[ Jujutsu kaisen ] The Little Sunshine 🌞🌻

ตอนที่ 13 : โยโกะกับปฏิบัติการสะกดรอยตาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 957
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 125 ครั้ง
    22 ก.พ. 64

 

 

 

ตอนนี้ทั้งสามคนได้เริ่มต้นปฏิบัติการสะกดรอยตามโยชิโนะ จุนเป อย่างเป็นทางการ (แบบกันเอง)

อิจิจิบอกว่าต้องทดสอบก่อนว่านายจุนเปคนนี้มีความสามารถที่มองเห็นคำสาปได้หรือไม่ โดยทำการนำตัวคำสาป โยโท คำสาปหัวแมลงวัน ที่มีระดับต่ำกว่าระดับหนึ่งมากๆ มาปล่อยพวกมันออกมาจากกรงแล้วให้เข้าจู่โจมเขาทันทีถ้าอยู่ในที่ปลอดคน

ปฏิบัติการครั้งนี้มีผลลัพธ์อยู่ 3 อย่าง

1. หากกรณีที่เป็นคนทั่วไป มองไม่เห็นคำสาป อิตาโดริกับโยโกะจะเข้าไปช่วยเหลือ

2. กรณีที่มองเห็นแต่ไม่มีวิธีการต่อกร ทั้งสองคนก็เข้าไปช่วยเหลือเช่นกันแล้วก็ถามถึงเหตุการณ์ที่โรงหนังฯ

ไม่ว่าจะข้อไหนก็ให้เนียนเข้าถึงตัวจุนเปทั้งนั้น

และอีกกรณีสุดท้าย

“ถ้าหากเขาปัดเป่าโยโทด้วยไสยเวท ให้ทำการจับกุมทันที”

กล่าวจบ อิจิจิก็ทำหน้าเท่และเอามือดันแว่นไปหนึ่งครั้ง

“ใช้กำลังบังคับ?”

“ใช้กำลังบังคับครับ” อิจิจิตอบกลับ “แต่ถ้าหากเป็นการเข้าใจผิดก็ไม่เป็นไร ไว้ขอโทษอีกฝ่ายทีหลัง”

“ถ้าหากฉันจะใช้วิธีเข้าไปคุยตรงๆ ก็คงจะได้สินะคะ เผื่อจะได้ไม่ต้องเปลืองแรงเสียเวลา” โยโกะเสนอความคิด “อาจจะฟังดูเป็นไปได้ยากเพราะเรายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพลังไสยเวทของเขามากนัก แต่วิธีนี้ก็ไม่ควรมองข้าม”

“ผมเห็นด้วยกับเธอนะโยโกะจัง แต่บางทีเขาอาจจะกลัวและวิ่งหนีไปก็ได้ ถ้าหากเขาสามารถมองเห็นคำสาป เหตุการณ์ในโรงหนังนั่นเขาก็ย่อมเห็นทุกอย่าง และไม่กล้าบอกใครเพราะกลัวจะโดนหางเลขไปด้วย” อิตินำเสนออีกมุมให้โยโกะฟัง “แต่ถ้าหากเขามีพลังเวทและเป็นนักสาปแช่ง นายโยชิโนะ จุนเปย่อมมีความผิด ก็ให้ทำการจับกุมตัวเขาทันที”

“เข้าใจแล้วค่ะ”

“เพียงแต่ กรณีที่โยชิโนะ จุนเปมีความสามารถเหนือกว่าผู้ใช้คุณไสยระดับ 2 ก็ให้ไปถอยตั้งหลักรวมกับคุณนานามิก่อนครับ”

“ถ้าเป็นผู้ใช้คุณไสยระดับสองก็พอจะต่อสู้ได้ล่ะนะ แต่ถ้าเป็นวิญญาณคำสาปก็อีกเรื่อง” อิตาโดริกลับพูดขึ้นมาได้หน้าตาเฉย ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยแยกระดับความเก่งกาจของผู้ใช้คุณไสยกับวิญญาณคำสาปได้เสียเท่าไหร่

“เดี๋ยวสิอิตาโดริ นายแยกระดับของผู้ใช้คุณไสยกับวิญญาณคำสาปเป็นรึเปล่าเนี่ย?” โยโกะเอ่ยแย้งกับเขาทันที

