วิศวกรรณโยธา - end

ตอนที่ 4 : 03 - คุณความสดใสของภาคเคมี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 151,142
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12,922 ครั้ง
    16 ก.ย. 62




03


คุณความสดใสของภาคเคมี




            เปิดเทอมแล้วววววววว


            ชีวิตมหา
ลัยแตกต่างจากมัธยมฯ นิดหน่อยตรงที่ไม่ต้องหอบหิ้วหนังสือหนักๆ เต็มกระเป๋ากับตารางเรียนที่แน่นเอี๊ยดเกือบทุกคาบ เทอมหนึ่งปีหนึ่งแน่นอนถึงแม้ตารางจะแน่นกว่าปีอื่น แต่ด้วยเนื้อหาที่หลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามันคือพื้นฐานซึ่งต่อยอดมาจากการเรียน ม.ปลาย ผมจึงไม่รู้สึกหวาดหวั่นเท่าไหร่


            พี่แซมเองก็บอกให้เบาใจ เพราะแกได้เตรียมชีทเรียนเก่าๆ พร้อมเลกเชอร์สมัยปีหนึ่งมาให้เรียบร้อย แม้ผมจะต้องแกะตัวหนังสือไก่เขี่ยของเขาทีละบรรทัดเวลาอ่านก็ตาม


            ซ่า~


            เสียงน้ำจากฝักบัวแว่วเข้าหู หกโมงเช้าโยธาตื่นก่อนผมพักใหญ่เลยได้รับสิทธิ์ใช้ห้องน้ำเป็นคนแรก ส่วนผมเองก็มีภารกิจลุกขึ้นมากดมือถืออัพสเตตัสคูลๆ ตามประสาเด็กเห่อที่เพิ่งได้สัมผัสชีวิตมหา
ลัยเป็นครั้งแรก ก่อนจะพบว่าเพื่อนทั้งคณะเพิ่งพากันอัพเดตความตื่นเต้นให้ชาวโลกได้รับรู้ไม่ต่างกัน เออะ...


            แป๊บๆ ประตูห้องน้ำพลันเปิดออก ผมหันไปมองยังต้นเสียง เห็นร่างสูงซึ่งอยู่ในสภาพท่อนบนไม่ใส่อะไรเลย ส่วนท่อนล่างสวมเพียงกางเกงบ็อกเซอร์เดินออกมา จะว่าชินตาก็คงใช่ แต่มันห้ามตัวเองไม่ให้มองไม่ได้เลยไง


            “มองไร” ห่า อย่างกับนั่งทางในมาเสือก


            “เปล่า รอยสักเท่ดีเนอะ โยธาเป็นคนร้ายๆ ว่ะ”


            “ไปอาบน้ำไป”


            มันทำหน้าเหม็นเบื่อใส่


            “เปิดเทอมวันแรกก็คึกคักกันหน่อยดิ ชีวิตคนเราจะได้มีสีสัน เอาแต่ปั้นหน้านิ่งทั้งวันไม่เมื่อยบ้างหรือไง” ผมตีหน้ากวนใส่ก่อนจะถูกสวนกลับในทันที


            “ตอนมึงปั้นหน้าเป็นหมายังไม่เห็นบ่นเมื่อยเลย”


            “โว้ย! หมาบ้านมึงสิ” คุยดีด้วยกันได้แป๊บๆ มันต้องมีจังหวะนรกให้เราทะเลาะกันอีกจนได้


            ผมไม่ใส่ใจปั้นหน้าโมโหก่อนหย่อนเท้าลงจากเตียง ขณะมือคว้าผ้าเช็ดตัวก็ไม่ลืมหันไปมองค้อนคนตัวสูงซึ่งกำลังยืนตีหน้ามึนอยู่ด้วย


            ชีวิตอยู่ห้องเดียวกันก็จริงแต่พูดได้เต็มปากเลยว่าความสนิทของเราแทบติดลบ ปกติเวลาผมทำความรู้จักกับใครเขาจะกระตือรือร้นรับไมตรีอย่างยินดีเสมอ แต่นี่อะไร นอกจากไม่รับแล้วยังผลักไสอีก จนทุกวันนี้ผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวของโยธาเลย


            ไม่รู้เหตุผลของการกลับดึกๆ ดื่นๆ จนบางทีโผล่หัวมาก็เกือบเช้า ไม่รู้ว่ามันชอบหรือไม่ชอบอะไร และที่ค้างคาใจมาตลอดหลายวันคือไม่รู้แม้กระทั่งรอยสักซึ่งอยู่บนเอวข้างขวาของมัน พอแกล้งถาม นอกจากไม่ตอบแล้วยังโดนด่ากลับมาอีก


            ตัวเลขศูนย์และหนึ่งปรากฏอยู่บนผิวเรียบมีทั้งหมดสี่ชุด ชุดละแปดตัว ตอนเห็นครั้งแรกผมก็รู้ได้ในทันทีว่ามันคือไบนารี่โค้ดหรือเลขฐานสอง เพียงแต่ตัวเลขที่สักมันเล็กมากบนเพ่งไม่ออกว่าสรุปแล้วมีตัวอะไรบ้าง และแปลงความหมายได้ว่ายังไง


            ช่างเหอะ! คิดไปก็ปวดหัว มาลั้ลลากับวันเปิดเทอมที่แสนสดใสดีกว่า


            “ไอ้สาดดดดดดด”


            น้ำเย็น!


            มือหมุนวาล์วก๊อกน้ำปุ๊บร่างกายแม่งปะทะเข้ากับน้ำแข็งขั้วโลกทันที ทำไมไอ้โยธาไม่บอกผมเลยวะว่าน้ำมันเย็นขนาดนี้ แถมในห้องยังไม่มีเครื่องปรับน้ำอุ่นอีก เดาว่าหน้าหนาวทีต้องมีคนตายแน่นอน หนึ่งในนั้นคือกู...


            ช่วงเวลาของการอาบน้ำผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะผมไม่ได้อาบแต่เรียกวิ่งผ่านมันมากกว่า กลับออกมาอีกทีโยธาก็หายหัวไปแล้ว ผมจึงไม่อยากใส่ใจรีบเป่าผม สวมเสื้อผ้า เพื่อลงไปป๊ะกับเพื่อนรักทั้งชายและหญิงอีกสิบกว่าชีวิตที่รวมตัวกันมานั่งกินข้าวอย่างพร้อมเพรียง


            การเรียนคาบเช้าของวันแรกแทบไม่มีอะไรเลย อาจารย์ทุกวิชาแจก Course Syllabus อธิบายภาพรวมโดยคร่าวว่าเทอมนี้ต้องเรียนอะไรบ้าง รวมถึงฝากชีทในคาบหน้าไว้ที่ร้านซีร็อกซ์เอกสารร้านไหน เมื่อชี้แจงทุกอย่างจบอาจารย์เลยปล่อยให้นิสิตออกก่อนเวลา นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงมากินข้าวเที่ยงกันเร็วขนาดนี้


            “กี๊ดดดดด คนนั้นน่ารักมาก ใจกูมันหวิวๆ อาการเหมือนคนตกหลุมรักเลยอะ”


            “เล่นใหญ่ฉิบหาย”


            จากตอนเช้านั่งกินข้าวกันสิบกว่าคน ตอนนี้เหลือห้านั่งหน้าสลอนอยู่ตรงโรงอาหารตึกฟิสิกส์ของคณะวิทยาศาสตร์ ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ แยกย้ายไปกินที่ตึกข้างเคียง ระหว่างนี้บทสนทนาตามประสาหนุ่มหล่อจึงเริ่มขึ้น


            “มึงเห็นคนนั้นมั้ย สิบเอ็ดนาฬิกา” ไอ้ก้องโบ้ยปากไปยังรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง เธอทำผมสีน้ำตาลอ่อน ผิวแทน ดูเซ็กซี่ไม่เบา


            “ทำไมวะ”


            “เขามองกู”


            “แล้ว...”


