มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 16 : ซาโนเบีย เหนือสุดแห่งเซอร์รีโน่ ( Rewrite )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 86
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 ต.ค. 49

        ท้องฟ้ากว้างสีน้ำเงินเข้ม  พราวระยับด้วยหมู่ดารานับร้อยนับพัน  เนินเขาเล็กๆที่เขียวขจีด้วยต้นหญ้า  เบื้องหลังเนินนั้นคือป่าสนที่มีต้นไม้ใหญ่จำพวกสนขึ้นอย่างหนาแน่น  ส่งให้พื้นที่บริเวณนั้นมีสีเขียวขรึ้ม  เบื้องหน้าของเนินคือแนวเทือกเขากว้างที่ปกคลุกด้วยหิมะสีขาวสะอาดบริสุทธิ์หากก็ยังมีป่าไม้สีเขียวขึ้นอยู่บนยอดได้อย่างน่าอัศจรรย์  

        ที่เบื้องล่างของเทือกเขานั้นคือหมู่บ้านขนาดกลางที่มีอาคารขนาดต่างมากมายเรียงรายเต็มไปหมด

       บ้านสองชั้นก่อด้วยอิฐสีส้มอ่อนและหลังคาที่มุงด้วยไม้เนื้อดีและฟางนุ่มสีเหลืองอร่ามทำให้ดูอบอุ่นอยากจะเข้าไปขออาศัยซักคืน

       เหล่าแม่บ้านและผู้ประกอบการร้านค้าทั้งหลายต่างตื่นจากห้วงนิทรา  ควันสีขาวอันเกิดจากพวกเขาและเธอเหล่านั้นกำลังหุงหาอาหารเลี้ยงครอบครัวลอยออกมาจากปล่องควันอิฐบนหลังคาอย่างอ้อยอิ่ง  

       บรรยากาศเย็นเฉียบดุจฤดูคิมหันต์ทั้งที่ในเวลานี้เป็นช่วงฤดูร้อนแล้ว  ไม่นานแสงทองแห่งดวงตะวันก็สาดส่องพ้นขอบฟ้าเหนือยอดเขาทางตะวันออก  ส่งผลให้ท้องฟ้าเกิดสีส้ม  ชมพู  ม่วงและน้ำเงินไล่สีจากฟากฟ้าฝั่งตะวันออกไปยังตะวันตกอย่างสวยงาม

       ฟึ่บๆๆ
       ร่างหนุ่มสาวทั้งเจ็ดบนหลังพีกาซัส  ม้ามีปีกสีสวยค่อยๆย่างเท้าออกมาจากป่าสนสีเขียวครึ้มนั่นก่อนจะมาปรากฏตัวบนเนินหญ้าเขียวชะอุ่ม  หญิงสาวทั้งสามรีบดึงหมวกของผ้าคลุมขึ้นคลุมหัวพร้อมทั้งกระชับเสื้อคลุมตัวยาวหนาสีขาวให้กระชับตัวมากขึ้นเมื่อต้องกับสายลมที่พัดมาพร้อมกับห่อไหล่จนตัวเล็กลีบ

     " หนาวจัง "  

       เจนีเซียว่าก่อนจะพยายามหดคอเข้าไปในผ้าพันคอสีม่วงอ่อนและเสื้อคลุมตัวหนานั่น  ก่อนจะจัดการเอามือที่อยู่ในถุงมือไหมพรมสีเดียวกับผ้าพันคอซุกลงในกระเป๋า  และพยายามทำตัวให้ลีบที่สุดเท่าที่จะลีบได้

     " แน่ใจแล้วเหรอเนี่ยว่านี่หน้าร้อน "  

       ฟลอรีน่าว่าก่อนจะยกมือขาวๆของเธอที่ตอนนี้ขาวซะยิ่งกว่าหิมะบนเทือกเขาสีฟ้าเบื้องหน้านั้นขึ้นมาถูไปมา  ในขณะที่มิเรียมกับแซมัวร์ก็ซุกมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋าเสื้อคลุมตัวหนานั่นเช่นกัน

     " ที่เซอร์รีโน่นี่อากาศก็เป็นแบบนี้แหละ  ฤดูร้อนก็หนาว  ยิ่งเจ้ามาตอนหน้าหนาวนี่ก็ไม่ต้องพูดถึง  มองไปทางไหนก็มีแต่หิมะ  ถ้าจะเอาให้อุ่นหน่อยก็ต้องแทบๆทางใต้ตรงบริเวณชายแดนนั่นแหละ "  ฟินอธิบายในขณะที่หลายๆคนก็ตั้งใจฟัง

     " เราเริ่มเดินทางกันเลยดีกว่า  กว่าจะถึงหมู่บ้านตรงตีนเขานั่นคงจะได้เวลาอาหารเที่ยงพอดี  ไปเถอะเฮวีออน "  
 
        เจนีเซียว่าก่อนจะกระตุกสายบังเหียนของเจ้าพีกาซัสตัวสวยเบาๆ  ส่งผลให้มันกางปีกสีขาวกว้างออกทันที  ก่อนจะบินขึ้นฟ้าที่ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูมากขึ้นแล้ว