“ก็… มี 4 ระดับไง…” เขาทำหน้าตาซื่อๆ พร้อมกับยกนิ้วสี่นิ้วขึ้นมาประกอบคำพูด

อิจิจิถอนหายใจแผ่วเบาก่อนที่จะเริ่มอธิบาย “เมื่อก่อนฟุชิงุโระคุงเคยพูดแล้วสินะครับ ว่าปกติแล้วผู้ใช้วิชาประดับเดียวกับวิญญาณคำสาปจะเป็นผู้ทำภารกิจ สรุปคือเป็นเรื่องปกติที่ผู้ใช้วิชาระดับ 2 จะสามารถชนะวิญญาณคำสาประดับ 2 แปลว่า ผู้ใช้วิชาระดับ 2 มีความสามารถใกล้เคียงกับวิญญาณคำสาประดับ 1 ครับ”

“ทำไมผมถึงไม่รู้ข้อมูลสำคัญแบบนั้นล่ะ?”

เพราะคุณโกโจ / ไอ้หัวไม้ขนไก่ชุ่ยไง!

ทั้งโยโกะกับอิจิจิต่างตะโกนในใจพร้อมกับโดยมิได้นัดหมาย

 

 

 

 

 

 

ตอนแรก หน้าบ้านของเขามีผู้ชายพุงยื่นกำลังเช็ดเหงื่อบนใหน้าเขานั่งอยู่ตรงทางขึ้น

อาจารย์ของเขาที่โรงเรียนเอง

ไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์คนนี้ถึงมาที่นี่ได้

“อ๊ะ โยชิโนะ โดดเรียนเหรอเนี่ย” จุนเปอยากจะเดินหนีแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ชายร่างอ้วนหันมามองเห็นเขาเสียก่อน เขาลุกขึ้นและเดินมาที่จุนเป

“อาจารย์โซโตมุระ…”

“ได้ยินข่าวรึยังน่ะ ซายามะ นิชิมุระ ฮอนดะ ทั้งสามคนเสียชีวิตแล้วนะ”

คำพูดของผู้เป็นอาจารย์ทำให้หวนนึกถึงเหตุการณ์ที่โรงภาพยนตร์ตอนที่หนังกำลังฉาย ข้างหน้าเขามีคนไร้มารยาทพูดคุยเสียดังภายในโรงถึงสามคน และต่างก็ถูกทำให้เงียบด้วยวิธีการที่แปลกประหลาด

ผู้ชายที่ชื่อมาฮิโตะเป็นคนทำ

ส่วนสามคนที่ตาย ก็เป็นคนที่อยู่โรงเรียนเดียวกับจุนเปเสียเอง

ตอนแรกนั้นเขาก็ไม่คิดอะไร จนมาถึงประโยคถัดไปของอาจารย์คนนี้

“นายสนิทกับพวกเขาใช่มั้ยล่ะจุนเป?”

หา?

“พวกเขาเอาใจใส่นายที่ไม่มีเพื่อน แต่นายกลับไม่ไปงานศพของพวกเขา”

สนิท? สนิทกันเหรอ?

“ไปแค่จุดธูปสักหน่อยก็ได้ ฉันก็จะไปด้วยกันกับเธอ”

บ้าไปแล้ว

ช่างไม่รู้อะไรบ้างเสียเลย

มาหาถึงนี่ที่เพื่อแบกพุงพลุ้ยนั่นมาแล้วบอกว่า ‘พวกมัน’ เป็นเพื่อนสนิทเนี่ยนะ

น่าขำ ให้ตายสิ

“ครูเนี้ย… เพราะเรียนจบมาก็ทำงานในโรงเรียนเลย ก็เลยไม่มีประสบการณ์ในสังคมสินะครับ” สีหน้าในภายนอกของจุนเปเริ่มสับสบแปรปรวนด้วยอารมณ์ที่ขึ้นลง

 สนิทหรือ? เพื่อนกันหรือ? พวกเขาเอาใจใส่เหรอ? ทำไมเขาดูอารมณ์คนอื่นไม่ออกเลยนะ? ว่าตอนที่เขาฟังน่ะ เขาทำสีหน้ายังไง ทำไมอาจารย์คนนี้เขาไม่คิดเลยนะ ว่าทำไมจุนเปถึงไม่ไปงานศพของสามคนนั่น น่าสมเพช สนใจแต่ความจริงเบื้องหน้า แต่กลับไม่เหลียวแลเบื้องหลังที่แสนจะเน่าเฟะของทั้งสามคนนั่น บางทีที่สามคนนั้นตายมันก็เป็นเหตุผลที่เหมาะควรมากที่สุดแล้ว พวกเขาต้องตายอย่างทุกข์ทรมาณเพื่อชดใช้บาป