            “ชอบกูแน่ๆ” โว้ย! ไอ้ก้อง


            “กูเห็นมึงพูดแบบนี้ทุกคน ไม่เห็นเขาจะชอบกลับสักราย”


            ไม่รู้ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน แค่เพื่อนร่วมโต๊ะได้ยินก็แทบพากันพ่นข้าวออกมาจากปาก นอกจากความกากและเกรียนที่มีติดตัวมาแล้ว ความมั่นหน้ายังมีมากพอๆ กันด้วย


            “แต่กูว่าพี่เขาชอบกูมากกว่าว่ะ งุ้ยเขิน” ได้ทีกรรณขอเล่นบ้าง แต่เหมือนมุกนี้จะไม่ขำทั้งโต๊ะเลยเงียบกริบไปโดยปริยาย “เดดแอร์กับเพื่อนได้ไงวะ”


            “กูว่าไอ้ก้องแม่งมั่นแล้วนะ มึงหนักกว่ามันอีกเชี่ยกรรณ”


            “ผู้หญิงชอบผู้ชายตลก”


            “ตลกแดกสิมึง” เพื่อนไม่เข้าใจผม เพื่อนทำร้ายผมได้ลงคอ


            “ไหนทุกคนบอกว่ากูคือความสดใสของภาคเคมีไง”


            “เขาตอแหล”


            “ช้ำใจอะ”


            “สดใสไปก็เท่านั้น สู้ใครบางคนไม่ได้หรอก นั่น...ความมืดมนของภาคโยธามาแล้วว่ะ” ทุกสายตาจดจ้องไปยังเป้าหมายที่เพิ่งพูดถึง คนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินหาที่นั่ง ทว่าหนึ่งในนั้นกลับโดดเด่นกว่าใครเพื่อน เขาสวมชุดนิสิต แขนยาว พับแขนเสื้อขึ้นทั้งสองข้าง แถมเจ้าตัวยังไม่ยอมผูกไทเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ อีก ดูก็รู้ว่าเป็นพวกแหกคอกประมาณหนึ่ง


            ตอนนี้ใครหลายคนเริ่มแยกไฟฟ้าออกจากโยธาได้แล้ว สิ่งหนึ่งที่สองคนนี้มีไม่เหมือนกันเลยนั่นคือกลิ่นอายซึ่งแผ่กระจายรอบตัว แม้มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ ไอ้ไฟฟ้าเป็นมนุษย์เฟรนด์ลี่เข้ากับคนได้ง่าย ส่วนโยธาเป็นขั้วตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง


            “ทึมๆ ประหนึ่งโดนของ” ไอ้ก้องเคี้ยวข้าวไปวิจารณ์ไป


            “ตอนอยู่ในห้องมันแบ๊วมากนะ กินนม ใส่ชุดนอนลายลูกเจี๊ยบ อ้อ ยังมีลายอุ๋งๆ อีก” มุมนั้นคงมีใครแค่ไม่กี่คนที่เห็น ช่างเป็นบุญตาของไอ้กรรณจริงๆ


            “นั่นภาพลวงเว้ย โยธามันร้ายจะตาย” หนึ่งในกลุ่มเพื่อนเอ่ยแทรกอย่างตื่นเต้น ผมเลยอดไม่ได้ถามขยายความต่อ


            “ร้ายยังไง”


            “ได้ข่าวว่ามันกลับห้องดึกดื่นตลอดเลยหนิ ต้องไปทำอะไรไม่ดีแน่ๆ”


            “มันบอกกูว่าไปแดกโจ๊ก”


            “แดกห่าไรทุกคืน...แต่โคตรเท่เลยเนอะ” ท้ายประโยคแม่งเสือกหันมาอวยเฉย “เป็นความมืดมนที่น่าค้นหา ไอดอลเหี้ยๆ” พอมีคนแรกอวย คนที่สองและสามจึงรีบร่วมวงอย่างคับคั่ง


            “เห็นด้วย กูอยากเป็นคนเคร่งขรึม กูอยากเท่”


            “อี๊ดดดดดดด”


            แล้วช่วงเวลาแห่งการอวยก็มาถึง เดี๋ยวก่อน ได้ข่าวว่าเมื่อกี้พวกมึงยังนั่นนินทาอีกฝ่ายอยู่เลย ทำไมสุดท้ายแล้วคดีถึงพลิกกลับมาจบที่การยกยอปอปั้นได้วะ


            ผมปล่อยให้เพื่อนรักได้พล่ามสิ่งที่อยากพูดอย่างเต็มที่โดยไม่คิดขัดจังหวะ ส่วนตัวเองนั้นหันมาจดจ่อกับการกินข้าวสลับกับลอบมองรูมเมทตัวสูงซึ่งนั่งห่างจากโต๊ะของเราออกไปประมาณหนึ่ง คำถามมากมายฝุดขึ้นมาในหัวไม่หยุด ไอ้ที่เพื่อนบอกว่าร้ายน่ะ...


            อยากรู้ซะเหลือเกิน ว่าร้ายยังไง



 

 

 

 

 

 

 


            เปิดเรียนวันแรก กิจกรรมรับน้องวันแรกก็เริ่มขึ้นด้วย


            ชีวิตมันแสนตรากตรำ เรียนเสร็จตอนเย็นแทนที่จะได้ไปนอนตากพุงกลับต้องหอบสังขารมายังคณะในสภาพเสื้อยืดกางเกงวอร์ม นั่งหน้าสลอนตรงห้องกิจกรรมคณะ


            รุ่นพี่บอกปีนี้โชคดีแค่ไหนแล้วที่ไม่ต้องเข้าห้องเชียร์ ปกติต้องทำกิจกรรมเจ็ดวันรวด พี่ว๊ากคงลำคออักเสบไปตามๆ กัน ปีนี้เลยปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งระบบ แทนที่ต้องมาทำกิจกรรมทุกวันก็เปลี่ยนเป็นจันทร์ พุธ ศุกร์ แถมเขายังไม่ยอมบอกด้วยว่าจะให้เราทำอะไร ต้องมาลุ้นกันเอาเอง


            “น้องๆ มาครบกันแล้วนะคะ ต่อไปเราจะแบ่งกลุ่มแบบคละซึ่งพี่ๆ ได้ทำการแบ่งเอาไว้แล้วตามสีกระดาษที่ยื่นให้ทุกคนไป” ผมก้มมองแผ่นกระดาษยับยู่ในมือ มันเป็นสีเขียว ส่วนไอ้ก้องเป็นสีส้ม


            รักแท้แพ้แบ่งกลุ่มอีกแล้วว่ะ


            “เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ทุกคนลุกขึ้นยืนแล้วไปรวมตัวกันตามกลุ่มของตัวเองได้เลยค่า”


            เท่านั้นแหละครับ ความวุ่นวายเลยบังเกิด ต่างคนต่างวิ่งไปยังแถวที่มีชื่อสีของตัวเอง กว่าจะรวมตัวกันได้เวลาก็ปาไปเกือบสิบนาที เพื่อนในกลุ่มบางคนคุ้นหน้า บางคนแทบไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อ แต่ด้วยความที่เกิดมาเป็นคนสาระแนเรื่องชาวบ้านไปทั่วเลยไม่รู้สึกอึดอัดใจเท่าไหร่


            “รวมตัวกันแล้วเดี๋ยวพี่จะอธิบายกิจกรรมให้ฟังก่อน เพื่อให้ทุกคนได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น เราเลยอยากให้แต่ละกลุ่มคิดการแสดงอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับ
วิศวกรรมศาสตร์มาหนึ่งอย่าง แล้วให้เวลาฝึกซ้อมกันเอง วันจันทร์หน้าเราจะเริ่มแสดงกัน รับทราบมั้ยคะ”


            “รับทราบบบบบบ”


            บางคนก็ไม่อยากทราบอะครับ จะตายแล้ว


            “ถ้าอย่างนั้นเริ่มรวมกลุ่มหาไอเดียกันเลยค่า เดี๋ยวหนึ่งทุ่มพี่จะปล่อยแล้ว ให้หาเวลาไปซ้อมกันเอง”


            “เย้
~


            หลังจากนั้นทุกคนจึงพากันสุมหัวแลกเปลี่ยนไอเดียกันอย่างเต็มที่ ก่อนข้อสรุปจะไปจบที่การแสดงละครประกอบการร้องเพลงเหมือนหนังเรื่อง
La La Land


            ได้ไอเดียคร่าวๆ แล้ว เหลือบทที่เพื่อนผู้หญิงสองคนอาสาจะเขียน โดยความยาวที่บอกไว้ไม่มากนัก ที่เหลือให้ด้นสดและคิดบทเอาเอง ทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่นไม่มีปัญหา กระทั่งมาถึงขั้นตอนของการเลือกนักแสดง


            ด้วยความที่ทุกคนต้องมีบทของตัวเอง เราเลยใช้เวลาแบ่งหน้าที่กันนานนิดหน่อย


            “กรรณ”


            “จ๋าาาาา” ไอ้อ๊อด เฮดของกลุ่มประกาศเรียกชื่อผม เพื่อนๆ ซึ่งนั่งล้อมวงจึงหันมามองเป็นตาเดียว          


            “ทุกคนคิดว่าไอ้กรรณเหมาะจะเล่นบทอะไรมากที่สุด”


            “หมามั้ย”


ฉิบหายละ...


