วิศวกรรณโยธา - end

ตอนที่ 7 : 06 - ปกติบัดดี้เขาเทคอะไรกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 141,969
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12,718 ครั้ง
    14 พ.ย. 62




06


ปกติบัดดี้เขาเทคอะไรกัน




         
หลังเจอระเบิดลูกใหญ่ปาใส่เข้าอย่างจัง ทั้งห้องก็เข้าสู่สภาวะเดดแอร์อยู่นาน


            บะหมี่ในชามเริ่มอืดแล้ว เลยต้องรีบคีบใส่ปากให้หมดเป็นการทำลายสถานการณ์ชวนอึดอัดตรงหน้า


            ส่วนโยธาเดินกลับมานั่งยังโต๊ะ ไม่มีใครกล้าสบตากันและกัน กระทั่งเวลาผ่านไปเกือบสิบนาทีผมจึงตัดสินใจทำลายความเงียบลง แต่จังหวะมันช่างเหมาะเจาะ เพราะเพื่อนตัวสูงดันเปิดปากพูดประโยคหนึ่งออกมาพอดิบพอดี


            “อย่าไปสนใจพี่กู” โยธาบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบเจือความไม่ใส่ใจอยู่ในที


            คือแบบ...ควรตอบว่าอะไรดีวะ


            “อ้อ” อุทานแล้วกัน เพราะตอนนี้สมองแม่งตื้อไปหมด


            จากนั้นความเงียบก็มาเยือนอีกรอบ ด้วยความที่เป็นพวกอยู่ไม่สุข หากนั่งเฉยอาจชักดิ้นชักงอตายเลยต้องพูดเสริมเพิ่มไปอีกหน่อย


            “แต่พี่มึงนี่ตลกดีเหมือนกันเนอะ ชอบเล่นมุกเรียกเสียงฮา ฮ่าๆๆ อั่กๆ” นี่กูหัวเราะหรือสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์วะสัด เกลียดตัวเองฉิบหาย


            “มุกอะไร” ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้น วินาทีนั้นเองที่สายตาสองคู่ต่างจดจ้องกันอีกครั้ง


            “ก็ไอ้มุกที่บอกว่ากูเป็นสเป็กมึงไง แม่งโคตรตลกเลย”           


            “เปล่าหนิ”  


            …!!


            ปลอบตัวเองอยู่ดีๆ คำตอบดันทำเกมพลิกเฉย


            “หมายความว่าไง”


          “ก็ความจริงกูชอบคนหน้าแบบนี้”


            “ว้อททททท”


            “แต่ไม่ได้หมายความว่าจะชอบทุกคนที่ตรงสเป็กปะวะ ไม่งั้นคงต้องชอบคนทั้งโลก” ฮือ ดีที่มึงรีบพูดแก้ต่างให้รู้สึกสบายใจขึ้นนิดหน่อย ไม่อย่างนั้นคงได้แต่ร้องคำว่า ว้อทไปจนถึงพรุ่งนี้เช้า


            ระหว่างกำลังรอให้สติสตังของผมกลับมาอยู่กับร่องกับรอย โยธาจึงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สองมือถือชามบะหมี่บนโต๊ะตรงดิ่งไปยังซิงก์น้ำพร้อมเอ่ยพึมพำเสียงแผ่ว ทว่าผมก็ยังคงได้ยินมันอย่างชัดเจน


            “กูเคยบอกแล้วว่าไม่รักใคร”


            “แล้ว...ที่บอกว่าตรงสเป็กคือยังไงเหรอ”


            “ขี้อ้อน”


            “โอยยยยยย กูไปอ้อนมึงตอนไหนไม่ทราบ”


            “ประจำ”           


            “สเป็กมึงแปลกนะ รู้ตัวหรือเปล่า”


            “เหอะ” เจ้าตัวหัวเราะในลำคอก่อนก้มหน้าก้มตาล้างชาม ผมอยากอาสาไปช่วยนะ ทว่าก้นกลับติดอยู่บนเก้าอี้ เรี่ยวแรงมหาศาลสูญหายไปในพริบตา เอาแต่ใช้เวลาคิดและประมวลผลกับตัวเองเพียงลำพัง


            ไม่เคยคิดมาก่อนหรอกว่าโยธาจะชอบผู้ชายหรือผู้หญิง แต่จากที่ได้ยิน คำว่า ขี้อ้อนมันก็ไม่ใช่คำที่จำเพาะเจาะจงกับเพศไหนโดยเฉพาะนี่หว่า ผู้หญิงบางคนผมยังรู้สึกว่าเขาอ้อนเก่งเลย ดังนั้นสเป็กอีกฝ่ายมันคงกว้างมากถึงขนาดชอบคนทั้งโลกได้อย่างที่เจ้าตัวว่าจริงๆ นั่นแหละ


            คิดได้เท่านั้นก็ไม่อยากเก็บเรื่องเล็กน้อยมาใส่ใจอีกนอกจากหยิบมือถือขึ้นมาถามไถ่สถานการณ์จากเพื่อนแก๊งหอชาย เห็นว่ารุ่นพี่เพิ่งสั่งเลิกกิจกรรมเมื่อสิบนาทีก่อน บางทีนี่อาจเป็นเวลากลับของเราเช่นกัน


            “เพื่อนเรามันกลับหอกันแล้ว เราจะกลับเมื่อไหร่ดี”


            “ยัง กูต้องอยู่ช่วยพี่เก็บร้าน”


            “ลืมไปเลยว่ะ งั้นให้กูช่วยอะไรมั้ย”


            “ไม่ต้อง อยู่เล่นอะไรบนนี้ไปก่อน ร้านปิดค่อยลงไป” ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจพร้อมมองตามคนตัวสูงซึ่งกำลังลากเท้าไปยังโซฟา มือหนาหยิบรีโมตขึ้นพลางหันมาถามด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ดูหนังมั้ย”


            “ได้”


            “เน็ตฟลิกซ์?”


            “ได้หมด”


            “เรื่องอะไร”


            “แล้วแต่เลย”


            “ชอบดูแนวไหน” โยธายังคงถามต่อ


            “กูชอบหนังญี่ปุ่นเป็นพิเศษ มึงรู้ปะว่าความจริงแล้วกูเป็นเอฟซีโคมัตสึ นานะเลยนะเว้ย เวลาเขายิ้มทีไรใจมันก็แทบละลายติดพื้น งุ้ยยยยยย ขนาดตอนพูดยังเขินฉิบหายเลยอะ” ว่าแล้วเชียวอย่าให้จินตนาการถึงคนที่ชอบ เพราะเวลานึกถึงทีไรหน้ามักจะแดงเถือกตลอดเวย์ แถมยังมีความสุขมากๆ เวลาที่ได้พูดเรื่องดังกล่าวให้ใครสักคนฟังจนรั้งตัวเองไม่อยู่


            “น่ารักมากเหรอ”


            “ที่สุดในโลก”


            “แค่ชื่อก็ไม่น่ารักแล้วมั้ย ทงคัตสึ”


            “โคมัตสึ ไอ้เวร” เอาซะกูอยากเดินเข้าร้านอาหารญี่ปุ่นเลย


            “เออนั่นแหละ”


            “อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นออกจะบ่อยไม่รู้จักเหรอ”


            “จำเป็นด้วยหรือไง” ตอบแบบนี้กรรณยุคลถึงกับไปไม่เป็น “สรุปอยากดูเรื่องอะไร ถ้าในเน็ตฟลิกซ์มีจะได้เปิด”


            “ล่าสุดนานะเล่น Kids on the slope แต่ไม่มีในเว็บหรอก เพราะงั้นกูให้สิทธิ์มึงเลือกหนังเองแล้วกัน ดูได้หมดแหละ ไม่จำเป็นต้องแนวรอมคอม อาจจะ...เปิดหนังแนวนางเอกที่ตรงสเป็กมึงแทนก็ได้”


            อยากรู้เหมือนกันว่าขี้อ้อนนี่ต้องอ้อนประมาณไหน ให้ก้มมองตัวเองก็คงดูไม่ออกเพราะเจอแต่ความหล่อและดูดี แค่กๆ


            “โอเค”


            รับคำเสร็จปุ๊บเจ้าของห้องก็จัดแจงต่อเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับทีวี แล้วเลื่อนไปยังรายชื่อหนังมากมายมหาศาลในสตรีมมิ่งเซอร์วิส ก่อนผมจะได้รู้ความจริงว่าสเป็กของโยธาเป็นยังไง


            ผู้หญิงน่าหยิกในความคิด กับหนังที่กำลังปรากฏอยู่ตรงหน้า


         
Hotel for Dogs


            ห่า! ขี้อ้อนซะเหลือเกิน เหมือนโดนด่าว่าหน้าเหมือนหมาทางอ้อม แต่เพราะไม่กล้าเถียงไงเลยนั่งดูไปขมวดคิ้วไป สรุปแล้วผมหน้าเหมือนหมาตัวไหนในเรื่องเหรอ


            นับเป็นความยาวหนึ่งชั่วโมงสี่สิบนาทีโดยประมาณที่เรานั่งอยู่ตรงโซฟาตัวเดียวกัน โยธาไม่ได้เปิดปากพูดอะไรสักคำนอกจากจดจ้องไปบนหน้าจอ แล้วใช้เวลาไปกับสิ่งที่อยู่ในม่านสายตาไม่คลาดเคลื่อน ผิดกับผมที่มัวแต่ดูหนังสลับกับมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาของเพื่อนตัวสูงไปพลางๆ


            “มองอะไร” คนเคียงข้างโพล่งถาม ทำเอาผมสะดุ้งนั่งแทบไม่ติดเบาะ


            “เปล่า”


            “ลงไปข้างล่างกัน”


            “ได้ๆ” แม้จะงงที่เรายังเหมือนคุยกันอย่างค้างคาแต่ตัวเองก็ยอมเดินตามอีกฝ่ายลงไปข้างล่างโดยไม่ปริปากเถียง นาฬิกาบนมือถือบ่งบอกว่าตอนนี้เพิ่งผ่านเที่ยงคืนไปแค่สิบนาที ทว่าเมื่อลงมาถึงบาร์ค็อกเทลด้านล่างกลับไม่หลงเหลือลูกค้าแม้แต่คนเดียว


