Vanilla Sundae

ตอนที่ 6 : 04 - ช่วงนี้พอร์ชง่วงเป็นประจำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,665
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 601 ครั้ง
    30 พ.ย. 62



04


ช่วงนี้พอร์ชง่วงเป็นประจำ




            “วันอาทิตย์มีงานฉายหนังรอบสื่อ”


            “แล้ว...”


            “พอร์ชไป”


            “แล้ว...”


            “นาที~ เราจะไปถ่ายรูปพอร์ช สนใจไปด้วยกันมั้ย” เธอฉีกยิ้มสยองใส่ ทว่าแววตากลับเป็นประกายแวววับ


            ว่ากันตามตรง จิงเป็นเพื่อนที่มีงานหลักคือการตามถ่ายภาพเจ้ากระต่ายโพชิ ส่วนงานรองคือเรียนหนังสือ ทันทีที่ได้ยินว่าเพื่อนไม่สนิทกันเท่าไหร่เอ่ยชวน ปฏิกิริยาตอบกลับของนาทีกลับมีแค่การกลอกตาขึ้นด้วยใบหน้าเฉยชาเต็มที


            “ขอดูก่อนนะว่าว่างมั้ย” เมื่อคิดได้แล้วจึงตอบกลับสั้นๆ ก่อนก้มหน้าก้มตาจดเลกเชอร์ต่อ


            เมื่อสองวันก่อนเพิ่งเจอโพชิไป เขาถามตัวเองหลายครั้งว่าโหยหาที่จะเจอกับอีกฝ่ายขนาดนั้นมั้ย คำตอบก็คือ ไม่มีคำตอบถ้าเจอแล้วจะยังไงต่อ เดินเข้าไปทักก็คงเป็นไปไม่ได้เพราะงานแบบนั้นกว่าจะเข้าถึงตัวคงหมดแรงไปซะก่อน


            “งานมีวันอาทิตย์ตอนหกโมงเย็นนะ ฉายหนังสองทุ่ม แต่เราไม่มีบัตรรอบสื่อเลยจะนั่งรอข้างนอก ถ้านาทีไปเราก็นั่งรอด้วยกันไง อีกอย่าง...จะได้เป็นการโปรโมตตัวเองด้วย แฟนๆ ของน้องพอร์ชต้องชอบแน่ๆ”


            “ไม่เห็นต้องโปรโมตเลย ไม่ได้กะทำงานในวงการนี้อยู่แล้ว”


            “นาที อินกับเราหน่อยไม่ได้เหรอ”


            “งั้น...” เสียงทุ้มลากยาว ก่อนหันหน้ามาสบตากับคนเคียงข้าง “ตื่นเต้นมากๆ ก็ได้”


            “โอ๊ยยยยยยย”


            สีหน้าตื่นเต้นดูยังไงก็รู้ว่าฝืนทำจนคนมองรู้สึกท้อ สุดท้ายแล้วเธอก็เลือกไม่พูดถึงประเด็นนี้ออกนอกจากก้มหน้าก้มตาแอบไถมือถืออยู่ในห้อง ปล่อยให้คนตัวสูงได้ใช้เวลาส่วนตัวโดยไม่กล้ารบกวนอีก


            คลาสวิชาเลือกกินเวลาเพียงสองชั่วโมง หลังแยกย้ายนาทีตัดสินใจเดินลงบันไดมายังชั้นล่างของตึกคณะเพื่อมานั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนสนิทที่ลงวิชาเลือกต่างกัน ตอนลงมาถึงเขาเห็นทั้งอู๋และปั่นกำลังง่วนอยู่กับการจ้องมองหน้าจอจนตาแทบถลนมันเลยอดไม่ได้เอ่ยถามออกไป


            “ทำอะไรกัน”


            “เชี่ย มาพอดีเลยมึง เย็นวันอาทิตย์ว่างมั้ย” ปั่นเงยหน้าถามด้วยสายตาคาดหวัง


            “ทำไมวะ”


            “รุ่นพี่กูได้บัตรดูหนังรอบสื่อมา แต่เขาไม่ว่าง กูก็ไม่ว่างมีฉลองครบรอบกับแฟนพอดี เลยจะขอให้มึงไปแทน”


            “แล้วไอ้อู๋ล่ะ” เขาถามพลางแทรกตัวลงไปบนเก้าอี้ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่โทรศัพท์มือถือถูกยื่นมาไว้ตรงหน้า บนจอปรากฏภาพโปสเตอร์ของหนังไทยเรื่องหนึ่งที่นางเอกเป็นผู้หญิงสเป็กของอู๋ อรรณพเพื่อนรักมากๆ เป็นไปไม่ได้ที่จะพลาดเรื่องดังกล่าวแน่นอน


            “กูก็ไป ได้โควต้ามามาสองใบเนี่ยเลยจะชวนมึง”


            “ขอคิดดูก่อน” เพิ่งถูกชวนจากเพื่อนในคลาสไป คิดไม่ถึงว่าหลังจากนั้นไม่นานกลับถูกเพื่อนสนิทชวนต่อเป็นครั้งที่สอง


            นี่คือเรื่องบังเอิญหรืออะไรกันแน่


            “เหยยย ไม่ต้องคิดแล้วมั้งกูว่า เปิดหูเปิดตาบ้าง” เพื่อนยังคงคะยั้นคะยอไม่เลิก


            “กูไม่เคยดูหนังรอบสื่อ”


            “โธ่ มึงจะทำให้เรื่องมันยากทำไมวะก็แค่เดินไปตรงโต๊ะลงทะเบียน บอกว่ามาจากสื่อไหน มึงก็ได้บัตรเข้าดูหนังแล้ว แต่มันดีตรงไหนรู้มั้ย” อู๋ขยายความด้วยสีหน้าตื่นเต้น “ตรงที่รอบนี้นักแสดงเขามาพูดคุยด้วยไง กูอยากเจอนางเอก มึงเข้าใจมั้ยเพื่อน เข้าใจกูเถอะนะ”


            “มึงก็ไปเองไง”


            “สัดที ไม่มีคนหวีดด้วยมันจะไปฟินได้ยังไง ไม่รู้ล่ะมัดมือชกเลย วันอาทิตย์หกโมงเย็นมึงกับกูต้องอยู่ที่นั่น” รวบรัดตัดตอนเสร็จสรรพเจ้าตัวก็หันไปจับหลอดใส่ปากดูดน้ำอย่างมีความสุข


            ไอ้การจะไปดูนางเอกแต่เป็นภาระเพื่อนนี่มันโคตรของโคตรเหนื่อยเลย แต่เอาเถอะ มองในแง่ดีคือเขาจะได้เปิดหูเปิดตาบ้าง แม้ลึกๆ จะไม่ค่อยชอบความวุ่นวายและบรรยากาศที่เต็มไปด้วยผู้คนเลยก็ตาม



 

 

 

 

 

 

 