         หมับ!!
         มือแข็งแกร่งยึดเอาข้อมือบางของหญิงสาวไว้ก่อนที่เจ้าพีกาซัสแผงคอสีน้ำตาลจะทันได้ทะยานขึ้นสู่ฟ้า  ส่งผลให้หญิงสาวที่นั่งคร่อมร่างของมันอยู่หันไปมองเจ้าของมือที่อยู่บนหลังของโนเอลทันที

        " เจ้าไม่ได้ใส่ถุงมือนี่ "  

          ฟินเอ่ยขึ้นก่อนจะดึงมือขาวเนียนของฟลอรีน่าที่ตอนนี้เย็นพอๆกับน้ำแข็งขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมก่อนจะถอดถุงมือของตัวเองให้หญิงสาว

        " แล้วเจ้าล่ะ "  ฟลอรีน่ามองหน้าชายหนุ่ม

       " ข้าไม่เป็นไรหรอก  อย่าลืมซิว่าข้าเองก็เกิดและโตที่ดินแดนแห่งนี้  อากาศแค่นี้ธรรมดา  รับไปเถอะ  เจนีเซียไปโน่นแล้ว "  

       ชายหนุ่มว่าก่อนจะเมินหน้ามองตามหญิงสาวผมสีแดงบนหลังพีกาซัสแผงคอสีทอง  ส่งผลให้ฟลอรีน่าเกิดอาการหัวใจกระตุกเล็กๆ  ก่อนจะรับถุงมือหนานั่นมาสวมอย่างรวดเร็ว

    " ไม่รีบทำคะแนนเดี๋ยวก็ตามไม่ทันเรย์เค้าหรอก  แต่บอกไว้ก่อนนะว่าข้าไม่ได้เชียร์เจ้าเลยซักนิด "  หญิงสาวว่าก่อนจะก้มหน้าไปกระซิบกับดารันต์

     " ไปกันเถอะดารันต์ "  

       ม้าหนุ่มกางปีกสีขาวออกก่อนจะโบกทะยานขึ้นฟ้าไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้ชายหนุ่มมองตามหญิงสาวด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มและแววตาหัวเราะได้  ก่อนจะส่ายหัวนิดและพูดกับโนเอล  ส่งผลให้เจ้าพีกาซัสแผงคอเขียวนั่นรีบทะยานขึ้นฟ้าตามหญิงสาวไปทันที

                 

       เวลาล่วงเลยผ่านไป  เข็มนาฬิกาชี้มาจวนจะเลขเก้าแล้ว  หากพีกาซัสทั้งเจ็ดบนฟ้าก็ยังมิเหน็ดเหนื่อย  ท้องฟ้านั้นก็เปลี่ยนเป็นสีฟ้าสดใสไปเรียบร้อย  แม้ว่าแสงตะวันสีทองจะสาดส่องและดวงตะวันโผล่พ้นจากขอบฟ้ามาให้เห็นเต็มดวงแล้วก็ตาม  อากาศก็ยังคงหนาวจับใจอยู่เช่นเดิม

      ผ่านมาได้ครึ่งทางแล้ว  จนตอนนี้ดารันต์กับดาร์คบินมาขนาบข้างเฮวีออนได้สำเร็จ  ส่วนโนเอล  สกาย  สตาร์ดัสกับเฮลีออสก็ยังคงอยู่ด้านหลังเช่นเดิม
                  
   " อ้าว  ไม่ได้เอาถุงมือมาเหรอฟลอรีน่า "  เจนีเซียหันไปถามเมื่อเห็นว่าหญิงสาวใส่ถุงมือสีน้ำตาลของฟิน

    " อืม "  หญิงสาวตอบไปแค่นั้นพร้อมกับพยักหน้า  
               
     " มาขอยืมข้าก็ได้นี่นา "  เจนีเซียว่า  หากฟลอรีน่ากลับยิ้มและส่ายหัว
 
     " ไม่ดีกว่า  เจ้าเองก็แพ้อากาศหนาวไม่ใช่เหรอ  ขืนข้ายืมเจ้า  เจ้าได้มือแข็งเป็นน้ำแข็งกันพอดี  จริงมั้ย  ตานั่นเป็นผู้ชายแถมโตมาที่นี่  ไม่เป็นไรมากหรอก "  หญิงสาวว่าหากก็ยังอดห่วงชายหนุ่มนิดๆไม่ได้

     " ว่าแต่เจ้าเถอะ  ไม่คิดจะมองใครบางคนแถวนี้บ้างเลยเหรอ "  

        ฟลอรีน่าถามพร้อมกับส่งยิ้มมีเลศนัยมาให้หญิงสาว  ส่งผลให้เจนีเซียหันซ้ายหันขวาไปมา  หากก็ทุกอย่างก็ยังปกติดี  เรย์ก็อยู่ข้างๆทางขวา  ในขณะที่คนอื่นๆก็บินตามอยู่ด้านหลัง