            “ทำไมลูกค้ากลับเร็ว” ระหว่างทางผมถามรูมเมทไปด้วย


            “เที่ยงคืนเมื่อไหร่ก็ปิดทันที ไม่อนุญาตให้นั่งต่อ”


            “แล้วถ้าสมมติยังกินเหล้าไม่หมดขวดล่ะ”


            “ให้เอากลับบ้านได้” พนักงานในร้านทยอยเก็บโต๊ะและเก้าอี้อย่างขยันขันแข็ง ภาพในหัวที่ผมคิดเอาไว้คือการที่เราเดินลงมาช่วยพี่ๆ เก็บของให้เข้าที่ แต่ความจริงแล้วกลับมานั่งแปะอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ตัวยาว โดยมีรุ่นพี่ผู้ชายผมสีน้ำตาลอ่อนยืนอยู่ด้านในก่อนแล้ว


            ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นคนที่ไอ้โยธาทักตอนขามาเมื่อหลายชั่วโมงก่อน


            “นี่กรรณเพื่อนผม ส่วนนี่พี่นพหุ้นส่วนร้าน” การแนะนำตัวอันแสนสั้นเกิดขึ้นและจบลงราวกับกะพริบตา


            “สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้เขา ก่อนจะได้รับการตอบกลับเป็นรอยยิ้ม ซึ่งสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคุกคามปกคลุมอยู่เต็มไปหมด


            “มา 15th November ครั้งแรกเหรอน้อง”


            “...?” ตอนได้ยินถึงกับทำหน้างง ก่อนสมองจะเพิ่งนึกได้ว่าชื่อที่อีกฝ่ายเอ่ยถึงเป็นชื่อของร้าน “อ๋อครับ ครั้งแรกเลย”


            “15 พฤศจิกาฯ เป็นวันเปิดร้าน บอกก่อนเผื่อสงสัย” สิ้นสุดประโยคก่อนหน้าไอ้โยธารีบแทรกทันที


            “วันปิดกิจการด้วย”


            “สัด แช่งกูพี่มึงก็ฉิบหายเหมือนกัน”


            เอ่อ...นี่เขารักกันจริงปะวะ


            “อยากกินอะไร เหล้า เบียร์ ค็อกเทล ดีกรีหนักแค่ไหนร้านเรามีหมด” ดูเหมือนพี่นพจะไม่อยากเถียงกับไอ้โยธาต่อเลยหันมาถามผมด้วยสายตากึ่งๆ กดดัน ทำนองว่ากูถามแล้วมึงต้องกินเท่านั้น โฮ~ กับคนที่เคยลิ้มลองรสชาติของแอลกอฮอล์ครั้งแรกตอน ม.6 บอกตามตรงแค่แก้วเดียวผมก็สลบป๊อกคาที่แล้วมั้ง


            “ขอที่เบาหน่อยได้มั้ยครับ เนี่ย อายุก็ยังไม่ถึงด้วย” เก่งแต่ปากจริงเลยกู เอาเข้าจริงโคตรป๊อด


            “แค่ไซเดอร์ก็พอ” ประโยคนี้เป็นของโยธา


            “เบาไปมั้ย”


            “ผมไม่อยากดูแลคนเมา”


            “โอเคๆ แล้วชอบรสชาติแบบไหน” พี่นพถามอีกครั้ง ด้วยความที่ไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้เลยหันไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนรักเพื่อนแค้น อีกฝ่ายจึงเลือกรสสตรอเบอรี่ให้ ส่วนเจ้าตัวก็นั่งก๊งเบียร์กับหุ้นส่วนร้านอย่างเงียบเชียบ


            “แล้วนี่มึงสองคนคบกันนานเท่าไหร่ละ”


            พรวด!


            ก่อนหน้ากูพ่นมาม่า ตอนนี้ยังมานั่งพ่นเบียร์ใส่โต๊ะอีก


            “พี่ครับ ผมไม่ได้เป็นแฟนไอ้โยธา เราเป็นรูมเมทกัน เป็นบัดดี้ เป็นแค่เพื่อนในคณะเท่านั้นคร้าบ” ร้อนตัวสุดชีวิต ขนาดแอลกอฮอล์ไหลจากเคาน์เตอร์ลงไปถึงตีนยังไม่สนใจจะเช็ดเลย


            “อ้าวไม่ได้เป็นแฟนเหรอ แล้วทำไมตอนไอ้นิวลงมามันถึงบอกว่ามึงสองคนกิ๊กกันวะ หรือว่าจริงๆ แล้วเป็นแค่วันไนต์สแตนด์ ป๊าบกันเสร็จก็แยกย้ายงี้เหรอ” พอแล้ว~ ชีวิตนี้จะไม่ให้ผมเป็นอย่างอื่นบ้างหรือไง จะเถียงกลับไปก็จุกจนพูดไม่ออก เลยปล่อยให้ไอ้โยธาออกโรงเถียงแทนบ้าง


            “แค่เพื่อน”


            “งั้นโทษทีที่เข้าใจผิด กูก็นึกว่าแฟนจะได้เตรียมฉลองที่รักใครเป็นสักที”


            เพื่อนตัวโย่งทำหน้าเหม็นเบื่อใส่ ราวกับคำว่า รักสำหรับมันเป็นเรื่องเลวร้ายเต็มที ตัดภาพไปที่ใครอีกคนซึ่งกำลังเดินตระกองกอดกับผู้หญิงในชุดเดรสสีดำออกมาจากลิฟต์โน่น แม่งช่างต่างกันลิบลับ


            “แป๊บๆ ส่งหญิงที่รถก่อน” พี่นิวตันกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนไปโดยปริยาย ตอนนี้เขาไม่ได้สวมแค่กางเกงบ็อกเซอร์ย้วยๆ เหมือนคราแรกแล้ว แต่ยังมีเสื้อยืดกับกางเกงอีกตัวสวมทับลงไปบนร่างกาย ทว่าจากท่าทางการเดินไปนัวเนียไปของคนทั้งคู่ก็ทำให้ผมอดกลืนน้ำลายลงคอไม่ได้อยู่ดี


            บ้านนี้หากมองว่าใครปกติสุดคงต้องเป็นไอ้ไฟฟ้าแล้วว่ะ


            “เละเทะฉิบหาย พรุ่งนี้ต้องออกไซต์แต่ดันสาระแนพาหญิงมาโชะ” รุ่นพี่ตรงหน้าพร่ำบ่นพลางยกเบียร์ขึ้นมากระดกดื่มจนหมดแก้ว รอจนกว่าคนถูกพาดพิงถึงจะวกกลับมา บทสนทนาของเราเลยเริ่มต่อ


            “โทษที น้องเขาติดกูมาก”


            “อย่าใช้คำว่าน้องเขา ต้องใช้คำว่าตัวมึงเองก็ด้วย”


            “ขอโทษได้มั้ยล่ะเพื่อน”


            “ไร้สาระว่ะ” พี่นพส่ายหัวพร้อมกับเริ่มประเด็นใหม่ “ยังไม่ได้แนะนำตัวอย่างจริงจังกันใช่มั้ย งั้นกูช่วยบอกแล้วกันนี่ไอ้นิวตันพี่ชายโยธา จริงๆ ร้านเรามีหุ้นส่วนสามคน อีกคนติดแฟนอยู่ข้างบน ถ้ามีโอกาสมาอีกมึงคงได้เจอ ส่วนสัดนิว นี่เพื่อนน้องมึงไม่ใช่เด็กหิ้ว ทำกูเข้าใจผิดหมด”


            “อ้าวเหรอ” มนุษย์นักล่าอย่างนิวตันทำหน้าแปลกใจขณะเดินเข้าไปด้านในเคาน์เตอร์ แล้วหยิบเบียร์ขวดเล็กออกมากระดกทีเดียวจนหมดไปครึ่งขวด


            “สวัสดีครับผมชื่อกรรณ เป็น เพื่อนของโยธา” ตอนพูดยังเน้นหนักไปที่คำว่าเพื่อนอีกด้วย


            “เป็นเพื่อนกันจริงดิ”


            “จริง” ผมยังไม่ทันอ้าปากตอบโยธาก็เป็นฝ่ายรับหน้าแทน ทว่าคนอายุมากกว่าไม่ได้ให้ความสนใจกับน้องชาย แต่กลับเลือกเท้าแขนลงตรงเคาน์เตอร์บาร์แล้วจดจ้องผมจนต้องกลั้นหายใจอัตโนมัติ


            “นี่กูมองพลาดจริงๆ เหรอ”


            “พลาดไปไกลมากครับพี่ ผมยังไม่มีแฟน แต่อีกไม่นานจะมีแน่นอนเพราะฮอตมากในคณะ”


            “กูชอบความมั่นหน้า ยินดีที่ได้รู้จักไอ้น้องกรรณ” พี่นิวตันยกมือตบบ่าผมอย่างเป็นมิตร จากนั้นจึงหันไปประสานสายตากับน้องชายของตัวเอง “ถ้ายังไม่คบใครก็ทางสะดวก”


            “...”


