วิศวกรรณโยธา - end

ตอนที่ 5 : 04 - ความลับแต่ไม่ลับของโยธา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 144,980
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11,782 ครั้ง
    27 ก.ย. 62




04


ความลับแต่ไม่ลับของโยธา




            โยธาเป็นมนุษย์ประหลาดที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา หากแยกเป็นข้อๆ มันคงมีมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่จากการอยู่ร่วมห้องกันมาระยะหนึ่งผมเลยสังเกตเห็น...


            หนึ่ง มันไม่มีเพื่อนสนิท เวลาไปไหนมาไหนกับเพื่อนในคณะมักไปกันเป็นกลุ่มสามสี่คน แต่ไม่มีคนไหนที่ออกตัวว่าสนิทถึงขนาดรู้ความลับของมันเลยสักคน


            สอง แม่งเป็นพวกเส้นลึก มุกที่ทุกคนขำกันทั้งคณะจนท้องไส้แทบบิดไม่ได้แดกกับโยธาหรอก


            สาม กินโจ๊กตอนดึกเป็นแค่เรื่องโกหก โยธาน่าจะมีดาร์กไซด์ที่ไม่อยากให้ใครรู้ หลังจากหายหัวไปแทบทุกคืน ผมคิดว่ามันไม่มีทางหนีไปทำเรื่องที่ดีแน่ๆ


            และสี่ นิสัยอ้อมจักรวาลปาดวงโคจรออกนอกกาแล็กซี่ของมันเป็นอะไรที่น่าเซอร์ไพรส์ที่สุด ขนาดอยากทำความรู้จักกันแม่งยังลงทุนนั่งทำแบบสอบถามมาให้กันเลยอะ ถามจริง ชอบความลำบากสินะ แค่เปิดปากถามมันยากนักหรือไง


            แต่ในเมื่อทำมาขนาดนี้แล้วผมก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เนียนๆ ว่ากรอกข้อมูลส่งให้รุ่นพี่แล้วกัน กลัวรูมเมทคนซึนจะหน้าบางไปซะก่อน


            “ได้เวลาที่เพื่อนกลุ่มแรกเตรียมออกมาทำการแสดงแล้วนะคะ ทุกคนพร้อมมั้ยเอ่ยยยยย”


            “พร้อมมมมม~


            “งั้นขอเสียงปรบมือให้กลุ่มสีแดงหน่อยค่า”


            “วิดวิ้ว!


            มัวแต่นึกถึงเรื่องคุณความมืดมนไปซะนาน จนลืมให้ความสนใจกับกิจกรรมของคณะตอนนี้ไปซะหมด รุ่นพี่ปีสองพิธีกรหน้าเก่ายังคงทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี เพื่อนกลุ่มแรกลุกขึ้น เดินออกไปยืนเรียงแถวหน้ากระดานรอถูกจ่อไมค์เชือดทีละคน เนื่องจากก่อนแสดงก็ต้องมาแนะนำตัวสัมภาษณ์อะไรกันอีก กว่าจะได้เริ่มจริงๆ โน่น...หลังจากนั้นเกือบสิบนาที


            เย็นวันจันทร์การแสดงของแต่ละกลุ่มเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับบรรยากาศซึ่งเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เพราะเพื่อนผมมันไม่ได้มาเพื่อมีสาระ แต่มาเพื่อเล่นตลกให้คนดูหัวเราะแล้วก็กลับเท่านั้น กลุ่มแล้วกลุ่มเล่าผ่านไปอย่างรวดเร็ว นานเข้ารุ่นพี่ถึงกับต้องหยิบยาดมขึ้นมาสูดเพราะประสาทใกล้แดกเต็มที


            ส่วนผมไม่น้อยหน้าเล่นบทหมาได้เนียนยิ่งกว่าหมาตัวจริง ทำเอาเพื่อนหัวเราะท้องคัดท้องแข็งจนต้องร้องขอให้หยุดเห่าก่อน ทว่าวันนี้...หนึ่งในการแสดงที่หลายคนกำลังตั้งตารอของปีหนึ่งเห็นจะเป็นกลุ่มของไอ้โยธาซึ่งกำลังเดินเรียงแถวออกมาด้านนอกพร้อมเสียงปรบมือและผิวปากอย่างครื้นเครง


            “เอ่อ...”


          อะไรเอ่ยไม่เข้าพวก?


            เพื่อนเขายืนยิ้มแฉ่งจนเหงือกแทบแห้ง มึงยืนทำหน้าเหี้ยมเหมือนเตรียมการฆาตกรรมชาวบ้านเขาอยู่คนเดียว แต่แปลกเหลือเกินที่ถึงแม้หน้าตาจะไม่รับแขกขนาดไหน เพื่อนชาวคณะก็ยังให้ความสนใจมันอยู่ดี


            “เชิญน้องๆ สีชมพูกลุ่มที่แปดแนะนำตัวเลยค่า” พี่สาวคนสวยส่งไมโครโฟนให้คนที่อยู่หน้าสุด หลังจากคนแรกแนะนำตัวพร้อมตอบคำถามเสร็จจึงเริ่มส่งไมค์ไปยังคนเคียงข้างเรื่อยๆ จนถึงคนสุดท้ายซึ่งตัวสูงที่สุดในแถว


            “ช่วยแนะนำตัวให้เพื่อนๆ รู้จักหน่อยค่า”


            โยธาจับไมค์ กรอกเสียงทุ้มต่ำลงไปเสียงดังฟังชัด


            “นี่ไม่ใช่ไฟฟ้า”


            “ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะดังลั่นห้อง


            ไอ้เหี้ยเอ๊ย นี่ใช่ประโยคแนะนำตัวที่ไม่เหมือนแนะนำตัวหรือเปล่า ใครบ้างจะดูไม่ออก มึงเล่นเป็นแฝดต่างกันสุดขั้วขนาดนี้ ถ้าเป็นหนังไอ้ไฟฟ้าคงเป็นตัวแทนของความคอมมิดี้ฟีลกู๊ดขั้นสุด ส่วนโยธาคงเป็นเมโรดราม่าพ่วงความสยองขวัญเข้าไปด้วย


            แม่งหลอนกว่าผีช่องแอร์อีกนะครับไม่อยากจะพูด


            “ถ้าไม่ใช่ไฟฟ้าก็หมายความว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนี้คือน้องโยธานั่นเอง แล้วโยธารับบทเป็นอะไรคะ”


            “เพื่อนบอกให้ยืนเฉยๆ”


            “กรี๊ดดดดดดดดด”


            “โอ๊ยน้อออออ” ผู้หญิงซึ่งมีอยู่เพียงน้อยนิดส่งเสียงกรี๊ดลั่น ทำเอาผู้ชายที่เหลือไออะคอกอะแคกไปตามๆ กัน เบื่อที่แม่งเท่อะ ขนาดไอ้ไฟฟ้าหน้าตาเหมือนกันเป๊ะยังไม่น่าหมั่นไส้เท่านี้เลย


            “เป็นบทบาทที่น่าสนใจมากเลยค่ะ เพราะฉะนั้นทุกคนพร้อมจะรับชมการแสดงของกลุ่มสีชมพูหรือยังคะ” รุ่นพี่ถามพลางฉีกยิ้มกว้าง ไอ้ที่เหลือเลยเล่นตามน้ำตอบกลับอย่างไวว่อง


            “พร้อมแล้ว”


            “ถ้าอย่างนั้นกลุ่มสีชมพูโชว์ให้เต็มที่เลย”


            ไม่กี่วินาทีหลังจากประโยคก่อนหน้าจบลงละครฉากเล็กจึงเริ่มต้นขึ้นในชื่อ พี่วิศวะตัวร้ายกับนายติดเอฟ ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง ต่างคนต่างผลัดเปลี่ยนมาพูดไดอาล็อกซึ่งได้ซ้อมกันไว้พร้อมแอกต์ติ้งจัดเต็มอย่างออกรสออกชาติ ทว่ามีเพียงบุคคลผู้เดียวที่ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่มุมห้อง เสมือนเพื่อนให้มึงรับบทเป็นศาลพระภูมิประจำคณะ


            “สงสารว่ะ”


            “สงสารอะไร”


            “โยธา เพื่อนไม่ให้มันเล่นอะไรเลยอะ หงอยแทน” พูดไปก็แสร้งปาดน้ำตาอย่างตอแหล


            “ไม่ต้องหงอย โน่น...มันไปโน่นละ” ผมมองกลับไปยังหน้าเวที เผลอแป๊บเดียวร่างสูงที่เคยยืนอยู่กลับหายไปจากจุดเดิมซะแล้ว


            “แม่งไปไหนวะ” พึมพำกับตัวเองแต่เสียงเสือกลอยไปเข้าหูชาวประชาผองเพื่อนอีกระรอก


            “โน่น ข้างหลัง”


            “อ้าว” สายตาของผมจดจ้องไปยังฉากหลังซึ่งขยับเคลื่อนไปตามผู้ถือ ถามว่าเพื่อนรู้ได้ไงว่าคนถือเป็นใคร โอ๊ยยย แค่เห็นปลายผมสามเซ็นต์โผล่มาเขาก็รู้กันแล้วว่าคือโยธา


            “สงสัยจะเบื่อ”


            “เออ”


            “แต่มันน่ารักกว่าที่คิดนะ ตอนแรกนึกว่าจะเป็นพวกขวางโลกกว่านี้ซะอีก” เพื่อนยังคงคุยกันอย่างเงียบเชียบ พอได้สัมผัสความเป็นโยธาในบางส่วน ผมว่ามันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด หากเป็นบางคนคงโดดกิจกรรมไปนานละ แต่นี่มันยังมา เวลาเพื่อนไม่ได้ร้องขอให้ทำอะไรมันก็สาระแนไปทำให้หมด


            ย้ายฉากหลังจบ แป๊บๆ เจ้าตัวก็เดินไปหยิบน้ำมาบริการเพื่อนที่รอเข้าฉากต่อ


            “เท่ฉิบหาย คนเราสามารถยื่นน้ำให้เพื่อนด้วยสีหน้าท่าทางเหมือนกำลังถ่ายแบบได้ไงวะ” กองอวยมาแล้วว่ะ จากที่เพื่อนผู้ชายแม่งชอบอวยอยู่แล้วคราวนี้ยิ่งหนักเข้าไปอีก คือท่าทางโยธามันน่าเตะก็จริง แต่กลับไม่ชวนให้ใครรู้สึกอยากเกลียดเลย เพราะมันก็เป็นของมันอย่างนี้มาตั้งแต่แรก


            “โง้ยยยย เท่ มันขนพร็อพแล้วว่ะ”


            “...”