      " คนไหนล่ะ  มิเรียม  แซมัวร์  เจ้า  ฟิน  หรือเรย์ "  

        หญิงสาวว่าด้วยแววตาและสีหน้าซื่อสุดๆ  ทำเอาฟลอรีน่าถอนหายใจอย่างเอือมระอา

      " เจ้านี่น่ารักก็อีตรงใสซื่อบริสุทธิ์นี่นะ  เอาเถอะ  เดี๋ยวซักวันเจ้าก็จะรู้เองล่ะ  หวังว่าคงรออีกไม่นานนะ "  

        หญิงสาวจงใจพูดให้ชายหนุ่มที่อยู่ทางด้านขวาของสหายได้  ซึ่งประโยคนั้นก็ทำให้ชายหนุ่มเสมองไปทางอื่นกลบเกลื่อนทันที  ปล่อยให้เจนีเซียเกาหัวตัวเองอย่างงงๆและหันไปสนใจทิวทัศน์รอบตัวด้วยเช่นกัน  ก่อนจะหยิบกล้องจิ๋วสีเงินที่ร้อยคออยู่ออกมาจากเสื้อคลุมก่อนจะจัดการถ่ายรูปเก็บไว้อย่างสนุกสนาน

       ในขณะที่ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มที่นั่งอยู่บนหลังเจ้าพีกาซัสแผงคอสีคำซึ่งแอบนั่งฟังบทสนทนาของหญิงสาวทั้งสองอยู่ตั้งนานสองนานนั้น  เริ่มเหงื่อตกเล็กๆและน้อยใจหน่อยๆที่ชาวบ้านชาวเมืองเค้ารู้หมดแล้วว่าเค้ามีใจให้ใครหากเจ้าตัวกลับไม่รู้เรื่องรู้ราวซะนี่

     " เอาน่า  ช่วงนี้ก็หมั่นทำคะแนนเข้าไว้แล้วกันนะ  เจนีเซียน่ะเอาใจง่ายแถมใจอ่อนจะตาย  ตื้อหน่อยหวานนิดก็เรียบร้อย "  

       มิเรียมที่ตอนนี้ขี่สกายขึ้นมาขนาบข้างชายหนุ่มกระซิบเสียงเบา  ส่งผลให้ชายหนุ่มเริ่มหน้าแดงนิดๆ

    " เจ้านี่เนื้อหอมเหมือนกันนะเจนีเซีย  ไม่อยากเชื่อ  เด็กน้อยผมแดงซนอย่างกับอะไรอย่างเจ้าจะมีคนมาชอบเยอะแยะแบบนี้ "  เฮวีออนที่ได้ยินบทสนทนาทั้งหมดเอ่ยขึ้น  

    " ข้าเหรอเนื้อหอม  ตรงไหนล่ะ  แล้วก็มีคนชอบข้ามาตั้งนานแล้วล่ะ  ก็มิเรียมกับฟลอรีน่าแล้วก็แซมัวร์นี่ไง "  หญิงสาวว่าหากเฮวีออกกลับหัวเราะเบาๆ

     " เจ้านี่ไม่ว่าจะฉลาดยังไง  เรื่องพรรค์นี้ก็ยังซื่อบริสุทธิ์อยู่ดีซิน่า  เอาเถอะเดี๋ยวซักวันเจ้าก็จะได้รู้คำตอบเอง " ม้าหนุ่มว่าส่งผลให้หญิงสาวผมแดงทำแก้มป่องอย่างขัดในทันที

     " เห็นพูดอย่างนี้กันตลอดเลย  แล้วชาตินี้ข้าจะได้รู้มั้ยล่ะ "  

        หญิงสาวว่าอย่างงอนๆก่อนจะหันไปสนใจหมู่ลูกยูนิคอร์นหลากสีเบื้องล่างที่กำลังวิ่งเล่นกันอยู่บนทุ่งโล่งกว้างสีเขียวสวย  ในขณะที่เจ้าตัวใหญ่หลายตัวกำลังเล็มหญ้าและบางตัวมองมายังพวกเธอ  หญิงสาวโบกมือให้ก่อนจะจัดการเก็บรูปพวกมันไว้เรียบร้อย

      " สวยจังเลย "  

        หญิงสาวว่าก่อนจะเก็บกล้องอันเล็กนั่นลงไปใต้เสื้อคลุมและมองฝูงยูนิคอร์นเบื้องล่างด้วยสายตาเคลิ้มฝัน 

      " ใช่สวย "  เสียงนุ่มทุ้มน่าฟังดังขึ้นจากด้านข้าง  หญิงสาวหันไปมองก็เห็นเรย์มองมาทางนี้ยิ้มๆให้เช่นกัน

      " ใช่มั้ยล่ะ  อยากเห็นพวกมันใกล้ๆจัง  อยากจะรู้ว่ายูนิคอร์นในโรงเลี้ยงที่ราชวังจะสวยสู้ได้มั้ย " 