            “เขาถามหามึงหลายครั้งแล้ว เลยฝากนี่มาให้”


            ผมมองตามอย่างสนอกสนใจ มือหนาเลื่อนกระดาษแผ่นหนึ่งไปไว้ตรงหน้าไอ้โยธา บนนั้นมีตัวเลขหลายหลักถูกเขียนเอาไว้อย่างบรรจง แค่มองปราดแรกก็รู้ได้ในทันทีว่าต้องเป็นเบอร์โทรแน่นอน


            “อืม” คนตัวสูงเก็บกระดาษแผ่นดังกล่าวไว้ในกระเป๋ากางเกง ต่อจากนั้นผมเดาเหตุการณ์ได้ในทันทีว่ามันคงลงเอยที่เรื่องชั่วๆ อีกแน่นอน


            คนหนึ่งชอบฟันชาวบ้านไปทั่ว อีกคนก็ยุแยงตะแคงรั่วให้เขาเลิกกัน มองยังไงก็ไร้หัวใจเกินไป


            ดูเหมือนพี่นพจะมองสายตาของผมออก เขาเลยส่ายหน้าเบื่อหน่ายราวกับชินชา ก่อนรีบเปลี่ยนเรื่องก๊งเบียร์กันต่ออย่างครื้นเครง พูดคุยสารทุกข์สุขดิบ เล่าเรื่องราวตั้งแต่วิ่งเปิดจู๋ในซอยหมู่บ้านยันโตขึ้นมาเป็นภัยสังคมในปัจจุบัน


            แก๊งนี้เขาโหดนะครับ กระดกอย่างต่อเนื่องทีละห้าหกขวด ยิ่งแอลกอฮอล์ซึมเข้ากระแสเลือดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งประคองสติได้น้อยลงเท่านั้น จะมีก็แค่ผมกับโยธาที่ร่วมวงสนทนาแต่ไม่เน้นกินเท่าไหร่นัก


             “นี่ไอ้น้องกรรณ ตั้งแต่เกิดมามึงเคยกลัวอะไรบ้างปะ” คำถามนี้มาจากพี่นิวตัน มันมาแบบไม่มีต้นสายปลายเหตุเท่าไหร่ แต่ก็ยอมตอบตามความจริง


            “ผมกลัวงู กลัวสัตว์เลื้อยที่มีขาเยอะๆ แต่กลัวสุดก็คือการปิดไฟนอน”


            “ปิดไฟนอน? โคตรแปลก”


            “เคยเจอความทรงจำแย่ๆ ในวัยเด็กน่ะครับ หมอบอกว่าทุกคนบนโลกล้วนมีเรื่องที่กลัว ถ้าเรากลัวในระดับหนึ่งมันเรียกว่า Fear แต่ถ้ากลัวแบบรุนแรงมากมันจะเรียกว่า Phobia ผมเป็นแบบแรก”


            “เหมือนโยธาเลยอะดิ กลัวการมีความรัก”


            “นิวมึงเมาละ เลิกพูดถึงเรื่องกูสักที”


            “อ้าว มึงสองคนไม่ได้สนิทถึงขั้นคุยด้วยทุกเรื่องเหรอ” โยธาส่ายหัว คนอายุมากกว่าเลยขำแห้งเล่าเรื่องของตัวเองต่อ “กูก็มีเรื่องกลัวนะ กลัวไม่มีคนให้โชะ”


            “ส่วนกูกลัวไม่มีจะแดก ไอ้ฟาย ก๊งกันแต่ละทีเหมือนตั้งใจทำร้านเจ๊ง” พี่นพพูดติดตลกจนผมหลุดขำ ก่อนพี่นิวตันแกจะลากปรัชญาบ้าบออะไรมาเพ้อให้ฟังเป็นตุเป็นตะ


            “มึงเชื่อปะ เวลาเรากลัวอะไรมากๆ แม่งจะชอบวิ่งหนี เพราะคิดว่ามันเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดแล้ว”


            “...”


            “ยังคิดอยู่เลยว่าถ้าต้องหนีไปตลอดชีวิตมันไม่เหนื่อยบ้างหรือไง แล้วจะดีกว่ามั้ยถ้ายอมเผชิญหน้าสักครั้งเพื่อไม่ต้องหนีอีก”


            “ขืนมึงเผชิญหน้า หญิงทั้งจังหวัดคงพุ่งมาฆ่ามึงแล้วไอ้นิว”


            “สัดนพ! ขัดกูอยู่ได้ ขอหล่อหน่อยดิ”


            “อ่าต่อๆ” พี่แกทำหน้า
เชิญตามสบาย ขณะที่โยธากลับนิ่งยิ่งกว่าเดิม


            “มันจะมีวันนึงเว้ยที่เรารู้สึกโคตรเบื่อหน่ายชีวิตของตัวเองเลย ห่วยแตก จำเจ อยากหนีไปจากตรงนี้แต่ข้างหน้าเสือกมีสิ่งที่กลัวขวางอยู่ จะไปต่อก็ไม่ได้ ทนอยู่ที่เดิมก็ไม่ไหว เลยแบบ...ถามตัวเองว่ามีวิธีไหนที่ทำให้เรากล้าบ้าง”


            “...”


            “แต่มันก็ไม่มีไง ถามหน่อยไอ้กรรณ มึงเคยเจอความกล้าของตัวเองบ้างมั้ยวะ”


            “ไม่เคยครับ ผมอยู่ได้หากต้องนอนเปิดไฟไปตลอดชีวิต” เป็นคนปากเก่งแต่ขี้ขลาดมาแต่ไหนแต่ไร เลยรู้สึกว่าไม่ต้องพยายามให้เหนื่อยก็ได้ แค่วิ่งหนีไปเรื่อยๆ อย่างที่เคยทำ


            “แล้วไม่คิดอยากหายเหรอ มันอาจจะดีกว่าก็ได้นะ”


            “เคยคิด แต่ล้มเลิกแล้ว”


            “เออเหมือนกัน ว่าแล้วก็ขอโทรไปนัดคนน่ารักแป๊บ การเลิกโชะหญิงไม่ใช่วิถีแห่งกู” ไม่พูดเปล่าไอ้พี่นิวคว้ามือถือเดินออกไปเฉยเลย


            เดี๋ยวนะ สติ! คุยกันยังไม่ทันรู้เรื่องพี่แกก็ปิดประเด็นด้วยการเดินหนีซะแล้ว     


            “ปกติเวลาเมามันชอบคุยเรื่องนี้แหละ พรุ่งนี้ก็กลับมาลั้ลลาเหมือนเดิม ไม่เห็นจะเลิกได้เลย” พี่นพบ่นจบเลยขอปลีกตัวออกไปคุยกับลูกน้องบ้าง ทิ้งเราไว้แค่สองคน แถมยังไม่รู้สึกเมาด้วยกันทั้งคู่


            “มึงกลัวความรักเหรอ” นิ่งอยู่นานผมจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบลง


            “เปล่า”


            “แต่ทำไมพี่มึงบอกงั้นอะ”


            “จะเชื่ออะไรคนเมา แค่ไม่ศรัทธาในความรักเท่านั้นแหละ”


            “แล้วเคยคิดมั้ยว่าวันนึงจะกลับมาอินกับมัน”


            “ไม่” ตอบแบบไม่สนห่าเหวอะไรเลยว่ะ ต้นแบบของความแข็งกระด้างที่แท้ทรู


            “กูอะเลิกคิดว่าจะนอนปิดไฟไปนานแล้วนะเว้ย แต่พอได้ฟังพี่มึงพูด มันก็มีเสี้ยวหนึ่งเหมือนกันที่ตัวเองจะมีความกล้าพอกับการเผชิญหน้าอีกครั้ง มึงเองก็คงเคยรู้สึกแบบนั้นใช่มั้ย”


            “ไม่”


            “โกหกตกนรกนะ”


            ”กลัวทำไมนรก ให้กลัวมึงดีกว่า”


            “วอนซะละ” หาเรื่องได้แทบจะทุกวินาที รู้เลยว่าเป็นคนวอนหาส้นเก่ง “นี่...โยธา”


            “อะไร”


            “เรามาแข่งกันมั้ย แข่งแบบเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ ใครก้าวผ่านความกลัวได้ก่อนชนะ”


            “แข่งแล้วได้อะไร”


            “มึงมีความรัก กูได้ความสุขแถมประหยัดไฟด้วยไง” นี่คือปลายทางที่ปักหมุดเอาไว้ แต่ไม่ได้ระบุว่าต้องไปถึงเมื่อไหร่ “ดีลมั้ย”


            “ไม่”


            “คำตอบไม่ตรงใจ ผมขอคำตอบใหม่ครับ ดีล?” ผมย้ำอีกรอบ


            “คิดว่าตัวเองทำได้เหรอ”


            “ได้” (มั้ง)


          “ทำได้ก็ลองดู”


            ผมไม่ได้คาดหวังมากนัก แต่ท้ายที่สุดก็ได้รับคำตอบที่ทำให้เผลอยิ้มออกมาเฉยเลย



 

 

 

 

 

 

 

 




            หลังซดไซเดอร์แอลกอฮอล์ต่ำหมดไปแค่ครึ่งขวดไอ้โยธาก็สั่งห้ามไม่ให้ผมกินต่ออีก เราลากสังขารกลับมาถึงหอในช่วงเวลาประมาณตีสอง แน่นอนตอนนี้ประตูหอปิดแล้ว และผมก็กลัวมากๆ ตอนถูกพี่ยามจ้องมองราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ


            ทว่าใครบางคนกลับชิลประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น คือทำเป็นไม่พูดไม่จาคิดเหรอว่าเขาจะจำมึงไม่ได้


            “เพิ่งไปกินโจ๊กมาเหรอ” นั่นไง พี่ยามถามเหมือนรู้ทัน


            “ครับ” โยธาตอบกลับก่อนก้มลงไปกรอกชื่อ รหัสนิสิต และเหตุผลของการกลับดึก


          กินโจ๊ก


            เชี่ยยยยยยย มึงตอบแบบนี้จริงเหรอวะ เคยคิดมาตลอดว่ามันโกหกเพราะปกติแล้วคนเราควรหาเหตุผลที่ฟังดูเมคเซนส์เข้าไว้ แล้วพอถึงตาผมต้องตอบว่ายังไง ให้เขียนว่าเพิ่งก๊งเบียร์กันมาก็เหมือนเอาตัวเองมาฆ่าเพราะความโง่ ให้กลับจากหอสมุดก็ไม่ได้เนื่องจากยังไม่เปิด 24 ชั่วโมง ดังนั้นทันทีที่คนตัวสูงกว่ายื่นปากกามาตรงหน้า ผมจึงต้องกรอกข้อมูลทั้งมือสั่นลงไปว่าเพิ่งไปกินโจ๊กมาเช่นกัน


            พุทโธ ธัมโม สังโฆ เพิ่งนึกออก ทำไมกูไม่เขียนว่าเพิ่งกลับจากการอ่านหนังสือที่คาเฟ่มาว้าาาา


            แต่ไม่นึกเลยว่าทุกอย่างจะผ่านไปอย่างง่ายดาย เราแทบไม่ถูกถามอะไรนอกเหนือจากนั้น หรือความจริงเขาพากันปลงหมด หากเห็นไอ้โยธาเมื่อไหร่ให้รู้เลยว่าไม่ต้องถามหาเหตุผล ถ้าจะซวยคงให้ไปเคลียร์กับเจ้าหน้าที่หอกันเอง