            “มีงานเสริมเป็นเป็นการเก็บสคริปต์ให้เพื่อน” สารพัดงานล้นมือแม่งอาสาทำหมด เฮ้ย เอนเนอจี้เยอะขนาดนี้มึงเป็นไอ้ไฟฟ้าปลอมตัวมาใช่มั้ยวะ แต่พอมองไปยังแถวกลุ่มสุดท้ายตรงมุมห้อง สายตามันดันเห็นไอ้ไฟฟ้านั่งอยู่ด้วยนี่แหละ กลายเป็นว่าข้อสันนิษฐานนี้เลยถูกปัดตกไป


            จวบจนการแสดงดำเนินมาถึงฉากสุดท้าย ตัวเอกของเรื่องย่ำเท้าเดินเข้าหลังฉาก ทว่าคนที่ปิดเรื่องจริงๆ กลับเป็นไอ้โยธาที่ยืนทำหน้านิ่งอยู่ตรงกลาง พร้อมเอ่ยเสียงทุ้มต่ำซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองออกมาสั้นๆ


            “จบครับ”


            “ฮ่าาาาาาาา”


            ออกมาพูดแค่นี้? คือต้องการให้ขำหรือเอ็นดูวะ!


            แต่เหมือนเพื่อนๆ จะรู้สึกทั้งสองอย่างไปพร้อมกับ ภาพของโยธาที่ใครต่างไม่กล้ายุ่งเปลี่ยนไปจากที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง แม้ตอนที่เสียงปรบมือดังก้องไปทั้งห้อง ก็ยังมีเสียงตะโกนเรียก โยธาคนเท่ไม่ขาดปาก แถมที่ตลกกว่านั้นมันยังมาจากกลุ่มผู้ชายสายโหดของคณะอีกด้วย


            ดังนั้นหลังเลิกกิจกรรมแล้วแยกย้ายออกไปหาข้าวเย็นกิน ผมเลยสาระแนเข้าไปทักทายอีกฝ่ายซึ่งบังเอิญเจอกันที่โรงอาหารหอในซะหน่อย


            “ว้อทซัพโยธา วันนี้โคตรเท่เลยนะ ทำดีมาก” ด้วยความที่เพื่อนของอีกฝ่ายแยกย้ายไปต่อคิวร้านข้าวแล้ว ตรงโต๊ะเลยเหลือผมกับเจ้าตัวเพียงสองคน


            “ไม่ได้ทำอะไรเลย”


            “ถ่อมตัวอะ มึงช่วยเพื่อนได้เยอะนะ ดูมีประโยชน์กว่ากูที่เล่นเป็นหมาอีก”


            “เป็นหมาแต่เพื่อนมีความสุขก็ดีแล้วหนิ”


            “โอยยยย เท่อีกแล้วอะ เท่ๆ” แม่งอดชมตามเพื่อนไม่ได้จริง


            “เป็นไร”


            “เบื่อความเท่ของใครบางคน”


            “ประสาท”


            “เท่อ่า ขนาดด่ายังเท่เลย”


            “ไปไกลๆ ตีนกูไป”


            “โหดอย่างเท่”


            “ซื้อทิ้งได้มั้ยคำนี้อะ”


            “แพงน้า ถ้าจะซื้ออะ”


            “เท่าไหร่ว่ามา จะได้เงียบสักที”


            “โห ใจป๋าอะไรขนาดนี้ งั้นผมขายให้ในราคาที่เป็นกันเองแล้วกัน นั่นคือราดหน้าหมี่กรอบใส่หมูนุ่มๆ บวกลูกชิ้นแบบพิเศษหนึ่งที่ครับ”


            “เออ รอแป๊บ”


            “เฮ้ยเอาจริงดิ กูล้อเล่นนะเว้ย” ยังไม่ทันพูดอะไรมันเดินดุ่มๆ จากโต๊ะมุ่งหน้าไปยังร้านข้าวทันที แล้วกรรณทำอะไรได้บ้างครับนอกจากยืนเฝ้าโต๊ะให้พวกมัน ก่อนที่เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มจะเดินกลับมาพร้อมสายตาสงสัย ผมเลยถูกจู่โจมด้วยคำถามเข้า


            “มากินข้าวด้วยกันเหรอ”


            “เปล่า แต่รอไอ้โยธามาเคลียร์อยู่”


            “เห็นมันต่อคิวซื้อราดหน้ามั้งเดี๋ยวคงมาแหละ มึงก็นั่งก่อนดิ” เชิญชวนขนาดนี้ก็อยากนั่งอยู่หรอก ติดแค่ว่าผมต้องไปนั่งกินกับเดอะแก๊งแอนด์ไอ้เหี้ยก้องนี่แหละ


            “ไม่เป็นไร กูรอไอ้โยธามาเดี๋ยวก็จะไปนั่งกับเพื่อนแล้ว”


            “ตามใจ” และนั่นคือประโยคสุดท้ายที่อีกฝ่ายพูดกับผมจริงๆ นอกจากกินไปหยิบมือถือขึ้นมากดไป เพื่อนคนที่สองและสามก็ทยอยตามมาสมทบ ทุกคนมองผมคล้ายกับตั้งคำถามเหมือนกันหมด นี่เลยต้องยืนอธิบายทุกครั้งว่ากำลังรอใครอยู่


            จนกระทั่งไอ้ตัวปัญหาเดินกลับมาพร้อมกับราดหน้าชามเกือบเท่ากะละมัง ผมถึงกับอ้าปากค้าง นี่มึงซื้อให้คนหรือหมากันแน่เอาดีๆ


            “ประชดกันปะเนี่ย”


            “ซื้อให้แล้ว เอาไป” มือหนายื่นชามราดหน้ามาให้ ผมรับไว้อย่างมึนๆ ก่อนถามต่อ


            “เท่าไหร่”


            “ซื้อให้ แลกกับคำว่าเท่ของมึง” ก็มันเท่จริงอะ ไม่ให้พูดได้ไง เปลี่ยนใหม่เป็นคำนี้แล้วกัน...


            “คูลว่ะ”


            “อยากได้อะไรอีก เอาแบบถอนรากถอนโคนไม่พูดมันอีกเลย” คนตัวสูงกว่าพูดด้วยสีหน้าหน่ายโลกสุดๆ ผมเลยไม่อยากแกล้งฉีกยิ้มกว้างๆ ให้มันทีหนึ่งก่อนตอบกลับ


            “เบื่อคนรวยว่ะ กูไม่อยากได้อะไรแล้ว ขอบคุณสำหรับราดหน้านะ” ว่าแล้วจึงรีบหมุนตัวเดินผละออกโดยไม่คิดหันกลับไปมองโยธาอีก ไอ้ก้อง ไอ้บุ๊ค และผองเพื่อนชาวแก๊งรออยู่ก่อนแล้ว จึงได้เวลานั่งกินข้าวพ่วงอัพเดตข่าวสารของวันนี้ไปพร้อมกันด้วย


            ทว่ากินไปได้ไม่ถึงครึ่งชามผมรู้สึกว่าตัวเองหลงลืมอะไรบางอย่างไป เมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพยายามเพ่งสายตามองไปยังแผ่นหลังของคนตัวสูงซึ่งนั่งห่างออกไปไกลมากๆ สมองมันก็นึกขึ้นได้ ดังนั้นหลังกินข้าวเสร็จผมจึงชวนไอ้ก้องไปเดินมินิมาร์ท เพื่อหาซื้อเครื่องดื่มและขนมสักหน่อย


            โยธาอุตส่าห์เลี้ยงข้าว ผมจึงต้องตอบแทนด้วยการเลี้ยงน้ำบ้าง ไม่ได้คาดหวังว่าพอกลับไปจะได้เจอกันเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ทว่าครั้งนี้ยิ่งกว่าเซอร์ไพรส์เพราะเหมือนรูมเมทของผมจะไม่ได้รีบออกไปไหน ถึงได้มีเวลากลับมาที่ห้อง นอนกระดิกเท้าอยู่บนเตียงสบายใจเฉิบ


            “ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” ผมถามพลางปิดประตูห้องอย่างเบามือ


            “ก่อนหน้ามึงไม่ถึงสิบนาที” กระติกตีนไม่พอ มันหยิบการ์ตูนเล่มใหม่ขึ้นมาอ่านอีก เล่มนี้ยังไม่เคยเห็นเลยด้วย ซื้อได้ทุกวี่ทุกวัน


            “แล้ววันนี้ไม่ออกไปไหนเหรอ”


            “ออกตอนสามทุ่ม”


            “ไปด้วยคนดิ”


            “เสือก”


            “ใจร้าย” ผมเบะปากใส่ก่อนวางขวดน้ำผลไม้กับขนมปังไว้ตรงปลายเตียง “ซื้อมาให้”    


            “อะไร” ถามเหมือนหาเรื่องฉิบหาย ใจคอจะไม่คุยเพราะๆ กันสักครั้งเลยหรือไง


            “ค่าตอบแทนสำหรับราดหน้าหมี่กรอบที่ความจริงแล้วหมี่แม่งไม่ได้กรอบ แต่ให้อภัยได้เพราะหมูนุ่มมาก และลูกชิ้นก็ได้เยอะจนกินแทบไม่หมด ชอบอีกอย่างหนึ่งคือผักไม่ขมเลย กินแล้วสบายใจให้คะแนนไปที่สี่เต็มห้าดาว”


            “ไปบอกป้าคนทำไป”


            “ก็ผมอยากบอกคุณโยธาอะครับ มึงรู้ปะตอนกินกูต้องอมไว้ในปากนานมากเลยนะเว้ย กลัวกลืนแล้วจะไม่คุ้ม นานทีปีหนมึงจะเลี้ยงข้าวที”


            “ประสาท”


            “ฮี้ๆ อย่าลืมกินน้ำผลไม้ด้วยนะ”


            “กูไม่ชอบกินน้ำแครอท”


            “กรรม แต่ยี่ห้อนี้อร่อยเชื่อดิ”


            ไอ้โยธาไม่ยอมตอบนอกจากก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือการ์ตูน ผมจึงไม่อยากกวนหันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สบายตัวขึ้น แล้วลงไปด้านล่างเพื่อรวมกลุ่มกับเพื่อนภายใต้ชื่อสมาคมส่องสาวคณะข้างๆ โดยไม่คิดสนใจรูมเมทหน้าตายอีก


            21.45 น.


            ได้ฤกษ์งามยามดีแยกย้าย ผมกลับมาที่ห้องอีกครั้ง แน่นอนคราวนี้โยธาไม่อยู่แล้ว เลยคว้าผ้าเช็ดตัวเดินผิวปากเข้าห้องน้ำอย่างสบายอารมณ์ กลับออกมาสิ่งหนึ่งที่ลืมสังเกตไปเลยในตอนแรกก็คือขวดน้ำผลไม้ที่ผมซื้อให้ยังคงวางอยู่บนเตียง


            เสียดายของ


            คิดว่ายังไงแม่งก็คงไม่กินเลยกะหยิบไปวางไว้ตรงโต๊ะกลางห้องเผื่อว่างๆ จะได้กระดกแดกให้หมด ทว่าเรื่องเซอร์ไพรส์มันดันเกิดกับผมอีกรอบเพราะขวดน้ำแครอทถูกเปิดแล้ว แถมยังเหลือปริมาณเพียงเศษหนึ่งส่วนสามของขวด


            เชี่ยยยยย แสดงว่าโยธากินมันแล้วอะดิ


            อยู่ๆ ก็รู้สึกดีใจจนจมูกกระพือ ความรู้สึกภูมิใจตีตื้นขึ้นมาในอก นอกจากวันประกาศผลสัมภาษณ์ที่บ่งบอกว่าตัวเองติดวิศวะแล้ว ก็มีครั้งนี้นี่แหละที่ทำให้ผมรู้สึกว่าความพยายามทั้งหลายแหล่ที่ทำมาไม่ได้สูญเปล่า


            กับคนที่ปิดกั้นตัวเองมาตลอดอย่างโยธา ตอนนี้เริ่มเปิดใจให้กันบ้าง มันก็ดีเกินพอ...





