มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 1 : ปฐมบทแห่งอารีเอล ( Rewrite )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 109
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    7 ต.ค. 49

               ในปีโอรีออนที่ 3010 ( ศตวรรษที่ 30 บนโลกมนุษย์ ) 

               ณ ดาวเคราะห์สีน้ำเงินแห่งหนึ่งนามว่า อารีเอล  ซึ่งอยู่ห่างไกลจากโลกมนุษย์กว่าสามล้านปีแสงได้ปรากฏดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าขึ้น
                 
                 เซอร์รีโน่ ( Serino ) 
มหานครแห่งเวทมนตร์ทางเหนือของดาวเคราะห์ดวงนี้  แหล่งกำเนิดสัตว์และพืชวิเศษมากมาย  เป็นดินแดนที่มีอากาศหนาวเย็นและปกคลุมด้วยหิมะตลอดปี  แต่ทั้งที่ราบสูงและภูเขาต่างก็ยังคงความอุดมสมบูรณ์และชิวิตทั้งหลายไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
                
                 อีสท์ทาลูน่า ( Eastaluna )  มหานครแดนตะวันออก  ดินแดนที่อุดมด้วยป่าไม้และเทคโนโลยีสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลายที่หาไม่ได้ที่ไหนบนดาวเคราะห์แห่งนี้
                   
                 เซลล์ลูรีน่า ( Sellurina )  สรวงสวรรค์แห่งเมืองเขตร้อนที่อยู่ทางทิศใต้ของดาวเคราะห์  ดินแดนแห่งนี้มีพื้นติดต่อกับทะเลเกือบทั้งหมด  มีภูมิอากาศตั้งแต่อบอุ่นไปจนถึงร้อน  เป็นเขตของป่าเขตร้อนที่อุดมไปด้วยสัตว์และพืชพรรณที่มีสีสันและรูปร่างแปลกตามากมาย
                
                เทฮาร์ราห์ ( Taeharah )  ดินแดนทะเลทรายและมนต์มายาแห่งตะวันตก  เป็นมหานครแห่งเดียวที่มีแหล่งแร่ทุกชนิดที่มีอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนี้  แม้จะแห้งแล้งแต่ก็มีโอเอซิสขนาดใหญ่ต่างๆมากมายเป็นที่อยู่อาศัยของประชากร  และเป็นแหล่งอาศัยของชนเผ่าโบราณเผ่าสุดท้ายของอารีเอล
                 
               มหานครสุดท้าย  ไธแซนดรัส ( Thyzandrus ) มหานครที่ใหญ่ที่สุด  ถูกล้อมรอบด้วยทะเลที่กั้นอาณาเขตออกจากอาณาจักรทั้งสี่ที่กล่าวมาแล้ว  แหล่งรวมของวิทยาการและเทคโนโลยีต่างๆ  ทั้งยังเป็นแหล่งรวมของอารยธรรมโบราณและมีทัศนียภาพที่สวยงามที่สุด
                 
               เมื่อครั้งอดีตกาลจนถึงปัจจุบัน  ทุกสรรพสิ่งบนดาวดวงนี้ต่างต้องเผชิญกับชะตากรรมต่างๆมามากมาย  ทั้งจากธรรมชาติและจากมนุษย์  ผ่านสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน  ผ่านร้อน  ผ่านหนาว  และร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ต่างๆมากมายร่วมกัน  จนในที่สุดก็มาถึงวันนี้  หลังจากผ่านสงครามใหญ่ระหว่างทั้งห้าอาณาจักรมาได้สี่ร้อยปี  วันที่ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขและสันติภาพนำมาซึ่งความสงบและความสุขของประชาชนอย่างถ้วนทั่ว....