            เมื่อกลับถึงห้องต่างคนต่างทำธุระของตัวเอง ผมเสียสละให้ไอ้โยธาอาบน้ำก่อน ส่วนตัวเองนั่งจกขนมตรงกลางห้องต่อเพราะรู้สึกว่าบะหมี่ที่กินเข้าไปเริ่มย่อยหมดแล้ว  


            “กรรณ” เจ้าของเสียงทุ้มชะโงกหน้าแนบกรอบประตูห้องน้ำคล้ายกับต้องการขอความช่วยเหลือ


            “มีอะไร”


            “ครีมอาบน้ำหมด ขอใช้ของมึงก่อนได้มั้ย”


            “โอ๊ยเอาไปเลย อยากใช้อะไรก็ใช้” คนฟังพยักหน้ารับรู้ก่อนปิดประตูตามเดิม


            อยู่กันมาก็พักใหญ่แล้ว ข้าวของทุกอย่างแทบแยกกันหมด จะมีก็แต่ขนมและของกินบนโต๊ะกลางห้องเท่านั้นที่แชร์กัน ผมไม่ใช่พวกถือคติของข้าใครอย่าแตะซะหน่อย อยากใช้อะไรก็ใช้ไปเถอะ


            สิบห้านาทีให้หลังรูมเมทตัวสูงเดินออกมาพร้อมกับผ้าเช็ดตัวลูกรักผืนหนึ่ง แปลกดีที่ผมชอบแอบมองการกระทำของมันอยู่เสมอ ตั้งแต่จังหวะที่เดินออกจากห้องน้ำจนมาถึงการเลือกเสื้อผ้าในตู้


            และชุดนอนที่เจ้าตัวเลือกสวมคงหนีไม่พ้นคอลเล็กชั่นสุดประทับใจอย่างธีมซาฟารีที่พี่รหัสมันซื้อให้ คืนนี้ล่อสีส้มโอโรสอ่อนๆ พร้อมลายนกกระจิบจุ๊บจิ๊บแบ๊วๆ โอ๊ย...โคตรทรยศความมืดมนบนใบหน้ามึงฉิบหาย


            “น่ารักเนอะ” คันปากอยากแซวว่ะ


            “พี่อาร์มก็พูดแบบนี้” โยธาเดินกลับมานั่งตรงกลางห้องด้วยกัน เนื้อตัวของมันมีกลิ่นของครีมอาบน้ำกลิ่นโปรดของผมเจือจางอยู่


            “พี่รหัสมึงเป็นคนประเภทไหนวะถึงซื้อของไม่ตรงบุคลิกมาให้เนี่ย”


            “แล้วมึงเป็นคนประเภทไหนถึงชอบใช้ครีมอาบน้ำกลิ่นแปลกๆ”


            “เวรกรรม! กลิ่นพีโอนี จมูกมึงคงมีปัญหาสินะ” ชีวิตแม่งเศร้า กำลังนั่งกินขนมฟินๆ ต้องมานั่งกุมขมับกับเรื่องไม่คาดฝัน สรุปตลอดเวลาที่ผ่านมาในความคิดของโยธาเป็นอย่างนี้จริงเหรอวะ


            “ใครจะไปรู้” พูดเหมือนต้องการกวนประสาทเต็มที่


            “หอมออก แปลกตรงไหน”


            “กลิ่นมันเหมือนผ้าอับ”


            โฮฮฮฮฮฮฮ
~ เป็นครั้งแรกเลยที่รู้สึกว่าตัวเองเสียเซลฟ์มากขนาดนี้ ครั้งก่อนโดนด่าว่ากลิ่นเหมือนน้ำลายหมา ครั้งนี้แม่งเสือกบอกว่าเหมือนผ้าอับ ชีวิตเคยดีกว่านี้มั้ยกูถามจริง!


            “แม่กูร้องไห้แล้วมั้ง” ทุกอย่างที่เกี่ยวกับผมแม่ได้ซื้อตุนไว้ให้ทั้งเทอม จะเปลี่ยนตอนนี้คงไม่ทัน แถมที่ผ่านมาก็ไม่มีเพื่อนคนไหนทักด้วยไงเลยมั่นใจเต็มที่


            “แม่จะร้องไห้ทำไม คนที่ควรร้องคือมึง”


            “สัด กูจะกินขนมมึงแม่งให้หมด แล้วดูไว้ให้ดีนี่แหละที่เรียกว่าการแก้แค้น” ดูปัญญาอ่อนปะ แต่ผมไม่รู้ว่าควรเอาคืนยังไงเลยมานั่งจำเพาะเจาะจงแกะถุงขนมของไอ้โยธาแล้วยัดเข้าปากจนเคี้ยวแทบไม่ไหว


            “ใจเย็น” คนตรงหน้าเอ่ยปรามก่อนยกมือขึ้นมาลูบหัวผมเบาๆ ทำเอาจังหวะการกินสะดุดกึก


            “ลูบหัวกูทำไม”


            “ปลอบ”


            “ไม่ต้อง” พยายามหลบแล้ว แต่มือปลาหมึกเสือกตาม


            “ผมมึงนุ่มดี เหมือนขนหมา”


            “โฮ่งๆ”


            “...”


            โยธาชะงักมือ เลยสบโอกาสให้ผมได้ประชดประชันต่อ


            “เหมือนกว่าเดิมยัง” เจ้าตัวไม่ได้เปิดปากพูดประโยคอื่นใดนอกจากลุกขึ้นยืน เดินกลับไปที่เตียงพร้อมดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมอย่างเงียบเชียบ


            อะไรวะ? เมื่อกี้ยังเล่นกันอยู่เลย ตอนนี้เจอความมืดมนเข้าแทรกซะละ


            ผมไม่ใส่ใจนั่งจกขนมกินจนอิ่มถึงค่อยคว้าผ้าเช็ดตัวเตรียมอาบน้ำ กว่าจะได้นอนเวลาก็ปาเข้าไปเกือบตีสาม สองตาแทบปิดอยู่รอมร่อเลยไม่ทันได้สังเกตว่าเพื่อนเตียงตรงข้ามหลับไปแล้วหรือยัง


            รู้ตัวอีกทีแสงอาทิตย์ของเช้าวันใหม่ก็สาดส่องเข้ามาในห้องซะแล้ว


            สองหูได้ยินเสียงน้ำจากฝักบัวเหมือนทุกเช้า หากเป็นปกติผมคงลุกขึ้นมาสแตนบายรอใช้ห้องน้ำต่อ แต่ด้วยความที่เมื่อคืนนอนดึกไปหน่อยเลยรู้สึกง่วงงุนอยู่ จึงยังคงปักหลักนอนกลิ้งไปมาบนเตียง สองหูลอบฟังเสียงรอบข้างไปในตัว


            “บีเกิล” โห...เป็นครั้งแรกเลยที่มันเรียกชื่อพันธุ์ของหมาถูก


            แต่ก็ต้องมานั่งเอะใจ เรียกถูกแล้วกูควรภูมิใจมั้ย


            “มีรายยยยยย”


            “อาบน้ำได้แล้ว เดี๋ยวกูจะออกไปข้างนอก”


            “ก็ออกไปดิ กูหายง่วงเมื่อไหร่เดี๋ยวลุกเอง” เอ่ยบอกกับอีกฝ่ายเสร็จก็พลิกตัวหนึ่งครั้งพร้อมปิดเปลือกตาลง ถึงตอนนี้จะมองไม่เห็นแต่ประสาทสัมผัสที่เหลือกลับรับรู้ทุกอย่าง ไม่มีสิ่งรอบกายเคลื่อนไหว นั่นหมายความว่าไอ้โยธายังคงยืนอยู่ปลายเตียงเหมือนเดิม


            เพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐานดังกล่าวจึงเลือกเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง ชันตัวลุกนั่งพลางบิดขี้เกียจไปมา ก่อนจะเห็นว่าคนตัวสูงไม่ได้ขยับไปไหนอย่างที่คิดจริงๆ


            “จะออกไปไม่ใช่เหรอ รออะไรอยู่อะ”


            คำถามนั้นได้รับการตอบทันทีที่คนตรงหน้ายื่นเนคไทเส้นหนึ่งมาให้ บอกตามตรงว่าคิดไม่ถึง เพราะเข้าใจมาตลอดว่าสิ่งที่โยธาพูดไปก่อนหน้าเป็นแค่เรื่องล้อเล่น


            “ขอไปล้างหน้าบ้วนปากแป๊บ”


            “อือ”


            ตอนเปิดประตูออกจากห้องน้ำ ม่านสายตาสังเกตเห็นรูมเมทแห่งความมืดมนเปลี่ยนมานั่งรออยู่ตรงปลายเตียงของตัวเองก่อนแล้ว ไม่รู้โยธามันรู้ตัวหรือเปล่า แต่ท่าทางที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่ต่างจากเด็กแสนเชื่องคนหนึ่งเลย


            ผมสืบเท้าเดินเข้าไปประชิด ก่อนร่างสูงจะลุกขึ้นยืนราวกับรู้หน้าที่ของตัวเอง


            “ชีวิตมึงนี่ไม่คิดจะเรียกรู้อะไรเลยหรือไง” ปากบ่นนะ แต่มือก็จัดการผูกเนคไทไปพร้อมกันด้วย


            “เป็นหน้าที่ของบัดดี้”


            “แบบนี้เขาเรียกว่าทาสเว้ย”


            “...”


