Vanilla Sundae

ตอนที่ 5 : 03 - ช่วงนี้พอร์ชเจอเขาบ่อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,893
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 687 ครั้ง
    26 พ.ย. 62



03


ช่วงนี้พอร์ชเจอเขาบ่อย




            “ไอ้ที มึงเคยสงสัยมั้ยว่าความรักเกิดขึ้นได้ยังไง”


            “เพ้อเหี้ยไรสัด”


            นาทีมักไม่เข้าใจอารมณ์ละมุนชวนฝันเหมือนที่เพื่อนของเขามักเป็นตอนกระดกเหล้ากรอกปากเท่าไหร่ ความจริงแล้วจะบอกว่าไม่เข้าใจเลยก็คงไม่ผิด เขาเกลียดคำว่า
ความรักยิ่งกว่าอะไรดี


            “ฟาย มึงมันไม่เคยโรแมนติก ช่วยถามกูต่อก็ไม่ได้เหรอว่าทำไม”


            “อะ งั้นกูถามต่อ มันเกิดขึ้นได้ยังไง”


            “ก็เกิดขึ้นตอนที่กูมองเขา แล้วเขาก็มองกูไง” นาทีเอี้ยวตัวหันไปมองด้านหลัง โต๊ะถัดไปไม่ไกลมีเด็กมหา
ลัยกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มองมาทางโต๊ะของเขาคล้ายกับรับรู้ความหมายผ่านสายตา


            ความรักของบางคนแม่งก็แล่นเร็วผิดปกติ


            มันเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที แต่ไม่มีความยั่งยืนอยู่ในนั้น


            “คืนนี้คงไม่กลับห้องสินะ”


            “เหยยยยย แค่อยากไปขอเบอร์ไม่ได้จะหิ้วกลับห้อง คนนี้กูจริงจัง”


            “กูเห็นมึงจริงจังทั้งปีทั้งชาติอะไอ้อู๋” เพื่อนอีกคนยังไม่ทันด่าจบตัวต้นเหตุก็ลุกออกจากโต๊ะเดินปรี่ไปยังเป้าหมายอย่างทันท่วงที เล่นเอาคนมองนั่งอ้าปากค้างสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่ายราวกับกำลังดูหนังเรื่องหนึ่ง


            แรกเริ่มมันเป็นหนังรัก แต่ไม่รู้ว่าต่อไปจะดำเนินเรื่องแนวไหน บางครั้งก็กลายเป็นหนังฆาตกรรม หรือไม่ในบางคืนเศร้าหน่อยก็เป็นหนังสำหรับคนรักสัตว์เพราะมักมีหมาหัวเน่าอยู่หนึ่งตัว


            “ได้เบอร์กันละ ปิดจ๊อบ” และก็เป็นไปตามคาด คืนนี้หนังรักดำเนินไปอย่างสวยหรู


            สาวผมยาวในชุดดำรับมือถือเพื่อนของเขาไปพร้อมกับจิ้มนิ้วลงบนหน้าจอ จริงๆ ความรักก็ไม่ได้ยาก แค่แปลกใจ มันใช่ความรักอย่างที่พวกมันพูดพล่ามกันแน่เหรอ


            “กรี๊ดๆๆๆ ได้เบอร์แล้ว ตอนอยู่ใกล้นะตัวน้องหอมมว้ากกกกก” อู๋วิ่งแท๊ดๆ กลับมายังโต๊ะด้วยท่าทีระริกระรี้ คนที่เหลือเลยได้แต่พยักหน้าพร้อมกับส่งยิ้มแหยให้อย่างอ่อนอกอ่อนใจ


            มันคือภาพที่แสนชินตาเกินกว่าจะเก็บมาคิดให้ปวดหัว ได้แต่ยกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขึ้นมากระดกดับกระหายแล้วเริ่มต้นหัวข้อสนทนาใหม่

           
            “ถามหน่อยเถอะ ชีวิตมึงวนเวียนกับการจีบคนนั้นคนนี้ไปทั่วแม่งไม่เหนื่อยเหรอวะ” หนึ่งในเพื่อนร่วมกลุ่มอย่างปั่นถามพลางเคี้ยวถั่วตุ้ยๆ แต่อู๋ไม่สะท้านตอบความจริงกลับมาในทันควัน


            “ไม่อะ ตอนรักนะมึงอะไรมันก็ดีไปหมด”


            “แล้วตอนเลิกอะ”


            “เหี้ยนิดหน่อย แต่เริ่มใหม่ได้เสมอ”


            “ภัยสังคม”


            “กูจะถือว่าเป็นคำชมนะ”


            เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มระรื่นจบชายอู๋สุดที่รักของเพื่อนฝูงก็ก้มหน้าก้มตาตอบกลับข้อความกับผู้หญิงที่เพิ่งคุยกันเมื่อครู่ระรัว


            ประสบการณ์ความรักของแก๊งชายอีคอนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนแรกมีปัญหาหนักสุดคืออู๋ที่รักๆ เลิกๆ ง่ายยิ่งกว่าถอดเสื้อโยนลงตะกร้าผ้า ครั้งหนึ่งเจ้าตัวเคยเล่าถึงปมฝังใจจากรักแรกจนต้องไปปรึกษาจิตแพทย์เพื่อลืมเธอ แต่มันกลับไม่ได้ผล สุดท้ายเขาจึงหาวิธีลืมมันด้วยตัวเอง


            ตอนรักกันใหม่ๆ มันก็มีความสุขหมดแหละมึง แต่วันหนึ่งใครคนใดคนหนึ่งหมดรัก มึงจะมัวจมอยู่กับความทุกข์เหรอ กูไม่...กูจะไม่ยอมทุกข์


            นั่นคือประโยคที่อู๋พูดในคืนหนึ่งตอนกำลังเมามายได้ที่ ดังนั้นชีวิตเลยต้องเริ่มต้นกับรักครั้งใหม่เรื่อยๆ เพราะมันคือจุดหอมหวานที่สุดในความสัมพันธ์สำหรับเขา