                 
            " นี่  พวกเจ้ารู้ยังว่าอีกเจ็ดวันจะมีงานพิธีบวงสรวงถวายองค์อาชิต้า  เทวีแห่งคิมหันต์ที่มหาราชวังโครนอสล่ะ "  
                 
              เสียงใสๆดังขึ้นพร้อมกับที่หญิงสาวร่างเล็ก  ผิวขาว  กับผมสีม่วงอ่อนที่มักจะมัดรวบเอาไว้เสมอเดินผ่านแปลงดอกไม้ขนาดใหญ่เข้ามายังกลุ่มนักเรียนเวทย์เจ็ดคนที่กำลังนั่งอ่านหนังสือกันอย่างขะมักเขม้นใต้ร่มของต้นฟีนีล่าขนาดใหญ่สูงเกือบสิบเมตร  ที่ตอนนี้กำลังออกดอกสีชมพูหวานและใบสีเขียวอ่อนเรียวยาวรูปร่างคล้ายหัวใจเต็มต้น  พาให้ทั้งบริเวณนั้นหอมกลิ่นของดอกต้นไม้นี้อ่อนๆ  นักเรียนทั้งเจ็ดเงยหน้าขึ้นจากกองหนังสือบนตักมาหาต้นเสียงทันที
                
            " รู้ตั้งนานแล้วล่ะ "  
                
             หญิงสาวผิวสีขาวกับผมสีแดงเปลวเพลิงที่มัดเป็นหางเปียตลอดความยาวของผมที่ยาวมาถึงเอว  ตอบแบบขอไปทีแล้วก้มหน้าลง  ดวงตากลมโตที่หางตาชี้น้อยๆซึ่งภายในนั้น  นัยต์ตาสีน้ำตาลทองได้หันไปสนใจหนังสือประวัติศาสตร์อารีเอลเล่มหนาที่เปิดกางอยู่บนตักต่อ  ราวกับโลกนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่ากับเจ้าหนังสือนั่นอีกแล้ว    
                 
            " แหมเจนีเซียอ่ะ  ไม่ตื่นเต้นเลยเหรอไง "  
              
              วาเทน่าทำเสียงน้อยใจพลางทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกับพื้นหญ้านุ่มใกล้ๆกับหญิงสาวผิวขาว  ผมสั้นประบ่าสีน้ำตาลอ่อน  ที่ตอนนี้นัยต์ตาสีน้ำตาลกลมโตนั้นกำลังกวาดมองตัวอักษรหน้าตาประหลาดในหนังสือเล่มหนาอย่างตั้งอกตั้งใจ
               
           " ตื่นเต้นทำไม  เค้าก็จัดอย่างนี้กันทุกปีอยู่แล้วนี่  แต่ตอนนี้ข้าคงต้องขอตัวก่อน  เดี๋ยวต้องไปสอบประวัติศาสตร์  แล้วเจอกันนะ "  
               
             หญิงสาวส่งยิ้มที่แสดงความมั่นใจเต็มเปี่ยมมาให้กับสหายก่อนจะร่ายเวทย์หายตัวไปอย่างรวดเร็ว
                
            " แล้วนี่พวกเจ้าไม่ไปสอบกับเจนีเซียด้วยเหรอ "  
                
            " ไม่ล่ะ  พวกข้าไม่มีใครนิยมประวัติศาสตร์ "  
                
              มิเรียม  หญิงสาวผิวขาวผมดำยาวตรงจนถึงเอว  ซึ่งเคยนั่งอยู่ข้างๆเจนีเซียตอบพลางเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ  ก่อนจะสบตากลมโตสีเขียวมรกตเข้ากับตาของวาเทน่า
               
           " เห็นว่าคราวนี้เจนีเซียลงเรียนหลายวิชาอยู่นี่ "  วาเทน่าถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด    
           
           " ก็มากอยู่  แต่ก็ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว "  ฟลอรีน่าหญิงสาวผมสั้นสีน้ำตาลตอบโดยยังไม่ละสายตาจากหนังสือประหลาดนั่น    
           
