอันใดไม่        

     " เจ้าเป็นใคร  ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็ถอดไป  ข้าไม่อยากรังแกผู้หญิง "  

       ชายหนุ่มร่างสูงนั่นตะคอกหญิงสาวหากนางกลับสะทกสะท้านไม่ตรงกันข้ามกลับมายืนอยู่เบื้องหน้าร่างของหญิงสาวและหญิงวัยกลางคนที่มองเธออย่างเป็นกังวล

     " เสียใจนะพี่ชาย  พอดีข้าไม่อยากถอย  แต่ข้าขอถามอะไรพวกพี่ชายหน่อยซิ  พวกพี่ชายนี่เป็นผู้ชายภาษาอะไรนะ  ผู้หญิงเค้าออกปากขับไล่ขนาดนั้นยังจะหน้าด้านหน้าตามตื้อเค้าอยู่ได้  บอกว่าไม่อยากรังแกผู้หญิงแล้วเมื่อกี้ที่ทำน่ะมันเรียกอะไรกันหว่า  ขอเต้นรำงั้นรึเปล่า "  

        หญิงสาวกราดคำพูดร้ายกาจเข้าใส่เป็นชุดในขณะที่ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้มและส่งแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ที่ดูก็รู้ว่าแกล้งทำไปให้ชายหนุ่มตัวใหญ่ทั้งสาม  ส่งผลให้ชายหนุ่มเหล่านั้นหน้าชาไปด้วยความโมโหในบัดดล

      " พูดจาแบบนี้เจ้าคงมาจากต่างเมืองซิท่า  ถึงไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร  บอกให้รู้ข้าน่ะ  โจเซฟ  ลูกของท่านเจ้าเมืองแห่งนี้นะ "  

        ชายหนุ่มประกาศก้อง  หญิงสาวผมแดงแสร้งทำสีหน้าตกใจ  ก่อนจะยิงประโยคร้ายกาจมาให้อย่าไม่บันยะบันยังส่งผลให้เลือดในกายเดือดปุดๆเข้าไปอีก

      " อุ๊ยตาย!  เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าเป็นลูกท่านเจ้าเมือง  หน้าตาไม่เห็นบ่งบอกซักกะนิด  แหมแต่ว่านะ  ข้าล่ะเห็นใจชาวบ้านที่นี่ซะจริง  ที่อนาคตจะมีผู้ปกครองอย่างพี่ชายเนี่ย  ถามจริงเถอะ  ว่าที่ท่านเจ้าเมืองเสี้ยมสอนเรื่องข้อควรปฏิบัติของผู้ปกครองที่ดีน่ะ  พี่ชายจำได้บ้างมั้ย  เอ๊ะ!  แต่ท่าทางแบบนี้คงสมองทึบหรือไม่ก็คงสันดานชั่วมาแต่กำเนิดซะล่ะมั้งถึงได้ทำงามหน้าอับอายไปถึงวงศ์ตระกูลได้เยี่ยงนี้เนี่ย "

        ทันทีที่จบคำพูดเผ็ดร้อนนั้น  ชายหนุ่มนามว่าโจเซฟก็พุ่งเข้าหาหญิงสาวหวังทำร้ายทันที  หากหญิงสาวกลับพุ่งตัวเข้าหาและจัดการเตะเสยคางแถมตามด้วยเตะก้านคอเข้าให้อีกหนึ่งดอก  ส่งร่างนั้นลงไปนอนกองกับพื้นทันที  โดยมีชายหนุ่มอีกสองคนเข้าประคองโจเซฟ  หญิงสาวเดินกลับไปหาแม่ลูกคู่นั้น

    " พี่สาวระวัง! "  

        ร่างบางในอ้อมกอดหญิงวัยกลางคนร้องลั่นส่งผลให้หญิงสาวหันกลับไปมองก่อนจะเอี่ยวตัวหลบมีดสั้นที่พุ่งเข้าหน้าได้อย่างเฉียดฉิวก่อนจะจัดการวาดดาบในฝักเข้าเอวเจ้าของมีดนั่นแถมถีบเข้ากลางอกอีกที  ส่งให้ลงไปนอนกองบนพื้นข้างๆลูกพี่ของพวกมันในทันใด

      " เอ.......นอกจากจะไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษแล้วนี่พวกพี่ชายยังเป็นหมาลอบกัดอีกเหรอเนี่ย  น่าสมเพชจริงๆ "  

        หญิงสาวว่าเข้าให้อีกหนึ่งในขณะที่ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้มอยู่เหมือนเดิม  หากแต่ตอนนี้เลือดในร่างของหญิงสาวนั้นเดือดพล่านๆพร้อมระเบิดแล้ว  ก่อนหันไปเผชิญหน้ากับชายหนุ่มทั้งสามที่ตอนนี้ชักมีดสั้นและดาบออกมาแล้วพร้อมกับส่งสายตาดูหมิ่นให้อย่างชัดเจนไม่มีปิดบัง