            “กูเห็นด้วย เล่นเป็นหมาเหมาะที่สุดเลย” จากรายชื่อตัวละครที่ลิสต์เอาไว้หลายสิบตัว สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่ไม่ใช่คนก็คือหมา แต่ทำไมกูต้องเป็นคนที่ถูกเลือกคนนั้นด้วยวะ
!


            “มะ...มีบทอื่นมั้ยมึง กูว่าตัวเองไม่เหมาะหรอก กลัวทำได้ไม่ดี แหะๆ” ถึงกับเกาหัวแก้เก้อ หวังเปลี่ยนใจเพื่อนรักไว้ได้ ทว่าเปล่าเลย...


            “มึงทำได้ดีอยู่แล้ว แค่เห่ากับหอนให้ตรงจังหวะเอง”


            “แต่คนอื่นก็เล่นได้นี่หว่า”


            “กรรณ” ไอ้อ๊อดยื่นมือมาตบบ่าผมปุๆ ก่อนเอ่ยเสียงนุ่มประหนึ่งพระเอกละครหลังข่าว “ไม่มีใครหน้าเหมือนหมาเท่ามึงแล้ว”


            ถุย
!


            “พวกมึงทำร้ายจิตใจกูอะ”


            “ที่เลือกเพราะเอ็นดูมึงหรอก เนี่ยตาโตๆ ปากงุ้ยๆ จมูกก็เล็กนิดเดียว ดูยังไงก็ลูกหมาอะ”


            “นี่ชมหรือด่า”


            “ชมดิ สรุปไอ้กรรณรับบทหมานะครับ”


            “สุดยอดมากครับเพื่อน” ทุกคนปรบมือแสดงความยินดีด้วยสีหน้าระรื่น ก่อนเพื่อนผู้หญิงของกลุ่มจะจรดปากกาลงไปบนกระดาษ เขียนตำแหน่งและบทที่ได้รับตัวใหญ่เท่าบ้าน



          กรรณ รับบท หมาเซเลบประจำคณะวิศวะ

 


            หน้าที่ของผมไม่มีอะไรมากแค่เห่ากับหอนให้ตรงจังหวะ ฝึกการวิ่งสี่ขาแล้วคลอเคลียกับผู้คน เดจาวูฉิบหาย สมัยเล่นละครเวทีโรงเรียนกูก็ต้องซ้อมอย่างนี้เลย


            โลกไม่ยุติธรรมอะ กะแจ้งเกิดสักหน่อยดันโดนเตะตัดขาจากเพื่อนอีกจนได้


            นั่งซึมเป็นส้วมอยู่ครึ่งชั่วโมงเพื่อนมันก็จัดการแบ่งบทจนครบ ขั้นตอนต่อไปคือร่วมด้วยช่วยกันออกไอเดียว่าควรมีสถานการณ์อะไรในเรื่องบ้าง ก่อนที่เย็นวันพรุ่งนี้เราจะนัดกันฝึกซ้อมหลังเลิกเรียนอีกที


            “ไอ้กรรณ”


            “ครับ” ขั้นตอนการระดมความคิดถูกขัดจังหวะเมื่อพี่รหัสของผมแวะมาเซฮัลโหลด้วยท่าทีดีดสุดติ่ง


            “เอาของมาเทค”


            “จริงอ่าาาาาา ดีใจจนเนื้อเต้นเลย” ว่าแล้วผมไม่รอช้าขอตัวลุกออกจากกลุ่มเดินไปหาพี่รหัสซึ่งถือถุงกระดาษใบหนึ่งมาด้วย


            “ให้มึง”


            “ขอบคุณคร้าบ” แกยื่นของให้ผมจึงรีบรับไว้ พี่แซมแม่งเป็นคนดีและใส่ใจจริงๆ ว่ะ พอลองแง้มดูเลยเห็นขนมและเครื่องดื่มเต็มถุงไปหมด ซึ้งใจจนน้ำตาไหลถึงตีน


            “อยากกินอะไรบอกกูได้ แต่จะซื้อให้หรือเปล่านั่นอีกเรื่อง”


            “ง่ะ แล้วจะถามทำไม”


            “ถามเพื่อให้ดูใส่ใจ”


            “เบื่อๆ”


            “นี่คิดการแสดงออกหรือยัง” คุยกันแป๊บๆ แกวกเข้าเรื่องกิจกรรมโดยไม่ทันตั้งตัว


            “คิดออกแล้ว เราจะแสดง
La La Land เวอร์ชั่นนรก”


            “แล้วมึงเล่นเป็นอะไร พระเอกงี้เหรอ”


            “ที่คุณทายมานั้น ผิดครับ”


            “กูพูดไปงั้นแหละ ใครจะเลือกมึงไปเป็นพระเอก ถ้ามีบทหมาก็ว่าไปอย่าง”


            “...”


            สตั๊นไปสามวิ ไอ้พี่แซม ทำไมมันรู้วะ


            แต่เรื่องนี้ผมจะไม่พูดเลยรีบเบี่ยงประเด็นเป็นเรื่องของเทค บรรยากาศของการเปิดเทอมวันแรก และอาหารตาอย่างพี่สาวคนน่ารักคณะข้างๆ แทน


            คุยกันแป๊บๆ แกจึงขอตัวกลับ แต่ก็ยังไม่วายหันมาบอกส่งท้าย


            “คืนวันเสาร์มึงอยู่หอใช่มั้ย ทำตัวให้ว่างไว้นะ”


            “ทำไมวะ พี่จะพาผมไปไหน”


            “ไปกินเหล้ากัน”


            “เพิ่งเปิดเทอมไม่กี่วันจะพาไปกินแล้วเหรอ กลัวรุ่นพี่ด่าอะ”


            “ใครจะกล้าด่ามึง กูเป็นรองประธานปีสองนะ” ใหญ่มากกกกก ประเด็นที่ควรด่ามันเพราะมึงเป็นรองประธานไม่ใช่เหรอ ไหนคือการเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่รุ่นน้องวะ


            “แล้วผมแย้งอะไรได้บ้าง”


            “ไม่ได้ ถ้ามึงไปก๊งกูรับรอง...กรุบกริบๆ”


            กรุบกริบพ่อง
!


            “ทำตัวให้ว่างซะ วันเสาร์สามทุ่มเดี๋ยวกูไปรับที่หน้าหอ โอเคนะน้องรัก กูไปล่ะ”


            “ดะ...เดี๋ยวพี่มึง
!


            โฮฮฮฮฮฮ มันก็สรรหามาชวนจนได้เนาะ ครั้นจะเอ่ยปากแย้งอีกฝ่ายกลับสับเท้าถี่ยิบเดินผละออกไป โดยไม่รอฟังคำทัดทานใดๆ อีก เวรของไอ้กรรณ ต้องเผชิญชะตากรรมที่ไม่อาจเลี่ยงได้


            ผมกลับมายังห้องหลังเลิกกิจกรรม นั่งคิดคอนเซ็ปต์การแต่งตัวเพื่อแกรนด์โอเพนนิ่งในร้านเหล้า ทว่าระหว่างนั้นชีวิตของกรรณยุคลไม่เคยเงียบเหงา เนื่องจากเพื่อนรักอย่างนายก้องเกียรติได้แวะมาเคาะประตูถึงที่พร้อมโรตีสายไหมถุงยักษ์


            โต๊ะญี่ปุ่นถูกตั้งกลางห้อง ต่างคนต่างนั่งขัดสมาธิกับพื้นเพื่อม้วนขนมกินอย่างขะมักเขม้น แล้วหัวข้อสนทนาคืนนี้ก็เป็นเรื่องของใครไปไม่ได้นอกจากรูมเมทที่เหมาะแก่การนินทาเป็นอย่างมาก


            “ไอ้ไฟฟ้าแม่งแรดมากเว้ย เมื่อคืนมีรุ่นพี่ฝากของเทคมาให้มันเพียบเลย สงสัยจะโปรยเสน่ห์ไปทั่ว” ไอ้ก้องพูดจ้อขณะยัดสายไหมใส่ปาก


            “ไม่แปลกใจเท่าไหร่ เข้ากับคนง่าย ใครก็รัก”


            ถ้าถามว่าหนุ่มฮอตวิศวะปีหนึ่งเป็นใคร คงตอบได้เต็มปากว่าแฝดนรกอย่างไฟฟ้ากับโยธานี่แหละที่ใครหลายคนชื่นชอบ แม้คนพี่จะเหมือนคนโดนคุณไสยตลอดเวลา แต่คาแร็กเตอร์นิ่งๆ ที่เห็นเลยพอทำให้มองข้ามได้บ้าง ส่วนไอ้ไฟฟ้าคะแนนหัวใจจากคนรอบข้างคงได้ไปเต็มร้อย เพราะทั้งเป็นมิตร ตลก กวนตีน และเอาอกเอาใจเก่ง


            “ว่าแต่รูมเมทมึงเป็นไง” ไอ้ก้องหันมาถามผมบ้าง


            “โยธาแม่งก็เหมือนที่กูเล่าให้ฟังแหละ มันกลับห้องดึกตลอด ตอนอยู่ด้วยกันก็แทบไม่คุยเลยเว้ย”


            “แล้วมันมีนิสัยอะไรแปลกๆ มั้ย”


            “แปลกสุดก็ชุดนอนมันไง ห่า อย่างกับคอลเล็กชั่นซาฟารี”


            “เออๆ อันนี้ตลก ขนาดไม่เห็นเองกับตายังรู้สึกคิกค้ากเลยอะ”


            “กูไม่อยากจะเล่าแต่ขอเล่าหน่อยเถอะ” ผมนั่งหลังตรง เตรียมพร้อมสำหรับการสาธยายความประหลาดของโยธาให้เพื่อนสนิทฟัง “มันมีหลายแบบมากทั้งชุดนอนสีเหลืองลายลูกเจี๊ยบ สีฟ้าลายตะอุ๋ง สีขาวลายเพนกวิน แล้วเมื่อคืน! มันใส่สีชมพูลายกระต่ายเข้านอนเว้ย”


            “ฮะ?”