        หญิงสาวว่าก่อนจะก้มลงมองพวกมันบนพื้นดินเบื้องล่างอีกครั้ง  ซึ่งตอนนี้เจ้าลูกม้าสีเหลืองอ่อนกำลังยืนบนขาหลังพร้อมกับตะกายขาหน้า  เหมือนกับจะพยายามวิ่งขึ้นมาบนฟ้านี้ให้ได้  หญิงสาวยิ้มส่งไปให้อย่างมีความสุข

     " เจ้าหนุ่มนี่ไม่ได้ชมพวกข้างล่างซักหน่อย "  

        ดาร์ค  เจ้าพีกาซัสแผงคอดำของเรย์เอ่ยขึ้นก่อนจะปรายตามามองเจนีเซียในขณะที่เฮวีออนและดารันต์ก็ผงกหัวอย่างเห็นด้วย

      " อ้าว!  แล้วถ้าไม่ใช่พวกข้างล่างแล้วอะไรล่ะที่สวยน่ะ "  

        หญิงสาวถามหากเจ้าสามตัวนั้นก็ได้แต่หัวเราะชอบใจ  ส่งผลให้หญิงสาวคิ้วขมวดและทำแก้มป่องทันที

      " ไม่รู้จริงๆเหรอ "  

        ชายหนุ่มพูดขึ้นก่อนจะส่งยิ้มทั้งปากและนัยต์ตามาให้เจนีเซียตรงๆ  ส่งผลให้หญิงสาวหันมองไปทางอื่นพร้อมๆกับที่หน้าเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ  ขณะที่สตาร์ดัส  สกาย  โนเอลและเฮลีออสที่บินอยู่ด้านหลังนั้นเริ่มขำกันเอง

      " เพิ่งเคยเห็นเจนีเซียหน้าแดงเป็นครั้งแรกนะเนี่ย "  สกายออกปากแซวบ้าง  ส่งผลให้เฮวีออน  ดารันต์และดาร์คหันไปมอง  

       " ในที่สุดข้าก็มีบุญได้เห็นเจ้าเขินซะที  แหม  น่ารักเหมือนกันนะเนี่ย "  

         เฮวีออนออกปากแซวก่อนจะโดนหญิงสาวส่งสายตาที่เริ่มมีสีเขียวเรืองๆซึ่งตัดกับใบหน้าที่ยังคงแดงก่ำมาให้

        " รุมข้านี่  ไม่เอาแล้ว  เฮวีออนซิ่งเลยนะ  อยากถึงเร็วๆแล้ว  หิวข้าว "

        " ยังไม่สิบโมงเลยเนี่ยนะ  เข้าใจเลี่ยงนะเจ้าเนี่ย "  ดารันต์ยังไม่วายล้อทำให้ตัวอื่นขำตามไปด้วย  

          หญิงสาวหันไปมองทุกตัวก่อนจะมองชายหนุ่มด้านข้าง  ซึ่งกำลังทำหน้างงๆเหมือนกับทุกคนในที่นั้นที่สงสัยอยู่ว่าหญิงสาวคุยอะไรกับเจ้าเจ็ดตัวนี่กันแน่  หากก่อนที่ใครจะได้ถาม  หญิงสาวก็กระตุกบังเหียนของเฮวีออนให้ออกบินเร็วขึ้นไปอีก  ส่งผลให้ตัวอื่นๆบินตามไปด้วยความเร็วปานสายลม  ขณะที่มิเรียมและฟลอรีน่านั้นเปลี่ยนจากจับสายบังเหียนเป็นกอดคอเจ้าเพกาซัสที่พวกเธอนั่งอยู่แทนก่อนจะส่งเสียงกรี๊ดเบาๆพลางหลับตาปี๋ทันที

      " เจนีเซีย  ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าพูดอะไรกับเจ้าพวกนี้  แต่อย่ามาทำให้พวกข้าเดือดร้อนไปด้วยซิ "  

        ในที่สุดมิเรียมก็หาเสียงของตัวเองเจอแม้ว่าจะยังคงหลับตาและกอดคอยาวสีขาวบริสุทธิ์ของพีกาซัสของเธออย่างเหนียวแน่น  ก่อนจะตะโกนบอกหญิงสาวเบื้องหน้าแข่งกับสายลมที่พัดมา  ส่งผลให้ความเร็วของเฮวีออนลดลงในทันใด

      " อ๊ะ! ขอโทษที  ลืมตัวไปหน่อย "  

        หญิงสาวตอบกลับมาในขณะที่ทั้งคนและม้านั่นต้องพยายามกลั้นขำกันจนท้องจะแข็งตาย  เนื่องด้วยไม่รู้ว่าหากขำออกไปจะทำให้หญิงสาวกระตุกบังเหียนให้เฮวีออนบินด้วยความเร็วแสงหรือไม่
 
      " ใกล้ถึงแล้วล่ะ "  