            ก๊อก-ก๊อก-ก๊อก


            ยังไม่ทันถึงเวลานัดหมายดีประตูห้องก็ถูกเคาะระรัว ใบหน้าหล่อเหลาหันไปมองยังต้นเสียงก่อนสืบเท้าเดินไปเปิดประตูให้ เห็นเพื่อนรักอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตเรียบๆ สีดำกับกางเกงยีนตัวเก่งมันก็พอเข้าใจได้ แต่ที่ไม่เข้าใจคือทำไมถึงได้ฉีดน้ำหอมมาฉุนขนาดนี้


            “จะอ้วก” นี่คือประโยคเดียวที่นาทีพูดได้ในตอนนี้


            “จมูกไม่ถึงสาระแนมาด่ากูจัง กลิ่นนี้สาวแม่งคลั่งไคล้มากนะเว้ย” เขาพูดไปสองเท้าก็เดินตามตูดคนตัวสูงเข้ามาในห้องนอน หย่อนก้นลงปลายเตียง จดจ้องไปยังร่างสูงผู้เป็นเจ้าของห้องด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย


            “ยังไม่แต่งตัวอีก”


            เห็นสภาพเสื้อยืดย้วยๆ กับกางเกงบ็อกเซอร์บนร่างแล้วอนาถใจ หน้าตาก็ดี เสียแค่ไม่รู้จักดูแลตัวเอง


            “ไม่รีบ ต้องไปหกโมงไม่ใช่เหรอ นี่เพิ่งสี่โมงครึ่ง”


            “ก็ตื่นเต้นอะ มึงคิดดูนะวันนี้ดาราเพียบ คนสวยเยอะ คนหล่อยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถ้าอยากให้คนที่เราชอบจดจำได้มึงก็ต้องแกรนด์โอเพนนิ่งเหมือนกู”


            “เคๆ”


            “ให้กูเลือกเสื้อให้มั้ย มึงมีทักซิโดปะ ใส่ไปดิ”


            เว่อร์ฉิบหาย


            “ไปในฐานะสื่อ ไม่ได้ไปในฐานะผู้รับรางวัลสุพรรณหงส์”


            “เผื่อมึงได้แฟนที่นั่นไง จะได้กลายเป็นเฟิร์สอิมเพรสชั่นของกันและกัน”


            “นี่พูดถึงกูหรือตัวเอง”


            “รู้ดีอีกแล้ว เบื่อที่สุด” ครั้งก่อนโดนขโมยเงินไปยังไม่เข็ด นี่ก็จะเริ่มต้นหารักครั้งใหม่จากงานอีก เห็นทีนางเอกหนังคงเป็นแค่ข้ออ้างให้มาหาสาวคนอื่นในงานมากกว่า เรื่องง่ายๆ แค่นี้ทำไมจะไม่รู้


            นาทีไม่เคยเสียเวลากับการแต่งตัวนาน เขาเป็นคนไม่พิถีพิถัน ทื่อๆ ไม่ค่อยใส่ใจรายละเอียดกับอะไรมากนัก คิดเพียงชั้นเดียวแถมเกลียดความซับซ้อน ดังนั้นการเลือกเสื้อผ้าเองก็เหมือนกัน เสื้อยืดสีขาวไร้ลวดลายถูกหยิบมาสวม กางเกงก็ง่ายแสนง่ายแถมเป็นยีนขาดเข่าอีกต่างหาก


            “โอ้โห วันนี้เพื่อนผมมาในสไตล์ของซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ดูดีทุกองศาอะไรขนาดนี้”


            เรื่องเล่นใหญ่ขอให้บอกไอ้อู๋ ปากดีและขี้ประชดตัวพ่อ


            “พอเลยมึง”


            “มึงจะแต่งแค่นี้จริงดิ แจ็กเก็ตสักตัวมั้ย”


            “อย่าเยอะ เป็นเมียกูเหรอ”


            “ถ้านาทีอยากให้อู๋เป็นเมีย อู๋ก็พร้อมยอมรับ”


            “มึงไปเล่นตรงโน้นนะ ตรงนี้ไม่ต้อนรับ”


            “กรุบกริบน่า” คนพูดถอนหายใจหนักหน่วง ก่อนลุกขึ้นยืน ทว่าริมฝีปากกลับยังคงพูดจ้อไม่หยุด “กูหวังดีกับมึงหรอก อยากให้คนที่เห็นมึงรู้สึกประทับใจ”


            “ใครจะมาเห็นกู” นาทีรีบสวนกลับ มือขวาคว้ากระเป๋าสตางค์เดินไปยังตู้รองเท้าที่มีแต่สนีกเกอร์อยู่เต็มไปหมด


            “ซัมวันที่อาจจะเป็นวิญญาณเนื้อคู่ของมึง”


            “เหอะ”


            “เอาเถอะกูก็ไม่อยากอะไรกับมึงมากหรอก รู้จักกันมานานแม่งก็เป็นซะอย่างนี้” อู๋เดินตามตูดต้อยๆ ก้มลงสวมรองเท้าคัตชู “แต่เชื่อเถอะว่าสักวันมึงคงอยากทำอะไรพิเศษเพื่อใครบางคน”


            “เพ้อเหี้ยไร” กับคนที่อินเรื่องความรักอย่างอู๋เขาไม่เข้าใจหรอก มันดูโง่งม สูญเสียความเป็นตัวเองในคราแรกเพื่อ   สร้างภาพลักษณ์ที่ดีตอนแรกเจอ สุดท้ายพอทุกอย่างเปลี่ยนไปก็ต้องมานั่งตัดพ้อน้อยใจในโชคชะตา ยิ่งชีวิตที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ขาดอะไร นาทีจึงไม่เคยโหยหาสิ่งที่เพื่อนเรียกว่า สิ่งสวยงามนั้นเลยสักครั้ง


            ปัง!


            ประตูห้องปิดลง สองหนุ่มเดินไปตามทางเดินอย่างไม่รีบเร่ง ระหว่างเข้าไปในลิฟต์และรอมันไต่ระดับลงไปยังด้านล่าง เสียงของเพื่อนสนิทซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาเช็กมือถือพลันแทรกขัดจังหวะ


            “เซเลบหลายคนเริ่มมาแล้วว่ะ”


            “...”