            “จริง หน้าโหดหัวใจคิตตี้เหี้ยๆ”


            “มึงไม่แอบถ่ายรูปไว้วะ อยากเห็น”


            “ไม่ได้ๆ กลัวหลับอยู่แล้วเผลอตายเพราะโดนมันกระทืบคาเตียง”


            “มึงกลัวมันเหรอ” ไอ้ก้องนี่สายยุซะเหลือเกิน บางอย่างถ้าประเมินแล้วสู้ไม่ไหวก็อย่าฝืน แม้ความคิดของผมออกจะขี้ขลาดตาขาวไปสักหน่อย ทว่าสิ่งที่พูดออกไปต้องคูลเท่านั้น


            “โด่ คนอย่างกูเหรอจะกลั๊ววววววว”


            โอ้โห ถึงกับลากเสียงยาวขึ้นนาสิก ลูกคอเจ็ดชั้นยังน้อยไป เคราะห์ซ้ำกรรมซัดของผมกับไอ้ก้องจริงๆ ที่พอนั่งจับเข่าคุยเรื่องรูมเมทกำลังได้ที่ จังหวะนั้นอีกฝ่ายดันโผล่หัวมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย


            กายสูงปิดประตู ก้าวเท้าไปยังเตียงของมันโดยไม่ปริปากพูดสักคำ


            กริบ...


            เงียบประหนึ่งนั่งกรรมฐานกลางป่าช้า


            แม้แต่เคี้ยวสายไหมยังไม่กล้า เพราะไม่คิดว่าเจ้าของห้องอีกคนจะกลับมาไว นาฬิกาบนมือถือบ่งบอกว่ามันเพิ่งสองทุ่มอยู่เลย หรือมันจะแวะเอาของมาไว้แล้วออกไปอีกวะ


            “ยะ...โย่ว ว้อทซัพเฟรนด์” เดดแอร์คงนานเกินไป คนที่ร้อนตัวฉิบหายเลยเป็นไอ้ก้อง โย่วบ้านมึงสิ


            “ดี” นั่นประโยคตอบกลับเหรอ สั้นจนหวั่นใจเลยว่ะ


            “โยธามาแล้ว พวกมึงคงต้องการความเป็นส่วนตัวเนาะ งั้น...กูไปก่อนล่ะ เจอกันตอนเช้าเว้ย” ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างปุบปับ ไอ้ก้องหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเองเสร็จสรรพด้วยการวิ่งหนีออกจากห้อง ทิ้งผมไว้กับมนุษย์มืดมนเพียงลำพัง


            เอาไงดี จะใช้ความสดใสเข้าสู้ก็กลัวไม่รอด แต่ในเมื่อมาถึงขั้นนี้เลยต้องชวนคุยตามสเต็ป


            “วันนี้จะออกไปไหนอีกมั้ยอะ”


            “ไม่”


            “แล้วที่คณะกลุ่มมึงคิดการแสดงอะไรเหรอ”


            “เล่นละคร”


            “ตะหูว เหมือนกลุ่มกูเลย กูเล่นเป็นเซเลปในลาลาแลนด์” พูดไม่หมดว่าเซเลปอะไร แต่คิดว่าโยธามันไม่สนใจหรอก ขนาดเล่าให้ฟังแม่งยังเมินหน้าหนี หันไปกระโดดขึ้นเตียงพร้อมกับหยิบหนังสือการ์ตูนขึ้นมาอ่าน “นี่...ใจคอจะไม่คุยกันหน่อยเหรอ”


            “ให้คุยไร” ตอนตอบยังไม่เงยหน้ามองกันสักนิด


            “เรื่องของกิน สนใจโรตีสายไหมมั้ย”


            “ไม่”


            “โต๊ะกลางห้องกูเสียสละให้ส่วนรวม มึงเอาขนมมาวางได้นะ เผื่อแชร์กันไง”


            “...”


            เงียบ ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก


            โอเค คิดว่ามันคงกำลังจดจ่อกับการอ่านการ์ตูนอยู่ผมเลยไม่อยากยุ่งนั่งม้วนโรตีสายไหมต่ออย่างเงียบเชียบ พอหมดจึงเก็บจานไปนั่งล้างในห้องน้ำ คิดไม่ถึงว่าพอเดินออกมาโต๊ะญี่ปุ่นกลางห้องจะมีขนมมากมายวางกองอยู่


            “เยอะว่ะ สายรหัสเทวดานี่เลี้ยงดีจริงๆ” รู้หรอกว่าไม่ได้มีแค่ของจากสายรหัสแน่ๆ แต่คงรวมไปถึงรุ่นพี่คนอื่นด้วย


            “ให้มึง”


         
เจ้าของร่างสูงเอ่ยปากบอก แม้สายตายังคงจดจ่อกับการอ่านการ์ตูนอยู่


            “ให้กูทำไม”


            “กูไม่ชอบกินขนม”


            “งั้นกูเอาไปแบ่งเพื่อนนะ”


            “เพื่อนมีแล้ว”


            “...”


            “แต่ที่อยู่บนโต๊ะเป็นของมึง”


            ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ยินประโยคก่อนหน้าจากปากของคนอย่างโยธา นี่ผมมองมันผิดไปจริงเหรอเนี่ย ความจริงแม่งไม่ได้เลวร้ายเลยนะเว้ย ออกจะใจดีด้วยซ้ำ


            “ขอบคุณนะเว้ย ส่วนพี่รหัสกูซื้อมันฝรั่งไข่เค็ม ขนมปังไข่เข็ม เบอร์เกอร์ไข่เค็ม เอเวอรี่ธิงคือไข่เค็มมาให้ มึงกินได้หมดเลยนะ”


            “กูเกลียดไข่เค็ม”


            “ถามจริง มึงชอบอะไรบ้างวะ”


            “แล้วแต่อารมณ์ บางวันอยากชอบอะไรก็ชอบ”


            “เออะ...”


            ช่างเถอะ ผมคิดว่านี่แหละเขา ถึงไม่รู้ตัวตนจริงๆ ของโยธาในวันนี้ แต่คิดว่าต่อไปต้องได้รู้จักมากกว่าเดิมแน่นอน





 

 

 

 

 

 




            หลังเลิกเรียนหลายคนพุ่งตัวไปยังห้องกิจกรรมคณะเพื่อซ้อมละครที่ต้องแสดงในวันจันทร์ แต่ก็มีบางส่วนเหมือนกันที่ขอตัวกลับบ้านก่อนเนื่องจากเป็นเย็นวันศุกร์ หอในเลยค่อยข้างโล่ง บรรยากาศห้องกิจกรรมก็ค่อนข้างผ่อนคลาย ไร้เสียงจอแจเหมือนที่ผ่านมา เอาเข้าจริงไม่มีใครซ้อมหรอก มันหาเรื่องมาแท็กทีมดวล PUBG กันมากกว่า


            ดวลเสร็จเลยถือโอกาสรวมทีมนั่งกินข้าวเย็นพร้อมหน้าพร้อมตา ก่อนผมจะกลับมาอาบน้ำเตรียมตัวเพราะอีกหนึ่งชั่วโมงหลังจากนี้พี่รหัสผมจะมารับไปตื๊ดๆ กัน


            “ผมเปลี่ยนใจไม่ไปได้มั้ยอะ” ถึงขนาดไอ้พี่แซมขี่มอเตอร์ไซค์อีแก่มารับถึงหน้าหอ ผมกลับยังลังเลจนวินาทีสุดท้าย


