KOOKMIN | 2 0 6 M I L E S (END) | Spin-off 2318 miles VMIN |

ตอนที่ 12 : 2 0 6 M I L E S | Chapter10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,630
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 697 ครั้ง
    27 ก.ย. 61

[PRE - ORDER] 
เปิดพรีฟิค KOOKMIN | 206 MILES

ระยะเวลาการเปิดพรีตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน ถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2561

ลิ้งค์รายละเอียด >>  https://goo.gl/forms/XwzpLB7yEUGLLoTS2 




2 0 6 M I L E S

Chapter_10

 


“ครับ ถ้ายังไม่หายต้องไปหาหมอแล้วนะครับ อย่าดื้อไม่ยอมไปนะครับ”


“เข้าใจแล้วๆ ไม่ต้องห่วงหรอกน่า”


โฮซอกเอ่ยกับคนปลายสาย โดนกำชับเรื่องให้ดูแลสุขภาพไปหลายรอบก่อนจะวางสาย เพราะช่วงที่ผ่านมางานยุ่งมากจนเขาแทบจะไม่ได้นอน ร่างกายที่เคยอดหลับอดนอนได้สองสามวันเลยออกอาการประท้วงขึ้นมา ปกติแล้วเขามันพวกชอบอดหลับอดนอนทำงานโต้รุ่งอยู่แล้ว แต่นั่นก็แค่สองสามวันแล้วหลังจากนั้นก็ได้นอนพักเต็มอิ่ม ต่างจากตอนนี้ที่ได้พักผ่อนแค่สามถึงสี่ชั่วโมงต่อวัน แถมเรื่องเครียดๆยังสุมอยู่ในหัวเต็มไปหมด


คนที่รู้ว่าตัวเองป่วยแต่ไม่อยากไปหาหมอถอนหายใจออกมาเบาๆ รู้สึกมึนๆในหัวจนอยากจะหลับข้ามวันข้ามคืนไปให้รู้แล้วรู้รอดแต่ก็ทำแบบนั้นไม่ได้ และตอนนี้เขาก็อยู่ที่โรงพยาบาล ไม่ได้มาหาหมอ แต่มาเยี่ยมคนป่วยที่นอนอยู่โรงพยาบาลไม่ยอมกลับบ้านมาเป็นเดือนแล้ว


คุณพัคอาการดีขึ้นมาก แต่ดูเหมือนว่าคุณลุงของเขาจะยังไม่อยากกลับไปรับมือกับความวุ่นวายที่บ้าน ตอนนี้ก็เลยนอนอยู่ที่โรงพยาบาลที่แหละ แต่จริงๆแล้วถึงท่านจะหายดีแล้วเขาก็ยังไม่อยากให้กลับบ้านอยู่ดี เพราะถ้ากลับไปเจอน้องสะใภ้ตอนนี้ท่านคงได้ล้มป่วยเข้าโรงพยาบาลอีกรอบเพราะความดันขึ้น


โฮซอกเดินสะบัดหัวเข้าไปในลิฟท์ วันนี้นอกจากมาเยี่ยมคนป่วยแล้วเขายังรับหน้าที่เอาเอกสารบางส่วนมาส่งให้คุณลุงด้วย เพราะคนป่วยที่ไม่ยอมกลับบ้านแต่อยากทำงานร้องขอมา เขาก็เลยต้องทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


แต่ก็อย่างที่ว่ากันนั่นแหละ นอนอยู่โรงพยาบาลเฉยๆมันก็น่าเบื่อ ไปบริษัทหรือกลับบ้านก็น่าจะความดันขึ้น เพราะงั้นทำงานมันที่โรงพยาบาลที่แหละ มีประกันสุขภาพที่ทำไว้เยอะแยะ นอนมันสักเดือนก็คงไม่เสียหายอะไรหรอกมั้ง


โฮซอกขยับไปยืนพิงผนังลิฟท์ หลับตาลงช้าๆเพราะรู้สึกเวียนหัว รอเวลาให้ลิฟท์ถึงที่หมาย เขาจะได้กลับไปทำงานที่เหลือต่อให้เสร็จแล้วจะได้นอนพักสักที คนที่อยากนอนพักใจจะขาดเริ่มขยับตัวอีกครั้งเมื่อรู้สึกว่าลิฟท์หยุดเคลื่อนที่ โฮซอกลืมตาขึ้นก่อนจะก้าวเดินออกจากลิฟท์ สวนทางกับคุณหมอในชุดกาวน์สีขาวกับคุณพยาบาลที่มองเห็นแค่ลางๆ


ให้ตาย...รู้สึกเหมือนแรงโน้มถ่วงของโลกกำลังพาร่างเพลียๆของตัวเองดิ่งลงพื้น เขายังมีสติแต่กลับไม่มีแรงมากพอที่จะพยุงร่างกายตัวเอง ในหัวได้แต่เตรียมรับแรงกระแทกทั้งๆที่ไม่มีแรงพอที่จะพลิกตัวด้วยซ้ำ ภาพเบลอๆของพื้นลอยอยู่ตรงหน้าแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาได้ยินเสียงวี้ดว้ายจากใครสักคนก่อนที่จะหลับตาลง