            “คนนี้ดาราใหม่ใช่มั้ย ที่แสดงละครหลังข่าว” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ยื่นมือถือมาให้ นาทีมองอยู่แวบหนึ่งก่อนตอบกลับ


            “ไม่รู้จัก”


            “ขอโทษที่เสือกถามคนไม่ดูละครมาห้าปีอย่างมึง”


            “เออ”


            “แล้วคนนี้รู้จักมั้ย” ยังไม่หยุด เลื่อนภาพในทวิตเตอร์มาให้ดูอย่างต่อเนื่อง


            “ไม่รู้จัก”


            “กูก็ไม่รู้จัก” ว่าแล้วก็ใช้นิ้วโป้งปัดหน้าจออีกรอบ “แต่คนนี้มึงรู้จักแน่ ใช่คนที่ไปร่วมงานสัมภาษณ์กับมึงเมื่อไม่นานมานี้ปะ”


            สองเท้าหยุดชะงักจนคนเคียงข้างต้องหยุดตาม นาทีโฟกัสสายตาไปยังภาพที่เด่นหราอยู่ตรงหน้าจอ ใครคนนั้นไม่ได้อยู่ในงานตอนนี้ ทว่าสิ่งที่เห็นเป็นเพียงภาพกับข้อความโปรโมตที่มาจากแฟนคลับเท่านั้น


            “พอร์ชไปเหรอ” จากนั้นบทสนทนาที่เคยคุยกับจิงในห้องก็ดังก้องในหัว วันนั้นเพื่อนของเขาบอกว่าพอร์ชจะไปที่งานเปิดตัวหนัง แต่ไม่คิดว่ามันจะเป็นหนังเรื่องเดียวกัน


            “คงงั้นมั้ง กูก็ไม่รู้หรอก”


            “อู๋มึงรอกูอยู่ตรงล็อบบี้ก่อนนะ”


            “แล้วมึงจะไปไหน”


            “กลับขึ้นไปเอาของ” เขาพูดแค่นั้นก่อนกดลิฟต์กลับไปยังทางเดิม


            ไม่รู้ทำไมกับชื่อนี้ คนนี้ มันถึงได้ทำให้เขารู้สึกว้าวุ่นใจอย่างน่าประหลาด จวบจนวินาทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง ตรงดิ่งไปยังโต๊ะเครื่องแป้งที่แทบไม่มีอะไรวางอยู่บนนั้นเลย


            ใบหน้าหล่อเหลาซึ่งปรากฏอยู่บนกระจกสะท้อนตัวตนที่เป็นนาทีกาลจนหมด ซื่อตรงต่อความรู้สึก แข็งกระด้าง เกลียดเรื่องจุกจิก และเป็นตัวของตัวเอง


            ทว่าในเวลานี้เขารู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียตัวตนบางอย่างในฉับพลัน


            น้ำหอมขวดใหม่ที่เพิ่งแกะไม่นานถูกหยิบขึ้นมาฉีดลงบนผิว แม้เล็กน้อยแต่ก็ทำให้ตัวของเขามีกลิ่นพิเศษ เป็นกลิ่นที่เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าหอมหรือฉุน


            แต่ใครคนหนึ่งเคยเอ่ยปากชม เขาจึงปักใจเชื่อซะสนิท


            นาทีไม่คิดว่าเขาจะเข้าถึงตัวพอร์ชได้และไม่ได้กระหายอยากจะเข้าไปหาขนาดนั้น เพียงแต่คาดหวังลึกๆ ว่าจะได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยปาก...


          ว่าชอบกลิ่นน้ำหอมที่เขาฉีดมาเท่านั้น





 




            หนังไทยที่ฉายรอบสื่อเป็นผลงานการกำกับของผู้กำกับสายอินเตอร์กับนักแสดงคู่บุญ แต่สิ่งจูงใจอยากให้พอร์ชไปดูมากที่สุดเห็นจะเป็นรุ่นพี่คนสนิทอย่างไมล์ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมเขียนบทด้วย หน้าที่สำคัญเวลาต้องมางานแบบนี้ไม่มีอะไรมาก คือดูหนังและช่วยเรื่องโปรโมต


            เวลาได้รับคำเชิญเรื่องหนังรอบสื่อทีไร พอร์ชมักจะได้เจอเพื่อนๆ มากมาย ส่วนใหญ่ก็ก้าวขาเข้ามาในวงการเตรียมพร้อมสำหรับการปั้นแล้ว แต่บางคนก็ร่วมงานเอาสนุกเพราะมีสิ่งอื่นให้โฟกัสมากกว่า และเขาเป็นอย่างหลัง


            “โพชิ โพชิ”


            น้ำเสียงแบบนี้ เรียกชื่อแปลกประหลาดแบบนี้มีแค่ไม่มีกี่คนหรอก นอกจากแม่ๆ แฟนคลับที่เรียกพอร์ชว่าลูกแล้ว ใครอีกคนก็เป็นหนึ่งในนั้น เจ้าของชื่อหันไปมองตามเสียงก่อนจะเห็นผู้ชายตัวสูงคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนหยุดยืนอยู่ตรงหน้า


            “มีอะไรครับมะไมล์”


            “โห เรียกซะกูหมดหล่อเลย” พูดยังไม่ทันขาดคำ พี่ไมล์คนเท่ก็ยกมือขึ้นมาขยี้หัวเขาเบาๆ อย่างนึกเอ็นดู


            “งั้นให้เรียกอะไร”


            “เรียกพ่อสิลูก”


            “แด๊ด ผมเรียกแด๊ดแล้วเพราะงั้นอย่าลืมเลี้ยงแซลมอนด้วย”


            “มะเหงกนี่” เมื่อกี้ขยี้ผม ตอนนี้กำปั้นลงหัว ไม่ว่าจะพูดหรือกวนตีนอะไรผลลัพธ์ก็เหมือนกันหมดตรงที่พอร์ชโดนรังแก แง้ๆ


            ไมล์ หรือที่แฟนคลับมักเรียกว่า คูมเมธัสนอกจากหล่อ เท่ ติสต์แล้วยังความสามารถสูงลิ่ว แต่ที่น่ากรี๊ดที่สุดเห็นจะเป็นลายสักแซ่บๆ ตรงหัวไหล่ที่เวลาพอร์ชเห็นทีไรเป็นต้องเข้าใจผิดทุกที


            ใครก็บอกว่านั่นคือเลขที่วันเกิดของเจ้าตัวกับพี่น้องในครอบครัวที่ถูกสักเป็นวงกลม แต่พอร์ชคิดไปไกลและมองหาอนาคตมากกว่านั้นตรงที่เขาชอบเอาตัวเลขเหล่านี้มาเก็งเลขก่อนวันหวยออกทุกที


            “วันนี้คนเยอะเลยเนอะ ตื่นเต้นสัด” พอร์ชกวาดสายตามองไปโดยรอบ เจอผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาตลอดเวลา ด้านหน้าสุดของโรงหนังกั้นพื้นที่บางส่วนไว้สำหรับเวทีและนักแสดง ถัดออกไปอีกเล็กน้อยจะมีแบ็กดร็อปขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ไว้ให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพสำหรับโปรโมต


            “พูดไม่เพราะ” ยังไม่ทันขาดคำก็โดนตีหัวอีกแล้ว


            “งั้นขอเปลี่ยนคำพูดเป็น ตื่นเต้นแสรดๆ”


            “เป็นเด็กไร้สาระขึ้นทุกวันนะมึงเนี่ย”


            แชะ!