     " โอ้!!  ผู้หญิงคนเดียวจัดการเองไม่ได้  ต้องใช้ถึงสามคน  ข้าเห็นอนาคตพวกพี่ชายรำไรแล้วล่ะ  ท่าทางจะร่วงกู่ไม่กลับ "  

       หญิงสาวว่าเข้าให้อีกที  หากก่อนเหตุการณ์จะบานปลายไปกว่านี้  ร่างสูงกำยำสมชาตินักรบของชายวัยกลางผู้หนึ่งก็ตรงเข้ามายืนเบื้องหน้าหญิงสาวโดยหันหน้าเข้าหาชายหนุ่มทั้งสาม  ก่อนชายผู้นั้นจะดินเข้าไปตบหน้าโจเซฟจนหน้าหันแถมด้วยเลือดที่ไหลออกมาจากมุมปาก

     " เจอสตรีว่าถึงเพียงนี้ยังหน้าไม่อายอีกงั้นรึโจเซฟ  นี่ถ้าชาวเมืองไม่มาบอกข้าตระกูลข้าได้อายไปมากกว่านี้แน่ที่มีลูกหลานเยี่ยงเจ้า  ขอโทษแม่นางคนนั้นเดี๋ยวนี้นะแล้วสาบานต่อหน้าชาวเมืองด้วยว่าจะไม่ทำเรื่องงามหน้าแบบนี้อีก "  

       ชายวัยกลางชี้นิ้วไปทางเด็กสาวผมทองที่ตอนนี้ยืนเกาะแขนเจนีเซียแน่นโดยมีแม่ของเธอยืนอยู่ด้านข้างก่อนจะออกเสียงสั่งหนักแน่น  ส่งผลให้ชายหนุ่มผู้นั้นเดินไปก้มหัวให้พร้อมพูดขอโทษและสาบานว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับนางอีกเสียงดังลั่น  ก่อนจะเดินกลับมาส่งสายตาอาฆาตให้เจนีเซียอีกระลอก

     " ขอโทษแม่นางคนนี้ซะด้วย  ไม่ต้องมองไปไหน  แม่นางผมแดงตรงหน้าเจ้านั่นแหละและขอบคุณเค้าซะที่ไม่เล่นเจ้าตายไปก่อนที่ข้าจะมาน่ะ "  

       ท่านเจ้าเมืองว่าหากชายหนุ่มยังคงทำท่าทางอึกอัก  จนเจ้าเมืองต้องมาจับกดหัวให้แทนก่อนชายหนุ่มจะพูดออกมาด้วยเสียงที่ไม่ได้ดังไปกว่าเสียงกระซิบเลย  หากก็โดนบังคับให้พูดใหม่อีกครั้งจนชาวบ้านได้ยินกับทั่วชายหนุ่มจึงถูกปล่อยให้เป็นอิสระ  ก่อนชายหนุ่มจะโดนไล่ให้กลับบ้านไปและถูกกักบริเวณพร้อมกับติวพิเศษอีกสามอาทิตย์  ก่อนท่านเจ้าเมืองจะหันมาเผชิญหน้ากับหญิงสาว

     " ขอโทษด้วยที่ทำให้เจ้าเดือดร้อน  ยังไงก็ขอให้เจ้าเดินทางปลอดภัย "  ท่านเจ้าเมืองว่าก่อนจะส่งยิ้มอบอุ่นให้ในขณะที่หญิงสาวก็ยิ้มตอบกลับไปเช่นกัน

     " ขอบคุณท่านมากค่ะที่ไม่เอาเรื่อง "  หญิงสาวว่าก่อนท่านเจ้าเมืองจะเดินจากไปพร้อมๆกับฝูงชนที่สลายตัวไปแล้ว

     " ขอบคุณพี่สาวมากนะที่ช่วยข้าไว้  ถ้าไม่ได้ท่านข้าคงแย่ "  

       เด็กสาวผู้นั้นเอ่ยขึ้นก่อนจะหอมแก้มเจนีเซียแล้วผละจากไปพร้อมมารดา  ในขณะที่หญิงสาวได้แต่อึ้งอยู่ตรงนั้น

       " เนื้อหอมกับสาวๆซะด้วยแฮะ "  แซมัวร์เอ่ยปากแซว

       " อิจฉารึไง  ไปดีกว่า  สายมากแล้ว "  

         หญิงสาวว่าพร้อมกับส่งยิ้มยียวนกวนอารมณ์ไปให้สหายหนุ่มก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นคร่อมเฮวีออนที่เริ่มออกเดินช้าๆไปยังประตูเมืองทางเหนือนั่น
 
      " เจ้าเก่งขึ้นนะเจนีเซีย "  เฮวีออนเอ่ยขึ้น  หญิงสาวยิ้มรับ

      " แหม  มันก็ต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทางทีดีกันบ้างซิ  จะให้ข้าเป็นเด็กขี้แยให้พวกมิเรียมกับเจ้าคอยปลอบตลอดไปไม่ได้หรอกนะ "  หญิงสาวว่าก่อนจะขยิบตาให้เจ้าม้าขาวนั่น

