มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 11 : คำทำนายและการสูญเสีย ( Rewrite )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ต.ค. 49

         ' ข้าไม่น่าเดินตามตานี่เข้ามาจริงๆ '
              
           ฟลอรีน่าพึมพำอยู่ในใจขณะที่กำลังก้มมองพื้นฟลอร์เต้นรำ  โดยมีฟินคอยบังคับการเคลื่อนไหวไปมา
              
        " ข้าไปดีกว่า "
              
          หญิงสาวพูดขึ้นในที่สุดก่อนจะดันร่างตัวเองออกจากอ้อมแขนของชายหนุ่มหากไม่เป็นผล  ชายหนุ่มกระชับวงแขนขึ้นจนร่างบางของหญิงสาวเข้ามาใกล้มากขึ้นและไม่สามารถผละออกไปได้
              
        " จะทำอะไรน่ะ  ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะฟิน "
              
           หญิงสาวพูดเสียงลอดไรฟันพลางส่งสายตาเขียวๆมาให้  หากชายหนุ่มกลับยิ้มเย็นๆจนหญิงสาวต้องเป็นฝ่ายเสหันไปมองพื้นแทน
             
         " ไม่เบื่อรึไงวันๆเอาแต่ท่องหนังสือเวทย์กับคำนวณบัญชีรายรับรายจ่ายของราชสำนักน่ะ "
            
            ชายหนุ่มถามขึ้นส่งผลให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเค้าในทันที  ก่อนจะหลบตาและพยักหน้ารับ
            
         " แต่ข้าไม่รู้จะทำอะไรนอกจากสองอย่างนี้นี่  สิ่งที่ข้าเก่งก็มีแค่คิดบัญชี  เวทย์โบราณกับบทสวดตามคัมภีร์บวงสรวงแค่นั้น "
            
         " เจ้าเป็นคนมีฝีมือนะรู้ตัวมั้ย  ไม่งั้นองค์เทพีอาชิต้าคงไม่ดลบันดาลให้ถ้วยทองนั่นกลายเป็นลูกไฟให้เจ้าหรอก  ในโลกนี้น่ะมีอะไรมากกว่าสามสิ่งที่เจ้าเก่งอยู่แล้วอีกเยอะแยะ  เพียงแต่เจ้าเปิดใจรับมันเข้ามาก็เท่านั้น "
            
       " แต่..."
           
       " อย่าเอาความเก่งกับความกลัวมาอ้าง  คนเราก่อนจะเก่งมันก็เริ่มจากศูนย์ด้วยกันทั้งนั้น  ไม่ว่าจะเป็นเจนีเซีย  แพนโธเรีย  แอนแดนเต้หรือว่าแม้แต่องค์หญิงเองก็ตาม  ข้าเชื่อว่าพวกเค้าไม่ได้เก่งเวทย์เก่งดาบกันมาแต่เกิดหรอกนะ  และข้าก็เชื่อว่าก่อนพวกเค้าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ต้องผ่านความกลัวมามากเหมือนกัน  มันขึ้นอยู่ที่ความพยายามไขว่คว้ากับการฝึกฝนต่างหาก  เหมือนที่เจ้าพยายามจนเก่งนั่นแหละ "  พูดจบชายหนุ่มก็ก้มลงมามองหญิงสาวที่ตอนนี้ยิ้มให้กับชายหนุ่มในที่สุด
       
       " เจ้านี่พูดจาเป็นมนุษย์มนาก็เป็นเหมือนกันแฮะ "
      
          นั่นไง  ใจคิดอย่างแต่ปากพูดอย่าง  จนเธอเองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมเวลาคุยกับชายหนุ่มผู้นี้ถึงไม่เคยพูดตรงๆอย่างที่ใจคิดได้ซะที
       
       " ถ้านั่นเป็นคำชม  ข้าก็ขอรับไว้ด้วยความเต็มใจแล้วกันนะป้า  เอาล่ะ  ไหนๆพวกเราก็ลงมาเต้นรำกันแล้วก็เอาให้จบเพลงนี้ก็แล้วกันนะ  อย่ามองพื้น มองหน้าข้าไว้ "
       
          แม้จะพูดเหมือนง่ายหากทำยากเหลือเกินในความคิดของหญิงสาว  เพราะทุกครั้งที่สบตาเข้ากับนัยต์ตาสีน้ำตาลอ่อนนั่นทีไรมันชวนให้ร้อนๆรุ่มๆยังไงชอบกล  ชายหนุ่มยังคงนำการเคลื่อนไหวของหญิงสาวไปเรื่อยๆ  จนคนที่ไม่ค่อยได้เต้นรำบนรองเท้าส้นสูงแบบนี้เริ่มปวดขาตงิดๆ  จนต้องขอออกไปนั่งพักนอกฟลอร์โดยมีชายหนุ่มช่วยประคองออกมา  หากนั่งได้ไม่ทันหายเมื่อยก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้...
          