            แสงแฟลชสว่างวาบจนบทสนทนาต้องหยุดชะงัก ไมล์และพอร์ชหันไปมองยังสาเหตุก่อนจะเห็นผู้หญิงกลุ่มหนึ่งฉีกยิ้มและโบกมือให้ ทว่ามือยังไม่หยุดกดชัตเตอร์ต่อระรัว


          เรือไมล์พอร์ชแล่นเร็วมาก


            ในกลุ่มนั้นพอร์ชรู้จักหลายคนเพราะเป็นแฟนคลับที่ตามมาให้กำลังใจอยู่เสมอ พอรู้ว่าถูกถ่ายเจ้าตัวก็หันไปให้ความร่วมมือด้วยการฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม สร้างเสียงกรี๊ดกร๊าดเบาๆ ให้คนถ่ายแทบหัวใจวายตายไปตรงหน้า


            “แล้วนี่มีนัดกับแฟนๆ กี่โมง” รุ่นพี่ตัวสูงมองกล้องครู่หนึ่งก่อนจะวกกลับเข้าเรื่องต่อ


            “หลังหนังจบครับ พี่ก็มาด้วยกันดิ”


            “ได้”


            “วันนี้มากับใคร กลับด้วยกันมั้ย”


            “ติดรถมากับเพื่อนคิวต์ๆ”


            “อ๋อ เขาก็คิวต์กันทุกคนเนอะยกเว้นมึง”


            “ใจคนเราอะ”


            “ไม่ต้องพูดพล่ามละ เพื่อนเรียกโน่นแล้วรีบไป” ไมล์เห็นคนอีกฝั่งกวักมืออยู่นานเลยรีบดันหลังน้องสุดที่รักไปยังแบ็กดร็อปของหนัง เพื่อให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพตามธรรมเนียม


            เพื่อนร่วมมหาลัยที่เป็นหนุ่มคิวต์มาพร้อมหน้าพร้อมตากันเกือบสิบชีวิต พอร์ชคือหนึ่งในนั้น วันนี้แต่งตัวหล่อใส่เชิ้ตสุดคูลสีกรมท่า ผมก็จัดทรงมาอย่างดี เรียกว่าดูดีตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า


            พอร์ชสนิทกับเพื่อนชาวคิวต์ทุกคน เวลาไปไหนใครๆ ก็เอ็นดูแม้เขาจะเป็นพี่แต่ทุกคนต่างพร้อมใจกันเรียกว่าน้องแบบงงๆ


            ช่วงเวลาของการถ่ายรูปกินเวลาไม่นาน ก่อนกิจกรรมหน้าเวทีจะดำเนินไป มีทั้งผู้กำกับและนักแสดงร่วมงานแถลงข่าวพร้อมหน้า ถึงจะกินเวลาไม่นานนักแต่คนที่ชอบถูกสิ่งอื่นดึงดูดตลอดเวลาก็เริ่มเปลี่ยนโฟกัสสายตาจากหน้าเวทีไปมองสภาพแวดล้อมโดยรอบทีละนิด


            ไม่รู้ว่าตาฝาดหรือนอนไม่พอ จู่ๆ ภาพที่เขาเห็นในม่านสายตากลับมีผู้ชายคนหนึ่งที่คุ้นเคยยืนอยู่ตรงนั้น


          นาทีกาล


            พอร์ชขยี้ตาอยู่หลายครั้งแต่ก็ยังเห็นดังเดิมจึงมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ภาพหลอน เพียงแต่ไม่อยากจะเชื่อว่าคนแบบนี้จะชอบมางานที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน


            “มีอะไรเหรอพอร์ช” เพื่อนคนคิวต์เอ่ยปากถาม


            “อ๋อ เปล่าไม่มีอะไรหรอก”


            “ได้เวลาฉายหนังแล้ว เราไปกันเถอะ”


            “ไปๆ” ร่างบางลุกจากเก้าอี้ เดินตามหลังเพื่อนเข้าไปในโรงภาพยนตร์ต้อยๆ ระหว่างทางก็ไม่ลืมหันไปมองข้างหลังเป็นระยะ เพียงแต่ว่าใครคนนั้นกลับหายไปแล้ว...


            สตาฟฟ์ได้จัดตำแหน่งที่นั่งไว้ให้เรียบร้อย แถวของหนุ่มๆ สายคิวต์เลยอยู่เหนือสื่อมวลชนไปหนึ่งแถว ระหว่างรอคนเข้ามานั่งและนับถอยหลังเวลาฉายที่นั่งว่างๆ ด้านขวามือก็มีใครคนใหม่เข้ามาจับจอง


            กลิ่นตัวของคนคนนี้เป็นเอกลักษณ์ เพราะพอร์ชไม่เคยได้กลิ่นดังกล่าวมาก่อนจนกระทั่งได้รู้จักกับ...


            “ขอโทษนะครับ”


            เสียงทุ้มต่ำดังก้องในโสตประสาท เขาเงยหน้าขึ้น มองเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาและจดจ้องทุกการกระทำตั้งแต่ยืนยันนั่งลงเคียงข้างตาไม่กะพริบ


            “นาที”


            “พอร์ช” อุทานออกมาด้วยสีหน้าตื่นเต้นสัดๆ


            พอร์ชคิดว่านี่คือสิ่งที่นาทีแสดงออกได้มากที่สุดแล้ว จะบ้าตาย


            “บังเอิญไปมั้ยเนี่ยที่ได้นั่งข้างกันอะ”


            “นั่นสิ”


            “หูยยย โคตรน่ารัก” ยังไม่ทันได้เอ่ยประโยคต่อมาเสียงของใครอีกคนก็ดึงความสนใจของเจ้ากระต่ายขาวไปจนหมด ข้างๆ คนตัวสูงมีผู้ชายอีกคนมาด้วย แถมยังนั่งยิ้มแป้นจนปากแถมฉีกถึงใบหูอยู่รอมร่อ


            “นี่เพื่อนผม ชื่ออู๋”


            “อื้อ หวัดดีนะอู๋ เราชื่อพอร์ช”


            “หวัดดีครับพี่พอร์ช ยินดีที่ได้รู้จัก” เขาพยักหน้ารับรู้พร้อมกับยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก่อนสีหน้าจะกลับมาเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยเมื่อหันมาสนใจกับคนตัวสูงอย่างนาทีอีกครา


            “เนี่ย ทำไมเพื่อนเรียกเราพี่ แต่นาทีเรียกเราว่าพอร์ชเฉยๆ อะ”


            “ก็ไม่อยากเรียกพี่”


            “โอเคเราจะไม่เถียง แล้วสรุปมาได้ไง”


            “ขับรถมา”


            “จ้าาาาา อันนี้ใครก็รู้มั้ย แต่หมายถึงได้บัตรเชิญมาเหรอ เห็นครั้งก่อนบอกว่าไม่ค่อยชอบรับงานแบบนี้เท่าไหร่ เลยตกใจที่ดันเจอกัน” ประโยคยาวเหยียดถูกถาม แต่คำตอบที่ได้กลับสั้นแสนสั้น


            “เพื่อนได้บัตรสื่อเลยมา”


            “เคลียร์เลย”