            “เสร็จละ” คนตรงหน้าอยู่ในชุดนิสิตถูกระเบียบ เนคไทที่ผูกก็สวยงามและเรียบกริบ ดูโดยรวมแทบหาที่ติไม่เจอเลย “หล่อแล้ว ไปเรียนได้”


            “ขอบคุณ”


            เพียงแค่คำเดียวทำผมตัวลอยเลยว่ะ เพราะไม่เคยได้ยินมันพูดแบบนี้ตอนส่งยิ้มสยองมาให้สักครั้ง


            “ไม่เป็นไร ก็หน้าที่ของบัดดี้หนิ”


            โยธาพยักหน้ารับรู้ ก่อนคว้ากระเป๋าเดินออกจากห้องเหมือนทุกวัน ทิ้งผมให้ยืนอยู่จุดเดิมด้วยความซาบซึ้ง เข้าใจความรู้สึกของแม่ตอนยืนส่งลูกชายที่หน้าโรงเรียนครั้งแรกแล้วว่ะ


            สุดแสนจะภูมิใจ





 

 

 

 

 




            ช่วงนี้มันสเปเชียลเดย์ของคณะเลย เพราะนอกจากจะได้รับของเทคจากพี่รหัสแล้ว แต่ละคนยังมีบัดดี้ที่คอยเทคแคร์อีก บางคนชอบความตื่นเต้นหน่อยก็ใช้วิธีเซอร์ไพรส์ฝากเพื่อนเอาของมาให้บ้าง แอบห้อยขนมไว้ที่หน้าประตูหรือที่รถบ้าง คนได้รับก็เลยสนุกกับการนั่งลุ้นว่าจะเจอของตัวเองได้จากที่ไหน


            “บัดดี้กูน่ารักมาก ซื้อเครปญี่ปุ่นมาให้ แต่เราเจอกันช้าไปหน่อยสภาพมันเลยเหี่ยวเป็นผัก” ไอ้ก้องเปิดประเดิมหัวข้อสนทนาหลังย้ายฐานทัพมากินข้าวไกลถึงตึกคณะศึกษาศาสตร์เพื่ออ่อยหญิงไปพลางๆ


            “สรุปบัดดี้มึงเป็นใคร” เมื่อวานไม่ได้อยู่ด้วยจนจบกิจกรรมเลยไม่มีเวลาถาม


            “ปิง ตัวแทนประกวดดาวจากภาคคอม”


            “อิ๊อ๊าาาาาาา กรุบกริบๆ” ไอ้เพื่อนในแก๊งพากันส่งเสียงเห่าหอน ดูพวกมึงจะมีความสุขกันมากเลยเนอะ ยิ่งเป็นไอ้ก้องไม่ต้องพูดถึง ยืดอกพูดอย่างภูมิใจที่มีสาวเทคขนมและของกิน


            “น่าอิจฉา” เพื่อนแสดงความยินดีแล้ว ผมจึงไม่น้อยหน้านั่งปรบมือให้สองสามที


            “มึงล่ะหู สรุปได้ใคร”


            “โยธา”


            “ฮะ!!


            แต่ละคน ทำหน้าราวกับได้ยินว่าพรุ่งนี้โลกจะแตกอย่างนั้นแหละ


            “เป็นเวรกรรมของกูไง” ผมไม่คิดจะบอกหรอกว่าเกิดการสับเปลี่ยนบัดดี้กันขึ้นเพราะกลัวเป็นเรื่องใหญ่หากพี่ปีสองรู้เรื่องเข้า ดังนั้นเลยปล่อยให้เพื่อนตกตะลึงอึ้งแดกกับประโยคบอกเล่าเมื่อครู่ไปก่อน


            “มันเทคอะไรให้มึงวะ” ไอ้ก้องถามด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความเสือก


            “ไม่เทค”


            “มืดมนแถมไร้หัวใจฉิบหาย แล้วมึงล่ะเทคอะไรมัน”


            “ไม่รู้ ไม่อยากเทค” แค่แหกขี้ตาตื่นมาผูกเนคไทให้ทุกเช้าก็มากพอแล้ว เบื่อประเด็นนี้ละ หาโอกาสเปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า อย่างเช่นอัพเดตสถานการณ์ของเมื่อวานหลังจากแอบโดดกิจกรรม “ว่าแต่ดาวเดือนภาคเราเป็นใครวะ”


            “ไอ้เหี้ยน็อตกับมิ้นท์คนน่ารัก”


            “ไม่พลิกโผ” แต่ดูจากวิธีการเรียกนี่รู้เลยว่าเพื่อนผมมันสองมาตรฐานกันสุดโต่ง “มีใครเป็นตัวเต็งมั้ย”


            “ไฟฟ้า”


            “จริงดิ” พอรู้ว่ายังไงรุ่นพี่ก็คงเลือกมัน แต่ไม่นึกว่าจะตอบตกลงด้วยไง


            “ถ้ามันไม่ตอบคำถามกวนประสาทหรือทำเป็นเล่นคิดว่ายังไงก็คงได้แหละ เห็นรุ่นพี่บอกอาทิตย์หน้านัดไปถ่ายรูปโปรโมต คะแนนห้าสิบเปอร์เซ็นต์มาจากยอดกดไลค์และกดแชร์”


            “ลงเพจไหน เอนจิเนียร์คิวต์บอยมั้ย”


            “เพจกองกิจการนิสิตวิศวะ อยากโหวตอยากแชร์ใครก็เต็มที่เลย กูยืนหนึ่งเพื่อปิงเท่านั้น”


            “อวยเก่งชิบ...”


            “เออสรุปมึงกับไอ้โยธาหายไปมุดหัวที่ไหนมา เมื่อวานรุ่นพี่ตามหามันให้ควัก” เลิ่กลั่กแล้วกู จะบอกว่าไปถิ่นของคุณความมืดมนก็กลัวเพื่อนจะยิ่งประโคมข่าวลือเข้าไปใหญ่เลยตัดสินใจโกหกแทน หวังว่าพวกมึงจะไม่โกรธกูนะ


            “อยู่ร้านแถวมอ โยธามันไม่อยากโดนบังคับกูเลยสงสารช่วยพาหนี”


            “อย่างกับผัวเมีย”


            “ตลก!


            “น่าเห็นใจ ตอนนี้คงสบายใจได้แล้วเพราะเขาหาตัวแทนภาคโยธาได้เรียบร้อย”


            “เฮ้ยไอ้บุ๊ค” กำลังนั่งคุยกันอย่างออกรสออกชาติ บรรยากาศภายในโต๊ะดันถูกขัดจังหวะโดยคนมาใหม่ อีกฝ่ายไม่ใช่ใครที่ไหนก็เพื่อนคณะเรานี่แหละแค่ไม่มีโอกาสได้คุยกันบ่อยนัก


            “ไงวะ”


            “ของเทค” เจ้าตัวยื่นถุงขนมมาให้ ไอ้บุ๊กเลยรีบยื่นของที่เตรียมไว้กลับไป ขอบคุณกันอยู่ครู่หนึ่งสถานการณ์จึงกลับเข้าสู่สภาวะปกติ การมีบัดดี้นี่โคตรดีเลย มีเวลาใส่ใจดูแลเพื่อน แต่ข้อเสียก็มีอยู่หรอกคือถ้าคู่ตัวเองไม่อินมันก็กร่อยเลยไง


            “พวกมึงว่ากูซื้ออะไรให้ไอ้โยธาดีวะ” ตอนแรกกะจะไม่เทค แต่กลัวเวลามันอยู่กับเพื่อนแล้วจะอิจฉาที่ตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียว แม้ความจริงคนอย่างมันไม่มีทางคิดแบบนั้นก็ตาม


            “หู มึงเป็นรูมเมทมัน ถ้าไม่รู้จะเทคอะไรแล้วกูจะรู้มั้ย”


            “ก้องเกียรติเพื่อนรัก ตอนอยู่กับมันใช่ว่าจะคุยกันทุกเรื่องนะเว้ย”


            “มีขนมนมเนยอะไรก็ซื้อๆ ไปเถอะ หรือจะทำการ์ดน่ารักปุ๊กปิ๊กมั้ย”


            “แหวะ” กับคนอื่นคงใช่ แต่ถ้าเป็นไอ้โยธาพอเห็นมันคงปาทิ้งบัดเดี๋ยวนั้น “ช่างมัน ถ้าคิดไม่ออกก็แค่ไม่เทค”


            ชาวประชาผองเพื่อนพยักหน้าเห็นด้วยก่อนคิดหัวข้อสนทนาใหม่มาคุยอย่างต่อเนื่อง ระหว่างนี้ก็ยังไม่ลืมสอดส่ายสายตามองคนน่ารักที่ผ่านไปมาด้วย


            หมดช่วงบ่ายเราพากันลากสังขารเข้าเรียนต่อ โชคดีที่เย็นวันนี้ไม่มีกิจกรรมคณะจึงแยกย้ายหาเรื่องดี๊ด๊าทำ ส่วนใหญ่ก็ไปไหนไม่ไกลหรอก สนามบอล ร้านเกม ห้าง หรือไม่ก็คอมมอนรูมหอใน ส่วนผมขอปลีกวิเวกมาเดินซูเปอร์มาเก็ตหาของเทคให้บัดดี้ตัวดีก่อน


            วนอยู่หลายรอบก็ไม่รู้จะซื้ออะไร ของกินก็เดิมๆ บางอย่างโยธามันคงไม่กินด้วยเลยเดินไปดูโซนอื่น กระทั่งมาหยุดอยู่ตรงโซนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด จำได้ว่าครีมอาบน้ำของมันหมด แถมผมก็ไม่อยากให้มันรู้สึกว่าตัวเองต้องทนดมกลิ่นผ้าอับตลอดเวลาเลยตัดสินใจเปย์ขวดใหญ่ให้สองขวด


            ยังจำได้ดีว่ารูมเมทตัวสูงใช้ยี่ห้ออะไร ถามจริงนะ ไอ้กลิ่นเหมือนน้ำยาขัดส้วมนี่มันหอมกว่าตรงไหน แต่เถียงไม่ได้ไง ฉอดแข่งกันทีไรเจอความเงียบจากอีกฝ่ายผมก็แพ้อยู่วันยังค่ำ


            คิดแล้วช้ำ จัดการหยิบครีมอาบน้ำออกไปจ่ายเงิน ก่อนจะวางของที่เพิ่งซื้อไว้ตรงโต๊ะเขียนหนังสือเนื่องจากเจ้าตัวยังไม่กลับมา


            ว่างหน่อยเลยลงไปสมทบกับเพื่อนด้านล่างซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการวางแผนเมกาโปรเจ็กต์ นั่นคือการหาขึ้นกล้องที่สุดให้กับไอ้น็อต ตัวแทนหนึ่งเดียวจากภาคเคมี