          ควับ!  
          สายตาของหญิงสาวตวัดไปที่ยกพื้นสูงนั่นทันที  เมื่อเห็นร่างของหนุ่มสาวสองคนปรากฏขึ้นตรงหน้าบังลังค์ก่อนจะนั่งคุกเข่าลงในทันที  ขณะที่องค์ซาร์โมเอลก็มีสีหน้าตกใจอยู่เล็กน้อยเช่นกัน 
           
        " สงสัยจะเกิดเรื่อง  ดิสสิแดนท์ "
           
          แล้วร่างบางก็ไปปรากฏตัวต่อหน้าองค์กษัตริย์อีกคน  ตามมาติดด้วยฟิน  ไม่นานทุกคนก็มาปรากฏตัวที่ยกพื้นนั่น  ก่อนที่องค์ซาร์โมเอลจะตัดสินใจย้ายไปคุยกันที่ห้องด้านข้าง  
           
       " เกิดอะไรขึ้นรึเจนีเซีย  เรย์ "  องค์กษัตริย์ถามขึ้นโดยมีคนอื่นๆมองมาเป็นตาเดียวกัน
           
        " พวกข้าเป็นผู้บุกรุกใส่เสื้อคลุมปิดหน้าปิดตาสีดำบินตรงมาที่ปราสาทในเวลานี้พะย่ะค่ะ "  เรย์รีบกล่าวรายงานทันที
           
        " พวกนั้นมีปีกค้างคาวสีดำด้วย  ป่านนี้คงถึงหลังปราสาทแล้ว "  

          เจนีเซียกล่าวเสริม  หากเมื่อองค์ซาร์โมเอลกระชับดาบทำท่าจะออกจากห้องฟลอรีน่าก็เข้าไปขวางหน้าไว้
           
       " อย่าเพคะฝ่าบาท  ถ้าพระองค์หายไปตอนนี้แขกในงานสงสัยได้  อีกประการเมื่อจบเพลงนี้แล้วจะเป็นเวลาทำพิธีการหมั้นหมายขององค์หญิงกับองค์ชายโยฮันต์ ข้าขอเสนอให้ท่านส่งพวกข้า สิบคนจัดการพวกนั้นไปก่อนเพคะ "  
            
         ฟลอรีน่ารีบเสนอหนทางทันที  หากเมื่อองค์ซาร์โมเอลทำท่าจะคัดค้าน  องค์ไซเรนเนียก็มาช่วยพูดอีกแรง
           
       " เอางี้นะเพคะ  หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการแล้วพวกเราก็เชิญแขกทั้งหลายกลับ  จากนั้นค่อยตามไปสมทบพวกนางอีกทีนะเพคะ  ข้าเชื่อว่าด้วยฝีมือระดับหัวกะทิของโรงเรียนเวทย์อันดับหนึ่งอย่างเด็กพวกนี้คงต้านพวกนั้นไว้ได้อย่างแน่นอน "
           
       " เอางั้นก็ได้  พวกเจ้าสิบคนรีบไปที่ท้องพระคลังตรงหอคอยทางตะวันออกทันที  ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น  หลังเสร็จเรื่องข้าจะเรียกประชุมจากนั้นค่อยเล่าเรื่องทั้งหมดให้พวกเจ้าเข้าใจเอง  รีบไปเร็วเข้า "
            
       " เพคะ / พะย่ะค่ะ "
           
          สิ้นเสียงตอบรับหนุ่มสาวทั้งสิบก็โค้งคำนับ  ก่อนที่ทั้งสิบจะร่ายเวทย์พร้อนกันทิ้งองค์กษัตริย์  ราชินี  องค์หญิงและองค์ชายโยฮันต์และองค์ชายฝาแฝดไว้เบื้องหลัง
           
        " ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงจนได้ "
            
           องค์ซาร์โมเอลพูดเสียงแผ่วเบา  ขณะที่องค์ไซเรนเนียนั้นบีบกระชับมือแข็งแกร่งนั่นไว้แน่นราวกับถ่ายทอดกำลังใจให้  ปล่อยให้หนุ่มสาวอีกสี่คนในห้องได้แต่ตั้งคำถามอยู่ในใจ
            
         ' องค์ซาร์โมเอลรู้ได้ยังไงว่าพวกนั้นกำลังจะไปที่ไหน  นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ' 
           
            
            
           ณ  หอคอยทางตะวันออกอันกว้างใหญ่  บัดนี้ร่างในชุดคลุมทั้งห้าร่างได้ลอยอยู่ตรงกระจกบานไม่ใหญ่ไม่เล็ก  ทางเข้าเพียงทางเดียวของหอคอยนั่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
            
         " สมแล้วที่เป็นราชวังโครนอส  มีเกราะเวทมนตร์กันผู้บุกรุกแน่นหนาไปหมด "  

           สิ้นเสียงทุ้มต่ำนั่น  ร่างของเจ้าของเสียงก็จัดการร่ายเวทย์สกัดมนตราคุ้มครองหน้าต่างบานนั้นทันที
            