            “ยิ่งใกล้ยิ่งน่ารักฉิบหาย” เสียงของอู๋แทรกตามเป็นระลอกที่สอง


            “หมายถึงใคร”


            “หมายถึงพี่แหละครับ”


            “คิดว่าชมแล้วจะตัวลอยเหรอ โกหกตกนรกนะเว้ย เพราะตอนนี้พี่ไม่ได้เป็นคนน่ารักแล้วครับน้องอู๋”


            “แล้วพี่เป็นอะไร”


            “พี่เป็นเสือร้ายๆ หง่าวววว~


            “เลิกบ๊องได้แล้ว” นาทีขัดจังหวะ โพชิจึงได้แต่ทำตาขวางใส่ก่อนเอ่ยประโยคแก้เก้อ


            “เฮ้ยๆ หนังใกล้ฉายแล้ว จุ๊ๆ” ไม่รู้ว่าท้ายเสียงนี่ต้องการบอกใคร เพราะคนที่เอาแต่พูดไม่หยุดก็มีแต่พอร์ชคนเดียว


            ทุกคนหันไปให้ความสนใจกับหน้าจอขนาดกว้างในโรงหนังที่มืดเกือบสนิท ก่อนโลโก้ค่ายหนังตัวบิ๊กเบิ้มจะปรากฏสู่สายตา เสียงปรบมือดังขึ้นสั้นๆ ก่อนหน้าจอจะเปลี่ยนเป็นใบหน้าสวยหวานของนางเอกเข้ามาแทนที่


            “อี๊ดดดดดดด” ดูเหมือนคนที่กำลังจะตายคืออู๋ พอเห็นคนที่ชอบเต็มตาก็ตีแขนเพื่อนข้างๆ ไม่หยุด นาทีเลยเอาคืนด้วยการกระทุ้งศอกน้อยๆ ให้อีกฝ่ายสงบสติอารมณ์ตัวเอง


            นานมาแล้วที่พอร์ชไม่ค่อยได้ดูหนังไทย ยิ่งเป็นหนังรักด้วยแล้วนานทีปีหนถึงตัดสินใจเข้ามาดู เขาไม่ชอบความแฟนตาซีของความรักเท่าไหร่ พูดง่ายๆ คือไม่อินกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ที่เกิดขึ้นแบบปุบปับเหมือนในหนัง


            คนอะไรเจอกันแค่วินาทีเดียวก็ตกหลุมรัก


            หรือบางคู่หนักกว่านั้นตรงที่แค่ได้ยินเสียงก็รักหัวปักหัวปำ


            แต่บนโลกที่มีประชากรหลายล้านคน คงปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น บางทีเขาอาจต้องปรับความคิดของตัวเองด้วยการทำใจให้อินกับมันดูสักตั้ง


            “มองอะไร”


            โพชิขยับปากพูดแบบไม่มีเสียง หลังเพิ่งสังเกตเห็นดวงตาคมของคนด้านขวา นาทียังไม่ยอมละสายตานอกจากพูดเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน


            “เปล่า”


            โอเค ได้ยินแบบนี้แล้วก็ไม่คิดจะใส่ใจอีกนอกจากจดจ่อกับการดูหนังต่อ แต่หนังรักอ่า พอร์ชไม่อินเลยจริงๆ ขนาดตั้งใจดูแล้ว จดจ่อกับมันอย่างถึงที่สุดแล้วสุดท้ายก็ทำได้ไม่นาน

           
            ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่สติเขาเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ซ้ำยังจับเรื่องราวและตัวละครที่กำลังเฉิดฉายอยู่ตรงหน้าไม่รู้เรื่อง ซึ่งนั่นอาจเป็นผลพวงมาจากความง่วงงุนที่ค่อยๆ เข้ามาแทรกแซงทีละน้อย จนในที่สุด...


          เขาก็เผลอหลับไป


            “พอร์ช...พี่พอร์ช”


            เจ้าของร่างสะดุ้งตื่นทันทีที่ถูกสะกิดไหล่ โพชิหันไปมองยังต้นเสียง สูดน้ำลายดังฟืดก่อนจะเห็นรุ่นน้องหนุ่มคิวต์ส่งยิ้มแหยมาให้พลางบอกเสียงเรียบ “หนังจบแล้ว”


            “อ้าวเหรอ ว้าแย่จัง” ยกมือเกาหัวแก้เก้อพร้อมกับหันไปมองยังหน้าจอขนาดยักษ์ที่ขึ้นตัวหนังสือขยุกขยุยของเอนด์เครดิต พอมองไปยังคนตัวสูงซึ่งนั่งอยู่อีกฟากหนึ่งพอร์ชก็เห็นว่านาทีอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน


            หลับอะไรขนาดนั้นอะครับ


            ดีๆ อย่างน้อยก็จะได้ไม่รู้สึกแย่ที่เผลอหลับตอนดูหนัง เพราะหลังจากนั้นคนอื่นๆ ก็พากันพูดว่าหนังดีมาก ความรักซึ้งกินใจจนน้ำตาไหล ยกเว้นเขาเนี่ยแหละที่น้ำลายไหล


            “นาที ตื่นได้แล้ว หนังจบแล้ว” ได้ทีก็ยื่นนิ้วไปสะกิดแขนคนตัวโตยิกๆ เจ้าของชื่อลืมตาตื่นโดยง่ายก่อนจะเห็นว่ารุ่นพี่ปีสี่นั่งจ้องอยู่ก่อนแล้ว


            “โทษที ผมง่วงนิดหน่อย”


            “ก็ไม่มีใครว่าหนิ” เขาเอี้ยวตัวเล็กน้อยพร้อมยกมือป้องปากด้วยท่าทางติดตลก “เราก็หลับ”


            “เหรอ”


            “เราเป็นเพื่อนกัน”


            “โอเค” ถือเป็นคำปลอบใจของคนขี้เซาสองคนก็แล้วกัน


            หลังหนังจบเป็นช่วงเวลาของผู้กำกับและทีมนักแสดงที่ต้องขึ้นมาพูดขอบคุณ รวมถึงตอบคำถามถึงประเด็นอินไซด์ต่างๆ เกี่ยวกับหนัง แถมยังเปิดโอกาสให้คนที่อยู่ในโรงภาพยนตร์ได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมแจกของมากมายอีกต่างหาก


            “ต่อไปเราจะแจกเสื้อหนึ่งตัว เดี๋ยวนางเอกของเรามาแจกเองเลย”


            “กรี๊ดดดดดดดดด กูไปๆ” พิธีกรพูดยังไม่ทันจบประโยคดีอู๋ก็กลายเป็นบ้า ตบอกตัวเองเร่าๆ พาเอาคนโดยรอบส่งเสียงหัวเราะไม่หยุด


            “ฉะนั้นขอผู้กล้าหนึ่งคนมาด้านหน้าเวทีได้เลยค่า”


            อู๋ลุกขึ้นเต็มความสูงวิ่งหน้าตั้งไปด้วยความมุ่งมั่น นางเอกของอู๋ อู๋ไม่พลาดอยู่แล้ว


            “เพื่อนนาทีนี่นิสัยไม่เหมือนนาทีเลยเนอะ” พอร์ชเอ่ยเสียงเบา นึกสงสัยว่าคบกันได้ยังไงทั้งที่นิสัยต่างกันมากมายขนาดนี้


            “ก็มีบางอย่างที่ต่าง และมีบางอย่างที่เหมือน”


            “เหมือนกันเช่นอะไรอะ นี่อยากรู้จริงๆ ไม่ได้เสือก”


            แบบนี้เขาเรียกว่าเสือก เสือกแบบน่ารัก...