ตายแค่ครั้งเดียวก็อาจจะยังชดใช้ไม่พอด้วยซ้ำ

“เพราะแบบนี้ ถึงได้มีเด็กตัวใหญ่แบบนายขึ้นมาสินะ”

ไม่ว่าหน้าไหน แม้แต่หมอนี่

ก็เหมือนกันหมด

“พึมพัมอะไรอยู่น่ะ เก็บตัวจนเพียะ----!” ผู้เป็นอาจารย์กำลังจะเอ่ยถามลูกศิษย์ที่ขยับปากพึมพัมบางอย่างที่เขาไม่ได้ยิน แต่ข้างแก้มย้วยของเขามีบางอย่างกระแทกเข้ามาอย่างแรงจนเกือบทำให้เขาล้มบนถนน

“หวา! ขอโทษค่ะ! หนูวิ่งแล้วสะดุดขาตัวเอง เลยทำลูกบอลตกใส่น่ะคะ ขอโทษจริงๆ นะคะ!” จู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่สามารถระบุทิศทางได้ว่าเธอมาจากไหนก็ปรากฏตัว เธอคนนั้นช่วยดึงร่างของอาจารย์โซโตมุระขึ้นมาให้ยืนตรงดังเดิม พร้อมกับโน้มหัวขอโทษรัวๆ “ขอโทษค่ะ! ลูกบอลมันหลุดมือไปเอง หนูไม่ได้ตั้งใจ”

ใช่ ผู้หญิงคนนี้เป็นคนทำให้ลูกบอลสีทองลูกเล็กขนาดเท่ากำมือหลุดลอย

แต่ทำหลุดยังไงให้ชนพอดีเหมือนจงใจโยนใส่เลยล่ะ เขาเองก็ไม่ได้ตาฝาดนะ ลูกบอลถูกเขวี้ยงมาจริงๆ

“อ่าๆ ไม่เป็นไรครับ ผมไม่เป็นไร” โซโตมุระหยิบผ้าเช็ดหน้ามาประคบที่แก้มแดงที่ถูกลูกบอลชนเข้าให้

“ถ้าวันไหนอยากไปงานศพของสามคนนั้นก็บอกอาจารย์นะ เดี๋ยวอาจารย์จะพาไปเอง” โซโตมุระกล่าวทิ้งท้ายและเดินจากไป ณ ที่ตรงนั้น ดูเหมือนว่าเขาจะรีบไปทำแผล เพระาเห็นแวบๆ ว่าภายในปากเขามีเลือดไหลออกอยู่ไม่มากเท่าไรนัก

“…” จุนเปไม่พูดอะไร เขาได้แต่เพียงมองผู้หญิงที่หันหน้ามองร่างโซโตมุระเดินจากไปจนสุดสายตา ก่อนที่จะหันกลับมาพร้อมกับยิ้มกว้างให้กับเขา

(   ;ꏿ_ꏿ;)   (^‿^   )

“สวัสดี” เธอเป็นฝ่ายพูดคนแรก “ฉันชื่ออากิฮิโระ โยโกะ” พร้อมกับยื่นมือขวาเป็นการทำความรู้จัก

“เอ่อ… คือ” จุนเปไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนจึงรู้สึกเกร็งและทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ “คือ…”

“ไม่ต้องบอกชื่อก็ได้ แค่จับมือทำความรู้จักก็พอ”

แม้แต่เพื่อนผู้หญิงที่โรงเรียนเขาก็ไม่เคยคุยด้วย จับมือกับผู้หญิงน่ะเหรอ? ก็ไม่เคยมีแม้แต่เสี้ยวความคิด

แต่สุดท้ายเขาก็ยื่นมือตัวเองจับมือบางนั่นและเขย่าเบาๆ เป็นพอดี

“สวัสดี”

บอกตรงๆ นี่ไม่ใช่ตัวเขาเลย

“ฉันแค่อยากจะมาคุยกับนายน่ะ”

“คุยกับฉันเหรอ? เรื่องอะไรล่ะ”

“ก็เรื่อง---”

ยังไม่ทันที่จะได้บอกหัวข้อเรื่อง สายตาของทั้งคู่ต่างก็เหลือบเห็นร่างมนุษย์ร่างหนึ่งที่กำลังร่วงหล่นมาจากฟ้า (?)

“สต๊อปปปปปป!”