         " พวกเจ้ารีบเข้าไปแล้วเอาสิ่งนั้นมาโดยเร็วที่สุด  ข้าสามารถต้านมนตรานี่ได้แค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น "
            
           สั่งเรียบร้อยร่างอีกสี่ร่างก็ตรงเข้าไปยังหน้าต่างบานนั้น  ก่อนที่หนึ่งในสี่ร่างนั่นจะร่ายมนตร์สะเดาะกลอนแล้วค่อยๆแทรกตัวผ่านหน้าต่างนั่นเข้าไปทีละคน  
            
           ห้องกว้างรูปวงกลมขนาดใหญ่หลายตารางเมตรมืดมิดที่ประกอบด้วยชั้นอีกสี่ชั้นจากพื้นห้องสู่ยอดเพดานสูงนั่น  โดยชั้นล่างที่พวกผู้บุกรุกยืนอยู่เป็นพื้นกระเบื้องสีขาวที่มีกล่องเหล็กขนาดใหญ่วางซ้อนกันอยู่หลายกล่องกระจายอยู่ทั่วไปตามส่วนต่างๆของห้อง  โดยมีบันไดทางขึ้นไปชั้นต่างๆอีกสามชั้นอยู่ที่ผนังด้านตรงข้ามกับหน้าต่าง  
            
         " ตาแก่นั่นบอกว่าสิ่งนั้นอยู่หลังประตูบานไหนล่ะ "
           
           หนึ่งในนั้นถาม  ขณะที่อีกสามคนมองไปรอบๆห้องตามชั้นต่างๆอีกสามชั้น  ซึ่งแต่ละชั้นนั้นมีประตูเหล็กลงกลอนและอาคมป้องกันสารพัดชนิดอยู่เกือบร้อยห้อง!!
            
           หากร่างเล็กที่สุดในกลุ่มนั้นก็กางปีกค้างคาวออกก่อนจะถลาไปที่ชั้นบนสุดทันที
            
         พรึ่บ!!
  
         ทั้งห้องสว่างไสวขึ้นด้วยไฟเวทมนตร์  ส่งผลให้ร่างทั้งสี่ภายใต้ผ้าคลุมนั่นหยุดชะงัก  พร้อมๆกับที่หนุ่มสาวอีกสิบคนปรากฏร่างขึ้น  โดยแต่ละคนอยู่ในชุดราชองครักษ์และเล็งอาวุธของตัวเองไปที่พวกผู้บุกรุกทั้งสี่คนทันที
            
       " หยุดอยู่ตรงนั้น  พวกเจ้าไปไม่รอดแล้ว "
           
         เจมินพูดขึ้นขณะที่เล็งปืนกระสุนเงินไปที่ร่างของหนึ่งในนั้น  หากสี่ร่างนั้นกลับไม่สะทกสะท้าน  ตรงกันข้ามร่างสูงใหญ่ทั้งสามที่ยืนอยู่บนพื้นห้องกลับชักดาบ  ธนูและหอกออกมาทันที  ขณะที่อีกคนนั้นรีบบินไปยังชั้นบนสุดอย่างรวดเร็ว
            
       " หยุดนะ!!
            
         แซมัวร์ยิงนัดแรกเข้าใส่ร่างมีปีกนั่น  แต่มันกลับหลบไปได้อย่างหวุดหวิด  แล้วการปะทะก็เกิดขึ้นโดยฝ่ายหนุ่มสาวทั้งสิบยึดกล่องเหล็กอันโตนั่นเป็นที่กำบังลูกธนู  
            
      " ข้ากับฟลอรีน่าจะไปจัดการเจ้าคนข้างนอก  ฝากข้างในด้วยล่ะ  วีนีซัส  โบรเชอัน!! "
            
         สิ้นเสียงร่ายคาถา  ร่างบางทั้งสองก็พุ่งออกจากด้านหลังกล่องเหล็กตรงไปยังหน้าต่างทันที
            
          ฟิ้ว!! 
          ลูกธนูจากชายร่างยักษ์พุ่งเข้าใส่ร่างสองร่างนั้นด้วยความเร็วราวสายลม            
            
         ควับ!!
  
         เสียงดาบคู่ฟาดผ่านอากาศลงมาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ  ส่งผลให้ลูกธนูนั้นหักเป็นสองท่อนร่วงลงสู่พื้นดินท้นที  ก่อนที่ร่างบางทั้งสองจะพุ่งออกนอกหน้าต่างไป
            
         ด้วยเหตุว่าร่างของทั้งสามผู้บุกรุกนี้มีขนาดใหญ่มาก  เพราะผู้บุกรุกแต่ละคนนั้นสูงกว่าชายหนุ่มทั้งหกเกือบยี่สิบเซ็น  แถมทั้งตัวก็ประกอบด้วยมัดกล้ามทั้งนั้น  ส่งผลให้ชายหนุ่มทั้งหกนั้นดูตัวเล็กไปเลย  หนุ่มสาวทั้งแปดคนจึงลงความเห็นว่าควรใช้มาตรการสองต่อหนึ่ง  โดยให้เรย์กับโคเอนรับมือเจ้ายักษ์ถือดาบใหญ่เท่าเสาเข็มนั่นไป  ส่วนเฟเรียวกับฟินก็รับเจ้าคนถือหอกยาว  โดยมีเจมินและแซมัวร์คอยยิงสะกัดลูกธนูของฝ่ายตรงข้ามให้  
           
