วิศวกรรณโยธา - end

ตอนที่ 6 : 05 - กับการเรียนหนูตั้งใจขนาดนี้มั้ย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 139,399
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12,090 ครั้ง
    2 ต.ค. 62




05


กับการเรียนหนูตั้งใจขนาดนี้มั้ย




            “กรรณ...”


            “อือ”


            “ตื่นได้แล้ว” เสียงทุ้มนุ่มดังแว่วในโสตประสาท ผมครางอืออาในลำคอเมื่อถูกขัดจังหวะก่อนพลิกตัวไปอีกด้าน ทว่าผลที่ได้กลับเป็นเหมือนเดิมคือได้ยินเสียงของใครคนหนึ่งกำลังเรียกชื่อผมไม่หยุด แถมคราวนี้หนักกว่าตรงที่อีกฝ่ายยังพยายามเขย่าแขนแรงๆ ด้วย


            “คนจะนอนอ่าาาา”


            “หกโมงแล้ว ถ้าไม่ตื่นกูทิ้งไว้ที่นี่นะ” ได้ยินเท่านั้นแหละร่างกายแม่งกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งโดยอัตโนมัติ ทั้งที่เปลือกตาทั้งสองข้างยังไม่ลืมขึ้นด้วยซ้ำ


            กว่าจะปลุกตัวเองจากฝันแสนหวานกับปรับโฟกัสสายตาให้เป็นปกติได้ก็ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ และภาพแรกที่เห็นหลังลืมตาตื่นเลยก็คือใบหน้าอันเฉยชาของคุณความมืดมน แม่ง...มันนั่งอยู่ท่าเดิมเหมือนกับเมื่อคืนเลย


            คนเราเวลาตื่นขึ้นมาในตอนเช้าและได้พูดคุยกับใครสักคนหนึ่ง เราจะทักทายเขาว่ายังไง อาจเป็นประโยคอรุณสวัสดิ์ หรือไม่ก็เป็นคำถามอย่างเมื่อคืนฝันดีมั้ย แต่กับโยธาที่ท่าทางคงนั่งกะพริบตาอย่างเดียว ประโยคเหล่านี้เห็นทีจะไม่เวิร์ก


            “ไม่ขยับไปไหนบ้างเหรอ” เพราะงั้นหลังเปิดปากคำแรก ผมจึงจู่โจมด้วยคำถามชวนสงสัย


            “ต้องขยับไปไหน”


            “เข้าห้องน้ำบ้างมั้ย”


            “...”


            “ลงไปซื้อขนมบ้างปะ”


            “...”


            “เฮ้ย สรุปนั่งนิ่งๆ อยู่แบบนี้ทั้งคืนจริงดิ”


            “พูดอะไรเยอะแยะ รีบเก็บของ” หรือเป็นเพราะเจ้าตัวกำลังหลอนที่ผมเอาเสื้อมันมาห่มนอน จนมีสภาพสยองจากน้ำลายที่ย้อยออกจากปาก


            “รู้แล้ว แต่เสื้อคลุมมึงเดี๋ยวกูส่งซักก่อนแล้วค่อยเอาไปคืนทีหลังนะ”


            “อืม คืนเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเก็บของเสร็จเดี๋ยวไปหาอะไรกินกัน”


            “โห~ นี่ผมฝันอยู่หรือเปล่าครับ อยู่ดีๆ คุณโยธาก็มาชวนไปกินของอร่อยอะ ไม่อยากจะเชื่อ” แน่นอนผมไม่ได้รับคำตอบใดๆ นอกจากเสียงถอนหายใจยาวเหยียด โยธาแม่งไม่มีโมเมนต์อารมณ์ขันเหมือนคนอื่นบ้างเลย เคยดาร์กยังไงเจ้าตัวก็ยังคุมโทนแบบนั้นเสมอ


            เพื่อไม่เป็นการยั่วอารมณ์อีกฝ่ายให้โมโห ผมรีบเก็บข้าวของที่หอบหิ้วมาใส่กระเป๋าอย่างลวกๆ ก่อนเดินตามร่างสูงลงบันไดไปยังชั้นล่าง บริเวณโดยรอบเริ่มมีผู้คนสัญจรไปมาบ้างแล้ว ทว่าหน้าร้านกาแฟกลับมีรถของเราจอดอยู่เพียงสองคัน


            ที่รักของผมเป็นสีขาวน่ารักเหมาะกับคนขับมากๆ ส่วนของโยธาเป็นรถสัญชาติญี่ปุ่นสีดำใหม่เอี่ยมสภาพเหมือนเพิ่งถอยมาใช้ได้ไม่นาน


            “กลับไปกินหอในกันมั้ย” ผมเดินอ้อมไปยังอีกฟากหนึ่งเพื่อเตรียมเปิดประตูรถ ทว่าเสียงของคนตัวสูงกลับเบรกสองเท้าเอาไว้ชะงักงัน


            “ใกล้ๆ นี้มีร้านโจ๊กอยู่ เดินไปกินได้”


            “ร้านโจ๊กที่มึงชอบบอกยามเวลาเข้าหออะนะ”


            โยธายักไหล่ไม่รู้ไม่ชี้ก่อนหมุนตัวเดินนำทางไป แล้วกรรณยุคลทำอะไรได้บ้างล่ะครับนอกจากตามตูดเขาต้อยๆ เหมือนหมาหวงเจ้าของ


            “อยากกินอะไร” หลังจับจองที่นั่งภายในร้านเสร็จ คนตัวสูงกว่าจึงเอ่ยถาม


            “โจ๊กหมูใส่ไข่”


            “ใส่ขิงมั้ย”


            “ใส่ทุกอย่างที่ร้านมี”


            “พิเศษหรือธรรมดา”


            “ระดับผมแล้วต้องพิเศษเท่านั้น”


            “โอเค” รับคำจบอีกฝ่ายจัดการก้าวเท้าฉับๆ ไปหาป้าเจ้าของร้านซึ่งกำลังอยู่หน้าหม้อต้ม ส่วนผมไม่นิ่งดูดายเดินไปกดน้ำดื่มเตรียมไว้ให้เช่นกัน


            ตั้งแต่ย้ายสำมะโนครัวมาอยู่หอใน ผมยังไม่เคยแวะมากินโจ๊กร้านนี้เลยสักครั้ง เมื่อมองบรรยากาศโดยรอบก็เห็นเพียงร้านธรรมดาขนาดหนึ่งคูหา ลูกค้าไม่ได้แน่นขนัด แต่ในเมื่อโยธาแนะนำแสดงว่าน่าจะมีข้อดีอะไรบางอย่าง ซึ่งคาดหวังเหลือเกินว่าสิ่งดีๆ นั้นจะเป็นเรื่องของรสชาติ


            เจ้าของร่างสูงเดินกลับมานั่งตรงโต๊ะ คว้าน้ำดื่มที่ผมวางเอาไว้ขึ้นมาจิบดื่มก่อนนั่งเงียบเป็นเป่าสาก หากเป็นไอ้ก้องคงพูดน้ำไหลไฟดับไปแล้ว นี่อะไร เป็นภาระให้ผมต้องคิดหัวข้อสนทนาอีก


            “เมื่อวานเจอมึงในคาบ Information Science ด้วย โคตรเซอร์ไพรส์”


            “รายชื่อใน Reg ก็มี มาเซอร์ไพรส์อะไรไม่ทราบ” เบื่อมึงที่ไม่เคยอินอะไรกับกูเลย


            “ไม่ได้ดูละเอียดมั้ยล่ะ อีกอย่างมึงก็ไม่เคยโผล่หัวมาเลยสักครั้ง”


            “แจกแค่คอร์สจะมาทำไม”


            “คาบก่อนเรียนไปนิดนึง แต่มึงก็โดด”


            “พอดีหิวข้าว เลยไปกินข้าวดีกว่า”


            “เหตุผลกะโหลกกะลา พ่อส่งมาเรียนครับคุณไม่ได้ให้ไปกินข้าวเป็นหลัก”


            “หิว”


            “กูไม่เถียงละ” พูดจบปิดประเด็นโจ๊กก็มาเสิร์ฟพอดี กลิ่นหอมฉุยกับไอความร้อนกรุ่นที่แผ่ออกมามันทำให้ผมมีความสุขจริงๆ เบื่อกับข้าวโรงอาหารหอในแล้วเหมือนกัน ดีใจที่วันนี้จะได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ บ้าง