      " พ้นประตูไปแล้วก็คงต้องบินอีกประมาณสองชั่วโมงถึงจะถึงยอดเซโดอันดา  จะพักหน่อยมั้ย "  หญิงสาวถามขึ้น  หากทั้งคนทั้งม้าก็ส่ายหัวดิก

      " ขึ้นไปให้ถึงแล้วค่อยพักทีเดียวเลยดีกว่านะ "  ฟินว่าก่อนจะโยนน้ำเปล่าขวดหนึ่งมาให้เจนีเซีย  ซึ่งรับด้วยสีหน้างงๆ

        " เมื่อกี้ออกไปแรงไปเยอะพอดูนะเจนีเซีย  ดื่มซะหน่อยซิ "  

          ฟินว่าพลางยิ้มให้  หญิงสาวจะกระดกน้ำเข้าคอไปสามอึกก่อนจะโยนคืนให้กันชายหนุ่ม

       " ขอบใจนะฟิน "  หญิงสาวยิ้มชนิดที่ทำให้ชายหนุ่มนั้นเกิดอาการหัวใจกระตุกเล็กๆในขณะที่เรย์นั้นกลับหน้านิ่งไปเลย

       " ไปกันเถอะ "  

         ว่าแล้วคณะเดินทางทั้งสิบสี่ชีวิตก็ออกเดินผ่านประตูเมืองออกไป  เทือกเขายาวกั้นอยู่เบื้องหน้าสุดลูกหูลูกตาตอนนี้ช่างดูใหญ่กว่าเมื่อตอนที่ทั้งเจ็ดคนปรากฏกายขึ้น ณ ดินแดนแห่งนี้ยิ่งนัก 

        ภูเขาสีฟ้าที่เห็นตอนอยู่ไกลลิบๆตอนนี้กลับทั้งสูงชันและเป็นสีดำ  หากสิ่งที่ทำให้รู้สึกสบายตายิ่งนักก็คงจะเป็นสีเขียวของป่าไม้และต้นไม้ที่ขึ้นบนภูเขาเหล่านั้น 

       ร่างทั้งเจ็ดของพีกาซัสแสนสง่าออกทะยานขึ้นสู่ฟ้าทันทีตามแนวดิ่งขนานกับเทือกเขา  ลมเย็นปะทะใบหน้าและร่างกายทำให้หญิงสาวทั้งสามเริ่มเกิดอาการสั่นน้อยๆ  หากเมื่อยิ่งบินสูงขึ้นไปเรื่อยๆอากาศก็ยิ่งเย็นมากขึ้นจนเจนีเซียที่แพ้อากาศหนาวถึงกับต้องเอนตัวไปข้างหน้าเพื่อกอดคอเฮวีออนที่อุ่นเหมือนเตาผิงเอาไว้แน่น  เมื่อบินมาได้ความสูงระดับหนึ่งแล้วพีกาซัสทั้งเจ็ดก็ออกบินขนานตามแนวเทือกเขาไปเรื่อยๆ  แต่อุณภูมิหาได้มีการเปลี่ยนแปลงไม่

      " หนาวมากมั้ยเจนีเซีย "  

        เรย์ที่บินอยู่ข้างๆขึ้นด้วยความเป็นห่วง  หากหญิงสาวก็ทำได้แค่ส่ายหน้ารับก่อนจะส่งยิ้มและนัยต์ตาสื่อความหมายว่าไม่เป็นไรมาให้เท่านั้น
   
      " ท่าทางเจ้าหนุ่มนี่จะห่วงเจ้ามากนะ "  เฮวีออนเอ่ยเสียงเบาราวกับเสียงกระซิบ

      " ไม่หรอก ตามธรรมดาที่เพื่อนต้องห่วงกันเท่านั้นเอง "  หญิงสาวตอบหากในใจนั้นก็รู้สึกเบาๆอย่างไรไม่รู้              
                     
      " แล้วข้าจะคอยดูแล้วกัน "  เฮวีออนว่าก่อนจะจบบทสนทนาเพียงเท่านั้น

        เวลาผ่านไปสองชั่วโมง  พีกาซัสทั้งเจ็ดก็พานักเดินทางทั้งหมดมาถึงยังภูเขาเซโดอันดา  ภูเขาสูงเสียดฟ้าทะลุชั้นเมฆที่เบื้องล่างนั้นปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลนในขณะที่ด้านบนนั้นมีต้นไม้  ทุ่งหญ้าหรือแม้แต่แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์อย่างน่าอัศจรรย์  ในขณะที่ด้านข้างของภูเขาแห่งนี้นั้นคือหุบเหวซีทรอนที่ทั้งลึกและกว้างสมกับชื่อทะเลแห่งความมืดเสียจริง  บางทีก็จะมีสายลมเอ่ยๆพัดขึ้นมาจากหุบเหวแห่งนี้พาเอาความวังเวงและความเหงาหงอยขึ้นมาจับขั้วหัวใจได้เป็นอย่างดี  เจนีเซียมองดูหุบเหวนั่นแล้วก็เริ่มคิดว่าหากตกลงไปแล้วจะมีทางกลับขึ้นมาได้หรือไม่  แต่ก่อนที่หญิงสาวจะได้คิดไปไกลกว่านี้  เฮวีออนก็เริ่มทะยานขึ้นฟ้าสู่ยอดของภูผาสวรรค์เซโดอันดาแห่งนี้ทันที  