         แพนโธเรียกับแอนแดนเต้พยายามจะบินตามเจ้าหนุ่มปีกค้างคาวนั่นไป  หากก็ถูกฝ่ายนั้นยิงสกัดได้ทุกที  จนตอนนี้มันขึ้นไปถึงชั้นบนสุดเรียบร้อยแล้ว  แม้ว่าการจะสะเดาะกลอนกับต้านเวทย์ป้องกันบานประตูเหล็กหนานั่นจะใช้เวลานานพอควร  แต่ทั้งสองก็ไม่ไว้ใจ  ด้วยยังไม่รู้ถึงฝีมือของเจ้านั่นพอ  
           
      " ข้าจะเสกเกราะให้เจ้าแล้วกันนะ  จากนั้นเจ้าก็ไปจัดการเจ้าคนข้างบนเลย  บารีอันโดร่า!! "
            
        สิ้นเสียงร่ายเวทย์  สายน้ำก็พุ่งออกมาจากสองฝ่ามือของหญิงสาวก่อนจะเข้ารายล้อมร่างของแพนโธเรียและกลายสภาพเป็นฟองอากาศม่านน้ำไปในพริบตา
           
     " วีนีซัส  โบรเชอัน!! "  

         ฉับพลันปีกขาวก็งอกออกมาจากกลางหลังทันที  พร้อมๆกับที่ร่างบางของแพนโธเรียทะยานขึ้นฟ้าไป  
          
       " ลองนี่หน่อยเป็นไง  เดคโคอันรีโอ!! "
           
         ธนูในมือของแพนโธเรียถูกปล่อยออกไปจากตำแหน่งเบื้องบนของเจ้ามือธนูในชุดคุลมสีดำนั่น  ก่อนที่ธนูของหญิงสาวจะกลายสภาพจากหนึ่งเป็นสิบดอกในทันที
          
         ฉึกๆๆๆๆๆๆๆๆ!!  
         เสียงลูกธนูสิบลูกพุ่งปักพื้นไป  หากก็ฝากรอยแผลจนเลือดอาบเอาไว้บนร่างยักษ์นั่นได้เป็นสิบแผล
           
      " บ้าเอ๊ย!! "  ร่างยักษ์คำราม  หากก่อนที่มันจะทันได้ร่ายเวทย์ทำลายเกราะ  มือที่ถือคันธนูก็หยุดชะงัก.....
          
         ปัง!! 
         
ลูกกระสุนเงินจากกระบอกปืนของเจมินตรงเข้าหาธนูในมือเจ้ายักษ์นั่นทันที  ส่งผลให้คันธนูหักและผู้บุกรุกนั้นไร้อาวุธไปโดยปริยาย
          
       " เจ้าพวกหมาหมู่!! "
          
         ร่างยักษ์ชักดาบออกจากฝักอย่างรวดเร็วก่อนจะพุ่งตัวอย่างรวดเร็วตรงเข้าตวัดปลายดาบส่งปืนของเจมิในทันที  ก่อนจะเงื้อดาบเตรียมฟาดฟันส่งชายหนุ่มไปสู่ยมโลกในบัดดล
          
         ปัง!! 
         เสียงปืนลั่นอีกนัด  ร่างยักษ์นั้นหยุดเคลื่อนไหวในทันที  พลางก้มหน้าเอามือกุมผ้าคลุมด้านซ้ายตรงตำแหน่งหัวใจที่ตอนนี้มีรอยทะลุด้วยกระสุนเจาะเกราะ  สิ่งประดิษฐ์ของเจมิน  เลือดสีแดงฉานซึมและหยดลงบนพื้นกระเบื้องขาวนั้นก่อนจะกลายเป็นสายออกมาราวกับเขื่อนพัง  ก่อนร่างนั้นจะทรุดลงกับพื้นสิ้นลมหายใจในที่สุด          
         
      " การต่อสู้น่ะมันเลือกวิธีไม่ได้หรอก "
          
        เจมินพูดกับร่างไร้วิญญาณนั้น  ก่อนตัวเองจะกระชับปืนคู่ใจและตรงดิ่งขึ้นบันไดไปพร้อมๆกับแซมัวร์เพื่อไปช่วยแพนโธเรียอีกแรง
         
         

        โครม!!!
  