            “ไอ้หูมาพอดีเลย มึงมาดูรูปหน่อย มุมไหนสวยที่สุดวะ” ได้ข่าวว่าอาทิตย์หน้าจะมีรุ่นพี่ตากล้องของคณะมาเป็นคนถ่าย แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าประมาณนึง


            กล้อง DSLR ต่อสายพ่วงกับแล็ปท็อประโยงระยาง ภาพบนจอแสดงผลใบหน้าของไอ้น็อตในอิริยาบทต่างๆ ผมกดนิ้วไปบนแป้น เลื่อนดูรูปไปอย่างช้าๆ ก่อนตัดสินใจ


            “กูชอบรูปนี้อะ หน้าด้านขวาดูดี”


            “เห็นด้วยเหมือนกัน ไอ้น็อตเวลาถ่ายรูปหนักขวารัวๆ เลยนะ”


            “ได้”


            “แล้วไม่ตรงยิ้มมาก เดี๋ยวเหงือกโผล่เยอะไป เอาพอดีๆ”


            “โอเค เดี๋ยวลองมาเริ่มกันใหม่”


            ยังไม่ทันได้จัดแจงเปลี่ยนท่า เสียงเปิดประตูบานเลื่อนพลันดังขัดจังหวะซะก่อน ทุกสายตาจับจ้องไปยังใครคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ตรงประตู ร่างกายพากันแข็งค้างราวกับโดนสตาฟฟ์ ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นไอ้โยธาจะโผล่มาที่นี่ พอวันนี้มันยืนอยู่ตรงหน้าเพื่อนเลยพากันอึ้งแดกหมด


            เจ้าตัวตีหน้านิ่งเดินฝ่าวงล้อมเข้ามา ทุกคนเลยหลบหลีกอย่างรู้งานปล่อยมันเดินหน่ายโลกไปยังคูลเลอร์น้ำเย็นอย่างสะดวก ที่แท้ก็มากดน้ำนี่เอง


            “ทำไมวันนี้กลับเร็ว” ด้วยบรรยากาศมาคุเกินไปผมจึงต้องสร้างความผ่อนคลายซะหน่อย


            “วันนี้ร้านปิด”


            “อ๋อ งั้นสนใจมาช่วยกันมั้ย อาทิตย์หน้าไอ้น็อตจะต้องไปถ่ายรูปโปรโมตดาวเดือนแล้ว”


            “ไม่อะ”


            ตัดบัวไม่เหลือใย ตัดใจไม่เหลืออะไรให้พวกกูเลย


            โยธาหมุนตัวเดินออกมาหลังน้ำถูกกรอกจนเต็มขวดแล้ว ท่ามกลางสายตาปริบๆ ของคนโดยรอบ ผมแปลกใจที่ทำไมทุกคนถึงได้เผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ มีเพียงตัวเองนี่แหละที่อาจจะชินกับการกระทำไร้หัวใจของมัน


            “กูช่วยอะไรไม่ได้” ไม่นึกเลยว่าสุดท้ายแล้วเพื่อนตัวสูงจะเอ่ยต่อ


            “...”


          “แต่ก็สู้ๆ นะ”


            กระจกบานเลื่อนปิดลง ไอ้ความมืดมนเดินจากไปแล้วทว่าบรรยากาศกลับหนาวยะเยือกยิ่งกว่าเดิม


            “ไอ้เหี้ยยยยยยยย” นานเหมือนกันกว่าไอ้ก้องจะแหกปากร้องลั่นพาเอาเพื่อนที่เหลือร้องตามกันระงม ทั้งตื่นเต้นและไม่อยากเชื่อหูตัวเองสักเท่าไหร่ ขนาดผมยังไม่อยากเชื่อเลย


            “โยธามันบอกว่าสู้ๆ ว่ะ ฉิบหาย! ปีนี้ไอ้น็อตคงเป็นเดือนจักรวาลแล้วมั้งสัด”


            “มึงเตรียมเงินรางวัลให้กูเลยนะ เทพเจ้าโยธาพูดกูถือว่าศักดิ์สิทธิ์”


            “กี๊ดดดดด เท่อ่า เขินอ่า”


            “ถ้าชนะมึงเตรียมหัวหมูไปบนมันสักสองหัว”


            “ได้ไง กูให้สามหัวเลย”


            “โอ๊ยๆ ต่อให้ต้องแพ้อย่างน้อยได้ชนะใจโยธาก็พอละ”


            “อ้วกกกกกกกกก”


            แต่ละคนเล่นน้อยซะที่ไหน จะอวยทั้งทีต้องเล่นใหญ่ไฟกะพริบ กว่าจะดึงสติกลับมาที่ตัวเองได้ก็ใช้เวลาอยู่นาน วันนี้มีอย่างหนึ่งที่ทำให้เพื่อนมองรูมเมทของผมเปลี่ยนไปจากเดิม นั่นคือโยธา


          ....ไม่ได้ไร้หัวใจอย่างที่คิด


           

 

 

 

 

 

 

 

 

 


            ชาวประชาเพื่อนหอชายแยกย้าย ส่วนผมกลับมาที่ห้อง เจอคนตัวสูงยังอยู่บนเตียงอย่างที่มักเห็นจนชินตา เจ้าตัววางแล็ปท็อปไว้บนตัก มุ่งมั่นกับการสัมผัสนิ้วลงบนแป้นพิมพ์อย่างคล่องแคล่ว


            “บีเกิล”


            “อะไร” ไม่เคยจะเรียกกันดีๆ บ้างเลย แถมยังเกลียดที่ตัวเองเริ่มชินแล้วด้วย


            “กูเห็นครีมอาบน้ำแล้ว”


            “อ๋อ” ผมพยักหน้ารับรู้ “ของเทคน่ะ กลัวมึงทำใจไม่ได้ไงตอนต้องทนใช้ครีมอาบน้ำกลิ่นเหมือนผ้าอับ”


            “ขอบคุณมาก แต่กูไม่ได้ซื้ออะไรให้”


            “ไม่ได้หวังอยู่แล้ว”


            “กินข้าวหรือยัง”


            “ยัง”


            “กูก็ยัง” พึมพำอะไรของมันวะ


            “แล้วไง”


          “ไปกินข้าวด้วยกันมั้ย”


            แทนที่จะปฏิเสธผมกลับพบว่าตัวเองได้ยืนอยู่หน้าโรงอาหารหอในเรียบร้อยแล้ว ถึงปากไอ้โยธาจะบอกว่าให้มานั่งกินเป็นเพื่อน แต่เอาเข้าจริงเจ้าตัวก็อาสาจะเลี้ยงทั้งหมด ผมเลยไม่อยากขัดศรัทธาถือซะว่านี่คือการเทคของจากบัดดี้


            เรายืนอยู่หน้าร้านอาหารตามสั่ง ปกติเวลาคิวเยอะทีไรจะถอดใจก่อนตลอด ทว่าวันนี้ไม่มีใครเร่งรีบจึงสามารถอดทนรอนานเท่าไหร่ก็ได้ แค่จดใส่กระดาษทิ้งไว้แล้วค่อยมาหาโต๊ะนั่งรอ


            “ถามหน่อย การที่เรามานั่งกินข้าวด้วยกัน เป็นบัดดี้กัน ยอมให้กูเข้าไปในโลกของมึงแสดงว่าเรากลายเป็นเพื่อนสนิทกันแล้วใช่มั้ย” นี่คือประโยคยืดยาวที่เปล่งออกมาจนแทบไม่หายใจหายคอ ความจริงอยากถามมาหลายครั้งแล้วแต่กลับหาโอกาสไม่ได้สักที


            วันนี้ได้นั่งกินข้าวกันสองคน แถมยังไม่มีใครสาละวนกับการก้มมองโทรศัพท์ เลยพอมีจังหวะแทรกถามได้บ้าง


            “เป็นเพื่อน” คำตอบที่เพิ่งได้ยินทำให้ผมพอใจไม่น้อย


            “เพื่อนที่สนิทยังอะ”


            “ไม่”


            “ใจร้ายว่ะ คือต้องเข้าเกณฑ์ไหนถึงเรียกว่าสนิทวะ”


            “ไม่รู้”


            “เป็นเจ้าของความรู้สึกจะไม่รู้ได้ไง หรือเพราะมันเอาแน่เอานอนไม่ได้”


            “มั้ง”


            “มึงแม่งซับซ้อนฉิบหาย ไม่เหมือนกูคิดอยู่ชั้นเดียว เนี่ย...อย่างตอนสนิทกับไอ้ก้องกูก็บอกว่าสนิท ตอนชอบนานะกูก็บอกว่าชอบ ไม่เห็นมีอะไรยากเลย”


            “แล้วอย่างกูล่ะมึงรู้สึกยังไง” คำถามนั้นพุ่งจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว คงเพราะไม่คิดว่าโยธามันจะเอ่ยประโยคนี้ออกมาด้วยซ้ำ ผมเลยอยู่ในจุดที่อึ้งแดกนั่งเงียบอยู่พักใหญ่ ได้แค่พึมพำในลำคอ


            “เอ่อ...”


            “เห็นมั้ย ขนาดคิดชั้นเดียวมึงยังไม่รู้ใจตัวเองเลย”


            “ใครบอก”


            ผมรีบแย้ง ที่เงียบไม่ใช่เพราะหาคำตอบไม่ได้ แต่เป็นเพราะถูกถามแบบปุบปับต่างหาก เอาเข้าจริงความรู้สึกของคนบางคนอาจจะลึกลับจนเกินเข้าใจ แต่สำหรับผมมันไม่ใช่อย่างนั้น


            “กูรู้ใจตัวเอง...ว่าอยากเป็นเพื่อนมึง” นัยน์ตาสีดำจดจ้องมายังผม


            “มันไม่ใช่คำตอบว่ารักหรือไม่รัก มันเป็นแค่ความรู้สึกอยากหรือไม่อยาก”


            “เหมือนกันนั่นแหละ”


            “ไม่เหมือน แบบนี้ใครก็ตอบได้”


            “...”


