วิศวกรรณโยธา - end

ตอนที่ 8 : 07 - แบบนี้เขาเรียกว่าหวั่นไหว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 145,413
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12,552 ครั้ง
    19 ต.ค. 62




07


แบบนี้เขาเรียกว่าหวั่นไหว




            ชีวิตมหา
ลัยปีแรกมีเรื่องน่าตื่นเต้นที่บางครั้งตอนมัธยมไม่เคยได้สัมผัส ปกติก่อนไปเรียนทุกเช้าแม่จะเป็นคนเตรียมอาหารให้ อยู่ต่างจังหวัดไปโรงเรียนก็อาศัยโดยสารรถตู้รายเดือนไป ยิ่งปีหลังๆ เวลาว่างยิ่งน้อยลงเพราะเลิกเรียนเสร็จก็ต้องเรียนพิเศษต่อเลย


            ถามว่าเคยมีความคิดอยากโดดเรียนมั้ย บอกเลย...ไม่เคยคิด ปกติโดดทันที โดดเดี๋ยวนี้ไม่มีรีรอ


            ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่มหาลัยรู้สึกว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาอีกสเต็ป หนึ่ง คือแม่ไม่ต้องปลุกให้ตื่นในตอนเช้าหรือหากับข้าวให้กินก่อนไปเรียนแล้ว


            สอง ผมขับรถเองได้


            สาม ไม่ต้องเหนื่อยกับการเรียนพิเศษที่แสนน่าเบื่อ และที่แถมมาแบบไม่คาดคิดแต่กลับแฮปปี้สุดๆ เลยก็คือกิจกรรมของปีหนึ่งที่ทางคณะจัดให้


            ถือเป็นบุญมากที่การเข้ามาของผมไม่ต้องเผชิญกับการรับน้องสุดโหดเหมือนรุ่นพี่ แม้จะมีบ่นที่ต้องขัดอ่างปลาบ้างแต่หากมองในแง่ดีคณะก็สะอาดขึ้น ส่วนผมได้ออกกำลังกาย วิน-วินกันทุกฝ่าย


           
ไอ้เหี้ยหู มึงจะออกไปแล้วเหรอสัมภเวสีประจำกายของผมอย่างคุณชายก้องเกียรติตะโกนเรียกตามหลัง เห็นมันนั่งจกป็อกกี้อยู่ตรงห้องคอมมอนรูมด้วยเสื้อผ้าหน้าผมเหมือนคนตื่นใหม่เลยอดส่ายหน้าไม่ได้ ห้าโมงเย็นแล้วมึงยังใส่ชุดเดิมของเมื่อวานอยู่เลย


            วันนี้เป็นวันเสาร์ เพื่อนหลายคนแยกย้ายกลับบ้าน ทว่าเด็กต่างจังหวัดอย่างผมไม่ได้กลับกับเขาหรอก เย็นนี้เลยตั้งใจจะออกไปเปิดหูเปิดตาซะหน่อย เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมจะได้ใช้สิทธิ์กินฟรีกับบัดดี้ เลยกะชวนไอ้ก้องไปเฮฮาปาร์ตี้ด้วยกัน แต่หลังจากมันได้ยินชื่อของคุณความมืดมนเข้าไปก็รีบส่ายหน้าหวือปฏิเสธพัลวัน


           
โดนโทรตามแล้ว ลีลามากไม่ได้เดี๋ยวโดนกระทืบ


           
ไหนบอกไปกินปิ้งย่างไง จำเป็นต้องจัดเต็มขนาดนี้มั้ยอีกฝ่ายถามอย่างสงสัย อย่าว่าแต่ไอ้ก้องเลย ผมก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงจัดหนักจัดเต็มขนาดนี้


            เสื้อเชิ้ต กางเกงยีน รองเท้าผ้าใบคู่ที่แพงสุดตั้งแต่ชีวิตนี้เคยซื้อมา ทั้งหมดทั้งมวลนี้กูแต่งไปแดกปิ้งย่างนะครับ


           
มันต้องจัดเต็มกันหน่อย กลัวสู้ไอ้โยธาไม่ได้


           
รูมเมทมึงมันใส่สูทไปแดกเหรอ


           
ใช่ที่ไหนล่ะ แค่หน้ามันกูก็สู้ไม่ได้แล้วมั้ย


           
ก็รู้ตัวหนิ


           
สัด ไม่เคยจะแก้ต่างให้กูอะไม่รู้ว่าเป็นเพื่อนสนิทใครกันแน่ น่าโมโหที่สุด


           
เข้าข้างก็ได้ วันนี้มึงหล่อเป็นพิเศษ ทำอย่างกับจะไปออกเดตงั้นแหละ


           
เดตบ้านมึงสิ


           
นี่ไม่รู้ตัวเหรอ ถ้าไม่บอกว่าจะออกไปกับไอ้โยธาคือมึงเหมือนนัดแฟนไปกินข้าวเลยนะคำพูดของไอ้ก้องทำผมชะงัก ถึงอย่างนั้นก็เหนื่อยเถียงกลับให้เสียเวลา


           
ไร้สาระ สรุปอยากได้อะไรมั้ย ขากลับจะซื้อมาให้


           
ซื้อใจปิงให้กู


           
โว๊ะ ไม่อยากฟังมึงฝันกลางวันว่ะ เจอกันตอนดึกๆ


           
โอเคไอ้ก้องเบะปากพลางปัดมือไล่ ผมเลยย่ำเท้าออกจากคอมมอนรูม มุ่งหน้าไปยังลานจอดรถอย่างรีบเร่ง นอกจากเป็นป๋าเลี้ยงอาหารมือใหญ่แล้ว ไอ้โยธายังอาสาเป็นสารถีขับรถพาไปยังร้านอีกต่างหาก ก็เงี้ย...ทั้งหล่อและใจดี


            กิจกรรมสานสัมพันธ์บัดดี้ ครั้งที่ 1


           
รอนาน


           
โอ้โห เพิ่งเดินไปถึงรถก็โดนทำตาขวางใส่แล้ว งอนเป็นเมียกูเลยนะครับ


           
ขอโทษได้มั้ยล่ะ


           
ที่ช้าเพราะพิถีพิถันกับการแต่งตัวหรอก ทว่าใครอีกคนกลับตรงกันข้าม เพราะไอ้โยธาสวมเพียงเสื้อยืดสีดำ กางเกงขาสั้นและรองเท้าแตะเรียบง่ายเท่านั้น โกรธ ทำไมถึงปล่อยให้กูเล่นใหญ่รัชดาลัยอยู่คนเดียววะ


           
ขึ้นรถ


           
คร้าบๆมึงแดกสมุดเดธโน้ตเข้าไปหรือไง โหดใส่กันตลอดเลย


            ผมไม่รอเช้าแทรกตัวเข้าไปภายใน รถยนต์ไอ้โยธาเรียบง่ายและแสนกว้าง ภายในตกแต่งด้วยของสีดำทั้งหมด มีสิ่งเดียวที่เป็นสีแดงนั่นคือเครื่องรางจากญี่ปุ่นซึ่งห้อยอยู่ตรงกระจกหลัง


            รถเคลื่อนตัวออกไป สองมือหนาประคองพวงมาลัยอย่างคล่องแคล่ว ก่อนความเงียบจะค่อยๆ ปกคลุมเราทั้งคู่ ตอนแรกคาดหวังว่าคงได้ฟังเพลงตามรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของเผื่อจะได้รู้จักอีกฝ่ายให้มากขึ้น ทว่าสุดท้ายแล้วกลับเงียบเป็นเป่าสาก


            มืดมนไม่พอชีวิตยังไม่มีความสุนทรีย์อีก


           
ปกติเวลาขับรถมึงไม่เคยเปิดเพลงหรือฟังอะไรเลยเหรอคำถามชวนสงสัยของผมส่งผลให้ใบหน้าหล่อเหลาหันมามองครู่หนึ่ง ก่อนเจ้าตัวจะหันกลับไปโฟกัสท้องถนนตามเดิม


           
ไม่


           
ทำไมอะ


           
รำคาญ ไม่มีสมาธิ


           
แยกประสาทได้ทีละอย่างนี่เอง แล้วอย่างตอนกูคุยกับมึงนี่มีสมาธิมั้ยวะ


           
ไม่มี เพราะงั้นมึงเงียบซะ


           
แต่กูนั่งเงียบเกินห้านาทีไม่ได้


           
ก็คุยกับตัวเองในใจไปจิตใจคับแคบ! พูดกับตัวเองในใจนั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่มันไม่เหมือนกับการเปล่งเสียงเพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้คนเคียงข้างรู้สักหน่อย


            เอาเถอะ ในเมื่อเสียงของผมอาจทำให้เพื่อนตัวสูงไม่มีสมาธิ ดังนั้นจะยอมเสียสละเงียบให้ก็ได้


            หนึ่ง สอง สาม ฮึบ!