แต่ดูเหมือนว่าโลกนี้จะยังปราณีเขาอยู่บ้าง โฮซอกรับรู้ถึงบางอย่างที่ช่วยเขาจากการดิ่งลงพื้น แม้จะรู้สึกเจ็บที่หัวเข่าแต่ก็ยังดีที่หัวเขาไม่ได้ฟาดพื้นอย่างที่คิดไว้


อยากจะเอ่ยขอบคุณคนที่ช่วยไว้มากแค่ไหนแต่แค่แรงที่จะลืมตาตอนนี้เขายังไม่มี โฮซอกได้ยินเสียงพูดคุยที่เขาแทบจะจับใจความไม่ได้ ในหัวมันเบลอไปหมด เพียงแต่เขายังรับรู้บางสิ่งที่เกิดขึ้น เสียงที่แว่วเข้ามาในหู แรงที่สัมผัสกับตัวเขา


โฮซอกรู้แค่ว่าตัวของเขาถูกยกขึ้นจากพื้นก่อนจะถูกวางลงอีกครั้ง เขาได้ยินเสียงที่ฟังแล้วดูวุ่นวายไปหมด บางอย่างสัมผัสกับร่างกายของเขา กลิ่นฉุนๆที่เขาไม่เคยชอบแตะอยู่ที่ปลายจมูก เวลาผ่านไปสักพักก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลง


โฮซอกค่อยๆลืมตาขึ้นหลังจากที่เรี่ยวแรงบางส่วนกลับมา เพดานสีขาวคือสิ่งแรกที่เขามองเห็น ผ้าม่านสีฟ้าที่ทำให้รู้ว่าที่นี่คงจะเป็นห้องฉุกเฉินของทางโรงพยาบาล มือเรียวถูกยกขึ้นมานวดที่ขมับก่อนที่จะขยับตัวลุกขึ้นนั่ง พร้อมกับผ้าม่านที่ถูกเปิดออก


“นอนพักก่อนดีกว่านะครับ ถ้าลุกขึ้นมาตอนนี้แล้วล้มลงไปอีกรอบหมออาจจะต้องใส่น้ำเกลือให้จริงๆนะครับ”


โฮซอกมองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผู้ชายที่สวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินกับกางเกงสแล็คและสวมทับด้วยเสื้อกาวน์สีขาว แว่นตาทรงสี่เหลี่ยมที่ประดับอยู่บนหน้าทำให้รู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเจอกันที่ไหนแต่ก็นึกไม่ออก


“ผมต้องกลับไปทำงาน”


“สุขภาพก็สำคัญนะครับ นอนพักก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวหมอไปหาอะไรหวานๆมาให้ทาน”


คนป่วยแอบทำหน้ามุ่ยเพราะโดนเมิน ยอมทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งตามคำสั่งของคุณหมอ ไม่ใช่ว่าเชื่อฟังหรอก แต่เพราะยังไม่มีแรงพอที่จะเถียงก็เท่านั้น ตอนนี้หัวเขาโล่งไปหมด ถ้าจะให้หาเหตุผลมาเอาชนะคุณหมดเขาคงแพ้ตั้งแต่คิดจะสู้


โฮซอกนอนคิดนั่นนี่ไปเรื่อย ไม่นานนักคุณหมอคนเดิมก็กลับมาพร้อมน้ำหวานสีแดงสองแก้วในมือ มองคุณหมอวางแก้วไว้บนตู้อะไรสักอย่างก่อนจะปรับเตียงให้ แก้วที่มีน้ำหวานถูกยื่นไปมาให้ โฮซอกเอื้อมมือออกไปรับแก้วจากมือคุณหมอ ค่อยๆดื่มมันทีละนิดจนหมด


น่าแปลกที่มันทำให้รู้สึกดีขึ้น โฮซอกมองแก้วที่อยู่ในมือยิ้มๆ ก่อนจะเงยหน้ามองคุณหมอที่กำลังดื่มน้ำหวานสีเดียวกันกับที่เขาเพิ่งดื่มเข้าไปเมื่อครู่


“ขอบคุณที่ช่วยนะครับ”


“เป็นหน้าที่ของหมออยู่แล้วครับ”


เอ่ยขอบคุณออกไปก่อนจะได้รับรอยยิ้มกลับคืนมา คุณหมอขอแก้วเปล่าจากมือคนป่วยก่อนจะเดินจากไป โฮซอกมองนั่นนี่ไปเรื่อย ในใจคิดอยากกลับไปทำงานให้เสร็จ เพราะคิดแบบนั้นก็เลยตัดสินใจเอ่ยเรียกคุณพยาบาลที่เดินผ่านมา


แต่สุดท้ายก็ได้ความว่าต้องถามคุณหมอก่อนว่าสามารถให้คนป่วยคนนี้กลับบ้านได้ไหม โฮซอกนั่งรอแบบเบื่อๆเพราะรู้สึกว่าจะนอนตรงนี้ก็คงนอนไม่หลับเพราะคนเดินผ่านไปมาตลอด