            “เหนื่อยใจกับเชี่ยอู๋ว่ะ เออไอ้ที แล้วสรุปมึงเอาร่มไปคืนรุ่นพี่คนนั้นยัง” ปั่นบ่นเสร็จก็เปลี่ยนประเด็น


            นาทีละสายตาจากแก้วเหล้า เงยหน้าขึ้นมาสบตากับคนพูด


            “พอร์ชเหรอ คืนแล้ว”


            “ทำไมไม่เรียกพี่วะ แย่ๆ”


            “ก็ไม่อยากเรียก เขาเหมือนน้องกูมากกว่า”


            “ใครก็ต้องยอมคนอย่างมึงหมดแหละ สรุปเขาว่าไง”


            “ไม่มีประเด็นอะไรสำคัญ”


            “อย่าบอกว่ามึงไม่ได้คุยกันเลย”


            “มีอะไรต้องคุยกันขนาดนั้นวะ”


            “เฮ้ย
! ได้เจอคนดังแถมน่ารักมึงไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอวะ แบบ...ตื่นเต้น ขอถ่ายรูป หรือไม่ก็ขอลายเซ็นอะไรแบบนี้ นี่กูแอบไปส่องมาแฟนคลับเขาก็เยอะอยู่นะเว้ย”


            “แล้วกูต้องตื่นเต้นตามคนอื่นด้วยเหรอ” เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังตามมาอีกระลอก


            “มึงมันคนด้านชาว่ะที”


            “...”


            “ถามจริง ทุกวันที่ไม่ยอมมีใครนี่จีบไม่เป็นเหรอ ให้กูสอนเอามั้ย”


            ปั่นคือมนุษย์ที่รักเดียวใจเดียว จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของพ่อบ้านซึ่งรักและเทิดทูนแฟนสุดหัวใจ ดังนั้นเขาจึงมักแนะนำผู้หญิงที่เหมาะสมกับเพื่อนและเป็นที่ปรึกษาด้านความรักให้นาทีเสมอ ผิดแค่ว่าอีกฝ่ายไม่เคยสนใจจะรับความหวังดีเรื่องนี้จากเขาเลยสักครั้ง


            “ไม่ต้อง กูจีบเป็น”


            “ตั้งแต่เป็นเพื่อนมึงมาสามปี กูไม่เคยเห็นมึงจะจีบใครสักคน”


          “แค่กูไม่เจอใครที่อยากจีบ”


            มันก็เท่านั้น...


            ชีวิตที่ผ่านมามีพร้อมหมดแล้วเลยไม่ต้องไขว่คว้าอะไรให้เหนื่อย เงินก็มี ที่บ้านยังคอยซัพพอร์ต เขาโชคดีกว่าคนอื่นมากมายที่ไม่ต้องดิ้นรนก็ได้สิ่งที่ต้องการมาโดยง่าย มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาไม่เคยต้องการมันเลยก็คือใครสักคนที่จะเข้ามาเติมเต็มบางอย่างในชีวิต


            นาทีไม่เคยขาด เขาได้รับความรักจากครอบครัว มีความรักและความจริงใจจากเพื่อน แค่นั้นเขาคิดว่ามันมากพอแล้ว


            แปลกดีที่โลกได้เหวี่ยงผู้ชายสามคนให้มาเป็นเพื่อนสนิทกัน อาจเพราะไลฟ์สไตล์ที่คล้ายคลึงจึงอยู่ด้วยกันรอด แม้มุมมองความรักของแต่ละคนจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


            อู๋ ชอบความหอมหวานของการเริ่มต้น ดังนั้นเขาจึงรักใครต่อใครได้อย่างง่ายดาย


            ปั่น มั่นคงในความรักและเห็นคุณค่าของคนที่อยู่เคียงข้าง เพราะเชื่อว่าตลอดไปมีอยู่จริง


            ส่วนนาที...


          รักมากจนพอแล้ว เลยไม่อยากรักใครที่ใจไม่ต้องการอีก



 

 

 

 

 


            “โอ้กกกกกกกกก”


            “เหี้ยเอ๊ย ใครก็ได้มา...”


            “อ้วกกกกกกกกก”


            “กูไม่ไหวแล้ว กูจะเป็นลม เชี่ยทีมาช่วยกูพยุงไอ้อู๋แทนกูหน่อย ตอนนี้เสื้อวาเลนติโน่กูไปกับอ้วกแม่งแล้ว” วาเลนติโน่ก็อปเกรดเอคอลเล็กชั่นใหม่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสกปรก ทั้งยังส่งกลิ่นเหม็นหึ่งตีขึ้นจมูกจนเจ้าของลมจับแทบล้มไปกองกับพื้น


            นาทีเลยไม่รอช้าปราดเข้ามาในห้องส้วมอันคับแคบ หลุบตาต่ำมองดูคนที่กอดโถส้วมอาเจียนอย่างเอาเป็นเอาตาย


            ไม่คิดไม่ฝันว่าน้องผมยาวที่เพื่อนเวรนี่ไปขอเบอร์จะแสบขนาดหนัก เพราะนอกจากไม่เล่นด้วยแล้วยังล่อคนโง่ๆ อย่างอู๋ให้ไปนั่งร่วมโต๊ะและจัดการมอมเหล้าพร้อมขโมยเงินหนีไป เหลือทิ้งไว้แต่กระเป๋าสตางค์โง่ๆ ใบเดียว


            “กูไม่ไหวแย้ว น้องเขามอมกู อ้วกกกกกกก”


            “สมน้ำหน้า”


            “ลูบหลังหน่อยนาที ลูบหลัง อุ๊บ...” อาการคลื่นเหียนตีตื้นขึ้นมาในคอ อู๋พยายามจะหยุดมันด้วยการกลั้นหายใจทว่าสุดท้ายก็เปล่าประโยชน์โก่งคออ้วกอย่างต่อเนื่อง


            นาทีส่ายหน้าหวือ ถอดรองเท้าผ้าใบคู่โปรดออกข้างหนึ่งก่อนยกตีนขึ้นมาลูบหลัง ทั้งรักทั้งแค้นในคราวเดียว