          " ก็แค่แปดวิชาเอง  ถ้าไม่นับวิชาเวทมนตร์พื้นฐานนะ "  
              
            แอนแดนเต้  หญิงสาวผิวสีขาว  ร่างบาง  ผมยาวเป็นลอนสีฟ้ายาวถึงกลางหลังตอบให้ในขณะที่นัยต์ตาโตสีน้ำเงินนั้นหันไปมองดอกไม้สวยงามในแปลงที่อยู่ตรงหน้า
              
           " แค่ประวัติศาสตร์  ปรุงยาขั้นสูง  แปลงร่างขั้นสูง  เล่นแร่ขั้นสูง  เวทมนตร์โบราณ  เวทมนตร์ขั้นสูง  พืชและสัตว์วิเศษแล้วก็ศิลปะการต่อสู้กับการใช้อาวุธขั้นสูงก็แค่นั้นเอง "  
              
             หญิงสาวผิวขาว  ผมยาวตรงสีเขียวถึงเอวนามว่าแพนโธเรียเอ่ยขึ้นพลางนับนิ้วประกอบไปด้วย
             
           " นี่!  ถ้าพวกเจ้าไม่ว่าอะไรก็ช่วยลดเสียงหน่อยจะได้มั้ย  ข้ายังท่องไม่จบเลยนะ "  
             
            แซมัวร์  ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อน  ผิวคล้ำเอ่ยขึ้นในขณะที่นัยต์ตาสีน้ำตาลเข้มยังคงจ้องอยู่ที่หนังสือเวทมนตร์พื้นฐานเล่มหนาที่วางอยู่บนตัก
             
           " ข้าก็เหมือนกัน "  
            
           เจมิน  ชายหนุ่มผิวขาว  ผมเงินคู่หูแซมัวร์พูดงึมงำ  ในขณะที่นัยต์ตาสีดำภายใต้แว่นกรอบทองนั้นกวาดตามตัวหนังสือที่อยู่บนตักอย่างรวดเร็ว
             
        " งั้นข้าไปแล้วก็ได้  ทาโอ  ซารีอาแล้วก็เซเลสกลับมาพอดี  ว่าจะให้ช่วยเรื่องร่ายเวทย์ซักหน่อย "  
            
          ว่าแล้ววาเทน่าก็ลุกเดินไปยังต้นฟีนีล่าที่อยู่ไม่ไกลนัก  ที่ซึ่งตอนนี้มีเด็กสาวอีกสามคนนั่งอยู่  
             
        " นี่  ว่าแต่  พวกเจ้าตกลงจะไปทำงานที่วังกันมั้ยเนี่ย "  
            
         มิเรียมถามขึ้นเมื่อวาเทน่าเดินออกไปไกลพอควรแล้ว  พลางปิดหนังสือเล่มยักษ์ที่วางอยู่บนตัก
            
        " ไปแน่นอน  องค์หญิงฟาร์โดเรนอุตส่าห์เชิญด้วยพระองค์เองทั้งที  ดีซะอีกจะได้ไปช่วยท่านพ่อท่านแม่ด้วย "  
            
          แซมัวร์พูดพลางปิดหนังสือเวทมนตร์เล่มหนาก่อนจะวางลงกับพื้นหญ้าในขณะที่คนอื่นๆก็ทำอย่างเดียวกัน
            
        " ท่านพ่อข้าบอกว่างานคราวนี้จะมีแขกพิเศษมาร่วมด้วย  ช่วงนี้ที่วังก็คงจะกำลังยุ่งๆเรื่องต้อนรับแขกพิเศษคนนี้ด้วยซินะ "  เจมินว่าพลางยกมือขึ้นเสยผมที่ร่องลงมาปรกหน้าออกไปอย่างลวกๆ
             