 

 

 

 

 




            Engineer Cute Boy
            งานหล่อพรีเมียม งานละเอียดของคณะ
          โยธากับไฟฟ้า วิศวะปี 1 #ฝาแฝดหล่อบอกต่อด้วย /แอดมินโมเอะ




            เรื่องฮือฮาเกิดขึ้นในเช้าของวันอังคาร ทันทีที่ภาพถ่ายในห้องกิจกรรมคณะเมื่อวานถูกโพสต์ลงเพจซึ่งมีคนไลค์หลักแสนอย่าง Engineer Cute Boy เพจอันโด่งดังของชาวประชาวิศวะมอเรา แต่มันดันไปไกลกว่านั้นตรงที่ไปเข้าตาเด็กจากมหาลัยอื่นด้วย


            ทุกวันแอดมินเพจมักจะมีรูปหนุ่มหล่อของคณะเรามาลงเป็นประจำ ทว่าเหตุผลที่ใครหลายคนกำลังให้ความสนใจในตอนนี้คงเป็นเพราะรูปล่าสุดที่โพสต์เสือกเป็นแฝดนรกอย่างไฟฟ้ากับโยธานี่แหละ


            ในรูปทั้งคู่ยืนข้างกัน ไอ้ไฟฟ้ายิ้มแฉ่งส่งความสดใสแบบเต็มพิกัดใส่กล้อง ส่วนโยธาตรงกันข้าม ทำหน้าไม่ต่างจากปูนปั้นหน้าคณะสักเท่าไหร่




           
โอ้โห เห็นแล้วถนนหน้าบ้านชำรุดกับหลอดไฟติดๆ ดับๆ ทันที
          เคยเจอที่โรงอาหารหอในด้วย หล่อจนต้องเหลียวหลังมอง คือเป็นหนักถึงขนาดตามไปเข้าคิวซื้อข้าวข้างหลังเขา ตัวสูงมาก เสื้อหอมมาก $#%&^*)@!&’
          กรี๊ดดดดดด อยากไปสะดุดลานเกียร์
          เพิ่งรู้ว่ามีแฝดอ่า กรุบกริบๆ
          โสดอยู่ค่า โทรมาได้ที่เบอร์ 081-35xxxxxx แต่ถ้าผู้ชายรับให้รู้ว่าคนนั้นพ่อนะคะไม่ใช่แฟน
          น้องชอบคนแก่มั้ยจ๊ะ พอดีพี่อยากเป็นอมตะ
          ถึงหน้าตาป้าจะอยู่ระดับเพื่อนแม่ แต่เงินเดือนที่มีเลี้ยงหนูได้สบายเลยนะ

 

 


            แต่ละคอมเมนต์...


            คือออกแนวตลกพิมพ์กันแบบไม่จริงจังซะส่วนใหญ่ แต่ท่าทางหวีดติดตลกก็ทำให้ผมหลุดหัวเราะออกมาซะดื้อๆ รูปนี้เพิ่งลงไปไม่ถึงชั่วโมงเอง แต่ยอดไลค์ ยอดแชร์ รวมถึงคอมเมนต์มากมายมหาศาลจนไถมือถืออ่านแทบไม่หมด อะไรมันจะฮอตขนาดนั้นวะ


            เห็นรูปเด็กวิศวะคนอื่นที่ได้ลงเพจยังไม่ได้รับความสนใจมากขนาดนี้เลย ไม่รู้ว่าเพราะเป็นฝาแฝดที่หน้าตาเหมือนกันมาก หรือเป็นเพราะมันสองตัวหน้าตาดีเกินไปกันแน่


            โอเค เก็บความอิจฉาไว้ในใจแล้วอ่านต่ออีกนิดดีกว่า

 


          คนนี้คือใครในสายรหัสเทวดาคะ สายโสดสัดรัสเซียมากค่า >///<’



            นอกจากพิมพ์ถามแล้ว เจ้าของรูปโพรไฟล์สุดสวยยังแนบรูปประกอบมาด้วยอีกหนึ่งรูป แค่เห็นแว๊บแรกก็รู้ได้ในทันทีว่าเป็นรูปของสายรหัสเทวดาที่ถ่ายเอาไว้ตอนวันเลี้ยงสายครั้งแรก เพราะเสื้อผ้าหน้าผมเหมือนเดิมเป๊ะ แต่ที่งงก็คือทำไมต้องเซนเซอร์หน้าคุณเหนือเดือนอย่างพี่อาร์คเป็นรูปหัวใจด้วยวะ


            หรือคนโพสต์ไม่อยากเผยแพร่ความหล่อให้ใครเห็น?


            แต่จะพูดไป หน้าตาดีขนาดนั้น เพจเอนจิเนียร์คิวต์บอยกลับไม่เคยลงรูปเหนือเดือนปีสี่เลยสักครั้ง          


            ถามกับตัวเองไปมากมายสุดท้ายแม่งก็ไม่เคยได้คำตอบ ผมกวาดตาอ่านคอมเมนต์ต่อ กระทั่งสายตาสบเข้ากับข้อความของใครคนหนึ่งเข้า เนื่องจากมีความคิดเห็นเข้ามาสนับสนุนมากมาย

 


          เหมือนเคยเจอที่บาร์ค็อกเทล อยู่กับผู้หญิงด้วย
          เสียใจอะ มีแฟนแล้ว
          คนไหนเหรอ ขอเผือกหน่อย
          คนซ้ายมั้ย เพราะเคยเจอทั้งสองคน แต่ตอนเจอที่บาร์บุคลิกนิ่งๆ น่าจะเป็นโยธามากกว่า
          เคยเจอที่บาร์ค็อกเทลเหมือนกัน เจอหลายครั้งด้วย อยู่กับผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าเลยอะ
          แบดบอยมันกร๊าวใจซะจริงๆ
          ร้านไหนเหรอ
          หลังไมค์มาค่ะ อิอิ




            มีคนบอกว่าเจอไอ้โยธาที่บาร์ค็อกเทลกับผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า ไม่แน่ใจว่าเขาอาจจะจำผิดเป็นไอ้ไฟฟ้าหรือคนอื่นหรือเปล่า


            แต่ข้อมูลเหล่านี้กลับสามารถนำมาปะติดปะต่อได้อย่างลงล็อกนี่สิ ตั้งแต่อยู่ร่วมห้องกันมา สิ่งที่ผมรู้มีแค่เรื่องทั่วไปที่ใครต่างก็เห็นทั้งนั้น ทว่าเหตุผลของการหายไปตอนดึกดื่น การที่เพื่อนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันเป็นคนร้ายๆ และกลิ่นอายมืดมนที่แผ่ออกมา ผมไม่เคยได้คำตอบที่ชัดเจนเลย


            นี่คงถึงเวลาแล้วมั้ง...


            เวลา ที่ผมจะเสือกเรื่องของโยธาอย่างเต็มที่สักที!





 

 

 

 

 




            วิชามอคือหนึ่งในสิ่งที่บรรดาชาวหอชายปีหนึ่งตั้งตารอมาก หลังจากเข้าคลาสนั่งเรียนสลับกับส่องสาวไปแล้วสองครั้งเลยรู้ว่าคลาสวิชานี้ค่อนข้างใหญ่ อัดคนเข้าไปเกือบสองร้อย แถมยังมีความหลากหลายทางด้านคณะ เพราะไม่ได้มีแค่วิศวะคณะเดียว แต่รวมไปคณะอื่นอีกด้วย อี๊ดดดดดดด


            ไอ้กรรณจะมีเวลาหาแฟนแล้ว พ่อไม่ห้าม แม่ไม่หวง ดังนั้นไปโลด!


            “แถวบนเลยมึง ตรงนั้นติดกับเด็กมนุษยฯ”


            “น่ารักชิเหย ทำไงไม่ให้ตื่นเต้นดีวะ” ผมหันไปปรึกษาไอ้ก้อง แต่สภาพแม่งเป็นหนักกว่ากูเยอะอะครับ


            อย่างว่าแหละ แค่ผลักประตูเข้ามาคนก็ให้ความสนใจแล้ว เหตุผลไม่ใช่เพราะหล่อดูดีหรือสาวกรี๊ด แต่หลายคนคงกำลังสงสัยว่าไอ้เด็กกลุ่มใหญ่นับสิบคนนี้อยู่คณะอะไรกันแน่มากกว่า คิดแล้วก็อยากหยิบมีดไปจี้รุ่นพี่ เอาเสื้อช็อปมาให้กูเดี๋ยวนี้! คิดว่าใส่แล้วความน่าสนใจคงพุ่งกว่าเดิมหลายเท่า


            “ขึ้นไปเร็ว แล้วคีพคูลเข้าไว้” หัวหน้าภาคอย่างไอ้เซปย้ำเตือนอย่างหนักแน่น


            คำว่าคีพคูลมีอย่างเดียวที่คิดว่าดีแล้วนั่นคือการเดินตัวตรง ล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่ง ทำหน้าเชิดคอแข็งประหนึ่งนอนตกหมอน ค่อยๆ เยื้องย่างขึ้นบันไดสโลปด้วยความสง่างาม


            ตุบ...ตุบๆๆ


            เหี้ย!


            เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เกิดเหตุผิดพลาดทางเทคนิคนิดหน่อย คือมัวแต่คีพหล่อจนไม่มองเท้าคนข้างหน้าไง ไอ้ข้างหลังก็ประหม่าเพราะถูกสาวมองเลยเหยียบตีนกันล้มคว่ำระเนระนาด กว่าจะดึงตัวเองขึ้นมาได้ สายตาของคนในห้องก็หันมามองที่เราเป็นตาเดียวแล้ว


            แง้ๆ กรรณจะฟ้องแม่~


            ผมรีบพาตัวเองลุกขึ้นยืนเป็นคนแรก หันซ้ายหันขวามองเพื่อนที่กำลังล้มอยู่ตรงพื้นสมองเลยนึกขึ้นได้ว่าควรพูดแก้ต่างปกปิดความหน้าบางของทุกคนออกไปยังไง


            “เฮ้ยเดินดีๆ สิวะ เสียชื่อภาคไฟฟ้าของเราหมด” เรื่องโบ้ยขี้ให้คนอื่นอะงานถนัดกูนัก


            ทุกคนต้องไม่มีทางรู้ว่าไอ้พวกเคมีมาปล่อยไก่ด้วยกันทั้งภาค


            พูดจบอย่ารอช้ารีบเดินกึ่งวิ่งดุ๊กๆ ไปยังที่นั่งเกือบบนสุดของที่นั่งสโลป แต่ไม่วายระหว่างทางยังได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังตามหลังไม่ห่าง มึงไม่ล้มบ้างให้มันรู้ไป ดีนะคราวนี้ไม่ได้อายคนเดียว เพราะความรักระหว่างเราช่างเหนียวแน่นเกี่ยวแขนขาเพื่อนล้มลงไปด้วยตั้งห้าหกคน


            “แม่งเอ๊ย เกือบหล่อแล้วเชียว” ไอ้ก้องพูดพลางเบะปากตั้งท่าเหมือนจะร้องไห้ ผมเลยเอื้อมมือไปตบบ่าอีกฝ่ายสองสามที


            “ไม่เป็นไร ได้เสื้อช็อปเมื่อไหร่ค่อยเรียกคะแนนกันอีกที”


            “กูจ้องสาวมนุษย์มาตั้งแต่คาบที่แล้วละไง เห็นล้มงี้ไม่กล้ามองหน้าเขาเลยกู”


            “โอ๋เอ๋ๆ หน้าไม่ดีก็เหนื่อยหน่อยอะเนาะ”


            “สัด”


            แกรก!


            ใครคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามา ส่งผลให้ทั้งห้องเงียบกริบจนได้ยินเสียงหึ่งๆ ของแอร์ ผมไม่คิดว่าเราจะเจอกันในคลาสนี้ หรือจริงๆ ที่ตกหล่นไปเลยคือลืมมองรายชื่อใน Reg โดยละเอียด สองคาบก่อนอีกฝ่ายไม่เคยโผล่หัวมาเลย พอวันนี้ได้เห็นหน้าค่าตาเลยค่อนข้างแปลกใจนิดหน่อย


            “ดูแม่งดิ ไม่ต้องพยายามเหี้ยไรเลยสาวก็มอง” ไอ้ก้องเอ่ยอย่างชอกช้ำ


            หูยังคงฟังเสียงเพื่อนบ่นต่อ ทว่าม่านสายตาของผมกลับมีเพียงสิ่งเดียวที่อยู่ในความสนใจ นั่นคือร่างสูงของโยธาที่กำลังเดินหน้ามึนก้าวขึ้นบันไดไปทีละขั้น ขณะเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนร่วมกลุ่มของตัวเองไปด้วย


            “ทางนี้เว้ย”


            แก๊งภาคโยธาเรียกเพื่อนกันใหญ่ เจ้าของส่วนสูงร้อยแปดสิบกว่าเซ็นต์เลยตรงดิ่งไปยังมุมซ้ายของห้อง แล้วหย่อนสะโพกลงบนโต๊ะเลกเชอร์แถวกลางสุดอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางสายตาที่จ้องมองแทบทุกการเคลื่อนไหว คิดดูขนาดแม่งเดินผ่านไปแล้วยังต้องเหลียวหลังกลับไปมอง


            “น่าร้ากกกกกก” แล้วเสียงพูดคุยก็ค่อยๆ ดังขึ้นตามปกติ


            “แกรนด์โอเพนนิ่งสัด”


            “ถามจริง ผู้หญิงแม่งชอบคนแบบนี้เหรอวะ คาบหน้ากูจะได้คีพลุคตามบ้าง” หลังเพ่งความสนใจไปยังมนุษย์ผู้มืดมนของภาคได้พักใหญ่ เพื่อนผมก็เริ่มจับกลุ่มคุยประเด็นของคนที่เพิ่งเข้ามาเมื่อครู่


            “อยู่ที่หน้ามั้ยมึง” พอแย้งไอ้ก้องกลับทำตาขวางด้วยความไม่พอใจ


            “หู มึงเห็นประเด็นที่คุยกันในเพจคิวต์บอยมั้ย”


            “กรรณ เรียกกูว่ากรรณดิว้า”


            “จะหูจะกรรณก็ความหมายเดียวกันนั่นแหละ” ก้องเกียรติหยิบมือถือขึ้นมา กดไปยังแอพลิเคชั่นเฟซบุ๊กเพื่อเลื่อนอ่านข้อความอย่างตื่นเต้น กับการเรียนมึงยังไม่เคยจริงจังขนาดนี้เลยนะเว้ย “เนี่ย พอเห็นว่ามีคนเจอมันอยู่กับผู้หญิง เพื่อนหอชายกับหอหญิงเลยสืบกันใหญ่ อยากรู้ว่าจริงมั้ย”


            “อ่าฮะ แล้วเป็นไง”


            “จริงเว้ย ก่อนหน้ากูถามไอ้ไฟฟ้ามันไม่ยอมตอบเลยไปเสือกเอง มึงจำได้มั้ยเรื่องที่มันชอบหายหัวไปตอนดึกๆ ทุกคืนอะ ความจริงแล้วมันเป็นพวกชอบสร้างความร้าวฉาน หมกมุ่นในความสัมพันธ์แบบวันไนต์สแตนด์กับแฟนชาวบ้าน แถมที่ช็อกสุดคือมันบ้าเซ็กซ์ฉิบหายเลยเว้ย” เสียงของไอ้ก้องเริ่มเบาลงเรื่อยๆ จนแทบกลายเป็นเสียงกระซิบ แต่สมองของผมยังคงประมวลผลไม่เต็มที่เลยต้องใช้เวลาอยู่พักหนึ่ง


            หายไปตอนดึกๆ ทุกคืน


            อยู่กับผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า


            มีความสัมพันธ์แบบวันไนต์สแตนด์ ที่สำคัญดันบ้าเซ็กซ์อีกด้วย เชร้ดดดด นี่ผมอยู่กับรูมเมทที่มีนิสัยร้ายกาจขนาดนี้เลยเหรอวะ!


            “เดี๋ยวนะ มึงไปสืบมาจากไหน แล้วรู้ได้ไง” ไม่อยากจะเชื่อเลยว่ะ เลยขอถามให้ชัวร์กว่านี้หน่อย


            “จากเพื่อนและรุ่นพี่วงใน”


            “วงในไหน”


            “วงในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก”


            “ควาย”


            “เออน่ะ มึงรู้แค่ว่าโยธามันดาร์กเหี้ยๆ ก็พอ เวลาอยู่ในห้องมึงลองสังเกตดูว่ามันโทรคุยกับใครมั้ย หรือจับโทรศัพท์ตลอดเวลาหรือเปล่า บางทีอาจดีลกับหญิงอยู่ก็ได้”


            “ปกติเวลามันอยู่ห้องกูไม่เห็นมันจะแชตคุยกับใครเลยนะ เห็นแต่อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นกับเล่นเกม”


            “การ์ตูนหื่นเปล่า?”


            “เออว่ะ ฉิบหายละ” ฟังดูมีเหตุผล มันชอบซื้อการ์ตูนเล่มใหม่ๆ มา บางเรื่องผมแทบไม่รู้จักด้วยซ้ำเดาว่าน่าจะมีฉาก 18+ เยอะพอดู กับคนที่หื่นตลอดเวลาถึงขนาดมีเซ็กซ์ทุกคืนขนาดนี้แสดงว่าคงหมกมุ่นพอตัว เชี่ย วิถีชีวิตต่างกับผมสุดขั้วเลย


            นั่นยิ่งทำให้ใจมันอยากรู้อยากเห็นเรื่องของอีกฝ่ายมากขึ้นไปอีก


            รู้ดีว่าโยธาไม่เคยสร้างเรื่องเดือดร้อนหรือทำอะไรให้ผมรู้สึกแย่ ตอนอยู่ร่วมห้องกันก็ไม่เคยมีปัญหาแถมเจ้าตัวยังเผื่อแผ่พวกขนมของและกินมาให้อีก แต่สมองไงที่มันไม่สามารถหยุดเสือกได้ หรือเพราะเราเป็นเพื่อนกันเลยอยากรู้จักกันให้มากกว่าเดิม


            ต่อให้โยธาจะเป็นคนแย่ๆ แค่ไหน ผมคิดว่าตัวเองคงสามารถรับฟังเหตุผลของมันได้อยู่


            แล้วเรื่องดังกล่าวก็วนเวียนอยู่ในหัวตลอดทั้งวันจนไม่เป็นอันเรียน แม้กระทั่งตอนทำกิจกรรมคณะ


            “น้องครับ รื่นเริงกันหน่อย ทำหน้าให้มีความสุขหน่อยสิ”


            “โอ๊ยยยยยยยยย”


            “ใครมันจะไปมีความสุขวะพี่”


            กิจกรรมรับน้องสุดแสนจะหรรษา วันจันทร์ที่ผ่านมาเพิ่งแสดงละคร วันนี้ก็ต้องลากสังขารมาทำกิจกรรม Big Cleaning day อีก


            รู้งี้ให้เขาทำห้องเชียร์ดีกว่า ถ้าไม่อยากเข้าเดี๋ยวโดดเอง แต่นี้ดันเป็นกิจกรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมไง จะโดดแม่งก็ดูใจบาปเกินไปเลยต้องหอบสังขารมากันพร้อมหน้า โดยแต่ละคนจะมีอุปกรณ์ส่วนตัวเป็นของตัวเอง ไอ้ก้องได้ผ้าขี้ริ้ว ไอ้บุ๊คได้ไม้ถูกพื้น ไอ้ฟรองก์ได้ไม้กวาดหยากไย่ ส่วนผมได้แปรงสำหรับขัดขอบอ่างปลากับผงซักฟอก


            กูจะร้อง...


            ไหนวะความเท่ของหนุ่มวิศวะที่ห้อยเกียร์ใส่เสื้อช็อป ไม่มีสักอย่าง เหลือแต่ไอ้เสื้อยืดกางเกงวอร์มถืออุปกรณ์ทำความสะอาดเพียงอย่างเดียว


            “กูโคตรสงสัย นี่เรามาเรียนหรือรับจ๊อบเป็นแม่บ้านกันแน่วะ” ก้องเกียรติบ่นกระปอดกระแปด ขณะขยับมือถูผ้าไปบนขอบอ่างปลาด้วยสีหน้าบูดบึ้ง


            แต่ละภาคจะมีพื้นที่รับผิดชอบของตัวเอง ภาคโยธาทำความสะอาดลานเกียร์และป้ายคณะ ไฟฟ้าดูสวนกลางส่วนเชื่อมต่อของตึกสี่ตึก เครื่องกลดูลานกิจกรรมรวมถึงลานจอดรถ เคมีของพวกเราดูแลอ่างปลากระเบื้องซึ่งมีแต่คราบตะไคร่ฝังลึกทั้งห้าจุด ส่วนภาคอื่นๆ ก็ทยอยแบ่งกันตามพื้นที่ของคณะ


            “เออกูก็ว่าอยู่ แม่ง...วันนี้กะจะไปส่องสาวสักหน่อย เซ็งเลย”


            “เชี่ยก้อง กูถามหน่อย”


            “อะไร”


            “ไฟฟ้ามันกลับห้องดึกมั้ย มีท่าทางพิรุธอะไรบ้างปะ” ยอมรับว่ายังสลัดประเด็นโยธาไม่ออก แต่ผมก็ไม่รู้ว่าต้องเริ่มหาความจริงจากที่ไหน เลยอาจเริ่มจากแฝดคนน้องอย่างไฟฟ้าแทน


