วิศวกรรณโยธา - end

ตอนที่ 9 : 08 - แบบนี้เพื่อนเขาก็ทำกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 137,681
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11,503 ครั้ง
    2 พ.ย. 62




08


แบบนี้เพื่อนเขาก็ทำกัน




            ชาติก่อนผมคงไปทำกรรมหนักไว้ ชาตินี้เวลาทำอะไรเลยมักเจอจังหวะนรกสาดใส่ตลอด


            และนี่คือหนึ่งในจังหวะนรกที่ใครต่างก็คาดไม่ถึง แม้แต่ไอ้ก้องยังทำได้แค่อ้าปากหวอ รอบกายนิ่งสนิท ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีประโยคใดเอ่ยออกมาจากปากของแต่ละฝ่าย คงมีอยู่อย่างเดียวคือหัวใจที่เต้นรัวกระหน่ำจนแทบทะลุอก


            กูพูดอะไรออกไป!!


            แล้วไอ้โยธามันถามอะไรออกมา!!


            “คืองี้นะโยธา” เกลียดตัวเองฉิบหายที่เวลาคับคันทีไรสมองมักว่างเปล่าโบ๋เบ๋เสมอ “คือแบบว่า...ไอ้ก้อง!


            “ฮะ?”


            เจ้าของชื่อเบิกตาโพลง แต่สิ่งที่น่าตลกคือในขณะที่ผมกับเพื่อนรักกำลังดิ้นพล่านเป็นไส้เดือนโดนน้ำร้อนลวก โยธากลับยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม นอกจากประโยคคำถามก่อนหน้ามันก็ไม่ปริปากพูดอะไรเพิ่มอีก


            “ไอ้ก้องมันชวนกูไปวิ่ง เฮ้ย! ต้องรีบแล้วใช่มั้ยเดี๋ยวแสงหมดก่อน มีอะไรค่อยพูดกันทีหลังน้า” ว่าแล้วก็อย่ารอช้ารีบคว้ามือเพื่อนรักวิ่งหัวหกก้นขวิดออกจากห้องอย่างไม่คิดชีวิต


            จุดนี้สมองมันตื้ออยู่ไง จะให้แก้ต่างอะไรก็คิดไม่ออกทั้งนั้นเลยเลือกแก้ปัญหาด้วยการหนีไปตั้งหลักกันใหม่ กว่าจะลงมาถึงลานจอดรถมอเตอร์ไซค์ของไอ้ก้อง เหงื่อเม็ดโตแม่งแทบผุดซึมเต็มแผ่นหลังลามลงไปถึงร่องดาก ถ้าไม่ติดว่ายังไม่ได้วิ่ง คงนึกว่าตัวเองเพิ่งผ่านด่านว่ายน้ำในไตรกีฬามาหมาดๆ แหง


            “ไอ้เชี่ยก้อง เพราะมึงเลย”


            “อ้าว ไหงเป็นกูที่ผิดวะสัด มึงเป็นคนทำแบบทดสอบเอง พูดออกมาเอง ยังมีหน้ามาโทษกูอีก เดี๊ยะๆ” มันตั้งท่ายกมือขึ้นโบก ทว่าผมไวกว่ารีบจับแขนอีกฝ่ายไว้ก่อนเอ่ยเสียงเข้ม


            “ช่วยกูหาทางออกด้วยดิ”


            “หาที่เย็นๆ นั่งก่อนมั้ยล่ะ อยู่ตรงนี้แม่งร้อนตายห่า”


            “ไม่วิ่งแล้วเหรอ”


            “หรือมึงจะวิ่ง”


            “งั้นไปจากตรงนี้ก่อน อยู่นานไปกลัวไอ้โยธาจะตามมาเอาเลือดหัวกูออก” รอช้าอยู่ใยรีบควบมอเตอร์ไซค์ลูกรักของก้องเกียรติออกไปเร็วพลัน


            สุดท้ายเราก็ต้องมานั่งพักใจในคาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่งแทนการวิ่งออกกำลังกาย พูดกันตามจริงก็คือ ขนาดมานั่งในจุดที่แอร์ตกขนาดนี้แล้ว ร่างกายกลับยังคงร้อนผ่าวจากเหตุการณ์ก่อนหน้าอยู่เลย


            “มึงว่าไอ้โยธามันได้ยินจริงๆ ปะวะ” คำถามนี้มาจากเพื่อนรักที่ดูเหมือนยังไม่อยากเชื่อหูตัวเองเท่าไหร่ เป็นไปได้กูก็อยากจะตบบ้องหูมึงอีกรอบเอาให้ได้ยินชัดๆ สักที


            “ถ้าไม่ได้ยินมันจะถามแบบนั้นมั้ย กูว่าเราเตรียมหาทางออกสำหรับคำถามกันเถอะว่ะ”


            “ง่ายนิดเดียว ก็ยอมรับไปเลยว่าเออ...ชอบจริง แมนๆ ใจๆ กันไป”


            “แมนพ่อง! กูยังไม่รู้ตัวเองเลยว่าชอบมันจริงหรือเปล่า ตลก” แบบทดสอบกำกวม ความรู้สึกก็เบาโหวง คนเราเวลาชอบใครสักคนหนึ่งอาการคงไม่ใช่แค่นี้แน่ แต่หากใช่...มันคงเป็นตามประสาเพื่อนซะมากกว่า


            “ถ้ายังไม่รู้มึงก็ไปหาคำตอบให้ตัวเองก่อนสิ”


            “ให้หาคงได้คำตอบชาติหน้า แต่วันนี้กูต้องได้ข้ออ้างกลับไปตอบไอ้โยธาครับเพื่อน”


            “บอกมันไปสิว่าพูดเล่น” ไอ้ก้องเริ่มเสนอไอเดีย ผมจึงหยุดคิดไปพักหนึ่งก่อนหยิบมือถือขึ้นมากดพิมพ์คำแนะนำทีละข้อ


            “เข้าท่า”


            “หรือไม่ก็...ชอบแบบเพื่อน”


            “แหล่มเลย”


            “แต่ถ้าจะเอาแบบจริงใจหน่อยก็แค่พูดความจริงไปว่าเนี่ยเพื่อนเอาแบบทดสอบมาให้ลองทำ คำตอบมันออกมาว่าชอบ แต่จริงๆ คงไม่ใช่แบบนั้นหรอก”


            “อันนี้ก็ดูดี”


            “นี่กูเป็นเพื่อนหรือเป็นครูที่ปรึกษามึงวะสัด”


            “ก้องเกียรติ ลงเรือลำเดียวกันแล้วก็ต้องช่วยพายให้ถึงฝั่งก่อน”


            “แม่งล่มตั้งแต่ไอ้โยธาเปิดประตูห้องเข้ามาละ”


            “อย่าพูดดิ เดี๋ยวกูได้ช็อกอีกรอบหรอก” คิดแล้วลมก็แทบจับ ต้องรีบยกเลม่อนโซดาเครื่องดื่มยี่ห้อโปรดขึ้นมากินแก้อาการประสาทแดก กับเรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ๆ ที่ทำให้ต้องมานั่งปวดกบาล


            เราสุมหัวอยู่ที่ร้านหลายชั่วโมงก่อนเปลี่ยนไปหาข้าวเย็นกินคลายหิว ตั้งใจว่ายังไม่รีบกลับห้องดีกว่า รอจนรูมเมทหน้ามึนออกไปที่บาร์ค็อกเทลเหมือนทุกคืนเมื่อไหร่ถึงค่อยกลับ เป็นไปได้หากอีกฝ่ายไม่ถามผมก็เนียนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยไง


            ใครจะคิดว่าพอโผล่หัวไปที่ห้องตอนสามทุ่ม สายตาจะสบเข้ากับคนที่รู้ว่าใครซึ่งนั่งอ่านการ์ตูนบนเตียงอยู่ก่อนแล้ว


            “อ้าวเฮ้ย วะ...วันนี้ไม่ไปที่บาร์หรือไง” ปากถึงกับกระตุกเลยกู ตื่นเต้นจนเยี่ยวเกือบไหลจ๊อกๆ อีกรอบ


            “ไม่”


            “ทำไมไม่ไปอะ”


            “หน้าพัง นิวห้ามเข้าร้าน”


            “อ๋อ แล้ว...”


            “บีเกิลชอบกูเหรอ”


            เชี่ย! พูดขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเฉยเลย แสดงว่ามึงยังไม่ลืมใช่ม้ายยยยย


            ถึงกับกลอกตาใช้ความคิด ไม่กล้าหยิบมือถือขึ้นมากดดูคำแนะนำของไอ้ก้องเลยเพราะเดี๋ยวจะมีพิรุธเอา เลยได้แต่ตบตีกับตัวเองในหัว เลือกสักข้อหนึ่งมาพูดแก้ต่างก็คงไม่เป็นไร ทว่าพอมานั่งคิดคนเราจะปฏิเสธและโกหกอีกฝ่ายไปเพื่ออะไรในเมื่อเราคิดยังไงก็ควรบอกแบบนั้น


            เหมือนครั้งหนึ่งไอ้โยธาบอกผมว่าเป็นสเป็กของมันนั่นแหละ นอกจากไม่ปฏิเสธแล้วก็ยังตอบกลับหน้าตายเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่โต


            กับคนที่เกลียดความรักแถมยังทำให้ความสัมพันธ์ชาวบ้านแตกแยกคงไม่มานั่งคิดเล็กคิดน้อยกับผมหรอก เมื่อตอบตัวเองได้ดังนั้นจึงทิ้งตัวลงนั่งปลายเตียง เปิดปากบอกกับอีกคนอย่างตรงไปตรงมา


            “ก้องมันเข้าใจผิดว่าเรากิ๊กกัน” โยธาถึงกับวางหนังสือการ์ตูนลงข้างตัว เพื่อไม่ให้มันคิดเตลิดไปไกลเลยรีบขยายความทันที “แต่กูปฏิเสธไปแล้วนะไม่ต้องห่วง”