            ผมจับช้อน จ้วงโจ๊กหมูใส่ทุกอย่างขึ้นมาเป่าครู่หนึ่งก่อนงับใส่ปากทั้งคำ


            “อร่อย~” เอ่ยบอกกับคนตรงหน้าเสร็จก็ก้มหน้าก้มตากินต่อ


            “มีอะไรไม่อร่อยสำหรับมึงบ้าง”


            “กูเป็นคนไม่เรื่องมาก ถ้ารสชาติไม่ได้แย่อะไรก็อร่อยสำหรับกูหมดแหละ”


            ( Rrrr - - Rrrr - - )


            นั่งจ้วงโจ๊กได้ไม่เท่าไหร่เสียงเรียกเข้ากลับดังขัดจังหวะซะดื้อๆ เมื่อหยิบมือถือขึ้นมาดูเลยเห็นรายชื่อที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทันที เมื่อคืนผมลืมโทรไปคุยกับแม่ซะสนิท จึงไม่แปลกที่เช้านี้อีกฝ่ายจะติดต่อมา


            “ว่าไงครับผม” กรอกเสียงทะเล้นเหมือนทุกทีลงไป ปลายสายจึงตอบกลับอย่างไวว่อง


            [อยู่มหาลัยได้ไม่เท่าไหร่ลืมแม่เลยน้า]


            “โถ มีงอนด้วยอะ ขอโทษคร้าบ พอดีเมื่อคืนนอนดึกไปหน่อย” แต่ไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าเพราะอะไร ผมไม่อยากให้แม่ต้องเป็นห่วงกับประเด็นเล็กๆ น้อยๆ เนื่องจากสามารถปรับตัวกับเรื่องพวกนี้ได้ง่ายอยู่แล้ว


            [ถ้าทุกอย่างโอเคแม่ก็วางใจ แล้วนี่ลูกทำอะไรอยู่ ทำไมพูดเหมือนเคี้ยวอะไรสักอย่าง] แม่ผมนี่ละเอียดยิบจริงๆ ใส่ใจแม้กระทั่งเสียงกินที่เล็ดลอดผ่านปลายสาย


            “หนู...” เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังอยู่กับเพื่อน ผมเงยหน้าขึ้น สบตากับคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามก่อนจะเบาเสียงลงเล็กน้อย จะให้เพื่อนรู้ไม่ได้ว่าเราหงอเป็นเด็กตอนอยู่กับแม่ ไอ้โยธาต้องจำได้เพียงภาพของผมที่เป็นคนคูลๆ เท่านั้น “กำลังกินโจ๊กอยู่”


            [อร่อยมั้ย]


            “มาก”


            [พูดไม่มีหางเสียง]


            “มากครับ” ตอบเสียงแผ่วเป็นตดเลยกู


            [แล้วอยู่กับใคร ก้องเหรอลูก]


            “เปล่า กรรณอยู่กับเพื่อนอีกคนนึง”


            [ทำไมแทนตัวเองว่ากรรณ มีอะไรปิดบังแม่หรือเปล่า] งานเข้า! แม่ก็น้ออออ ได้ยินอะไรไม่ชินหูหน่อยถามขึ้นมาทุกทีเลย ตั้งแต่เล็กจนโตผมเป็นคนเคยชินกับการเรียกหนูกับคนในครอบครัวมาตลอด วันไหนไม่เรียกจึงมักถูกถามอย่างที่เห็น


            “เปล่า”


            [มีลับลมคมใน]


            “ใช่ที่ไหนล่ะ...” แล้วประโยคต่อมาก็เบาลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด “หนูกำลังกินข้าวกับเพื่อน เดี๋ยวต้องอาบน้ำเตรียมตัวไปเรียนแล้ว”


            [โอเคงั้นแม่ไม่กวนละ ตั้งใจเรียนนะ]


            “คร้าบ”


            [ก่อนวางสายต้องทำยังไง] แม่~ เล่นกันหนักตลอดเลยอะ


            “อายเพื่อน”


            [อายอะไร เรานี่ตลกนะ เร็ว! เดี๋ยวแม่ต้องไปทำงานแล้วเหมือนกัน]


            “หนูจะตั้งใจเรียน จะไม่แกล้งเพื่อน จะเป็นเด็กดี”


            [รับปากแล้วนะ งั้นกินข้าวให้อร่อยลูก บาย...] สายถูกตัดไปขณะที่ผมก้มหน้างุด ค่อยๆ วางมือถือลงข้างตัวแล้วโฟกัสกับการกินโจ๊กต่อ หวังเพียงว่าอีกฝ่ายจะใจดีไม่เอ่ยถึงประโยคที่เพิ่งพูดไปก่อนหน้านั้น ทว่าจนแล้วจนรอดสิ่งที่กลัวสุดๆ กลับเกิดขึ้นจนได้


            “แทนตัวเองว่าหนูกับแม่เหรอ” เชี่ยยยยย โดนล้ออีกแน่เลยกู


            “ทะ...ทำไม”


            “เปล่า ถามเฉยๆ” เจ้าตัวยังคงตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่มีท่าทีแอบขำเหมือนตอนไอ้ก้องได้ยินครั้งแรกสักนิด


            “อยู่กับแม่มันต้องทำตัวให้น่ารักเข้าไว้ เผื่อจะได้เงินเพิ่ม”


            “แล้วถ้าแม่ไม่เพิ่มอะ”


            “ก็ไปอ้อนพ่อต่อ”


            “ดีเนอะ”


            “มึงไม่เคยอ้อนขออะไรเลยเหรอ ถามอย่างกับคนไม่เคย”


            “ปกติไม่ขอพ่อก็ให้” เจ้าตัวตอบอย่างไม่ใส่ใจ น้ำเสียงงี้แข็งกระด้างเชียว


            “เจอเด็กโดนสปอยล์เข้าแล้วว่ะ” ผมพูดพลางเคี้ยวหมูสับตุ้ยๆ “ตอนกูจะขออะไรสักอย่างนะ พูดจนปากเปียกปากแฉะ เคยร่างแผนการเป็นข้อๆ เลยว่าต้องเกริ่นแบบไหน หนึ่ง สอง สาม สี่”


            คิดถึงวีรกรรมที่เคยทำก็อยากหัวเราะให้เสียงแหบ แถมตลกกว่านั้นคือแม่ดันยอมด้วยความจำนน คงเหนื่อยที่ต้องทนฟังผมพล่ามใส่หูตลอดทั้งวันเลยตัดปัญหาซะ แต่ก็ใช่ว่าผมจะได้ทุกอย่างที่ต้องการซะทีเดียว เพราะใจความสำคัญคือการคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย


            “สมกับเป็นมึงดี”


            “มึงอะไม่เคยอ้อนกับพ่อ แต่กับแฟนก็ไม่เคยอ้อนหรือไง”


            “บอกแล้วว่ากูไม่รักใคร”


            “มืดมนจริงๆ”


            “ใครจะไปเป็นเหมือนมึง”


            “แบบกูนี่ดีนะ ใครก็อยากอยู่ใกล้”


            โยธาเงียบ ถอนหายใจอย่างปลงตก ผมคิดว่าตัวเองอาจจะพูดเว่อร์ไปหน่อยจึงไม่คิดโต้แย้งต่อ นอกจากนั่งตักโจ๊กใส่ปาก กินจนหมดชามโน่นแหละกว่าอีกฝ่ายจะทำลายความเงียบลงด้วยประโยคเฉยชาเต็มที


            “อืม...อาจจะจริง”


            “จริง? อะไรคือจริง”


            “ที่ใครๆ ก็อยากอยู่ใกล้มึง” ใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าจะประมวลผลคำพูดของอีกฝ่ายให้เข้าใจ


            “เขินอะ” ผมนั่งยิ้ม จับแก้มตัวเองด้วยท่าทางตอแหลเต็มที่ ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายเสือกรีบพูดตัดความหวังใส่กันซะก่อน


            “ไม่ต้องเขิน เพื่อนคณะเรารักสัตว์กันเยอะ ยังไงเขาก็เอ็นดูมึง”


            ฮ่วย! กำลังจะเคลิ้มอยู่แล้วเชียว


            “จิตใจมึงทำด้วยอะไร”


            “เนี่ย ทำหน้าแบบนี้ยิ่งเหมือน”


            “ครั้งหนึ่งมึงเคยบอกว่าหน้าเหมือนหมาก็น่ารักดีไม่ใช่เหรอ เพราะงั้นกูจะถือว่านี่เป็นคำชมแล้วกัน”


            “แล้วกูได้ด่าตรงไหน”


            “...”