            เรียกได้ว่านี่คือวินาทีชีวิตของผองเพื่อนโดยแท้จริง เพราะต้องทนกับกลิ่นเหม็นคละคลุ้งอยู่นานกว่าตัวปัญหาจะอาเจียนเอาทุกอย่างในกระเพาะออกมาจนหมด เมื่อแน่ใจแล้วว่าจะไม่มีระลอกต่อไปกายสูงจึงหันไปสวมรองเท้า ก่อนโน้มตัวรั้งแขนเพื่อนรักขึ้นมาอย่างทุลักทุเล


            “ไหวมั้ยวะ เดี๋ยวกูช่วย” ปั่นปราดเข้ามาช่วยเหลือหลังล้างคราบสกปรกจากเสื้อออกลวกๆ


            “โอเคได้อยู่”


            พูดไม่ทันขาดคำก็เกิดเรื่อง


            “เหี้ย
! กูว่าไม่โอเค”


            “อะไร”


            “โทรศัพท์มึง” คนตรงหน้าชี้ไปยังชักโครกซึ่งยังไม่ถูกกด นัยน์ตาสีดำสนิทเบิกกว้างกว่าเดิมเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพซึ่งปรากฏตรงหน้า ในนั้นมีทั้งมือถือและคราบเศษซากสงครามที่เพื่อนของเขาทิ้งเอาไว้รวมกันแทบเป็นเนื้อเดียว


            ตอนนี้ในสมองของเขาเริ่มตื้อไม่ต่างจากคนเมา เนื่องจากต้องตัดสินใจว่าจะล้วงมือลงไปหยิบมือถือที่ไม่กันน้ำเลย หรือกดชักโครกตัดปัญหาไปซะ


            “กูทรมาน มันทรมาน...” คนเมาโอดครวญแทบไม่ได้ศัพท์ ใบหน้าหล่อเหลาจึงหันมาโฟกัสกับคนในอ้อมแขนก่อนจะบอกกับใครอีกคนสั้นๆ


            “ช่างเหอะ ฝากกดชักโครกด้วย”


            “ได้”


            ก็แค่มือถือเครื่องเดียว


            แถมข้อมูลในนั้นยังไม่มีอะไรสำคัญถึงขนาดหายไปไม่ได้ เบอร์เพื่อนก็แค่ขอใหม่ เบอร์พ่อแม่เขายิ่งจดจำได้จนขึ้นใจ ส่วนเรื่องติดต่องานนาทีไม่ได้สนใจอยู่แล้วเพราะไม่คิดจะรับงานอะไรเพิ่มอีก มีเพียงคนคนเดียวที่แวบเข้ามาในหัวฉับพลัน และมันทำให้ใบหน้าหล่อเหลาแข็งค้างครู่หนึ่ง


            “ไอ้ทีรีบพาเชี่ยอู๋ออกมาเร็ว กูไม่ไหวละ เหม็นจะตายห่า”


            “เออๆ” เสียงอันร้อนรนของเพื่อนสนิทปลุกเขาจากภวังค์ พลางแบกสารร่างเขื่องๆ ของคนเมาไปยังเคาน์เตอร์ล้างมือ


          ไลน์ของพอร์ช...


            ไม่สิ ต้องใช้คำว่า ก็แค่ไลน์ของเพื่อนใหม่ไม่ได้มีอะไรสำคัญขนาดนั้น ถึงหายไป มันก็ไม่ได้มีผลต่อความรู้สึกของเขาอยู่ดี


            ไม่มีเลย





 

 

 




            ชีวิตที่ไม่มีมือถือไม่ได้ยุ่งยากเลย ปกติก็ไม่ค่อยตอบข้อความใครอยู่แล้ว เวลามีเรื่องสำคัญไม่อู๋ก็ปั่นมักคาบข่าวมาบอกแทนเสมอ นาทีจึงไม่ได้รู้สึกว่าต้องรีบซื้อโทรศัพท์ขนาดนั้น ทว่าคนที่ดูร้อนรนสุดเห็นจะเป็นเพื่อนร่วมคณะที่เริ่มบ่นกระปอดกระแปดเมื่อไม่สามารถติดต่อเขาได้โดยตรง


            “เลิกคลาสแล้วไปไหนต่อดี” เพื่อนร่วมกลุ่มถามด้วยสีหน้าดีอกดีใจ อะไรก็มีความสุขทั้งนั้นยกเว้นการเรียน


            “กูมีนัด” อู๋ยกมือพลางบอกเป็นคนแรก


            “จะไปตามหาน้องเสื้อดำที่ขโมยเงินมึงเหรอจ๊ะ”


            “เดี๋ยวกูถีบหน้ามึงเชี่ยปั่น รีบไสหัวไปหาเมียมึงเลยไป”


            “ไม่ต้องไล่ กูไปอยู่แล้ว” เจ้าตัวเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันพูด แต่ไม่วายหันมาถามนาทีเป็นการปิดท้าย “มึงล่ะ จะไปกับกูหรือไอ้อู๋”


            “ตามสบาย กูจะไปหาพี่กูที่มอ”


            “ฝากบอกพี่เวลาด้วยว่ากูคิดถึง”


            “เออ”


            “งั้นแยกย้ายตรงนี้”


            สามหนุ่มแยกตัวไปตามจุดหมายที่ปักเอาไว้ นาทีเองก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังมหาลัยของพี่สาวคนเดียวของบ้าน เธอเรียนอยู่ที่คณะเภสัชศาสตร์ปีสี่แล้ว ปกติไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่นอกจากตอนกลับบ้าน ยกเว้นวันนี้ที่ต้องแวะเข้าไปเอาของ


            “นาทีกาล” เรียกซะเต็มยศแถมยังยิ้มหน้าบานเป็นกะละมังรออยู่ใต้ถุนคณะ นี่ไงพี่สาวของเขา