            “แล้วไงต่อ” ถามเหมือนหาเรื่องว่ะ


            “แต่เพื่อความชัวร์มันเลยเอาแบบทดสอบมาให้ลองทำไง ทำไปทำมาผลเสือกบอกว่าชอบซะงั้น ซึ่งจริงๆ ความชอบก็มีหลายแบบถูกมั้ย ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบคู่รักสักหน่อย ไอ้ก้องแม่งเพ้อเจ้อ เหอะๆ”


            “ส่วนมึงก็ดิ้นเล่นตามเพื่อน”


            “ก็ว่างอะ” โยธาขมวดคิ้ว ไอ้ผมที่ร้อนตัวอยู่แล้วเลยดิ้นหนักกว่าเก่าเพราะกลัวมันจะไม่เชื่อในสิ่งที่พูด “แบบทดสอบมันไก่กามากจริงๆ ความน่าเชื่อถือศูนย์เปอร์เซ็นต์”


            “แบบทดสอบมันเป็นยังไง”


            “ลองทำมั้ยเดี๋ยวส่งลิงก์ให้” คราวนี้อีกฝ่ายส่ายหัว


            ทว่าผมมันเป็นพวกไม่อยากทิ้งอะไรให้ค้างคาในใจนานเลยรีบเปิดลิงก์เดิมจากไลน์ส่วนตัว ก่อนจะกวาดตาอ่านข้อความเหล่านั้นอีกรอบ ส่งไปคิดว่ายังไงคุณความมืดมนแม่งคงไม่เปิดหรอก ผมเลยอาสาอ่านให้ซะเลย


            “ข้อแรก”


            “บอกเหรอว่าจะทำ”


            “ก็กลัวมึงไม่เชื่อไงว่าแบบทดสอบมันมั่ว เอาล่ะฟังดีๆ มันจะมีคำถามทั้งหมดสิบคำถาม ให้มึงเลือกตอบว่าใช่ ไม่แน่ใจ หรือไม่ใช่ในข้อที่กูอ่าน ตกลงมั้ย”


            “ไม่ตกลง”


            “ต้องตกลงเท่านั้น
!” ขอออกคำสั่งเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าไม่ทำตามจะโกรธ ได้แต่คิดในใจเอาเข้าจริงก็ไม่กล้าโกรธมันหรอก ไร้สาระว่ะ “ข้อหนึ่ง รู้สึกถูกชะตา ตอบมาว่าใช่ ไม่แน่ใจ หรือไม่ใช่”


            โยธาส่ายหน้าคล้ายกับเบื่อหน่ายเต็มที แต่เพื่อจบความคลางแคลงใจระหว่างเราทั้งคู่ ผมจึงจดจ้องอีกฝ่ายอย่างคาดหวัง สุดท้ายไอ้เพื่อนตัวโย่งก็ยอมให้ความร่วมมือแต่โดยดี


            “ใช่”


            “หูยยยย มันมาว่ะ งั้นข้อที่สองต่อเลย คิดถึงอยู่ตลอดเวลา”


            “ไม่ใช่” ตอบเร็วราวกับวาร์ปเลยน้าาาาา


            “ข้อสาม แอบมองทุกครั้งที่สบโอกาส”


            “ใช่”


            “มองทำไม”


            “ชอบมองหมา มันน่ารักดี”


            “สัด” หลอกด่ากูไปอีก เลยต้องพาตบเข้าประเด็นอีกรอบ “สี่ รู้สึกอารมณ์ดีเป็นพิเศษเมื่ออยู่ใกล้”


            “ใช่”


            “ห้า อยากตีสนิทและรับรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเขา”


            “ใช่”


            “ห่วงเค้าเหรอออออ” ผมหยอกเป็นทีเล่นทีจริง ไอ้โยธาเลยตีหน้าตายใส่ ก่อนขยายความเพิ่มเพื่อให้คลายความสงสัย


            “เป็นบัดดี้ก็ต้องอยากรู้เรื่องของกันและกันบ้าง”


            “ปลื้มใจเลยว่ะ อะ...ข้อต่อไป อยากได้รับความสนใจ”


            “ใช่”


            ทำไมยิ่งทำผมยิ่งรู้สึกแปลกกับตัวเอง เหมือนไม่ได้คาดหวังกับคำตอบ แต่ลึกๆ แล้วกลับตรงข้าม บางทีมันคงเป็นอย่างที่พี่สาวของผมเคยบอกไว้ ไม่มีใครอยากให้คนอื่นเกลียดหรอก ทุกคนก็อยากถูกยอมรับ เป็นที่รัก และถูกใส่ใจด้วยกันทั้งนั้น


            คิดได้เท่านี้ก็ยิ่งโล่งใจ ถ้าเปลี่ยนเป็นไอ้ก้องมาทำแบบทดสอบแทนโยธา ผมก็คงรู้สึกดีไม่ต่างกัน


            “ถามต่อสิ จะอ่านการ์ตูน” เสียงควายๆ ของรูมเมทตัวสูงฉุดให้ผมดึงสติกลับมายังจุดที่ควรโฟกัสอีกครั้ง โอเค ควรมีสติ กระแอมไอครั้งหนึ่งเสร็จจึงเริ่มอ่านแบบทดสอบข้อต่อไป


            “เจ็ด อยากดูแลและทำให้อีกฝ่ายมีความสุข”


            “ใช่”


            ไอ้เหี้ย กูหยุดยิ้มไม่ได้


            “ข้อแปดแล้ว รู้สึกไม่พอใจเมื่อเห็นเขาอยู่กับคนอื่น”


            “ใช่”


            “ทำไม” ผมรีบย้อน


            “สงสารคนอื่น”


            “ฟาย
!!” ไม่มีอะความเป็นห่วงเป็นใยที่แท้จริง “ข้อเก้าเลยแล้วกัน หัวใจเต้นแรงตอนอยู่ใกล้”


            “ไม่”


            “ทำไมไม่เต้น เดี๋ยวตายนะ”


            “อยู่ใกล้มึงแล้วเหมือนอยากหยุดหายใจมากกว่า”


            นี่มันดีหรือไม่ดีวะ ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย สุดท้ายเลือกช่างมันเถอะ ถามไปก็กลัวว่าจะโดนหลอกด่ากลับมาอีกรอบ ดังนั้นจึงรีบเลื่อนหน้าจอมือถือไปอ่านข้อสุดท้ายก่อนจะทำการสรุปผล


            “โอเคๆ ข้อสิบ อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองและเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวเพราะเขา”


            “ไม่”


            “ตอบเสียงจริงจังเลยน้า”


            ได้เวลาสรุปผลจากทุกข้อที่ทำไป ดูแล้วโยธาเป็นคนเข้าใจตัวเองในระดับหนึ่ง เพราะตั้งแต่ทำแบบทดสอบมา ไม่มีข้อไหนที่เจ้าตัวตอบ
ไม่แน่ใจเลยสักข้อ ด้วยความที่แบบทดสอบนี้จะมีการให้คะแนนให้แต่ละจุดไม่เท่ากันจึงต้องมีการบวกอะไรต่อมิอะไรวุ่นวายนิดหน่อย และหลังจากประมวลผลเสร็จผลมันก็ออกมาว่า...


            “ชอบ” แม้จะพูดด้วยเสียงบางเบา แต่รู้ดีว่าคนตรงข้ามได้ยินมันอย่างแน่นอนเพราะโยธาเล่นนั่งจ้องผมตาปริบอยู่นานสองนาน กว่าจะเริ่มเปิดปากพูดอีกครั้ง


            “เหรอ”


            “มะ...มึงไม่ได้คิดถึงกูตอนตอบแบบทดสอบใช่มั้ย”


          “เปล่า กูคิดถึงมึง”


            เหยดครก!


            “นั่นไง งั้นก็แสดงว่าแบบทดสอบมันมั่ว เพราะผลของกูก็ออกมาแบบนี้ ทั้งที่เราไม่ได้ชอบกัน”


            “คงงั้น”


            โยธาไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนก มันตอบสั้นๆ ก่อนหยิบหนังสือการ์ตูนขึ้นมาอ่านอีกรอบ ส่วนผมยังคงนิ่งค้างในท่าเดิม จะว่าไงดีวะ ตอนที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดว่า
กูคิดถึงมึงผมไม่ได้ใจเต้นแรงอะไรเลย


            ตรงกันข้าม กลับรู้สึกว่าตัวเอง...แทบหยุดหายใจในวินาทีนั้น


            นี่หรือเปล่าความรู้สึกของโยธาตอนอยู่กับผม ความรู้สึกตอนเราอยู่ด้วยกัน


            เป็นเพื่อนก็มักเกิดอาการแบบนี้เป็นปกติหรือเปล่าวะ


            เออนั่นแหละ เพื่อนกัน...





 

 

 

 

 

 




          Engineer Cute Boy

สายคิวต์ก็ต้องคนนี้เท่านั้น กรรณ วิศวะเคมี ปี1

ชอบกดไลค์ ใช่กดเลิฟ /แอดมินโมเอะ




            รูปของผมถูกหยิบมาโพสต์ลงเพจเร็วกว่าที่คิด ตอนแรกยังไม่เห็นหรอก แต่ไอ้ก้องนี่ดิที่วิ่งหน้าตั้งมาหาถึงห้องอย่างตื่นเต้น ตอนนี้เลยนั่งสุมหัวกัน ต่างคนต่างหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาส่อง


            แอดมินเพิ่งลงรูปไปเมื่อประมาณสิบนาทีก่อนเอง ถึงจะไม่ฮอตระดับไอ้ไฟฟ้าหรือโยธาในตอนนั้น แต่เสียงตอบรับและคอมเมนต์ถือว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว




          ขอวาร์ปหน่อยค่าแอด

เห็นหลายคนเรียกน้องว่าหูบ่อยๆ น่ารักมากเลย

เด็กภาคเคมีนี่เขางานดีทุกคนเลยนะครับ

น้องคนนี้ไงที่บอกว่าหน้าเหมือนหมาอะ ค่อดน่าเอ็นดู @Pinky Chippy’




            เอิ่ม กำลังยิ้มๆ อยู่ถึงกับหุบยิ้มแทบไม่ทัน


            เมื่อไหร่จะพาตัวเองไปจากวังวนคนหน้าหมาได้สักที ออกจะหล่อและดูดีขนาดนี้มาเรียกว่าหมาได้ยังไง กรรณไม่เข้าใจ!