            “มึงต้องไป จะได้เปิดหูเปิดตา”


            “ไม่เมานะ อยากไปหล่ออย่างเดียว”


            “ไม่เมาแน่นอน”


            พี่รหัสผมแม่งโคตรตัวดีเลยคะยั้นคะยอมาหลายวันแล้ว มันบอกเสียใจที่วันรับสายไม่ได้พาไปเลี้ยงเหล้า เพราะสายอื่นเขาชวนไปดูหนัง ร้องคาราโอเกะต่ออย่างครื้นเครง คราวนี้เลยขอมาแก้ตัวอาสาพาไปสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเฟี้ยวมาก


            ทว่าความดี๊ด๊าในคราแรกพลันสลายหายไปพริบตาเมื่อเราสองพี่น้องมาถึงร้านเหล้าชื่อดังย่านมหาลัย แต่กลับถูกดักไว้โดยเจ้าหน้าที่ซึ่งยืนเฝ้าทางเข้าของร้าน


            “ขอดูบัตรประชาชน”


            “กรรม ดูหน้าก็ได้มั้งพี่” ไอ้พี่แซมพูดเสียงอ่อน พร้อมส่งสายตาออดอ้อนไปให้


            “น้องอะได้ อีกคนล่ะ ปีหนึ่งใช่มั้ย”


            ไม่มีใครตอบ แต่ท่าทางอึกอักมีพิรุธกันเต็มที่


            “ปีหนึ่งไม่ให้เข้า อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ ไปร้านนมข้างๆ ไป” ประโยคนี้มันเสียดแทงใจ ไม่ต่างจากไล่ให้กลับไปดูดนมแม่ ผมเลยได้แต่ยืนหงอยปล่อยให้พี่รหัสไฝว้สุดชีวิต ผลสุดท้ายเป็นไปตามคาด แผนล่ม
!


            เคว้งไปพักนึงอะ


            “ปีก่อนยังเข้าได้เลย ทำไมตอนนี้เข้าไม่ได้วะแม่ง”


            “เส้นพี่ไม่ใหญ่ไง”


            “เดี๋ยวกูเตะ ปะ! กลับกัน”


            “แง้ๆ”


            “ว่างๆ เดี๋ยวค่อยซื้อไปนั่งก๊งที่หอกูแทน” สรุปเดินคอตกกลับไปยังมอเตอร์ไซค์ ตอนแรกผมพยายามเสนอร้านอื่นให้แกอยู่ แต่พี่แซมมันไม่ยอม มันบอกตำนานผับต้องร้านนี้เท่านั้น จะให้ไปบังอรโภชนาร้านเหล้าชิลๆ ฝั่งตรงข้ามเจ้าตัวก็ไม่ยอม บอกไม่อินเท่าร้านนี้


            โอเค คงถิ่นใครถิ่นมันแหละเนอะ


            ผมเดินกลับเข้าห้องก่อนเวลากำหนด คิดว่าถ้าเบื่อๆ เซ็งๆ คงลงไปหาไอ้ก้องกับไอ้ไฟฟ้า ทว่าเมื่อเปิดประตูเข้าไปความตื่นเต้นใหม่จึงบังเกิด


            “วันนี้ไม่ออกไปข้างนอกเหรอ” โยธานั่งเหยียดขาอยู่บนเตียง รอบกายเต็มไปด้วยข้าวของวางเกลื่อน


            “ไม่”


            “แล้วทำอะไรอยู่ รกเชียว”


            “พี่กับปู่รหัสซื้อของมาให้”


            “เยอะขนาดนี้เลยเหรอ” ปากถามทว่าสองเท้าก้าวขยับไปข้างหน้าจนประชิดเตียงของคนตัวสูง ก็มีพวกขนมนมเนย อุปกรณ์การเรียน เสื้อผ้า รวมไปถึง...เชร้ดดดดดด


            “นี่พี่มึงซื้อหรือใครซี้อ” ผมชี้นิ้วไปยังกล่องถุงยางหลากหลายยี่ห้อซึ่งวางอยู่ข้างขาคนตัวสูง


            “พี่อาร์คซื้อ”


            “แล้วทำไมต้องซื้อให้อ่า ทำไมสายมึงเป็นงี้ กลัวๆ”


            “ยุ่งแต่เรื่องของคนอื่น แล้วสรุปไม่ออกไปกับพี่รหัสมึงหรือไง”


            “ไม่ ร้านไม่ให้เข้า อายุไม่ถึง” ผมพูดเสียงหงอยก่อนให้กำลังใจตัวเองอย่างเต็มที่ “กูหน้าเด็กด้วยไง ใครเห็นก็คงไม่อยากให้เข้า”


            “หน้าเหมือนเด็กหรือเหมือนหมาเอาดีๆ ปกติร้านเหล้าไม่ให้เอาสัตว์เลี้ยงเข้านะ”


            “พูดแบบนี้อยากไฝว้กับผมเหรอครับคุณโยธา”


            “ไฝว้เหี้ยไร ปัญญาอ่อน” เกลียดคนไม่รับมุกฉิบหายเลยโว้ยยยยย


            เหมือนจะชินแต่มันก็ไม่ชินสักที ช่วงเวลาหลายสิบปีของนายกรรณยุคล แกล้งเพื่อนไปทั่ว ต่อปากต่อคำชาวบ้านเขาอย่างไม่มียอมแพ้ ทว่าพอเจอกับมนุษย์นิ่งอย่างโยธาแล้วกลับทำตัวไม่ถูก ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ตั้งแต่เริ่มขยับปาก


            “กูไม่เถียงก็ได้ แต่เรามานั่งกินขนมกันเถอะ หิวอีกแล้ว” เพื่อเป็นการยุติสงครามประสาท ผมรีบสร้างสัมพันธ์อันดีด้วยการเปลี่ยนเรื่องพร้อมหมุนตัวนั่งลงตรงพื้นกลางห้อง


            เบื้องหน้าบนโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กมีขนมเยอะแยะที่ยังกินไม่หมด ผมเลือกหยิบไอ้บรรดาเมนูไข่เค็มขึ้นมาแกะก่อน แล้วถึงค่อยๆ เลือกชิ้นอื่นที่โยธายกให้กินเป็นลำดับต่อมา


            “นี่ถามหน่อยดิ” ปากผมทำได้หลายอย่าง กินไปด้วยพูดไปด้วยได้อีก “เราก็เป็นรูมเมทกันได้สักพักแล้วนะ ไม่คิดจะทำความรู้จักกันอย่างจริงจังหน่อยเหรอ”


            คนบนเตียงเลิกคิ้วสูง จัดการกวาดเอาข้าวของข้างตัวใส่ถุงกระดาษอย่างลวกๆ จะมีก็แต่พวกของกินเท่านั้นที่ยังไม่ถูกเก็บ ผมเลยจ้องไม่กะพริบ เผลอเมื่อไหร่กูงาบ


            “ไม่จำเป็น” ตอบแบบไม่สนใจใยดีอีกแล้ว เฮ่อ
~


            “เราต้องอยู่ด้วยกันหนึ่งปีเลยนะเว้ย”


            “แล้ว?”


            คำตอบทำกูอึ้งแบบอินฟินิตี้


            “คือเวลาคนเราอยู่ร่วมกันมันต้องเข้าอกเข้าใจกัน สมมติถ้ากูรู้ว่ามึงชอบหรือไม่ชอบอะไรมันก็ดีต่อการใช้ชีวิตร่วมห้องไง อย่างกูก็รู้เรื่องของไอ้ก้องเยอะนะ เวลาทะเลาะกันจะได้ง้อถูก”


            “ทำอย่างกับกูจะโกรธมึง”


            “ท่าทางมึงพร้อมบวกตลอดเวลาไง ถ้าคืนไหนถลามาต่อยปากกูสู้ไม่ได้นะเว้ย” สูงห่างกันเกือบสิบเซ็นต์ ขนาดตัวก็ต่าง ยิ่งรังสีอำมหิตยิ่งไม่ต้องพูดถึง คนอย่างผมมีแต่แพ้กับแพ้


            “พูดมาก เอาอะไร นมมั้ย” เปลี่ยนเรื่องอีกแล้ว ผมจะทำยังไงกับคุณความมืดมนดี เอาความสดใสเข้าสู้ก็ไม่เวิร์ก เผือกเป็นน้ำไหลไฟดับยิ่งแล้วใหญ่ จุดนี้เห็นทีต้องเออออไปตามน้ำก่อนแล้วว่ะ


            “เอา ขอนมรสโกโก้ที่ผสมสตรอเบอรี่”


            “รู้ได้ไงว่ามี เสือกเหรอ”