นั่งเล่นไปเรื่อยคุณหมอก็กลับมาอีกรอบพร้อมกับสีหน้าดุๆ และกระเป๋าอีกหนึ่งใบ เสื้อกาวน์สีขาวถูกถอดออกไปเหลือแค่เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มที่สวมอยู่


“ทำไมดื้อจังเลยครับ หมอบอกให้นอนพักก็ไม่ฟัง”


“หมอพูดเหมือนผมเป็นเด็ก”


“เด็กยังไม่ดื้อเท่าคุณเลยครับ”


“ก็มีงานต้องทำไงหมอ ผมไม่ใช่เด็กว่างงานที่จะนั่งๆนอนๆให้เวลาเสียไปเปล่าๆนะ”


“เข้าใจครับ แต่หมอยังอนุญาตให้กลับไม่ได้ครับ”


คนป่วยเบ้ปากทันทีที่ได้ยิน นึกอยากทะเลาะกับหมอสักตั้ง แต่ก็รู้ว่าทำแบบนั้นก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เพราะฉะนั้นทางเดียวที่เขาจะได้กลับบ้านคือต้องรอหมออนุญาตเท่านั้น เพราะถ้าจะให้หนีออกไปก็คงไม่พ้น คุณพยาบาลเดินสวนกันไปมาเต็มห้องขนาดนี้


“งานผมกองเท่าภูเขาเลยนะหมอ ถ้าไม่เสร็จผมต้องตายแน่ๆ ให้ผมกลับเถอะ”


“ถ้าทำงานไม่พักก็ตายได้เหมือนกันครับ”


“งั้นจะนอนพัก งานเสร็จแล้วจะรีบนอนพักเลยอ่ะ”


“แล้วหมอจะรู้ได้ยังไงล่ะครับว่าคุณจะนอนพักจริงๆ”


“สัญญาลูกผู้ชายเลยหมอ เนี่ย เกี่ยวก้อยด้วยยังได้เลย”


“เอาแต่ใจจังเลยนะครับ” คุณหมอเอ่ยขึ้น มองนิ้วก้อยที่ถูกยื่นมาตรงหน้า ไม่ได้คิดที่จะเกี่ยวก้อยสัญญากับคนไข้ที่ดื้อจะกลับไปทำงาน


“งั้นผมกลับบ้านก็ได้ ไปนอนพักที่บ้านงี้”


“แล้วจะกลับยังไงครับ” คนเป็นหมอถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาไม่มีสิทธิ์กักตัวคนไข้ไว้อยู่แล้วถ้าหากอีกฝ่ายไม่ยินยอม ค่ารักษาพยาบาลก็จัดการไปเรียบร้อยแล้วด้วยสิ


คุณหมอมองคนที่นั่งฉีกยิ้มอยู่บนเตียงเพราะคิดว่าตัวเองจะได้กลับบ้าน อดยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อนึกถึงตอนที่เจอกันครั้งแรก เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะจำคนที่เปิดประตูรถไปชนตัวเองได้ไหม เพราะมันก็ผ่านมาเกือบๆสองเดือนแล้ว


แต่เขาน่ะ จำได้ดีเลยล่ะ


วันนั้นดูเป็นคนสดใสยังไง วันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น


“ผมขับรถมาๆ”


“ให้ขับกลับเองไม่ได้ครับ เกิดไปชนคนอื่นเข้าจะทำยังไง”


“งั้นเดี๋ยวกลับแท็กซี่”


“อันตรายครับ เกิดเจอคนไม่ดีขึ้นมาคุณจะมีแรงที่ไหนไปสู้เขาครับ”


“อ่ะ งั้นเดี๋ยวเรียกคนที่บ้านมารับก็ได้”


“ดีครับ”


“หมอเห็นโทรศัพท์ผมไหม กระเป๋าด้วย”


คุณหมอมองคนที่หันซ้ายหันขวาหากระเป๋าใบใหญ่ของตัวเอง มือใหญ่เอื้อมไปเปิดตู้ที่อยู่ข้างๆเตียงแล้วหยิบกระเป๋าของอีกคนมาให้ เขาปล่อยให้คนป่วยคุยโทรศัพท์ส่วนตัวเองก็ยืนรอ สีหน้าผิดหวังของคนป่วยฉายออกมาครู่หนึ่งก่อนจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม


“ผมต้องไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ไหนอ่ะหมอ เดี๋ยวที่บ้านจะมารับล่ะ”


“เรื่องนั้นไม่เป็นไรครับ ไม่ได้เสียอะไรหรอกครับ” เลือกที่จะโกหกออกไปเพราะไม่อยากให้รู้ว่าเขาจัดการทุกอย่างให้หมดแล้ว


เพราะถ้าอีกฝ่ายจำเขาไม่ได้ เขาเองก็ไม่อยากจะรื้อพื้นมันขึ้นมา


“ดีจัง”


“งั้นหมอจะรอเป็นเพื่อนครับ”


“เฮ้ย ไม่เป็นไรหมอ รบกวนเปล่าๆ”


“ไม่หรอกครับ”


“ไม่ๆ เนี่ยๆคุณพยาบาลงานยุ่งมาก หมอจะมาอยู่เป็นเพื่อนผมทำไม”


“หมอออกเวรแล้วครับ ว่าง”


“หมอออออ ผมเกรงใจ!