            แม่งเอ๊ย กูตลก


            เดี๋ยวจะโดนส่งตาขวางใส่แป๊บเดียว ไอ้ก้องรีบหลบสายตาก้มอ่านคอมเมนต์ต่ออย่างเมามัน




          ขอวาร์ปด่วนๆ จ้า

น้องรหัสไอ้แซมน่ารัก แต่พี่มันอะน่าโร้กกกก

มีเฟซบุ๊กหรือไอจีมั้ยคะ




            ถามกันเข้ามาเยอะขนาดนี้มึงว่ากูควรเข้าไปแจกวาร์ปดีมั้ยวะเสนอตัวเองเลยไง มัวแต่เล่นตัวไปก็ไม่เห็นประโยชน์ หนึ่งในความซาบซ่านของชีวิตมหาลัยคือการได้รู้จักกับความรักนะเว้ย


            เดี๋ยวกูเข้าไปแปะให้ มึงแปะเองมันจะดูจริงจังเกินไป


            ก็กูจริงจังอะ


            หู มึงนี่!” ไอ้ก้องง้างมือรอโบก แต่ผมหลบทันเลยแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เป็นการเยาะเย้ย ไม่กี่นาทีให้หลังเฟซบุ๊กและไอจีส่วนตัวของผมก็ถูกเพื่อนรักโพสต์โปรโมตให้อย่างรวดเร็ว คิดดูดิ แป๊บๆ ก็มีคนกดแอดเฟรนด์เข้ามาพรึบพรับ


            “คนนี้รูปโพรไฟล์น่ารักฉิบหาย หวั่นไหวแล้วนะเนี่ย”


            “ใจง่าย ใช้ร่างกายเปลือง”


            “แล้วไง” กดรับอย่างไวว่อง แทบไม่คิดให้เสียเวลา


            “กูถามหน่อยดิหู”


            “ไร?” ตอนตอบก็ไม่ได้สนใจมันหรอก สนคนที่แอดเข้ามามากกว่า ด้วยความที่ไม่ค่อยรู้จักเพื่อนต่างคณะเท่าไหร่ เลยตื่นเต้นเป็นพิเศษ


            “ถ้าสมมติว่าคนที่ชอบมึงเป็นผู้ชายมึงจะทำไง” ผมละสายตาจากมือถือฉับพลัน หันไปจ้องมองเจ้าของคำพูด


            “ถามทำไมวะ”


            “สงสัย”


            “นิสัยดีก็คุย อย่างน้อยก็มีเพื่อนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน มีคนชอบแม่งดีกว่ามีคนเกลียดนะเว้ย”


            “กูหมายถึงชอบแบบแฟนอะ”


            “ไม่รู้โว้ยยยยย มันยังไม่เกิดขึ้นจริงใครจะไปตอบได้วะ”


            “กูสมมติ แค่ตอบตามสิ่งที่มึงคิดดู”


            “ขอเก็บไว้เป็นการบ้านแล้วกัน” นี่อาจเป็นการตัดจบที่ดีที่สุด ไอ้ก้องเองก็ไม่ได้วอแวนอกจากก้มหน้าอ่านคอมเมนต์ต่อ ส่วนผมก็ดื่มด่ำกับเพื่อนใหม่หลายคนที่แอดหรือฟอลโลว์อินสตาแกรมเข้ามา


            “มึง ไอ้ไฟฟ้ามาว่ะ คนไลค์เพียบเลย”


            “จริงดิ”


            ตอนได้ยินไอ้ก้องพูดนิ้วมือมันก็รีบกดไปยังหน้าเพจโดยอัตโนมัติ ก่อนจะเห็นข้อความจากคุณความร่าเริงเด่นหราอยู่ตรงหน้า เพิ่งคอมเมนต์แค่ไม่กี่วินาทีเองอะ คนไลค์เป็นร้อยเลย สมกับเป็นเดือนภาคจริงๆ




          FaiFha Thanawanyotha หมาแม่งฮอตว่ะ เย็นนี้ถ้าว่างไปกินข้าวด้วยกันมั้ย พอดีอยากอยู่กับคนคิวต์ๆ Gunyukol Jiraroj




            เชี่ยยยยยยย ปั่นเก่งฉิบหาย ใครไม่รู้คงเข้าใจว่ากูจ่ายตังค์จ้าง


            ทำไมในคอมเมนต์พูดดี พอเจอตัวจริงถึงปากร้ายใส่กันได้ แต่เพื่อความจกตาชาวบ้าน ผมเลยต้องตอบกลับไปดีๆ หน่อย




          Gunyukol Jiraroj กูว่าง! นัดมากได้เลยคร้าบบบบบ




            แสนภูมิใจ


            “มีคนกดโกรธด้วยว่ะ” ยิ้มกริ่มได้ไม่เท่าไหร่เสียงของไอ้ก้องดันขัดจังหวะ ผมชะงัก ก้มมองคอมเมนต์ของไอ้ไฟฟ้ากับตัวเอง ท่ามกลางคนกดไลค์นับร้อย มีหนึ่งคนกดโกรธสิ่งนี้


            หอกหัก
!


            โวลเดอมอร์ปรากฏตัว




         
Yotha Thanawanyotha




            แม่งเล่นเพจสาธารณะกับเขาด้วยเหรอว้าาาาา


            ขณะที่กำลังงงไม่แน่ใจว่าควรทำยังไง สายเรียกเข้าของคุณความมืดมนดันแทรกขึ้น ผมถึงกับสะดุ้งโหยง มองหน้าจออยู่ครู่หนึ่งถึงตัดสินใจกดรับสาย


            จะว่ายังไงดี นับตั้งแต่วันที่เรานั่งทำแบบทดสอบบ้าบออะไรนั่น โยธามันก็ไม่ได้ไปที่บาร์ค็อกเทลอีกเลย เหตุผลไม่ใช่เพราะมันอยากเปลี่ยนแปลงอะไรหรอก แต่เป็นเพราะหน้ามันยังแหกอยู่ไง


            “มีอะไรครับบัดดี้” ทำเสียงสดใสหลังกดรับ ทว่าใจเสือกเต้นรัวแทบระเบิด คือบอกตรงๆ เห็นมันกดโกรธแล้วกลัวโดนฆาตกรรมฉิบหาย


           
[เย็นนี้ไปกินข้าวกัน] เจ้าของเสียงเย็นเยียบเอ่ยเป็นเชิงออกคำสั่งมากกว่าไถ่ถาม แต่จุดนี้ผมต้องรีบแย้งก่อนเพราะไอ้ไฟฟ้าเพิ่งชวน แถมต้องหิ้วไอ้ก้องไปด้วย


            “เย็นนี้คิวเต็ม ไอ้ไฟฟ้าชวนแล้ว”


            [มันไม่ว่าง]


            “ฮะ! รู้ได้ไงว่าไม่ว่าง”


            [รู้ เย็นนี้มึงต้องกินข้าวกับกูแทน]


            “เดี๋ยวเลิกเรียนกูขอไปเคาะห้องถามมันก่อน”


            [มันไม่กลับห้อง]


            “ทำไมรู้ดีอะ” เริ่มสงสัยแล้วนะเนี่ย


            [ตกลงตามนี้นะ หกโมงไปกินข้าวด้วยกัน เจอกันที่ห้อง] แล้วมันก็ตัดจบด้วยการวางหูใส่ ว้อทเดอะ...


            ไม่รู้จะพูดยังไงนอกจากเกาหัวตัวเองแกรกๆ ไอ้ก้องก็เหมือนทำหน้ารอเสือกเต็มที่ ผมจึงถือโอกาสชวนมันด้วยอีกคน ก่อนจะได้รับการปฏิเสธหน้าซีดหลังได้ยินชื่อของไอ้โยธา


            กลายเป็นว่าเย็นนี้ผมต้องออกไปกินข้าวกับคุณความมืดมนเพียงสองคน (อีกแล้ว)



 

 

 

 

 

 

 


            ผมจะถือว่านี่คือกิจกรรมสานสัมพันธ์บัดดี้แล้วกัน เพียงแต่ว่าเราต่างคนต่างจ่าย จะมัวเอาเปรียบกันก็คงไม่ดี เป็นเพื่อนต้องรู้จักให้ใจมันถึงจะคบกันได้ยืดยาว


            สถานที่ก็ไม่ได้ไกลเลย โรงอาหารหอในเนี่ยแหละจะได้เลือกอาหารตามร้านโปรดของตัวเอง และด้วยความที่เวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่คนพีคที่สุด โต๊ะนั่งเลยไม่ค่อยว่าง เราเลยต้องสลับกันจองที่นั่ง พอผมซื้อข้าวเสร็จก็เป็นตาของโยธาที่ต้องแยกตัวไปซื้อข้าวของตัวเองบ้าง


            “ไอ้เชี่ยกรรณ”


            “เชร้ดดดดดดดดด” ผมหันไปมองยังต้นเสียง ม่านสายตาเห็นเพื่อนจากโรงเรียนเก่ากำลังเดินถือชามก๋วยเตี๋ยวมุ่งหน้ามาหา มันชื่อเกื้อ เรียนอยู่คนละห้อง แต่เท่าที่สมองอันน้อยนิดยังจำได้คือเราเรียนมอเดียวกันแค่คนละคณะ ผมติดวิศวะ ส่วนมันเรียนเภสัชฯ


            “ไม่ได้เจอกันเลย เป็นไงบ้างวะ”


            “โสด มึงล่ะ” ปกติคนอื่นถามต้องตอบว่าสบายดีหรือเปล่า แต่ผมกับเพื่อนโรงเรียนเก่าน่ะ ถามแบบนี้ทีไรต้องตอบสถานะทางใจให้เพื่อนรับทราบเท่านั้น


            “กูมีแฟนแล้ว”


            “ทิ้งเพื่อนได้ไงวะสัด
!