            “มีแต่คำชมทั้งนั้นเลย”


            ตู้ม!      ขาเก้าอี้ไม่ได้หัก ยางรถไม่ได้ระเบิด เสาไฟฟ้าไม่ได้ขัดข้อง แต่เสียงตู้มนี้มันดังอยู่ในหัว บางอย่างในร่างกายกำลังถูกทำลาย ซึ่งไอ้โยธาเก่งมากที่ทำให้ผมรู้สึกกับประโยคสั้นๆ ได้มากขนาดนี้





 

 

 

 




            คลาสฟิสิกส์ 1 เต็มไปด้วยประเด็นเมามันที่เพื่อนๆ ขุดกันมาคุยระหว่างรออาจารย์เข้าห้อง ผ่านมาหลายวันแล้วทว่าหัวข้อสนทนาของกลุ่มเคมีนอกจากพุ่งประเด็นไปที่สังคมโลกในทวิตเตอร์ เรื่องของแฝดคนพี่อยากโยธาก็ยังได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องเช่นกัน


            “สายสืบวงในบอกมาอีกแล้วว่าเห็นไอ้โยธาอยู่กับผู้หญิงคนใหม่” ข่าวลือกำลังระอุได้ที่ ไอ้ก้อง ไอ้บุ๊ค ไอ้ฟรองก์กระโดดลงมาแจมอย่างด่วนๆ


            “กูเดาว่าถ้ามันไม่เจ้าชู้ชอบโชะหญิงไปทั่วก็ต้องทำงานเป็นโฮสต์แล้วล่ะ”


            “มึง...มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ได้นะ”


            คนที่รู้ความลับของรูมเมทหน้าตายมีแค่ไม่กี่คน แต่จะให้ผมบอกโดยไม่ได้ขออนุญาตโยธาก็คงทำไม่ได้ เลยพยายามหาโอกาสแย้งไปเรื่อยๆ อย่างไม่เจาะจง


            “กูก็ไม่รู้อะ เห็นแก๊งผู้หญิงพูดมาอีกที”


            “ข่าวลือชอบบิดเบือนไง”


            “จริงด้วย” เพื่อนเริ่มเออออไปตามการโน้มน้าวของผม


            “ความจริงโยธามันอาจไม่ได้หลอกฟันก็ได้นะ”


            “รู้ดีจังเนอะ รูมเมทมึงมันเล่าอะไรให้ฟังบ้างอะ”


            “มะ...ไม่ได้เล่าอะไรเลยมึง กูพยายามถามยังไงมันก็ไม่ตอบ”


            “อืม”


            “แต่มันเป็นคนดีนะ เชื่อกูดิ”


            “เออรู้แล้ว ออกตัวแรงทำไมเนี่ย”


            ผมยิ้มแห้ง พรูลมหายใจออกมาอย่างหนัก


            ประเด็นดังกล่าวไม่ได้ถูกพูดต่อ มาแค่สั้นๆ แล้วก็ผ่านไป อาจเพราะมีเรื่องน่าสนใจกว่าอย่างข่าวลือที่ว่ารุ่นพี่เตรียมจะคัดเลือกประกวดดาวเดือนคณะในเร็ววันนี้ หัวข้อเลยเปลี่ยนเป็นเรื่องของดาวคณะที่หลายคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าจะเป็นคนที่ตัวเองชื่นชอบอยู่หรือเปล่า


            “พูดถึงตัวแทนของภาคเคมีก็ต้องมิ้นท์แล้วกูว่า” ก้องเกียรติตอบอย่างมั่นใจ พร้อมเสียงสนับสนุนจากทุกฝ่าย


            “เห็นด้วยๆ”


            “กูใส่สิบบาท”


            “ฟาย ใจเสาะจังวะ” ผมพูดเป็นเชิงข่มก่อนเกทับด้วยจำนวนที่มากกว่า “กูใส่สิบเอ็ดบาทให้มิ้นท์”


            “โหหหห ไอ้หู ทำกร่างแต่ให้มากกว่าแค่บาทเดียว”


            “ช่วงนี้กูจน มีใครทายคนอื่นอีกมั้ยนอกจากมิ้นท์”


            “บัวก็น่ารัก”


            “บัววววววววววว”


            “เรียกกูทำไม!


            “อูยยยย เปล่าจ้ะ” ลืมไปซะสนิทว่าคลาสวิชานี้มีแต่เคมี นั่งเพ้อเสียงดังใครก็ได้ยินหมด ถึงผู้หญิงคณะเราจะน้อยแต่บอกเลยว่าทั้งน่ารัก นิสัยดี และมีคุณภาพ แค่บางคนอาจจะติดโหดไปบ้างก็เถอะ แต่เวลาไปไหนเรามักออกตัวปกป้องทุกคนไม่มีน้อยหน้า แม้จะโดนบ่นว่าพวกผมไปตัดอนาคตในการหาแฟนของเจ้าตัวก็ตาม


            “เดาผู้หญิงไปแล้ว ผู้ชายเอาใครดี กรรณ...มึงสนใจมั้ย” ทันทีที่ได้ยินเสียงของเพื่อน ร่างกายถึงกับสะดุ้งจนขาโต๊ะเลกเชอร์สั่น


            “อย่าเลย การประกวดไม่ใช่ทางกู กูชัดเจนในสายเสือกเรื่องชาวบ้านมากกว่า”


            “โวะ! ไอ้กรรณไม่เอาใครจะเอาวะ”


            “กูเอง” ไอ้ก้องยกมือเสนอตัว


            “สิ้นหวังแล้วอนาคตภาคเรา” แต่ละคนร้องระงมไม่ขาดสาย ไอ้ก้องเลยส่งนิ้วกลางให้จนครบก่อนแสดงความเห็นตามสถานการณ์


            “ผู้ชายภาคเราจะส่งใครไปก็ไม่มีทางได้เป็นตัวแทนคณะหรอก โน่น คนที่รุ่นพี่หมายตาคือแฝดนรกอย่างไอ้ไฟฟ้ากับโยธามากกว่า”


            “เออว่ะ งั้นกูเลือกข้างเลย ตัวแทนคณะคือไอ้ไฟฟ้าแน่นอน” ไอ้บุ๊คเริ่มโหวตเป็นคนแรก


            “กูใส่โยธา คิดว่าปีนี้รุ่นพี่น่าจะส่งสายมืดมนเข้าสู้”


            “เห็นด้วย ลอร์ด โวลเดอมอร์เจอมันยังชิงฆ่าตัวตายก่อนเลย”


            “โคตรเว่อร์ กูยึดจากการวิเคราะห์เป็นหลัก แต่ละปีมีทั้งสายน่ารักและสายแกร่งลงประกวด ปีนี้เลยคิดว่าน่าจะอยากได้ความแปลกใหม่มากกว่า กูขอเลือกข้างไอ้โยธาด้วย”


            “น่าสนใจ ดูมีเหตุผล โยธาด้วยอีกคน”


            แต่ละคนเริ่มแสดงความเห็นและเลือกข้างกันอย่างชัดเจน คงเหลือแค่ผมที่นั่งเงียบอยู่คนเดียว


            “มึงล่ะหู เลือกใคร”


            “ไฟฟ้า”


            ผมตอบโดยแทบไม่เสียเวลาคิด


            “มันใจเหี้ยมว่ะ ทำไมถึงไม่เชียร์รูมเมทมึงวะ”


            จากการทำความรู้จักกันในช่วงเวลาหนึ่ง ได้เห็นมุมมอง วิธีคิด และความลับของอีกฝ่าย ผมเลยพอมองออกว่ามันชอบหรือไม่ชอบอะไรบ้าง


            “เชียร์ไปก็เปล่าประโยชน์”


            “...”