         " แล้วข้าก็ได้ยินจากท่านแม่มาว่าจะมีเซอร์ไพรซ์องค์หญิงด้วยนะมิเรียม  น่าตื่นเต้นอยู่เหมือนกันนะเนี่ย "  
            
            แพนโธเรียพูดพลางส่งยิ้มที่บ่งบอกอาการตื่นเต้นเหมือนเด็กตัวเล็กๆที่กำลังจะได้ของเล่นชิ้นใหม่ออกมาชัดเจน
            
           " เฮ้อ...........ไว้ค่อยคุยกันหลังสอบเสร็จแล้วกัน  พวกเราไปรับเจนีเซียกันดีกว่า "  
             
           สิ้นเสียงมิเรียม  หนุ่มสาวทั้งหกก็ช่วยกันเก็บหนังสือเข้าย่ามผ้าสีขาวสะอาด  ก่อนจะลุกขึ้นปัดกลีบดอกสีชมพูบางเบากับเกสรสีเหลืองนวลของต้นฟีนีล่าออกจากเสื้อผ้า  ก่อนจะพากันเดินเรียบแปลงดอกไม้ที่เป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมไปยังทางก้อนกรวดสีน้ำตาลอ่อนๆกว้างเกือบห้าสิบเมตรและยาวเกือบสี่ร้อยเมตรสู่ลานวงกลมที่มีน้ำพุขนาดใหญ่อยู่กลางลานนั้น  ด้านหลังน้ำพุคือพื้นที่ครึ่งวงกลมที่เป็นบันไดหินอ่อนสีขาวห้าขั้น  เส้นผ่าศูนย์กลางเกือบห้าสิบเมตรที่ยื่นออกมาจากอาคารทรงกระบอกขนาดใหญ่ที่ได้ชื่อว่า ' อาคารกลาง '  โดยมีหลังคาสี่เหลี่ยมสีน้ำเงินยื่นออกมาจากตัวอาคารที่รับน้ำหนักด้วยเสาหินอ่อนทรงกระบอกสีขาวสูงสิบเมตรกว่าๆ  ซึ่งเสานี้ถูกพันด้วยเถาไม้ที่ออกดอกสีเหลืองอ่อนและใบสีเขียวสดเต็มไปหมด  ที่หน้าทางเข้าตึกนั้น  คือประตูไม้สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่สูงเกือบห้าเมตรและกว้างเกือบสิบเมตร  ที่ด้านข้างของอาคารทั้งสองด้านของประตูคือหน้าต่างกระจกทรงโค้ง  กว้างเกือบสองเมตรและสูงสิบเมตร
             
        " ปีสุดท้ายแล้วนะ  พูดไปแล้วก็ใจหาย "  
             
           แพนโธเรียพูดขึ้นลอยๆเมื่อทั้งหมดเดินมาถึงหน้าประตูทางเข้าตึกขนาดมหึมาที่ตอนนี้ประตูไม้เปิดกว้างออก  โคมไฟแก้วทรงสี่เหลี่ยมลูกบาสก์ขนาดกลางที่ยื่นออกมาจากผนังด้านข้างของประตูไม้สั่นน้อยๆตามแรงลมฤดูร้อนที่พัดเอ่ยพาเอากลิ่นดอกไม้จากในสวนที่พวกเธอเพิ่งเดินจากมาให้หอมอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ
             
         " ใช่  ปีสุดท้ายแล้ว  และอีกไม่กี่ชั่วโมงพวกเราก็จะหมดสภาพการเป็นนักเรียนของโรงเรียนเวทมนตร์แห่งนี้แล้วด้วย "  แอนแดนเต้ว่าขณะที่น้ำตาเริ่มคลอเบ้าตา
             
         " สิบสองปีแล้วซิที่พวกเราเรียนอยู่ด้วยกันในโรงเรียนแห่งนี้  สั้นเหมือนกันนะ "  ฟลอรีน่าเริ่มยกมือขึ้นปาดน้ำตาแล้วยิ้มให้กับเพื่อนๆ
             