            “เรื่องหัวใจมันห้ามได้ด้วยเหรอ เออข้างๆ มึงว่างมั้ย พอดีโต๊ะโรงอาหารเต็มหมดเลยว่ะ”


            “นั่งข้างกูได้เลย” ว่าแล้วจึงรีบกระเถิบตัวไปจนเกือบสุดมุมโต๊ะ มันจึงเหลือที่ว่างพอให้อีกฝ่ายนั่งอย่างสบาย


            “เดี๋ยวแฟนกูมากินด้วยนะ”


            “โอเค ตรงข้ามว่าง นั่งข้างเพื่อนกูได้”


            เราพูดคุยกันเรื่องสารทุกข์สุขดิบ ลามไปถึงประเด็นเพจคิวต์บอยที่ผมกำลังฮอตอยู่ตอนนี้ กระทั่งผู้ชายตัวสูงคนหนึ่งเดินเข้ามาเราทั้งคู่เลยหันไปให้ความสนใจ เขาตัวสูงมาก หัวยุ่ง สวมเสื้อบาส พร้อมกับชี้มายังที่นั่งฝั่งตรงข้ามของไอ้เกื้อ


            “นั่งได้มั้ย”


            “เอ่อคือ...” ตั้งท่าจะปฏิเสธ ทว่าไม่ทันไอ้เพื่อนเวรมันหรอก


            “นั่งได้” เล่นเอางงเป็นไก่ตาแตก “แฟนกูเอง ชื่อทัพ แต่กูชอบเรียกว่าทัพพี”


            “ฮ้าาาาาาา” ช่วงนี้มีเรื่องให้ช็อกบ่อย เนื่องจากไม่คิดไม่ฝันว่าเพื่อนจะชอบผู้ชาย ตอนสมัยเรียนมันก็มีแฟนผู้หญิงมาตลอดเลยนี่หว่า ทว่าถึงอย่างนั้นก็เข้าใจได้เพราะไอ้เกื้อไม่เคยบอกว่ามันชอบแค่ผู้หญิงอย่างเดียว


            “อย่าเพิ่งช็อกสัด ทัพนี่เพื่อนโรงเรียนเก่ากู ชื่อกรรณยุคลที่แปลว่าหูสองข้าง”


            “ห่า ไม่ต้องแปลความหมายก็ได้มั้ง”


            แฟนไอ้เกื้อถึงกับหัวเราะร่วน ก่อนเราจะมีโอกาสทำความรู้จักกันมากขึ้นผ่านการพูดคุย แม้ผมจะไม่กล้าถามว่าทำไมถึงมารักกันได้ แต่ก็พอมองอะไรหลายๆ อย่างออก สองคนนี้เหมือนเพื่อนกันนั่นแหละ พูดหยาบ ปากหมา กวนตีนใส่กันตลอด จนผมสงสัยว่าอย่างไหนกันแน่ที่เรียกว่าแฟน


            กระทั่ง...โยธาเดินกลับมายังโต๊ะ คำถามทุกอย่างก็ถูกตีแตกกระจาย


            “มาพอดีเลย บัดดี้ นี่เพื่อนโรงเรียนเก่ากูชื่อเกื้อ แล้วคนนี้แฟนไอ้เกื้อชื่อทัพ ส่วนพวกมึง...นี่เพื่อนคณะกูเองชื่อโยธา” ผมทำหน้าที่เป็นคนกลางช่วยแนะนำพวกเขาให้รู้จักกันสั้นๆ โยธาพยักหน้ารับคำ วางจานข้าวลงบนโต๊ะแล้วแทรกตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับผม


            “กรรณ มึงมีเพื่อนเป็นคนดังว่ะ” ไอ้เกื้อพูดอย่างตื่นเต้น


            “รู้จักเหรอ”


            “รู้ดิ ในเพจเอนจิเนียร์เคยลงรูป”


            “ยอมแล้วววววว”


            ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบง่ายและไหลลื่น กินข้าวไป คุยไป โยธาอาจจะพูดน้อยหน่อยเพราะเป็นปกติของมันอยู่แล้ว ผมเลยต้องหาประเด็นชวนคุยไปเรื่อยๆ


            “ไอ้กรรณ ว่างๆ ไปก๊งกันที่บังอรโภชนามั้ย”


            “อายุไม่ถึงเขาให้เข้าเหรอ”


            “ระดับกูแล้ว”


            “เรื่องเหล้าใครก็สู้มึงไม่ได้จริงๆ นี่รู้ปะ พี่โยธาก็เป็นหุ้นส่วนร้านเหล้าด้วยนะ ชื่อ
15th November เผื่อมึงอยากลองร้านใหม่ๆ ดูบ้าง จบประโยคผมรีบส่งสายตาไปยังคนตรงข้ามให้ช่วยกันขายของทันที


            “ร้านดีทุกอย่างยกเว้นเครื่องดื่ม ดนตรี และของกินเล่น”


            นรกแตก อะไรที่ควรดีก็แย่อะเนอะ นี่มึงตั้งใจเรียกหรือไล่ลูกค้าแทนพี่มึงเนี่ย


            “พี่นิวตันต้องสาปแช่งมึง”


            “ยิ่งเจ๊งเร็วยิ่งดี” แล้วดูมันตอบ สมกับเป็นโยธา ไม่ต้องนึกถึงสีหน้าเพื่อนผมกับแฟนมันนะครับว่าจะอึ้งแดกขนาดไหน ต้องอยู่ด้วยกันนานๆ อย่างผมนี่ถึงจะเริ่มชิน


           
“เรื่องนี้ต้องถึงหูพี่นิว!


            “ว่างเหรอ”


            “ว่าง”


            “เอาเวลาคุยกับนิวไปทำความสะอาดห้องดีกว่า”


            “หูยยยยยย ที่มันสะอาดได้ทุกวันก็เพราะกูมั้ย ห้องกูก็กวาด ส้วมกูก็ขัด ดีไม่ให้กูเก็บเตียงให้ด้วยจะได้มอบรางวัลแม่บ้านดีเด่นทีเดียวเลย”


            “ได้นะ”


            “กูประชด!” พูดแล้วแทบอยากถอดถุงตีนปาใส่หน้า “ที่ทำให้ขนาดนี้เพราะเกรงใจมึงเวลาต้องเปิดไฟนอนทุกคืนต่างหาก ตอนนี้ไม่อยากเกรงใจแล้ว ต่อไปต้องหาอภินันทนาการมาตอบแทนเท่านั้นถึงจะทำความสะอาดให้”


            “เอาอะไร”


            “หา?”


            “อยากได้อะไร”


            “ก็เกรงใจอะ” ผมตอบเสียงอ้อมแอ้ม “นม ขนม ลูกชิ้นทอดในบางวัน”


            “ขนาดเกรงใจนะ”


            “กูพูดเล่น”


            “แต่ตามึงแสดงออกว่าพร้อมแดก” สัด
! รู้ดีไปหมดซะทุกอย่าง สงสัยคงใช้พลังความมืดมนเข้ามาแทรกแซงความคิดในใจกูเก่ง แล้วดันปฏิเสธไม่ได้ด้วยไงว่าที่พูดไปอะไม่อยากกิน


            “ส่วนมึงอยากได้อะไรอะ เดี๋ยวเปย์ให้”


            “ได้เหรอ” โยธาถามกลับ


            “แน่นอน”


            “รถยนต์ยุโรปคันใหม่ ป้ายแดง”


            “ไอ้โยธา ไอ้ฟาย


            “พูดไม่เพราะ”


            “ขอโทษ งั้นพูดใหม่ก็ได้ ไอ้โยธา ไอ้เวร”


            “ทำตัวไม่น่ารัก”


            “ใครอยากน่ารัก กูสายสยอง” จบประโยคเท่านั้นก็ไม่ลืมทำหน้าโหดใส่ ทว่าผลตอบรับที่ได้กลับเป็นเสียงหัวเราะเบาๆ จากคนที่ปกติมักเฉยชาตลอดเวลา


            อึ้งไปดิ!! มึงเอ๊ยยยยย นี่คือจุดพีคในชีวิตของกรรณยุคลแล้วครับ


            “น่าจะเป็นครั้งแรกเลยมั้งที่กูเห็นมึงหัวเราะ”


            “...” อ้าว แซวนิดเดียวกลับมาตีหน้าตายเฉยเลย เป็นเศร้า


            แต่เพียงชั่วพริบตา ความเงียบก็ถูกทำลายลงโดยเพื่อนคนข้างๆ


            “ตลกว่ะ”


            “ปกติกูตีกันตลกกว่านี้อีกไอ้เกื้อ มึงต้องเห็นโยธาตอนมันอยู่ในห้อง”


            “เหมือนกูกับแฟนฉิบหาย”


            “ตีกันแบบนี้เหรอ”


          “เออ ตอนจีบกันใหม่ๆ กูตีกันอย่างนี้เลย”





 

 

 




            วันนี้เป็นวันพิเศษ ไม่สิ ต้องใช้คำว่าโคตรของโคตรพิเศษเพราะเป็นวันที่ชาวประชาวิศวะปีหนึ่งตั้งตารอมาเนิ่นนาน เราจะเป็นเด็กวิศวะที่สมบูรณ์ไม่ได้เลยหากปราศจากเสื้อช็อปสีกรมท่าในตำนาน สิ่งดึงดูดที่ทำให้สาวๆ กรีดร้องอย่างประทับใจ


            เล่นใหญ่สุดต้องไอ้ก้อง ไม่ยอมหลับยอมนอน แม่งซ้อมรับเสื้อมาตั้งแต่เมื่อคืน


            พิธีมอบเสื้อจัดขึ้นในช่วงเย็นที่ห้องกิจกรรมคณะ โดยพี่รหัสของแต่ละคนจะทำหน้าที่ส่งมอบให้รุ่นน้องด้วยตัวเอง เพื่อที่วันพรุ่งนี้เราจะได้แกรนด์โอเพนนิ่งแต่งหล่อไปโชว์หญิงอย่างครื้นเครง


            หลักใหญ่ใจความไม่มีอะไรมาก แค่อาจารย์มาพูดเปิด จากนั้นจึงค่อยแจกเสื้อ แต่ที่แถมมาอีกหนึ่งก็คือบางสายพี่รหัสมักพาไปเลี้ยงข้าวด้วย ทว่าไอ้พี่แซมเหนือชั้นกว่านั้น...