        ไม่นานนักก็ถึงยอดภูเขา  สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือป่าไม้เขียวชอุ่มกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา  ในที่สุดพีกาซัสทั้งเจ็ดก็หาที่ลงพักผ่อนได้สำเร็จเมื่อพวกมันบินไปรอบๆยอดเขานั้นจนเจอลานโล่งกว้างสีเขียวขจีด้วยหญ้าอ่อนที่ร่มเย็นด้วยเงาของพฤกษาสูงใหญ่แห่งป่าไม้นี้ ณ บริเวณหนึ่งใกล้ๆกับบ่อน้ำใสเย็นกว้างใหญ่ที่เบื้องหลังคือผาน้ำตกแสนสวย  พีกาซัสทั้งเจ็ดลงสู่พื้นพร้อมกับที่หนุ่มสาวทั้งเจ็ดกระโดดลงมายืนบนพื้นทันทีก่อนที่พีกาซัสทั้งหลายจะเดินไปยังบ่อน้ำใสนั่นและดื่มน้ำกับอย่างกระหาย

      " บ่ายสี่แล้ว  เจนีเซีย  นกเฟซิลอนที่เจ้าว่านี่ออกหากินตอนกี่โมงรึ "  

        ฟินถามขณะที่กำลังพยายามช่วยคนอื่นปูเสื่อผ้าผืนกว้างขนาดสิบคนนั่งบนพื้นหญ้าเขียวขจีนั่น  

      " ก็ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มไม่มีแสงน่ะ  นกพวกนี้กลัวแสงมากยกเว้นแสงอาทิตย์ยามเช้ากับยามเย็นเท่านั้น  ซักหกโมงกว่าๆก็คงจะเริ่มออกจากรังแล้วล่ะ "  

        หญิงสาวว่า  จากนั้นก็ผละไปเล่นน้ำตกกับมิเรียมและฟลอรีน่าฆ่าเวลาอย่างสนุกสนานโดยมีฟินลอบดูเจนีเซียยิ้มๆอย่างมีความสุข  ในขณะที่อีกสามหนุ่มนั้นอาสาไปเก็บฟืนเพื่อเตรียมก่อไฟกัน  เจนีเซียแอบผละจากหญิงสาวทั้งสองก่อนจะจัดการร่ายเวทย์เสกปีกออกมาแล้วบินสู่ยอดผาน้ำตกสูงชันเหนือยอดไม้ใดๆทันที 

         ภาพที่เห็นอยู่นั้นช่างเปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์ยิ่งนัก  ดวงอาทิตย์สีทองอมส้มกลมโตจมอยู่ในทะเลเมฆสีขาวสะดาดตาไปแล้วครึ่งดวงบนฉากท้องฟ้าสีเหลืองทองนั่น  สมแล้วที่ถูกขนานนามว่าทะเลแห่งแสงสว่าง  ทะเลเมฆสีขาวเหล่านั้นราวกับว่าสะท้อนแสงสีทองแห่งด้วงตะวันได้  หญิงสาวหยิบกล้องจิ๋วของเธอขึ้นมาก่อนจะจัดการบันทึกภาพนั้นไปอย่างรวดเร็ว

       " นึกแล้วเชียวว่าเจ้าจะต้องมาที่นี่ "  

         เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยขึ้น  เมื่อหันกลับไปมอง  หญิงสาวก็พบร่างเรย์กำลังยืนมองเธออยู่  หญิงสาวส่งยิ้มให้ในขณะที่ชายหนุ่มก็ยิ้มตอบกลับเช่นกันก่อนจะเดินมาหยุดยืนด้านข้างของหญิงสาวเพื่อมองทะเลแห่งแสงนั่น  แม้ภาพเบื้องหน้านั้นจะงดงามเพียงใด  หากภาพของชายหนุ่มด้านข้างที่เหม่อมองไปยังภาพสวยงามนั้นกลับแฝงไปด้วยมนตร์เสน่ห์ดึงดูดสายตาของหญิงสาวเช่นกัน  จนหญิงสาวเผลอยกกล้องขึ้นเก็บภาพด้านข้างของชายหนุ่มไปอย่างลืมตัว  ก่อนจะคลียิ้มบางๆออกมา 

          ฟึ่บ!!
          กล้องในมือถูกฉวยไปในทันใดพร้อมกับที่หญิงสาวเงยหน้ามองเจ้าของมือนั่นและถูกเก็บภาพไปในทันใด  ก่อนที่ชายหนุ่มจะจัดการร่ายคาถาดึงภาพถ่ายของหญิงสาวออกมา  ดวงหน้ารีรูปใข่สีทรายเนียน  ดวงตาสีน้ำตาลทองรีที่ปลายหางตานั้นชี้นิดๆ  แก้มสีชมพูเรื่อๆและปากบางสีชมพูที่แสดงสีหน้าตกอกตกใจนั้นช่างน่ารักเสียเหลือเกิน  ชายหนุ่มยิ้มก่อนจะเก็บภาพสีเหลี่ยมผืนผ้านั้นลงไปกระเป๋าเสื้อคลุมทันใด  