            “โยธามันคงไม่อยากทำอะไรแบบนี้หรอก”


            เชื่อเถอะ กับคนที่กำแพงในตัวสูงขนาดนี้ บางทีปล่อยให้เจ้าตัวเป็นในสิ่งที่ต้องการมันคงดีกว่า





 

 

 

 




            เช้าวันใหม่เริ่มต้นอย่างสดใส


            คุณความมืดมนตื่นก่อนเหมือนเช่นเคย ดังนั้นสายขี้เกียจอย่างผมจึงต้องต่อคิวใช้ห้องน้ำ จัดการถูสบู่ขัดขี้ไคลเสร็จก็เดินคาดผ้าขนหนูออกมาเตรียมผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ทว่าเรื่องน่าตกตะลึงของเช้านี้กลับปรากฏสู่สายตาเมื่อเห็นเจ้าของเตียงฝั่งตรงข้ามกำลังนั่งผูกเนคไทอย่างเก้ๆ กังๆ


            “ทำอะไรอะ”


            “ก็เห็นอยู่หนิ” ปากพูดแต่สายตากลับจดจ้องหน้าจอไอแพดซึ่งเปิดยูทูปสอนวิธีผูกเนคไทฉบับง่ายๆ เอาไว้ ขนาดเขาสอนทีละขั้นตอน มือไม้ของคนตัวสูงกลับยังพันไปมาสะเปะสะปะอยู่เลย


            “ไม่เคยผูกเหรอ”


            “อืม”


            “งั้นเดี๋ยวขอเปลี่ยนเสื้อก่อนจะมาช่วย”


            “ไม่เป็นไร” ว่าแล้วก็พยายามผูกต่อ


            น่าสนใจเหลือเกินพ่อ ปกติเวลาไปเรียนหรือเห็นโยธาที่คณะผมมักจะเห็นว่าอีกฝ่ายไม่เคยแต่งตัวถูกระเบียบเลยสักครั้ง อย่างน้อยก็เนคไทนั่นแหละที่ไม่เคยใส่ มาวันนี้จึงไม่อยากจะเชื่อนักตอนที่เห็นมันพยายามทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน


            ชุดนิสิตในตู้ถูกหยิบขึ้นมาสวม ผมเป็นคนแต่งตัวเร็ว แป๊บๆ ก็เรียบร้อย เลยอาสาไปช่วยเหลือเพื่อนแม้เจ้าตัวจะไม่อยากให้ช่วยเลยก็ตาม


            “มานี่ จะสอนผูกให้ ลุกขึ้นยืนก่อน” เหมือนแค่เรื่องนี้จะทำให้โยธาประสาทแดกเต็มที เพราะมันไม่ได้เอ่ยปากปฏิเสธเหมือนคราแรก แต่กลับทำตามคำสั่งด้วยการลุกขึ้นยืนอย่างว่าง่าย


            “โคตรยาก”


            “รู้น่า ตอนแรกๆ กูก็ผูกไม่เป็นเหมือนกัน พ่อเลยช่วยสอน แล้วนี่คิดยังไงถึงจะหัดใส่ไทด์เนี่ย”


            “รุ่นพี่บอกมา”


            “น่าสงสารฉิบหาย อะ! ไหนเอามาให้กูดูหน่อย” ผมแบมือ รอรับเนคไทจากมือของคนตัวสูงก่อนจะเอื้อมมือพาดไว้บนต้นคออีกฝ่าย


            โยธาตัวสูงกว่าผมค่อนข้างมาก เวลายืนด้วยกันเลยต้องเงยหน้ามองจนคอแทบเคล็ด


            “ดูนะ ก่อนอื่นเลยให้สังเกตตรงปลายก่อน  ตั้งแต่ต้นจนถึงปลายของเนคไทจะกว้างไม่เท่ากัน มึงต้องดูว่าปลายด้านไหนกว้างกว่า ถ้ารู้แล้วก็เอาด้านนั้นทับไว้แบบนี้” นอกจากอธิบาย ผมไม่ลืมทำเป็นตัวอย่างเพื่อให้อีกฝ่ายเห็นภาพอย่างชัดเจน


            โยธาพยักหน้าเหมือนเข้าใจเราเลยเริ่มขั้นตอนต่อไปด้วยความรวดเร็ว


            “พอทับเสร็จแล้วใช่มั้ย เราก็ม้วนอ้อมไปข้างหลัง จากนั้นค่อยสอดปลายสายลงตรงช่องตรงนี้”


            “...”


            “เสร็จแล้วอ้อมมาข้างหน้าต่อ แล้วสอดลงตรงช่องว่างเหมือนเดิม มันจะมีปมอยู่ตรงนี้ถูกมั้ย” ผมเงยหน้าถาม ชี้ไปยังจุดกึ่งกลางเนคไทใกล้ๆ กับลำคอ “ให้มึงสอดปลายเนคไทลงไป จากนั้นดึงขึ้น จัดให้เข้าที่...นี่ไง เสร็จแล้ว”


            ผมถอยเท้าออกมา ชื่นชมผลงานหลังการผูกด้วยความภาคภูมิใจ แต่คนตัวสูงกลับยังทำหน้ายุ่งเหมือนไม่ตื่นจากฝัน


            “ไม่เข้าใจตรงไหนมั้ย”


            “ทุกตรง”


            “เชี่ย แล้วทำไมไม่ถาม”


            “ก็มัวแต่มองอยู่ไง”


            “งั้นเอาใหม่”


            “ไม่ต้อง”


            “...”


          “มึงผูกให้กูแล้วกัน”


            นี่เขาเรียกว่าเผด็จการแบบสุดๆ


            “ไม่ได้มึงต้องหัดผูกเอง เพราะพรุ่งนี้หรือวันอื่นๆ ก็ต้องทำอยู่ดี เดี๋ยวกูเอาของตัวเองมาผูกเป็นเพื่อนด้วยเผื่อจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น” แต่งตัวเสร็จเมื่อกี้ยังไม่ได้สวมไทด์ เลยตั้งท่ากลับไปยังตู้เสื้อผ้าเพื่อคว้ามันมาสอนโดนละเอียดแต่กลับถูกมือหนารั้งเอาไว้ให้อยู่กับที่


            “มึงผูกให้กูเถอะ รำคาญ”


            “แล้วถ้าเกิดพรุ่งนี้ผูกไม่ได้จะทำไง”


            “ให้มึงทำ”


            “มะรืนล่ะ?”


            “มึงก็ทำ”


            “ถ้าวันไหนกูไม่อยู่อะ”


            “แค่ไม่ใส่”


            “เอาแต่ใจว่ะ ตอนเด็กโดนพ่อสปอยล์มาเยอะ เสียคนเลยเห็นมั้ย” ผมบ่นอย่างไม่ใส่ใจ ทว่าโยธาไม่เถียงกลับนอกจากหันไปปิดยูทูป ลูบหัวผมอย่างรำคาญ แล้วคว้ากระเป๋าเดินออกห้องไป


            อิหยังวะ


            สร้างความมึนงงให้กันเล็กน้อย แต่พูดได้เต็มปากเลยว่า ในวันที่มันแต่งตัวถูกระเบียบตั้งแต่หัวจรดเท้า แม่งโคตรดูดีเลย...



 

 

 

 

 

 

 


            กิจกรรมรับน้องดำเนินมาถึงวันท้ายๆ แล้ว


            ถามว่าทำไมผมถึงรู้ นั่นเป็นเพราะโชคดีที่ดันมีพี่รหัสเป็นรองประธานรุ่นปีสองอย่างไอ้พี่แซม เลยพอรู้รายละเอียดคร่าวๆ บ้าง อย่างวันนี้เห็นบอกว่าจะให้ทำกิจกรรมเลือกบัดดี้สำหรับเทคของและดูแลกันตลอดหนึ่งปี หลังจากนั้นก็คงปล่อยกลับ ซึ่งเดาว่ากิจกรรมคงกินเวลาไม่นานเท่าไหร่นัก


            “น้องๆ ครับในเมื่อเรานั่งจัดแถวตามภาคแล้ว พี่จะเริ่มกิจกรรมของวันนี้เลย” พิธีกรประจำคณะเปลี่ยนมือเป็นรุ่นพี่ปีสาม ซึ่งเพิ่งมารู้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี่เองว่าแกเป็นประธานสโมสรของคณะปีล่าสุด ถึงว่าดูมีสง่าราศีเหลือเกิน “กิจกรรมที่เราจะทำในวันนี้ก็คือ...สอยดาวหาคู่”


            “กรี๊ดดดดดดด” ผู้หญิงแถวหน้าร้องระงม ส่วนผู้ชายแถวหลังผิวปากอย่างครื้นเครง


            แหม่ ใครได้ยินคำว่าหาคู่คงรู้สึกดี๊ด๊ากันทั้งนั้น


            “เบาเสียงหน่อย ดิ้นเป็นไส้เดือนโดนน้ำร้อนเลย” ประธานแกกรอกเสียงผ่านไมค์ด้วยสีหน้าสุดจะเอ็นดู “ที่ให้สอยดาวหาคู่เพราะทุกคนต้องมีบัดดี้เป็นของตัวเอง”


            “กรี๊ดดดดดดด”


            “วิดวิ้ว!