           
การหยุดพูดแม่งไม่ต่างจากการถูกบังคับให้กลั้นหายใจสักเท่าไหร่


            แต่ไม่น่าเชื่อว่าพอใช้เวลากับการนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ผมกลับสัมผัสสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ดียิ่งขึ้น ได้ฟังเสียงแอร์ เสียงเครื่องยนต์ที่กำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าด้วยความเร็วคงที่ ได้เห็นการกระทำของคนที่นั่งหลังพวงมาลัย การขยับตัวของอีกฝ่ายที่ดูเรื่อยๆ และเป็นธรรมชาติจนน่าดึงดูด


            ผมกวาดสายตามองไล่ เริ่มตั้งแต่หลังมือซึ่งเต็มไปด้วยเส้นเลือด เลื่อนขึ้นไปยังแขนแข็งแรงไม่ขาวไม่คล้ำจนเกินไป ไหนจะลำคอกับใบหน้าได้รูปนี่อีก


           
มองอะไรบีเกิล ทว่าเพ่งสายตามองถึงแค่ริมฝีปาก เสียงทุ้มกลับเอ่ยขัดจังหวะอย่างรู้ทัน


           
มึงไม่ให้พูดเลยมองหน้ามึงแทนได้คำตอบแล้วฝ่ามือหนาก็เอื้อมมาลูบหัวผมเบาๆ พร้อมเอ่ยเสียงเรียบ


           
งั้นมึงกลับมาพูดเถอะ


           
ถ้ากูพูดมึงก็ไม่มีสมาธิอยู่ดี เอามือออกไป จับพวงมาลัยเท่านั้น!” ผมแหวใส่คนเคียงข้างก่อนปัดมือเจ้าตัวออก โยธาไม่ได้ดื้อแพ่ง มันหันกลับไปโฟกัสกับพวงมาลัยและถนนตรงหน้าอย่างเชื่อฟัง โชคดีที่รถเลี้ยวเข้ามาในซอยของร้านปิ้งย่างซึ่งได้ปักหมุดเอาไว้เรียบร้อย ช่วงเวลาของความประสาทแดกจึงจบไป


            โยธาเป็นคนป๋าๆ เป็นลูกคนมีอันจะกิน หลังแปะก้นลงบนเก้าอี้มันก็ยื่นสมุดเมนูอาหารมาให้พร้อมกับบอกให้ผมสั่งได้เต็มที่แบบไม่มีเกรงใจ


            มึงเลี้ยงกูแบบนี้ค่าเครื่องดื่มกับของหวานกูออกเอง


           
ไม่จำเป็น


           
จำเป็นดิบัดดี้


           
งั้นสั่งอาหารมาก่อน


           
อันนี้น่ากิน อันนี้ก็ด้วย กูสายหมูเพราะงั้นมีหมูแบบไหนราดซอสยังไงเอามาให้หมด เฮ้ยไม่ดีกว่า เอาหมูที่ถูกสุดของร้านแล้วกัน


           
จะเกรงใจทำไม กูสั่งบุฟเฟ่ต์ให้อยากกินอะไรเลือกมา


           
มันจะดีเหรอ”


            “ตอนถามเห็นสีหน้าตัวเองหรือยัง”


            “ขี้ประชดว่ะ งั้นเอาหมูทุกแบบที่ร้านมี


           
แบบนี้เขาเรียกเขมือบปากด่านะ แต่เสือกถามต่อ อือ แล้วเอาอะไรอีก


           
อยากกินน้ำฝรั่ง ส่วนมึงกินน้ำอะไร


           
น้ำเปล่า


           
เฮ้ยยยยไม่ได้ กูจะเลี้ยงมึงสั่งแค่นี้ก็ไม่กี่บาทเองดิ ไม่คุ้ม เลือกมาอีกผมรีบเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ เพราะถือคติถ้าเพื่อนให้ร้อย ผมเหรอ...ผมให้ห้าสิบพอ รวยไม่เท่าเพื่อน


           
งั้นเอาน้ำเปล่าสองขวด


           
“เวร แพงขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย” คุ้มค่ากับหมูที่มึงจ่ายไปมากๆ


           
เอาแค่นี้ก่อน เดี๋ยวกูอยากกินอะไรเพิ่มค่อยสั่ง”


            “เย่ะ
!”


           
พนักงานเดินมารับออเดอร์ถึงโต๊ะจากนั้นจึงทำการเปิดเตา เมื่อหมูมาก็ได้เวลาเริงรื่นกับของกินตรงหน้าอย่างเต็มที่


            แปลกแต่จริง นิสัยของเราแม่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง โยธาเป็นมนุษย์นิ่ง ส่วนผมดี๊ด๊าตื่นเต้นกับการได้ลองกินนั่นกินนี่ไปเรื่อยๆ จนนั่งแทบไม่ติดเบาะ


            ไม่ต้องย่างให้กู มึงต้องกินด้วยตั้งแต่เริ่มต้นผมเห็นเพื่อนตัวสูงกินไปไม่กี่คำเอง ที่เหลือก็โยนไอ้หมูนุ่มๆ ใส่จานผมตลอด เรียกได้ว่าตัวเองแทบไม่ต้องขยับมือเลยเพราะมีคนบริการให้อย่างเต็มที่ เฮ้ย ไม่ได้มั้ย เพื่อนกัน!


           
ก็กินอยู่


           
แล้วทำไมกินน้อย


           
มองมึงกินอร่อยกว่า


           
นี่ด่าหรือชมเนี่ยไม่มีประโยคใดเถียงกลับ ผมเลยตั้งหน้าตั้งตากินต่ออย่างมีความสุข ใครจะคิดดดดด ว่าแขกไม่ได้รับเชิญจะโผล่หัวมาที่นี่พร้อมกับคำทักทายสุดกวนตีน


           
มาเดตกันเหรอ?”


           
จู่ๆ แฝดคนน้องอย่างไฟฟ้าก็โผล่มาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย


           
เฮ้ย มาได้ไงวะผมอ้าปากหวอ มือยังถือตะเกียบเอาไว้อย่างแม่นมั่น ตรงข้ามกับคุณความมืดมนที่ยังคงนั่งนิ่งเปิดปากถามด้วยน้ำเสียงเรียบเอื่อย


           
สัดไฟ


           
ไม่ต้องทำหน้าต้อนรับกันขนาดนี้ก็ได้ พอดีไอ้ก้องบอกว่าพวกมึงมาร้านนี้ แล้วกูก็หิวพอดีเลยกะจะมาแจมด้วยคนได้ยินอย่างนั้นผมไม่รอช้าขยับก้นจนติดผนังอีกด้านพร้อมตบเบาะปุๆ เป็นการเชื้อเชิญ


           
มาเลย เต็มที่ๆ


           
ใครเชิญ...” อ้าว พี่น้องคู่นี้ทะเลาะกันเหรอวะ


           
กูเชิญตัวเอง มึงมีปัญหาเหรอโยธา


            บอกเลยความด้านได้อายอดของไฟฟ้าอยู่ในระดับเดียวกับผมเป๊ะ เพราะถึงแม้อีกฝ่ายจะบอกว่าไม่เชิญแต่มันก็จัดการทิ้งตัวลงนั่งข้างผมเรียบร้อย แถมยังเรียกพนักงานสั่งหมูนุ่มๆ เพิ่มมาอีกหลายอย่าง


            สงครามประสาทขนาดย่อมค่อยๆ ก่อตัวขึ้น เพราะทั้งคู่แทบไม่คุยกันเลย มีแต่ไอ้ไฟฟ้าเท่านั้นที่ชวนผมคุย เลยเป็นหน้าที่ของกรรณยุคลแล้วที่ต้องทำให้สถานการณ์ผ่อนคลายกว่าเดิม


           
นี่มึงโกรธกันมาหรือเปล่าเนี่ย


           
เปล่า / เปล่าตอบพร้อมกันด้วยวุ้ย


           
วันก่อนยังดีอยู่เลย เฮ้ย ถ้าโกรธอะไรกันก็คืนดีกันซะไอ้ไฟฟ้าคีบหมูที่ย่างสุกแล้วใส่จานของผมโดยไม่ปริปาก หลังจากนั้นไม่นานโยธาก็คีบหมูมาให้ผมบ้าง สลับกันไปมาจนตอนนี้กูแทบจะแดกไม่ทัน พะ...พอก่อนมั้ย


           
หมา มะรืนมึงว่างมั้ยไอ้ไฟฟ้าละมือจากตะเกียบ สายตาหันมาจดจ้องผมไม่กะพริบ


           
ทำไม


           
รุ่นพี่นัดถ่ายรูปโปรโมตดาวเดือนคณะ มึงไปช่วยกูหน่อยดิ


           
โอ๊ยสบาย กูเองก็กะไปให้กำลังใจไอ้น็อตอยู่แล้ว


           
งั้นตกลงตามนี้นะ


           
ได้     


           
มองอะไร อยากไปให้กำลังใจกูอีกคนเหรอคุยกับผมจบไฟฟ้าก็หันไปหาเรื่องคนตรงข้ามต่อ


           
ไม่


           
งั้นขอจองไอ้กรรณวันนึงนะ


           
ขอทำไม ไม่เกี่ยวกับกูหนิ


           
แต่ตอนตอบทำเสียงแข็งเชียวน้า


            “…”


           
กูรู้จักมึงดี แต่ไม่คิดว่าแหย่แค่นี้มึงจะดิ้นตามจนออกนอกหน้าคนพูดคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ ส่งผลให้บรรยากาศโดยรอบหนาวยะเยือกในพริบตา โยธา


            “…”


           
นี่รู้ตัวปะเนี่ย สิ่งที่มึงทำอยู่เขาเรียกว่าหวงนะ


           
เดดแอร์...


           
ผมไม่รู้ว่าสองพี่น้องมีปัญหากันตั้งแต่ตอนไหนหรือเรื่องอะไร ทว่าคนกลางที่นั่งอยู่ด้วยดันซวยที่เรื่องของตัวเองถูกโยงเข้าไปเป็นอีกหนึ่งชนวนแห่งความคุกรุ่น จึงได้แต่คีบหมูใส่ปาก แล้วรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาใหม่เพื่อสร้างบรรยากาศดีงามระหว่างมื้อ


            แต่แปลกที่ในหัวกลับยังคิดวนแต่เรื่องเดิมซ้ำๆ ไม่ไปไหนสักที


            โยธาหวงผมทำไม?