            “ไม่นะ กลับตามปกติ มึงก็เห็นว่ามันชอบลงมาเล่นเกมที่คอมมอนรูมบ่อยๆ จะมีกลับดึกบ้างก็ตอนออกไปเมากับเพื่อนแก๊งมัน”


            “นั่นสิ ไอ้ไฟฟ้าอยู่ แล้วโยธาไปไหนวะ”


            “อึ๊บสาวไง มึงยังอยากรู้อะไรอีก”


            “ก็อยากรู้อะ เผื่อข่าวลือไม่เป็นความจริง”


            “งั้นมึงก็ถามมันตรงๆ เลย”


            “ถามแล้วมันไม่บอก” คนฟังถึงกับส่ายหน้า เรื่องความเสือกของผมกับคุณชายก้องเกียรติมีมากพอๆ กัน เชื่อเถอะในใจคงเต้นเร่าๆ อยากรู้ไปด้วย จะติดปัญหาก็แค่เรายังหาคำตอบในตอนนี้ไม่ได้เท่านั้น “เออว่าแต่มึงมีเฟซบุ๊ก ไอจี หรือไลน์อะไรของมันบ้างปะ”


            “ไอ้หู~ มึงเป็นรูมเมทมันนะ”


            “รูมเมทก็มีเรื่องไม่รู้บ้างมั้ย เอาน่าสรุปมีหรือเปล่า”


            “ไม่มี แต่เดี๋ยวไปสืบให้ พวกผู้หญิงน่าจะรู้ เห็นช่วงนี้หวีดกันหนักเลย”


            “ได้ๆ”


            พักเรื่องนี้ไว้แล้วลงมือขัดอ่างปลาต่อ ทั้งแขน ทั้งหลังและขาปวดเมื่อยไปหมด กว่าจะขัดเสร็จ กว่าจะล้าง ปล่อยน้ำเข้ามาเพื่อย้ายปลากลับลงมาในอ่าง ใส่พืชน้ำ ให้อาหาร ถามจริงนะ! นี่คืองานหลักของเด็กวิศวะปีหนึ่งใช่มั้ย ทำความดีมีเยอะแยะทำไมถึงได้สั่งให้มาล้างอ่างปลาของคณะด้วย


            รุ่นพี่ปล่อยให้ปีหนึ่งกลับหอในเวลาเกือบทุ่ม วันนี้นอกจากเรียนหนักแล้วยังทำงานจนเหนื่อย หลังกินข้าวเสร็จเลยไม่มีใครงอแงอยากชวนไปเล่นเกมหรือดูหนัง ต่างคนเลยต่างแยกย้ายกลับห้องท่าเดียว


            ติ๊ง
!


            ไอ้ก้องอดีตรูมเมทผู้นอนอยู่ชั้นสามส่งคอนแท็กต์ที่ผมต้องการมาให้ มันคือเฟซบุ๊กของโยธา เพราะโซเชียลมีเดียอื่นๆ แม่งไม่เล่นสักอย่าง ไลน์ส่วนตัวก็ไม่มีใครมี แถมถามจากไอ้ไฟฟ้าแม่งเสือกไม่ยอมให้อีก มันบอกนี่คือความลับทางการทหาร อยากได้ต้องไปขอเจ้าตัวเอง


            เวร ใครจะกล้าขอวะ กลัวโดนเตะปากกลับมาฉิบหาย


            ผมละมือจากโทรศัพท์เพื่ออาบน้ำและทำธุระส่วนตัว กลับออกมาอีกทีเวลาก็หมุนวนไปที่สามทุ่มสี่สิบห้าแล้ว ผมกระโดดขึ้นเตียง เอนหลังพิงกับหมอน มือเปิดแล็ปท็อปลูกรัก พยายามกดค้นหาชื่อเฟซบุ๊กที่ได้มา ก่อนหน้าจอจะเปลี่ยนเป็นรูปกับชื่อของคนที่ต้องการจริงๆ


            และนี่คือจุดเริ่มต้นของภารกิจตามล่าหาความจริงเกี่ยวกับโยธา


         
Yotha Thanawanyotha


            ชื่อเฟซมึงมี Tha เยอะฉิบหายเลยเนอะ รูปโพรไฟล์แม่งจะหล่อไปไหน ขนาดถ่ายมารูปแตกพร่าไม่ต่างจากใช้เครื่องคิดเลขถ่ายขนาดนี้ยังรับรู้ได้ถึงความหล่อเลยอะ


            รู้สึกตัวเองจะชมมันมากเกินเหตุ ผมรีบสะบัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัวก่อนเลื่อนดูความเคลื่อนไหวบนหน้าไทม์ไลน์


            แต่คือแบบ...


            ด้วยความที่ไม่ได้แอดเฟรนด์กันแถมเพื่อนตัวสูงยังตั้งค่าทุกอย่างเป็นไพรเวททั้งหมด ผมเลยส่องอะไรไม่ได้เลยนอกจากมองหน้าจอไปน้ำตาไหลไป ทว่าคนอย่างกรรณยุคลก็บ่หยั้นมุ่งมั่นกับการสืบจากจุดอื่นต่อ


            เฟซบุ๊กไอ้ไฟฟ้า


            แน่นอนเราไม่ได้สนิทกันถึงขนาดมีเฟซบุ๊กและติดต่อกันเหมือนเพื่อนร่วมแก๊ง แต่ก็พอรู้มาจากหลายคนประมาณหนึ่ง


            นั่นไง
! แฝดพี่ตั้งค่าทุกอย่างเป็นส่วนตัวหมด แต่คนน้องต่างกันโดยสิ้นเชิงเพราะโพสต์ต่างๆ ถูกตั้งเป็นสาธารณะ หวานกูสิครับ เริ่มไล่ตั้งแต่การตั้งสเตตัสลงไปถึงรูปภาพไม่ว่าจะเดี่ยวหรือกลุ่ม ซึ่งเป็นไปตามคาดเพราะมีรูปโยธารวมอยู่ในนั้นด้วย


            ทั้งคู่เคยเช็กอินที่ไหน รู้จักกับใคร ถ้าแม่มารู้คงตีผมน่องแตกโทษฐานเสือกเรื่องชาวบ้านเก่งยิ่งกว่าตั้งใจเรียนในห้อง โฮ~


            พรึ่บ
!


            ไอ้ฉิบหายยยยยยยยย


            นั่งเสือกอยู่นานจู่ๆ ไฟดับเฉยเลย


            ความมืดปกคลุมไปทั้งห้อง โชคยังดีที่แสงไฟจากหน้าจอแล็ปท็อปยังช่วยให้พอเห็นอะไรได้บ้าง เท่าที่จำได้ผมเริ่มทำภารกิจตามหาความจริงเกี่ยวกับไอ้โยธาตั้งแต่สามทุ่มกว่า มาถึงตอนนี้ไม่คิดเลยว่าเวลาจะปาไปตั้งเที่ยงคืนยี่สิบห้านาที ถ้าไม่ติดว่าไฟดับซะก่อนผมคงเสือกยันเช้าแน่ๆ


            โอย แล้วไฟดับขนาดนี้จะให้ทำยังไง ฝนก็ไม่ได้ตกเดาว่าอีกไม่นานคงมา


            คิดได้เท่านั้นผมนั่งเสือกต่ออย่างไวว่อง แต่จนแล้วจนรอดไฟก็ยังไม่มาสักที นี่ใกล้เวลาตีหนึ่งแล้วด้วยเลยเข้าไปส่องเฟซบุ๊กกลุ่มหอในปีหนึ่งสักหน่อยเผื่อมีอะไรอัพเดตบ้าง ก่อนจะพบว่าเขาแจ้งเอาไว้ตั้งแต่ตอนเช้าแล้วว่าจะมีการงดจ่ายกระแสไฟฟ้าเพื่อซ่อมบำรุงแต่ผมเสือกไม่รู้เอง ฮ่วย เดาว่าไอ้ก้องก็ไม่รู้ด้วย ไม่อย่างนั้นคงแล่นมาบอกตั้งแต่แรก


            แล้วซ่อมตอนไหนไม่ซ่อม คือเริ่มตอนห้าทุ่มแต่เสร็จเกือบตีห้า


            โอเค เวลาชาวบ้านเขานอนแหละแต่ผมไงที่นอนโดยไม่มีแสงสว่างไม่ได้ นี่ทั้งแบตโทรศัพท์กับแล็ปท็อปก็ใกล้หมดเต็มที ขืนทุกอย่างหมดแบบนี้แถมยังไม่สามารถข่มตาหลับได้อีกคงประสาทแดกน่าดู


            จากที่ต้องตามเสือกชีวิตคนอื่นตอนนี้จึงเริ่มกลับมาแพลนชีวิตของตัวเองก่อน


            โรงพยาบาลน่าจะมีระบบจ่ายไฟสำรอง อยู่ที่นั่นยันเช้าดีมั้ย แต่กูจะไปโรงบาลเพื่อ? ประเด็นนี้ตัดไป ส่วนด้านนอกมหาลัยผมหวังว่าจะไม่ดับตามไปด้วย ร้านกาแฟ 24 ชั่วโมงเลยเป็นอีกหนึ่งชอยช์ที่นึกถึง เพราะมีที่ชาร์ต มีของกิน แถมจะนอนที่โต๊ะก็ได้ไม่ว่ากัน


            คิดได้เท่านั้นผมรีบพับแล็ปท็อปใส่กระเป๋า หยิบมือถือขึ้นมาแชตหาไอ้ก้อง ปกติมันมักตอบเร็วแบบวิต่อวิแต่คราวนี้กลับหายหัว แสดงว่าต้องหลับไปแล้วแน่ๆ จะให้เคาะห้องปลุกก็สงสารเลยตัดสินใจออกไปคนเดียวดีกว่า


            “พี่ยามครับ”


            “อุย! น้อง มาทำอะไร” ผมเดินฝ่าความมืดลงมาด้านล่างโดยมีแสงไฟจากไฟฉายโทรศัพท์นำทาง ตอนนี้ยังไม่ถึงตีหนึ่งเพราะฉะนั้นผมสามารถออกไปข้างนอกได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใดๆ แต่ด้วยความเป็นคนดี ก่อนจะไปบอกเขาหน่อยแล้วกัน


            “ผมจะออกไปข้างนอกครับ”


            “ไปทำไมตอนนี้ เดี๋ยวตีหนึ่งก็ปิดประตูแล้วนะ”


            “ผมหิวครับ อยากออกไปซื้อโจ๊ก” เหตุผลนี้ใช้ได้มั้ย ปกติไอ้โยธาบอกว่าแดกโจ๊กทีไรไม่มีปัญหาตลอดเลย


            “อืม”


            อ้าว ง่ายเฉยเลย ไม่ถามอะไรเพิ่มเติมด้วย รอช้าอยู่ใยเดินฝ่าความมืดไปสิครับ


            ตอนเด็กผมเป็นคนไม่กลัวความมืดหรืออะไรพวกนี้เลย ออกไปเล่นนอกบ้านกลับจนมืดค่ำก็ไม่เคยหวั่น กลัวอย่างเดียวคือเสียงแม่บ่น กระทั่งเกิดเรื่องขึ้นเพราะมัวแต่เล่นซนตามประสาทเด็ก แถมยังโง่ที่ดันขังตัวเองไว้แล้วออกไม่ได้ หลังจากนั้นความมืดก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมรู้สึกดีด้วยอีกต่อไป


            หมอบอกว่าถึงแม้อาการจะไม่ได้เข้าข่ายโรคกลัวความมืด แต่เรื่องราวในอดีตกลับฝังใจจนถูกกดอยู่ภายใต้จิตสำนึก ทำให้ตอนที่นอน ผมมักจะฝันร้ายอยู่เสมอ รักษายังไงก็ไม่ดีขึ้นเลย เหมือนสมองมันหลอกตัวเองไปแล้วว่าถ้าไม่มีแสงไฟก็ไม่สามารถนอนได้อีก


            01.15 น.