            “ใจเย็นๆ ก่อน เก็บอาการกันหน่อยครับ” ณ ขณะนี้ไม่มีหรอกเก็บอาการน่ะ คึกคักกันซะเต็มที่


            ทำกิจกรรมมาก็ตั้งนาน ไม่มีวันไหนเลยที่รู้สึกดีเท่าครั้งนี้มาก่อน คงเป็นเพราะการได้ดูแลใครสักคนและเราก็ถูกดูแลมันเป็นเรื่องน่าสนใจมากๆ เราอาจไม่จำเป็นต้องซื้ออะไรมากมายเพื่อเทคเขา แค่ให้กำลังใจ คิดว่าก็คงเพียงพอสำหรับชีวิตปีหนึ่งแล้ว


            “หากทำกิจกรรมกันเสร็จพี่จะให้ทุกคนพูดคุยกับบัดดี้ของตัวเอง ระยะเวลาในการดูแลบัดดี้คือหนึ่งปี นั่นหมายความว่าจนกว่าจะจบปีหนึ่งทุกคนสามารถเทคของหรือให้กำลังใจคู่ของตัวเองได้เสมอ”


            “ขอผู้หญิงเถอะ ขอผู้หญิงเถอะ ขอผู้หญิงงงงง”


            เพื่อนข้างหลังนั่งสวดมนต์กันระงม ความน่าจะเป็นที่ประชากรชายวิศวะจะได้บัดดี้ต่างเพศมีเปอร์เซ็นต์ค่อนข้างน้อย เนื่องจากคณะเรามีจำนวนผู้ชายเยอะกว่า แต่ก็หวังว่าพวกมันจะทำบุญมาดีแล้วได้อย่างที่หวังนะ


            ส่วนตัวผมไม่ซีเรียส ได้ใครก็คงดูแลอย่างดีด้วยการหลอกให้บัดดี้ซื้อขนมให้แดกทุกวัน


            “พี่อธิบายแบบนี้น้องๆ เข้าใจมั้ยครับ”


            “เข้าใจ~


            “ถ้าอย่างนั้นพร้อมจะเริ่มกิจกรรมหรือยัง”


            “พร้อมมมมมมมม”


            “ปีสอง พี่ขอต้นสอยดาวให้น้องมีหนึ่งหน่อยเร็ว” สิ้นสุดคำพูดของประธานสโมสร บรรดาปีสองก็เดินขบวนเคาะกลองยาวเข้ามาเป็นแถว ทุกคนบรรเลงเพลงอย่างสนุกสนานราวกับกำลังร่วมเป็นสักขีพยานในงานบวชนาค กลางสุดของแถวสี่คนอุ้มคือกระถางต้นไม้ไม่ทราบสายพันธุ์ปรากฏอยู่ แถมตามกิ่งและใบของต้นยังเต็มไปด้วยกระดาษหลากสีสันที่พับห้อยอยู่บนนั้น


          มันคือต้นสอยดาว


            ทุกคนมองตามไอ้ต้นนี้แทบไม่คลาดสายตา กระทั่งมันถูกวางลงตรงโต๊ะหน้าห้องกิจกรรม หลังจากนั้นการสอยดาวจึงเริ่มขึ้นท่ามกลางความตื่นเต้นของปีหนึ่ง


            “พี่จะปล่อยน้องๆ เดินเป็นแถวออกมาตามภาค แต่ละคนจะหยิบกระดาษบนต้นไม้ได้เพียงหนึ่งใบแล้วค่อยเดินกลับแถว ดังนั้นขอความร่วมมือให้ทุกคนเดินเป็นระเบียบด้วยนะครับ เชิญ IE แถวแรกออกมาเลย”


            แต่ละแถวใช้เวลาไม่มากนัก เพราะแค่เดินออกไปหยิบกระดาษที่ตัวเองหมายตาเท่านั้น หลายคนเมื่อกลับมาถึงก็เริ่มเปิดกระดาษ ซึ่งได้ยินว่ามันคือตัวเลขที่ไม่ได้ระบุชื่อเอาไว้ ส่วนใหญ่จึงยังไม่รู้ว่าบัดดี้ของตัวเองเป็นใคร


            “เคมีแถวที่สอง” ถึงตาผมแล้ว


            คนทั้งแถวลุกขึ้นเต็มความสูง เดินออกไปด้านหน้าอย่างสงบเสงี่ยม บนต้นไม้มีกระดาษแทบทุกเฉดสี แต่ผมชอบสีเหลืองที่มันสดใสกว่าใครเพื่อนเลยคว้ามันออกมาใบหนึ่ง พร้อมเดินตามตูดเพื่อนกลับเข้าแถว


            พูดกันตามจริง การหาบัดดี้ก็ตื่นเต้นพอๆ กับการจับสายรหัสเลยนะ


            “ได้เลขอะไร” ไอ้ก้องหันมาถาม ผมจึงค่อยๆ คลี่กระดาษซึ่งพับเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ออกมา


            “248”


            เอ่ยบอกกับเพื่อนจบก็พับมันไว้ตามเดิม


            ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ ตรงที่เราจะหาคนเลขตรงกันให้ได้เร็วที่สุดด้วยวิธีไหน


            เวลาล่วงเลยไปสิบนาที ในที่สุดประธานสโมฯ ก็เริ่มทำหน้าที่ของตัวเองต่อ


            “น้องๆ คงได้หมายเลขบัดดี้ของตัวเองแล้ว ทีนี้นี่คือกิจกรรมที่สอง ตามหาบัดดี้ของตัวเอง โดยพี่จะให้เวลาแค่ยี่สิบนาทีในการหา เป็นหน้าที่ของทุกคนแล้วที่จะวางแผนกันยังไง หากนับหนึ่งถึงสามจบพี่เริ่มจับเวลาแล้วนะครับ หนึ่ง...สอง...สาม
! เริ่มได้”


            เท่านั้นแหละ เหตุการณ์ก็ไม่ต่างจากโลกถล่มดินทลาย แต่ละคนวิ่งกันวุ่นไปทั้งห้องราวกับมดแตกรัง ถามคนนั้นคนนี้ไปทั่วแต่กลับไม่คืบหน้าสักนิด เพราะเล่นงมเข็มในมหาสมุทร


            โชคดีเราได้ผู้นำฉลาด เลยช่วยจัดระเบียบไม่ให้วุ่นวายเหมือนก่อนหน้า


            “เพื่อนๆ แบ่งกลุ่ม ตัวเลขคือจำนวนปีหนึ่งหารครึ่ง เพราะฉะนั้นใครได้ตัวแรกเป็นเลขหนึ่งมารวมกันทางนี้ สองทางนี้ สามมุมนี้...”


            คือแม่งดีตรงที่ว่ามันใช้เวลาไม่นานเลย หมายเลขตัวแรกของผมคือ 2 เลยไปจัดกลุ่มกับคนที่ได้สองเหมือนกัน จากนั้นคนในกลุ่มก็เริ่มแยกย่อยกันอีก ตัวเลขลำดับสองของผมคือ 4 จึงวิ่งไปรวมกลุ่มเรื่อยๆ จนกระทั่งเจอ...


            “248 ใช่มั้ย”


            “ใช่ 248”


            “เย่! กูชื่อกรรณ เคมี”


            “การ์ด อยู่วัสดุ”


            “ยินดีที่ได้รู้จักกกก” เราทีม ก.ไก่ จับมือด้วยความตื่นเต้น ไอ้การ์ดเป็นมนุษย์ตัวผอม ส่วนสูงน้อยกว่าผมไม่มาก ผิวขาว มีสิวที่หน้าเล็กน้อยและผมหยักศก โดยรวมแล้วน่าจะเข้ากันได้ง่าย


            เราคุยกันอีกนิดหน่อยก่อนแยกย้าย ตอนนี้รุ่นพี่ยังไม่สั่งให้ทุกคนกลับแถวทั้งห้องเลยยังวุ่นวายกันอยู่ ผมจึงเดินไปคุยกับคนนั้นคนนี้ไปพลางๆ ไม่นึกว่าไอ้การ์ดจะเดินกลับมาสะกิด


            “กรรณ มึงจะว่าอะไรมั้ยวะถ้ากูจะขอเปลี่ยนคู่” ผมเกาหัว ขมวดคิ้วจนแทบเป็นปม


            “ทำไม กูทำอะไรไม่ดีกับมึงเหรอ”


            “เปล่าๆ พอดีมีคนมาขอเปลี่ยนคู่กับกู มันบอกว่าอยากเทคมึงอะ”


            “ใคร”


            “ไฟฟ้า”


            “...!