 

 

 

 




            คณะอื่นมีการลงรูปตัวแทนดาวเดือนของตัวเองไปแล้ว ทางวิศวะไม่น้อยหน้าเร่งโปรโมตอย่างรวดเร็วด้วยการจัดตารางนัดตัวแทนมาคณะอย่างพร้อมเพรียง ความจริงเขาไม่ให้คนไม่เกี่ยวข้องเข้าหรอก แต่เพราะผมเป็นน้องพี่แซมผู้ซึ่งนั่งตำแหน่งรองประธานรุ่นปีสอง เลยสามารถเข้ามาได้


            เพื่อนหอชายฝากกำลังใจมาให้ไอ้น็อตและเพื่อนคนอื่นๆ อย่างล้นหลาม ไม่ต้องถามถึงไอ้ไฟฟ้านะครับ เพราะยังมีเพื่อนหอหญิงและชาวคณะข้างเคียงรอเชียร์อยู่อีกเพียบ


           
น้องคะ มาแต่งหน้าได้แล้วค่ะ


           
เอ่อพี่ครับ ผมไม่ได้ประกวดรุ่นพี่ปีสามเดินเข้ามาชาร์ตแบบไม่ทันตั้งตัว ผมจึงลนลานปัดปฏิเสธทันควัน


           
อ้าวไม่ได้ประกวดเหรอ เห็นน่ารักนึกว่าใช่


           
แหะๆจะถือว่านี่เป็นคำชมแล้วกัน


           
งั้นน้องผู้ชายคนไหนที่ยังไม่ได้แต่งหน้ารีบมาหาพี่เลยค่า


            เบื้องหลังภาพสวยๆ ที่เคยเห็นมีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะแยะไปหมด ถึงจะใส่ชุดนิสิตถ่าย แต่ก็ต้องแต่งหน้า ทำผม เตรียมเซตฉาก จัดแสง สารพัดเทคนิคที่งัดมาใช้ แค่เห็นก็แทบปาดเหงื่อเหนื่อยแทนรุ่นพี่สตาฟฟ์แล้ว


           
หมาผมหันไปมองยังเจ้าของเสียงก่อนวิ่งดุ๊กๆ ไปแซวอีกฝ่ายในระยะประชิด


           
หูยยยยย วันนี้คุณไฟฟ้าหล่อฉิบหายเลยนะครับ


           
กูหล่อเป็นปกติ


           
เขินตัวเองบ้างก็ได้ ไม่ต้องมั่นขนาดนั้นไฟฟ้าใกล้พร้อมถ่ายแล้ว ทุกอย่างตั้งแต่หัวจรดปลายเท้านับว่าเพอร์เฟ็กต์ คงไม่ต้องลุ้นแล้วมั้งว่าหลังจากลงรูปโปรโมตจะเรียกยอดไลค์ได้มากขนาดไหน ความนิยมติดอยู่ในระดับสูงแน่นอน


           
ไฟ พี่ขอหนึ่งเซต


           
หล่อๆ เลยนะพี่อาร์ม


           
ต้องหล่อขนาดไหนวะ


           
เท่าพี่อาร์คได้มั้ย


           
โอยยยยยยนอกจากรุ่นพี่สตาฟฟ์แล้ว ยังมีหนึ่งในสายรหัสเทวดาที่เดินถือกล้องไปทั่วห้องด้วย ถ้าจำไม่ผิดเขาเป็นพี่รหัสไอ้โยธานี่หว่า เลยไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่จะสนิทกับไฟฟ้าด้วย


            แชะ! แชะ!


           
รัวชัตเตอร์ได้สักพักเลนส์กล้องก็เปลี่ยนวิถีมาที่หน้าผม


           
น้องกรรณมองกล้องหน่อย


           
พี่รู้จักผมด้วยเหรอครับเชี่ย คนน่ารักรู้จักผมว่ะ ตื่นเต้นจนไม่รู้จะพูดยังไง ได้แต่แอบหยิกเนื้อหลังมือตัวเองเบาๆ เพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้หลับฝันไป


           
เป็นน้องไอ้แซมก็ต้องรู้จักสิ ยิ้มหน่อย ขอแบบกว้างๆ เลย


           
ถ้าผมยิ้มคงกว้างจนแดกหัวพี่ได้เลยนะ


           
งั้นแลกกัน เดี๋ยวกูงาบหูคืนอูย! เห็นตัวเล็กน่ารักงี้ไม่น่ากวนตีนเลย เนี่ย เดี๋ยวจะคัดรูปไปลงเพจเอ็นจิเนียร์ให้ด้วย กรรณอนุญาตมั้ย


           
ได้เลยคร้าบไม่อยากดังนะ แต่ถ้าสาวเห็นแล้วติดต่อมาผมก็โอเค คิกๆ


            ยืนให้พี่แกถ่ายไปหลายรูปห้องกิจกรรมก็วุ่นวายอีกรอบ เพราะรุ่นพี่พากันเสียสติหวีดร้องกันยกใหญ่เมื่อเห็นแขกไม่ได้รับเชิญโผล่มา ไม่มีใครคิดหรอกว่าคนที่หนีการคัดเลือกดาวเดือนอย่างโยธาจะอยู่ที่นี่ แถมยังถือถุงเกาเหลาติดมือมาด้วย


           
เฮ้ย มึงจะลงประกวดเดือนเหรอแฝดคนน้องถามแทนทุกคน แต่คนที่เพิ่งมาถึงกลับปฏิเสธแบบไม่เสียเวลาคิด


           
เปล่า มาช่วยพี่รหัส


           
หืม พี่ไม่ได้เรียกหนิพี่อาร์มเกาหัวแกรก โยธาเลยเปลี่ยนเรื่องอย่างหน้ามึน


           
พอดีว่าง


           
สรุปมึงมาทำอะไรเลือกเอาสักอย่าง


           
มาให้กำลังใจมึง


           
จะอ้วก คนอย่างมึงอะนะ


           
ซื้อเกาเหลามาให้


           
กูต้องถ่ายรูป มึงคิดว่ากูจะหาเวลากินได้มั้ย


           
ไม่กินเหรอไฟฟ้าส่ายหัว มือหนาจึงเปลี่ยนมายื่นถุงของกินให้ผมซะงั้น บีเกิล มึงเอาไปกิน


           
อยู่ดีๆ ก็ได้กินเกาเหลาถุงยักษ์จากรูมเมท มึงโผล่มาจากจักรวาลไหนกูยังไม่รู้เลย นี่ยังมาพร้อมของกินที่ไม่เข้ากับสถานการณ์อีก ถ้าไม่ใช่โยธาทำไม่ได้นะครับ


           
ขอบคุณมากถึงจะไม่ได้ตั้งใจซื้อมาให้แต่แรกก็เถอะ


            ไม่กี่นาทีให้หลังไฟฟ้าถูกรุ่นพี่เรียกไปยืนหน้ากล้อง ส่วนผมกับโยธาถูกพี่อาร์มดึงตัวมาถ่ายรูปต่ออีกนิดหน่อย ผิดแค่ว่าคราวนี้คุณความมืดมนได้ขอเอาไว้ว่าไม่อยากให้เอารูปไปลงในแฟนเพจ มันคุยกับพี่รหัสต่ออีกสักพักก่อนดึงตัวผมออกมาคุยตามลำพัง


           
คืนนี้ไม่กลับห้องนะ


           
ไปที่บาร์ค็อกเทลเหรอ


           
อือ


           
แล้วทำไมไม่กลับ


           
จะนอนที่นั่น


           
แล้ว...แล้วไม่ได้พาหญิงไปนอนด้วยใช่มั้ยไม่รู้อะไรผลักให้ผมถามคำถามนี้ออกมา แต่ในใจก็ไม่ได้แฮปปี้เท่าไหร่ คงเพราะรู้ว่าถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่โยธาไปเจอผู้หญิง มันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ


           
กูไม่ใช่นิวตัน


           
โล่งใจ งั้นเจอกันตอนเช้า


           
อืม ถ้าหิวก็หาอะไรกินคนตัวสูงเอื้อมมือมาขยี้หัวผมจนยุ่งก่อนเดินผละออกไป คล้อยหลังอีกฝ่ายกลับได้ไม่นาน ปีสองหลายคนก็พากันตามหาโยธามันให้ควัก 


            “น้องกรรณเห็นโยธามั้ย”


            โยธากลับไปแล้วครับ


           
อ้าวเหรอ เสียดาย มาให้กำลังใจไฟฟ้าแป๊บเดียว


           
ฉับพลันนั้นเสียงของไอ้ไฟฟ้าก็แหวกอากาศกลับมา แม้ตัวเองจะยังอยู่หน้ากล้องก็ตาม


           
พี่ครับ มันไม่ได้มาหาผม


            “…”


           
มันมาหารูมเมทของมันมากกว่า


           
ผมไม่ได้ตอบกลับ แต่ก้มมองถุงของกินในมือนิ่ง ถ้าตัดเกาเหลาออกไป อีกถุงหนึ่งที่ห้อยติดมาด้วยยังมีพวกขนมต่างๆ ที่ล้วนแต่เป็นของโปรดผมทั้งนั้นเลย


          แล้วมึงเป็นอะไรเนี่ย ร้อนหน้าทำไม อากาศร้อนเหรอ...


            ถามตัวเองซ้ำๆ แต่ก็ไม่ได้คำตอบนอกจากยืนยิ้มอยู่คนเดียว เชี่ย กูบ้าไปแล้ว!