          “กูก็อยากเป็นเพื่อนมึง”





 

 

 

 

 

 

 

 




            พรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายของการรับน้อง


            ทุกคนค่อนข้างตื่นเต้นเพราะหากหมดกิจกรรมหลักไป หลังจากนั้นไม่นานเราจะได้ครอบครองทั้งเสื้อช็อปสุดคูล และสร้อยเกียร์ประจำรุ่น แต่ก่อนไปถึงตรงนั้นพรุ่งนี้จะมีการเทคของครั้งยิ่งใหญ่จากทั้งพี่รหัสและบัดดี้ ดังนั้นงานหนักเลยมาตกอยู่ที่ว่าเราจะซื้ออะไรมาเทคให้ฝ่ายตรงข้ามดี


            รุ่นพี่ยิ่งบอกมาด้วยว่าไม่ให้ซื้อของแพงมาเทคกัน อาจจะเป็นน้ำหรือขนม แต่เพราะครั้งนี้เป็นวันสุดท้ายของการทำกิจกรรมคณะ ทุกคนเลยขยับจากขนมมาเป็นของที่ดูใส่ใจแต่มูลค่าไม่เกินตัวกันแทน


            “ก้อง มึงซื้ออะไรให้ปิงวะ” ไฟฟ้ายังไม่กลับห้อง วันนี้เลยขอมานั่งสุมหัวอยู่กับไอ้ก้องสักสองชั่วโมง


            “กูเหรอ ถุงผ้าสกรีนชื่อผู้ชาย”


            “ป๊าดดดด บัดดี้มึงมีคนที่ชอบแล้วเหรอวะ”


            “เออกูหล่อสู้ไม่ได้ด้วย ชื่อชานยอล มึงจะเจอเขาได้ตอนไปคอนเสิร์ต”


            “ชอกช้ำ” บัดดี้ไอ้ก้องมีความชอบที่เห็นภาพได้ชัดเจน เวลาอยากเทคของอะไรก็เลือกจากตรงนี้ได้ง่าย แต่กับบัดดี้ของผมนี่ดิ...           


            “แล้วมึงคิดออกหรือยังว่าจะซื้ออะไรให้คุณความมืดมนของภาคโยธา” มาซะเต็มยศเชียว


            “ยังไม่รู้เลยว่ะ ไม่เห็นมันจะชอบอะไรแบบจริงจังสักอย่าง”


            “ต้องถามว่ามันเคยชอบอะไรบ้างดีกว่า”


            “พูดอีกก็ถูกอีก”


            “เดี๋ยวรอไอ้ไฟฟ้ามาก็ลองถามดูสิ เป็นพี่น้องกันยังไงก็ต้องรู้ใจมากกว่าเราอยู่แล้ว”


            “พูดดีมีเหตุผล” เพิ่งเห็นคำแนะนำจากคุณชายก้องเกียรติใช้ได้ก็คราวนี้แหละ เพราฉะนั้นระหว่างรอแฝดคนน้องกลับมา ผมก็ฆ่าเวลาด้วยการเดินไปเคาะห้องเพื่อนเพื่อหาไอเดียเกี่ยวกับของเทคเพิ่มเติม ถามจริงนะ กับพี่สาวหรือครอบครัวยังไม่เคยจริงจังขนาดนี้มาก่อนเลย


            แต่จนแล้วจนรอดคุณความร่าเริงของภาคไฟฟ้าก็ยังไม่กลับสักที ไอ้ก้องเลยแนะนำให้โทรไปถามเผื่อจะได้คำตอบเร็วกว่า


            [โหล ใครครับ] รอสายไม่นานอีกฝ่ายก็กดรับ


            “กูเอง กรรณยุคลคนดีคนเดิมของพิไฟฟ้า”


            [เป็นห่าไรเนี่ย เส้นเสียงมึงมีปัญหาเหรอ] ไอ้นรกนี่...อุตส่าห์ใช้ความแบ๊วปนกวนประสาทเข้าสู้ ไหงผลตอบรับถึงกลับตาลปัตรกลายเป็นคำด่าไปได้


            “วันนี้ไม่ได้ขี้เหรอ อารมณ์ถึงได้บ่จอย”


            [กูจะบ่จอยก็ตอนมึงโทรมานี่แหละ มีอะไรไม่ทราบครับน้องหมา] กลอกตามองบนแป๊บ เพื่อนสนิทเรียกหู โยธาเรียกบีเกิล ส่วนไอ้ไฟฟ้าก็ยังมาเรียกหมาอีกเหรอ สงสัยเพื่อนคงลืมไปแล้วมั้งว่าความจริงผมชื่อกรรณ


            “พอดีกูจะซื้อของเทคให้ไอ้โยธา เลยจะโทรมาถามว่ามีของอะไรที่พี่มึงชอบเป็นพิเศษบ้าง” ถามจบปลายสายพลันเงียบไปครู่ใหญ่ คือมึงเดินไปตามหาคำตอบที่แอฟริกาเหนือหรือไง กว่าจะตอบกลับมาเล่นเอาลุ้นจนหายใจแทบไม่ออก


           
[ถามมันเองดิ]


            “กลัวไม่เซอร์ไพรส์”


            [งั้นเดี๋ยวถามให้ โยธา! รูมเมทมึงมีเรื่องจะถาม] ตัวผมชาวาบหลังได้ยินเสียงจากปลายสาย นี่มึงสองคนอยู่ด้วยกันเหรอ!


            “ไม่เป็นไรไฟฟ้า เดี๋ยวกู...” พูดไม่ทันจบน้ำเสียงเรียบนิ่งอันแสนคุ้นเคยก็เป็นฝ่ายตอบกลับมา


            [มีอะไรบีเกิล]


            “เปล่าไม่มีอะไร”


            [ไฟบอกมึงโทรมาถามเรื่องของเทค] ไม่ทันซะแล้ว โป๊ะแตก


            “อืม อยากได้อะไรมั้ย กูจะได้ซื้อให้”


            [คอนโดหรู]


            “สัด! ตอบอะไรให้เกียรติเงินในกระเป๋าผมด้วยครับ”


            [ไม่ต้องเทค แค่ผูกไทด์ให้กูทุกเช้าก็พอ]


            “มักน้อยจังนะ”


            [อือ]


            “ไม่อยากได้อะไรจริงดิ”


            “อือ”


            “ตามใจ งั้นแค่นี้ก่อนนะ” แทบไม่รอให้โยธาขานรับผมรีบกดวางสายอย่างเร็วรี่


            ตอนที่คุยกันจู่ๆ คำว่า
เนคไทที่เพื่อนตัวสูงเอ่ยถึงก็แวบเข้ามาในหัว เลยจดความคิดเหล่านั้นเอาไว้ในใจ เพื่อหาซื้อของที่ต้องการในเช้าวันต่อมา


            17.45 น.


            นิสิตปีหนึ่งมานั่งรวมกันตามตารางนัดหมาย รุ่นพี่ปีสองใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ในการให้ทุกคนลงคะแนนเสียงเลือกประธาน รองประธาน เหรัญญิกและผู้ที่อาสาเข้ามาเป็นตัวแทนของรุ่น เวลาที่เหลือหลังจากนั้นจึงเป็นช่วงการเทคของ


            พิธีรีตองมีไม่มาก ประธานสโมสรออกมาพูดถึงกิจกรรมที่ทำมาตลอดสัปดาห์ จากนั้นห้องทั้งห้องก็เข้าสู่ความวุ่นวายอีกหน เพราะต่างคนต่างวิ่งหาพี่รหัสกับบัดดี้ของตัวเองกันให้ควัก


            “ไอ้กรรณ” พี่แซมโผล่หน้าทักทายด้วยรอยยิ้ม แกปรี่เข้ามาหาพร้อมยื่นถุงกระดาษในมือให้


            “หวัดดีครับพี่”


            “หวัดดีๆ อันนี้ของเทคที่กูภูมิใจนำเสนอแบบสุด มึงลองเปิดดูสิ” เชี่ย พูดขนาดนี้ใครจะอดใจไหว ผมรับถุงกระดาษจากมือหนา แล้วค่อยๆ หยิบเอาของด้านในออกมาชื่นชมทีละชิ้น


            เออะ...


            “นี่เลย บัตรแดกคราฟต์เบียร์ฟรี ว่างๆ เดี๋ยวเราไปกินกัน” จุดประสงค์เพื่อกูหรือเพื่อตัวเองเอาแค่นี้ก่อน ทว่าสำหรับพี่แซมแค่นี้ยังน้อยไปเพราะแกยังจัดหนักจัดเต็มได้อีก “อันนี้คูปองลุ้นรถยนต์จากบัตรเติมน้ำมัน ส่วนนี่บัตรดูหนังในเครือลดทันทีหนึ่งร้อยบาท มึงซื้อเครื่องสำอางหรือครีมทาหน้าบ่อยมั้ย”


            “ก็มีบ้างครับ”


            “กูมีบัตรลด 20 เปอร์เซ็นต์ และก็นี่...แท๊แดม!! แฟ้มรูปนานะ”


            “โฮร่ลลลลล พี่รู้ได้ไงว่าผมชอบนานะ”


            “กูเก่ง”


            ตอนได้พวกคู่ปองต่างๆ ก็อึ้งอยู่แล้ว แต่ทันทีที่เห็นแฟ้มซองรูปของนานะปรากฏอยู่ตรงหน้าสองขาผมแทบล้มทั้งยืน นอกจากมีเขาในฝัน ต่อไปผมก็จะมีเขาไปเรียนด้วยกันทุกวันอีก สาบานว่าจะฝากชีทเรียนสำคัญให้นานะช่วยดูแลหมดเลย


            “ขอบคุณครับพี่แซม นี่ผมก็มีของให้พี่ด้วย เป็นที่เปิดขวดเบียร์ยกแพ็ค” พูดจบอย่ารอช้ารีบเปิดกระเป๋ายื่นให้แกทันที พี่รหัสผมดีใจจนน้ำตาแทบร่วง ถลาเข้ามากอดพร้อมกระซิบข้างหู


            “ไอ้สัด ห้องกูมีที่เปิดทิ้งๆ ขว้างๆ ประมาณสิบอัน”


            “แง้ ไม่รู้อะ”


            “เพื่อนชอบลืมไว้ไง แต่ของมึงสวย รับรองกูจะหยิบมาเปิดขวดเบียร์ก๊อกๆ ทุกวันเลย” เกลียดเสียงเดาะลิ้นพี่มึงฉิบหาย ดี๊ด๊ากันได้สักพักคุณรองประธานก็ขอตัวไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ เหลือเพียงผมที่ยังคงยืนรอบัดดี้ตามลำพัง


            ก่อนออกจากห้องในช่วงเช้าผมได้บอกโยธาไว้แล้วว่ามีของจะให้ หากเจอพี่รหัสเสร็จก็ค่อยมาป๊ะกันตรงเวทีห้องกิจกรรม ทว่าตอนนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงาเลยเดาว่าคงกำลังยุ่งกับสายรหัสอยู่


            ยี่สิบนาทีผ่านไป...