            “ใช่มั้ยวะ คนที่หน้านิ่งๆ อะ” ไอ้การ์ดเหมือนไม่แน่ใจ แต่ถ้าบอกว่าหน้านิ่งแล้วคงมีแค่คนเดียว


          “โยธา”


            “เออนั่นและ จะไฟฟ้าหรือโยธาก็ช่าง มันให้มาถามว่าอยากคู่กับมันมั้ย”


            “แล้วมึงล่ะ” ต้องถามไอ้การ์ดก่อน จู่ๆ ถูกเปลี่ยนอย่างนี้จะพอใจหรือเปล่า ทว่าเมื่อเห็นสายตาซึ่งเปี่ยมไปด้วยความสุขของมันผมก็รู้ในทันทีว่าตัวเองหมดประโยชน์โดยสิ้นเชิง


            “กูอยากเทคสาวอะ”


            “อ้าว ไอ้เวรนี่”


            “สรุปมึงจะเอาไง” คะยั้นคะยอจะถามผม แต่สายตามึงกลับบอกให้กูตอบตกลงรัวๆ เลยนะ


            “กูสนิทกับโยธาอยู่แล้วเลยไม่มีปัญหา”


            “งั้นมึงคู่กับโยธาเลยนะ แป๊บๆ ขอไปเรียกมันมาก่อน” ไอ้การ์ดไม่รอให้ผมทักท้วงรีบวิ่งฝ่าฝูงชนหายไปพักใหญ่ ก่อนใครคนหนึ่งที่ตัวสูงใหญ่ หน้านิ่ง แต่งตัวถูกระเบียบตั้งแต่หัวจรดเท้าจะเดินตรงดิ่งมา


            “248” เจ้าตัวเอ่ยลอยๆ โดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ ผมจึงได้แต่เอ่ยไปตามน้ำ


            “ใช่ 248”


            รู้จักกันแล้ว แต่จะให้ยืนนิ่งไม่ไหวติงก็กลัวจะอึดอัดเลยเอ่ยแนะนำตัวเป็นรอบที่ล้านตามธรรมเนียม


            “กรรณ เคมี”


            “โยธา โยธา”


            “พูดโยธาสองรอบทำไม”


            “กวนตีนเหรอ”


            “ร้ายว่ะ สรุปมาขอเปลี่ยนคู่ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบ บัดดี้ของมึงไม่ดีเหรอ”


            “เขาดีกว่ากูหมดแหละ แค่กลัวว่าจะดูแลได้ไม่ดีเฉยๆ”


            “เลยเปลี่ยนมาดูแลกูงี้ บอกเลยนะ เทคกูน่ะได้กลับไปไม่คุ้มค่าหรอกเตือนไว้ก่อน”


          “แค่ผูกเนคไทให้ทุกเช้าก็คุ้มแล้ว”


            ตึ่ง ตึ่ง โป๊ะ!


            จังหวะโคตรนรก ในช่วงเวลาที่กำลังสตั๊นกับคำพูดของเพื่อนตัวสูง จู่ๆ เสียงกลองจากหน้าห้องพลันดังขัดจังหวะ ก่อนประธานสโมฯ ปีสามจะกรอกเสียงลงบนไมค์ ฉุดให้ทุกคนวิ่งกุลีกุจอกลับไปจัดแถวให้เข้าที่ โดยที่ผมกับโยธาไม่ได้คุยประโยคอื่นใดนอกเหนือจากนั้น


          แต่แปลกดี คำพูดของเขากลับยังติดอยู่ในหัวของผมอยู่เลย


            “กิจกรรมวันนี้ไม่ได้จบแค่สอยดาวเพราะเรามีเซอร์ไพรส์” ประตูเปิดผาง นอกจากปีสองที่ยืนห้อมล้อมอยู่ในห้อง รุ่นพี่ปีสามและปีสี่ก็ยังโผล่มาสมทบเช่นกัน “วันนี้เราจะมีการคัดเลือกตัวแทนของแต่ละภาคเพื่อไปประกวดดาวเดือนมหาลัยกัน”


            “เฮ่!!


            บรรยากาศสุขสันต์กว่าตอนสอยดาวหาคู่หลายเท่าตัว เสียงโห่ร้องประสานกับเสียงปรบมือดังลั่น ระหว่างนั้นรุ่นพี่ก็ทยอยแจกกระดาษแผ่นเล็กๆ ให้ทุกคนลงคะแนนเสียงโหวตในรอบแรกก่อน


            ผมอดไม่ได้หันไปมองยังเพื่อนตัวสูงอย่างไฟฟ้ากับโยธา ทั้งคู่เหมือนจะถูกจับตามองอยู่แล้ว แต่แว๊บหนึ่งที่สายตาดันเห็นว่าไอ้ความมืดมนลุกขึ้นยืน เดินไปคุยกับรุ่นพี่แล้วย่างเท้าเดินออกไปด้านนอก


            พอรู้อยู่หรอกว่าโยธาไม่ชอบการถูกบีบบังคับ เลยเดาว่ามันคงพยายามหาทางหนี ส่วนตัวเองก็ไม่ได้อินกับกิจกรรมนี้เท่าไหร่เลยใช้วาทศิลป์ขอตัวออกไปเข้าห้องน้ำเพื่อตามหารูมเมทของตัวเอง ซึ่งเป็นไปตามคาด...ผมเจอมันที่นั่นจริงๆ


            “หลบเหรอ” ใบหน้าหล่อเหลาหันขวับ “รุ่นพี่อยู่เต็มไปหมด เขาไม่ปล่อยมึงไปหรอก”


            “กูไม่สนอยู่แล้ว”


            “หลบอยู่ในห้องน้ำก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี”


            “ใครบอกกูจะหลบอยู่ที่นี่ แต่จะกลับหอต่างหาก”


            “งั้นกูไปด้วย”


            “นั่นเป็นเรื่องของมึง” ตอบแบบนี้แสดงว่าไม่ปฏิเสธ เลยพากันย่องออกจากคณะ ตรงดิ่งไปยังหอด้วยรถส่วนตัวของใครของมัน ระหว่างขึ้นห้องก็ไม่ลืมแชตไปบอกไอ้ก้องกับผองเพื่อนด้วย อีกเหตุผลหนึ่งที่หนีกลับมาก็เพราะกลัวตัวเองจะถูกเพื่อนร่วมภาคเลือกไปเป็นตัวแทนของเคมีด้วยแหละ


            กูยิ่งบ๊องๆ อยู่ ไม่อยากทำให้ชื่อเสียงของภาคเสื่อมเสียสักเท่าไหร่


            “อยู่ห้องก็เบื่อ ทำอะไรดีอะ” หอทั้งสี่ชั้นเป็นของวิศวะปีหนึ่ง ในเมื่อเพื่อนยังอยู่ในห้องกิจกรรม ดังนั้นทั้งหอจึงเงียบเชียบไม่ต่างจากป่าช้า


            “เรื่องของมึง กูจะอ่านการ์ตูน”


            “โอเคคร้าบบบบ” สร้างสรรค์สุดในชีวิตก็มีแค่นี้แหละ


            ผมกระโดดขึ้นเตียง หยิบแล็ปท็อปขึ้นมานั่งดูหนังใน Netflix เรื่อยเปื่อย ทว่าแม้เข็มนาฬิกาจะหมุนไปที่สองทุ่มแต่ก็ยังไร้วี่แววว่าใครจะกลับมา เลยอดไม่ได้พิมพ์ถามความเคลื่อนไหวจากไอ้ก้องดู สิบนาทีให้หลังถึงได้รู้ว่ารุ่นพี่เลี้ยงข้าวปีหนึ่งที่คณะ และกำลังเลือกตัวแทนดาวเดือนไม่เสร็จ คิดว่าอีกนานกว่าจะเลิก คนที่อยู่ทางนี้เลยหงอยกว่าเดิม