            “ปะ แดกเหล้า”


            สมองพี่มึงไม่คิดถึงเหล้าสักวันมันจะตายมั้ยวะ


            “เชื่อเถอะ ถ้าไปร้านเดิมผมต้องอดแน่นอน”


            “มันเป็นเพราะมึงไง กรรมหนักนะไอ้กรรณ” เข้าร้านเหล้าไม่ได้ก็โทษว่าเป็นเวรกรรมของกู รักกันจริงปะเนี่ยพี่มึง


            “เดี๋ยวไว้ให้ผมไปทำบุญเสริมดวงก่อนนะ”


            “เฮ่อ แดกเหล้าไม่ได้ งั้นตอนนี้อยากให้เลี้ยงอะไร”


            “ครั้งก่อนมีบัตรลดของโรงหนังที่พี่ให้มาอะ ไปดูมั้ยจะได้ลดภาระค่าใช้จ่าย”


            “ดีๆ กูมีบัตรลดอีกเป็นปึกเลย อยากดูเรื่องอะไรว่ามา”


            “ขอหนังแอคชั่นระเบิดภูเขาเผากระท่อม”


            “เอาแบบไฟลุกโบ้มๆ เลยใช่มั้ย”


            “ใช่”


            “จัดไป”


            “พี่น้องคู่นี้เขาดูหนังแอคชั่นว่ะ ขอลอกหน่อยนะ” เสียงทะเล้นๆ ที่ได้ยินไม่ใช่ของใครที่ไหน หากแต่เป็นพี่รหัสตัวเล็กตัวน้อยของไอ้โยธานั่นเอง ไม่รู้มายืนอยู่ตรงนี้ได้ไง แต่เมื่อเห็นแล้วผมเลยไม่รอช้ายิ้มทักทายทันควัน


            “คิดเองไม่เป็นเหรอครับคุณอนณ” ทว่าเป็นพี่รหัสผมที่เอ่ยแซวขึ้นมาซะก่อน


            “ขี้เกียจคิด”


            “เหมือนตอนที่มึงขี้เกียจเชียร์ลิเวอร์พูลแล้วใช่มั้ย”


            “สัด ปีนี้แชมป์แน่นอน”


            “โอเค...มันโอเคหมดแหละมึง” เวลาพูดเรื่องบอลเขาดูสนิทกันมาก ตัดภาพมาที่ผม ต้องเสือกเรื่องชาวบ้านเท่านั้นกูถึงจะสนิทด้วย


            “กูว่าจะพาโยธาไปดูหนังเหมือนกัน มึงไปด้วยกันมั้ย” แล้วพี่อาร์มก็เปลี่ยนประเด็นมาถามเราสองพี่น้อง ไอ้พี่แซมหันมามองหน้าผมคล้ายกับจะถามความเห็น แต่ทางนี้ยังไงก็ได้ไงเลยให้แกเป็นฝ่ายตัดสินใจ


            “ได้ เดี๋ยวกูขี่มอเตอร์ไซค์พาน้องตามไป”


            “พี่อาร์คเอารถที่บ้านมาใช้ นั่งได้หลายคน มาด้วยกันดิ”


            “สายมึงใหญ่ฉิบหาย คงพอหรอก”


            “วันนี้มีแค่กู พี่อาร์ค แล้วก็โยธา บวกมึงกับน้องมึงเข้าไปด้วยที่ยังเหลือๆ อยู่เลย”


            “จริงดิ”


            “เออ”


            “ใจดีจังวะ สายไอ้โป้กับไอ้แซนด์ล่ะ ไม่ชวนเหรอ”


            “ไปบังอรโภชนากันหมดแล้ว สรุปตามนี้นะ”


            “เยส
!


            ไม่จำเป็นต้องกลับหอเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใดๆ เพราะตั้งใจแค่ไปดูหนัง ดังนั้นทุกคนเลยกระโดดขึ้นรถพี่ปีสี่ที่ใครต่อใครต่างเรียกว่าเหนือเดือนโดยพร้อมเพรียง


            ผมโคตรชอบสายรหัสนี้เลย เขาดูสนิทกันกว่าทุกสายที่เคยเจอ เริ่มจากครั้งแรกที่เห็นทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา แถมที่ตลกกว่านั้นคือดันคบกันเองอีกต่างหาก


            จริงๆ ไอ้ความรักนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนอะไรเลยนี่หว่า รักมันก็แค่รัก จะเป็นใคร มาจากไหน มันก็คือความรัก


            “ป๊อปคอร์นมั้ย แล้วเอาน้ำอะไร”


            มาถึงหน้าโรงหนังสิ่งแรกที่ทำไม่ใช่การเลือกหนังหรือใช้บัตรลดราคาแบบจุกๆ เพราะไอ้พี่อาร์มเล่นพูดถึงของกินก่อนเป็นอย่างแรก ถามใครเขาก็ส่ายหัว พี่แกเลยหันมามองผมบ้าง


            “ไม่เอาคร้าบ” เกรงใจ สถานการณ์แบบนี้ต้องหาเรื่องเลี้ยงแน่นอน แต่ที่งงก็คือแม้ไม่มีใครบอกอยากกิน เจ้าตัวก็ยังอุตส่าห์ซื้อมาให้ผมกับโยธากินด้วยกันตั้งกล่องใหญ่ แถมยังมีน้ำขนาดเกือบเท่ากะละมังเพิ่มมาให้เป็นออฟชั่นเสริมอีก


            “ต้องช่วยกันกินนะเว้ย” ผมรีบเอ่ยปากบอกเพื่อนตัวสูง ปกติเห็นอะไรหวานๆ หน่อยไม่ค่อยกินเลย


            “อืม”


            “รู้มั้ยว่าป๊อปคอร์นใส่กล่องแม่งไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่”


            “แล้วให้ใส่อะไรถึงจะอร่อย”


            “ใส่ปาก”


            “ดึงสติหน่อยบีเกิล” เล่นมุกหน่อยก็ไม่ได้ ทำหน้าหน่ายใส่กูซะงั้น


            ด้วยความที่มาถึงก่อนหนังฉายแค่แป๊บเดียว พอซื้อของกินเสร็จเลยได้เวลาพากันเข้าไปนั่งประจำที่พอดิบพอดี พี่อาร์คกับพี่อาร์มนั่งด้วยกัน ผมกับโยธาอยู่ตรงกลาง ถัดไปด้านข้างคือพี่แซมซึ่งหลับไปตั้งแต่ต้นเรื่อง เดี๋ยวก่อนพี่มึง หนังเขายิงกันโบ้มบ้าม หลับได้ไงวะ


            ผมชอบโมเมนต์ที่ได้ดูหนังเสียงดังๆ มากเป็นพิเศษ เพราะเวลาเราเคี้ยวหรือกินอะไรจะได้ไม่รบกวนคนอื่นนัก ครั้งหนึ่งไปดูหนังเงียบที่เขาเอากลับมาฉายอีกรอบกับเพื่อน โอ้โห ป๊อปคอร์นแทบเหี่ยว เงียบจนไม่กล้ากิน แค่กลืนน้ำลายลงคอ คนเบาะหลังยังได้ยินเสียงเลยมั้ง


            “ช่วยกันกิน” จกป๊อปคอร์นได้สักพักใหญ่ก็รู้สึกได้ว่าโยธาแทบไม่แตะของกินเลย ผมจึงโน้มตัวไปกระซิบอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะถูกปฏิเสธด้วยการส่ายหน้าหวือ


            พี่อาร์มอุตส่าห์เลี้ยงขนาดนี้ให้กินคนเดียวเบาหวานคงขึ้นตาแน่ เลยตัดสินใจป้อนคนข้างๆ ซะเลย


            ถ้าไม่ติดว่าพี่แซมมันหลับไปก่อนผมคงช่วยยัดปากด้วยอีกคน ส่วนโยธาตอนนี้ถึงจะเอาแต่ส่ายหัว ทว่าสุดท้ายก็ทนแรงตื๊อไม่ไหวยอมให้ความร่วมมือด้วยการอ้าปากแดกป๊อปคอร์นเข้าไปอย่างกล้ำกลืนฝืนทน


            นึกถึงเวลาแม่บังคับให้กินผักตอนเด็กเลยว่ะ


            “อร่อยมั้ย”


            “เค็มขี้มือ”


            “เดี๊ยะๆ” ตบให้ร่วง


            “เอามาอีกดิ”


            “ฮั่นแน่ ติดใจความเค็มในรสมือกูซะแล้ว” ช่วงหลังหน้าที่ของผมเลยเป็นการดูหนังไปป้อนป๊อปคอร์นรูมเมทไป นอกจากแชร์ขี้มือกันแล้ว น้ำดื่มก็ยังใช้หลอดเดียวกันอีก ขืนใครสักคนป่วยขึ้นมาคงติดกันหมด


            ถามว่าหนังสนุกมั้ย ก็สนุกในแนวของมัน ดูแบบผ่อนคลายไม่เน้นสาระ เวลาสองชั่วโมงเลยผันผ่านอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีหลายคนก็ลุกออกจากโรงหนังกันไปหมดแล้ว


            22.15 น.