คุณหมอยิ้มกับท่าทีลุกลี้ลุกลนของคนไข้ที่นั่งอยู่บนเตียง เขารู้หรอกว่าอีกฝ่ายโกหกเรื่องที่จะมีคนมารับ มองจากสีหน้าตอนนั้นกับเสียงที่แว่วออกมาจากโทรศัพท์ที่เขาเองพอจะจับใจความได้บ้างก็เลยรู้ว่าอะไรเป็นอะไร


ถ้าเขาปล่อยไปก็คงคิดจะขับรถกลับเองสินะ


“เกรงใจหรือกลัวความแตกครับ”


“เออ เนี่ย โกหกหมอไง ไม่มีคนมารับอ่ะ พอใจยัง”


“พอใจแล้วครับ”


“หมอแม่ง...”


คนเป็นหมอยิ้มมุมปาก ไม่ได้ถือสากับคำหยาบของคนไข้ เพราะเท่าที่ดูจากบัตรประชาชน อีกฝ่ายอายุมากกว่าเขาราวๆครึ่งปี แม้จะนึกอยากแกล้งปิดปากบางๆที่เอาแต่บ่นงุ้งงิ้งๆอยู่กับตัวเองนั่นก็ตาม


“เดี๋ยวหมอไปส่งครับ”


“เฮ้ย ไม่ต้องๆ เดี๋ยวกลับแท็กซี่เองได้”


“ถ้างั้นก็ไม่ต้องกลับครับ หมอจะให้พยาบาลจัดห้องให้ แล้วคืนนี้ก็นอนที่นี่แหละครับ”


“หมออออ!


ไม่รู้ว่าทำไมถึงนึกอยากจะแกล้งคนป่วยขึ้นมา แม้จะคุยกันแต่ก็ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่กล้าเสียงดังเพราะกลัวรบกวนคนอื่น ขนาดเอ่ยคำว่าหมอแบบลากยาวก็ยังเอ่ยด้วยน้ำเสียที่บางเบา


“หมอจะไปส่งครับ”


“ฮึ่ย ปกติบริการคนป่วยขนาดนี้ป่ะเนี่ย”


“แค่คุณนั่นแหละครับ”


“อ่ะ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษเลยทีนี้”


“ก็รู้สึกไปสิครับ”


“ถ้าเจอกันข้างนอกนี่ผมคงคิดว่าหมอกำลังจีบอ่ะ มีที่ไหนเอาใจใส่คนป่วยขนาดนี้บ้าง”


“แล้วทำไมเจอกันที่นี่ถึงไม่คิดว่าจีบล่ะครับ”



“เอ~ หมออย่าพูดให้ผมคิดสิ”


“ก็พูดให้คิดครับ” คุณหมอยิ้มน้อยๆตรงมุมปาก มองคนไข้ที่กำลังหรี่ตามองเขาอย่าจับผิด “แต่จริงๆยังกลับตอนนี้ไม่ได้นะครับ คุณควรไปพบหมอแล้วตรวจร่างกายสักหน่อย”


“จริงๆผมแค่พักผ่อนน้อยแล้วก็เป็นหวัดเฉยๆ”


“ตรวจอาการตัวเองได้แบบนี้ก็ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายรับภาระหนักขนาดนี้นะครับ”


คนป่วยเบะปากทันทีที่โดนดุ เริ่มรู้สึกเหนื่อยที่จะต่อล้อต่อเถียงกับคุณหมอ ถึงเรี่ยวแรงจะเริ่มกลับมาบ้างแล้วก็ตาม แต่ถ้าให้นั่งฟังหมอบ่นสักสิบนาทีถึงครึ่งชั่วโมงเขาอาจจะลมจับอีกรอบ


“ตัวคุณยังรุมๆอยู่ด้วย” โฮซอกสะดุ้งน้อยๆตอนที่มือหนาของคุณหมอแตะที่หน้าผาก โดนคุณหมอซักถามอาการอีกรอบจนกินเวลาไปเกือบๆห้านาที “เอาเป็นว่าหมอจะสั่งจ่ายยาให้ก็แล้วกันนะครับ”


“ครับ...”


“งั้นรอหมออยู่ตรงนี้นะครับ เดี๋ยวกลับมารับ”


โฮซอกพยักหน้าเบาๆให้คุณหมอ อีกฝ่ายเดินหายไปแล้วปล่อยให้เขานั่งรอ มือเรียวยกโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาเลขาที่ตอนนี้น่าจะเลิกงานกลับบ้านไปแล้ว สอบถามตารางงานของวันพรุ่งนี้เสร็จก็กดวางสายแล้วนั่งรอคุณหมอไปเรื่อย ไม่นานนักคนที่กำลังรอก็กลับมาพร้อมรถเข็นวีแชร์กับถุงยาในมือ