        ร่างบางของแพนโธเรียถูกเหวี่ยงออกไปกองกับพื้น  ขณะที่ประตูเหล็กเปิดออก  เผยให้เห็นห้องสีเหลี่ยมแคบๆที่ภายในมีกล่องหนังสีน้ำตาลที่มุมกล่องประดับด้วยโลหะสีทองที่ฝังอัญมณีสีฟ้าใสวางอยู่บนแท่นแก้วกลางห้องนั้น  
          
        ฟึ่บ!! 
        หญิงสาวรีบลุกขึ้นก่อนจะชักมีดสั้นเงาวับสองอันออกมาจากผ้าคาดเอวก่อนจะพุ่งเข้าหาร่างของชายหนุ่มในชุดดำที่ตอนนี้กำลังเอื้อมมือไปหยิบเจ้ากล่องนั้นออกมาจากแท่นพอดี
          
      " หยุดนะ!! "
          
         สิ้นเสียงร้องของหญิงสาว  ปลายมีดก็พุ่งเข้าใส่ร่างนั้นทันที  หากเขากลับหลบได้เลยได้รับแค่บาดแผลยาวเลือดไหลซิบๆที่บริเวณแขนเท่านั้น  โดยที่มืออีกข้างมีเจ้ากล่องปริศนาอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว
           
      " เก่งนักนะสาวน้อย "
           
        ร่างชายฉกรรจ์พุ่งเข้าใส่ก่อนจะชักดาบเล่มเงาวับออกมาจากฝัก  หากหญิงสาวก็รับมือกับดาบนั้นได้อย่างสูสี  แต่ด้วยแรงของสตรีมีหรือจะต้านทานแรงของชายฉกรรจ์ได้นาน  ในที่สุดมีดทั้งสองก็หลุดออกจากมือของหญิงสาว  พร้อมๆกับที่ปลายดาบเล่มเงานั่นจะพุ่งเข้าหาลำคอขาวของเธอ
          
         ปัง!! ปัง!! ปัง!!  
         เสียงปืนดังขึ้นติดๆกันถึงสามครั้งจากปืนของสองหนุ่ม  ส่งผลให้มือที่ถือกล่องนั้นเลือดไหลออกมาพร้อมๆกับที่เจ้ากล่องปริศนาร่วงลงสู่พื้นเบื้องล่าง  
           
          ฉึก!!  
         
แพนโธเรียรีบฉวยโอกาสเอื้อมมือไปคว้าลูกธนูจากด้านหลังก่อนจะปักเข้าตรงตำแหน่งหัวใจอย่างแรงและรวดเร็ว  เลือดสีแดงทะลักเปื้อนใบหน้าและเสื้อผ้าของหญิงสาวก่อนที่ร่างในเสื้อคลุมดำนั้นจะล้มลงขาดใจตายในที่สุด
            
          

         ควับ!! 
         
เจ้าร่างยักษ์ที่ถือหอกอยู่รับเจ้ากล่องนั้นได้พอดิบพอดีก่อนจะปามันออกไปนอกหน้าต่างซึ่งเจ้าคนมีปีกที่กำลังวุ่นวายอยู่กับสองสาวที่ส่งทั้งเวทย์และคมดาบมาให้ไม่หยุดไม่หย่อนก็รับไว้ได้พอดี  ก่อนร่างนั้นจะออกบินไปอย่างรวดเร็วโดยมีสองสาวบินตามไปติดๆ
           
         ฉึก!! ฉึก!! 
         ปลายดาบทั้งสองของโคเอนและเรย์พุ่งเข้าเสียบร่างยักษ์นั้นก่อนที่มันจะทันหันกลับมารับดาบของทั้งสอง  ร่างนั้นทรุดลงกับพื้น  เลือดไหลจากท้องออกมาในทันที
           
       " ใครส่งพวกเจ้ามา  แล้วไอ้กล่องนั้นมันคืออะไรกัน  ตอบ!! "
           
           เรย์กระชากคอเสื้อเจ้านั่นขึ้นมาขู่ด้วยแววตาเยือกเย็น  หากเจ้านั่นก็คว้ามีดสั้นขึ้นมาและจัดการฆ่าตัวตายทันที
           
        

        " แอนแดนเต้  ระวัง!! "  
            
          เสียงเฟเรียวดังขึ้นพร้อมๆกับที่ปลายหอกพุ่งตรงเข้าหาหญิงสาวที่กำลังจะร่ายเวทย์ให้มนตราป้องกันปราสาทกลับเข้าสภาพเดิม  หากมันก็สายเกินไปเสียแล้ว...
            
          ฉึก!!  
          เสียงปลายหอกพุ่งเข้าเนื้อดังขึ้น  หญิงสาวหลับตาปี๋  เลือดสีแดงอุ่นข้นค่อยๆซึมออกมาบริเวณอก  ส่งผลให้เสื้อคลุมสีขาวของหญิงสาวนั้นกลายเป็นสีแดงทันที  หากร่างบางกลับไม่รู้สึกเจ็บเลยซักนิด  
           
         พรึ่บ!!  
         หฺญิงสาวลืมตาขึ้นก่อนจะเบิกโพลง  ตอนนี้ร่างของหญิงสาวอยู่ใต้ร่างแข็งแรงของเฟเรียว  ขณะที่ด้านหลังของชายหนุ่มมีรอยแผลฉกรรจ์ที่เกิดจากการที่ปลายหอกพุ่งแฉลบไปตอนที่ชายหนุ่มพุ่งตัวผลักให้หญิงสาวพ้นจากคมหอกนั่น  เลือดไหลออกมาจากร่างกายไม่หยุด
            