            “เรียกทีก็พอมั้ย” เขาตีหน้านิ่งเดินเข้าไปหาผู้เป็นพี่ ทำเอาใครหลายคนมองตามไม่ห่าง น้องชายของกาลเวลาน่ะหน้าตาดีจนใครต่อใครมักเอ่ยชมอยู่บ่อยๆ คนเป็นพี่ก็เลยปลื้มจนแทบลอย ภูมิใจแทนครอบครัวสุดๆ


            “ก็อยากเรียกแบบนี้ นี่เมื่อไหร่จะซื้อมือถือ ลำบากพี่ต้องทักไปคุยกับเพื่อนแกแล้วเนี่ย” พอมาถึงก็ฉอดไม่หยุด


            “เดี๋ยวผมว่างก็ไปซื้อเองแหละ”


            “นี่ไงว่างแล้ว”


            “ไหนล่ะของ” เขาเปลี่ยนเรื่อง


            “จริงๆ เลยเรา อะนี่” มือบางล้วงลงไปในกระเป๋าก่อนยื่นของสิ่งหนึ่งให้น้องชาย มันคือคีย์การ์ดสำรองของเธอที่ทำเผื่อไว้เพื่อให้ง่ายต่อการแวะเวียนไปหา ด้วยความที่เรียนคนละมหาลัย ความชอบรวมถึงสังคมก็ต่างกัน จึงตัดสินใจเช่าคอนโดอยู่คนละที่ เน้นสลับไปมาหาสู่กันมากกว่า


            “ขอบคุณครับ” คนตัวสูงรับของเสร็จก็ไม่ลืมเอ่ยขอบคุณทันที


            “แล้วนี่จะไปไหนต่อ กลับเลยมั้ยเพราะเดี๋ยวพี่มีเรียนคาบต่อไป”


            “ว่าจะกลับ...” เขาพูดไม่จบประโยคดีในหัวพลันนึกขึ้นได้ “พี่มีเพื่อนที่เรียนทันตะหนิ”


            “ใช่ ทำไม”


            “ปกติแล้วปีสี่เขาเลิกเรียนกันกี่โมง”


            “โห คำถามครอบจักรวาลมากนาที เราจะไปหาใครล่ะ”


            “เปล่า แค่ถามเฉยๆ” พี่สาวเหมือนรู้ทันแต่ไม่ได้ซักไซ้อะไรเพิ่มเติมนอกจากตอบเท่าที่รู้


            “ถ้ามีคลินิกคาบบ่ายก็ประมาณบ่ายสี่โมงแหละ”


            “อ้อ”


            “จะไปหาใครก็รีบไปเถอะ”


            “ผมไม่ได้จะไปหาใคร”


            “เคๆ”


            “พี่ไม่เชื่อผม”


            “ยังไม่ได้พูดสักคำเลย ร้อนตัวทำไมเนี่ย”


            “ผมจะกลับแล้ว”


            “จ้าาาาา ขอให้จริง” กาลเวลาโบกมือให้น้องชายไหวๆ ใบหน้าขาวภายใต้กรอบแว่นยิ้มหยี มองดูแผ่นหลังกว้างตึงกับช่วงขายาวเดินจากไป นาฬิกาบอกว่านี่คือเวลาของการเรียนแล้ว เธอจึงหันมาโฟกัสกับสัมภาระข้างตัวก่อนแยกไปอีกทาง


            ส่วนคนที่บอกจะกลับเลยนั้นไม่รู้สับสนตัวเองตรงไหน ได้สติอีกทีเขาก็มาถึงคณะทันตฯ อย่างงงๆ แถมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงต้องมาที่นี่


            “เฮ้ย บังเอิญเจอกันว่ะ มาทำอะไรที่นี่” น้ำเสียงแสนคุ้นหูฉุดให้เขาหันไปมองยังเจ้าของคำพูดสุดทะเล้น ก่อนจะเห็นว่าคนที่เคยเจอเพียงไม่กี่ครั้งกำลังเดินลงมาจากตึกเรียนพอดิบพอดี บังเอิญเกินไปมั้ย


            “มาหาพี่สาว” เสียงทุ้มตอบกลับยามสองเท้าของกระต่ายขาวขยับเข้ามาใกล้จนเกือบประชิดตัวเขา


            “มีพี่เรียนที่คณะนี้เหรอ”


            ศิฑาไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ยังสดใสร่าเริงและยิ้มตลอดเวลาจนเป็นเอกลักษณ์ เห็นแล้วสมองก็นึกถึงกระต่ายผี Snowball ขึ้นมาเฉยเลย


            “เปล่าครับ พี่เรียนเภสัชฯ แต่พอดีว่างเลยเดินเล่นมาถึงที่นี่” เจ้าตัวตอบตามจริง แค่เดินเล่นแล้วบังเอิญโผล่มาถึงตึกทันตะเท่านั้น ทว่าคำตอบของเขากลับทำให้คนตัวเล็กกว่าขมวดคิ้ว


            “ขยันเดินอะคนเรา เออว่าจะถาม วันนั้นเราทักไปแล้วนาทีไม่ตอบ”


            “อ๋อ โทรศัพท์พังน่ะครับ”


            “ก็ว่าอยู่” พอร์ชยังคงพูดไปด้วยยิ้มไปด้วย แต่ครู่หนึ่งเขาก็หันไปพะวงกับด้านหลัง เห็นกลุ่มเพื่อนยังคงรออยู่จึงรีบตัดบททันที “เดี๋ยวเราต้องรีบไปกินบิงซูแล้ว”


            ยามพูดถึงของกินใบหน้าของศิฑาอิ่มเอิบ ราวกับว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตนี้แล้ว นาทีเลยพยักหน้าเข้าใจ จวบจนร่างบางหมุนตัวเตรียมผละออกเขาคิดอยู่นาน นานจนสมองที่กำลังประมวลผลเริ่มรวนเร สุดท้ายจึงตัดสินใจเอ่ยออกไปจนได้


            “พอร์ช” เจ้าของใบหน้าสดใสหันกลับมามอง


            “หืม...”