            “การยอมรับความต่างของแต่ละคน”


            “คำคมมาเลยวุ้ย”


            “แล้วพอร์ชกับเพื่อนเหมือนกันตรงไหน”


            “สาระแนเรื่องชาวบ้าน กับเล่นมุกเสี่ยงคุก”


            “ชอบกินข้าวแกงว่างั้น”


            “ไม่ได้ชอบกินข้าวแกง แค่พอดีชอบแหย่ขาเข้าตารางแล้วฟูลเทิร์นกลับบ้านแบบชิลๆ อะค้าบบบบ”


            “กวนตีน”


            “วิถีของคนเป็นเสือ หง่าว”


            คนฟังถึงกับยกมือกุมขมับพลางหัวเราะร่วน


            หน้าเวทียังดำเนินกิจกรรมต่อ ในที่สุดอู๋ก็ได้เสื้อเป็นของขวัญจากการตอบคำถาม แถมยังได้ถ่ายรูปกับนางเอกที่ชื่นชอบอีก เดาว่าคงฝันหวานไปอีกนาน


            หลังกิจกรรมฉายหนังรอบสื่อเสร็จสิ้น พอร์ชมีนัดกับแฟนคลับกลุ่มเล็กๆ ของตัวเองที่เฝ้ารอตั้งแต่เย็นอย่างเป็นกันเอง ปกติก็จะพูดคุยกันด้วยเรื่องจิปาถะพร้อมกับถ่ายรูป เขาเลยต้องโบกมือลานาทีกับเพื่อนแล้วแยกตัวออกไปกับพี่ไมล์


            “น้องพอร์ชขอถ่ายรูปหน่อยน้า” คนนี้เป็นเจ้าของแอ็กเคาต์ ForeverPochiPochi ตามทุกงานและสนิทกันมากๆ


            “ครับ” ว่าแล้วก็หันไปมองกล้องพร้อมยิ้มสดใสให้


            เธอชื่อจิง เป็นรุ่นน้องปีสาม แต่ชอบเรียกเขาว่าน้องซึ่งเป็นอะไรที่น่ารักดีเลยไม่คิดทักท้วง น้องก็น้อง ต่อให้อายุ 30 หรือ 40 จะเรียกว่าน้องเขาย่อมไม่ขัดศรัทธา


            “ขอถ่ายคู่กับพี่ไมล์ด้วยได้มั้ยคะ”


            “ได้คร้าบบบ พี่ไมล์มึงมานี่” พอร์ชสะกิดไหล่รุ่นพี่ยิกๆ ส่งผลให้คนที่รายล้อมอยู่ส่งเสียงหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่ พี่น้องคู่นี้น่ะกวนประสาทกันไปมาจนเป็นภาพที่แสนชินตาไปซะแล้ว


            เรือไมล์พอร์ชแล่นแรง แฟนคลับก็เก็บโมเมนต์ได้เยอะ แถมก่อนจากแต่ละคนยังไม่ลืมหยิบยื่นของขวัญที่ตัวเองเตรียมไว้อย่างใส่ใจให้กับโพชิเป็นการอำลา


            ขนม คุกกี้ ดอกไม้ ตุ๊กตา การ์ดน่ารักๆ เสื้อผ้า บัตร...บัตรกินแซลมอนฟรี


            อย่างหลังนี่เขาถึงกับตาลุกวาว ของอย่างอื่นมีคุณค่าทางจิตใจ แต่บัตรแดกนั้นมีคุณค่าทางกระเพาะเป็นที่สุด พอร์ชปริ่มจนน้ำตาแทบไหลเอ่ยปากขอบคุณรัวๆ ก่อนแยกย้าย


            วันนี้อยู่คุยกับทุกคนได้ไม่นานเท่าไหร่เพราะต้องติดรถเพื่อนชาวคิวต์กลับ ระหว่างทางที่กำลังเดินไปยังลานจอดรถจู่ๆ เสียงทุ้มของใครคนหนึ่งก็ทำให้เขาชะงักเท้า


            “พอร์ช...” ไม่รู้ว่าเริ่มคุ้นเคยกับเจ้าของเสียงตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เขารู้ดีว่านี่คือเสียงของนาที


            “อ้าว ยังไม่กลับอีกเหรอ”


            “กำลังจะกลับ”


            “อู๋ล่ะ”


            “ตามกรี๊ดนางเอกหนังอยู่”


            “ฮ่าๆ น่ารักอ่า แล้วนี่มาหาเรามีอะไรหรือเปล่า”


            “มีคนฝากมาให้” คนตัวสูงไม่พูดเปล่า จัดการยื่นตุ๊กตากระต่ายในอ้อมแขนให้กับคนตรงหน้า พอร์ชรับไว้ด้วยสีหน้าแปลกใจแกมตื่นเต้น ดวงตากลมโตปูดโปนไม่ต่างจากกระต่ายที่เพิ่งรับมาเลย


            “ใครฝากมา”


            “เพื่อน”


            “คนไหน”


            “เพื่อน” ถามใหม่ก็ยังตอบเหมือนเดิม


            “เพื่อนชื่ออะไร”


            “เพื่อน” หมดความพยายามจะถามย้ำแล้วเลยปล่อยเลยตามเลย


            “ฝากขอบคุณเพื่อนด้วยนะ”


            “ครับ”


            “ตุ๊กตากระต่ายน่ารักมากเลย”


            “หน้าเหี้ยดีอะ”


            “เวร”


            “ให้ผมช่วยถือของมั้ย พอร์ชน่าจะไม่ไหว” ดูจากในมือที่หอบหิ้วมาพะรุงพะรังแล้ว ทายว่าไม่เกินสิบก้าวต้องมีบางอย่างที่ร่วงลงพื้นแน่ๆ เมื่อเห็นเป็นอย่างนั้นโพชิก็ไม่ได้ปฏิเสธยอมรับความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายทันที


            ข้าวของถูกแบ่งใส่อ้อมแขนคนตัวสูงทีละน้อย ดูเหมือนว่าท้ายที่สุดแล้วนาทีจะถือมันเอาไว้มากกว่าคนเป็น          เจ้าของเสียอีก ทั้งคู่เดินไปตามทางเดินของลานจอดรถ ระหว่างทางก็ตัดสินใจทำลายความเงียบด้วยการเริ่มต้นบทสนทนา ที่เข้าใจมากที่สุดอาจเป็นเรื่องหนังที่เพิ่งได้ดู