       " เฟเรียว! "
            
          หญิงสาวตะโกนสุดเสียงก่อนจะค่อยจะลุกขึ้นนั่งกอดชายหนุ่มไว้แน่นและเริ่มร้องไห้
            
       " ข้ายังไม่ตายซักหน่อย  อย่าเพิ่งรีบร้องไห้ซิ "  ชายหนุ่มพูดละล่ำละลักก่อนจะส่งยิ้มมาให้
            
       " ข้าจะส่งเจ้าไปหาหมอหลวง  อดทนหน่อยนะ  ดิสซาอีนอส  โครมอเททัส!!   "  
              
         สิ้นเสียงร่ายเวทย์  ร่างของชายหนุ่มก็อันตรธานหายไป  ทิ้งไว้แต่เพียงรอยเลือดเป็นทางบนอกเสื้อคลุมของหญิงสาว  กับความอบอุ่นจากร่างกายของชายหนุ่มที่เพิ่งช่วยชีวิตเธอเอาไว้
            
       ' อย่าเป็นอะไรไปนะเฟเรียว '  
            
         หญิงสาวพึมพำในใจ  ขณะที่ฟินร่ายเวทย์ปลดอาวุธออกจากชายร่างยักษ์ไปเรียบร้อย  โดยมีเรย์กับโคเอนช่วยกันจับชายผู้นั้นเอามือไขว้หลังมัดไว้อย่างแน่นหนา
            
         โครม!!!  
         
ประตูลับบานใหญ่ตรงผนังห้องด้านหนึ่งเปิดออก  องค์ซาร์โมเอล  องค์ไซเรนเนีย  มิเรียม  เจ้าชายโยฮันต์  รวมทั้งองค์ชายฝาแฝดและทหารนับสิบนายวิ่งเข้ามาในห้อง
            
       " เจนีเซียกับฟลอรีน่าล่ะ "  มิเรียมละล่ำละลักถาม
            
       " บินตามอีกคนที่ได้กล่องจากห้อง 301 ไปเพคะ "
            
          เสียงแพนโธเรียดังขึ้นก่อนที่ร่างของหญิงสาวที่เต็มไปด้วยรอยแผลทั้งสองแขนที่มีเลือดไหลซิบๆในสภาพเสื้อผ้ามีรอยขาดเล็กน้อยกับผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงเดินลงมาจากบันได  โดยมีแซมัวร์ประคอง  ในขณะที่เจมินลากร่างไร้วิญญาณของชายหนุ่มคนหนึ่งลงมาด้วย
            
        " พวกนี้เป็นใครน่ะเสด็จพ่อ "  
 
          มิเรียมถามขึ้น  หากองค์ซาร์โมเอลและองค์ไซเรนเนียหันไปมองหน้ากันอย่างขอคำปรึกษา
            
        " รอเจนีเซียกับฟลอรีน่าก่อน  แล้วพวกเจ้าจะได้รู้เรื่องราวพร้อมๆกันทั้งหมด "
            
           สิ้นเสียงทุ้มขององค์ซาร์โมเอลผู้คนทั้งหมดในห้องก็มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างรอคอยราวกับว่าจะปรากฏร่างบางอีกสองร่างที่บินฝ่าความมืดตามร่างลึกลับนั่นออกไปพร้อมๆกับได้กล่องปริศนานั่นกลับคืนมา


            
           ทางฝ่ายหญิงสาวทั้งสองที่บินตามชายในผ้าคลุมดำต่างก็ช่วยกันระดมยิงเวทย์ใส่เป็นชุดหากไร้ผล  เนื่องด้วยร่างสีดำเบื้องหน้านั้นช่างรวดเร็วซะเหลือเกิน  
            
        " มาดูซิสาวน้อยว่าเจ้าจะแน่ซักแค่ไหน  โบรคเคน!! "

           ลำแสงสีแดงพุ่งออกมาจากปลายนิ้วของร่างผ้าคลุมดำนั่น  หากเจนีเซียหลบได้อย่างหวุดหวิด  ก่อนที่หญิงสาวจะร่ายเวทย์สวนกลับทันที 
              
        " กรี๊ดดดดดดดดดดด "

          
เสียงร้องของฟลอรีน่าดังขึ้นพร้อมๆกับที่เจนีเซียหันหลังกลับไปและพบร่างบางของสหายร่วงลงสู่พื้นดิน
 
        " ฟลอรีน่า!! "
              
          หญิงสาวร้องเรียกก่อนจะพุ่งไปรับสหายกลางอากาศได้พอดี  หากด้วยความที่การหลบเวทย์ของฝ่ายนั้นไม่พ้นระยะอันตราย  ปีกของเธอจังได้รับบาดเจ็บค่อนข้างหนักและไม่สามารถรับน้ำหนักของคนสองคน  ได้ร่างบางทั้งสองจึงร่วงลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว  โดยมีเจนีเซียกอดฟลอรีน่าไว้แน่น