            “พรุ่งนี้ผมจะไปซื้อมือถือ”


            “ดีๆ”


            “ก็เลยอยากถามว่าว่างมั้ย” โพชินิ่งไปครู่หนึ่งราวกับกำลังใช้ความคิด กลอกตามองบนไปสองรอบ มองล่างหนึ่งรอบกระทั่งได้คำตอบ


            “ว่างดิ ทำไม”


          “ไปช่วยเลือกมือถือเป็นเพื่อนผมหน่อยครับ”





 

 

 

 

ปัง!


            “จะออกไปไหนวะ” แค่ปิดประตูห้องยังไม่ทันได้ก้าวเท้าออกไปไหน เจ้ากรรมนายเวรดันขัดจังหวะซะก่อน นาทีถอนหายใจเฮือก หรี่ตามองเพื่อนห้องตรงข้ามอย่างอู๋ที่ยืนถือถุงขยะอยู่ตรงหน้า


            “ซื้อมือถือ” เขาตอบสั้นๆ ไม่คิดขยายความ


            “อ๋อ ให้กูไปช่วยเลือกมั้ย”


            “สำนึกความผิดตัวเองให้ได้ก่อนอย่างอื่นค่อยว่ากัน” เรื่องเมาแล้วเรื้อนยังไม่มีใครลืม แถมเงินที่ถูกขโมยในวันนั้นก็มากถึงขนาดเพื่อนต้องช่วยกันสำรองจ่ายค่าจิปาถะเพื่อไม่ให้ที่บ้านรู้อีก


            “สัด พูดเหมือนพ่อกูเลย ขอโทษค้าบ”


            “เออ”


            “เดินทางปลอดภัยนะครับ”


            “เออ”


            “อย่าขับรถเร็วนะครับ”


            “เออ”


            “ลืมถามอีกคำถามหนึ่งครับเพื่อนที” นาทีกาลยืนนิ่งรอฟังคำถามสุดจะสาระแนจากเพื่อนร่วมก๊วน “มึงนัดกับใครหรือเปล่า”


            “เปล่าหนิ มีอะไร” ตอนตอบคำถามยังคงสีหน้าเรียบเฉยไม่ต่างจากเดิม


            “อ๋อ ก็แค่แปลกใจวันนี้มึงฉีดน้ำหอม กลิ่นแม่งคลุ้งเชียว ปกติไม่เห็นจะฉีด” นอกจากเสือกเก่งแล้วจมูกยังดีอีกต่างหาก แค่เดินออกจากห้องก็ได้กลิ่นแล้วเหรอ


            “กลัวหมดอายุน่ะ”


            เขาได้น้ำหอมเป็นของขวัญวันเกิดจากพี่สาว เธอบอกกลิ่นนี้ฉีดแล้วสาวจะหลง นาทีก็ได้แต่แค่นหัวเราะรับมาโดยไม่ให้เสียน้ำใจ ทว่ากลับไม่เคยแกะกล่องออกมาใช้สักครั้ง


            “เข้าใจๆ รีบไปเถอะ คืนนี้เจอกัน”


            นาทียักคิ้วตอบก่อนหมุนตัวย่างเท้าไปตามทางเดินคอนโด เขานึกสงสัยในตัวเองเสี้ยวหนึ่ง ทั้งที่ปกติแล้วก็ไม่เคยทำอะไรแบบนี้เท่าไหร่ เขาเป็นคนแข็งกระด้าง ทื่อๆ เอาใจใครไม่เก่ง เวลาพูดก็ทำเอาหลายคนแทบกุมขมับ แถมไม่แคร์ด้วยซ้ำว่าใครจะมองยังไงนอกจากใช้ชีวิตแบบเป็นตัวของตัวเอง


          ทว่าไม่รู้ทำไม กับการต้องไปเจอคนคนหนึ่งมันถึงต้องทำอะไรมากมายขนาดนี้...





 

 

 

เมื่อวานเย็นนาทีนัดหมายกับพอร์ชไว้ตอนห้าโมงครึ่ง จุดนัดหมายคือร้านไอศกรีมภายในห้างแห่งหนึ่ง ระหว่างทางที่ขับรถเขาก้มมองนาฬิกาบนข้อมืออยู่บ่อยครั้งเพราะกังวลว่าอาจจะไปสาย แต่เมื่อไปถึงจุดหมายเขากลับพบว่าถึงแม้จะมาก่อนเวลาก็จริง ทว่าใครบางคนกลับรออยู่ก่อนแล้ว


            “เรารอนานมาก” เจ้าคนน่ารักฉีกยิ้มเป็นกระต่าย
Snowball เขาอยู่ในชุดนิสิต ในมือถือไอศกรีมกรวยที่ถูกกินไปแล้วนิดหน่อย ท่าทางน่าเอ็นดูจนนาทีกลั้นขำ


            “กี่นาที” คนตัวสูงยิงคำถามใส่ พอร์ชจึงเริ่มร่ายมหากาพย์การรอให้ฟังอย่างออกรสออกชาติ


            “ห้านาที สามนาทีรอไอติม อีกสองนาทียืนกิน แล้วนาทีก็มาในนาทีที่หก” เริ่มงงแล้วว่าอันไหนพูดถึงเวลา อันไหนพูดถึงตัวของเขากันแน่


          โคตรน่ารัก...


            “นี่ต้องยืนกินให้หมดก่อนมั้ย”


            “ใช่ เพราะเดินไปกินไปจะดูไม่งาม” แต่ท่าเขมือบไอศกรีมนั้นช่างสยดสยองสิ้นดี ถ้าไม่ติดว่าน่ารักเขาคงไม่กล้าจดจ้องตาไม่กะพริบขนาดนี้ ซึ่งเหมือนคนถูกมองเองก็จับสังเกตได้จึงเงยหน้าขึ้นมาถาม “หิวมั้ย อยากกินปะ”


            “ทำไมถึงคิดว่าอยากกิน”


            “เรากินโชว์อยู่ไง ต้องรู้สึกหิวๆ บ้างล่ะ”


            “ถ้าหิวกับทุกอย่างที่เห็นคนเราก็ท้องแตกตายกันพอดี ผมไม่หิวหรอก”


            “แต่มันอร่อยมากเลยนะ เราเลี้ยงได้ เราเป็นพี่”


          พอร์ชไม่เคยเป็นพี่ เขาไม่เคยมองอย่างนั้น...


            แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องมองเป็นแบบไหน บางทีอาจเป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง


            หลังได้ยินประโยคก่อนหน้าจากคนตัวเล็กกว่า เขาแค่ยิ้ม ทว่าไม่ยอมตอบคำนอกจากโฟกัสสายตาไปยังเจ้าของใบหน้าขาวซึ่งกำลังกินไอศกรีมอย่างเอร็ดอร่อย ขณะเดียวกันเจ้าตัวก็ยังอ้าปากพะงาบๆ คุยจ้อกับเขาไปพร้อมกันด้วย


            “ไอติมรสมะนาวร้านนี้อร่อยฝุดๆ สาบานได้ว่าถ้ายกให้ทั้งถังเราก็แดกหมด” อะไรมันจะขนาดนั้น


            “ชอบรสมะนาวเหรอ”


            “ใช่ แต่ถ้ามีเวลานั่งกินนานๆ จะชอบสั่งไอ้เมนูที่มีมะนาวกับช็อกโกแลตอยู่ในถ้วยเดียวกัน นึกภาพออกมั้ยมันเป็นช็อกโกแลตแข็งๆ ที่อยู่ข้างในอะ พอกัดเข้าไปคำแรกจะหวานๆ กรุบๆ”


            “...”


            บรรยายซะเห็นภาพเชียว สปอนเซอร์ไอศกรีมควรเข้าแล้วนะ นาทีคิดอยู่ในใจทว่าครู่ต่อมาอีกฝ่ายก็หันมาถามต่อ


            “ปกติกินไอติมมั้ย”


            “กินบ้าง แต่ไม่บ่อย เลี่ยน” ขนาดตอนเด็กชอบไอศกรีมวานิลลาที่สุดยังรู้สึกว่ามันหวานเกินไปเลย


            “เราก็กินบ้าง ไม่บ่อยเหมือนกัน สามครั้งหลังอาหาร” ฉิบหายละ...


            “ติดต่อหมอไว้เลยนะ เบาหวานขึ้นตาแน่นอน”


            “ไม่ทราบว่าคุณนาทีรู้จักคำว่าประชดมั้ยครับ”


            “ประชดเหมือนกัน”


            อยู่กับคนคนนี้ มันทำให้นาทีรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง คล้ายกับว่าโลกไม่ได้ฝืนให้เขาต้องมาคุยกับคนนั้นคนนี้อย่างที่ผ่านๆ มา


            “นาทีชอบไอติมรสอะไรมากที่สุด”


            “วานิลลา”


            “โห รสชาติสำหรับคนคิวต์ๆ เลยว่ะ แล้วชอบอะไรในวานิลลาเหรอ”


            “ชอบกลิ่น”


            “อ้อ” คนฟังครางรับก่อนตั้งหน้าตั้งตากินต่อ พักหนึ่งถึงได้หันมาฉีกยิ้มพร้อมบอกกับเขา “เรากินหมดแล้ว ไปกัน”


            พอร์ชเหมือนเด็กน้อย มองยังไงก็ไม่มีทางเป็นพี่ ตอนที่เดินไปกับคนตัวเล็กกว่า หลายครั้งที่เขาลอบมองอีกฝ่ายเป็นระยะพลางคิดเรื่อยเปื่อยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน


            เขาชอบไอศกรีมวานิลลาเพราะมันเป็นรสชาติเดียวที่ถูกเลือกตอนต้องเดินเข้าร้านไอศกรีมกับเพื่อน และตัวของพอร์ชในตอนนี้ก็คล้ายกลิ่นนั้น มันหอมหวาน รอบกายคล้ายกับถูกคลุมโทนด้วยฟิลเตอร์สีเหลืองพาสเทล แม้ไม่เห็นได้ด้วยตา แต่กลับรับรู้ได้ในความรู้สึก


            “นาทีคิดว่าอยากได้มือถือยี่ห้อไหนเป็นพิเศษมั้ย”


            “ผมไม่ได้คิดไว้ ปกติใช้อะไรก็ได้หมด”


            “เราจำมือถือเครื่องเก่าของนาทีได้ อย่างกับโผล่มาจากยุคดึกดำบรรพ์ที่ใช้วัตถุโบราณเป็นเครื่องมือสื่อสาร”


            เวรกรรม...


            “แค่ติดต่อได้ก็พอแล้วมั้ง”


            “มันต้องมีกล้องที่มีคุณภาพด้วยถึงจะโอเค เก็บไว้ถ่ายโหมดฟรุ้งฟริ้งๆ”


            “ไม่เห็นต้องขนาดนั้น”


            “เราเคยถ่ายหมาที่บ้าน กล้องแม่งดีถึงขนาดเฟซบุ๊กแท็กเป็นหน้าเรา”


            “จะพูดทำร้ายตัวเองไปถึงไหน”


            “ทำร้ายตัวเองไม่เจ็บ ถ้าคนอื่นทำจะเจ็บมาก”


            “ใครจะกล้าทำร้าย”


            “โอ๊ยเยอะ เพื่อนสนิทก็ด่า พี่ก็ว่า ขนาดหมายังหอนใส่ ชีวิตคนเราอะมันเศร้าสุดแล้วนะเว้ย”


            “เศร้าก็กินดิ”


            “รู้ได้ไงว่านี่เป็นการแก้ปัญหาที่เราทำอันดับแรกๆ”


            “ดูจากเหนียงก็รู้”


            “สัด เหนียงข้าใครอย่าแตะ”


            “กูจะแจ้ง!