         ฟินพูดขึ้นเมื่อลองกะระยะทางโดยคร่าวๆแล้ว  ขณะนี้ที่พื้นเบื้องล่างได้เปลี่ยนเป็นทะเลสาบใสกว้างใหญ่  มีนกน้ำสีสวยว่ายวนอยู่ทั่วไป  และมีดอกไม้สีสวยรวมทั้งไม้ใหญ่ให้ร่มเงารูปร่างประหลาดขึ้นอยู่ทั้งในบ่อและรอบบ่อ  แล้วเจนีเซียก็ถูกวิญญาณศาสตราจารย์เข้าสิง  เริ่มอธิบายโน่นนี่เกี่ยวกับต้นไม้ดอกไม้แถวๆบ่อเบื้องล่างนั่นไปเรื่อยๆให้กับใครก็ตามที่ถามเธอ  หากก็ไม่ลืมหยิบเจ้ากล้องจิ๋วนั่นบันทึกภาพพวกมันในระยะใกล้ไปด้วย

         เที่ยงวัน  นักเดินทางทั้งเจ็ดก็พากันจูงเจ้าพีกาซัสเดินเข้าประตูเมืองที่ทำจากไม้สีเข้มขนาดใหญ่  ซึ่งด้านข้างทั้งสองข้างของประตูนั้นมีเสาที่ก่อจากอิฐสีเหลืงนวลขนาบข้างอยู่  บนเสาหินด้านหนึ่งมีป้ายไม้สีเดียวกับบานประตู  จารึกด้วยอักขระสีทองว่า 

       ' ซาโนเบีย  แคว้นเมดาโบรัน  เหนือสุดแห่งอาณาจักรเซอร์รีโน่ '   

          จากประตูเข้าไปทั้งเจ็ดมองเห็นทางเดินปูด้วยอิฐสีเทาขาวยาวไปสุดลูกหูลูกตาโดยมีถนนแยกสาขาออกไปตามซอยเล็กซอยน้อยอีกมากมาย  มีอาคารต่างๆตั้งอยู่บนทางเดินก่อจากอิฐสีขาวสียกให้สูงขึ้นเหนือถนน  มีท่อระบายน้ำและโคมไฟสีดำที่เบื้องบนแตกกิ่ง  มีโคมแก้วไฟเวทมนตร์ห้อย  ม้านั่งสีดำและกระถางใส่ไม้พุ่มที่ถูกตัดแต่งให้เป็นรูปร่างต่างๆนานากระจายอยู่ทั้งสองข้างของฟากฝั่งถนน 

         บ้านเรือนโดยทั่วไปในเมืองนี้จะก่อด้วยอิฐสีส้มหรือไม่ก็ด้วยไม้สีเข้มเป็นส่วนใหญ่  ในขณะที่หลังคานั้นมุงด้วยไม้และเอาฟางสีเหลืองมาปูทับอีกที  บนหลังคานั้นก็มีปล่องไฟโผล่ออกมาด้วย  บางบ้านจะมีระเบียงไม้ยื่นออกมาจากชั้นสองของบ้านโดยมีประตูกระจกและหน้าต่างบานไม่เล็กไม่ใหญ่นักบนผนังไม้กั้นอยู่ระหว่างพื้นที่ระเบียงกับตัวบ้าน  มีการจัดวางชุดโต๊ะเก้าอี้สำหรับชมวิวบ้าง  มีสวนลอยเล็กๆบ้าง  หรือไม่ก็กล้องส่องดูดาวตั้งอยู่บ้าง  

         หน้าต่างกระจกบานโตที่ลอยอยู่เหนือพื้นทางเดินริมถนนมุงด้วยผ้าม่านสีต่างๆ  ด้านล่างของหน้าต่างนั้นมีกระถางใส่ดอกไม้ต้นไม้  จักรยานหรือไม่ก็ของประดับตกแต่งบ้าง  ในขณะที่ประตูด้านข้างหน้าต่างที่ทำจากไม้สีเข้มหรือไม่ก็สีอ่อนนั้นมีโคมแก้วไฟเวทมนตร์หรือกระถางดอกไม้เล็กแขวนอยู่  บางบ้านนั้นก็จะมีโรงเรือนกระจกเล็กๆ  ไม่ก็โรงเลี้ยงสัตว์ที่ก่อจากไม้มีหน้าต่างระบายลมและให้แสงผ่านเข้ามาภายในเล็กๆหลายบานอยู่สูงใกล้ๆกับหลังคา  ส่งผลให้บ้านเหล่านั้นดูเหมือนบ้านในเทพนิยาย  น่ารักน่าชังเป็นอย่างยิ่งจนสามสาวอดจะแอบกรี๊ดกันในใจไม่ได้  ในขณะที่เจนีเซียนั้นแอบบันทึกภาพ  

         นอกจากบ้านเรือนแล้วก็ยังมีร้านค้าต่างๆมากมายตั้งอยู่  ซึ่งร้านเหล่านั้นก็มีลักษณะคล้ายกับบ้านทั่วๆไป  จะแตกต่างก็ตรงที่ประตูนั้นจะเป็นกระจกและมีหน้าต่างด้านข้างประตูบานใหญ่กว่าเท่านั้น  เพื่อให้ผู้คนที่ผ่านไปมามองเห็นภายในร้านได้อย่างสะดวก  และบางร้านก็มีการเอากระสอบใส่เครื่องเทศหลากสีหลากชนิดมาวาง  บางร้านก็มีเพิ่งที่ภายในเพิงนั้นมีกระจาดใส่พืชผักและผลไม้หน้าตาแปลกๆวางอยู่เต็มไปหมด  บางร้านก็มีกระถางต้นไม้ดอกไม้สีสันรูปร่างสวยงามมาวาง  ในขณะที่ร้านขายสัตว์นั้นก็มีการนำกรงของสัตว์วิเศษหน้าตาน่ารักน่าชังไม่ก็ที่มีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดวางอยู่เต็มไปหมด 