โฮซอกโดนคุณหมอจับยัดใส่รถเข็นทั้งๆที่เขายืนยันว่าสามารถเดินไปที่รถเองได้ นั่งมองคุณหมอคุยกับพนักงานสักคนก่อนที่กุญแจรถจะถูกยื่นไปให้ สรุปแล้ววันนี้เขาต้องกลับรถคุณหมอ ส่วนรถตัวเองก็จอดทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลนี่แหละ เพราะยังไงซะพรุ่งนี้ก็ต้องเข้ามาเอาเอกสารกับคุณลุงอีกอยู่ดี


แต่จะว่าไป.....เขายังไม่รู้ชื่อคุณหมอเลยนี่นา


อดที่จะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ไม่ได้ นี่จะกลับบ้านกับคุณหมอทั้งๆที่ยังไม่รู้ชื่อเลยเหรอ คิดแล้วก็ได้หัวเราะกับตัวเอง ความเชื่อคนง่ายนี่แก้ไม่หายสักที


เจ็บแล้วไม่จำจริงๆ...


เหตุการณ์เลวร้ายที่ผ่านมาแล่นเข้ามาในหัว แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นเขาก็จะไม่ตัดสินว่าใครดีหรือร้ายจนกว่าจะได้เจอกับตัว เพราะโลกนี้มีคนมากมายเกินกว่าที่เขาจะเอาความคิดและประสบการณ์แย่ๆของตัวเองไปตัดสิน


คนที่กำลังคิดอะไรฟุ้งซ่านอยู่ในหัวสะดุ้งเมื่อมีบางมาอย่างสัมผัสที่ไหล่ โฮซอกมองมือคุณหมอที่แตะอยู่บนไหล่เขา ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเรียกแล้วแต่เขาไม่ได้ยินเอง ก็เลยต้องยื่นมือมาสะกิด


“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยถาม โฮซอกส่ายหน้าน้อยๆให้คุณหมอที่กำลังมองอยู่ เห็นรถยนต์จอดอยู่ใกล้ๆ คิดว่าน่าจะเป็นรถยนต์ของคุณหมอที่รบกวนคุณพนักงานสักคนไปขับมาให้


“งั้นกลับเลยไหมครับ”


“ครับ”


“เชิญครับ”


โฮซอกลุกขึ้นเดินไปขึ้นรถที่มีคุณหมอเปิดประตูรออยู่ รถของคุณหมอเป็นเบนซ์คันหรูสักรุ่นที่เขาคิดว่าต้องทำงานสักสิบปีถึงจะเก็บเงินซื้อได้ คนสนใจรถมองไปรอบๆ รถของคุณดูหมอสะอาดแต่ก็มีเสื้อผ้าหลายชุดที่ถูกแขวนไว้ โฮซอกนั่งมองคุณหมอที่คุยกับคุณพนักงานคนเดิมอยู่ก่อนจะเดินมาขึ้นรถ


จุดหมายปลายทางคือบริษัทที่คุณหมอเข้าใจว่าเป็นบ้าน โฮซอกบอกทางคุณหมอมาเรื่อยๆจนรถยนต์คันหรูมาหยุดอยู่ตรงหน้าตึกทำงานขนาดใหญ่ของตระกูลพัค


“ผมจะไปส่งที่บ้านครับ ไม่ใช่ที่ทำงาน” คนเป็นหมอทำหน้ายุ่งเมื่อเห็นว่าจุดหมายคือบริษัทแห่งหนึ่ง ไม่ใช่บ้านของคนข้างๆอย่างที่เขาคิดไว้


“ที่นี่แหละบ้านผม”


“หลอกกันเหรอครับ”


“เปล่านะหมอ ไม่เชื่อจะขึ้นไปดูก็ได้อ่ะ เชิญขึ้นไปดื่มกาแฟสักแก้วก่อนกลับครับคุณหมอ”


สุดท้ายแล้วก็ทำได้แค่เดินขึ้นตึกมาพร้อมกับคนป่วย คุณหมอหนุ่มมองไปรอบๆ ตอนนี้ยังมีคนทำงานอยู่บ้างประปราย ไฟถูกเปิดเป็นบางจุดที่ยังมีคนทำงานอยู่ พนักงานที่นี่เหมือนจะคุ้นเคยกับคนป่วย ตลอดทางที่เดินผ่านจะมีเสียงทักทายเสมอ เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงทำงานอยู่ในตำแหน่งที่ใหญ่พอสมควรทุกคนถึงได้ให้ความเคารพกันขนาดนี้


ทว่าป้ายชื่อที่ติดอยู่หน้าห้องทำงานทำให้เขาต้องคิดใหม่ ตัวอักษรภาษาอังกฤษสามตัวที่บ่งบอกสถานะได้เป็นอย่างดีเด่นหลาอยู่บนบานประตู


CEO


คือตำแหน่งของคนป่วยที่ดื้อจะมาทำงาน พอถึงตอนนี้ถึงได้เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้ดูห่วงเรื่องงานนัก เพราะความรับผิดชอบที่มากมายกว่าคนอื่นถึงได้ไม่ยอมเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ คุณหมอมองแฟ้มเอกสารที่กองอยู่บนโต๊ะทำงานแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ


ถ้าเขากลับตอนนี้อีกฝ่ายคงไม่พ้นลุกขึ้นมานั่งทำงานแน่ๆ คำพูดที่บอกว่าจะนอนพักเขาคงเชื่อไม่ลง