 

 

 

 

 




            ติ๊ง
! ติ๊ง! ติ๊ง!


           
ไลน์เด้งระรัวไม่หยุด เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้ยินเสียงนี้ให้รู้ไว้เลยว่าไอ้ก้องเกียรติเพื่อนยากได้ส่งข้อความมาเรียกไปรวมก๊วนเหมือนทุกที ทุกเช้าผมกับมันมักลงไปกินข้าวด้วยกันก่อนเข้าคลาส แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้พะวงก็คือรูมเมทซึ่งหายหัวไปตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่ยอมกลับมา


            ติ๊ง!


           
ไอ้ก้องส่งข้อความเรียกอีก ผมไม่มีเวลามาห่วงอะไรทั้งนั้นนอกจากหูของตัวเองที่หากไปช้าอาจถูกบ่นไปทั้งวัน คิดได้ดังนั้นจึงรีบคว้ากระเป๋าก้าวออกจากห้องด้วยความไวว่อง


            ชีวิตประจำวันของผมไม่ได้มีความแตกต่างหรือพิเศษกว่าวันไหนๆ เรายังคงกินข้าวเช้าร้านประจำ เข้าเรียนในวิชาเดิมๆ และเจอแต่เพื่อนร่วมคณะ ส่วนเพื่อนใหม่นั้นลืมคิดไปได้เลยเพราะเขาไม่ได้อยากรู้จักกู


           
มึง


           
ไรเพื่อนรักเอี้ยวตัวมากระซิบขณะอาจารย์กำลังนั่งสอนอย่างตั้งอกตั้งใจ


           
วันนี้คุณความมืดมนไม่มาอีกแล้วเหรอวะ


           
ไม่รู้ว่ะผมกวาดตามองไปรอบห้องหลายครั้งแต่ก็ไม่พบคนที่คุณรู้ว่าใครแม้แต่เงา


            หลังได้ยินคำว่า ไม่รู้จากปากของผม ไอ้ก้องก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เรียงอีก เดาว่าคงจะขี้เกียจเหมือนทุกที ถึงแม้ที่ผ่านมาโยธาไม่จะเคยหายไปโดยไม่กลับห้อง แต่เมื่อคิดว่ามันได้บอกล่วงหน้าแต่แรกแล้ว ความกังวลใจหลายๆ อย่างจึงค่อยๆ จางหายไป


            เวลาในหนึ่งวันผ่านไปเร็วราวกับกะพริบตา ด้วยความที่แก๊งเพื่อนดี๊ด๊าอยากพาไปซัดบิงซูผมจึงใช้เวลาช่วงเย็นทั้งหมดไปกับของบริหารกระเพาะ จากนั้นก็กอดคอไปร้องคาราโอเกะต่อ กลับมาถึงห้องอีกทีหน้าปัดนาฬิกาก็หมุนวนไปที่เวลาห้าทุ่มครึ่งแล้ว


            ทันทีที่ไขประตูเข้าไปภายใน สิ่งแรกที่กระทบสู่สายตาตาเลยก็คือความมืด ตั้งสติอยู่พักใหญ่ถึงได้รู้ว่าไอ้โยธายังไม่กลับมา หรือความจริงแล้วมันออกไปอีกรอบกันแน่


            ผมกดเปิดสวิตช์ไฟ แสงสว่างช่วยให้มองเห็นบรรยากาศโดยรอบได้ชัดเจนขึ้น ก่อนออกจากห้องในตอนเช้า สมองยังคงจำภาพทุกอย่างได้เด่นชัด พอมีอะไรสักอย่างเปลี่ยนแปลงไปแม้เพียงนิดเดียวผมก็จะรู้ได้ในทันที แต่คราวนี้...ไม่มีเลย นั่นหมายความว่าไอ้โยธาไม่กลับห้องมาตั้งแต่เมื่อวาน


            ไม่รู้มันจะรำคาญที่ผมโทรไปรบกวนมั้ย แต่ใจมันห่วงไงเลยอยากฟังเสียงตอบกลับให้สบายใจก็พอ ทว่ารอสายอยู่นานกลับไม่มีใครรับ ลองติดต่อหาไอ้ไฟฟ้าก็ได้คำตอบเหมือนกัน จึงวิ่งลงไปหาไอ้ก้อง สรุปไม่มีใครรู้เลยว่าสองพี่น้องคู่นั้นหายไปไหน


            สิ่งเดียวที่ทำได้คือต้องรอ จนเวลาล่วงเลยเกือบเที่ยงคืนความอดทนจึงหมดลง เลยตัดสินใจข่มตาหลับเพื่อหวังว่าพรุ่งนี้เช้าจะได้เห็นรูมเมทหน้ามึนกลับมาเหมือนทุกวัน


           
02.50 .


           
ยังไม่ทันเช้า...


            แกรก!


           
เสียงหมุนลูกบิดประตูดังในโสตประสาท จู่ๆ ร่างกายก็มีปฏิกิริยาตอบอัตโนมัติ รีบกระเด้งตัวขึ้นมามองยังต้นเสียง และในที่สุดเจ้าของห้องอีกคนก็กลับมา


           
โยธา...”


           
เจ้าตัวใส่แมสต์ สวมฮู้ดดี้ ก้มหน้าก้มตาเข้ามาราวกับนักฆ่า ดูแล้วหลายๆ อย่างแปลกไปพาให้ขมวดคิ้ว นอกจากไม่ตอบคำทักทายของผมแล้วมันยังตั้งท่าเดินตรงไปยังห้องน้ำราวกับต้องการจะหลบหน้า ทว่าผมไวกว่านั้นรีบถลาลงจากเตียงเพื่อคว้าข้อมืออีกฝ่ายเอาไว้


           
เป็นอะไร


           
จะไปอาบน้ำมันตอบเสียงอู้อี้ มีเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นที่สายตาดันสังเกตเห็นร่องรอยบางอย่างบนใบหน้าหล่อเหลา


           
ตาไปโดนอะไรมา


           
ไม่มีอะไรคนตัวสูงพยายามหลบเลี่ยง ถ้าไม่ติดว่าเป็นเพื่อนคงไม่อยากเซ้าซี้หรอก รู้ว่าถามไปคงไม่ได้รับความจริงเลยถือวิสาสะเอื้อมมือไปดึงฮู้ดคลุมหัวออก ก่อนสองตาจะเบิกโพลงแทบถลนออกจากเบ้ากับภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า


           
ใครทำ


            “เปล่า ละเมอเดินชนต้นไม้”


            “คิดว่าตลกเหรอ”


            “…”


           
แม้จะไม่ได้รับคำตอบที่แน่ชัด ทว่าบาดแผลซึ่งโผล่โพ้นจากแมสก์ดำก็ทำให้รู้ได้ทันทีว่าโยธาถูกทำร้าย หัวใจทั้งดวงกระตุกวูบ อาการชาปราดแล่นตั้งแต่หัวจรดเท้า ผิวหนังบริเวณตั้งแต่หน้าผาก หางคิ้ว ลามไปจนถึงหางตาเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์


            เลือดบางส่วนยังคงไหลอยู่ นั่นหมายความว่าคงเพิ่งเกิดเรื่องได้ไม่นาน ดวงตาคมที่เคยเห็นทุกวันตอนนี้แดงก่ำจนน่าสงสาร ผมพยายามเอื้อมมือดึงแมสก์เพื่อให้เห็นชัดๆ เต็มตา แต่โยธาไม่ยอมรีบปัดมือออก เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้งจนแทบหมดความอดทน


           
ดื้อ!” โคตรโกรธ เจ็บแล้วยังมาเล่นตัวอีก


           
ไปนอนได้แล้ว


           
“จะให้นอนหลับได้ไงวะในเมื่อเป็นถึงขนาดนี้” ด้วยความที่ไม่รู้ต้องทำยังไงจึงทำได้แค่ยืนนิ่งไม่ยอมขยับตัวไปไหน รอจนกระทั่งคนตรงหน้าใจอ่อนลงถึงยอมถอดแมสก์ออกด้วยตัวเอง


            เฮ้ย! ไม่ใช่แค่หน้าแล้วว่ะ แต่รวมไปถึงฝ่ามือที่โผล่พ้นจากเสื้อคลุมออกมาด้วย


           
ไปโรงบาลเถอะ แบบนี้ไม่โอเคแล้วนะ


           
ไม่เป็นไร


           
แล้วไม่เจ็บหรือไง


           
ไม่


           
ปากดีฉิบหายเอาจริงๆ ผมดูลุกลี้ลุกลนกว่าคนเจ็บอีก จากที่อยู่ไม่นิ่งอยู่แล้วคราวนี้กลับเป็นหนักกว่าเดิม


            สองเท้าวิ่งพล่านไปทั่วห้อง มองหากล่องยาพัลวันแต่สุดท้ายกลับพบว่ายาพาราทั้งแผงที่เคยมีเหลือเพียงเม็ดเดียว ส่วนยาธาตุน้ำแดงก็ไม่สามารถรักษาอาการของอีกฝ่ายได้ พวกอุปกรณ์ทำแผลยิ่งไม่มี โอ๊ยยยยย รู้สึกว่าตัวเองใกล้ประสาทแดกอยู่รอมร่อ


            “กูจะไปบอกเพื่อน”


            “เดี๋ยวเป็นเรื่องใหญ่”


            “โยธา...งั้นมึงรอก่อนนะ กูจะออกไปร้านยาแทน”


            “ไม่ต้อง”


            “เงียบไปเลย อยู่นิ่งๆ เข้าไว้”


