วิศวกรรณโยธา - end

ตอนที่ 3 : 02 - คุณความมืดมนของภาคโยธา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 146,625
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11,792 ครั้ง
    12 ก.ย. 62




02


คุณความมืดมนของภาคโยธา




            ตั้งแต่เล็กจนโต ชีวิตผมพบเจอแต่เรื่องเซอร์ไพรส์เยอะแยะไปหมด ที่พีคๆ เลยก็ตอนเจอพี่สาวคนเดียวกลับมาจาก Work and Travel ด้วยเสื้อผ้าหน้าผมที่คลุมโทนสีดำตั้งแต่หัวจรดเท้า แมวที่เลี้ยงมาตลอดหลายปี ให้ข้าวให้น้ำไม่ขาดความจริงแล้วกลับไม่ใช่แมวจรอย่างที่คิด แต่เจ้าของแม่งเสือกนั่งกระดิกเท้าอยู่บ้านตรงข้าม หรือจะเป็นตอนนั้น ตอนที่มีแฟนคนแรกแต่ดันจับโป๊ะได้ว่าเธอคบซ้อนเป็นรุ่นพี่โรงเรียนเดียวกัน


            หลายอย่างที่ผ่านมาหากคิดว่าพีคแล้ว เปล่าเลย เพราะตอนนี้ เดี๋ยวนี้! มันมีเรื่องที่พีคกว่าแล้วเว้ย


            การแยกฝาแฝดไม่ออกนั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่ในสถานการณ์ที่เพื่อนทั้งคณะรู้แต่ตัวเองดันไม่รู้นี่สิโคตรแปลก กูไปอยู่ที่ไหนมาาาาาา


            “ไฟฟ้ามึงยืนอยู่ตรงนี้ก่อนนะ กูขอไปหาแนวร่วมแป๊บ”


            ไม่เชื่อหรอกว่าจะมีแค่ผมคนเดียวที่โง่ เลยรีบวิ่งแทดๆ ทั่วมินิมาร์ทเพื่อตามหาตัวไอ้ก้องเพื่อนรักแล้วจัดการลากคอมันมาเผชิญหน้ากับคนตัวสูงด้วยความรวดเร็ว


            “ไอ้ก้อง มึงรู้มั้ยว่านี่ใคร” ไม่พูดเปล่าผมยังชี้นิ้วไปยังเป้าหมายด้วย


            “ก็ไฟฟ้าไงที่วันก่อนมึงถามไปอะ เฮ้ยเป็นไงบ้าง ช่วงนี้เห็นไปเตะบอลกับพวกปีสอง ดีปะวะ”


            “ดีนะ ว่างๆ มึงมาดิ” เดี๋ยววว ตอบคำถามแป๊บเดียวแต่เสือกลามไปคุยเรื่องอื่นเฉยเลย รู้นะว่าแทรกบทสนทนาคนอื่นมันเสียมารยาท ทว่าความสงสัยที่มีในหัวของผมมันยังไม่เคลียร์เลยไง


            “เดี๋ยวเพื่อนเดี๋ยว! มึงรู้จักไฟฟ้าโอเคกูเข้าใจ แล้วมึงรู้มั้ยว่ามันมีฝาแฝดอะ”


            “อ๋อเรื่องไอ้โยธาน่ะเหรอ ใครจะโง่ไม่รู้วะ”


            “กูไง!” แม้แต่ก้องเกียรติยังรู้ แล้วที่ผ่านมาทำไมผมไม่เคยเอะใจเลยวะ           


            “อ้าว มึงไม่รู้เหรอ” มันก็พึมพำถามกูหน้าซื่อตาใสนะครับ


            “มึงไม่เคยบอก”


            “กูก็นึกว่ามึงรู้นานแล้ว เขาคุยกันให้แซ่ดทั้งคณะ โอยยยย กับเรื่องอื่นน่ะเสือกเก่งแต่เรื่องสำคัญดันโง่ซะงั้น”


            “คนไม่รู้ย่อมไม่ผิดปะวะ”


            “โอเค ทีนี้ก็รู้แล้วโน๊ะ งั้นกูขอไปซื้อกาแฟตื่นยันตายก่อนแล้วกัน เจอกันเว้ยไฟฟ้า” ไอ้ก้องเป็นคนรักเพื่อน แต่เหนือกว่าเพื่อนก็คือของกิน ดังนั้นคุยกับแป๊บๆ มันเลยเผ่นแน่บไปหากาแฟซดต่อ ผมที่ยืนงงในดงขนมกับเพื่อนตัวสูงเลยนิ่งกันใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจดึงตัวอีกฝ่ายมานั่งขยายความเพิ่มตรงม้านั่งหน้ามินิมาร์ท