คุณหมอกวาดสายตามองสำรวจห้องไปเรื่อย รอคนที่บอกว่าจะออกไปชงกาแฟมาให้ โทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายดังขึ้นก่อนที่เจ้าของมันจะกดรับ คนที่โทรมาคือคุณแม่ที่โทรมาทวงของฝาก เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเขามีเคสคนไข้พิเศษที่ต่างประเทศ พอกลับมาแล้วก็ยังไม่มีเวลามากพอที่จะกลับไปหาคนที่รออยู่ที่บ้าน และถึงจะมีเวลามากพอเวลาว่างก็คงจะไม่ตรงกันสักเท่าไหร่


คุณหมอเปิดกระเป๋าดูของที่ว่าก่อนจะเอ่ยกับมารดาแล้ววางสายไป พอดีกับคุณเจ้าของห้องที่เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับกาแฟสองแก้ว คนเป็นหมอขมวดคิ้วทันทีที่เห็นกาแฟอีกแก้วอยู่ในมือคนป่วย คิดว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้ชงมาให้เขาทั้งสองแก้วแน่ๆ


แล้วจะเป็นอะไรไปได้ล่ะ นอกจากจะชงมาดื่มเอง


“คุณไม่ควรจะดื่มมันตอนนี้นะครับ”


คนโดนทักเม้มปาก ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้เขาคงดื่มมันตั้งแต่อยู่ในครัว ไม่ยกมาให้คุณหมอเห็นแบบนี้หรอก ถึงจะรู้จักกันยังไม่ถึงวันแต่เขาก็รู้ซึ้งถึงความขี้บ่นของคุณหมอ


“ไม่คิดว่ามันจะเป็นของหมอทั้งสองแก้วหรือไง”


“โอเคครับ งั้นมันเป็นของผมทั้งสองแก้ว”


เสียรู้! คนที่เสียรู้คุณหมอทำหน้ามุ่ยก่อนจะวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ หมออยากกินก็กินไปเถอะ พอหมอกลับไปแล้วเขาจะไปชงใหม่กี่แก้วก็ยังได้


“คุณควรจะนอนพักนะครับ” คนที่ยกกาแฟขึ้นมาจิบเอ่ยขึ้น มองดูคนป่วยที่เหมือนจะวางแผนอะไรสักอย่างอยู่ในหัว รอยยิ้มน้อยๆที่ดูเจ่าเล่ห์นั่นก็ด้วย


“หรือคิดว่าพอหมอกลับแล้วจะไปชงกินกี่แก้วก็ได้ครับ”


“หมอ!!


คนโดนรู้ทันโวยวายเสียงดัง ส่วนอีกคนก็ได้แต่อมยิ้มกับท่าทางตลกๆนั่น


“จะกลับไปนอนที่บ้านหรือจะนอนที่นี่ครับ”


“หมอออออออออออ”


“หมอไม่ได้อยากก้าวก่ายนะครับ แต่หมอเป็นห่วง”


“อย่าอบอุ่นสิหมอ เดี๋ยวใจเต้นแรง” คนป่วยที่ยังไม่สิ้นฤทธิ์เอ่ยออกมาขำๆ เรียกรอยยิ้มจากคุณหมอที่นั่งอยู่ข้างๆได้เป็นอย่างดี


คนป่วยทำเป็นเล่นไป แต่คุณหมอน่ะเอาจริง


“ก็หวังให้เป็นอย่างนั้นอยู่แล้วครับ”


“เดี๋ยวนะหมอ ใจเย็นๆ”


“บอกตัวเองดีกว่าครับ” คุณหมอเอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม มองคนที่ทำหน้ามู่ทู่เหมือนคนไม่สบอารมณ์


“นี่คือวิธีจีบของคุณเหรอครับ”


“ไม่เรียกหมอแล้วเหรอครับ” สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้หลุดยิ้มออกมา อาจจะเพราะน้ำเสียงที่ส่งมาไม่ได้ดูไม่ชอบหรือไม่พอใจ ยิ่งพอเขาไม่ตอบคำถามใบหน้านั้นก็ยิ่งง้ำงอขึ้นเรื่อยๆ


“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะครับ แต่ตอนนี้คุณควรจะนอนพัก” สุดท้ายแล้วคุณหมอก็เป็นฝ่ายยกธงขาวยอมแพ้ แม้จะเอ่ยเรื่องอื่นเข้ามาแทนก็ตาม


“หมอจะอยู่เฝ้าอีกไหมล่ะ”


“อยากให้อยู่ไหมล่ะครับ” คุณหมอพูดก่อนจะใช้มือเท้าคางมองหน้าอีกคน ท่าทางหัวเสียของโฮซอกมันน่าเอ็นดู เพราะแบบนั้นแหละเขาถึงได้อยากแกล้ง


“อ่ะ งั้นเฝ้าไปเลย เฝ้าเลยนะ ผมจะนอนให้ถึงเช้าเลย งานการนี่ไม่ทำมันล่ะ” คนแพ้แล้วพาลทำอะไรไม่ถูกก็ต้องหาเรื่องกลบเกลื่อน


“ได้ครับ”


“ฮึ่ย!


โฮซอกทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาตัวยาวทั้งอยู่กลางห้อง ไม่ได้จะหลับหรอก แค่จะแกล้งทำเป็นหลับจนกว่าหมอจะกลับก็เท่านั้นเอง เพราะก่อนที่จะเข้าห้องมาเขาได้ยินคุณหมอคุยโทรศัพท์กับใครสักคนและรับปากกับคนปลายสายว่าจะเอาของไปให้ เพราะงั้นอีกฝ่ายไม่มีทางอยู่เฝ้าเขาถึงเช้าได้แน่ๆ


ทว่าคนที่ตอนแรกว่าจะแกล้งหลับเริ่มเข้าสู้ห้วงนิทรา เพราะความอ่อนล้าที่สะสมมาหลายวันทำให้ควบคุมและฝืนร่างกายไม่ไหว


คุณหมอมองคนที่เริ่มหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ โฮซอกหลับไปแล้ว และหลับลึกชนิดที่ว่าเสียงโทรศัพท์เขาดังอีกฝ่ายก็ยังไม่รู้สึกตัว คงเพราะฝืนร่างกายมาตลอด พอได้หลับตาลงร่างกายที่ต้องการพักผ่อนก็เลยไหลไปตามกลไกลที่มันควรจะเป็น


มือหนาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย โชคร้ายหน่อยที่เขามีธุระต้องไปทำต่อจากนี้ เลยไม่มีเวลาว่างมานั่งเฝ้าคนป่วยแสนดื้อ ใช้เวลาคุยกับปลายสายอยู่ราวๆหนึ่งนาทีก่อนจะกดวาง


คุณหมอมองหน้าคนที่หลับลึกไปแล้วก่อนจะยิ้มออกมาน้อยๆ เอื้อมมือไปหยิบของในกระเป๋าออกมาก่อนจะเขียนบางอย่างลงไปแล้ววางมันไว้บนโต๊ะ


“ฝันดีนะครับ” เสร็จแล้วก้มลงไปบอกฝันดีกับผู้ใหญ่แสนดื้อก่อนจะกลับออกไป


ปล่อยให้คุณซีอีโอนอนพักผ่อนพร้อมกับขวดแก้วเล็กๆที่มีดอกไม้แห้งประดับอยู่ข้างใน ดอกไม้แห้งในขวดแก้วที่เขาได้มาตอนไปรับเคสพิเศษที่ต่างประเทศ เขาได้รับมันมาจากคนไข้อายุสิบสี่


ของขวัญที่เขาไม่รู้จะเอาไปใช้ประโยชน์อะไร แต่เพราะคำพูดของเด็กคนนั้นทำให้เขานึกขึ้นมาได้


หนูรู้ว่าคุณหมอคงไม่ได้ชอบมัน แต่ถ้าคุณหมอเจอคนๆนั้นแล้วช่วยนำมันไปให้เธอได้ไหมคะ แทนคำขอบคุณของหนู


เขารับปากหนูน้อยคนนั้นไว้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้ใช้มันเร็วขนาดนี้


แถมประโยคที่เลือกจะเขียนลงไปในกระดาษที่ห้อยอยู่กับปากขวดยังไม่ใช่คำที่โรแมนติกอะไรอย่างที่เคยคิด


เพราะมันก็แค่ประโยคง่ายๆที่เขาอยากเอ่ยออกไป


'it's nice to see you again'


ยินดีที่ได้พบคุณอีกครั้งนะครับ  





Fiction by hohopes.
Twitter : @Hohope_JH94 
Hashtag : #206mileskm


ไม่รู้จะทอล์กอะไรนอกจากบอกว่าตอนหน้ามี nc นะจ๊ะ อยากอ่านเร็วๆก็เอาเม้นมาเซ่นเราซะดีๆ หึหึ 

ดอกไม้ในขวดคือของขวัญพิเศษสำหรับ 20 คนแรกนะคะ มันน่ารักอ่ะ เราชอบมาก คือจะเป็นขวดแก้วอันเล็กๆแล้วมีดอกไม้ช่อเล็กๆอยู่ข้างในค่ะ มันเข้ากับเนื้อเรื่องพอดีเราเลยจับมาเป็นของขวัญพิเศษซะเลย

ขอคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะคะ คนละเม้นสองเม้น หรือจะเข้าไปเล่นแท็กในทวิตเตอร์ก็ได้ค่ะ(แท็กในทวิตคือเงียบเหงามากเด้อ)  กำลังใจดี อะไรๆมันก็จะดีตามเนอะ ไว้เจอกันครึ่งหลังนะคะ ขอบคุณมากค่ะ 



//






วันนี้เอาปกมาให้ดูกันก่อนค่า
เป็นปกแบบคร่าวๆที่ยังไม่เสร็จดีนะคะ อาจจะมีปรับเปลี่ยนบางจุดค่ะ



ส่วนโปสการ์ดกับของแถมจะตามมาทีหลังนะคะ 




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 697 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,553 ความคิดเห็น