        " แล้วเราจะได้พบกันอีกสาวน้อย "  ร่างในชุดดำนั่นพูดเสียงเบาก่อนจะหายตัวไปในความมืด

           ตุบ!! 
           ร่างบางของสองสาวกระแทกพื้นหญ้าเข้าอย่างแรง  ดีที่ว่าก่อนจะตกถึงพื้นนั้นทั้งสองตกลงไปบนต้นไม้เสียก่อนประกอบกับเวทย์ลอยตัวของเจนีเซียที่ร่ายได้ก่อนจะถึงพื้นไม่ถึงเมตร  จึงพอจะช่วยลดแรงกระแทกไปได้บ้าง  หากเจนีเซียก็รับแรงกระแทกไปหนักหนาพอควร  ฟลอรีน่าค่อยๆทรงตัวลุกขึ้นนั่ง  ก่อนจะสำรวจร่างกายตัวเองและพบว่าทั้งเนื้อตัวมีแค่บาดแผลจากกิ่งไม้และรอยช้ำที่แขนตรงบริเวณที่กระแทกพื้นเมื่อครู่เท่านั้น  แต่เมื่อหันกลับไปมองด้านข้าง...

         " เจนีเซีย!!

           หญิงสาวร้องออกมาสุดเสียง  ร่างของหญิงสาวผมแดงนั้นตอนนี้นอนนิ่งไม่ไหวติง  เสื้อผ้า  เนื้อตัวมีรอยแผลจากกิ่งไม้ทั่วไปหมด  ขณะที่ปีกสีขาวข้างหลังนั่นก็หักไม่มีชิ้นดี  

        " ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเป็นอะไรทั้งนั้น  เจ้าอย่าเป็นอะไรนะเจนีเซีย  ดิสสิแดนท์ "
 
           น้ำตาหยดน้อยไหลรินลงมาจากนัยต์ตาสีน้ำตาลอ่อนคู่สวยนั่น  ก่อนจะหยดลงบนแก้มขาวเนียนของหญิงสาวผมแดง  ว่าแล้วฟลอรีน่าก็เข้ากอดสหายไว้แน่นก่อนจะพาร่างที่บอบช้ำนั้นหายตัวกลับไปยังพระราชวังทันที


                
        " ได้มาแล้วใช่มั้ย "
  
          เสียงแหบห้าวจากร่างชราเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดยามรัตติกาล  ห้องๆเดิม  เตาผิงเดิมและสุดท้าย........ลูกไฟสีแดงเลือดนั่น

        ' นี่รึลูกน้องฝีมือดีของเจ้าน่ะทารอส  ไปห้า  รอดกลับมาหนึ่งโดนพวกมันจับอีกหนึ่ง '

           เสียงดวงไฟในเตาผิงนั่นพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน  หากร่างในชุดคลุมสีดำที่รอดพ้นจากการไล่ล่ามาได้อย่างหวุดหวิดหาได้ตอบโต้อันใดไม่  กลับยื่นเจ้ากล่องเล็กสีน้ำตาลนั่นให้กับชายชราบนเก้าอี้สีดำหน้าเตาผิงทันที

        ' อีกแค่สี่ชิ้นเท่านั้น  ข้าก็จะกลับมามีอำนาจอีกครั้งซักที  แต่ตอนนี้  ทารอส  ข้าต้องการให้เจ้าปลุกกองทัพปีศาจของข้าขึ้นมาและสั่งให้ส่งนักฆ่าทั้งสิบสองไปคอยขัดขวางเจ้าพวกร่างทรงไว้ '

       " ขอรับท่านผู้ยิ่งใหญ่  ข้าจะทำตามที่ท่านต้องการทุกอย่างไม่ให้มีข้อบกพร่องประการใดเลยขอรับ "

          สิ้นเสียงตอบรับนั้นชายชราก็ลุกขึ้นโดยมีร่างในชุดดำร่างนั้นพยุงออกไปด้วย  หากดวงไฟในเตาผิงยังคงลุกโชติช่วงอยู่อย่างนั้น  

        ' อีกไม่นาน  ฮึๆๆๆ  ร่างอัญเชิญเทพผู้ปกปักษ์แห่งอารีเอลจะต้องสูญสิ้นดวงวิญญารให้แก่ข้า  ครูรีโอทาร์เรซ  เตรียมใจไว้เถอะ  ฮ่าๆๆๆ '

          เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งจากลูกไฟดวงยักษ์นั้นยังคงดังก้องอยู่ในความมืด  ฉับพลับก็ปรากฏดวงตายาวรีสีดำขึ้นที่ดวงไฟนั้น  ก่อนมันจะลืมตาขึ้น  ดวงตาสีดำมีรอยขีดสีแดงเลือดที่ภายในมีเปลวเพลิงนรกลุกโชติช่วงอยู่อย่างบ้าคลั่ง