            “มึงมีแฝดชื่อโยธา” ผมย้ำอีกครั้งด้วยเสียงหนักแน่น


            “ใช่”


            “แต่กูดันโง่แยกไม่ออก”


            “ไม่ได้มีแค่มึงหรอก กูกับไอ้โยธาหน้าเหมือนกันมากนะเว้ย เพื่อนหลายคนก็แยกไม่ออกเหมือนกัน อาศัยดูจากบุคลิกภายนอกนั่นแหละ”


            “งั้นมึงสองคนมีความต่างทางกายภาพตรงไหนให้กูแยกได้มั้ยวะ บอกตามตรงว่าตอนเจอพี่มึงกูไม่เอะใจอะไรเลยยกเว้นความนิ่ง”


            “ความต่างเหรอ...” เจ้าของใบหน้าหล่อเหลากลอกตาไปมาราวกับกำลังใช้ความคิด “อาจจะต้องถอดเลยนะ”


            “เฮ้ย ลามกว่ะ” จะให้มาถอดเสื้อผ้าให้ดู แค่คิดก็จั๊กจี้แล้วโหวย


            “ลามกไรมึง แค่ถอดเสื้อ”


            เออะ...ลืมไป แค่ได้ยินว่าถอดสมองมันก็จินตนาการถึงกางเกงเป็นส่วนแรกเลยไง


            “ละ แล้วทำไมต้องถอดเสื้อด้วยวะ”


            “โยธามีรอยสักเล็กๆ ตรงเอวข้างขวา”


            “เป็นเด็กเป็นเล็กริจะสัก” ปากบอกแบบนั้นทว่าครั้งหนึ่งตัวเองก็เคยฝันว่าเตรียมวางแผนแอบแม่ไปสักเหมือนกัน ดูย้อนแย้งกับตัวเองเบาๆ “แล้วรอยสักเป็นรูปอะไรอะ”


            “ไปดูเองดิ”


            “จ้างให้ก็ไม่ทำ แล้วยิ่งอยู่ในร่มผ้าแบบนี้ใครจะเห็นวะ ขอข้อแตกต่างที่เห็นภาพชัดกว่านี้หน่อยได้มั้ย” ไอ้ไฟฟ้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่ก็ยังใจดีบอกทีละข้อ ซึ่งผมจะจดจำให้ขึ้นใจเลยเผื่อครั้งต่อไปเจอกันอีกจะได้แยกออก


            “กูมีไฝเล็กๆ ตรงนี้ โยธาไม่มี” เจ้าตัวเอียงหน้าเล็กน้อยพร้อมชี้ไปยังไฝจุดเล็กเท่าขี้ตาซึ่งอยู่บนต้นคอ เวรเถอะ เกิดยืนห่างกันร้อยเมตรกูจะรู้มั้ยเนี่ยว่ามึงเป็นแฝดพี่หรือแฝดน้อง


            “มีอย่างอื่นอีกมั้ย”


            “กูหล่อกว่าโยธา”


            “...”


            “กูนิสัยดีและเฟรนด์ลี่กว่า”


            “กูว่าไม่ใช่ละ” สติเตลิดตั้งแต่บอกว่าหล่อกว่าอะ ด้วยความที่หน้าเหมือนกันมาก เลยไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครหน้าตาดีกว่ากัน รู้แค่ว่าเด่นพอกันทั้งคู่


            “แต่ถ้าเจอมึงจะรู้ว่ากูเตี้ยกว่าโยธาสองเซ็นต์ มันสูง 187 ส่วนกู 185”


            “ห่างกันแค่นี้ใครแยกออกคือตาทิพย์แล้วนะ แทบไม่มีความต่างเลย”


            “กลิ่นตัวมั้ย ต่างอยู่นะ”


            “ทำไม มึงเหม็นเขียวพี่มึงเหม็นเปรี้ยวงี้เหรอ”


            “สัด ไม่ใช่ หมายถึงกลิ่นเฉพาะตัว อย่างกูนี่กลิ่นหอมแบบผู้ชายหน้าตาดี ไม่เชื่อลองดมดู”


            “ไม่ดม กลัวตาย มีอย่างอื่นอีกมั้ย”