ในมือของเขาก็กอบกุมวิญญาณคำสาปไว้อยู่

ดวงตาของทั้งสามคนต่างสบประสานกันในเวลาที่เหมาะเจาะ

“แอ๊ก!”

แต่ทว่า ร่างของอิตาโดริกลับกลิ้งลงบนพื้นและหัวชนโขกเข้ากับข้างเสา เพราะเขาเสียหลักยืนได้ไม่ดี แต่เขาก็สามารถคงอาการทุกอย่างให้กลับมาเป็นปกติได้

“อ่า ไอ้เจ้าบื้อที่หัวชนเสานั่นก็อยากจะคุยกับนายเหมือนกัน” โยโกะชี้นิ้วไปทางอิตาโดริ เขาเดินมาทางที่ทั้งคู่ยืนอยู่พร้อมกับโบกมือเป็นการทักทาย

ที่หัวโขกเมื่อกี้ไม่เจ็บเลยเหรอนั่น? ಠಿ_ಠ

“โย่ สวัสดี” อิตาโดริกล่าวทักทายกับจุนเปครั้งแรก “ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับนายหน่อยน่ะ”

“คุย… เหมือนเธอคนนี้เลย” จุนเปหันมามองโยโกะ “พวกนายสองคน มีอะไรกับฉันงั้นเหรอ?”

ทั้งโยโกะและอิตาโดริต่างมองหน้ากัน ก่อนที่ฝ่ายโยโกะพูดขึ้น

“เราไปคุยกันที่อื่นดีกว่า”

 

 

 

 

 

 

ทั้งสามคนเลือกที่จะมานั่งคุยด้วยที่ทางขึ้นลงบันไดริมแม่น้ำ

“คุณอิจิจิไม่รับสายเลยเหรอ?” โยโกะเอ่ยถามในขณะที่นั่งบนขั้นบันไดข้างๆ จุนเป พร้อมดูอิตาโดริกำลังยกโทรศัพท์แนบหูเพื่อติดต่อผู้ช่วยคนสำคัญ

โทร. หาไปหลายสายแล้ว คงไม่มีท่าทีว่าจะรับง่ายๆ

“โธ่เอ๊ย! ถามไปเลยก็แล้วกัน!” ดูเหมือนว่าเขาจะตัดสินใจได้บางอย่าง เขาจึงหันกลับมาแล้วก็ถามคำถามกับจุนเป

“นี่ ที่นายไปโรงหนังมาก่อนหน้านี้มีคนตาย นายเห็นอะไรบ้างมั้ย อย่างตัวน่าเกลียดแบบนี้” อิตาโดริถามตรงประเด็นและจับร่างวิญญาณคำสาปโยโทขึ้นมาให้ดูเป็นตัวอย่าง

โป๊ก!

“โอ๊ย!” อิตาโดริกุมหัวร้องโอดโอย เมื่อจู่ๆ เพื่อนสาวของเขาก็ลุกขึ้นมาและเขกกลางหัวของเขาไปหนึ่งที

“เธอทำฉันทำไมเนี่ย! ที่โขกกับเสานั่นเพิ่งจะหายเจ็บไปเองนะ! ”

“นายก็เล่นถามบุ่มบ่ามแบบนั้น คนบ้าที่ไหนจะตอบถูกกันล่ะ! ไอ้บ้า!” ว่าแล้วโยโกะก็ดึงแก้มของเขาข้างหนึ่งด้วยความหมั่นเขี้ยวในข้อหาที่เขาทำตัวซื่อบื้อ

“เบาๆ~ แก้มฉันจะย้วยหมดแล้วววว”

“เอ่อ ใจเย็นกันก่อนนะ” จุนเปลุกขึ้นและรีบห้ามมวยระหว่างทั้งสองคน “ส่วนที่โรงหนังนั่นฉันไม่เห็นอะไรหรอกนะ เพิ่งเห็นของแบบนั้นชัดๆ เมื่อไม่นานมานี้เอง”

“งั้นเหรอ” อิตาโดริทำหน้าเหวอปนเสียดาย “งั้นก็ไม่มีอะไรจะถามแล้วล่ะ”

กล่าวจบอิตาโดริก็จับข้อมือโยโกะและดึงเธอมาให้นั่งลงบนขั้นบันไดข้างๆ กัน ไม่ลืมที่จะชวนเรียกจุนเปด้วย “งั้นช่วยมานั่งรอคนที่เป็นเหมือนหัวหน้าของฉันมาก่อนได้มั้ย?”