            “ยัง! ไม่ต้องพูดแทนก็ได้” ไอ้เด็กนี่มันวอนตีนซะแล้ว “สนใจตัวเองก่อนมั้ย รูปโพรไฟล์ในไลน์แม่งเหมือนใช้เครื่องคิดเลขถ่ายขนาดนั้นเรายังไม่ว่าสักคำ”


            คนตัวสูงหลุดขำออกมาทันที นี่เป็นครั้งที่สามที่ได้เจอพอร์ช แต่โพชิกลับเป็นธรรมชาติจนทำให้เขาสบายใจที่จะอยู่ ซึ่งนานมากแล้วที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับคนที่เพิ่งทำความรู้จักกันใหม่ๆ


            ทั้งคู่เดินมาถึงศูนย์โทรศัพท์แห่งหนึ่ง เพราะต้องซื้อเครื่องพร้อมเบอร์จึงเลือกค่ายเดิมที่เคยใช้บริการ ตอนเข้าไปก็เดินวนดูโทรศัพท์อยู่หลายรุ่น โดยระหว่างนี้ก็ได้รับคำแนะนำจากเจ้ากระต่ายขาวไปด้วย


            “มือถือรุ่นนี้ดีนะ เพิ่งออกใหม่เลย ฟังก์ชั่นก็ดี แถมกล้องยังชัดด้วย” มือบางหยิบมือถือรุ่นบางเฉียบขึ้นมาโชว์


            “เหรอ”


            “เราใช้รุ่นนี้อยู่ กล้องหน้าชัดแจ๋ว ถ่ายทีเห็นยันเซลล์ประสาท”


            “ชัดไปมั้ย โคตรเว่อร์”


            “ธรรมดาโลกไม่จำ”


            “โอเค งั้นผมตกลงซื้อเครื่องนี้”


            “โห ใจง่ายว่ะ”


            “ก็ถ้าคิดให้ง่ายมันก็ง่าย” คงเหมือนที่อู๋เคยบอก ความรักน่ะมันง่าย แต่เขาแค่ไม่คิดว่าสิ่งที่ง่ายบนโลกนี้จะเป็นเรื่องของความรัก กับมือถือคนเราสามารถตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีในการซื้อ ของบางอย่างก็เช่นกัน แต่กับความรักมันไม่มีหรอกที่จะรักภายในเสี้ยววินาที


            เพราะนั่นมันคือเรื่องเพ้อฝันเกินไป


            นาทีกาลและศิฑานั่งเก้าอี้ทรงสูงบริเวณหน้าเคาน์เตอร์ระหว่างรอพนักงานเช็กเครื่อง โดยมือถือต้องลงข้อมูลครู่ใหญ่ ก่อนจะเปิดให้เจ้าของได้เช็กดูรอยตำหนิรวมถึงแอพพลิเคชั่นภายใน


            “ลองถ่ายได้ เนี่ย...” ว่าแล้วพอร์ชก็หยิบโทรศัพท์ที่เพิ่งถูกแกะออกจากกล่องขึ้นมา กดไปยังโหมดถ่ายภาพก่อนจะจ่อกล้องไปที่หน้าของตัวเอง


            แชะ
!


            เจ้ากระต่ายจิ้มนิ้วถ่ายทันทีก่อนจะขำพรืดออกมาเพราะตลกหน้าตัวเองจนต้องกดลบ ทว่านาทีไวกว่านั้นคว้าข้อมือขาวเอาไว้ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ


            “ไม่เป็นไร”


            “มันรกเครื่อง”


            “รกหรืออาย”


            “ทั้งสองอย่าง”


            “ช่างเหอะ ไม่คิดจะเอารูปไปปล่อยที่ไหนอยู่แล้ว” เอ่ยอย่างเอาแต่ใจจบก็จัดการยื่นโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้พนักงานตรวจเช็กอีกครั้ง ใช้เวลาอีกครู่ใหญ่จัดการเรื่องค่าใช้จ่ายทุกอย่างก็เป็นอันเรียบร้อย


            “หิวข้าวมั้ย ผมเลี้ยง” เท้าสองคู่เดินออกจากศูนย์เครือข่ายโทรศัพท์ ย่ำไปตามทางเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดลงเมื่อคนตัวสูงตั้งคำถาม ทว่าคราวนี้แทนที่จะได้ยินคำว่าตกลงเขากลับถูกปฏิเสธพร้อมสีหน้าสุดหงอยของพอร์ช


            “ไม่เป็นไร เรามีของกินตุนไว้ที่ห้องแล้ว อีกอย่างตอนดึกๆ มีนัดกับเพื่อนต่อ”


            “งั้นเดี๋ยวไปส่งที่รถไฟฟ้า”


            “โอเค” พวกเขาย่ำเท้าเดินอีกครั้ง ซึ่งกินเวลาไม่นาน แม้ไม่มีคำพูดประโยคไหนหลุดออกมาจากปากของคนทั้งคู่ แต่ก็ไม่ได้สร้างความรู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย


            “ส่งแค่นี้ก็พอ” เสียงใสบอกด้วยรอยยิ้มหลังมาถึงสถานีรถไฟใต้ดินซึ่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เจอกันอีก แต่อย่างน้อยก็ยังดีที่ได้เจอกันตั้งสองชั่วโมง


            “วันนี้ขอบคุณมากนะครับ” อาจเป็นประโยคเรียบง่าย แต่นาทีอยากพูดกับพอร์ชมากที่สุด


            “ไม่เป็นไร เต็มใจมากเพราะเราเป็นคนดีที่สุด”


            “อืม ก็เป็นคนดีจริงๆ”


            “โหยชมเกินไป นาทีก็ทั้งดี ทั้งหล่อ แถมตัวหอมด้วย” ยังมีหน้ามาพูดเล่นอีก


            “ชอบเหรอ”


            “ฮะ?”


            “ชอบกลิ่นน้ำหอมเหรอครับ”


            “อืม...” พอร์ชใช้ความคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “ชอบนะ หอมดีอะ ยี่ห้ออะไร”


            “เป็ดโปร”


            “ขวดสีม่วง น้ำเงิน หรือชมพู จะได้ซื้อมาฉีด ถุย!