  1. #2467 Jim_Parker (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 22:52
    แงงงงงงงง ละลายไปกับความละมุนของหมอออ ฮื่ออคู่นี้น่ารักจัง
    #2,467
    0
  2. #2393 Noey_koko (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 13:03
    อบอุ่นกว่าบ่อน้ำร้อนอีกค่าาคุณหมออ~~~
    #2,393
    0
  3. #2341 Siri_koh (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 / 20:38
    อบอุ่นอะไรเบอร์นี้
    #2,341
    0
  4. #2339 NJ2018 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 00:56
    น่ารักจังลูกกก
    #2,339
    0
  5. #2308 IIuvia92 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 / 00:47
    อ๋อออออออ พี่ชายแสนดื้อได้ดอกไม้มาจากคุนหมอนี่เองงงง น่ารักจัง
    #2,308
    0
  6. #1879 prawarin_png (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 18:57
    น่ารักมาก ทั้งสองคู่เลยยยย คุณหมอกับคุณจองกุกนี่เป็นคนหรือเตาผิง อบอุ่นหัวจัยไปหมด
    #1,879
    0
  7. #1793 Madaddy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 กันยายน 2561 / 10:10
    คู่นี้น่ารักมากๆเลยอ่ะ
    #1,793
    0
  8. #1743 IDKOUO (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 กันยายน 2561 / 00:34
    ชอบจังงง
    #1,743
    0
  9. #1640 Sirikan Pukhongta (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 15:35
    ไรท์บรรยายได้อบอุ่นหัวใจเหลือเกิน ใจบางหมดแล้วววว
    #1,640
    0
  10. #1619 Ploysin_02 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 20:02

    หมอเป็นใครรรรร กรี๊ดๆๆๆ อบอุ่นไม่ไหวแล้วค่ะ เขินแทนคูมโฮซอก!!!

    #1,619
    0
  11. #1614 Da_BTS2001 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 19:05

    อยากรู้จักหมอแล้ววว แงงง จีบแบบรุกมาก 5555

    #1,614
    0
  12. #1589 minsugaaa1993 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 12:58
    คุณหมอเค้าคือใครกันนะ
    #1,589
    0
  13. #1575 MornMolar (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 11:26
    หมอรุกหนักเลยนะคะ แต่เป็นการรุกที่น่ารักมาก อบอุ่นจริงๆ คนบ้างานต้องเจอกับคุณหมอนี่แหละ เหมาะสมแล้ววว
    #1,575
    0
  14. #1562 Nov52Hz (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 10:39
    นี่หมอหรือเตาอบคะ อบอุ่นเหลือเกิน
    #1,562
    0
  15. #1557 CypherKPark (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 10:29
    คุณหมอออออ อยากได้คุณหมอ แต่อยากได้คุณจอนด้วย 555555
    #1,557
    0
  16. #1545 kae_fei (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 10:03
    หมอน่ารักกกกกกก อบอุ่นยันวินาทีสุดท้ายยยยยยยย
    #1,545
    0
  17. #1540 sasinataly (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 02:17
    รอเด้ออออ
    #1,540
    0
  18. #1539 Realkohya (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 00:40
    อมกกกกกกกก ขอแซ่บๆๆๆๆ เยี่ยยจะซื้อฟิคไรท์ละอาจจะเก็บเงินจนนาทีสุดท้าย ฮื่อออยากได้ละเกินน
    #1,539
    0
  19. #1538 KakikooriPLoyy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 00:13
    งื้อออออออ ละมุนทุกตอนนน
    #1,538
    0
  20. #1537 JYPRUN (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 00:10

    น่ารักจัง เขินอ่ะ555555 เตรียมหวีดรอตอนหน้าเลยค่าาาาาาอรั๊ยยยยยยยยยยยย

    รอน้าาาาาาา สู้ๆค่ะ

    #1,537
    0
  21. #1536 Mampbah (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 23:22
    คู่นี้ก็ดูจะน่ารักและตลกดีนะคะ ตอนหน้าจะได้เจอคุณเจเคกับน้องจีมแล้วใช่ไหมคะ คิดถึงจะแย่ เตรียมเปิดไมโครเวฟรอโหมดอบอุ่นของคุณเจเคเลยล่ะค่ะ อยากให้มาต่อเร็วๆจริงๆนะคะ อยากอ่านมากๆเลย คิดถึงคุณเจเคกับน้องจีมมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกจริงๆนะคะ แงงงงงงงงงงงง
    #1,536
    0
  22. #1535 Taetae1230 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 23:20
    ฮืออออหมออน่ารัก​ แต๊ะสุดดด​ วิธีจีบคือแบบยอมมม​ เราเขินไปหมดแล้ววว​ รอติดตาม​นะคะ​ไรท์​สู้​ๆ​ๆ​
    #1,535
    0
  23. #1534 Snoop (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 23:08
    โอ้ยน่ารักกก อบอุ่นมาก
    #1,534
    0
  24. #1533 JK0109 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 23:08
    หมออออองื้ออ
    #1,533
    0
  25. #1532 noonuykookkik (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 22:58

    พี่หมอน่ารัก^×^

    #1,532
    0