       ตอนนี้สภาพเมืองยังค่อนข้างคึกครื้นอยู่  อาจเนื่องมาจากสงครามยังแผ่ขยายมาไม่ถึง  ผู้คนในชุดเดินทางหลายคนก็กำลังเดินทางไปยังที่ต่างๆด้วยสัตว์วิเศษซึ่งเป็นพาหนะเดินขวักไขว่กันเต็มถนน  ในขณะที่บนทางเดินนั้นผู้คนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กจนชราก็เดินกันไปมา  ทั้งเดินทางไปโรงเรียน  จับจ่ายซื้อของ  ไปทำงาน  ช่างเป็นชีวิตที่ดูมีชีวิตชีวาเสียนี่กระไร   

     " แล้วเราจะไปหาอาหารกลางวันทานได้ที่ไหนล่ะเนี่ย  เร็วหน่อยเถอะ  ข้ารู้สึกแปลกๆยังไงก็ไม่รู้ "  ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้น

        แม้ว่าสัตว์วิเศษจะไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดสำหรับที่นี่หากมันก็ไม่ปกตินักที่จะมีใครบางคนเดินจูงพีกาซัสแสนสง่างามเดินไปเดินมาในเมืองมากนัก  ดังนั้นคณะเดินทางทั้งเจ็ดจึงเป็นจุดสนใจของใครๆมากตั้งแต่ทั้งหมดย่างเท้าเข้ามาในเมืองแห่งนี้  

      " งั้นเอาร้านนั้นแล้วกัน "  

        มิเรียมชี้นิ้วไปยังร้านอาหารร้านค่อนข้างใหญ่ร้านหนึ่งที่มีป้ายสีทองเขียนว่า ' Esteanoel '  ทั้งเจ็ดจัดการฝากเจ้าพีกาซัสทั้งหมดไว้กับพนักงานรับฝากสัตว์พาหนะที่คอกด้านข้างร้าน  ก่อนเจนีเซียจะจัดการเอาหญ้าสีเขียวสดออกมาใส่ในรางไม้เบื้องหน้าของทั้งเจ็ดจนเต็ม  พร้อมกับเทน้ำใส่ถังใหญ่อีกเจ็ดถังก่อนจะจัดการถอนบังเหียนออกและลูบแผงคอของเจ้าพีกาซัสทั้งเจ็ดก่อนจะเดินเข้าร้านตามคนอื่นๆไป

       บัดนี้หนุ่มสาวทั้งเจ็ดมายืนอยู่บนพื้นหญ้าเล็กๆหน้าประตูทางเข้าที่มีโต๊ะไม้สำหรับจองที่และมีพนักงานร้านยืนประจำอยู่  ที่มีทางเดินทำจากก้อนกรวดสีขาวและมีพืชพรรณจำพวกไม้น้ำและพืชริมน้ำขึ้นอยู่ระหว่างทางเดินที่ขาวและพื้นร้าน  ซึ่งแท้ที่จริงคือบ่อน้ำใสไหลเย็น  มีปลาคาโอ  ปลาสวยงามที่ได้จากการผสมระหว่างปลาทอง  ปลาเทวดาและปลาคาล์ฟเข้าด้วยกัน  หลายสีสันกำลังว่ายวนเวียนไปมาและมีน้ำพุเล็กๆอยู่สามจุด  กลางบ่อน้ำนั้นจะมีเกาะอยู่สามเกาะใหญ่ๆมีทางเดินก้อนกรวดแยกออกมาจากทางเดินใหญ่ที่ทอดจากหน้าประตูยันผนังไม้ที่มีประตูครัวอยู่เบื้องหลัง  ด้านบนของผนังนั้นคือมุมเล็กในที่ร่ม  เป็นระเบียงไม้ที่มีบันไดทำจากท่อนไม้หลายๆท่อนวางเป็นชั้นๆซ้อนขึ้นบันไดจากพื้นหญ้าสีเขียวด้านล่างขึ้นไป  ระเบียงถูกกั้นด้วยท่อนไม้ขนาดเล็กสามอันที่มีเถาไม้เลื้อยสีเขียวเกาะเกี่ยวพันไปมาอยู่  บนระเบียงนั้นมีโต๊ะเหล็กดัดสีขาวที่มีกระจกหนาวางอยู่ด้านบนส่องให้เห็นพื้นเบื้องล่างกับเก้าอี้กลมเข้าชุดกันหลายชุดหลายขนาดขึ้นกับว่าต้องการกี่ที่  บนผนังไม้สีเข้มสามด้านที่ล้อมรอบระเบียงนั้นก็มีรูปภาพวิวต่างๆตั้งอยู่และที่มุมทั้งสามของระเบียงก็มีไม้พุ่มในกระถางหวายสีอ่อนถูกตัดแต่งเป็นทรงกลมขนาดกลางตามกิ่งอยู่สามถึงสี่กิ่ง 