“ก็ได้” จุนเปตอบรับคำขอและนั่งลงตรงข้างๆ อิตาโดริ

รออะรอได้

แต่ไม่ต้องจับมือถือแขนก็ได้มั้ง!? ಠ_ಠ

โยโกะพยายามดึงข้อมือตัวเองออก แต่เขาก็จับข้อมือเธอไว้ซะแน่น คนบ้าอะไรมือใหญ่แถมจับไม่ยอมปล่อยอีก โว้ย! ಠ益ಠ

“ปล่อยมือฉันได้แล้ว” โยโกะพยายามดึงข้อมือจากมือใหญ่นั่น แต่ก็ไร้ผล “นี่กวนกันเรอะ?”

“ก็จับไว้เผื่อเธอจะเขกหัวฉันอีกไง” เขาหันมาบอกหน้าซื่อ ดื้อตาใส “แบบนี้น่ะดีแล้ว”

“นายลืมไปแล้วหรือไงว่าฉันมีแขนอีกข้างน่ะ”

“งั้นเหรอ” ว่าแล้วอิตาโดริก็ปล่อยข้อมือข้างหนึ่งของโยโกะ แต่เขาก็อาศัยความเร็วในการรวบข้อมือทั้งสองข้างของโยโกะไว้ในมือเดียวของอิตาโดริแทน

“โห ข้อมือเธอเล็กเป็นบ้า กินข้าวกินปลาเข้าไปบ้างมั้ยน่ะ?”

“หาาาาา!!”

ไอ้หมากวนตีนนนน

“ไอ้บ้า! ปล่อยมือฉันเดี๋ยวนี้นะ! ฉันจะโขกหัวนายให้แบะเลย ไอ้@#฿_&+(! ย๊ากกกกกก!” โยโกะทั้งด่าทั้งพยายามสะบัดข้อมือให้หลุด ทั้งบิดข้อมือดึงตัวเองออก มันก็ไม่ได้ผล อิตาโดริไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนอะไรเลย แถมยังหันหน้าไปคุยกับจุนเปได้อย่างปกติ “นายดูอะไรที่โรงหนังเหรอ?”

ช่วยดูฉันก่อนนนนน ( ≧Д≦)

จุนเปเหลือบมามองโยโกะที่กำลังส่งสายตาขอความช่วยเหลือลับหลังอิตาโดริ เขาดูเหมือนหนักใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อได้เห็นอิตาโดริยิ้มจริงใจให้เขา นั่นก็ทำให้จุนเปคิดใหม่

ปล่อยแบบนี้ไปก็คงไม่แย่เท่าไหร่

“มันฉายซ้ำหนังสมัยก่อน พูดไปก็ไม่รู้เรื่องหรอก”

“เอาน่า เอาน่า”

“มนุษย์ไส้เดือน 3”

ไอ้เพื่อนทรยศศศศศศศศศศ

“นั่นน่าเบื่อสุดๆ ไปเลยนะ เพราะอย่างนั้นฉันเลยโดนต่อยตั้งไม่รู้กี่ครั้ง” อิตาโดริแสดงความคิดเห็น โยโกะไม่ทันได้ฟังจับใจความเพราะมัวแต่พยายามดึงข้อมือตัวเองออก จนแล้วจนเล่าจนเธอหมดแรงที่จะสู้ โยโกะจึงเอนกายพิงตัวอิตาโดริ เอาหัวซบต้นแขนของเขาเพื่อพักแรงที่เสียไปก่อนหน้า สายตามองมือของเขาที่ยังคงจับข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้อยู่ สองหูฟังผู้ชายทั้งสองคนข้างเธอที่กำลังสนทนาเรื่องหนังกันอย่างเพลิดเพลิน

เหอะ มันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่…

(눈‸눈)

“อ้าว จุนเป”

เสียงเรียกของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นและเรียกความสนใจของทั้งสามคน โยโกะ อิตาโดริ จุนเปต่างหันไปมอง ก็เห็นเป็นผู้หญิงผมสั้นหยักศกสีดำคนหนึ่งกำลังถือถุงพลาสติกที่มีต้นหอมยื่นออกมา อีกมือของเธอคีบมวนบุหรี่