            ผมขับที่รักมาถึงคาเฟ่ยี่สิบสี่ชั่วโมงซึ่งอยู่ใกล้มหาลัย โชคดีที่แถวนี้ไม่ประสบปัญหาไฟดับตามไปด้วยเลยรู้สึกว่าโชคยังเข้าข้างอยู่บ้าง น่าแปลกที่เวลาดึกขนาดนี้ที่ร้านยังมีลูกเยอะอยู่เลย ส่วนใหญ่ก็เด็กมหาลัยนั่นแหละ คิดว่าบรรยากาศที่ไม่เงียบเหงา กับกาแฟหนึ่งแก้วและขนมหนึ่งชิ้นคงช่วยให้อยู่ได้ตลอดทั้งคืน ส่วนสายชาร์ตก็ตระเตรียมมาเรียบร้อยพร้อมมากสำหรับการนั่งเสือก


            เมื่อกี้ตามถึงไหนแล้ววะ


            อ้อๆ เผือกจากเฟซบุ๊กไอ้ไฟฟ้าแล้วยังมีคนที่คาดว่าน่าจะรู้จักกับสองแฝดนรกอยู่หลายคน เอาตรงๆ ผมแค่อยากเห็นให้ชัดเต็มตาสักครั้งว่ารูมเมทแห่งความมืดมนเป็นคนยังไงกันแน่ เวลาอยู่ร่วมห้องกันจะได้ไม่ทำอะไรวอนส้นตีนอีกฝ่ายอีก


            “ทำอะไรอะ”


            “อ๋อ เสือกอยู่ เหี้ย!” ถึงกับหลุดอุทานออกมาจนคนโดยรอบหันมามองเป็นตาเดียว เสียงแบบนี้ หน้าตาแบบนี้ แถมยังยืนจ้องเหมือนจะเอาเรื่องอีก “โยธา”


            “ไฟฟ้าไอ้สัด”


            “มุกมั้ยล่ะมึง”


            “ไม่ขำ”


            “ว้า แป๊กอีกละ สรุปมาทำอะไรที่นี่วะ นึกว่าจะเข้านอนไปแล้ว”


            “มาให้หมาถาม”


            “มันจะมีสักครั้งมั้ยที่กูไม่โดนสองพี่น้องอย่างพวกมึงด่าเนี่ย” ไอ้ไฟฟ้าโผล่หัวมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แถมเสื้อผ้าหน้าผมดูยังไงแล้วคงไม่ใช่เพิ่งออกมาจากหอแน่นอน


            “ก็อยากด่า สนุกดีตอนได้เห็นมึงเห่า”


            “สัด”


            “แล้วนี่มานั่งทำอะไร”


            “หอในไฟดับกูเลยหาที่นั่งเล่นเรื่อยเปื่อย”


            “เออรู้ว่าไฟดับ แต่ไอ้เรื่อยเปื่อยที่ว่าของมึงนี่หมายถึงการนั่งเสือกเฟซบุ๊กชาวบ้านเขาเหรอ” ซวยเช็ด...


            “เห็นด้วยหรือไง”


            “อืม” ตาดีฉิบหาย ผมอุตส่าห์รีบปิดจอด้วยความไวแสงขนาดนั้นยังไม่เร็วพออีกเหรอ


            แต่มาถึงจุดนี้แล้วก็ไม่อยากปฏิเสธ ในเมื่อเสือกเราก็ต้องยอมรับตรงๆ ว่าเสือกสิวะ


            “กูได้ข่าวว่าโยธามันบ้าเซ็กซ์ ชอบมีความสัมพันธ์แบบวันไนต์สแตนด์ ควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า เลยอยากรู้ไงว่าความจริงแล้วมันเป็นอย่างนั้นมั้ย ตอนอยู่ร่วมห้องจะได้ทำตัวถูก”


            “ส่องแบบนี้คงรู้หรอก โยธาไม่ใช่ประเภทมีอะไรต้องโพสต์ลงโซเชียล” ไฟฟ้าค่อยๆ รั้งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกก่อนเปลี่ยนจากยืนเป็นนั่ง คราวนี้น่าจะปักหลักอยู่นาน เพื่อนฝูงคนอื่นๆ ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาเดาว่าคงเพิ่งเที่ยวมาแล้วแยกย้ายกันกลับ


            “กูเคยถามหลายครั้งแต่มันไม่เคยตอบ”


            “งั้นกูตอบให้เอามั้ย” ประโยคดังกล่าวส่งผลให้ผมตาลุกวาว จุดคอมพลีตของความเสือกมันดีอย่างนี้นี่เอง


            “เอาๆ”


            “กูอยากกินช็อกโกแลตมูสเค้ก”


            “ได้คร้าบ”


            “เอสเพรสโซ่ร้อนหนึ่งช็อตกับเลม่อนโซดาเย็น”


            “จัดไป”


            “บราวนี่”


            “เฮ้ยยยย มึงชอบเหมือนกูทุกอย่างเลยอะ”


            “จริงดิ? บังเอิญเนอะ”


            “มากกกกก” ผมลากเสียงยาวก่อนถามต่อ “สรุปเอาอะไรเพิ่มอีกมั้ย”


            “แค่นี้ก่อนแล้วกัน”


            “ได้” ตอบแค่นั้นจึงรีบวิ่งหัวหกก้นขวิดลงไปยังชั้นล่างซึ่งมีพนักงานยืนกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ตรงเคาน์เตอร์ ผมจัดการสั่งเมนูทั้งขนมและเครื่องดื่มให้ ก่อนกลับขึ้นไปนั่งรอพนักงานมาเสิร์ฟ ระหว่างนี้เลยเริ่มประเด็นอย่างตื่นเต้น


            “สรุปเรื่องรูมเมทกูว่าไง”


            “มึงสงสัยตรงไหนก็ถามมาสิ แต่บอกไว้ก่อนเรื่องนี้กูคุยแค่กับมึง ห้ามบอกคนอื่นเด็ดขาด”


            “สาบานได้!” เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราเริ่มคำถามแรกเลยดีกว่า “ไอ้โยธาเป็นพวกบ้าเซ็กซ์จริงมั้ย แบบ BDSM โซ่ แซ่ กุญแจมือ ทำนองนี้” ได้ยินผมพูดคนฟังถึงกับหลุดหัวเราะ นั่งเอื้อมมือมาเคาะหัวผมแรงๆ ทีนึง


            “ไม่ใช่ มันไม่ได้บ้าเซ็กซ์”


            “แล้วข่าวลือที่บอกว่าแม่งชอบมีวันไนต์สแตนด์ล่ะ” คำถามที่สองจู่โจมทันที เก่งฉิบหายเรื่องเสือกชาวบ้านเนี่ย


            “เปล่า มันไม่ได้เป็นคนแบบนั้น แต่ถ้าพี่อีกคนอะใช่”


            “พี่อีกคน?”


            “พี่คนโต กูไม่เคยพูดถึงนิวตันให้ฟังเหรอ” ผมส่ายหัว มีแต่เคยเปรยชื่อไว้แต่ก็แค่ครั้งเดียวจนแทบลืม ตอนนี้พอมีคนเคาะกะโหลกเลยจำได้บ้างนิดหน่อย “แต่พูดไปก็เท่านั้นแหละ นิวแม่งไม่สนใจใครหรอกนอกจากหญิงที่มันโชะ”


            “เอิ่ม...” ขออนุญาตกลอกตา จะโหดสัดไปไหนวะ


            “มีอะไรอยากถามอีกมั้ย”


            “ถ้าไม่ได้บ้าเซ็กซ์ ไม่ได้มีวันไนต์สแตนด์ แล้วสรุปโยธามันไปไหนทุกคืน” คิดดีไม่ได้เลยอะ ถ้าไม่เกี่ยวกับเรื่องหญิง ก็คงเป็นเรื่องเหล้าหรือยาเสพติด โห เรื่องใหญ่เลยนะ


            “กูเคยบอกแล้วไงว่าอยู่ถิ่นมัน”


            “ในโพรงตุ่น?”


            “วอนซะละ” ไฟฟ้าตั้งท่าจะตีกบาลผมอีกรอบ


            “ใจเย็นดิ มึงเคยบอกแต่ถิ่นมันๆ ใครจะไปรู้วะว่าที่ไหน”


            “บาร์ค็อกเทลที่หลายคนพูดถึงในแฟนเพจคิวต์บอยไง” คราวนี้ผมพยักหน้า แต่แล้วไงวะ ทำงานประจำ รับจ็อบร้องเพลง หรืออะไรกันแน่ คำถามมากมายที่วิ่งวนอยู่ในหัวคงแสดงออกทางสีหน้าทั้งหมด ไอ้ไฟฟ้าเองก็เหมือนจะรับรู้พูดขยายความต่อ “บาร์นั้นเป็นของพี่คนโตกับเพื่อนเขาหุ้นกัน ทำกันขำๆ”


            “พอนึกภาพออก”


            “ไอ้โยธามักไปช่วยเก็บร้าน แถมยังมีห้องนอนส่วนตัวอยู่ชั้นบนด้วย แต่เหตุผลที่มันชอบไปไม่ใช่เพราะอยากนอนหรือช่วยคนที่ร้านหรอก มันชอบไปเชือดเหยื่อต่างหาก”


            “เชี่ย ฆ่าคนเหรอวะ” ผมถามเสียงสั่น แต่ครั้งนี้หัวกูกลับโดนโบกแรงๆ จากคนตรงข้ามไปป้าบหนึ่ง


            “ไม่ใช่เว้ย”


            “ถ้าไม่ได้ฆ่าแล้วทำอะไร เนี่ยอยากรู้จนตัวสั่นไปหมดแล้ว” ลีลาอยู่นั่นแหละ ไอ้ไฟฟ้าจิปากรำคาญแต่ก็ยอมบอกอย่างหมดเปลือก


            “อย่างที่เคยบอก ตอนเด็กแม่เลี้ยงกูแต่พ่อเลี้ยงโยธากับนิวเอง ความคิดเราเลยต่างกันสุดขั้ว แม่ทำให้กูเชื่อไม่ว่าจะเป็นความรักแบบไหนมันก็สวยงามหมด แต่โยธากลับคิดว่าจุดจบของความรักก็คือการเลิกรัก ยังไงก็ไม่มีวันแฮปปี้เอนด์ดิ้ง และนี่คือสาเหตุ”


            “...”