       ' แล้วเราจะได้พบกันในไม่ช้า  ร่างอัญเชิญทั้งห้าแห่งอารีเอล  ฮึๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ' 

         ฉับพลันนั้นก็บังเกิดเปลวไฟร้อนแรงสีแดงเลือดนั่นลุกท่วมออกมาจากเตาผิงนั้น

                 

        " ไม่นะ!!!!!!!!!!! "
               
           ร่างบางของหญิงสาวผมแดงสะดุดขึ้นจากเตียงสีขาวทันทีก่อนจะรู้สึกปวดจี๊ดไปทั่วทั้งตัว  ใบหน้าชื้นเหงื่อและซีดเผือด  ดวงตาตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด  พร้อมกับเสียงกรีดร้องนั้นส่งผลให้บุคคลในห้องรักษาตัวเกือบยี่สิบร่างหันมามองเธอเป็นสายตาเดียว  ก่อนที่หญิงสาวอีกสี่คนจะโผเข้ากอดร่างบนเตียงนั่นทันที    
                 
         " เจ้าปลอดภัยแล้วเจนีเซีย  ไม่มีอะไรแล้ว  ไม่ต้องกลัวนะ "
                 
           หญิงสาวผมยาวสีดำเอ่ยปลอบขณะที่ตัวเองและหญิงสาวอีกสองคนนั้นร้องไห้ด้วยความโล่งอกที่สหายของพวกเธอฟื้นแล้วในที่สุด

         " เจ้าปกป้องข้าไว้เจนีเซีย  ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเป็นอะไรไปแน่  ข้าขอสาบาน "  หญิงสาวผมสีน้ำตาลละล่ำละลักบอก

         " มัน...มันกำลังจะกลับมา "
           
           หญิงสาวพึมพำเสียงเบาราวกับคนเสียสติ  หากกลับส่งผลให้คนอื่นๆในห้องนั้นเงียบสนิท  ก่อนชายและหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งในชุดทรงเต็มยศจะเดินเข้ามาใกล้ในขณะที่คนอื่นๆยอมหลีกทางให้  หญิงวัยกลางนั้นเข้าโอบกอดหญิงสาวอย่างอ่อนโยน

         " ใครจะกลับมารึเจเนีเซีย  เจ้าจำได้มั้ย "

            องค์ซาร์โมเอลถามขึ้นเสียงนุ่ม  หากในใจนั้นกลับร้อนรุ่มราวกับมีไฟนรกมากองสุมอยู่ในอก

         " ครูรีโอทาร์เรซ  เทพปีศาจเจ้านรกนั่น  มันกำลังจะกลับมา "

            เสียงที่ลอดผ่านปากบางไร้สีเลือดนั้นแม้จะเบาหวิวราวกับปุยนุ่น  หากกลับดังก้องทั่วห้องในความรู้สึกของผู้คนทั้งหมด  โดยเฉพาะองค์ซาร์โมเอลและองค์ไซเรนเนีย

          " ข้าเรียกประชุมเหล่าข้าราชการแปดโมงเช้าวันพรุ่งนี้  หลังจากนั้นข้าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้พวกเจ้าทั้งหมดได้รับรู้  พวกท่านด้วยเช่นกันองค์ชายโยฮันต์  พวกท่านต้องมาด้วย  ถึงเวลาแล้วที่พวกเจ้าทั้งหมดจะได้รับรู้ความจริงเสียที "

            องค์กษัตริย์ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดก่อนจะลูบหัวของหญิงสาวผมแดงบนเตียงอย่างปลอบประโลม  ส่งผลให้ร่างบางนั้นได้สติและพยักหน้ารับทันที

          " พรุ่งนี้เจ้าจะกลับสู่สภาพปกติ  ไม่ต้องห่วงนะเจนีเซีย "

            องค์ซาร์โมเอลตรัสเป็นประโยคสุดท้ายก่อนจะออกจากห้องไปพร้อมกับองค์ไซเรนเนียและองค์ชายฝาแฝด  ทิ้งให้หนุ่มสาวอีกสิบเอ็ดคนคอยดูแลเจนีเซียต่อไป

          " ในที่สุด  ข้าก็มิอาจหลีกเลี่ยงมรรคาแห่งสวรรค์ได้ซินะ "
 
            องค์ราชารำพันขณะเดินสู่ห้องบรรทมพร้อมกับองค์ไซเรนเนีย  อย่างน้อยก่อนจะต้องอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้หนุ่มสาวทั้งสิบสองคนนั้นฟัง  พระองค์ก็ควรจะเก็บแรงเอาไว้ก่อน

                
      ......ซีนีสตร้า  อันเดโบรัน  ฟอรีโอเนเว......

            ......ดูเถิดผู้ถูกเลือก.....
                         
                  ......เมื่อสงครามแห่งดวงดาวบังเกิดขึ้น.....
                            
                       .......ชะตาชีวิตของพวกเจ้าและคนที่เจ้ารักจักต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล......

 

67 ความคิดเห็น