            “รุ่นพี่ยังไม่ปล่อยเลยว่ะ” ผมรายงานสถานการณ์ให้คนตัวสูงฟัง


            โยธามองหน้าผมเหมือนรับรู้แต่ไม่ใส่ใจ มันอ่านการ์ตูนต่อสักพักถึงลุกออกจากเตียง ทำการเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดนิสิตมาเป็นชุดง่ายๆ แล้วตั้งท่าเตรียมจะออกไปข้างนอกเหมือนทุกวัน


            “จะไปแล้วเหรอ”


            “อืม” เหงากว่าเดิมอีกไอ้เหี้ย รู้อย่างนี้คงไม่โดดกิจกรรม


            “ขับรถดีๆ แล้วกัน”


            “เอเกิล”


            “บีเกิล มุกมึงแม่งไม่ผ่านว่ะ”


            “กูจะออกไปข้างนอก”


            “รู้แล้ว”


            “มึง...อยากออกไปด้วยกันมั้ย”


            ผมไม่ได้เปิดปากตอบ แต่เลือกพยักหน้าจนหัวแทบหลุดแทน


            ถ้าการอยู่ห้องแล้วมันน่าเบื่อขนาดนี้ จะให้ไปลงนรกที่ไหนผมก็ยอม





 

 

 

 

 




            “กลัวเหรอ”


            “เปล่า”


            เผลอแป๊บเดียวเราก็มาหยุดยืนอยู่หน้าบาร์ค็อกเทล โลกอีกใบหนึ่งของโยธาที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน


            “แต่ปากมึงกระตุก”


            “กู...แค่ไม่ชิน”


            บาร์ค็อกเทลที่นี่เป็นร้านเล็กๆ ตกแต่งแบบเรียบหรู เฟอร์นิเจอร์ทั้งโต๊ะและเคาน์เตอร์ประกอบด้วยสีดำกับขาวเป็นหลัก แม้ตอนนี้จะมีลูกค้าไม่มาก แต่ก็อดตื่นเต้นกับทุกตารางเมตรที่เห็นไม่ได้อยู่ดี    


            “ถามหน่อยอายุไม่ถึงเข้าร้านเหล้าได้ด้วยเหรอ”


            “ได้ไปนั่งกินเหล้าที่ไหนล่ะ จะพาขึ้นไปข้างบน” โยธาจับข้อมือผมไว้พร้อมกับออกแรงรั้งให้เดินตามไป แต่ผมแม่งคงใกล้สติแตกอยู่รอมร่อ เลยพยายามขืนตัวสุดกำลังพลางส่ายหน้าหวือ


            “ให้กูเข้าไป มะ...มันจะดีเหรอวะ”


            “ลีลาฉิบหาย”


            คนฟังไม่รอให้ผมหาข้ออ้างรีบลากตัวเข้าไปภายในร้าน มันทักทายคนด้านในด้วยการพยักหน้าให้ครั้งเดียวก่อนพายัดเข้าลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังห้องชั้นสี่ ตึกนี้มีแค่ห้าชั้น เป็นอาคารขนาดไม่ใหญ่มาก และบรรยากาศเมื่อประตูลิฟต์เปิดออกก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด มันก็แค่มีห้องพักธรรมดาแถมยังสะอาดหรูดูแพงซะด้วย


            อยากถามว่าเสียค่าตกแต่งไปเท่าไหร่ก็คิดว่าควรเงียบดีกว่า


            “ร้านนี้เป็นของพี่ชายคนโตกับเพื่อนหุ้นกันทำ” โฮะ
! ลูกคนมีตังค์มันดีอย่างนี้นี่เอง “ชั้นสี่ทั้งชั้นมีแค่สองห้อง เป็นของกูกับพี่”


            “แล้วห้องไอ้ไฟฟ้าล่ะ”


            “ไม่มี มันไม่ค่อยชอบบรรยากาศแบบนี้เท่าไหร่เลยเช่าคอนโดอยู่เอง” เพื่อนตัวสูงเดินไปอธิบายไปจนเข้าใจ แต่จังหวะกำลังเดินผ่านห้องห้องหนึ่ง สองหูของผมกลับได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังเล็ดลอดออกมา มันคือเสียงครางของผู้หญิง


            ปัง!


            ยังไม่ทันได้ถาม ไอ้โยธาก็ใช้เท้าเตะไปที่ประตูจนผมกลัวแทบหัวหด


            “เบาเสียงหน่อย ดังมาถึงข้างนอกแล้ว” จากนั้นเสียงก็เงียบไปจริงๆ เชี่ยยยยย นี่กูกำลังอยู่ที่ไหนวะ “ไม่ต้องกลัว พี่กูเอง”


            “แล้วพี่มึงทำอะไร”


            เหมือนตัวเองใกล้ร้องไห้เต็มที เพิ่งสองทุ่มกว่าเองนะ พาผู้หญิงมานอนด้วยกันแล้วเหรอ


            “นี่มึงไม่รู้หรือต้องการกวนประสาท?”


            “โทษๆ กูว่ากูรู้ละ” ผมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ เดินตามหลังคนตัวสูงไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ จนมาถึงห้องมุมสุดของชั้น มือหนาล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงแล้วใช้กุญแจไขเข้าไปอย่างรวดเร็ว


            ภายในห้องของโยธากว้างมาก เพราะไม่ได้มีแค่เตียงนอนอย่างที่คิดแต่กลับซ้อนไปด้วยห้องเล็กๆ มากมายแบ่งเป็นโซนอย่างเหมาะเจาะ มีมุมครัว ห้องนั่งเล่น และนั่น...ตรงที่ประตูปิดอยู่คงเป็นห้องนอนของเจ้าตัวแน่ๆ


            “อยากกินอะไร เดี๋ยวเวฟให้”


            “มีอะไรบ้างครับ” มาห้องคนอื่นแถมได้กินฟรีต้องพูดเพราะๆ เข้าไว้


            “เคยมีข้าวกะเพรา เคยมีต้มข่าไก่ เคยมีข้าวกล้อง”


            “เคยมีแล้วตอนนี้มีมั้ย”


            “ไม่มี”


            “สัด แล้วมึงจะถามกูทำไมวะ” กวนตีนหน้าตายฉิบหาย


            “ถามไปงั้นแหละ” กายสูงย่างเท้าไปยังตู้เย็น รื้อหาอะไรอยู่พักใหญ่แต่ก็ไม่มีอะไรติดมือจึงหันไปค้นตู้เก็บของแห้งต่อ นานเหมือนกันก่อนเจ้าตัวจะหันมาบอกผมหน้ามุ่ย


            “มีแต่มาม่ารสหมูสับกับรสต้มยำกุ้ง ไม่มีไข่ ไม่มีหมูสับ ไม่มีอะไรทั้งนั้น” สิ้นหวังฉิบหาย...


            “งั้นเอามาม่าหมูสับ”


            “โอเค”


            “เฮ้ย เปลี่ยนดีกว่า ขอเป็นรสต้มยำกุ้ง”


            “เบื่อเด็กว่ะ”


            “กูก็เบื่อเด็กโข่งอย่างมึงเหมือนกัน”


            “พูดแบบนี้ คืนนี้นอนปิดไฟเลยดีมั้ย”


            “ดะ...เดี๋ยวดิ มีอะไรค่อยพูดค่อยจา เจรจากันก่อน” ไม่พูดเปล่าข้าน้อยรีบถลาเข้าไปหาเพื่อนตัวสูงทันที พร้อมอาสาต้มบะหมี่ให้เป็นการตอบแทน บอกแล้ว เรื่องกะล่อนปลิ้นปล้อนขอให้นึกถึงผม


            บะหมี่ทำง่ายมาก แค่เสียบปลั๊กน้ำร้อน แกะบะหมี่ใส่ชาม เทเครื่องปรุงแล้วกดน้ำใส่ ไม่กี่นาทีก็พร้อมกิน


            “จะรีบกินไปไหน” นั่งโต๊ะได้ไม่ถึงสิบวิผมไม่รอช้าสาวตะเกียบยัดเส้นบะหมี่ใส่ปากทั้งที่ยังร้อนอยู่ จึงไม่แปลกใจเท่าไหร่ว่าทำไมโยธาถึงถามออกมา


            “เส้นกำลังกรอบ กูชอบ”