        " ขอคืนบ้างซิ  ถ่ายภาพข้าอยู่ฝ่ายเดียว  ข้าก็เสียเปรียบแย่ซิ "  

          ชายหนุ่มว่าก่อนยิ้มมุมปากและยักคิ้วข้างเดียวให้อีกหนึ่งที  ส่งผลให้หญิงสาวหน้าแดงทันทีก่อนจะเสหลบหน้าบินลงไปยังลานโล่งในทันใด  ปล่อยให้ชายหนุ่มยืนยิ้มกับขำในลำคออย่างพึงพอใจ

                   

         ที่ด้านล่างลานกว้างนั้น  ฟินกำลังนั่งต่อปากต่อคำอยู่กับฟลอรีน่าในขณะที่มิเรียมนั้นกำลังนั่งดูการโต้วาทีนั้นกับโยฮันต์อย่างสนุกสนาน  ในขณะที่แซมัวร์ก็จัดการจับจองมุมเสื่อด้านหนึ่งหลับไปเรียบร้อยแล้ว  เจนีเซียเดินไปยังริมผ้าด้านหนึ่งที่ซึ่งเฮวีออนกำลังนอนหมอบอยู่  จัดการเอนหลังพิงตัวแสนอุ่นของมันแล้วคลี่ผ้าห่มหนาออกมาคลุมตัว  ก่อนเฮวีออนจะเอียงคอเอาหัวมาหนุนตักหญิงสาวอย่างสบายอารมณ์  

       " ห้าโมงครึ่งค่อยทานข้าวเย็นก็แล้วกันนะ  ตอนนี้ขอข้านอนซักงีบก่อน "  หญิงสาวว่าพลางก็หลับตาลงแล้วหลับไปในทันที

          หากฟินนั้นหยุดต่อปากต่อคำกับฟลอรีน่าพลางจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าดั่งต้องมนตร์  

        ' ถ้าได้หนุนตักนุ่มๆนั่นคงจะให้ความรู้สึกดีไม่น้อย  ถ้าได้กอดร่างบางนั้นซักครั้งก็คงจะดี '  

          ชายหนุ่มว่าด้วยสีหน้าเคลิ้มฝัน  หากก็ไม่รอดพ้นสายตาของสามหนุ่มสาวที่เหลือไปได้

        " คิดอะไรลมๆแล้งๆอีกซิท่า "  ฟลอรีน่าโพล่งขึ้นมา  หากส่งผลให้ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์หันมามองหน้าเธอในทันที

        " เจ้านี่มันไม่น่ารักเลยนะ  หัดหาน้ำตาลมาใส่ตัวซะบ้างนะป้า "  

          ว่าแล้วชายหนุ่มก็เอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง  ก่อนจะถอดแว่นกรอบทองออกแล้วหลับตาลงทันที  ไม่เปิดโอกาสให้ฟลอรีน่าได้พูดอะไรต่อได้อีก  นอกจากแอบบ่นว่าภายในใจ  โดยมีโยฮันต์และมิเรียมมองยิ้มๆ
 
          หากภาพชายหนุ่มร่างสูงผมยาวนอนหลับพิงต้นไม้ใหญ่นั่นช่างเป็นภาพที่สวยงามดึงดูดสายตาของฟลอรีน่ายิ่งนักจนเธออดจะส่งสายตาไปมองบ่อยๆไม่ได้  ใบหน้าคมที่มักทำหน้าทะเล้นใส่เธอประจำ  ดวงตาคู่งามที่มักมองเจนีเซียอยู่เสมอ  ปากบางได้รูปที่มักจะใช้ต่อปากต่อคำกับเธอตลอดเวลา  ใครหนอช่างสรรค์สร้างบุรุษงามดังประติมากรรมชั้นเอกผู้นี้ขึ้นมา
 
         " สาวน้อยปากไม่ตรงกับใจ "  
 
           เสียงหวานใสของมิเรียมดังขึ้น  ส่งผลให้ฟลอรีน่าละสาตาจากชายหนุ่มได้ในทันใด  ก่อนแก้มทั้งสองข้างจะเริ่มแดงเรื่อๆ

        " บ้าซิ  ใครมิทราบ "  ว่าแล้วก็ทิ้งตัวลงหนุนตักมิเรียมทันทีก่อนจะหลับตาหยุดต่ปากต่อคำไปในที่สุด

           เวลาผ่านไปไม่นานเท่าใดนักร่างบนตักของมิเรียมก็หลับสนิท  และเรย์เดินขึ้นมาบนเสื่อก่อนจะจัดการจุดไฟที่ด้านนอกเสื่อบนลานหญ้าสีเขียวอย่างชำนาญ  ในขณะที่มิเรียมกับโยฮันต์นั้นก็ยังคุยกันไม่รู้จักเบื่อ