            ไอ้พี่แซมนอนน้ำลายเกือบยืด ถ้าไม่เขย่าตัวปลุกให้ตื่นป่านนี้คงพาตัวเองเข้าสู่ความฝันชั้นลึกสุดแล้วมั้ง โปรแกรมวันนี้หมดลงและไม่มีแพลนว่าจะไปที่ไหนกันต่อ พี่อาร์คเลยอาสาจะพาผมกับโยธาไปส่งหน้าหอก่อน แต่ระหว่างรอคนที่เหลือเข้าห้องน้ำ นี่เป็นครั้งแรก...ที่ผมได้อยู่กับมนุษย์เหนือเดินตามลำพัง


            เช้ดดดด โคตรหล่อ ไอดอลผมสุดๆ


            ปกติปากดีชวนคนนั้นคนนี้พูดไปเรื่อย ถึงคราวได้อยู่กับเขาผมกลับพูดอะไรไม่ออก ตรงข้ามดันกลายเป็นอีกฝ่ายที่เดินเข้ามาคุยด้วยตัวเอง โฮ~ ไอดอลยืนอยู่ในระยะประชิด หายใจไม่ออก ตื่นเต้นจัด


            “ชื่อกรรณใช่มั้ย”


            “ใช่ครับ” เสียงทุ้มนุ่มเชียว ตอนพูดต้องเอามือซุกกางเกงด้วยนะ คูลมากพี่


            “เห็นอาร์มบอกว่าเป็นรูมเมทของโยธา แถมสนิทกันมาก”


            “ก็ไม่เชิงสนิทครับ แค่ตอนอยู่ในห้องเราด่ากันประจำ”


            “งั้นฝากด่าฝากเตือนมันด้วยเรื่องผู้หญิง”


            “...?”


            “คราวก่อนที่โดนกระทืบมาอะถึงมันจบแต่เขาไม่จบนะ แล้วคู่กรณีเป็นเด็กมอเราด้วยเลยยิ่งเสี่ยง”


            “พี่รู้เหรอครับ” แค่นึกถึงคืนที่โยธากลับห้องในสภาพสะบักสะบอม ขนแขนแม่งก็กลับมาลุกซู่


            “อือ กูบอกแล้วไม่เคยฟัง ทางที่ดีช่วยกล่อมให้มันเลิกเถอะ” ผมสัมผัสได้ว่าพี่ปีสี่ห่วงโยธามากจริงๆ แต่ขนาดเขาที่น่าเคารพมันยังไม่ฟังเลย ไก่กาอย่างผมพูดไปก็คงไม่ได้ผลหรอก


            “ผมเคยบอกแล้ว ไม่เวิร์กเหมือนกันครับ”


            “อาร์มบอกโยธาแคร์มึงมากหนิ”


            “ไม่ใช่แล้ว โยธามันรำคาญผมจะตาย”


            “ถ้างั้นก็ให้เพื่อนคนอื่นกล่อมหน่อย กูไปคุยกับพี่ชายมันมาแล้ว ไม่มีใครเอามันอยู่สักคน คือแม่งคงไม่เป็นไรหรอกถ้าเขาเลิกกันเอง แต่พอมันเข้าไปแส่กลัวว่าครั้งหน้าอาจจะหนักกว่าโดนตีนกลับมา”


            “แล้วพ่อโยธาล่ะครับ”


            “พ่อยังไม่รู้ แต่ถ้าเอาไม่อยู่สักวันก็ต้องบอก”


            “งั้น...ผมจะพยายามช่วยให้ถึงที่สุดก่อนแล้วกัน”


            “คุยอะไรกันอยู่เหรอคร้าบ” พี่อาร์มเดินฉีกยิ้มแป้นออกมาจากห้องน้ำ สายตาของพี่อาร์คจึงเปลี่ยนไปให้ความสนใจกับคนตัวเล็กกว่าทันที


            “คุยเรื่องน้องรหัสมึงไง”


            หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้สนใจว่าใครจะพูดอะไรอีก เรากลับมาถึงห้อง สายตาทั้งหมดก็พุ่งไปยังเพื่อนตัวสูงเพียงคนเดียว ก่อนหน้านั้นเห็นคุยโทรศัพท์อ้อมแอ้มๆ กับใครสักคน ยิ่งตอนมันเปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บของใส่กระเป๋า จิตใจยิ่งเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว


            เหตุการณ์คืนนั้นยังติดตาผมอยู่เลย พอได้ยินพี่อาร์คพูดผมก็ยิ่งห่วงกลัวมันจะเละกลับห้องมาอีก จึงไม่อยากให้ออกไปทำอะไรแย่ๆ แบบเดิม


            “หนังวันนี้โคตรสนุกเลยเนอะ ชอบฉากที่พระเอกเล็งสไนเปอร์ไปที่ตัวร้าย แล้วเพลงก็ขึ้นอะ โอ้โห...”


            “อือ มีอะไรค่อยคุยกัน”


            “จะออกไปไหนเหรอ” เอาล่ะ พี่อาร์คฝากฝังมาผมก็ต้องช่วยอย่างเต็มที่


            “ร้าน”


            “หน้าพังอยู่พี่มึงยังไม่ให้กลับไปไม่ใช่หรือไง”


            “ไปร้านอื่น” ได้ยินอย่างนั้นผมรีบทักท้วงทันที


            “ร้านไหน แล้วไปเจอหญิงมั้ย ถ้าใช่...อย่าไปเลย เดี๋ยวมึงก็โดนกระทืบกลับมาอีกหรอก ถามหน่อยตอนนั้นใครลำบากออกไปซื้อยาให้ แถมยังวุ่นวายต้องหามไปส่งโรงบาลอีก” 


            “บอกแล้วไงว่ากูไม่กลับมาทำให้มึงลำบากหรอก” เจ้าคว้ากระเป๋าขึ้นมาสะพายบ่าตั้งท่าเดินออกห้อง แต่ผมนี่สิที่เป็นบ้ารีบถลาไปคว้าข้อมืออีกฝ่ายเอาไว้


            “กูไม่ได้หมายความแบบนั้นปะวะ แต่ช่วงนี้มึงเสี่ยงตีนเยอะไป”


            “กูไม่ได้จะไปหาเรื่อง”


            “แล้วก่อนหน้านั้นใครโทรมา”


            “...”


            “ไม่ใช่นัดหญิงไว้เหรอ คือถ้าไม่ใช่จะได้สบายใจไง กูก็แค่...”


            “นี่ชีวิตกูมั้ย เกี่ยวอะไรกับมึง”


            ผมกลืนคำว่า เป็นห่วงลงคอ


            ปกติถ้าโดนเพื่อนคนอื่นสวนกลับด้วยประโยคนี้ผมคงสะอึกนิดหน่อยก่อนจะหัวเราะแก้เก้อ แต่พอเป็นโยธาแม่งโคตรจุกเลยว่ะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำหน้าแบบไหน แต่มันคงปกปิดคำว่าเสียใจออกไปไม่ได้


            กับคนที่มันรักใครไม่เป็น เอาเข้าจริงก็คงรักใครไม่เป็นอยู่วันยังค่ำ


            เป็นผมที่เข้าไปเสือกเอง


            สำคัญตัวผิดมาตลอดเลยไงว่าเป็นเพียงไม่กี่คนที่โยธาเปิดใจให้ เลยได้ใจคิดว่าเวลาพูดหรือขออะไรอีกฝ่ายคงรับฟังบ้าง ทั้งที่ความจริงผมเข้าใจผิดหมด


            ยอมรับว่าพูดอะไรไม่ออกนอกจากเลือกปล่อยมือจากอีกฝ่ายแล้วเดินกลับไปยังเตียงของตัวเอง เฮ้ย เพิ่งขึ้นได้ว่าลืมทำงานที่อาจารย์สั่งนี่หว่า สงสัยต้องรีบแล้ว เดี๋ยวไอ้ก้องจะเย้ยเอา


            วินาทีที่ก้มหน้ารื้อค้นเอาหนังสือและชีทเรียนออกมาจากกระเป๋า ผมก็ยังคาดหวังกับอะไรลมๆ แล้งๆ ราวกับคนโง่


            ต้องมีสักประโยคที่มันเอ่ยออกมา


            ปัง!


            จวบจนได้ยินเสียงปิดประตูและเจ้าของเตียงตรงข้ามเดินออกไป อะไรบางอย่างที่อยู่ในใจมันก็พังทลายตามไปด้วย



 

 

 

 

 

 

 

 


          [ โยธา ]


            03.45 น.