            “หนังโคตรโรแมนติกเลยเนอะ”


            “โรแมนติกได้ไง พอร์ชหลับ” นาทีสวนกลับทันที รู้ด้วยวุ้ย


            “ละ...หลับไปนิดหนึ่ง” ใบหน้าน่ารักกลอกตาไปมาคล้ายกำลังใช้ความคิดในการหาข้อแก้ต่างให้ตัวเอง


            ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เขาหลับเกือบทั้งเรื่อง แต่นาทีก็ไม่มีสิทธ์จะพูดประโยคนี้กับเขาเท่าไหร่เพราะอีกฝ่ายก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน


            “ทีตัวเองยังหลับเลย โด่”


            “ก็ไม่อินกับมันเท่าไหร่” มีคนคิดเหมือนกันด้วย แต่พอร์ชต้องคีพลุคอินกับความโรแมนติกเข้าไว้


            พูดกันตามตรงหนังรักเพียงไม่กี่เรื่องที่เขาดูแล้วชอบคงเป็นหนังญี่ปุ่นชื่อยาวอย่าง ‘Tomorrow I Will Date with Yesterday’s You’ เหตุผลอาจเพราะจั่วหัวมาแต่แรกแล้วว่าเป็นหนังแฟนตาซี พอรักกันเลยเข้าใจความเหนือจริงตรงนั้นได้


            “แต่พี่ไมล์เล่าให้ฟัง เขาพูดถึงหนังหว่องกาไวที่นางเอกชอบดูด้วยนะ เคยดูมั้ยหนังหว่องอะ”


            “เคยดูแต่หนังโป๊”


            “กูจะแจ้ง!


            “แจ้งใคร”


            “แจ้งพี่ไมล์ เขาอุตส่าห์คิดฉากโรแมนติกจากหนังคลาสสิกมานะเว้ย”


            “แล้วไง”


            “ก็มันชอบมีประโยคคมๆ ไง อย่างในหนังก็เอามานะ เขาบอกว่า หูสำคัญกว่าตาอะไรสักอย่างนี่แหละ”


            “จำไม่ได้แต่รู้ว่าคมเหรอ”


            “พี่ไมล์บอกไม่ชัด ขอโทษได้มั้ยล่ะ”


            มันน่าเศร้าที่พอร์ชจะโชว์ความเก่งแต่ก็ดันไปไม่รอด ถ้ารู้ว่าจะต้องคุยเรื่องหนังเขาอาจจะทนฝืนเปลือกตาดูต่ออีกสักหน่อย 


            “หูสำคัญกว่าตา เพราะคุณอาจจะแกล้งทำเป็นมีความสุขได้ แต่เสียงของคุณมันโกหกไม่ได้*


            “อ้าว ไม่ได้หลับเหรอ”


            “หูสำคัญกว่าตา...”


            “นอนฟังนี่เอง เก่งนะเนี่ย”


            “ก็เก่งเสมอแหละ”


            ความจริงไม่ใช่หรอก นาทีไม่ได้หลับเลยด้วยซ้ำ มองอยู่ตลอด มองจนรู้ทุกการกระทำของคนเคียงข้างแล้วบอกกับตัวเองเพียงว่า เหตุผลที่เขามองศิฑานั้นทำให้เขารู้สึกดีกว่าการดูหนังอยู่นิดหน่อย


            “อือ แล้วเมื่อกี้ที่นาทีบอกไม่อินกับหนัง บอกได้ปะว่าทำไมถึงไม่อินกับมัน” คนตัวสูงขมวดคิ้ว มองใบหน้าขาวสะอาดที่กำลังคาดหวังกับคำตอบของเขา


            “ก็แค่รู้สึกว่าความรักแบบในหนังมันไม่ได้ดูโรแมนติกเลยไง”


            “แต่คนชอบมันมากเลยนะ”


            “พอร์ชชอบเหรอ การรักใครคนหนึ่งหัวปักหัวปำน่ะ”


            “...” คราวนี้โพชิไม่ตอบนอกจากเม้มปากแน่น นาทีเองก็ไม่ได้คาดหวังจะฟังคำตอบอยู่แล้วเลยเลือกเงียบ ขณะย่ำเท้าไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ “เราไม่เคยรักใครแบบนั้น”


            ทว่าท้ายที่สุดนาทีก็ได้คำตอบอย่างไม่คาดหวัง


            “เหมือนกัน” ไม่ต่างกันเลย...


            “คือเอาจริงก็ไม่เชิงว่าไม่เชื่อหรือไม่อินเรื่องความรักหรอก แค่รู้สึกเฉย แรกๆ มันก็ดีแหละ แต่สักพักแม่งจะรู้สึกว่าอยู่คนเดียวเวิร์กกว่า”


            “แสดงว่าพอร์ชก็เชื่อเรื่องความรักอยู่?”


            “อือ แต่ยังหาความรักที่คิดว่าจะอยู่กับมันได้ตลอดไม่เจอ”


            “เข้าใจ”


            “นาทีมีสเป็กมั้ย แบบคนในอุดมคติอะ”


            “จูนจูน” เขาตอบทันที


            บอกตามตรงว่าในบรรดาคนดังทั้งหมดเขารู้จักแค่ไม่กี่คน หนึ่งในนั้นก็คือจูนจูน ที่บังเอิญได้เจอตอนเพื่อนพาไปงานซื้อขายเสื้อยืดอะไรสักอย่าง


            “แล้วเคยมีแฟนแบบจูนจูนปะ”


            “ยังไม่เจอนอกจากจะจีบจูนจูน”


            “ว้าแย่เลย เขามีแฟนแล้ว” พอร์ชพูดด้วยน้ำเสียงทะเล้น “ต้องหาใหม่แล้วล่ะ”


            “ถ้าหาใหม่ก็คงไม่มีทางเจอแบบเขาหรอก”


            “ก็จริง คนบนโลกจะมีใครเหมือนกันทุกอย่างบ้าง แต่ก็ต้องลองเปิดใจรับคนใหม่ๆ เข้ามาดู”


            “คนใหม่เป็นแบบไหน”


            “จะไปรู้เหรอ รถเพื่อนเราอยู่นั่น” บทสนทนาถูกตัดเข้าอีกเรื่อง สายตาคมมองเห็นรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่ไม่ไกลนัก พวกเขาจึงไม่รอช้าย่ำเท้าตรงไปยังจุดหมาย เมื่อไปถึงก็ต้องต้องสาละวนกับการเอาข้าวของมากมายใส่หลังรถ มีแต่ตุ๊กตากระต่ายตัวเดียวที่พอร์ชยังคงกอดมันไว้ในอ้อมแขน


            “ชอบกระต่ายเหี้ยมากหรือไง” นาทีถามหน้าตาย คนถูกถามเลยมองตาขวาง


            “ก็นาทีให้ ไม่กอดก็กลัวจะเสียใจ”