“แม่!” จุนเปเอ่ยคำเรียกที่ทำให้รู้สถานะของเขากับผู้หญิงคนนี้

“เพื่อนเหรอ?” เธอเอ่ยในขณะที่กำลังก้าวลงมาตามขั้นบันได

“เพิ่งเจอกันเมื่อกี้เอง” จุนเปตอบกลับ โยโกะเอาข้อมือตัวเองของมาได้สำเร็จแล้ว เพราะอิตาโดริคลายกำลังลง เธอลุกขึ้นยืนและกล่าวทักทายแม่ของจุนเป “สวัสดีค่ะคุณแม่ หนูชื่ออากิฮิโระ โยโกะค่ะ”

“สวัสดีจ้ะหนูโยโกะ หน้าตาสะสวยจังเลยนะ” คำชมของแม่จุนเปทำให้โยโกะมีเลือดฝาดที่แก้มนวลปรากฏจางๆ

“ขอบคุณค่ะ…”

“ถึงเพิ่งจะเจอกัน แต่ก็เป็นเพื่อนกันได้ครับ!” อิตาโดริเป็นคนพูด เขาลุกขึ้นและมายืนข้างโยโกะ

“ชื่ออะไรจ้ะ?”

“อิตาโดริ ยูจิครับ! คุณแม่ไม่เข้ากับต้นหอมเลยนะครับ!”

“โอ๊ะ รู้ด้วย พอดีฉันตั้งเป้าไว้ว่าจะเป็นผู้หญิงที่ไม่เข้ากับต้นหอมน่ะ” กล่าวจบ แม่ของจุนเปก็คีบบุหรี่ขึ้นมาสูบ

พูดอะไรน่ะ / อะไรวะนั่น

โยโกะก็คิดเหมือนกับจุนเปโดยมิได้นัดหมาย

ควั่บ

“สูบบุหรี่อีกแล้ว ผมบอกแล้วไงว่าให้เลิก” จุนเปถือวิสาสะคว้าบุหรี่ออกมาจากมือแม่ของเขา พูดกึ่งขึ้นเสียงที่แม่ของเขาเผลอทำในสิ่งที่ตัวเขาเองไม่ชอบอีกแล้ว

“ขอโทษค่า~” แต่ดูเหมือนว่าแม่ของเขาจะไม่รู้สึกอะไรมาก ภาพแบบนี้คงมีให้เห็นทุกวันเมื่อแม่ของจุนเปสูบบุหรี่แล้วจุนเปมาเห็นเข้า

“ว่าไงยูจิ โยโกะ อยากทานข้าวฝีมือฉันมั้ย?” จู่ๆ แม่ของจุนเปก็เปลี่ยนเป้าหมายมาที่นักเรียนไสยเวยทั้งสองคน

“เดี๋ยวสิ รบกวนพวกเขานะ!”

“หา ข้าวของฉันเป็นการรบกวนเหรอ?” สองแม่ลูกเริ่มปะทะคารมกันอีกครั้ง ส่วนอิตาโดริกับโยโกะยืนมองทั้งสองคน

“นายจะเอายังไง?” โยโกะเอามือป้องปากถามข้างหูของอิตาโดริ แต่คำตอบที่ได้กลับมาคือเสียงท้องร้องของเขาเสียเอง

“มีของที่ไม่ชอบมั้ย?” แม่จุนเปหันมาเอ่ยถาม

“ไม่มีครับ!”

สรุปคือไปเพราะหิวเหรอเนี่ย?! ʕಠ_ಠʔ

 

 

 

 

 

 

 

ซากปรักหักพังของก้อนหินใหญ่ตั้งระเกะระกะอยู่บนพื้น แสดงถึงความดุเดือดของสมรภูมิระหว่างผู้ใช้คุณไสยกับวิญญาณคำสาปที่ได้เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่ทว่า ภายใต้ซากหินเหล่านั้นมีบางสิ่งบางอย่างขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวออกมา มีลักษณะรูปร่างเป็นเรียวยาว ก่อนที่จะแปรเปลี่ยนรูปร่างเหมือนมนุษย์

“ฮะ ฮะ ฮะ ทำอะไรบ้าบิ่นไม่เข้ากับใบหน้านั่นเลยน้า ผู้ใช้วิชาคนนั้นน่ะ” มาฮิโตะกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ด้วยสภาพที่เปลือยเปล่า และหันไปมองผู้มาเยือนเขาอีกคน

“เล่นใหญ่เหมือนกันนะเนี่ย” คนนั้นก็คือเกโท ชายผู้มีเรือนผมยาวสีดำปีกกา ดวงตาเรียวแหลมดั่งหยก

“เขาเป็นคนสนุกดี ได้เรียนรู้หลายอย่างเลยล่ะ”

“เห?”