            “แอบเห็นแว๊บๆ” เพียงเสี้ยววินาทีกล่องนมก็ลอยละลิ่วไปบนอากาศ ก่อนผมจะชูแขนรอรับเอาไว้ได้สำเร็จ


            “เอาอะไรอีก ชูครีม?” นอกจากนมยังมีออฟชั่นเสริมอีกวุ้ย ถ้าตั้งใจปิดปากด้วยของกินผมก็ยินดี


            “หวานอ่า แต่ก็อยากกิน”


            แล้วชูครีมก็ลอยมาแปะที่หน้าผาก


            “คุกกี้มั้ย”


            “จัดมาคร้าบ” ผมกระดิกนิ้วระรัวแต่โยธาไม่ยอมโยนมา มันนั่งนิ่งออกคำสั่งเสียงเข้มยิ่งกว่าครูฝ่ายปกครอง


            “มาเอาเอง เกิดโยนโดนหัวมึงแตกวุ่นวายกันพอดี”


            “ห่วงเหรอ...” เจอจังหวะการเบือนหน้าหนีผมรีบรูดซิบปากฉับ จุดนี้อ่านะคงต้องยอมลากสังขารเดินกลับไปยังเตียงของคนตัวสูงแล้วหยิบเอาคุกกี้กล่องเล็กๆ ขึ้นมายัดไว้ในอ้อมแขน


            “ช็อกโกแลตมั้ย แต่มันน่าจะละลายแล้วนะ” โยธาถามต่อ ซึ่งผมไม่ปฏิเสธ


            “เอา”


            “ถุงยางเอาปะ”


            “อูยยยยย อันนี้เชิญมึงเก็บไว้ใช้เองเลยครับ” ทำกูเซอร์ไพรส์ได้ตลอด นอกจากนิ่งเงียบเป็นนิสัยแล้ว มันยังกวนตีนเก่งอีกต่างหาก “ขอบคุณสำหรับขนมนะเว้ย”


            “พี่รหัสซื้อให้”


            “งั้นก็ถือเป็นบุญปากของกูแล้วกัน เสร็จโจร!” ดี๊ด๊ากับของกินได้ฟรีปุ๊บผมวิ่งกลับไปนั่งตรงจุดเดิมแล้วทำการสวาปามทุกอย่างเข้าไปจนแทบล้นกระเพาะ โยธามันไม่สนใจผมหรอก เห็นนั่งเล่นมือถืออยู่เงียบๆ แต่อย่างที่บอกไป คนพูดจ้ออย่างไอ้กรรณเงียบได้ไม่เท่าไหร่มันต้องสรรหาเรื่องมาคุยอีกจนได้


            “โยธา มึงให้ของกินกูตั้งเยอะ ถ้าอยากได้อะไรบอกกูเลยนะ มึงมีชีทวิชามอหรือยัง” ปีหนึ่งวิศวะเรียนวิชามหาลัยตัวเดียวกันหมด แถมผมยังโชคดีได้ชีทจากพี่รหัสมาก่อนชาวบ้านชาวช่อง


            “มีแล้ว พี่อาร์มเอามาให้”


            “ชีทวิชาคณะล่ะ คณิต ฟิสิกส์”


            “ไม่ต้อง”


            “หนังสือแคล”


            “ไม่” แข็งกระด้างเป็นที่สุด


            “มีทุกอย่างเลยเนอะ อยากรู้จังว่ามึงมีแฟนยังอะ”


            ในที่สุดผมก็สามารถตะล่อมอีกฝ่ายเข้ามาในกับดัก นอกเหนือจากความรู้สึกอยากช่วยเหลือ ผมยังมีความรู้สึกของความอยากเผือกร่วมด้วย


            “ถามทำไม” คราวนี้โยธาถึงกับยอมละสายตาจากโทรศัพท์เพื่อประสานสายตากับผมโดยตรง


            “ก็อยากรู้จักกันให้มากขึ้นไง เอาจริงๆ แค่สงสัยว่าที่มึงกลับดึกๆ ดื่นๆ คือไปนอนกับแฟนใช่มั้ย”


            “ไม่ใช่ กูไม่มีแฟน”


            “ไม่น่าเชื่อ แต่ดีแล้ว...อย่างน้อยกูก็ได้รู้จักสิ่งที่เกี่ยวกับมึงเพิ่มอีกข้อ ดีกว่าไม่รู้อะไรเลย” แม้ไม่เข้าใจว่าในบรรดาคำถามร้อยแปดข้อที่ควรรู้เกี่ยวกับเพื่อน ทำไมผมถึงเลือกถามเขาเรื่องความรัก


            แต่คิดว่าส่วนหนึ่งคงเป็นอย่างที่ใครหลายคนว่าเอาไว้ ในช่วงวัยนี้ความรักน่ะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับชีวิตซะเหลือเกิน


            “โยธา มึงอยากรู้จักตัวตนของกูบ้างปะ เดี๋ยวเล่าให้ฟัง”


            “ไม่ต้อง เงียบให้กูสักชั่วโมงนึงได้มั้ย จะเล่นเกม”


            “เราควรทำความรู้จักกันมากกว่านี้นะเว้ย”


            “ไม่จำเป็น”


            “เฮ่อคนเรา”


            เงียบก็ได้วะ ใช่ว่าที่ผ่านมาเงียบไม่ได้สักหน่อย อย่างน้อยก็ตอนนอน...





 

 

 

 




            บ่ายวันอาทิตย์เงียบเหงาฉิบหาย เพื่อนหอชายติดเกมจัด ส่วนไอ้ก้องออกไปกับพี่รหัสของมัน ผมเลยต้องมานั่งกินข้าวหงอยๆ กับข้าวมันไก่เหี่ยวๆ อยู่โรงอาหารหอในเพียงลำพัง


            ยัดข้าวใส่ปากได้ไม่ถึงครึ่งจานโฟกัสสายตาจึงเปลี่ยนไปยังกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งถูกวางไว้ตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ ผมเงยหน้าขึ้นมองใครคนหนึ่งที่ยืนค้ำหัว ก่อนพึมพำออกมาด้วยเสียงผะแผ่ว


            “ไฟฟ้า”


            “...”


            “ล้อเล่น ใครจะจำโยธาไม่ได้วะ” เล่นมุกไปแทนที่จะได้รับข้อแก้ต่าง สรุปแม่งยืนนิ่งไม่ยอมตอบคำซะงั้น “แล้วนี่อะไร”


            “แบบสอบถาม” มันหย่อนสะโพกนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม พลางยื่นปากกามาไว้ตรงหน้าผม


            “แบบสอบถามอะไร ใครให้มา”


            “รุ่นพี่”


            “อ๋อ” เดาว่าคงต้องการเก็บข้อมูลไว้สำหรับดูแลพวกปีหนึ่งระหว่างทำกิจกรรมล่ะมั้ง


            ผมละมือจากช้อนแล้วซ้อม คว้าปากกา กวาดตาอ่านแบบสอบถามคร่าวๆ ส่วนใหญ่จะมีช่องให้เช็กความพึงพอใจของการอยู่หอ แต่นอกเหนือจากนั้นล้วนเป็นคำถามที่ให้กรอกข้อมูลเฉพาะเจาะจง เช่น อาหารที่ชอบ ของกินที่แพ้ มุมโปรดในคณะ และอีกสารพัดนับแล้วราวสิบกว่าข้อ เล่นเอามือหงิกไปเลย


            ตอนอยู่โรงเรียนเก่าเวลาทำค่ายทีมคณะกรรมการจำเป็นต้องทำแบบสอบถามพวกนี้เสมอ เผื่อไว้สำหรับเหตุฉุกเฉิน เช่น โรคประจำตัว อาหารที่กินไม่ได้ เพื่อใช้แก้ไขปัญหาที่อาจเกิดตั้งแต่เนิ่นๆ แต่คำถามก็คือ...