            “เพื่อนให้”


            “เหมือนกันนั่นแหละ”


            “ไม่เหมือน”


            “ไม่เถียงแล้ว เรากลับแล้วนะ นาทีก็เดินทางปลอดภัย”


            “ครับ” พอร์ชตั้งท่าเดินไปยังประตูรถอีกฝั่งหนึ่ง ทว่ากลับถูกเบรกไว้ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำของคนตัวสูง ความจริงมันมีหลายอย่างที่อยากพูด แต่ก็กลัวว่าจะหาโอกาสได้ยากเลยต้องพูดในคืนนี้ “ขอบคุณที่นั่งดูหนังเป็นเพื่อนนะครับ”


            “แต่เราหลับ” โพชิทำหน้างง ไม่เข้าใจความหมายที่คนตรงหน้าต้องการสื่อเท่าไหร่


          “ก็เพราะหลับนั่นแหละถึงได้รู้ว่าคุณน่าสนใจกว่าหนังเยอะเลย”


            ตั้งแต่เกิดมา นาทีไม่เคยโกหกเสียงหัวใจของตัวเองเลยสักครั้ง


            ชอบก็บอกว่าชอบ เบื่อก็บอกว่าเบื่อ แต่ถ้าไม่แน่ใจ ก็คือไม่แน่ใจ...


            สำหรับพอร์ช เขาจัดมันอยู่ในหมวดสุดท้าย


          ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร แต่โคตรรู้สึกดี



 

 

 


แวะมาลงนิยายในวันเกิดเจ้าโพชิค่า >//<

#RealGuysFiction

 



* จากภาพยนตร์เรื่อง Happy Together โดย Wong Kar-wai

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 601 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

273 ความคิดเห็น

  1. #264 fafang0062gord (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 10:32
    หึ้ยยยยยมันเปงเขิล
    #264
    0
  2. #243 tarun_ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 20:03
    โอ้ยยยยยยย เริ่มรุกแบบไม่รู้ตัวอะเรา
    #243
    0
  3. #234 salineefon (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 19:58
    งื้อออออ กูจะชิป กูจะชิป 555555555 นาทีพอร์ช
    #234
    0
  4. #228 🍉Natty🍉 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 08:49
    โคตรน่ารัก
    #228
    0
  5. #217 Copper (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 17:26
    แง้น่ารักกกก
    #217
    0
  6. #216 cat250613 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 11:38

    สมเป็นโพชิ โพชิ
    #216
    0
  7. #215 kkwankhaw (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 07:27
    อะจีบบบบบบ
    #215
    0
  8. #213 Nui_Azure (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 00:22
    ชอบบทสนทนาของเจ้าพ่อดกับนาทีกาล
    ทุกตอนที่อ่านมา แต่ละครั้งที่ทั้งคู่คุยกันคือดีมากกกกกกกก
    อธิบายความรู้สึกไม่ถูก แต่คือชอบมาก
    อ่านซ้ำๆ วนอยู่ที่บทสนทนาหลายรอบมาก
    เหมือนคุณจิตแทรกความรู้สึกที่เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เค้าคุยกันลงไปในบทสนทนาที่ดูธรรมดาแต่ไม่ธรรมดานั้นอะค่ะ
    ประทับใจ อยากอ่านยาวๆในเล่มเร็ว
    #213
    1
    • #213-1 babiibabababiii(จากตอนที่ 6)
      15 ธันวาคม 2562 / 01:06

      คิดเหมือนกันเลยค่ะ น่ารักมากอ่านแล้วรู้คันยิบๆที่อก ให้ความรู้สึกอบอุ่น บอกไม่ถูก
      #213-1
  9. #211 Aunbrub09 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 22:32

    จีบแหละดูออก????

    #211
    0
  10. #210 Rabbiitao (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 21:30
    นาที แกจีบโพชิ !!!
    #210
    0
  11. #209 AreeyaBubphamart (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 19:22
    งึ้ยกุมใจจจจ
    #209
    0
  12. #208 b.mallow (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 17:21
    กุมหัวใจแลงมากแงแงน่ารักไปหมดเลย
    #208
    0
  13. #207 Tae2543 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 16:57
    น่ารักขึ้นเรื่อยๆ
    #207
    0
  14. #206 nn1998 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 14:48
    เป็นน่ารักกกก
    #206
    0
  15. #205 รออยู่ที่เดิม (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 13:16
    โพชิน่ารักมากกกกกก
    #205
    0
  16. #204 mook1504 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 11:15
    แงงงน่ารักก-เต้าโพชิ
    #204
    0
  17. #202 Tiwbyun (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 08:47
    ชอบจังโพชิโพชิน่ารักแบ่บกางติงเก่ง5555
    #202
    0
  18. #201 happy1701 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 05:30
    ชอบความสัมพันธ์แบบนี้ค่อยๆเรียนรู้กันไป มันน่ารักและดูอบอุ่นในตัวของมันเอง
    วันนี้นาทีอาจจะยังไม่แน่ใจ แต่คงไม่นานหรอกมันจะชัดเจนแน่ๆกับความรู้สึกที่มี

    ยิ่งอ่านก็ยิ่งอยากได้หนังสือเร็วๆเลย
    อยากรู้ว่าคนที่ไม่เคยไขว่คว้าความรักแบบคนรักอย่างนาทีจะจีบเจ้ากระต่ายยังไง
    #201
    0
  19. #200 你我 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 02:26

    โโพชิน่ารักกก กมั่นเชี้ยวมากเว่อร์ ยิ่งตอนชมกระต่ายว่าหน้าเกี้ยคือเหวอเลย555

    #200
    0
  20. #199 BEEMbbr (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 00:42
    นาที รุกแรงแบบไม่รู้ตัว 55555555555555
    #199
    0
  21. #198 9Xcoolkid (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 00:36
    นาทีคือน่ารักอ่ะะ น่ารักแบบงงๆอุ่นๆ แต่พอร์ชคือ...เราจะปล่อยมุก เราจะอ๊องในทุกประโยคไม่ได้นะะะะ พ้อดจู้วๆ
    #198
    0
  22. #197 ทาสชีสสสส~ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 00:22
    กี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด กัปตันแล่นเรือด้วยตัวเองงง
    #197
    0
  23. #196 11-11 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 00:15
    เนี่ยๆนาทีเนี่ยยย
    #196
    0
  24. #195 WonTaeKyu1013 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 / 23:55

    "คุณน่าสนใจกว่าหนังเยอะเลย" พีคมาก ตายคาที่สิชั้น 55+


    ตอนโพชิบอกนาทีให้ตุ๊กตาเลยกอดไว้ นี่คิดว่ายัยโพชิรุกหนักแล้วนะ อะไรว้าาาา สุดท้ายคือนาทีรุกหนักมาก โพชิช็อคตาค้างไปแล้วมั้ง

    #195
    0
  25. #193 ชื่อ' สีตึงงง'งงง (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 / 23:20
    จ้าาาา
    #193
    0