         " นั่นสิ  สั้นเหลือเกิน  ไปเถอะ "  
             
           มิเรียมว่าก่อนที่พวกเธอทั้งหมดจะจูงมือกันเข้าไปในโถงทางเข้าขนาดใหญ่ที่ด้วยปูหินอ่อนสีขาว  ซึ่งบัดนี้สว่างไสวด้วยแสงแดดยามบ่ายที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่างกรอบโลหะสีเงินขนาดใหญ่  
           โรงเรียนเวทมนตร์แห่งนี้ถือได้ว่าเป็นโรงเรียนที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักรไทแซนดรัสอาณาเขตทั้งหมดถูกล้อมด้วยกำแพงสูงห้าสิบเมตรที่ก่ออิฐสีส้ม  มีทางเข้าทางเดียวคือประตูรั้วทางเข้าสีเงินซึ่งเปิดสู่ทางก้อนกรวดสีน้ำตาลอ่อนที่ด้านข้างของทางนั้นเป็นต้นไม้พุ่มขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กนักขึ้นตลอดทางนั้น  สู่ลานน้ำพุวงกลมหน้าอาคารกลาง  ซึ่งอาคารนี้เป็นตึกทรงกระบอกสี่ชั้นเส้นผ่าศูนย์กลางสองร้อยเมตรและสูงเกือบร้อยเมตร  มีอาคารสี่เหลี่ยมสูงสามชั้นทอดออกไปจากตัวอาคารกลางทั้งสองข้างซ้ายขวาเป็นระยะสองร้อยเมตร  โดยอาคารกว้างห้าสิบเมตร   ตรงสุดอาคารสี่เหลี่ยมจะเป็นหอคอยสูงสี่ชั้นที่เป็นบันไดเวียนขึ้นสู่ชั้นต่างๆ  เส้นผ่าศูนย์กลางหอคอยประมาณห้าสิบเมตร  มีอาคารสี่เหลี่ยมทอดออกจากหอคอยทั้งสองอีกสองร้อยเมตรอีกสองอาคาร  ซึ่งอาคารทั้งสองอยู่ในแนวหน้าและหลังของอาคารกลางและสูงสามชั้นเท่ากับอาคารสี่เหลี่ยมสองแห่งแรก  ที่สุดอาคารสี่เหลี่ยมนี้ก็เป็นหอคอยสูงสี่ชั้นเท่ากับอาคารกลางแต่แคบกว่าครึ่งนึงตั้งอยู่ในทิศทั้งสี่  ด้านบนของหอคอย  อาคารกลางและตึกสี่เหลี่ยมทั้งหมด  มุงด้วยหลังคากระเบื้องสีน้ำเงิน  ที่ด้านข้างของอาคารสีเหลี่ยมทั้งหมดนั้นกรุด้วยหน้าต่างกระจกยาวตลอดช่วงตึกและสูงประมาณสิบเมตร  ในขณะที่หอคอยและอาคารกลางนั้นกรุด้วยกระจกโค้งสูงในกรอบโลหะสีเงินเหมือนกับที่อยู่ด้านข้างของประตูทางเข้าอาคารกลาง  ตลอดช่วงความยาวตึกสี่เหลี่ยมทุกตึกยกเว้นบริเวณด้านหน้าตึกที่ทอดออกมาจากอาคารกลาง  จะมีต้นฟีนีล่าขึ้นโดยตลอดทั้งหน้าหลังโดยเว้นเป็นทางเดินกรวดสีน้ำตาลอ่อนอยู่ตรงกลางระหว่างตึกกับแนวต้นไม้กว้างประมาณสามเมตร  ทางด้านหลังของอาคารกลางจะเป็นระเบียงหินอ่อนสีขาวที่มีบันไดเดินลงสองข้างซ้ายขวาสู่ทางเดินกรวดสีขาวกว้างห้าเมตรที่จะวนมาบรรจบกันด้านหน้าระเบียงและทอดล้อมรอบเรือนกระจกขนาดใหญ่ที่มีต้นไม้และดอกไม้มากมายไว้ให้นักเรียนได้ศึกษา  โดยตลอดทางเดินนี้จะมีไม้ดอกที่มีลักษณะเป็นพุ่มขึ้นตลอดทางเดิน
    