“ถึงจะถูกขยี้จนแหลกสลาย แต่ถ้าคงรูปร่างวิญญาณเอาไว้ได้ก็ไม่ตาย การใช้พลังไสยเวทก็อยู่ในขอบเขตที่เติมให้เต็มเองได้” มาฮิโตะอธิบายถึงความรู้ใหม่ที่เขาได้มาจากการต่อสู้ “แล้วดูเหมือนว่า จะดัดแปลงวิญญาณของตัวเองสักเท่าไหร่ก็ไม่มีผลเสียนะ”

“อย่างนั้นน่ะเหรอ?”

“แล้วทางฝั่งนั้นน่ะ เป็นยังไงบ้าง?”

“ฝั่งนั้น?” คำถามของมาฮิโตะทำให้เขานึกถึงตอนที่ได้เดินผ่านที่สะพานและมองเห็นกลุ่มคนพวกนั้น

“เป็นไปตามแผน แต่มีส่วนเกินมานิดหน่อย คงไม่เป็นไรหรอก”

“ส่วนเกิน? ใครล่ะ?” มาฮิโตะเอ่ยถาม “นอกจากอิตาโดริ ยูจิ กับจุนเปแล้วมีใครอีก”

“ผู้หญิงอีกคนน่ะ ชื่อว่าอากิฮิโระ โยโกะ เป็นนักเรียนปีหนึ่งโรงเรียนไสยเวทเหมือนกับอิตาโดริ ยูจิ เป็นเพื่อนสนิทของเขา” เกโทพูดไปตามข้อมูลที่เขาไปสืบค้นมา “พลังไสยเวทของเธอยังไม่มีชื่อเรียก แต่มีลักษณะเป็นผงทรายสีทองประกาย จะแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธตามที่เธออยากให้เป็น”

“เมื่อกี้นายพูดว่าทรายสีทองประกายเหรอ?” มาฮิโตะทวนประโยคหนึ่งที่เกโทพูด

“ใช่ ทำไมเหรอ?”

“เธอเป็นคนที่ฉันกำลังตามหาอยู่น่ะ” มาฮิโตะพูดความในใจโดยไม่ปกปิด “เธอคนนั้นมีพลังไสยเวทที่เปล่งประกายสวยงามมาก ฉันอยากจะได้เธอมาเป็นเจ้าของ”

“ถ้ามีโอกาส ก็รีบลงมือซะสิ”

“อีกไม่นานหรอกน่า ฉันจะได้ผู้ใช้ไสยเวทที่ชื่อโยโกะมาครอบครอง”

 

 

 

 

 

 

 

 

“แล้วไง! แล้วไงต่อ!”

“เพราะทาคาชิคุงพูดแบบมั่นใจสุดขีดว่า ‘ตัวอ่อนแมลงพันธุ์ต่างประเทศ’ เลยเก็บมา แต่จริงๆ แล้ว กลับเป็นเส้นบุกในมื้ออาหารกลางวันของโรงเรียนล่ะครับ!”

“ฮ่าๆๆๆๆ เส้นบุก! เส้นบุกแน่ะ!”

“แม่ดื่มเยอะไปแล้วนะ”

เสียงสรวลเฮฮาดังไปทั่วบริเวณโต๊ะทานข้าว ทั้งสี่คนต่างร่วมรับฟังเรื่องตลกขำขันของอิตาโดริ แม่ของจุนเปดูท่าจะชอบใจมากเพราะเธอหัวเราะไม่หยุด

“เอ้า ยูจิคุง เลียนแบบดารา~” แม่ของจุนเปยื่นจานเปล่าไปให้อิตาโดริ เขาก็รับมาอย่างง่ายดายและเริ่มทำตามคำขอให้เลียนแบบดารา

“วิลสัน! วิลสันนนน!”

จุนเปและโยโกะต่างสำลักและขำพรวดเมื่อได้เห็นท่าเลียนแบบตัวเอกชัค โนแลนด์ จากหนังเรื่อง Cast away คนหลุดโลก ตอนที่ลูกบอลวิลสันของชัคถูกลอยทะเลไปไกล นั่นเขาก็ทำได้เหมือนมากทีเดียว

“นั่น Cast away คนหลุดโลกใช่มั้ย?” จุนเปเอ่ยถามทั้งที่ยังขำไม่หยุด

“ถูกต้อง!”