         " เจ้าไม่ง่วงบ้างเหรอ "  โยฮันต์ถามขึ้น  หากมิเรียมกับก้มลงมองฟลอรีน่าที่หายใจช้าๆสม่ำเสมอบนตัก

         " ก็ง่วงอยู่แต่ไม่รู้จะไปนอนที่ไหนน่ะ  ขยับก็ไม่ได้แล้วด้วย "  หญิงสาวว่า

         " งั้นถ้าข้าเสียสละไหล่ให้เจ้าพิง  เจ้าจะรังเกียจมั้ย "  

           ชายหนุ่มถามยิ้มๆก่อนจะเอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่เบื้องหลัง  ส่งยิ้มน่ารักไปให้หญิงสาวที่ตอนนี้เริ่มหน้าแดงนิดๆด้วยความเขินอาย  หญิงสาวพยักหน้าน้อยๆก่อนจะค่อยๆเอนตัวพิงศีรษะบนไหล่กว้างแข็งแกร่งของชายหนุ่มและหลับตาลง  ในขณะที่เรย์ก็ส่งยิ้มทั้งตาและปากมาให้กับชายหนุ่มก่อนที่เจ้าของไหล่กว้างนั้นจะหลับตาลงบ้างปล่อยให้เรย์จัดการนั่งเฝ้ายามต่อไปเพียงผู้เดียว  

          เรย์หันไปมองร่างบางที่เจ้าพีกาซัสสีขาวแผงคอสีทองวางหัวอยู่บนตักอย่างสบายอารมณ์  ก่อนจะค่อยๆขยับกายเข้าไปใกล้ร่างบางนั้นมากขึ้น  เฮวีออนผงกหัวขึ้นมามอง  หากชายหนุ่มก็ยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเพื่อส่งสัญญาณให้เจ้าพีกาซัสหนุ่มเงียบซึ่งมันก็ยอมทำตามแต่โดยดี  ลมพัดเย็นโชยเอ่ย  ร่างบางใต้ผ้าห่มขยับน้อยๆส่งผลให้ผ้าห่มนั้นร่วงลงมาจากไหล่ภายใต้ผ้าคลุมสีขาวนั่น  ชายหนุ่มค่อยๆห่มผ้ากลับไปยังตำแหน่งเดิมให้อย่างเบามือ  ก่อนจะแอบเอานิ้วเรียวยาวปัดผมสีแดงที่ลงมาปรกหน้าของหญิงสาวผู้นั้นไปเหน็บที่หูให้อย่างเบามือโดยไม่ลืมแอบไล้นิ้วไปตามแก้มเนียนนั่นด้วย  ชายหนุ่มยิ้มอย่างพึงใจโดยมีสายตาของเฮวีออนและพีกาซัสตัวอื่นๆคอยดูอยู่

                   

         เวลาหกโมงเย็นใกล้เข้ามา  ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มและนกต่างๆสารพัดสีเริ่มบินกลับรัง  อากาศเริ่มเย็นขึ้น  ชายหนุ่มจัดการเอาห่อเสบียงอาหารออกมาจากกระเป๋าหนังที่วางอยู่บนพื้นหญ้าก่อนจะเอามาเรียงไว้บนเสื่อ  และขยับกายเข้าใกล้หญิงสาวผมแดงมากขึ้น  หากแม้ว่าชายหนุ่มจะสะกิดก็แล้วเขย่าเบาๆก็แล้วหญิงสาวก็ไม่ยอมตื่นเสียที  ชายหนุ่มค่อยก้มหน้าเข้าไปใกล้ร่างบางนั้นช้าๆ  ลมหายใจอุ่นๆเป่ารดที่ขมับของหญิงสาว

      " ตื่นได้แล้วเจนีเซีย  จะหกโมงแล้วนะ "  

        ชายหนุ่มกระซิบเสียงหวานประกอบกับลมหายใจอุ่นๆนั้นส่งผลให้หญิงสาวสะดุ้งลืมตาขึ้นมองตาชายหนุ่มที่ตอนนี้ห่างกันไม่ถึงคืบ  ก่อนจะเริ่มหน้าแดงและยกมือบางขึ้นผลักบ่าชายหนุ่มให้ถอยออกไปจากระยะอันตรายโดยเร็ว  ก่อนจะเสหันไปพับผ้าห่มผืนนุ่มใส่กระเป๋าหนังที่พาดอยู่บนตัวเฮวีออนแก้เก้อโดยมีชายหนุ่มแอบหัวเราะอยู่ในใจ

      " เล่นบ้าๆ  ตกใจหมดเลย "  

        หญิงสาวพึมพำเบาๆกับเฮวีออน  หากเจ้าพีกาซัสหนุ่มกลับส่งเสียงหัวเราะเบาๆ  เจนีเซียกับเรย์จัดการปลุกคนอื่นๆก่อนจะมานั่งทานอาหารด้วยกันอย่างเร่งด่วนพร้อมกับปรึกษางานกันต่อ

                    
         