            “นิวชอบความสัมพันธ์แบบมาแล้วก็ไป ไม่ได้จริงจังกับใคร แต่ไอ้โยธาหนักกว่านั้นตรงที่ชอบยุให้ชาวบ้านเขาเลิกกัน”


            “ฮะ?”


            “บาร์ค็อกเทลมีลูกค้าหลากหลาย เวลาใครเห็นมันก็ชอบเข้ามาคุย มาขอเบอร์ ขอสานต่อด้วยทั้งนั้น เพราะรู้ว่าจะหามันเจอได้ที่ไหน แต่ผลสุดท้ายเป็นไงรู้มั้ย” ท้ายประโยคของคนพูดดูผ่อนคลายลง แถมยังเจือเสียงหัวเราะติดตลกเล็กๆ “ถ้าคนไหนที่รู้ว่ามีแฟนแล้วมันจะยุให้เขาเลิกกันเพื่อมาคุยกับมันคนเดียว พอถึงเวลาแม่งก็ไม่เอาเขาไง”


            “โคตรเหี้ย”


            “เออ ยอมรับว่าเหี้ยจริง”


            “แล้วมีคนยอมเลิกกับแฟนด้วยเหรอวะ”


            “ทั้งมีและไม่มี”


            “ทำไปเพื่ออะไร ทำไปทำไม” โลกสวยอย่างกรรณยุคลไม่เข้าใจ


            “มันเคยบอกว่าถ้าคนที่รักกันจริงคงไม่มีทางมองผู้ชายหรือผู้หญิงคนอื่นอีก การเข้ามาของมันแล้วทำให้คนเลิกกันเป็นการร่นระยะความสัมพันธ์ไม่ให้เสียเวลามากกว่าเดิม”


            คนนอกใจยังไงก็ไม่ดีทั้งนั้นแหละ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการเข้าไปเป็นตัวแปรให้คนอื่นเลิกรากันจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง


            “เครื่องดื่มกับขนมค่ะ” พนักงานโผล่เข้ามาขัดจังหวะการสนทนา


            แต่เมื่อมาถึงตรงนี้ผมคิดว่าไม่น่ามีอะไรให้สงสัยอีกแล้ว เค้กกับบราวนี่ถูกเสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มลงตรงหน้า ไฟฟ้าคว้าเอสเพรสโซ่ขึ้นมากระดกดื่มทีเดียวหมดตามด้วยน้ำมะนาวโซดา แต่สีหน้ากลับเหยเกเต็มที


            “ขมฉิบหาย”


            “เอสเพรสโซ่จะไม่ขมได้ไง”


            “มะนาวโซดาก็เปรี้ยวสัด” ขณะพูดเจ้าตัวยังจัดการจิ้มช้อนลงไปบนเค้กก่อนยัดเข้าปาก “หืมมม โคตรหวาน”


            “บราวนี่หน่อยมั้ย น่าจะอร่อยนะ”


            “พอก่อนๆ”


            “นี่มึงชอบจริงปะเนี่ย สั่งมาเหมือนคนไม่เคยกิน”


            “เคยกิน แต่ไม่ได้สั่งนานแล้วเพราะไม่ชอบเท่าไหร่”


            “จะฝืนตัวเองเพื่อ?”


            “แค่อยากรู้ไงว่าของที่มึงชอบมันอร่อยขนาดไหน”


            “หมายความว่าไงวะ แล้วรู้ได้ยังไงว่ากูชอบ”


            “จากสมุดโน้ต” ผมเกาหัวแกรก “มึงไม่สงสัยเหรอว่าทำไมกูถึงยอมเล่าเรื่องของโยธาให้มึงฟัง ทั้งที่ไม่เคยเล่าให้คนอื่นฟังเลย”


            “เพราะกูเป็นรูมเมทพี่มึงไง”


            “เปล่า เพราะมันเปิดใจให้มึงแล้วต่างหาก ทุกอย่างที่มึงชอบ ไม่ว่าจะของกิน เครื่องดื่ม สี กีฬา เพลง หนังสือ หรือหนัง โยธามันจดเอาไว้หมดนะ”


            “...”


          “อยู่ในสมุดเล่มโปรดของมัน และที่สำคัญ...”


            “...”


          “มันอนุญาตให้กูบอกมึงแค่คนเดียว”





 

 

 

 

 

 




            ไฟฟ้าหายหัวไปตั้งแต่ตีสองกว่า ทิ้งทั้งน้ำและขนมเอาไว้เกลื่อนโต๊ะ ผมเลยต้องรับภาระกินแทนจนจุก แล้วปัญหาก็เกิดเพราะหนังท้องตึงทีไรหนังตามักเริ่มหย่อนเสมอ ขณะนี้เวลาตีสามยี่สิบ อีกไม่กี่ชั่วโมงคงกลับห้องได้ ทว่าระหว่างนี้นี่สิที่ควรนอนเอาแรงซะก่อน


            แต่ยังไม่ทันล้มตัวลงนอน ใครคนหนึ่งกลับวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ เมื่อเงยหน้ามองจึงเห็นเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาปรากฏอยู่ตรงหน้า เสี้ยววินาทีนั้นจิตใจพลันเต้นรัวโดยไม่ทราบสาเหตุ พร้อมกับความง่วงงุนที่หายไปเป็นปลิดทิ้ง


            “รู้ได้ไงว่ากูอยู่ที่นี่”


            “ไฟโทรมาบอก”


            “อ๋อ แล้วนี่มึงเพิ่งกลับมาเหรอ”


            “อืม” โยธายึดเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามด้วยการทิ้งตัวนั่ง เคาะนิ้วไปบนโต๊ะโดยไม่ปริปากพูดประโยคอื่นใด ส่วนผมยังคงอึ้ง จัดการความรู้สึกตัวเองไม่ถูกเพราะจู่ๆ อีกฝ่ายก็โผล่มา


            “ที่หอไฟดับจนถึงตีห้า แบตมือถือก็ใกล้หมดกูเลยหาที่นอนใหม่ จริงๆ มึงกลับไปนอนก่อนได้เลยนะไม่ต้องรอกู ทางนี้อยู่คนเดียวได้สบายเลย” ผมเลยขยิบตาด้วยท่าทีทะเล้นให้ครั้งหนึ่ง วิ๊ง!


            “ตาเป็นเหี้ยไร”


            สัด...มีคนไม่อิน


            “มึงมันคนหยาบกระด้าง”


            “มีความพยายามแต่ยังอ่อนหัด”


            “โถๆ พ่อคุณ พ่อคนเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ฉิบหายวายวอด” ที่พูดออกไปประชดทั้งนั้น แต่คนฟังกลับไม่หือไม่อือคว้าแก้วกาแฟขึ้นมาดื่มหน้าตาย นับจากนี้ความเงียบเลยปกคลุมเราอีกระรอก ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก ส่วนตาผมก็เริ่มจะปิดอยู่รอมร่อจนเผลอนั่งสัปหงกไปหลายรอบ


            “ง่วงก็นอน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั้นๆ ก่อนโยนเสื้อคลุมที่ถือติดมาให้กับผม


            “โยนให้กูทำไม”


            “จะทำอะไรก็ทำ” โยธายังคงเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ ด้วยท่าทางกวนประสาท ผมเหนื่อยจะเล่นสงครามกับมันจึงล้มตัวลงเบาะตัวยาว แล้วหยิบเสื้อคลุมสีดำที่อีกฝ่ายปาให้ลวกๆ ขึ้นมาคลุมตั้งแต่หน้าลงไปโผล่เหลือเพียงลูกกะตาสองข้าง


            เวลานี้ดึกแล้ว ลูกค้าในร้านแทบไม่เหลือ ซ้ำร้ายแอร์ยิ่งเย็นราวกับอยู่ขั้วโลก แต่กลับรู้สึกอุ่นใจที่ตัวเองไม่ได้อยู่ลำพัง เพราะเมื่อไหร่ที่หลับตาลงก็ยังรับรู้ได้ว่าใครอีกคนยังอยู่ด้วยเสมอ


            “ก่อนหน้าไฟฟ้ามานั่งคุยด้วย” นานเหมือนกันกว่าจะตัดสินใจได้ว่าควรพูดออกมา น้ำเสียงที่เปล่งติดอู้อี้เล็กน้อย แม้ไม่ได้สบตากับอีกฝ่ายผมก็รู้ดีว่าเขาคงกำลังฟังอยู่


            คิดดูแล้ว เพราะเราเป็นเพื่อนกันเลยไม่อยากปิดบังอะไรอีก ใจๆ กันไปเลยน่าจะง่ายกว่า


            “กูรู้แล้วว่ามึงหายไปไหนทุกคืน”


            “อืม” อีกฝ่ายตอบคำ น้ำเสียงไม่ได้เจือความโกรธใดๆ เลย


            “จะด่าก็ได้นะที่กูเสือก”


            “มันไม่ได้เป็นความลับขนาดนั้น” เออ สมกับเป็นมึง ดูไม่สนใจโลกดี


            “ถามจริงที่ไฟฟ้ามันบอกว่าชอบมีผู้หญิงเข้าหามึงนี่มีตลอดเลยเหรอ”


            คนเที่ยวสถานที่กลางคืนมีเหตุผลหลายแบบ บางคนแค่อยากสังสรรค์กับเพื่อน บางคนชอบบรรยากาศและเสียงเพลง บางคนชอบรสชาติของแอลกอฮอล์ หรือบางคนก็อยากมีอาหารตาไว้มองให้สุขใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีคนที่มองหาความสัมพันธ์แบบวันไนต์สแตนด์หรือคาดหวังกับการเจอความรักในที่แบบนี้อยู่


            “ไม่ใช่แค่ผู้หญิง” คนตรงข้ามตอบอย่างไม่ใส่ใจ


            “ฮะ? หมายถึงผู้ชายก็ชอบมึงเหรอ” เชร้ดดดด ดึงดูดได้ทุกเพศทุกวันเลยเนอะ “แต่ยังไงมึงก็หลอกลวงประชาชนอยู่ดี ไปให้ความหวังคนอื่น พอเขาเลิกกันจริงมึงก็ไม่ยอมรับเขา”


            “เขาก็ต้องยอมรับความเสี่ยงตั้งแต่คิดจะนอกใจแล้วมั้ย”


            “ตะ...แต่ถ้าเขาจะเลิกกันก็ปล่อยให้ทั้งคู่จัดการเองไง”


            “กับความรักแบบนั้น ไม่มีใครเลิกกันเองโดยไม่มีคนอื่นเข้ามาเกี่ยวหรอก อีกอย่างกูก็อยู่เฉยๆ เขาเข้ามาเอง”


            ผมคิดว่าโยธามีปมความรักที่บิดเบี้ยวกว่าคนอื่นค่อนข้างมาก คงจริงอย่างที่ไฟฟ้าว่า แฝดสองคนถูกเลี้ยงดูมาต่างกัน กับครอบครัวที่พ่อแม่หย่ากันตั้งแต่เด็ก คนหนึ่งถูกเลี้ยงดูโดยพ่อ ในบ้านที่มีแต่ผู้ชาย ผมไม่รู้ว่าปัจจัยอะไรบ้างที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นแบบนี้ เป็นคนแข็งกระด้างและไม่เชื่อเรื่องความรัก


            “มึงเคยนอนกับใครที่เคยปฏิเสธมั้ย”


            “กูไม่นอนกับใคร”


            “แล้วมึงเคยรักใครจริงๆ หรือเปล่า รักแบบ...อยากอยู่ด้วยกันไปนานๆ”


            “ดูละครเยอะเหรอ”


            กรรม มันเป็นคนไม่มีหัวใจอย่างที่คิดเอาไว้จริงด้วย


            “เวลามีคนมาขอเบอร์มึงตอบว่าไงอะ”


            “นอนไป”


            “ง่วง แต่นอนไม่หลับ”


            “วุ่นวาย” ผมเริ่มนอนสูดน้ำมูกพลางสูดกลิ่นที่ได้รับจากเสื้อคลุมของเพื่อนตัวสูง


            โดยยังคงพยายามหาเรื่องคุย เพราะถึงจะล้มตัวลงนอนในหัวกลับมีเรื่องของเขาวิ่งวนจนข่มตาหลับไม่ลง หรือจริงๆ แล้วอานุภาพของความอยากรู้อยากเห็นมันมีมากกว่าการพักผ่อนกัน คิดได้เท่านั้นจึงตัดสินใจชันตัวขึ้นนั่งตามเดิม


            ไม่นงไม่นอนมันละ!