“เอ๊ะ มุขหนัง?” แต่ทว่า คนขอให้ทำมุขเลียนแบบดารากลับไม่เข้าใจเสียเอง

บรรยากาศแห่งความสุขกำลังดำเนินไปตามเวลา โทรศัพท์ข้างกระเป๋ากระโปรงโยโกะดังขึ้น เธอจึงขอตัวกับแม่จุนเปและเดินแยกไปคุยที่มุมประตูบ้าน สายตายังคงมองทั้งสามคนที่กำลังสนทนากันด้วยรอยยิ้มในขณะที่หูก็เงี่ยฟังปลายสาย

อยากให้เป็นแบบนี้ไปนานๆ จัง

[ มึงอยู่ไหน? ] เป็นณัฐวัฒน์ที่โทรมาหาเธอ

เชี่ย…

ลืมไปเลย

“กำลังเที่ยวอยู่ ก็บอกเองว่าให้ไปเที่ยวหนิ”

[ กูรู้ว่ากูเป็นคนบอก แต่ไม่ได้ให้มึงไปหลายชั่วโมงแบบนี้ ]

“ก็คนไปเที่ยวอ่าพี่ จะเอายังงายยย?” โยโกะเอ่ยถามแกมกวนบาทาอีกฝ่าย “เดี๋ยวถ้ามีอะไรก็ค่อยกลับไปเล่าเองแหละ ตอนนี้กำลังทำภารกิจอยู่”

[ ภารกิจ? ไหนมึงบอกไปเที่ยว? ]

อุ๊บ

ฉิบหาย

“เอ่อ ก็ทำภารกิจนั่นแหละ ไม่ได้ไปเที่ยว ตอนนี้ก็ทำอยู่กับอิตาโดริ”

[ อิตาโดริ? คนที่มึงบอกว่าตายไปแล้วน่ะนะ!? ]

เสียงตะโกนแทรกสายเข้ามาจนทำให้เธอต้องดึงโทรศัพท์ออกจากหู ดังเกินไปแล้วโว้ย!

“ไม่ต้องตะโกนก็ได้ เดี๋ยวกลับไปหนูอธิบายให้ฟังเอง” โยโกะรีบตัดบท เพราะเห็นว่าเธอมายืนคุยโทรศัพท์ตรงนี้นานเกินไปแล้ว “รู้แค่ว่ากำลังทำภารกิจให้โรงเรียนอยู่ แค่นี้นะ”

โยโกะกดวางสายและเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากระโปรงดังเดิม อ่า กลับไปโดนเทศน์หูชาแน่

แต่ก่อนอื่น ขอซึมซับบรรยากาศตอนนี้หน่อยเถอะ

 

 

 

 

 

 

#ขอแบ่งเป็นสองพาร์ทนะคะ ยาวมาก แง 

#ตรงมุขจับข้อมือนี่เขียนมาจากประสบการณ์โดยตรงของไรท์เลยค่ะ แต่ตอนนั้นโดนบีบแรงมาก เจ็บโว้ยไอ้แม่ย้อยยยยยยยย 

#นังมาฮิโตะจะทำอะไรโยโกะ!? ಠಿ_ಠಿ 

#ตอนนี้ก็ถือซะว่าเป็นตอนฟ้าใสก่อนมรสุมเข้านะคะ! เตรียมตัวไว้!

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 125 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

212 ความคิดเห็น

  1. #206 มิโกะ ซากุระ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 เมษายน 2564 / 17:54
    ชอบคู่ยูจิกับนางเอกอะ
    #206
    0
  2. #110 minxxix (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564 / 06:38
    จุนเปจะรอดมั้ยน้าาา
    #110
    1
    • #110-1 Charming_Syntheir(จากตอนที่ 13)
      21 กุมภาพันธ์ 2564 / 11:05
      จุนเปจะต้องรอดสิ 🤣
      #110-1
  3. #109 พี่ชายสามตา (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564 / 06:11
    หงึ พายุใหญ่กำลังจะมา
    #109
    1
    • #109-1 Charming_Syntheir(จากตอนที่ 13)
      21 กุมภาพันธ์ 2564 / 11:05
      เตรียมตัวรับมือไว้นะคะ !
      #109-1
  4. #108 ลุนแลงอ้ะ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564 / 04:45
    แม่จุนเปน่ารัก ไม่อยากจะนึกถึงตอนต่อไปเลยค่ะ UnU
    #108
    1
    • #108-1 Charming_Syntheir(จากตอนที่ 13)
      21 กุมภาพันธ์ 2564 / 11:04
      แม่จุนเปน่ารักจริงๆ ค่ะ U_U
      #108-1