       หากเบื้องล่างตรงบริเวณเกาะทั้งสามเหนือพื้นน้ำนั้นก็มีโต๊ะแบบเดียวกับด้านบนว่างอยู่หลายโต๊ะหากแต่ต่างกันตรงที่พื้นเบื้องล่างนั้นปูด้วยอิฐขนาดเล็กสีส้มที่ล้อมรอบด้วยก้อนกรวดสีขาวและดงไม้ริมน้ำต้นเล็กๆไม่กว้างนัก  พอให้ผู้ที่นั่งรับประทานอาหารข้างบนเกาะนั้นมองเห็นปลาสวยงามในบ่อได้ถนัดตา  ด้านบนเพดานตรงบริเวณบ่อน้ำนั้นคือไม้ระแนงขัดเป็นตารางสีเข้มที่มีเถาไม้เลื้อยสีเขียวอ่อนลำต้นเล็กๆที่ออกดอกขนาดเล็กจนถึงกลางหลากสีสันเต็มไปหมด  หากก็ไม่ทำให้ภายในร้านมืดหรือสลัวเนื่องจากที่ช่องว่างขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กนักให้แสงตะวันสีทองสาดส่องเข้ามาได้  บนระแนงนั้นยังมีโคมแก้วใส่ไฟเวทมนตร์ห้อยอยู่ทั่วไปเพื่อให้แสงสว่างในเวลาค่ำคืน  โดยรวมแล้วบรรยากาศในร้านนี้นับว่าดีมาก  ทำให้รู้สึกเหมือนได้มาทานอาหารในสวนสวยงามยังไงยังงั้น

       ไม่นานหนุ่มสาวทั้งเจ็ดก็หาที่นั่งได้  โดยทั้งเจ็ดเลือกไปนั่งที่โต๊ะใหญ่โต๊ะหนึ่งที่ริมน้ำก่อนจะจัดการสั่งอาหารอย่างรวดเร็ว  ไม่นานอาหารที่สั่งก็ยกมา  หลังจากพูดคุยและจัดการอาหารตรงหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้วทั้งเจ็ดก็จัดการจ่ายค่าอาหารแล้วเดินออกจากร้านไปรับเจ้าพีกาซัสทั้งเจ็ดแล้วเดินไปตามถนนตรงสู่ประตูทางเหนือเพื่อออกไปยังเทือกเขาเซรีนทันที  โดยระหว่างมิเรียม  ฟลอรีน่าและเจนีเซียก็ไม่ลืมซื้อเสบียงไปสำหรับมื้อเย็นด้วย  โดยมีหนุ่มๆคอยช่วยถือและเอาพาดไว้บนตัวเจ้าพีกาซัสทั้งหลาย

      " พอออกจากเมืองแล้วพวกเราต้องบินไปทางตะวันออกอีกประมาณสองร้อยกิโลได้ก็จะถึงภูเขาเซนโดอันดา " 

         ฟินว่าก่อนจะจัดการเก็บแผนที่ขนาดย่อที่มีรอยเครื่องหมายบอกตำแหน่งไว้  พูดจบพวกเค้าก็เห็นประตูเมืองทางเหนือพอดี  หากก่อนที่ทั้งหมดจะทันได้เดินต่อ  
              
       " ขอตัวไปทำธุระหน่อยนะ "  

         เจนีเซียว่าแล้วก็จัดการฝากเฮวีออนให้กับเรย์ที่เดินอยู่ข้างๆทันที  ก่อนจะเดินขึ้นไปบนทางเท้าสีขาวเบื้องหน้าบ้านหลังนึงซึ่งคงจะเป็นร้านอาหารก่อนจะสาวเท้าตรงไปยังกลุ่มคนบนลานกว้างหน้าร้านแห่งหนึ่งที่กำลังโหวกเหวกโวยวายอะไรกันบางอย่าง  ซึ่งถ้าหูไม่เพี้ยนเจนีเซียก็ได้ยินเสียงร้องของหญิงสาวอยู่แว่วๆ
                

              
        " ก็ข้าไม่ไป  พวกเจ้าอย่ามายุ่งกับข้าได้มั้ย  จะไปไหนก็ไป  ไป๊  ใครก็ได้ช่วยข้าที "  