         เวลาหนึ่งทุ่มมาถึง  ท้องฟ้ากลายเป็นสีดำสนิท  บนฟากฟ้าพร่างพราวไปด้วยดวงดาวนับล้านและจันทราดวงโตส่องสว่าง  สายลมเย็นพัดเอ่ยๆพาให้ต้นไม้พลิ้วไหว  เสียงเพลงขับกล่อมแห่งสรวงสวรรค์ดังขึ้นพร้อมๆกับที่ทั้งเจ็ดเห็นร่างของฟินิกส์สีทองสามตัวบินผ่านลำน้ำไป  หากเจนีเซียก็ไม่พลาดเก็บภาพเจ้านกหายากในตำนานนี้ไว้  หญิงสาวสุ่มอยู่นานพร้อมกับฟังเสียงเพลงขับกล่อมแห่งสรวงสวรรค์ของฟินิกส์สีทองเหล่านั้นจนเกือบหลับไป  หากไม่เผลอมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนและเห็นอะไรบางอย่าง

         ร่างบางขนาดใหญ่เกือบสิบร่างสีขาวบริสุทธิ์สะท้อนกับแสงจันทร์นวลผ่องบินมาแต่ไกลก่อนร่างทั้งสิบนั้นจะร่อนลงไปยังกลางสระน้ำใสไหลเย็น  สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือนกที่มีลักษณะคล้ายนกกระเรียน ลำคอยาวระหง  และขายาวสีดำสนิท  จงอยปากยาวสีทองและดวงตาโตสีฟ้าเป็นประกายดุจอัญมณี  ทั้งสิบร่างร่อนลงเล่นน้ำกลางบ่อ  หากเจนีเซียก็สังเกตเห็นตัวหนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวอื่นๆและมีรอบคอเป็นสีทองคล้ายกับนกตัวนั้นกำลังสวมสร้อยทองอยู่  หญิงสาวค่อยๆออกจากที่ซ่อนพร้อมๆกับคนอื่นๆและเดินอย่างช้าๆเข้าไปใกล้บ่อน้ำนั้น  ส่งผลให้ร่างทั้งสิบกลางน้ำหันมามองทันที  

       " พวกเจ้าเป็นใครกัน "  เจ้านกตัวใหญ่ที่สุดในกลุ่มถามขึ้น  ก่อนที่เจนีเซียจะเดินนำออกไปพร้อมกับฟลอรีน่า
 
       " ข้ามีนามว่าเจนีเซีย  ร่างทรงแห่งองค์เซวีโอน่า  และหญิงสาวผู้นี้คือร่างทรงแห่งองค์เคนโนเอ  ที่พวกข้ามาที่นี่ก็เพื่อตามหาอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์เทพีเคนโนเอ  หากพวกเจ้าจะกรุณา  ช่วยพาข้าและสหายไปยังที่ซ่อนอาวุธนั้นจะได้หรือไม่ "  

         หญิงสาวพูดพลางค่อยๆนั่งลงบนพื้นหญ้าริมลำธารและก้มหัวให้น้อยๆโดยมีฟลอรีน่าที่ยืนอยู่ด้านข้างทำตาม  ก่อนที่เจ้านกตัวใหญ่นั่นจะว่ายน้ำเข้ามาใกล้

       " หากเจ้าเป็นร่างทรงแห่งองค์เคนโนเอจริง  ฟลอรีน่า  เจ้าจงแสดงหลักฐานยืนยันให้ประจักษ์แก่ข้าเสีย "  

         วิหคสีขาวนั้นว่าก่อนที่เจนีเซียจะหันไปแปรให้สหายฟัง  ว่าแล้วฟลอรีน่าก็จัดการเสยผมหน้าม้าสีน้ำตาลอ่อนขึ้นไป  เผยให้เห็นรอยสัญลักษณ์ที่ตอนนี้เรืองแสงสีทองเป็นรูปร่างคล้ายกับภูเขาขนาดเล็กบนหน้าผาก

       " ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าก็จงตามข้ามา "  

          วิหคสีขาวตัวนั้นว่าก่อนจะสยายปีกออกบินไปในเวหาในขณะที่หนุ่มสาวทั้งเจ็ดกระโดดขึ้นคร่อมพีกาซัสและทะยานตามมันไป  ผ่านผืนป่าสีเขียวขรึ้มกว้างใหญ่ไปไม่กี่กิโลเมตร  ในที่สุดวิหคแห่งสวรรค์ก็ร่อนลง  ณ  ผืนหญ้าตรงหน้าสระน้ำกว้างใหญ่ดุจทะเลใสสะอาดเรียบลื่นซึ่งบัดนี้ผืนน้ำใสนั้นกำลังสะท้อนแสงจันทร์และดาราบนเวหาเป็นประกาย  ด้านหลังของบ่อน้ำกว้างนั้นคือภูเขาสูงเป็นแนวยาวดุจสันกำแพงที่ไม่เคยปรากฏในแผนที่ใด  ด้านหลังของพวกเค้าที่บัดนี้หันหน้าให้กับสระน้ำกว้างคือผืนป่าสีเขียวขรึ้มหนาทึบ