            “น้ำลายจะกระเด็นแล้ว เรื่องน้ำหอมผมไม่รู้”


            “คนเราแม่งต้องกั๊กกันขนาดนี้เลยเหรอ” เจ้าตัวบ่นอุบ ยู่หน้าน้อยๆ ไม่ต่างจากกระต่ายผี


            “ไม่ได้กั๊ก แต่ไม่รู้จริงๆ พอดีพี่ซื้อให้เลยเพิ่งลองใช้”


            “แล้วไป”


            คงถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายกันสักที สีหน้าของโพชิกำลังบอกแบบนั้นแต่เลือกไม่พูดออกมา นาทีเองก็เริ่มประหม่า ไม่เข้าใจที่ยังยืนนิ่งอยู่ด้วยกันทั้งคู่อาจเพราะมีบางอย่างที่อยากพูดออกไป เนิ่นนานจนเหมือนนาฬิกาหยุดเดินในที่สุดคนที่ทำลายความเงียบก็คือศิฑา


            “เราว่าคงต้องกลับแล้...”


            “เรื่องน้ำหอม”


            นาทีเอ่ยแทรก เขาไม่เคยมีความรัก ไม่เคยตกหลุมรักใคร กับคนที่กำลังยืนตรงหน้าตอนนี้ก็เหมือนกัน


            เพียงแต่...


          “ถ้าพอร์ชชอบ วันหลังผมจะฉีดมาอีก”


          การไม่ตกหลุมรักในคราแรก ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่รู้สึกกับมันในครั้งต่อไป





ฝากเจ้าโพชิในเวอร์ชั่นวานิลลาซันเดด้วยนะคะ

#RealGuysFiction


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 687 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

273 ความคิดเห็น

  1. #263 ชอบนิยายของจิตติเด้อ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 21:18

    ถอด*****

    #263
    0
  2. #262 ชอบนิยายของจิตติเด้อ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 21:13

    นาทีมีมารยาทมากอะ อดรองเท้าออกก่อนด้วย ชอบบบบบบ

    #262
    0
  3. #254 poppapwawa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 12:03
    เขิลลลล ทำไมละมุนขนาดนี้ งื้ออออ
    #254
    0
  4. #249 bababarell (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2562 / 21:22
    ฮือ เป็นเขินเป็นน่ารักมากมากกกกกก
    #249
    0
  5. #242 tarun_ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 19:49
    ฮืาอ. ออออออ เป็นน่ารักกกก
    #242
    0
  6. #233 salineefon (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 18:00
    งื้อออออ เรารู้สึกถึงสีพาสเทลที่เกิดขึ้นอะ มันน่ารัก อบอุ่น สดใส ชอบบบบบบ
    #233
    0
  7. #226 🍉Natty🍉 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 01:57
    เหมือนความรู้สึกถูกเต็มเติม มีความสุ๊ขข
    #226
    0
  8. #203 Naraprinnnt (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2562 / 09:45
    เขินกรุ้มกริ่ม
    #203
    0
  9. #194 WonTaeKyu1013 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 / 23:32

    หวานมาก ดีมากๆ จิตติเริ่ดจริงๆ เราเมนเกรทพอร์ช แต่พอมาอ่านแบบนี้ ทำให้เราเชื่อใน #นาทีพอร์ช มากๆ เก่งๆจริงจ๊ะ จากที่อ่านเรียลกายมาทั้งหมด ให้ขอเธอเรียลสุด เบาๆสบายๆ ฟิลกู๊ดมากๆ


    ค่อยๆเป็นค่อยๆไป เนี่ยแหละฟิคฟีลกู๊ดที่อยากอ่าน ขอให้โปรเจคแบบนี้มีอีกเยอะ อยากอ่านผลงานแบบนี้ของจิตติเรื่อยๆ สู้ๆนะคะ

    #194
    0
  10. #188 maywis (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 / 17:11
    ใจเต้นมากๆๆ
    #188
    0
  11. #187 ชื่อ' สีตึงงง'งงง (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 / 13:19
    ดี ดีมากแงงงงง
    #187
    0
  12. #186 Tiwbyun (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 / 21:34
    ยิ้มเลยค่าาาากวนติงกันได้น่าร้ากกกก
    #186
    0
  13. #185 yellow.is.you (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 / 19:23
    น่ารัก._____.
    #185
    0
  14. #184 PANDIN (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 / 06:24
    น่าร้ากกกกกกก ดีต่อใจ
    #184
    0
  15. #183 zan_phoenix99 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 / 20:01
    ชอบนะ อยากได้5555555
    #183
    0
  16. #182 Moominnim (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 / 08:08
    จีบเป็นจริง ไม่ได้โม้จริงว่ะะะะ
    #182
    0
  17. #181 ทาสชีสสสส~ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 / 05:02
    แอแงงงงงงง ว่าแต่ขอไลน์ไปยังอ่ะเราาา
    #181
    0
  18. #180 b.mallow (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 20:08
    โฮร่ลลลหยุดเขินไม่ได้เลยหน้าร้อนตอนประโยคสุดท้ายคุณนาทีร้ายอะอยากจะแหม
    #180
    0
  19. #179 Madmonkeyaom (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 18:42
    นีคุณนาทีเค้ารู้ตัวหรือยัง 😊
    #179
    0
  20. #178 Mi'Miww (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 15:43
    นาทีไม่เบาเลยน้าาาา
    #178
    0
  21. #177 Gukka (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 15:11
    เจ้าโพชิน่ารักตลอดเลยย
    #177
    0
  22. #176 mook1504 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 12:15
    แงงงงเป็นเขินสไสฟยิหุฟ้ฟ้ิผกุผทฟมฟยตตาย
    #176
    0
  23. #174 Loveinthemyst (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 11:02
    ลงรัวๆ. กำลังฟิน
    #174
    0
  24. #173 tanyawikit (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 10:28

    น่ารักมากมาก ทำไมน่ารักอย่างงี้อะ


    พี่พอรช กับน้องที


    อ้อ นาทีกาล ไม่ยอมเป็นน้อง เข้าใจตัวเองก่อนนะ นาที แล้วค่อยมาคุยกะพอร์ช 55555


    พอร์ช ล่ะ ยังไม่ถึงเวลาเข้าใจเหรอ

    #173
    0
  25. #172 mukmixdada (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 09:50
    นาทีลูกกกกกกกก
    #172
    0