          หญิงสาวร่างเล็กบางหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักซึ่งมองรวมๆแล้วไม่น่าจะมีอายุเกินยี่สิบ  ผมสีทองยาวถึงเอวนั้นถักเป็นเปียเดี่ยวอันใหญ่เรียบร้อย  ใส่ชุดกระโปรงยาวสีชาวแขนกุดมีลูกไม้ประดับดูน่ารักน่าทะนุถนอมราวตุ๊กตาผ้าพูดเสียงดัง  ขณะที่ดวงตานั้นเริ่มมีน้ำตาคลอ  ขณะที่พยายามออกแรงต้านแรงฉุดของชายหนุ่มร่างสูงกำยำที่กุมข้อมือเธออยู่สุดแรงโดยมีหญิงวัยกลางคนนางหนึ่งซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นมารดาของนางออกแรงช่วยยื้อบุตรสาวและพูดขอความกรุณาชายหนุ่มกลุ่มนั้นไม่หยุดด้วยเช่นกัน  

        " รู้มั้ยว่าข้าเป็นใคร  เจ้าโง่หน้าไหนกล้าสะเออะเข้ามาขวางได้ออกจากเมืองแน่  เจ้าก็อย่าเล่นตัวได้มั้ย  ไปกันดีๆดีกว่าน่า  ยัยป้า  เจ้าก็ปล่อยนางซะทีซิ "  

          ชายหนุ่มที่ดูแล้วน่าจะอายุพอๆกับเจนีเซียซึ่งกำลังยื้อยุดฉุกกระชากร่างบางนั้นพูดขึ้นก่อนส่งสายตาข่มขู่ไปให้คนมุงดูรอบวง  ส่งผลให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเลยซักรายแม้จะสงสารหญิงสาวมากมายเพียงใดก็ตาม  หากก่อนจะมีใครพูดอะไรอีก

            ป้าบ!!
         หญิงสาวผมแดงก็จัดการวิ่งเข้าไปกลางวงก่อนจะฟาดดาบทั้งฝักลงไปยังแขนที่ยึดข้อมือบางของหญิงสาวไว้ทันที  ส่งผลให้ชายหนุ่มปล่อยมือขณะที่มืออีกข้างก็กุมแขนข้างที่โดนดาบฟาดเข้าไปเต็มแรงก่อนจะหันมามองหญิงสาวที่กำลังประคองแม่ลูกทั้งสองที่เกือบจะเซหงายหลัง  โดยมีหนุ่มสาวอีกหกคนทีควบพีกาซัสวิ่งตามเจนีเซียมาทีหลังดูอยู่ภายนอก

        " เอาอีกแล้วมั้ยล่ะ  เห็นคนเดือดร้านเป็นไม่ได้ "  

           ฟลอรีน่าบนหลังของดารันต์เอ่ยขึ้นก่อนจะหันมาสบตาให้มิเรียมกับแซมัวร์ที่ส่งยิ้มแหยๆกลับมาให้  ในขณะที่ชายหนุ่มอีกสามคนก็มองเหตุการณ์ภายในวงนั้นด้วยสายตาแปลกใจและตกใจไม่น้อยกับความกล้าบ้าบิ่นของเจนีเซีย............

         " เอาเถอะ  เจนีเซียก็อย่างนี้ประจำ  พวกเราก็คอยช่วยในกรณีฉุกเฉินแล้วกัน  ถ้ามีนะ  แต่ท่าทางคงยากส์ "  

           แซมัวร์พูดขึ้นก่อนจะจัดการคว้ามีดสั้นออกมาจากสายรัดเอวมาถือไว้  ในขณะที่ฟลอรีน่าถอนหายใจและชักเข็มเหล็กเล่มยาวที่ตรงปลายทายานอนหลับไว้เรียบร้อยห้าเล่มออกมาเช่นกัน   
                 
         ' งานนี้จะถึงยอดเขาเซโดอันดาก่อนพระอาทิตย์ตกมั้ยเนี่ย ' 

          มิเรียมคิดหากใบหน้านั้นยังคงเปื้อนรอยยิ้มเหมือนได้เจอเหตุการณ์สนุกๆแล้วและหยิบตรีคู่  อาวุธประจำกายขึ้นมาเหมือนกัน  ในขณะที่อีกสองหนุ่มเบื้องหลังและพีกาซัสทั้งห้ามองดูหญิงสาวกลางวงที่กำลังเผชิญหน้ากับชายหนุ่มร่างกายกำยำอีกสามคนอย่างไม่เกรงกลัวซักนิดด้วยสายตาทึ่งจัดในความกล้าของหญิงสาว
 
        " ข้าพนันว่าเจ้าสามคนนั่นไม่ตายก็พิการ "  โนเอล  พีกาซัสแผงคอเขียวเอ่ยขึ้น  ขณะมองเหตุการณ์กลางวงใจจดใจจ่อ

        " แต่ข้าว่าได้ไปเกิดใหม่ "  ดารันต์เอ่ยขึ้นบ้าง  ในขณะที่ตัวอื่นๆก็พยักหน้าเห็นด้วย

       " ไม่อยากเชื่อว่าสาวน้อยขี้แยเมื่อตอนนั้นจะกลับมาเป็นหญิงสาวที่กล้าหาญสง่างามได้ขนาดนี้ "  เฮวีออนเอ่ยลอยๆ  ขณะมองหญิงสาวกลางวงด้วยแววตาชื่นชม

67 ความคิดเห็น