      " ข้าคงส่งพวกเจ้าได้แค่นี้  แหวกทางน้ำแล้วเดินตรงไปยังภูเขานั่นเรื่อยๆ  พวกเจ้าจะพบประตูโค้งขนาดใหญ่ที่จะพาพวกเจ้าเข้าสู่สถานแห่งองค์เคนโนเอภายในภูเขาสูงนั่น  ข้าขอลา "  วิหคสวรรค์ว่าก่อนจะสยายปีกออกบินไปในความมืดทันที

       " แล้วไงต่อล่ะ "  เจนีเซียหันไปถามมิเรียม

       " ฟลอรีน่า  เจ้าจักต้องร่ายเวทย์แห่งองค์เคนโนเอตามในคัมภีร์นั่น  แล้วทางน้ำจะเปิดออกเอง  เร็วเข้า "  มิเรียมว่า  

         ฟลอรีน่าค่อยๆเดินตรงไปยังบ่อน้ำกว้างใหญ่หน้าภูเขาสูงนั้น  ก่อนจะคุกเข่าและประสานมือไว้ที่หน้าอกก่อนจะก้มหน้าและหลับตาลง

      " โคเอนดราโอคีเมอัน  เคโนเอดารัน

         องค์มังกรธรณีสีทองผู้สง่างาม  ร่างแปลงศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์เคนโนเอ  เทพีผู้ควบคุมผืนแผ่นทั่วหล้า

         ฟลอรีเอน  เทราโทนีเอ

         บัดนี้ข้า  ฟลอรีน่าร่างทรงแห่งท่าน  ได้มาถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้แล้ว  ขอท่านโปรดเปิดทางให้แก่ข้าด้วย

          ลีรีอันโตเซรีเอเนเซส! "

          สิ้นเสียงสวด  ผืนน้ำก็เกิดสั่นไหวอย่างรุนแรงก่อนจะระเบิดแยกออกจากกันเกิดเป็นบันไดสีทองทอดจากปากบ่อใกล้กับหญิงสาวลงไปยังพื้นเบื้องล่างที่เป็นทางเดินอิฐสีทองตรงไปยังภูเขาที่สุดสระน้ำนั้น  แสงจันทร์เต็มดวงส่องให้หญิงสาวเห็นประตูไม้โค้งกว้างในกรอบประตูสีทองลายมังกรอยู่ลิบๆ  หญิงสาวค่อยๆลุกขึ้นช้าๆก่อนจะหันไปยังสหายอีกหกคนที่เหลือก่อนจะยิ้มให้

      " ไปกันเถอะ "  ฟลอรีน่าว่าก่อนที่คนอื่นๆจะเดินตามหญิงสาวที่กำลังจะก้าวลงบันไดไป

         ฟึ่บ!!

         
มีดสั้นเล่มหนึ่งจากมือของเจนีเซียพุ่งไปยังยอดไม้ด้านหลังทันที  ส่งผลให้คนอื่นๆหันควับกลับมามองในทันใด

      " ปรากฏร่างเจ้าซะ!! "  

         หญิงสาวตะโกนออกไปด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นหากกลับก้องกังวาล  ดวงตาสีน้ำตาลทองหรี่ลงอย่างระแวงระวัง  ใบหน้านั้นหาได้มีรอยยิ้มเหมือนเมื่อกลางวันไม่  สายลมเย็นพัดผ่านอย่างบ้าคลั่งก่อนจะหยุดลงอย่างรวดเร็ว  

        ฟ้าว!!
        มีสั้นอันเดิมพุ่งกลับมาหาเจ้าของที่ตั้งหลักรับมันอย่างไม่สะทกสะท้าน  ก่อนร่างสูงใหญ่ขาวซีดใต้อาภรณ์สีดำจะปรากฏตัวออกมาจากเงามืดของต้นไม้ใหญ่นั้น  ปีกค้างคาวสีดำขนาดใหญ่แผ่กว้าง  จากการคาดประมาณด้วยสายคงกว้างซักสามเมตรได้  ดวงตาสีแดงราวกับโลหิตนั้นส่อแววกระหายเลือดน่าขนลุกภายใต้หมวกของผ้าคลุมสีดำ  เขี้ยวขาวยาวตรงมุมปากทั้งสองข้างที่กระตุกยิ้มนั้นเงาวับ  ชวนให้ฟลอรีน่าและมิเรียมสยองยามนึกถึงเวลาเขี้ยวนั้นฝังลงไปในเนื้อของสิ่งมีชีวิต  คางขาวเสี้ยมแหลม  มือขาวผอมแห้งและกรงเล็บยาวโง้งสีเงินนั้นชวนให้หนุ่มสาวทั้งเจ็ดคิดว่าในร่างของชายผู้นี้ยังมีเลือดเนื้อและวิญญาณอยู่หรือไม่  และที่แย่ยิ่งกว่า  ร่างตรงหน้านั้นเป็นมนุษย์หรือสัตว์ประหลาดกันแน่  ..........

      .........การเดินทางครั้งนี้คงไม่ได้จบลงง่ายๆอย่างที่หนุ่มสาวทั้งเจ็ดวาดหวังเอาไว้เสียแล้ว............

67 ความคิดเห็น