            หนุ่มสาวทั้งหกเดินขึ้นหอคอยบันไดทางด้านขวาของอาคารกลางมายังชั้นสองก่อนจะเดินมายังอาคารสี่เหลี่ยมที่ทอดออกจากอาคารกลางตามทางเดินไม้ที่สว่างไสวด้วยแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง  ก่อนที่ทั้งหกจะมาหยุดที่ประตูไม้สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ด้านบนมีป้ายไม้ขนาดไม่เล็กนั้นจารึกด้วยอักษรโลหะสีทองว่า   

          ' รายวิชาประวัติศาสตร์อารีเอล ' 
           
           ยืนรออยู่ไม่นานร่างบางของเจนีเซียก็เดินออกมา  หญิงสาวส่งยิ้มให้ก่อนจะเดินตรงมายังสหายทั้งหก  ด้วยใบหน้าที่บ่งบอกว่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง             
             
          " ทำได้มั้ยเจนีเซีย "  
             
            เสียงแซมัวร์ถามมาจากด้านหลังเมื่อทั้งหมดเดินกลับมาสุดทางเดินเพื่อเดินขึ้นบันไดเวียนหินอ่อนสีขาวเพื่อไปยังชั้นสามก่อนจะเดินไปตามทางเดินของอาคารสี่เหลี่ยมที่ทอดตัวสู่หอคอยตะวันออก  ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของห้องเรียนวิชาเวทมนตร์พื้นฐานของนักเรียนปีสุดท้าย
             
          " ต้องถามว่าวิชานี้จะท็อปมั้ยต่างหากล่ะแซมัวร์ "  
             
            มิเรียมแซวระหว่างที่กำลังเดินทอดน่องไปตามทางเดินไม้หน้าห้องพร้อมกับกระทุ้งศอกเข้าที่สีข้างของชายหนุ่ม
             
          " เกินไปมั้งมิเรียม  ก็ทำได้นะแซม  แต่คงไม่เต็ม "  
             
            ประโยคแรกหันไปพูดเขินๆกันมิเรียม  แต่ประโยคสุดท้ายหันไปพูดกับแซมพลางยักคิ้วด้วยท่าทางยียวนส่งไปให้ชายหนุ่มเป็นของแถมด้วย
              
          " ถ้าเจ้าเต็มได้  เจ้าก็ไม่ใช่มนุษย์แล้วล่ะ " 
             
            เจมินว่าให้  ทำให้หญิงสาวทำแก้มป่องทันทีส่งผลให้คนอื่นๆพากันหัวเราะ  และแล้วไม่นานทั้งเจ็ดคนก็มาถึงหน้าห้องสอบเรียบร้อย  ยืนคุยกันเกือบครึ่งชั่วโมงเสียงกริ่งหมดเวลาสอบก็ดังขึ้น  พร้อมๆกับที่นักเรียนเริ่มเดินกันขวักไขว่ไปมา  ก่อนที่ทั้งเจ็ดจะพบว่าพวกเค้าถูกเบียดมาหยุดอยู่หน้าประตูไม้ทางเข้าห้องสอบเป็นแถวหน้าพอดิบพอดี
              
          " ปีนี้มีศาสตราจารย์ท่านไหนคุมน่ะ "  แอนแดนเต้ถามขึ้น             
             
          " รู้สึกว่าจะเป็นศาสตราจารย์มิเกล  ศาสตราจารย์เคลป์  แล้วก็ศาสตราจารย์โอบิย่านะ  ทำไมจะคิดวิธีตุกติกรึไง "  เจนีเซียหันไปถามพลางทำหน้าเจ้าเล่ห์
             