            พื้นที่ในมหาลัยมืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากหน้ารถเท่านั้นที่คอยส่องสว่าง แม้แต่หอในเองก็เช่นกัน


            “ไปกินโจ๊กมาอีกแล้ว อย่าลืมเซ็นชื่อด้วยนะ” พี่ยามทักทายเหมือนทุกวัน ที่รู้ว่าเป็นเขาเพราะนอกจากเสียงอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังได้แสงไฟจากกระบอกไฟฉายของเขาคอยช่วยให้เห็นสิ่งต่างๆ โดยรอบชัดเจนขึ้นด้วย


            “วันนี้ไฟดับอีกแล้วเหรอครับ”


            “อือ สายไฟฟ้าแรงสูงในมอขาด เลยดับเป็นวงกว้างเลย รอบนอกก็ด้วย”


            “ดับตั้งแต่กี่โมงแล้วครับ”


            “ตีสองกว่าๆ แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่ออกไปแก้ไขแล้ว อีกไม่นานไฟคงมา”


            ผมคว้าปากกา เซ็นชื่อและเหตุผลลงไปบนสมุดบันทึกการเข้าออกนอกเวลา ก่อนขอตัวกลับเข้าหอเพราะกังวลกับบางอย่าง พอเดาได้ว่าถ้าไฟดับรูมเมทสายกวนคงรีบวิ่งแจ้นออกไปข้างนอก ทว่าเพื่อความแน่ใจก็อยากรีบกลับไปยังห้องของตัวเองให้เร็วที่สุดอยู่ดี


            สองเท้าเปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่ง แต่ระยะทางแค่นี้ทำไมถึงรู้สึกไกลกว่าทุกวัน


            ความมืดสนิทปกคลุม ผมใช้แสงสว่างจากโทรศัพท์มือถือช่วยนำทางจนกลับถึงห้อง หลังไขประตูเข้าไปจุดแรกที่มองเลยก็คือเตียงฝั่งตรงข้ามของตัวเอง


            มันควรว่างเปล่าเพราะใครอีกคนไม่อยู่ ใช่ มันควรเป็นอย่างนั้น


            ทว่าสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดเอาไว้กลับเกิดขึ้น


            ในความมืดสลัวและมีแสงไฟจากมือถือส่องสว่าง ผมเห็นเขานอนคุดคู้อยู่ตรงหน้า ยิ่งขยับเท้าเข้าใกล้สองหูก็ยิ่งได้ยินเสียงร้องไห้เบาๆ เล็ดลอดออกมา


            “บีเกิล” แม้จะเปิดปากเรียก แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง มีเพียงเสียงสะอื้นเท่านั้นที่สัมผัสได้


            ผมขยับเข้าไปประชิดกับเตียง ใช้แสงไฟที่มีอยู่สำรวจไปบนตัวเขา หน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อชื้น ดวงตาสองข้างหลับสนิท สองคิ้วขมวดแทบเป็นปม แต่ที่หนักกว่านั้นคือร่างกายที่สั่นหงักอย่างน่าสงสาร


            ฝันร้าย


            บางทีอาจเป็นอย่างที่เจ้าตัวเคยบอก เมื่อเผชิญหน้ากับความมืดเขามักฝันร้ายเสมอ แต่ที่มันยากคือเขาไม่สามารถพาตัวเองออกมาจากจุดนั้นได้ นอกจากขอความช่วยเหลือจากคนอื่น


            เมื่อสรุปได้ดังนั้นจึงย่อเข่าลง เอื้อมมือไปจับไหล่ข้างหนึ่งของคนตรงหน้าแล้วออกแรงเขย่าเบาๆ พลางเรียกอีกฝ่าย


            “บีเกิลตื่น” คิดว่าจะได้ผลแต่ดันตรงกันข้าม


            เขาร้องไห้หนักกว่าเดิม ครางอืออาในลำคอคล้ายกับทรมานเต็มแก่ มันเป็นครั้งแรกที่ผมเพิ่งได้เห็นเลยไม่รู้ว่าควรทำยังไงนอกจากใช้วิธีเดิมคือออกแรงเขย่าตัวของเขา


            “บีเกิล ตื่นได้แล้ว แค่ฝัน...แค่ฝัน...”          


            ผมบอกกับเขาซึ่งไม่ต่างกับกำลังปลอบประโลมใจตัวเอง


            เหมือนมีใครสักคนซัดหมัดใส่หน้าไม่ยั้ง แต่ที่หนักคือดันรู้สึกเจ็บกว่าหมัดจริงๆ ซะอีก


            “กรรณ”


            ตัดสินใจคว่ำมือถือไว้ตรงโต๊ะหนังสือข้างเตียง แม้จะมองหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดแต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการดึงเขาออกจากความทรมาน


            สองมือเลื่อนขึ้นไปกอบกุมใบหน้าชื้นเหงื่อ พยายามลูบบนผิวสลับกับตบเบาๆ เพื่อเรียกสติ


            “กรรณ ตื่นได้แล้ว”


            “...”


            “กรรณ!


            ณ ขณะนั้นผมได้ยินเสียงหายใจเฮือกหนึ่งพร้อมกับเปลือกตาสีอ่อนที่เปิดขึ้นฉับพลัน จังหวะหอบหายใจถี่กระชั้นราวกับต้องการกอบโกยออกซิเจนเข้าไปให้มากที่สุด เนื้อตัวยังคงสั่นเทา ดวงตาสองข้างเบิกโพลงจดจ้องผมแทบไม่กะพริบ และเพียงเสี้ยววินาทีหนึ่งน้ำตาเม็ดใสก็ค่อยๆ ไหลลงมา...


            “ฮือ...”


            นั่นเป็นเพียงคำตอบเดียวที่เขาเอ่ยออกมาหลังจากตื่นจากความฝัน


            “ไม่เป็นไร แค่ฝันเท่านั้น”


            จะเป็นอะไรมั้ยหากผมอยู่ปลอบเขาแม้ก่อนหน้าไม่กี่ชั่วโมงตัวเองเพิ่งเผลอสาดคำพูดแย่ๆ ใส่ จนกว่าความสว่างจะกลับมาเยือน ผมอยากให้เขาได้พึ่งพิง


            มือข้างหนึ่งเลื่อนจากใบหน้าชื้นเหงื่อไปยังเส้นผมสีดำสนิท ก่อนลูบปลอบประโลมไปมาราวกับคนบนเตียงเป็นเด็กตัวน้อยๆ กรรณเหมือนยังไม่ได้สติเท่าไหร่จึงไม่ได้ขยับตัว นอกจากจ้องมองการกระทำของผมนิ่ง


            “รู้สึกดีขึ้นมั้ย” โคตรตลก ผมแม่งถามเหมือนคนโง่เลยว่ะ


            “โยธา”


            “อืม อยู่นี่แล้ว”


            “กู...ฝันร้าย” เจ้าตัวเอ่ยด้วยเสียงแหบแห้งและสั่นเทา


            “ตื่นแล้วนี่ไง”


            “กูฝันร้าย”


            “...”


            “ฝันว่ามึงทิ้งกู”


            ได้ยินดังนั้นผมทำได้แค่ลูบหัวเขา เพราะฝันร้ายกับชีวิตจริงคงไม่ต่างกันเท่าไหร่


            สุดท้ายผมก็ทิ้งเขาไว้ลำพัง


            กรรณเป็นเพื่อนเพียงไม่กี่คนที่แม้รู้จักกันได้ไม่นาน แต่ผมกลับเปิดใจอยากทำความรู้จักมากมายขนาดนี้ เขาเป็นคนสดใสร่าเริง พูดมาก พลังงานล้นเหลือ ทว่าตอนนี้กลับตรงข้ามไปซะหมด


            ไม่ชอบเลย


            อยากได้คนเดิมกลับมา


            ท่ามกลางความมืดของห้องห้องเดิม ผมได้แต่สัญญากับตัวเองซ้ำๆ ว่าจะอยู่ตรงนี้...


            จนกว่าเขาจะกลับมายิ้มเหมือนอย่างเคย





 

 

 

 

 




            โว้ยยยยยยย!!


            แสงแดดแยงตาเป็นสัญญาณของเช้าวันใหม่ แทนที่จะสดชื่นแม่งกลับนำพาเอาอาการปวดหัวตุบๆ มาแทน แม้แต่เปลือกตาทั้งสองข้างยังรับรู้ได้ถึงความบวมตุ่ย ส่องกระจกคงมีตกใจกันแน่ๆ


            ผมมองซ้ายมองขวา รอบกายไม่เห็นใคร แต่เสียงน้ำจากฝักบัวที่ดังแว่วเข้าหูก็ทำให้รู้ได้ในทันทีว่ารูมเมทอีกคนคงกำลังใช้ห้องน้ำอยู่


            ย้อนกลับไปเมื่อคืนสมองยังคงจำทุกอย่างได้ชัดเจน หลังโยธาออกไป ผมก็ไม่สนใจอะไรทั้งนั้นนอกจากอาบน้ำเข้านอนเป็นปกติ แต่ไม่คิดไงว่าหลังหลับไปได้พักหนึ่งจะเผลอสะดุ้งตื่นเพราะรอบตัวปกคลุมไปด้วยความมืด


            ผมรู้ว่าไฟดับ แต่ก็บ้าคิดว่าตัวเองจะอยู่กับมันได้


            เหนื่อยที่ต้องขับรถออกไปหาร้านยี่สิบสี่ชั่วโมงข้างนอก


            ยังง่วงนอนอยู่


            อยากใจกล้าก้าวผ่านความกลัวของตัวเองแบบคูลๆ


            หรือที่จริงแล้วไม่อยากยี่หระกับอะไรเพราะในหัวคิดแต่เรื่องของโยธา


            ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลไหนก็ช่าง สุดท้ายผมก็กลับไปเผชิญกับฝันร้ายอยู่ดี


            โยธากลับมาถึงห้องเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่เมื่อคืนเขานั่งอยู่ตรงนี้ ข้างเตียงของผมพร้อมกับลูบหัวปลอบประโลมไปมา ถึงจะไม่กล้าหลับต่ออีกจนกว่าไฟจะติด ทว่าความอบอุ่นที่ได้รับจากเขาช่วยให้จิตใจว้าวุ่นสงบลงอย่างน่าประหลาด


            หึ! ใช่ว่าข้อดีแค่นี้จะมาหักลบกับสิ่งที่เจ้าตัวทำไว้ก่อนหน้านั้นได้ พอบอกว่าชีวิตใครชีวิตมันแล้วผมจึงไม่อยากลงไปยุ่งอีก และเชื่อว่าโยธาคงมีความสุขดีหากไม่มีใครเข้าไปวุ่นวายชีวิตส่วนตัว อยู่ในจุดที่มันขีดเส้นให้อยู่ แบบนี้แหละดีที่สุดสำหรับเราแล้ว


            แกรก!