            การรอคอยอันแสนยาวนานก็ได้สิ้นสุดลง เมื่อเห็นเพื่อนตัวสูงเดินฝ่าฝูงชนตรงดิ่งมาทางผม


            “รอนานอะบัดดี้”


            “คุยกับสายรหัสอยู่”


            “โอเคๆ”


            “แล้วพี่มึงไปไหน”


            “พี่กูเป็นรองประธาน คิวงานยุ๊งยุ่ง” แต่ที่ผ่านมาเขาก็ดูแลผมอย่างดีมาตลอด ไม่ปล่อยให้รู้สึกหงอยเลย


            ในเมื่อตอนนี้โยธามายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว ผมจึงไม่อยากเสียเวลาจัดการล้วงมือลงไปในกระเป๋าพร้อมกับยื่นของชิ้นหนึ่งที่ไม่ได้ห่ออะไรเลยให้กับคนตัวสูง   


            “กูซื้อเนคไทของมอมาให้ เห็นมึงมีเส้นเดียวเลยกลัวว่าถ้าส่งซักจะไม่มีเส้นสำรองมาใช้แทน ที่สำคัญแบบสเปเชียลฝุดๆ...กูสั่งปักวันเกิดมึงเอาไว้ด้านในด้วยนะ จะได้มีเส้นเดียวในโลกไง”


            ผมไม่รู้ว่าโยธาชอบหรือไม่ชอบอะไรเท่าไหร่ ที่เห็นบ่อยๆ ก็มีแต่การ์ตูนญี่ปุ่น แต่จะให้ซื้อก็กลัวซ้ำ เลยเลือกของที่จำเป็นมาแทน


            บนเนคไทมีตัวเลข 0804 ปักแสดงความเป็นเจ้าของ เวลาผูกก็ไม่มีใครเห็นหรอก คงมีแต่ผมกับโยธาที่รับรู้กันแค่สองคน


            “บีเกิลใส่ใจขนาดนี้เลยเหรอ”


            “แน่นอน”


            “ส่วนอันนี้ของมึง”


            “เฮ้ยไหนบอกไม่ซื้ออะไรมาไง”


            “ก็ไม่ได้ซื้อเพราะไม่รู้จะเลือกอะไร เอาจริงก็ไม่เคยทำแบบนี้ให้ใคร”


            “กูเข้าใจ บางครั้งคนเราก็ไม่ได้ละเอียดอ่อนทุกเรื่องหรอก”


            “แต่พี่รหัสช่วยทำไอ้นี่มาให้แทน” มือหนายื่นกระดาษการ์ดสีขาวแผ่นหนึ่งให้กับผม เมื่อลองเปิดดูก็พบตารางโล่งๆ สองช่องพร้อมหัวข้อซึ่งถูกเขียนระบุเอาไว้


            “มันคืออะไรวะ”


            “ตารางกิจกรรม เก็บไว้ทำด้วยกัน”


            ผมยังคงงุนงงอยู่ เลยกวาดสายตาอ่านข้อความจากตารางแต่ละช่อง


            “กินข้าว อันนี้เลี้ยงเหรอ” ตอนเงยหน้าถามก็ได้รับการตอบกลับเป็นการพยักหน้าหงึกหงัก “เลี้ยงกี่ครั้งอะ”


            “ไม่จำกัด”


            “เฮ้ยป๋าว่ะ แค่กินวันเว้นวันก็แพงกว่าเนคไทร้อยเส้นแล้ว ถ้าจะให้แฟร์กูต้องเลี้ยงน้ำกับขนมเป็นการตอบแทน” ปากขยับพึมพำแต่สายตายังคงอ่านตารางช่องที่สองต่อ “มีดูหนังด้วย”


            “อืม”


            “ถ้าเดือนนึงกูอยากดูห้าเรื่องมึงก็จะไปด้วยเหรอ”


            “ต้องดูก่อนว่าว่างมั้ย”


            “แล้วเราจะตีกันเรื่องแนวหนังที่ชอบหรือเปล่า”


            “เลือกดูเรื่องที่ใจตรงกันสิ”


            “เออว่ะ ทำไมคิดไม่ได้”


            “เป็นบีเกิลโง่ไง”


            “เดี๊ยะ!” ผมตั้งท่ายกมือเตรียมโบกกบาลแรงๆ ทว่าโยธาถอยเท้าไปข้างหลังหนึ่งก้าวอย่างรู้ทัน “บัดดี้ กูมีเรื่องสงสัย”


            “อะไร”


            “ทำแบบนี้มึงไม่เห็นได้ประโยชน์สักอย่าง เสียเปรียบกูทุกทาง ทำไปทำไมวะ”


            “ได้ดิ”


            “ยังไง”


          “ได้เข้าไปอยู่ในโลกของมึง”


            “...”


            “ก็ไม่เห็นเสียเปรียบอะไรเลย”





 

 

 

 

เป็นช่วงเวลาที่ทรหดอดทน เลตไปหลายวันเนื่องจากจบตอนไม่ลง

แง้ๆ ไม่มีอะไรจะพูดนอกจากขอโทษจากใจค่ะ

วิตกกังวลไปหลายวันทำคนอ่านรอแล้วรอเล่า

จะพยายามแก้ตัวใหม่ในตอนถัดไปฮะ ฝากน้องกรรณกับเจ้าโยธาด้วยน้า

#วิศวกรรณโยธา

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12.718K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,844 ความคิดเห็น

  1. #13831 parinyadakhim (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 เมษายน 2564 / 15:24
    โยธาคนเนียน
    #13,831
    0
  2. #13826 Aoy_zzZ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 เมษายน 2564 / 21:27
    โยธา เกิดวันเดียวกันกับเราเลยอ่ะ
    #13,826
    0
  3. #13798 ssppy (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 02:43
    ตุยไปเลยค่ะ แอทแทคจังไ
    #13,798
    0
  4. #13783 After_TeaTime (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 04:58
    บ๊ะ จีบหน้าตาย จีบแบบไม่รู้ตัว5555555

    ว่าแต่ชักสงสัย คำว่ากินโจ๊กนี่มีความหมายแฝงหรือโค้ดลับอะไรหรือเปล่า555555

    แล้วก็นะ น้องกรรณ ผูกเนคไทแล้วยืนส่งแบบนั้นน่ะ มันไม่ได้เหมือนแม่ มันเหมือนเมียมากกว่านะ5555555555
    #13,783
    0
  5. #13762 PerfectRich (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 / 06:39

    งื้ออออออ....เค้าอยากไปอยู่ในโลกของบีเกิ้ลแล้ววววว


    หยอดเรื่อยๆนะโยธา โง่ๆ อย่างบีเกิ้ลซักวันคงรู้ หึหึ

    #13,762
    0
  6. #13745 pkpk30 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 มกราคม 2564 / 23:19
    อยากมีคนมาชอบบ้างจัง55555
    #13,745
    0
  7. #13717 Hwiii_y (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2563 / 16:20
    ชอบสะกดแบบนี้นะคะ5555
    #13,717
    0
  8. #13684 soul_hyukjae (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 01:36
    คุณโยธาเขาก็มีวิธีของเขา
    #13,684
    0
  9. #13676 TheployKp (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2563 / 00:34
    ชอบแหละดูออก55555
    #13,676
    0
  10. #13669 97fQx_ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 22:17
    พี่โยธาน่ารักมากแม่ เอาจริงอ่อนโยนไม่ไหว แงงง
    #13,669
    0
  11. #13655 ChungWila (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 21:57
    ทำไมเค้าน่ารักกันจังง แต่บัดดี้ก้องตาถึงงชอบชานยอลลลล555555
    #13,655
    0
  12. #13639 pang_97s (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 16:40
    เอ็นดูว่ะ
    #13,639
    0
  13. #13622 Liracu (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2563 / 16:21
    แรงมากแม่
    #13,622
    0
  14. #13569 pilin/พิ'ลิน (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 14:38
    ขำพี่แซม
    #13,569
    0
  15. #13557 Starsofyou12 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2563 / 08:58

    อ่านตอนนี้คิดถึงแต่exo 555555

    #13,557
    0
  16. #13552 jira_deer (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 15:20
    จีบกันอยู่ ดูออกหน่าาา
    #13,552
    0
  17. #13519 furnnee (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 14:21
    เค้าเตาะกันป้ะคะ
    #13,519
    0
  18. #13490 aqwerty_ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 21:30
    พี่อาร์คน่ารักมากอร้ายย
    #13,490
    0
  19. #13448 SHERNEW (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 14:45
    นี่ก็เดาะลิ้นตามพี่แซมนะ 555
    #13,448
    1
    • #13448-1 pigpocket(จากตอนที่ 7)
      21 พฤษภาคม 2563 / 00:02
      เห้ย ทำเหมือนกันอ่ะ
      #13448-1
  20. #13403 Oseidon (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 18:57
    โยธาชอบบีเกิลตั้งนานแล้วสินะ ไม่งั้นคงไม่ยอมแลกห้อง แลกบัดดี้ 😍😍😍
    #13,403
    0
  21. #13388 yeol_yeol (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 07:22
    โยธาน่ารักจังอ่ะ
    #13,388
    0
  22. #13359 Sariei_va (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 13:24
    โง้ยยยยย อิจฉาบีเกิลคนนี้จังงง
    #13,359
    0
  23. #13328 pparelypigg (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 12:42
    ตายไหมบีเกิ่ลเป็นนี่นี่ตาย
    #13,328
    0
  24. #13310 Londar (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 20:22
    พี่โยธาถ้าจะรุกขนาดเนร้
    #13,310
    0
  25. #13277 Apoptosis (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 20:42
    รุกแรงงงงงงงงงง.....555555
    #13,277
    0