            “จะลำบากทำไม”


            “หยุดพูด
! ห้ามไปไหน ย้ำ! ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด ถ้ากลับมาแล้วไม่เจอกูจะอาละวาด” จบประโยคนั้นผมไม่รอช้าคว้ากุญแจรถกับกระเป๋าสตางค์วิ่งหน้าตั้งออกไปโดยไม่คิดฟังคำทัดทานใดๆ ยอมรับเลยว่าตอนนี้สมองแม่งโคตรว่างเปล่า คิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าควรทำอะไรก่อน รู้อยู่อย่างเดียวคือต้องออกไปซื้อยา


            แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เวลานี้ไม่มีร้านยาไหนเปิดเลย ผมขับรถวนไปด้วยจิตใจกระวนกระวาย เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมหยิบมือถือติดมือออกมาด้วย เลยไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากใครอีก


            ร้านแรกปิด


            ร้านที่สอง สาม สี่ และห้าก็เช่นกัน


            “โว๊ยยยยยยยยยยย
!” โยธามันตายหรือยังวะ


            ผมหักเลี้ยวพวงมาลัยรถกลับเข้ามอ รีบวิ่งหน้าตั้งไปเคาะประตูห้องไอ้ก้องเพราะคาดว่าผมคนเดียวคงไม่สามารถลากโยธาออกมาจากห้องได้แน่ๆ เล่นหัวรั้นขนาดนั้น


            ปัง
! ปัง! ปัง!


            ก้อง ไอ้เชี่ยก้องช่วยกูด้วย”


            นานเหมือนกันกว่าเจ้าของห้องจะยอมเปิดประตู สีหน้าของมันสะลึมสะลือได้ที่ แต่ผมไม่มีเวลารอให้มันสลัดความง่วงออกจากหัวจนหมด นอกจากเปิดปากใส่ยับทันที


            “ก้องโยธามันมีแผลแบบเยอะมากๆๆๆๆ กูคิดว่ามันน่าจะโดนคำอื่นกระทืบมา แล้วเมื่อกี้กูขับรถออกไปร้านยาแต่แม่งเสือกปิดหมดเลย เชี่ยเอ๊ย ทำไงดี มึงมาช่วยกูหน่อยได้มั้ย ลากมันไปทำแผลที่โรง
บาลด้วยกัน ถ้าไม่ไปตอนนี้มันต้องเสียเลือดมาก แล้วมึงเคยเห็นคนเสียเลือดมั้ย ถึงตายได้เลยนะเว้ย เร็ว! รีบไปช่วยกูก่อน”


            “ใจเย็นสัด หายใจทางผิวหนังเหรอ”


            “มึงอย่าเพิ่งมึน มากับกูก่อน” ขนาดพล่ามยาวขนาดนี้ไอ้ก้องยังทำตาปรือใส่อยู่เลย


“เกิดอะไรขึ้นนะ?”


“แว่นมึงอยู่ไหน ไปเอามาใส่”


“เออรอแป๊บ” ผมหมดทางเลือกรีบคว้ามือเพื่อนรักขึ้นไปยังชั้นบนเพื่อลากมนุษย์มืดมนไปโรงพยาบาลให้ได้


            “โยธากูมาแล้ว ไอ้ก้องก็มาด้วย” ประตูเปิดผาง มนุษย์มืดมนนั่งหน้ามึนอยู่ปลายเตียง มือหนึ่งกำผ้าขนหนูซับแผลราวกับไม่ทุกข์ร้อนใดๆ “ร้านยาปิดหมดเลย”


            “ไม่เป็นไร” แล้วดูมันตอบ


            “จะไม่เป็นไรได้ไง เนี่ยๆ เลือดยังไหลอยู่เลย เมื่อกี้กูออกไปร้านยาแม่งเสือกปิดทุกร้าน หรือกูต้องวิ่งไปเคาะห้องเพื่อนทีละห้องดีเผื่อพวกมันจะมีอุปกรณ์ทำแผล แต่กูก็กลัวว่าถ้าเรื่องนี้ถึงหูผู้จัดการหอมึงจะโดนทำโทษไง เอาไงดีๆ”


            ยอมรับว่าไม่สามารถยืนนิ่งเฉยได้ ทว่าวินาทีที่กำลังเดินวนไปเวียนมาจนน่าปวดหัว ฝ่ามืออุ่นๆ ของใครคนหนึ่งก็สัมผัสลงบนหัวผมราวกับต้องการปลอบใจ


            “บีเกิลใจเย็น...”


            “ถ้ามึงตายจะกลายเป็นผีเฮี้ยนมั้ยวะ” เจ้าตัวยังคงขยับมือลูบหัวผมไม่หยุด


            “จะแช่งกูเหรอ”


            “เอออยากแช่ง”


            “เหนื่อยมั้ย”


            “เหนื่อยดิ เนี่ยไปมาตั้งห้าร้าน มึงแม่งดื้อ ยอมไปโรง
บาลแต่แรกก็จบ”


            “ไม่ดื้อแล้ว”


            “...”


            “ขอโทษ...”


            “...”


          “ไปโรง
บาลกัน”



 

 

 

 

 

 

 


            ก่อนหน้าไม่รู้หรอกว่าตัวเองอยู่ในสภาพไหน แต่เมื่อรูมเมทอยู่ในมือของหมอแล้วผมก็วางใจ เริ่มมีเวลาสำรวจตัวเอง ฝ่ามือสองข้างยังคงสั่น หน้าผากลามไปถึงแผ่นหลังชื้นไปด้วยเหงื่อ หัวใจเต้นรัวแรง ไม่สามารถทำตัวนิ่งเฉยได้จนต้องถอนหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์


            เพื่อนตัวสูงอยู่ในห้องฉุกเฉิน ส่วนผมกับไอ้ก้องนั่งรออยู่ด้านนอก ต่างคนต่างเงียบไปนานกระทั่งคนเคียงข้างเป็นฝ่ายเริ่มประเด็น


            “ไอ้ไฟฟ้ายอมรับโทรศัพท์ละ เดี๋ยวมันตามมา” ตอนนี้เพื่อนก้องสุดที่รักคงตื่นเต็มตาจนไม่ต้องพึ่งกาแฟขนานใดอีกแล้ว


            “อือ”


            “แล้วมันเกิดอะไรขึ้นวะ”


            “กูไม่รู้ เมื่อวานโยธามันไม่กลับห้อง โผล่มาอีกทีเนื้อตัวก็เต็มไปด้วยแผลแล้ว ทำกูตกอกตกใจหมด”


            “ก็น่าตกใจอยู่ ไม่ใช่ไอ้โยธานะแต่เป็นมึง” ผมทำหน้าสงสัย ไอ้ก้องจึงขยายความต่อด้วยคำถามที่ไม่ได้ช่วยให้ผมเข้าใจอะไรขึ้นเลย “รู้ปะตอนมึงมาเคาะห้องกูสภาพตัวเองเป็นแบบไหน”


            “ทำไมวะ”


            “อาการมึงหนักกว่าไอ้โยธาโคตรๆ แต่เสือกพล่ามซะอย่างกับรูมเมทมึงขาขาด”


            “กูตกใจเลือดอะ”


            “แล้วทำไมต้องทำท่าเหมือนจะร้องไห้ด้วย”


            “กูร้องไห้ตอนไหน มึงเบลออยู่เหรอเชี่ยก้อง” วินาทีแห่งความเป็นความตายไม่มีใครมาสนใจหรอก แต่เท่าที่รู้ผมไม่คิดว่าตัวเองจะร้องไห้หรือทำแบบที่อีกฝ่ายพูดสักนิด


            “นี่ไงเขาเรียกไม่รู้ตัว หู ถามหน่อยมึงเคยชอบใครมั้ย” เกิด
Abstract อะไรของมันอีกเนี่ย จู่ๆ ลามไปเรื่องความชอบได้ยังไง เป็นงง ถึงอย่างนั้นผมก็ยอมตอบแต่โดยดี


            “เยอะแยะ”


            “แล้วเคยชอบเพื่อนตัวเองปะ”


            “ไม่เคย ถามทำไมวะ”


            “เปล่า”


            “ไอ้เชี่ยก้อง มาหลอกให้อยากแล้วจากไปแบบนี้ไม่ได้ พูดมา”


            “ก็ไม่มีอะไรหรอก แค่สงสัยเลยคิดไปเองคนเดียว”


            “เรื่อง?”


            “มึงกับโยธา”


            “ทำไมวะ”


“ตอนกูโดนลากเข้าไปในห้อง ท่าทางมึงแปลกๆ เหมือนอาการคนห่วงเพื่อนแต่เสือกคิดเกินเพื่อน”


            “สัด ลองไอ้ไฟฟ้าเดินเข้าห้องในสภาพนั้นมึงก็คงทำเหมือนกู” ถึงกับเกาหัวแกรก เอาความคิดแบบนี้มาจากไหน ฟังแล้วโคตรบรรเทิงเริงใจเลย


            “ไม่อะ กูคิดว่าต่อให้เป็นเพื่อนคนไหนก็คงไม่มีท่าทางลุกลนเหมือนมึง”


            “มันต้องเจอสถานการณ์คับขันก่อนมึงถึงจะรู้สึก”


            “ปฏิเสธใจตัวเองอะ”


            “ตลก”


            “เออโคตรตลก แต่ที่หนักกว่าคือไม่ได้มีแค่มึงที่เหมือนคิดไปไกล รูมเมทมึงก็ด้วย”


            “...?”


            “โทษนะที่เพ้อเจอ แต่ตอนโยธาลูบหัวมึง”


            “...”