            ประตูห้องน้ำเปิดผาง ร่างสูงเดินออกมาด้านนอก มันคงไม่มีใครรู้สึกดีเท่าไหร่ที่ต้องทนอึดอัดกับการเงียบใส่กัน เลยรีบกุลีกุจอลุกจากเตียง คว้าผ้าเช็ดตัววิ่งเข้าห้องน้ำบ้าง เชื่อเถอะว่ากลับออกมาอีกทีโยธาก็คงไม่อยู่แล้ว


            คิดถึงความสดใสดีกว่า วันนี้รุ่นพี่ให้พี่หนึ่งในเสื้อช็อปได้เป็นวันแรก เราต้องใส่เหมือนกันโดยพร้อมเพรียงเพราะมีนัดรวมพลอีกครั้งในตอนเย็น แค่คิดว่าวันนี้จะได้หล่อแบบหนุ่มวิศวะอย่างที่ฝันหัวใจก็ชุ่มฉ่ำขึ้นมาเล็กน้อย จัดการเปิดน้ำฝักบัว ชะล้างความหมองเศร้าของเมื่อวานให้หมด


            นึกไม่ถึงว่าหลังอาบน้ำเสร็จเจ้าของเตียงตรงข้ามจะยังอยู่ เราสบตากันเล็กน้อย แต่เป็นผมเองที่เลือกหลบตาก่อน ในเมื่อมันยังไม่ออกไป ก็คงเป็นกูแล้วล่ะที่ต้องเสียสละด้วยการรีบสวมเสื้อผ้าแล้วเผ่นก่อน


            ที่คิดเอาไว้ ชุดที่เตรียมใส่วันนี้เป็นยีนสีเข้มทรงกระบอก เสื้อยืดสีดำ ทับด้วยเสื้อช็อปสีกรมท่า รองเท้าก็เป็นสีเดียวกับเสื้อยืด ดูเคร่งขรึมจนสาวต้องเหลียวมองชัวร์ๆ ตัดภาพไปที่อีกฝั่ง...


            มันสวมชุดนิสิต


            คันปากอยากถาม แต่ก็ต้องกัดฟันห้ามใจตัวเอง


            อย่าเสือก อย่าเสือก อย่าเสือก


            ย้ายก้นมานั่งตรงปลายเตียง หยิบถุงเท้าขึ้นมาสวม ในใจยังคงบอกตัวเองด้วยประโยคเดิมซ้ำๆ อย่าเสือกเรื่องของคนอื่น


            !!!


            เงยหน้าขึ้นมาอีกทีกลับพบกว่าใครบางคนยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว


            “มีอะไร” อยากตีปากฉิบหาย เผลอพูดออกไปจนได้


            “...”


            “วันนี้รุ่นพี่ให้ใส่เสื้อช็อปนะ เผื่อมึงลืม”


            เหมือนเดิม มันไม่ตอบนอกจากรั้งให้ผมลุกขึ้นยืน


            ในจังหวะที่กำลังงุนงงกับการกระทำของอีกฝ่าย ของบางอย่างก็ถูกยัดใส่มือ...มันคือเนคไทเส้นที่ผมซื้อให้ เหตุผลที่จำได้เพราะเคยปักชื่อคนเป็นเจ้าของเอาไว้ ฉะนั้นเลยมีแค่เส้นเดียวในโลก


            “ให้กูทำไม”


            ยังคงใช้ความเงียบเข้าสู้ แต่คราวนี้โยธาไม่ได้นิ่งเฉย มันจับข้อมือผมไว้พร้อมส่งสายตาเป็นเชิงเว้าวอน รู้ตัวอีกที มือของผมก็พาดอยู่บนลำคอแกร่งซะแล้ว เก่งฉิบหายเรื่องบังคับให้กูผูกเนคไทให้ราวกับเด็กเอาแต่ใจ


            ยังจำวันแรกที่สอนมันได้อยู่เลย แต่เจ้าตัวก็ไม่เคยเรียนรู้ เอาแต่รอผมทำให้ในทุกเช้า


            “ไม่อยากผูกให้แล้ว” ปากบอกแบบนั้น ทว่ามือกลับขยับ


            “ขอโทษ”


            “แม่ง...” หัวตาเริ่มร้อนผ่าว ปากเบะแล้วเบะอีกแต่ก็ยังกลั้นเอาไว้


          ผมไม่อยากยุ่งกับมัน แต่ใจเสือกไม่รักดี


            “รุ่นพี่ให้ใส่เสื้อช็อป ฟังกันบ้างมั้ยเนี่ย”


            “ช่างหัวรุ่นพี่ กูจะใส่ชุดนี้”


            “...”


            “จะให้มึงผูกเนคไทให้กู”


            ตอนนั้นเองที่ผมไม่สามารถฝืนร่างกายได้อีกต่อไป เลยร้องไห้ออกมาแม่งเลย...





 

 

หายไปสิบกว่าวันไม่ตายก็เหมือนตาย แง้

พอดีติดแก้งานตลอดสัปดาห์ค่ะ ส่งเสร็จป่วยต่อเฉยเลย

เศร้ามากที่พอหายมาจับงานจึงไม่ชินมือเท่าไหร่ ต้องขอโทษด้วยนะคะ

ขาดการติดต่อและงดโซเชียลไปนานเลย

 


ส่วนตอนนี้~ อยากโกรธโยธา ไอ้คนไม่มีหัวใจ ไอ้คนรักใครไม่เป็น

ทำบีเกิลเสียใจได้ไง ด่าๆ แต่พอเค้าหยิบเนคไทเส้นเดิมมาให้ความโกรธก็หายหมดเลย

โอ๊ยยยยย อยากตีตัวเอง / อย่างที่บอกไปเรื่องนี้ไม่มีม่า เศร้าสุดก็เท่านี้แหละค่ะ 5555

ตอนหน้ามาเอาใจช่วยคู่นี้กันต่อนะคะ เราอยากให้รักกัน

#วิศวกรรณโยธา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11.503K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,844 ความคิดเห็น

  1. #13800 ssppy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 มีนาคม 2564 / 18:25
    แงงงงง เข้าใจครสของน้องเลย โยธา ฮืออ มาง้อก็ดีแล้ว แง น่ารัก
    #13,800
    0
  2. #13799 Wnmarkkk (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 มีนาคม 2564 / 17:41

    คุณจิตติ ใจนุมีแค่นี้🤏 สงสารน้องหูแล้วนะะะ

    #13,799
    0
  3. #13785 After_TeaTime (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 06:19
    ตอนแรกซึมเลยง่ะ คนใจร้าย ฮือออออ แต่ใจฟูขึ้นกับฉาดสุดท้าย โยนายอย่ามาทำให้คนจะเป็นไบโพล่าร์แบบนี้ได้ไหม
    #13,785
    0
  4. #13771 Shippghost_ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 09:10
    สงสารบีเกิลง่าาาาาา ตะน้อนนนนนน ใจเจ่บไปหมดแง้ววว

    ไม่เป็นไรนะตัวกู.. บีเกิลน้อยของเค้าง่าาา อยากให้ตะน้อนสู้สู้น้า อย่าร้องลูกกกมี้เจ่บไต เจ็บใจไปหมดแง่ววว
    #13,771
    0
  5. #13736 Pimpika-2548 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 มกราคม 2564 / 22:04
    ไม่ม่าก็ทำให้ซึมได้555
    #13,736
    0
  6. #13723 KANYAWEE09 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 09:19
    เจ็บใจแปร๊บเลยอะ! 😭
    #13,723
    0
  7. #13698 CUTE_VILLAIN (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 / 16:54
    ใจชั้นนนน
    #13,698
    0
  8. #13657 ChungWila (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 22:52
    ฮือมันแบบใจเจ่บบบบบบ น้องน่าสงสารมากเลยยย
    #13,657
    0
  9. #13641 pang_97s (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 19:30
    น้องงอลอะ ง้อน้องเลยนะโยธา
    #13,641
    0
  10. #13611 sillnapp (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 21:32
    หัวใจชั้นบีบ โยธ๊าาาาาาา
    #13,611
    0
  11. #13608 ทราย อังศุมาลิน (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2563 / 09:20
    น้ำตารื้นเลย
    #13,608
    0
  12. #13596 skyprsa (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 / 08:10
    ดิชั้นปวดใจตุ้บๆเลย
    #13,596
    0
  13. #13590 blave (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 / 02:06
    ฮืออออ เศร้าาา ร้องไห้เลย
    #13,590
    0
  14. #13571 pilin/พิ'ลิน (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 17:44
    รอให้บีเกิลผูกเนคไทให้ หือออ จะง้ออะดิ
    #13,571
    0
  15. #13545 Arreeart (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 08:22
    อยากตีโยธา~ฮื้อออ
    #13,545
    0
  16. #13499 Mindmaplesakura (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 01:09
    แงงงงง น้องบีเกิลลลลลลลล
    #13,499
    0
  17. #13476 ิbabychick (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 22:52
    แงงงงง
    #13,476
    0
  18. #13450 SHERNEW (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 16:21
    ใจร้ายกับน้องเกินไปแล้วนะโยธา
    #13,450
    0
  19. #13442 Sujitraaonn (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 09:30
    ทำบีเกิลน้อยของชั้นร้องไห้ได้ไงห้ะโยธา มันน่าทุบจริงๆเลย
    #13,442
    0
  20. #13409 NOON_PJM (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 06:40
    น้ำตาซึมเลย ㅠ ㅠ
    #13,409
    0
  21. #13406 Oseidon (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 20:55
    เชี่ยยยยยยยย อ่านไปน้ำตาไหลไป คือ????

    ว๊อททททท?????
    #13,406
    0
  22. #13363 Sariei_va (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 21:02
    แงงงงงงง จะร้องตามมมมม
    #13,363
    0
  23. #13330 pparelypigg (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 14:04
    จุกน้าแค่อ่านยังจุกเลย
    #13,330
    0
  24. #13290 JuneJei (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 10:08
    อยากให้บีเกิลโกรธเยอะๆๆเลย หมั่นไส้โยธา!!
    #13,290
    0
  25. #13280 Apoptosis (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 22:16
    ง้อน้องเลยยยยยยย
    #13,280
    0