            “ในเมื่อเราเป็นเพื่อนกันแล้ว กูคิดว่ากูสามารถรับฟังสิ่งที่เป็นมึงได้นะ ส่วนกูก็พร้อมเปิดใจบอกมึงได้ทุกอย่างเหมือนกัน”


            “...” โยธานั่งนิ่งไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธ


            “งั้นเรามาจำลองสถานการณ์กันดีกว่า” ถ้าอยู่ที่บาร์ค็อกเทลและได้เจอกับไอ้โยธาซึ่งนั่งหน้าเหี้ยมอยู่ในร้าน ผมจะเอ่ยทักทายด้วยประโยคไหนดี “เอ่อ...คุณชื่ออะไรครับ ไม่ทราบว่าถ้าผมจะขอเบอร์คุณได้มั้ยครับ”


            “ไม่ให้”


            “ทำไมล่ะครับ”


            “มีแฟนหรือยัง” คนตรงข้ามยังคงถามหน้าตาย


            “อ่า ถ้ามีแล้วจะทำไม”


            “ไปเลิกกับแฟนก่อนแล้วเราค่อยคุยกัน”


            “โทษที ความจริงผมไม่มีแฟนหรอก เพราะงั้นขอเบอร์เลยได้มั้ย”


            “โกหก”


            “คุณมองตาผมก่อน ผมพูดความจริงไม่มีโกหก” ไม่พูดเปล่าผมรีบยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากกว่าเดิมพร้อมจดจ้องเจ้าตัวไม่กะพริบ “เนี่ย สายตาของความจริงใจ”


            “สายตาของคนขี้เสือกมากกว่า”


            “หูยๆ ปากคอเราะร้ายจัง สัญญาว่าถ้าได้เบอร์แล้วผมจะเป็นเพื่อนสนิทให้คุณเองครับ”


            “ใครเขาอยากสนิท”


            “อะไรนะไม่ได้ยินเลยอะ เหมือนสัญญาณขาดหาย” หลังๆ เริ่มไม่แสดงแล้ว ตีมึนกวนตีนรูมเมทหน้าตายแทนดีกว่า เรื่องแกล้งคนอื่นขอให้บอก กรรณยุคลเก่งเป็นอันดับหนึ่งเสมอ


            “ทำแบบนี้กับคนอื่นบ่อยเหรอ”


            “ผมทำแค่กับคุณ” อันนี้พูดความจริง ปกติเป็นคนเข้ากับเพื่อนได้ง่าย แต่ก็ไม่เคยวอแวใครเท่ามันมาก่อน “โอเคๆ ไม่เล่นละ แค่อยากให้รู้เอาไว้ว่าเพราะมึงเป็นเพื่อนกูเลยห่วง เวลาจะทำอะไรก็อยากให้คิดเยอะๆ”


            “ทีมึงยังไม่คิดเลย”


            “เดี๋ยวนี้กล้าย้อนเหรอ” มีเบะปากใส่อีกว่ะ ร้ายจริง


            “เอามือถือมา ปลดล็อกด้วย” มือหนากระดิกนิ้วระรัว ส่วนผมยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูกแต่ก็ยอมทำตามคำสั่งราวกับสุนัขแสนเชื่อง


            “เอาไปทำไม” ตอนถามกลับพบว่าตัวเองได้ส่งมือถือให้คนตรงหน้าไปแล้ว โยธาก้มหน้าก้มตาจิ้มนิ้วไปบนหน้าจอครู่หนึ่งก่อนส่งกลับ


            “นี่เบอร์กู มึงขอไม่ใช่หรือไง”


            “กูจำลองสถานการณ์หรอก ไม่ได้ขอจริงๆ ซะหน่อย”


            “งั้นเอาคืนมา”


            “เรื่องอะไรจะคืน” แต่ถามว่าดีใจมั้ยตอบเลยว่าโคตรดีใจ เหมือนเพื่อนคนหนึ่งมองเห็นความสำคัญของเราสักที


            “...”


            “ให้แล้วจะเทกูมั้ยเนี่ย”


            “ไม่”


            “พูดแล้วนะ”


          “กูไม่เคยเทคนที่เต็มใจพิมพ์เบอร์ให้”


            “...”


            “มีอะไรสำคัญก็โทรมาแล้วกัน”


            “ถ้าไม่สำคัญโทรไปได้มั้ย”


          “ไม่สำคัญก็กลับไปคุยกันที่ห้อง”


            ผมเคยบอกแล้วว่าโยธาเป็นคนประหลาดกว่าใครเพื่อน


            เขามีทั้งมุมที่ดีและแย่ แต่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต้องมีวันที่เติบโตและเป็นคนที่ดีกว่าเดิม ถ้าเราอยากจะทำมันจริงๆ


            “อืม...”


            เหมือนกับเขาในวันนี้ที่ค่อยๆ เปิดใจให้ผม จนรู้สึกว่าตัวเองก็อยากเป็นเพื่อนที่ดีของอีกฝ่ายเช่นกัน





 

หายไปนานมากกกก (พักผ่อนแบบพักยาวมาค่ะ) ขอโทษคนอ่านจริงๆ

ใครที่ร้องไห้อยู่ไม่ร้องแล้วนะคะ (เสียงพี่ติ๊ก เจษฯ)

ตอนนี้จัดตารางใหม่ โยธาจะอัพต่อจากตอนก่อนหน้าไม่เกินห้าวัน

แต่ถ้าเสร็จก่อนก็จะลงก่อนแน่นอน

*

ส่วนตอนที่สี่นั้น

โยธา : มีอะไรสำคัญก็โทรมาแล้วกัน แต่ถ้าไม่สำคัญก็กลับไปคุยกันที่ห้อง  

น้องกรรณ :

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11.782K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,844 ความคิดเห็น

  1. #13829 parinyadakhim (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 เมษายน 2564 / 12:52
    เเงงงงงงง
    #13,829
    0
  2. #13797 ssppy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 มีนาคม 2564 / 12:59
    กรี๊ดแบบสามล้านตลบ แง น่ารักมากเลยอะ
    #13,797
    0
  3. #13744 pkpk30 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 มกราคม 2564 / 21:53
    เขินไม่ไหว
    #13,744
    0
  4. #13733 jimmjimin (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 มกราคม 2564 / 20:03
    พ่อคะพ่อออ
    #13,733
    0
  5. #13653 ChungWila (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 16:29
    น้องดูแบบเป็นห่วงดีนะ น่ารักมากๆ โยธานายคงบิดเบี้ยวเรื่องความรักจริงๆ
    #13,653
    0
  6. #13637 pang_97s (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 15:29
    โยธาคนซึนน
    #13,637
    0
  7. #13619 Liracu (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2563 / 13:45
    คนแบบนายมีอีกมั้ยยย ฮื่ออ
    #13,619
    0
  8. #13588 blave (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 / 01:09
    ณ จุดๆนี้ ตายจ่ะ ตายยยย เขินตัวบิด
    #13,588
    0
  9. #13581 Mymam_bgly (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 / 22:23
    อรุ่มม
    #13,581
    0
  10. #13567 pilin/พิ'ลิน (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 12:12
    โยธาาาา -บ้าเอ๊ยย ชอบอะ
    #13,567
    0
  11. #13550 jira_deer (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 14:31
    มันบะลั่กอั่กๆมากเลยค่ะคุณผู้โชมมมมมมม ดิฉันฟินนนนนน
    #13,550
    0
  12. #13535 pnpb2523 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 07:50

    มีความละมุน มีความห่วงใย มีความใส่ใจจ้า

    #13,535
    0
  13. #13508 meelee162543 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 16:59
    บางทีก้อยากรุ้เกินไปนะ
    #13,508
    0
  14. #13487 softless (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 02:57
    ทำไมฉันเขินนะ-////-
    #13,487
    0
  15. #13438 Sujitraaonn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 22:30
    มันน่ารักแบบมึนๆ อ่ะคุณโยธา หื้มมมม
    #13,438
    0
  16. #13437 Sujitraaonn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 22:11
    คำว่า "โจ๊ก" นี่มันต้องมีความหมายแฝงแย่เลย เอ้ะ รึเปล่านะ
    #13,437
    1
    • #13437-1 pigpocket(จากตอนที่ 5)
      19 พฤษภาคม 2563 / 14:21
      เห็นด้วยยย
      #13437-1
  17. #13402 Oseidon (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 14:53
    งืออออ โยธา
    #13,402
    0
  18. #13355 Sariei_va (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 00:03
    โยธาาาาาาาา
    #13,355
    0
  19. #13349 sseettss (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 16:24
    อบอุ่นไปอีกกกก ไมโคเวฟถึงขนาดต้องยอมแพ้
    #13,349
    0
  20. #13326 pparelypigg (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 10:29
    หึ๋ยยยยย
    #13,326
    0
  21. #13275 Apoptosis (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 16:38
    พ่อคุณค้าาาาาาาา 5555555
    #13,275
    0
  22. #13272 ARM ???? (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 15:11

    คือลุคโยธานี่คือไบร์ทจริงๆน่ะ แต่มองไบร์ทในลุคไฟฟ้าไม่ออกจริงๆ555

    #13,272
    1
    • #13272-1 sssp2333(จากตอนที่ 5)
      13 พฤษภาคม 2563 / 20:14
      คิดเหมือนกันเลย
      #13272-1
  23. #13270 ZachariFentyy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 14:19
    ใครอยากเป็บเพื่อนค้าาา
    #13,270
    0
  24. #13252 Saaree6612 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 13:39
    โอ๊ยยยยยย ละมุน
    #13,252
    0
  25. #13247 Nory7108 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 17:58
    โยธาผัวฉัน555
    #13,247
    0