            “เดี๋ยวก็ไปอืดในท้องหรอก” บ่นเป็นพ่อเลย


            “ท้องอืดก็กินยาดิบัดดี้” ลืมนึกไปเลยว่าเพิ่งจับคู่กับบัดดี้ป้ายแดงมาหมาดๆ เลยขอใช้คำนี้ซะหน่อย


            “แล้วใครซื้อยาให้”


            “มึงไง”


            “ขี้ข้าเหรอ”


            “คร้าบ” โยธาส่ายหัวอย่างปลงตก เราไม่ได้พูดอะไรกันต่อนอกจากกินบะหมี่ในชามเพื่อประทังความหิว


            กระทั่งเสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะเราทั้งคู่จนต้องหันไปมองยังต้นเสียง กายสูงเลยจำต้องลุกจากเก้าอี้เดินไปเปิดประตู ซึ่งคนด้านนอกก็ไม่ได้ถือวิสาสะเดินเข้ามาข้างใน แต่กลับเลือกยืนอยู่ตรงจุดเดิม


            ถึงอย่างนั้นผมก็เห็นอยู่ดีว่าอีกฝ่ายมีรูปร่างหน้าตาเป็นยังไง


            คนนี้เหรอที่ชื่อนิวตัน


            ภาพที่เห็นคือเขาตัวสูงโปร่ง ลูกชายตระกูลนี้สูงเหมือนดื่มนมยีราฟกันหมด หน้าตาก็คล้ายคลึงกับแฝดนรก เพียงแต่ใบหน้าดูมีอายุและผิวคล้ำกว่าเล็กน้อย แถมตอนนี้ยังมายืนเปลือยท่อนบนอยู่ตรงหน้า ช่วงล่างมีเพียงกางเกงบ็อกเซอร์ตัวเดียว ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดูจากสภาพแล้วคงเพิ่งอึ๊บสาวมาหมาดๆ


            ฮือ...กลัว


            “เมื่อกี้กูลงไปข้างล่าง ไอ้นพบอกมึงหิ้วเด็กขึ้นห้อง”


            เชี่ย! ไม่ใช่ครับพี่


            ถึงอีกฝ่ายจะไม่ได้พูดเสียงดังแต่ผมก็ได้ยินเต็มสองหู


            “ปกติมึงไม่พาใครมานอนด้วยหนิ” คนด้านนอกยังคงพูดจ้อไม่หยุด นานเหมือนกันกว่าโยธาจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยเป็นเอกลักษณ์


            “กูไม่ได้หิ้วใครมานอนด้วยทุกคนเหมือนมึง นี่เพื่อนที่คณะ”


            “อย่ามาโกหก”


            “โกหกแล้วได้อะไร”


            “มันแปลก ไหน ขอดูหน้าหน่อย” ในจังหวะนั้นอีกฝ่ายก็ทำการแทรกหน้าเข้ามาราวกับเด็กกำลังเล่นซ่อนหา จนในที่สุดเขาก็มองเห็นผมอย่างชัดเจน


            “มันไม่ใช่อย่างนั้น” โยธาพยายามปฏิเสธ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่เข้าใจ


            “ก็ว่าทำไมถึงพามาที่ห้อง”


            “นิว”


            “เฮ้ยไม่ต้องเขิน”


            “...”


            “น่ารักนี่หว่า สเป็กมึงเลยหนิ”


            พรวด!


            ตอนได้ยินเส้นบะหมี่แม่งแทบพุ่งออกจากปาก ผมพูดไม่ออกบอกไม่ถูก นอกจากมองหน้าไอ้โยธานิ่ง ขณะที่อีกฝ่ายก็ประสานสายตาตอบเช่นกัน มีเพียงพี่ชายคนโตของบ้านเท่านั้นที่โบกมือขอโทษขอโพยแล้วเดินออกไป


            หนึ่ง...สอง...สาม...สี่...ห้า...


            ห้าวินาที ไม่มีอะไรเคลื่อนไหว


            ทิ้งไว้เพียงสองเราเท่านั้นที่เอาแต่กลืนน้ำลายลงคอ







อี๊ดดดดดดด เจ้าหมาบีเกิลค่อยๆ เข้าไปอยู่ในโลกของโยธาแล้วนะ

คู่นี้เผือกกันไปตีกันมา ไม่รู้สุดท้ายจะลงเอยกันตอนไหน

ฝากทุกคนเป็นกำลังใจให้คุณความมืดมนกับคุณความสดใสด้วยนะคะ

แฮชแท็กยังเล่นที่ #วิศวกรรณโยธา เหมือนเดิม

ป.ล. จิตติอัพนิยายที่แอค @JittiNovels เป็นหลักน้า

แล้วเจอกันตอนหน้า บายยยยยย


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12.09K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,844 ความคิดเห็น

  1. #13830 parinyadakhim (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 เมษายน 2564 / 15:01

    ฮรุกกก
    #13,830
    0
  2. #13816 Nyoong (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 มีนาคม 2564 / 18:45
    ไม่รอดแน่ๆ โยธาเป็นคนวร้ายๆ จำได้รึป่าวเจ้าลูกหมา
    #13,816
    0
  3. #13808 PnddsdJie (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 มีนาคม 2564 / 03:35

    การลูบหัวเค้าเรียกเอ็นดูลูกไม่ใช่ลำคาญ555555 จำไว้นะครับ กรรณ 💕
    #13,808
    0
  4. #13805 andanie2009 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 มีนาคม 2564 / 09:54
    เพอื่นเเหละ⁄(⁄ ⁄•⁄-⁄•⁄ ⁄)⁄
    #13,805
    0
  5. #13782 After_TeaTime (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 03:59
    เพื่อน อืม เพื่อนแหละเนอะ แกแหละคิดมาก แค่เพื่อนกันเองงงงง
    #13,782
    0
  6. #13769 Shippghost_ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 / 23:04
    กรี๊ดดดดดดดดดด ลุ้นๆๆ โยธาสนใจรับน้อนม๋าไปเลี้ยงมั้ยย55555 ตั้ลร้ากกก
    #13,769
    0
  7. #13654 ChungWila (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 20:38
    ใจผมกระตุกตามไปเลยคร้าบ
    #13,654
    0
  8. #13638 pang_97s (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 15:58
    อรุ่มมมมมม
    #13,638
    0
  9. #13621 Liracu (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2563 / 15:13
    อิพี่!!!
    #13,621
    0
  10. #13620 Liracu (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2563 / 13:57
    ขำอ่ะแกกก เกียดความ"ไม่ต้องเขิน เพื่อนคณะเรารักสัตว์กันเยอะ ยังไงเขาก็เอ็นดู-"
    #13,620
    0
  11. #13589 blave (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 / 11:19
    เหมือนความลับเเตกอะ 5555555
    #13,589
    0
  12. #13568 pilin/พิ'ลิน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 13:12
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดด
    #13,568
    0
  13. #13551 jira_deer (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 14:53
    แอแง;-;
    #13,551
    0
  14. #13536 pnpb2523 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 08:17

    อีพี่นิววววว ทำดีมากจ้า

    #13,536
    0
  15. #13497 Sin (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 13:55

    แอชชอบเขาใช่ป่ะล้าา

    #13,497
    0
  16. #13440 Sujitraaonn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 02:48
    น่าร้ากกกก
    #13,440
    0
  17. #13358 Sariei_va (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 10:36
    โยธาเจ้าขี้ซึนนนนน
    #13,358
    0
  18. #13351 sseettss (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 17:08
    งื้อออ น่ารักมากเลยย
    #13,351
    0
  19. #13350 เสี่ยว'หมิง♡ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 16:33
    โยธายากมาหลอกกันเลยย
    #13,350
    0
  20. #13327 pparelypigg (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 11:39
    มองออกอยู่นะโย
    #13,327
    0
  21. #13309 krich (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 18:24

    ฉากผูกเนคไท ในตำนานนนนน ดีต่อใจ๋ !! ^_____^

    #13,309
    0
  22. #13276 Apoptosis (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 19:27
    อ้ออออ สเป็กอิพี่ 5555555
    #13,276
    0
  23. #13172 Dry_ice (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 18:14
    ฮั่นแหน่~~🌝🌚
    #13,172
    0
  24. #13171 lin_minew (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 16:18
    สรุปใครวอแวใครก่อนกันนะ มีการให้ผูกไทด์ให้ทุกเช้าอีก 555
    #13,171
    0
  25. #13147 minnygraphic (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 เมษายน 2563 / 07:31
    วอแวเก่งงงง อิอิ
    #13,147
    0