          “แม่ง...เหมือนคนเป็นแฟนกันเลยว่ะ”


           

 

 

 

 

 

 


            ตีสามกว่า ไฟฟ้ากับไอ้ก้องแยกย้ายกลับห้อง ส่วนผมกับโยธานั่งจุมปุ๊กอยู่ตรงปลายเตียง ต่างคนต่างจ้องกันอยู่พักใหญ่กว่าผมจะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบลง


            “เจ็บมาขนาดนี้ต้องแจ้งตำรวจให้ลงบันทึกประจำวันมั้ย”


            “ช่างเหอะ โดนบ่อยแล้ว”


            “บ่อย?” เชี่ย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเหรอวะ “หมายถึงมึงโดนกระทืบแบบนี้ประจำหรือยังไง”


            “อือ”


            ตอบแบบไม่แคร์โลกด้วย แต่ช่วยดูสภาพตัวเองก่อน ตั้งแต่หัวจรดเท้าไม่มีส่วนไหนที่ดูดีเลย ใบหน้ามีแต่รอยฟกช้ำ บางส่วนที่ได้เลือดถูกปิดทับด้วยผ้าพันแผลอย่างแน่นหนา ส่วนแขนและขาไม่ต้องพูดถึงเพราะเละเทะไม่ต่างกัน ไม่โดนกระทืบจนกระดูกหักก็บุญหัวแค่ไหนแล้ว


            “ทำไมเขาต้องทำร้ายมึงด้วยวะ” เป็นไปได้ก็ไม่อยากให้มันต้องเจ็บอีก


            “แค้นกูมั้ง ที่ทำให้มันเลิกกับแฟน”


            “...”


            “กลายเป็นกูผิดอยู่คนเดียว ทั้งที่อีกฝ่ายแม่งเข้าหากูเอง”


            “อย่าบอกนะว่าที่พูดมาเป็นบรรดาคนที่มึงชอบไปยุให้เขาเลิกกัน”


            โยธาไม่ตอบนอกจากนั่งเงียบ ซึ่งรู้ได้ในทันทีว่าสิ่งที่เดาถูกเผ็ง
!


            ว่าแล้วเชียวอยู่ดีๆ คงไม่มีใครประเคนตีนใส่แม่งหรอกยกเว้นจะไปก่อเรื่องหนักหนาสาหัสมา แถมงานหลักของโยธายิ่งเป็นการสร้างความร้าวฉานให้ชาวบ้านเขาด้วยไง


            “มึงเลิกไม่ได้เหรอวะ ถ้าไม่เห็นแก่ตัวเองก็เห็นแก่กูที่ลำบากพามึงไปโรง
บาลก็ได้”


            “สัญญาว่าถ้ามีครั้งหน้ากูจะไม่กลับห้อง”


            “ใช่แบบนั้นที่ไหนล่ะ กูแค่ไม่อยากให้มึงเจ็บตัวอีก”


            “ชินแล้ว”


            สาดดดดดดด กูไม่ชินไง สมัยเรียนมัธยมก็ไม่เคยมีเพื่อนคนไหนชกต่อยเลย ชีวิตจึงราบเรียบเหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไป ที่พอมีสีสันสุดก็คงเป็นตอนเปิดหนังโป๊ในห้องแล้วแม่บังเอิญเข้ามาเห็นเท่านั้นล่ะมั้ง


            “เอาเหอะ เดี๋ยวค่อยคุยกัน ตอนนี้มึงนอนพักผ่อนก่อน” สภาพสะบักสะบอมขนาดนี้คงไม่มีแรงมาอธิบายอะไรเพิ่มเติมหรอก ผมเดินอ้อมไปยังเตียง จัดหมอนของอีกฝ่ายเข้าที่ก่อนรั้งไหล่แกร่งให้ค่อยๆ เอนตัวลงนอนพร้อมดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้ประหนึ่งเป็นสามีแห่งชาติ


            “มึงก็ไปนอนได้แล้ว”


            “อืม”


            ผมรับคำหมุนตัวเดินกลับไปยังเตียงของตัวเอง ฝืนข่มตาหลับเฉกเช่นทุกคืนแต่ที่มันต่างจากเดิมก็คือความห่วงหน้าพะวงหลังที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน มันโหวงๆ โหว่ๆ ได้แต่ผลิกตัวไปมาสุดท้ายตากลับสว่างยิ่งกว่าเดิม


            แม่งเอ๊ย นอนไม่หลับ


            ต้องลุกขึ้นมานั่งนิ่งบนเตียง สายตาจดจ้องไปยังคนตรงข้ามซึ่งคงจมสู่ภวังค์ไปนานแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วางใจค่อยๆ หย่อนเท้าลงกับพื้น เดินไปหาอีกฝ่ายอย่างเงียบเชียบ


            ผมกลัวว่ามันจะไม่สบายไง ทว่าเมื่อเห็นจังหวะการหายใจเข้าออกของคนตรงหน้าเต็มตา จึงสะบัดไล่ความกังวลทุกอย่างออกแล้วสะกดจิตตัวเองให้กลับไปนอนตามเดิม


            ใครจะคิดดดดด ว่าสุดท้ายแล้วผมก็ไม่สามารถข่มตาหลับได้อยู่ดี เพราะรู้ตัวอีกทีแม่งก็มานั่งอยู่ข้างเตียงคุณความมืดมนอีกรอบ ฮือๆ กูเกลียดตัวเอง


            “ยังไม่หลับอีก?” น้ำเสียงทุ้มต่ำโพล่งขึ้นก่อนเปลือกตาสองข้างจะเปิดตาม     


            “มะ...มึงนั่นแหละ ตื่นขึ้นมาทำไม กูรบกวนหรือเปล่า”


            “เปล่า”


            “ปวดแผลมั้ย”


            “ไม่”


            “ดีๆ งั้นกูไปนอนต่อละกัน แค่แวะมาดูว่ามึงตายหรือยังเท่านั้นแหละ”


            “เดี๋ยวมึงก็ลุกมาหากูอีก”


            “เหอะ” รู้ได้ไงวะ เดาว่าคืนนี้ผมคงนอนไม่หลับอีกเลย ทั้งที่ไอ้โยธาก็อยู่รอดปลอดภัยนอนแผ่อยู่บนเตียงแล้วแท้ๆ


            “บีเกิล”


            “หืม...”


            ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำหน้าแบบไหนอยู่ แต่จู่ๆ ไอ้โยธาก็รั้งมือผมไปสัมผัสหน้าผากของมัน เล่นเอากูทำตัวแทบไม่ถูกนอกจากทำตาถลน มองดูใบหน้าหล่อเหลาซึ่งเต็มไปด้วยบาดแผลนิ่งงัน


            หน้าผากของโยธาไม่มีไอความร้อนใดๆ ทุกอย่างเป็นปกติ ทว่าสิ่งที่ผิดแผกไปเห็นจะเป็นใบหน้าของผมเท่านั้นที่ร้อนผ่าวโดยไม่ทันตั้งตัว เชี่ยยยยยกูควรรู้สึกยังไง ควรดึงมือตัวเองออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายมั้ย


            คำถามมากมายประเดประดังเข้ามาไม่หยุด สุดท้ายผมก็ทำได้แค่ตัวแข็งทื่อประสานสายตากับอีกฝ่ายปริบๆ


            “ตัวกูร้อนมั้ย” คนบนเตียงเอ่ยถาม


            “ไม่”


            “ตัวไม่ได้ร้อน ไม่ได้เจ็บอะไร ทีนี้มึงสบายใจแล้วหรือยัง”


            “อือ”


            ผมดึงมือออกจากเพื่อนตัวสูง ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินกลับไปยังเตียงของตัวเอง ไม่รู้ทำไมความรู้สึกตอนนี้มันต่างจากก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง ผมสบายใจขึ้น ไม่กังวลจนอยากลุกขึ้นไปดูอาการของมันอีก


            เพราะโยธาบอกว่าไม่เป็นไร


          ดังนั้นผมจึงสามารถข่มตาหลับได้สนิทสักที...


                                          



 

 

 

 

 




            “ไอ้เหี้ยก้องเกียรติคร้าบ~เลิกมองกูแบบนี้สักที ประสาทจะแดก”


            “มีพิรุธ”


            “ถ้ากูคิดกับไอ้โยธาเกินเพื่อนคงรู้ตัวไปนานแล้ว ไม่รอให้มึงมาจับผิดหรอก”


            “เนี่ย บางคนเวลารู้สึกอะไรมันไม่ค่อยรู้ตัวหรอกนะเว้ย”


ผมถอนหายใจเฮือก ผ่านมาสามวันแล้วไอ้ก้องยังไม่เลิกวอแวเรื่องความสัมพันธ์ของผมกับไอ้โยธาอีก มันจะอะไรนักหนาวะแค่เป็นห่วงที่เพื่อนโดนกระทืบ แต่กลับสร้างความคลางแคลงใจให้ไอ้แว่นเพื่อนรักซะงั้น


            เรานั่งอยู่ร้านข้าวใต้ตึก เพื่อนคนอื่นแยกย้ายต่อแถวซื้อของกิน มีแต่ผมกับไอ้ก้องเท่านั้นที่นั่งเฝ้าโต๊ะ แต่นอกเหนือจากการเฝ้าไม่นึกไม่ฝันว่ามันจะกลายเป็นห้องสืบคดี โดยมีผมเป็นผู้ต้องหาเพียงหนึ่งเดียว


            “กูก็เป็นแบบนี้กับเพื่อนทุกคน” จำไม่ได้แล้วว่าพูดประโยคเดิมๆ กับมันไปแล้วกี่รอบ ทว่าแม่งก็ไม่เคยสนใจมัวแต่สงสัยอยู่นั่นแหละ


            “ไม่ สมมติกูอยู่ในสภาพเดียวกับไอ้โยธามึงจะทำไง”


            “กูจะโทรจองวัด”


            “ไอ้สัด นั่นไง มึงสาปแช่งกู”


            “ก็ถ้ามึงไม่เลิกพูดกูจะฆ่ามึงเดี๋ยวนี้แหละ”


            “อย่าเพิ่งฆ่า กูยังจีบปิงไม่ติดเลย” ว่าแล้วมันตั้งท่าเอื้อมมือมาลูบหัวผม แต่ด้วยความไวระดับวาร์ปจึงสามารถหลบฝ่ามือมรณะของอีกฝ่ายได้ทัน ก่อนได้จังหวะด่าสวนกลับอย่างรวดเร็ว


            “โว้ย
! อย่ามาจับหัวกู”


            “แล้วทำไมไอ้โยธาจับได้”


            “...”