            ร่วมกิจกรรมไปตั้งหลายวันแล้ว ทำไมเพิ่งมาขอวะ


            “เสร็จละ ว่าแต่มึงหิวข้าวมั้ย ซื้อมานั่งกินด้วยกันได้นะ” ท้ายประโยคทำใจกล้าชักชวนอีกฝ่าย ไม่รู้หรอกว่าจะถูกปฏิเสธหรือเปล่า แค่ลองถามดูก็ไม่เสียหายอะไร


            “เหงาอะดิ ไม่ต้องมาหาข้ออ้าง” แม่งเสือกรู้ความจ๋อยของกูด้วยเว้ย


            “เออยอมรับ เพื่อนลืมความสดใสของภาคเคมีอย่างกูไปซบเกมพับจีหมดแล้ว เพราะงั้นผมขอออกคำสั่งให้คุณมานั่งกินข้าวเป็นเพื่อนผมเดี๋ยวนี้”


            “เด็กเอาแต่ใจว่ะ” ถึงจะพูดเหมือนไม่ใส่ใจ เอาเข้าจริงมันก็ยอมยัดแบบสอบถามใส่กระเป๋า แล้วหมุนตัวไปยังร้านข้าวเพื่อสั่งอาหารกินจริงๆ ผมเลยนั่งนิ่งไม่ยอมกินข้าวต่อ รอจนกระทั่งอีกฝ่ายเดินกลับมาพร้อมก๋วยเตี๋ยวชามนึงถึงค่อยขยับช้อน


            “ชอบกินก๋วยเตี๋ยวเหรอ” งานสาระแนคือเรื่องถนัดของผม


            “ไม่ ก๋วยเตี๋ยวแค่ทำเร็ว”


            “มึงนี่เป็นคนง่ายๆ เนอะ ไม่ค่อยเลือกกิน ดูอย่างครั้งก่อนก็รู้” ตอนที่ยังเข้าใจผิดว่าโยธาคือไฟฟ้า เรานั่งกินข้าวด้วยกัน สั่งข้าวแกงเหมือนกัน เหตุผลคงมีอย่างเดียวคือขี้เกียจรอเลยไม่เรื่องมาก อะไรกินได้ก็เอามาก่อน


            “ครั้งก่อนคนเยอะขี้เกียจรอ” นั่นไง พูดผิดซะที่ไหน “แต่ครั้งนี้แค่กลัวมึงรอนาน”


            “หูย ไม่อยากจะเชื่อว่าประโยคดีๆ แม่งหลุดออกมาจากปากคนอย่างโยธาได้ด้วยอะ ซาบซึ้ง”


            “ตอแหล”


            มองออกได้ไงวะ


            “อยากกินน้ำมั้ย เดี๋ยวออกไปซื้อให้” เห็นมันกลับมาพร้อมกับข้าวแต่ไม่มีน้ำแล้วอยากอาสาเป็นเพื่อนที่ดี ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมรับน้ำใจด้วยการส่ายหัว แล้วก้มหน้าก้มตากินเงียบๆ ผมเลยลอบมองหน้าอีกฝ่ายเป็นครั้งคราว ยอมรับว่ามันเป็นพวกหน้าตาดีหาที่ติยาก แต่เรื่องนิสัยขอยกยอดไปพูดถึงในชาติหน้าแทนแล้วกัน


            “กูไม่ชอบกินน้ำตอนกินข้าว” ต่างคนต่างเงียบจนแทบหลับไปพักใหญ่ จู่ๆ คนตรงข้ามกลับพูดลอยๆ เล่นเอาผมตื่นเต้นนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้


            “แล้วหลังกินข้าวอะมึงชอบกินอะไร พวกน้ำอัดลมมั้ย หรือน้ำสมุนไพร กระเจี๊ยบ เก๊กฮวย”


            “กูไม่ชอบอะไรหวานๆ ปกติกินแต่น้ำเปล่า”


            นี่หรือเปล่าที่เรียกว่าการเปิดใจ...


            ผมมีหลายเรื่องที่อยากรู้เกี่ยวกับโยธาเต็มไปหมด ก่อนหน้านั้นอยากถามแต่อีกฝ่ายกลับหลบเลี่ยงทุกครั้งไป ทว่าคราวนี้ประเมินสถานการณ์และอารมณ์ของอีกฝ่ายแล้ว คิดว่าคงถึงเวลาทำใจกล้าถามไปสักที


            “แล้วแพ้อะไรมั้ย เผื่อกูจะได้ไม่ซื้อของพวกนั้นเข้าห้อง” ข้อมูลที่เพิ่งกรอกลงไปผุดขึ้นมาในหัวทีละข้อ ซึ่งเหมาะมากในการหยิบมาใช้เป็นคำถามในการทำความรู้จักกันยิ่งขึ้น


            “ไม่แพ้”


            “มีโรคประจำตัวปะ”


            “ไม่มี”


            “ชอบออกกำลังกายมั้ย”


            “ตอนเด็กเกลียดการออกกำลังกาย แต่เดี๋ยวนี้ตีเทนนิสบ้าง”


            “แล้ว...แล้วทำถึงมาเรียนโยธาวะ”


            “อยากเป็นเหมือนพ่อ” สงสัยไอ้ไฟฟ้าก็อยากเป็นเหมือนแม่แน่เลย สองคนนี้น่าจะถูกเลี้ยงดูมาต่างกันเพราะพ่อแม่แยกทางตั้งแต่เด็ก นิสัยถึงได้ต่างกันสุดขั้ว


            “เพื่อนสนิทล่ะ”


            “ไม่มี ปกติคบกันกลุ่มใหญ่”


            “กูเป็นเพื่อนสนิทให้ได้นะ”


            “ไม่อยากมีเพื่อนเป็นหมา”


            ไอ้โยธาาาาา โดนทุกดอก โดนอีกจนได้ ทำใจไว้แล้วว่าต้องมีบ้างแหละที่โดนกระหน่ำแทงด้วยมีดล่องหน แต่ไม่คิดว่าจะมาโดยไม่ทันตั้งตัว คิดแล้วเศร้า


            “ขอเป็นอย่างอื่นที่คนปกติเป็นได้มั้ยวะ ไม่อยากเป็นหมาแล้วอะ” ผมพูดพลางเบะปากพร้อมตีหน้าเศร้า ส่วนไอ้โยธายังคงนั่งหน้าตายอยู่เหมือนเดิม


            “หมาเอเกิล”


            “บีเกิลไอ้สัด”


            “เออ หน้าเหมือนหมาไม่เห็นแย่”


            “...”


          “ก็น่ารักดี”


            ตู้ม! มีบางอย่างระเบิดกระจุยกระจาย ผมคิดว่าประโยคนั้นของเขาได้ทำลายสมองและเซลล์รับรู้บางส่วนไป ผมไม่รู้สึกโกรธหรือโมโห ตรงกันข้ามกลับรู้สึกดีเฉยเลย


            นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าประโยค
หน้าเหมือนหมาไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด


            หมาน่ารักหรือเปล่าผมไม่รู้หรอก แต่สิ่งที่สัมผัสได้คือนิสัยบางอย่างของไอ้โยธาต่างหากที่แม่ง...โคตรน่ารักเลย


           

 

 

 

 

 


            กินข้าวเสร็จรู้สึกอารมณ์ดีเป็นพิเศษ


            ไอ้โยธาหายหัว เห็นบอกจะไปส่งแบบสอบถาม ผมเลยเดินผิวปากกลับหออย่างสบายอารมณ์ เพื่อนหอชายนับสิบชีวิตยังคงสแตนบายอยู่ที่ห้องคอมมอนรูม ข้าวปลาไม่กิน มัวแต่จกขนมกรุบกรอบแก้เบื่อ เดี๋ยวโรคกระเพาะถามหาผมจะสมน้ำหน้าแรงๆ


            “ไอ้กรรณมาแล้วเหรอ ฟอร์มทีมกันสักตามั้ย” ไอ้บุ๊คทักทายขณะจิ้มนิ้วลงไปบนหน้าจอมือถือระรัว


            “ไม่อะ กูโง่ เล่นไปก็ตาย” ลองแล้ว ผลไม่เป็นที่หน้าพอใจเท่าไหร่ คือพอตัวผู้เล่นลงถึงพื้นปุ๊บโดนยิงตายปั๊บเลยไง คิดว่าตัวเองคงเอาดีด้านนี้ไม่ได้ เห็นทีต้องกลับไปสู่เส้นทางสายแกล้งเพื่อนเหมือนอย่างเคย


            “สรุปมึงกินข้าวแล้วชะ?” เพื่อนอีกคนถามต่อ


            “เออ พวกมึงเล่นเสร็จก็รีบไปกิน เดี๋ยวร้านข้าวปิดแม่งมาบ่นกันอีก” ไอ้ก้องไปกับพี่รหัสผมไม่ห่วงหรอก แต่ที่เหลือนี่ดิ


            “คร้าบพ่อ”


            “แล้วนี่กรอกแบบสอบถามกันหรือยัง”


            “แบบสอบถามอะไรวะ”


            “ที่รุ่นพี่ฝากเพื่อนเราเอามาให้ไง เห็นมีพาร์ตกรอกข้อมูลส่วนตัวด้วย คิดว่าน่าจะสำคัญตอนทำกิจกรรมคณะ”


            “ไม่มีใครเอามาให้นะ”


            “อ้าว ไม่ได้กรอกกันเลยเหรอ” งงนะเนี่ย


            “แล้วรุ่นพี่ฝากใครมาอะ”


            “โยธา”


            “...!!


            ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ทุกอย่างหยุดชะงักราวกับโลกหยุดหมุน เพื่อนหอชายนับสิบชีวิตเงยหน้าขึ้นมามองผมเป็นจุดเดียว ขนาดโทรศัพท์ในมือยังเหมือนไร้ความหมายไปโดยปริยาย


            “เป็นเหี้ยอะไรกันเนี่ย” ค้างอยู่ท่าเดิมมาหลายนาทีแล้ว ผมเลยอดย้อนใส่ไม่ได้


            “มึงบอกไอ้โยธาเป็นคนแจกแบบสอบถาม?”


            “ใช่”


            “ถามจริงนะ รุ่นพี่คนไหนจะกล้าไปฝากมัน แม่งกลัวโดนเตะปากกลับมาทั้งนั้น หัวหน้าปีหนึ่งของแต่ละภาคก็มี ทำไมเขาไม่ฝากวะ” แล้วไอ้คนพูดน่ะหัวหน้าภาคเครื่องกลปีหนึ่งเลย


            “ไม่รู้ว่ะ แต่พวกมึงไม่มีใครได้เลยเหรอ”


            “เออ” ดูจากสายตาคนที่สุมหัวอยู่นี้ไม่ได้มีแค่กลุ่มเคมี แต่ยังรวมไปถึงเพื่อนภาคอื่นอีกด้วย ซึ่งเป็นไปได้ยากมากที่พวกมันจะไม่ได้แบบสอบถามพร้อมกันทุกคน


            ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย เดินเกาหัวออกห้องมาเลยได้เจอไอ้ไฟฟ้าซึ่งกำลังกระดกกระทิงแดงตรงทางเดินเข้า


            “ได้ทำแบบสอบถามมั้ย” จู่โจมด้วยความสงสัยซะเลย ไม่ต้องอินโทรทักทายด้วยประโยคเดิมๆ อีกแล้ว


            “แบบสอบถามอะไร” คำตอบเดียวกันกับเพื่อนเป๊ะ


            “แบบสอบถามจากรุ่นพี่”


            “ไม่ได้ทำ”


            “ไอ้โยธาไม่ได้เอามาให้เหรอวะ”


            “เดี๋ยวนะ โยธาเป็นคนแจกเหรอ” ผมพยักหน้า ตรงข้ามกับไอ้ไฟฟ้าที่ค่อยๆ ยิ้มแล้วจึงเปลี่ยนเป็นหัวเราะในที่สุด กระทิงแดงแม่งหกเลอะเทอะไปหมด อะไรยังไง เจอมึงสองคนพี่น้องทีไรมีเรื่องให้กูต้องคิด วิเคราะห์ แยกแยะตลอดเลย “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่ของรุ่นพี่แล้วว่ะ แต่เป็นของมัน”


            “ว่าไงนะ ขออีกที”


            “คือโยธามันนิสัยแบบนี้มานานแล้ว มีอะไรไม่ค่อยพูด ชอบอ้อมโลก”


            “ไม่เข้าใจ”


            “ที่มึงกรอกข้อมูลไปไม่ได้ส่งให้รุ่นพี่หรอก เชื่อเถอะ มันเก็บไว้อ่านเองมากกว่า”


            “ฮะ?”


            “อืม ยินดีด้วย”


            “...”


          “มันอยากรู้จักมึง”



 

 

คลานเข่ามากราบขอประธานอภัย บอกจะอัพตั้งแต่ช่วงใกล้เช้า

ดันตายในหน้าที่ซะก่อน ตอนนี้ฮีลลิ่งแพ็กเตอร์ทำงานหนักมาก ฟื้นแล้วคับ

ส่วนตอนที่สามนี้~ โยธากับเจ้าหมาบีเกิ้ลเขาสนิทกันมากขึ้นแล้วนะ (มากขึ้นจริงๆ)

ชอกช้ำกับเจ้ากรรณ ตอนหน้ามาลุ้นคุณความมืดมนกับคุณความสดใสกันต่อน้า

#วิศวกรรณโยธา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12.922K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,844 ความคิดเห็น

  1. #13828 parinyadakhim (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 เมษายน 2564 / 12:28
    กรุ้มกริ่ม ฮรุก~เขินอ่าา เจ้าบีเกิ้ล
    #13,828
    0
  2. #13825 pearpear182 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 เมษายน 2564 / 00:46
    เป็นวิธีที่แปลกมากแต่เขินนนนนนน
    #13,825
    0
  3. #13812 juraiporn_inpha (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มีนาคม 2564 / 00:12
    อุ้ยยย เขินเลยอ่าาาา โยธาโคตรน่ารักเลยยยย
    #13,812
    0
  4. #13796 ssppy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มีนาคม 2564 / 12:43
    กี้ดดเดดด น่าย้าก
    #13,796
    0
  5. #13781 After_TeaTime (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 มีนาคม 2564 / 01:22

    นี่เฮียแกเล่นทำความรู้จักคนด้วยการให้เขากรอกแบบสอบถามหรอคะ55555555

    #13,781
    0
  6. #13768 Shippghost_ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:07
    ฮัลโหลลลล คนเราอ่ะเนาะบอกเขาเสื..อกแล้นดันทำซะเองงง ง่อลลลล อยากมีเพื่อน(เอ้ะหรือไม่ใช่น้า)เป็นม๋าก็ไม่บอกกกกริบกริบ
    #13,768
    0
  7. #13760 slpxbear (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:55
    พูดไม่ค่อยเก่งอะเนาะคุณโย
    #13,760
    0
  8. #13737 Sssaiparnnn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 มกราคม 2564 / 09:47
    เสียค่าซีรอกซ์เพราะอยากรู้จักเธอคนเดียว อ่ยยยยยย มัยเป็งเขินนนรร
    #13,737
    0
  9. #13724 Mama-Moooo (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มกราคม 2564 / 18:50
    แม่ว่าดิฉันเป็นบ้าแล้วค่ะตอนนี้นั่งยิ้มให้โทรศัพท์😆
    #13,724
    0
  10. #13716 TANATANl (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2563 / 15:30
    แหนะๆๆๆๆ
    #13,716
    0
  11. #13699 Gunny_gammy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 / 13:39
    อ่านกี่รอบก็ยังเขิน ฮื่ออออ
    #13,699
    0
  12. #13683 soul_hyukjae (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 23:09
    นี่คือไกลกว่าอ้อมโลกแล้วแหละ

    อ้อมจักรวาลเลยเชียว
    #13,683
    0
  13. #13678 KZIA_jen (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2563 / 21:13

    กลับมาอ่านอีกรอบก็ยังน่ารักเหมือนเดิม

    #13,678
    0
  14. #13675 TheployKp (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2563 / 00:02
    โหยน่ารักนะแงงง
    #13,675
    0
  15. #13652 ChungWila (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 15:59
    โยธาน่ารักกจังงง
    #13,652
    0
  16. #13636 pang_97s (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 14:49
    อ่ยย โยธาแอบน่ารักนะเราอะ
    #13,636
    0
  17. #13618 Liracu (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2563 / 12:10
    โยธามันเล่นใหญ่ว่ะ กรี้ด
    #13,618
    0
  18. #13601 ZL_1996 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 20:57
    ชั้นนี่ร้องกี้ดเร้ยยยยยย หวีดแปปป กี้ดๆๆๆๆ
    #13,601
    0
  19. #13566 pilin/พิ'ลิน (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 10:31
    กรี๊สสสสสสมากกกกกกโยธาลูก
    #13,566
    0
  20. #13530 Army_V-Sic_E1 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 14:40
    โยธาโคตรไบร์ท แต่วินนี่น่ารัก ติดที่ความสูง555กับหน้ากระต่ายอ่ะดิ
    #13,530
    0
  21. #13518 furnnee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 12:29
    อ๊ากกกกกกกก ชั้นจะตายแล้ว
    #13,518
    0
  22. #13517 funfunfunman (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 07:25
    เนียนมากกก
    #13,517
    0
  23. #13486 softless (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 02:20
    ที่บอกว่าร้ายก็ร้ายจริงเเหละนายคนนี้55555555555
    #13,486
    0
  24. #13446 oaplSupak (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 14:22
    โยธาเหมือนสารวัตรมากถ้าเอามาทำซีรีย์เเล้วใช้ไบร์ทวินเหมือนเดิมก็ไม่เเย่เพราะไบร์ทเคยเล่นเป็นเเฝด
    #13,446
    0
  25. #13436 Sujitraaonn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 20:34
    แฝดนิสัยสารวัตรป้ะเนี่ยคุณโยธา55555555อ่านไปหน้าไบร์ทก็คือลอยเข้ามาในหัวตลอดเลยอ่ะ
    #13,436
    0