          " แหม  เจนีเซียอ่ะ  รู้ทันไปซะทุกเรื่องเลย "  แอนแดนเต้หัวเราะคิกคัก
             
          " โดนจับได้ก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือนก็แล้วกัน "  
            
            สิ้นเสียงของแพนโธเรีย  บานประตูขนาดใหญ่ก็เปิดออก  พลางปรากฏร่างของศาสตราจารย์มิเกล  หญิงสาววัยกลางคนร่างค่อนข้างท้วมในชุดจอมเวทย์สีเขียวมรกต  พร้อมกับแว่นกรอบดำขนาดใหญ่ภายใต้ผมสีแดงเพลิงหยักศกที่ถูกมัดรวมเป็นมวยเรียบตึงไว้ที่ท้ายทอยอย่างพอดี  พาให้นักเรียนที่ยืนอยู่หน้าประตูนั้นเงียบกริบไปตามๆกัน
            
            " ฟังให้ดี  การสอบครั้งนี้จะเป็นวิชาสุดท้ายของพวกเจ้าในวันนี้  หวังว่าพวกเจ้าคงจะอ่านหนังสือเตรียมพร้อมกันมาเรียบร้อยแล้ว  เอาล่ะ  เมื่อพวกเจ้าเดินเข้ามาในห้องแล้ว  เจ้าจะเห็นโหลแก้ววางอยู่บนโต๊ะที่อยู่ทางด้านขวาของประตู  ให้พวกเจ้าหยิบเศษกระดาษในโหลนี้ออกมาคนละใบแล้วเดินไปหาอาจารย์คนไหนก็ได้ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกลางห้องเพื่อทำการทดสอบการร่ายเวทมนตร์ของพวกเจ้า  ข้าจะเรียกพวกเจ้าเข้าไปทีละสามคน  ขอให้ทุกคนโชคดี... "  
             
           แล้วศาสตราจารย์มิเกลก็เริ่มเรียกรายชื่อของนักเรียนเข้าไปสามคน  เมื่อนักเรียนทั้งสามเดินเข้าไปแล้วประตูไม้ก็ปิดลง  พร้อมกับเสียงพูดคุยที่ดังขึ้นอีกครั้ง                            
          ว่าแล้วทั้งเจ็ดก็เริ่มช่วยกันทบทวนเวทมนตร์ทุกบทในหนังสือเวทมนตร์ที่เรียนกันมาตั้งแต่ชั้นปี 1 ยันปีที่ 12  ซึ่งหน้าที่คนทวนก็หนีไม่พ้นเจนีเซียฟลอรีน่าแล้วก็แอนแดนเต้  ส่วนคนที่อาการหนักหน่อยก็คงจะเป็นแซมัวร์กับเจมิน  ที่เกลียดวิชาท่องจำสุดๆ  ทั้งเจ็ดช่วยกันทวนต่อไปเรื่อยๆ  เวลาผ่านไปชั่วโมงครึ่ง  นักเรียนที่ยืนอยู่หน้าประตูก็ค่อยๆลดน้อยลงทุกที  จนในที่สุด...
        
             " เจนีเซีย  แมกโนเอล  แอนแดนเต้  เซวูลีน  แซมัวร์  โคอีนอฟ "
       
             " โชคดีนะ "  
      
             แพนโธเรียจับมือทั้งสามคนในขณะที่คนอื่นๆส่งยิ้มมาให้  แล้วทั้งสองสาวกับอีกหนึ่งหนุ่มก็หันหลังให้กับเพื่อนๆแล้วเดินเข้าไปในห้อง  ก่อนที่บานประตูขนาดยักษ์จะปิดตามหลังไป             

67 ความคิดเห็น