            เงียบเฉย


            เออว่ะ เถียงไม่ออก หรือตอนโดนรูมเมทตัวเองสัมผัสมันจะเป็นจังหวะที่ผมไม่ทันตั้งตัววะ


            “มึงสองคนเหมือนแฟนกันจริงๆ นะ” ไอ้ก้องยังไม่หยุดความพยายาม ส่วนผมเองก็ไม่อยากยอมรับสิ่งที่อีกฝ่ายพูด เพราะแม่งเป็นเรื่องไร้สาระเต็มที


            “มันจะเหมือนแฟนได้ไงในเมื่อกูไม่คิดอะไรกับมัน ถ้ากูรักหรือชอบโยธาคงรู้สึกไปนานแล้วดิ”


            “กับคนบางคนมันไม่ได้เริ่มที่คำว่ารักหรอก บางทีมันอาจจะค่อยๆ ไต่ระดับทางความรู้สึก


            “...”


          เริ่มจากความหวั่นไหว”


            “หวั่นไหวพ่อง!


            “ลองทำแบบทดสอบความรู้สึกดูมั้ย ตอนนั้นกูเคยลองทำมันตรงมากนะเว้ย”


            “กะโหลกกะลา ไก่กา เด็กน้อย” สิ่งที่พูดมาเนี่ยมีแต่เด็กมัธยมเท่านั้นแหละที่ทำ คนโตๆ กันแล้วเขาจะพยายามทำความเข้าใจกับตัวเองมากกว่าเว้ย


            “ลองดูก็ไม่เสียหายนะ เดี๋ยวกูส่งลิงก์เข้าไปในไลน์ให้”


            “ทำยังไงผลที่ออกมาก็คงมีแต่คำว่าชอบแหละเชื่อกู แม่งไม่ต่างจากการที่มึงเปิดกูเกิ้ลหรอก แค่ปวดท้องเพราะกินข้าวผิดเวลามันก็จะบอกว่ามึงเป็นมะเร็งอยู่ดี”


            “แค่ลองดู ไม่เห็นเสียหายนี่หว่า”


            ไม่นานสัญญาณแจ้งเตือนจากโทรศัพท์พลันดังขึ้น ซึ่งเป็นจังหวะที่ก๊วนแก๊งเดินกลับมายังโต๊ะพอดี ผมเลยไม่สนใจจะเปิดอ่านข้อความจากไอ้ก้องนอกจากลุกเดินไปที่ร้านข้าวเจ้าประจำ


            ตั้งแต่เกิดมาผมเคยมีแฟนหนึ่งคน เป็นความรักใสๆ อย่างที่เด็กมัธยมมักจะมีกัน เธอเป็นผู้หญิงธรรมดา ผมสั้น ไว้หน้าม้า ไม่ได้สวยหรือเด่นอะไรนัก แต่เหตุผลที่ผมจีบก็เพราะประทับใจที่เธอทำดีกับผมด้วยการมาช่วยยกกองสมุดการบ้านของเพื่อนไปที่โต๊ะครูในทุกเช้า แม้ความจริงเธอจะแก่กว่าผมไปถึงสองปีก็ตาม


            ทว่ากับผู้ชายด้วยกัน ผมไม่เคยคิดอะ มีแต่สาระแนเข้าไปเสือก เข้าไปทำความรู้จักกับเขาเพราะอยากสานสัมพันธ์แบบเพื่อนมากกว่า โยธาเองก็เหมือนกัน


            แต่โคตรไม่เข้าใจเลยโว้ยยยยยยยยย


            ทำไมหลังกลับถึงห้องและมีเวลาอยู่ตามลำพัง ผมถึงกดเข้าไปยังหน้าแบบทดสอบที่ไอ้ก้องหามาแปะไว้ให้อย่างมึนๆ เกลียดตัวเองที่ย้อนแย้งแต่กลับยังตั้งหน้าตั้งตาอ่านคำอธิบายโดยละเอียด


            สัด
! ไม่กล้าบอกใครเลยว่ากำลังทำเรื่องที่โคตรไร้สาระอยู่


            จากที่กวาดตาดูแล้ว แบบทดสอบดังกล่าวไม่ได้ซับซ้อนนัก หลักจิตวิทยาใดๆ ก็ไม่มี แค่ให้เช็กตัวเองจากข้อสันนิษฐานเบื้องต้นเท่านั้น โดยแต่ละคำถามมีอยู่สามตัวเลือก คือ ใช่ ไม่แน่ใจ และไม่


            ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ เริ่มเลยดีกว่า




            ข้อหนึ่ง รู้สึกถูกชะตา


           


            เอิ่ม...


            ยังไงดีวะ ตอนเจอกันครั้งแรกดันเข้าใจผิดว่าโยธาเป็นไฟฟ้าไง ถ้าถามว่ารู้สึกยังไงคงเป็นความรู้สึกที่ว่าตัวเองแม่งโง่ฉิบหายมากกว่า ฮัดช่า
! ดังนั้นขอตอบตรงนี้ว่า ไม่




            ข้อสอง คิดถึงอยู่ตลอดเวลา




            ฮ่าๆ คำถามนี้โคตรตลก ผมไม่เคยคิดถึงมันเลยเว้ย


            แต่เอ๊ะ
! ตอนเข้าเรียนก็เคยมองหามันนะว่าคาบนั้นโผล่มาหรือเปล่า หรือจะเป็นตอนที่เจ้าตัวหายหัวไม่กลับห้อง สมองก็ยังคิดไปต่างๆ นานาว่ามันกำลังทำอะไรอยู่ เห็นทีคงต้องเลือกช่อง ไม่แน่ใจเป็นคำตอบสุดท้าย




          ข้อสาม แอบมองทุกครั้งที่สบโอกาส




            ใครหน้าตาดีผมมองหมดแหละ ไม่ว่าจะชายหรือหญิง หมาหน้าคณะผมยังมองเลย เลิ่กลั่กแล้วกู


           


            ข้อสี่ รู้สึกอารมณ์ดีเป็นพิเศษเมื่ออยู่ใกล้




            อันนี้ง่ายมากตอบ
ไม่ เท่านั้นเพราะปกติอยู่กับแม่งผมรู้สึกเหมือนจะเป็นบ้ามากกว่า แต่ก็มีบางครั้งที่...


            เริ่มไม่มั่นใจแล้วว่ะ


            จะตอบไม่แน่ใจดีมั้ย ดูกลางๆ เฮ้ย
! ไม่อะดีแล้ว หรือความจริงควรตอบใช่วะ เพราะเคยอารมณ์ดีเวลาอยู่ด้วยประจำ เวรกรรมของกูฉิบหาย ข้ามก่อนแล้วกันเดี๋ยวค่อยวกมาตอบใหม่




            ข้อห้า อยากตีสนิทและรับรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเขา




            เชร้ดดดดด ข้อนี้คงต้องตอบว่าใช่แล้วมั้ง เรื่องสอดรู้สอดเห็นมันเป็นนิสัยของผมเลยนี่หว่า ไม่ใช่แค่โยธาแต่กูเป็นกับเพื่อนทุกคนมานานแล้ว




          ข้อหก อยากได้รับความสนใจ


           


            คนเราก็อยากได้รับความสนใจทั้งนั้นแหละ กับไอ้ก้อง ไอ้ไฟฟ้า จากพี่รหัส อาจารย์ ดังนั้นกับกรณีของคุณความมืดมนก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน ตอบ
ใช่เพิ่มอีกหนึ่งข้อ




          ข้อเจ็ด อยากดูแลและทำให้อีกฝ่ายมีความสุข




            ตอนป่วยก็อยากดูแลอยู่หรอก แต่ตอนมันกวนตีนน่ะอยากฆ่าให้ตายคามือ คำถามแม่งโคตรกว้างเลยนะเว้ย ความสรู้สึกเหล่านี้ใช่ว่าจะเกิดกับคนเพียงคนเดียว ข้ามก่อนแล้วกัน เดี๋ยวค่อยมานั่งวิเคราะห์ใหม่


            แม่กูต้องด่าแน่ๆ กับการเรียนไม่เห็นมึงจะสนใจขนาดนี้เลย เห้อม




          ข้อแปด รู้สึกไม่พอใจเมื่อเห็นเขาอยู่กับคนอื่น




            ไม่เลยยยยยยยย มีแต่ไม่พอใจที่มันไปทำให้ชาวบ้านเขาแตกแยกเท่านั้นแหละ




          ข้อเก้า หัวใจเต้นแรงตอนอยู่ใกล้




            อันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าจริงว่ะ แถมเป็นบ่อยด้วย หากถามว่ากับคนอื่นเป็นมั้ยให้ย้อนกลับไปตอนวันสอบสัมภาษณ์นะครับ กับอาจารย์หนุ่มไฟแรงทั้งสามคนในห้องเย็น ใจกูรัวเป็นกลองศึกเลย แสดงว่าผมคงชอบอาจารย์ด้วย


            เฮ้ย แต่อารมณ์ตอนนั้นใจมันเต้นแรงเพราะตื่นเต้นนี่หว่า เอาไงดี...




          ข้อสิบ อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองและเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวเพราะเขา




            ไม่ได้อยากเปลี่ยนเพราะมัน แต่อยากเปลี่ยนเพราะตัวเอง


            ผมต้องเผชิญกับอาการนอนฝันร้ายเมื่อปิดไฟมานานนับสิบปี กระทั่งได้ยินคำพูดของพี่นิวตันจึงมีแวบหนึ่งที่เผลอคิดว่าหากตัวเองหายจะเป็นยังไง เลยชวนไอ้โยธามาแข่งกันเพราะเราต่างมีความกลัวฝังอยู่ในใจด้วยกันทั้งคู่


            แต่ถึงปากจะบอกแบบนั้นจนวันนี้ผมก็ยังไม่เริ่มภารกิจเลย


            หมดแล้ว


            มีอยู่สิบข้อ บางข้อที่ยังไม่ได้ตอบผมวกกลับไปอ่านอีกรอบ ใช้เวลาไม่นานจึงเริ่มคำนวนคะแนนความเป็นไปได้ ก่อนจะเห็นคำตอบที่ทำเอาอึ้งเพราะมันไม่ได้ผิดแผกไปจากสิ่งที่คาดการณ์ไว้เลย


           
ชอบ


            โอ้โหหหหห ไม่จำเป็นต้องเป็นโยธาหรอก ถ้าปักธงว่าเป็นไอ้ก้องคำตอบก็คงไม่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมอยู่ดี


            ก๊อก
-ก๊อก-ก๊อก


            ผมปามือถือลงบนเตียง เดินไปเปิดประตูให้กับคนด้านนอก ก่อนหน้านั้นนัดกับเพื่อนเอาไว้ว่าจะออกไปวิ่งด้วยกัน ตอนนี้มันก็มาได้จังหวะให้ผมบ่นพอดิบพอดี


            “ไอ้ก้อง”


            “มัวทำอะไรอยู่วะ ไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าสักที”


            “แบบทดสอบมึงมั่วมาก” ผมไม่ได้ตอบคำถาม แต่เปลี่ยนไปพูดเรื่องแบบทดสอบความชอบห่าเหวก่อนหน้าแทน


            “ไหนบอกไม่ทำไง”


            “เรื่องของกู”


            “แล้วมันมั่วยังไงไม่ทราบ” เพื่อนรักทำหน้ากวนตีนใส่ “หรือผลมันออกมาว่าชอบแต่มึงไม่อยากยอมรับความจริงกันแน่”


            “มันแค่ไม่น่าเชื่อถือ”


            “งั้นมึงก็อย่าไปคิดมากมันแค่ประมวลผลเบื้องต้น จริงไม่จริงอยู่ที่ความรู้สึกมึงโน่น รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็ว สรุปจะวิ่งมั้ยครับ”


            “เออๆ” ผมพยายามสะบัดไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว คว้าเอาเสื้อผ้าที่เตรียมเอาไว้เพื่อผลัดเปลี่ยน ไม่ถึงหนึ่งนาทีมันก็ยังไม่วายวกกลับมานึกถึงเรื่องก่อนหน้าอีกจนได้


            “ไอ้ก้อง”


            “รายยยยยย” เจ้าของชื่อขานรับขณะเล่นมือถือรอตรงปลายเตียง


          “หรือความรู้สึกที่กูมีต่อโยธามันเรียกว่าชอบวะ”


            “ฮะ?”


            “ถ้ากูชอบโยธาจริงๆ ล่ะ ต้องทำยังไง”


            แกรก
!


            เสียงหมุนลูกบิดประตูผลักให้เราทั้งคู่หันไปมองยังต้นเสียง ฉับพลันนั้นความรู้สึกชาวาบก็แล่นริ้วตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า เพราะไม่คิดมาก่อนว่าคนที่คุณรู้ว่าใครจะกลับมาที่ห้องในเวลานี้พอดี


            เชี่ยยยยยยยยยยย


            เป็นรูมเมทหน้ามึนของผมเอง มันยืนอยู่ตรงหน้า สองคิ้วขมวดเข้าหากัน สีหน้าคล้ายกับต้องการพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่ยอมเปิดปากสักที ปล่อยให้ผมกับไอ้ก้องยืนกลั้นเยี่ยวกันสองคน ในใจได้แต่ภาวนาว่าขอให้มันไม่ได้ยินสิ่งที่เพิ่งพูดไปด้วยเถอะ


          “บีเกิลชอบกูเหรอ”


            กระทั่งโยธาเอ่ยถามออกมา สิ่งที่ภาวนาก็ไม่เป็นจริง


            ลาก่อนไอ้ก้อง กูอยากตาย!






ในที่สุด ในที่สุด ในที่สุดเราก็พาเจ้าบีเกิลกับคุณความมืดมนกลับมา

แทบปิดซอยเลี้ยงโต๊ะจีนอย่างครื้นเครง

ตอนนี้น้องหูของเราเริ่มเอะใจแล้วนะ ก็ห่วงเค้าอะ ก็เค้าสำคัญ

โว๊ยยย รีบคบกันเร็ว เตรียมเขียน NC แล้ว เห้อมมม

จิตติฝากคอมเมนต์เป็นกำลังใจหน่อยนะคะ แล้วเจอกันตอนหน้า เย่!

#วิศวกรรณโยธา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12.552K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,844 ความคิดเห็น

  1. #13832 parinyadakhim (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 เมษายน 2564 / 15:41

    โว้ยย เขินอ่ะ
    #13,832
    0
  2. #13817 Nyoong (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 มีนาคม 2564 / 20:25
    ตรงกว่าไม้บรรทัดก็คุณความมืดมนนี่แหละค่าาา
    #13,817
    0
  3. #13809 PnddsdJie (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 มีนาคม 2564 / 05:29

    เขินเว้ยยยย
    #13,809
    0
  4. #13806 andanie2009 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 มีนาคม 2564 / 10:30

    โอ้ย เขิน
    #13,806
    0
  5. #13784 After_TeaTime (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 05:38
    ไทม์มิ่งมาก5555 เลิ่กลั่กกันไปหมด เฮียแกก็ชอบกลับมาถูกจังหวะจริงๆ55555555
    #13,784
    0
  6. #13770 Shippghost_ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 06:28
    กี๊ดดดดดดดดดแก จับตูทีตูจะเป่นลม โอ้ยยเขินโว้ยย
    #13,770
    0
  7. #13763 PerfectRich (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 / 08:19

    ฮิ้ววววววววววววววว!!!

    #13,763
    0
  8. #13743 Supttaya (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 มกราคม 2564 / 20:06
    ทำไมทำให้เขินได้ขนาดนี้ งือออออ
    #13,743
    0
  9. #13735 Pimpika-2548 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 มกราคม 2564 / 18:37

    เจินไม่หวายยยยยโอ้ยยยยย
    #13,735
    0
  10. #13714 NamAcal (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2563 / 03:34
    555น้องงงง วงวาร
    #13,714
    0
  11. #13697 CUTE_VILLAIN (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 / 15:48
    อ้ากกกกกกกกก จังหวะมันตึ่งโป๊ะสุดๆ
    #13,697
    0
  12. #13671 furibeb (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 17:10
    บีเกิ้ล!
    #13,671
    0
  13. #13656 ChungWila (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 22:28
    จังหวะนรกมากกก แต่เป็นหนุลหนิบเสลาเค้าลูบหัวกันจริงๆ
    #13,656
    0
  14. #13640 pang_97s (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 18:52
    อร๊ายยยยยย น่าร้ากกกกกกกกก
    #13,640
    0
  15. #13623 Liracu (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2563 / 17:05
    บีเกิลเป็นเลิ่กแน่
    #13,623
    0
  16. #13607 ทราย อังศุมาลิน (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2563 / 08:46
    น้องบีเกิ้ลน่ารัก
    #13,607
    0
  17. #13595 skyprsa (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 / 07:26
    น่ารักมากกกกก
    #13,595
    0
  18. #13570 pilin/พิ'ลิน (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 16:25
    อร๊ายยยยยยยยยยยย
    #13,570
    0
  19. #13537 ?bew? (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 11:44

    น่ารักมากคู่นี้ เอาใจช่วยค่าา

    #13,537
    0
  20. #13491 aqwerty_ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 23:15
    อรุ่มๆ~~~
    #13,491
    0
  21. #13404 Oseidon (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 19:38
    รู้ตัวช้าไปป่ะ บีเกิ้ล 🤣🤣🤣
    #13,404
    0
  22. #13362 Sariei_va (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 17:24
    งู้ยยยยยย ชอบเขาาาาใช่ม้าาาา
    #13,362
    0
  23. #13329 pparelypigg (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 13:25
    เอร้ะ!!
    #13,329
    0
  24. #13278 Apoptosis (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 21:20
    555555555555 ค่ตโป๊ะะะะะพ
    #13,278
    0
  25. #13243 WhanMii. (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 08:51
    แต่งเลยค่ะ!!
    #13,243
    0