            “งั้นก็ไม่รู้แล้ว ตอนเจอมึงก็แยกออกเองแหละ มันแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมึงจะรับรู้ได้ด้วยความรู้สึก” ง่อว คำคม แต่พูดก็พูดเถอะ รับรู้ห่าอะไร ก่อนหน้ากูยังแยกไม่ออกเลย แต่ผมจะไม่พูดนอกจากพยักหน้าหงึกหงักยอมรับความจริงและพร้อมเรียนรู้


            ครั้งหน้าไม่พลาดแน่นอน


            “ถ้ามึงไม่สงสัยอะไรแล้วเดี๋ยวกูไปซื้อของก่อนนะ เพื่อนแม่งแชตตามยิกๆ แล้วเนี่ย” คนตัวสูงตัดประเด็นก่อนลุกยืนเต็มความสูง


            “โอเค ไว้เจอกัน”


            “ถามย้ำอีกครั้งนี่ใครครับ”


            “ตัวเหี้ย”


            “เดี๋ยวกูต่อยปากแตก เอาดีๆ”


            “ไฟฟ้า”


            “ใช่ครับน้องบีเกิล”


            “บีเกิลพ่อง”


            “อ้าว ไม่รู้เหรอว่าตัวเองหน้าเหมือนหมาอะ”


            “เลิกเปรียบเทียบหน้ากูกับสัตว์ได้แล้ว จะไปไหนก็ไป”


            “มีไล่ว่ะ อย่าลืมนะ คนนี้อะชื่อไฟฟ้าไม่ใช่โยธา” เจ้าตัวเน้นหนักชัดๆ อีกครั้งก่อนฉีกยิ้มหมุนตัวกลับเข้าไปภายในมินิมาร์ท ทิ้งให้ผมนั่งครุ่นคิดเพียงลำพัง ถึงจะย้ำอย่างชัดเจนขนาดนี้ผมก็ไม่มั่นใจอยู่ดีว่าตัวเองจะมีความสามารถพอแยกจะแฝดนรกคู่นี้ได้มั้ย บางทีอาจต้องรอ...


            เจอคนชื่อโยธาอีกสักครั้ง


           




 

 

 

 

 




            “และแล้วก็มาถึงช่วงเวลาสำคัญเหมือนทู้กทุกปีนะคะ น้องๆ คงรู้อยู่แล้วว่าวันนี้จะมีการจับสายรหัสกัน เพราะงั้นทั้งปีหนึ่งและปีสองเตรียมลุ้นไว้เลย เชิญน้องๆ แถวแรกได้เลยค่า”


            ห้องกิจกรรมคณะครื้นเครงประหนึ่งงานวัด เพราะนอกจากปีหนึ่งแล้วยังมีรุ่นพี่ปีสองและปีสามเข้ามาร่วมกิจกรรมนี้ด้วย ผมกวาดตามองไปรอบห้อง เห็นหลายคนซื้อของเตรียมไว้มากมาย         


            ผมเองก็ตื่นเต้นนะเว้ย พอลำดับในการนั่งเปลี่ยนไปเนื่องจากยึดตามส่วนสูง ไอ้ก้องเกียรติเพื่อนรักก็เลื่อนไปอยู่ข้างหน้าผมสองลำดับ จะให้คุยกันคิกคักคงไม่ได้อีก


            การจับสายรหัสเริ่มต้นขึ้นหลังจากเพื่อนภาคคอมพิวเตอร์แถวแรกเดินออกไป รุ่นพี่ซึ่งทำหน้าที่เป็นพิธีกรจึงเริ่มบรรยายอย่างออกรสออกชาติ


            “น้องพิชิตพลได้พี่รหัสเกียร์ 0136 ค่า”


            “เฮ่!!


            เสียงรัวกลองดังกระหน่ำ คนแรกขายออกอย่างงุนงง ทุกสายตาจับจ้องไปยังพี่รหัสผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งกำลังวิ่งหน้าแป้นเข้าไปหา หลายคนเลยปรบมือพร้อมผิวปากประกอบอย่างตื่นเต้น


            ช่วงเวลาดังกล่าวจะว่าผ่านไปเร็วก็เหมือนเร็ว จะว่าช้าก็ไม่ต่างอยู่ที่ว่าเรากำลังคาดหวังกับอะไร อย่างผมน่ะโคตรตื่นเต้น มันเลยรู้สึกราวกับว่าเวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงกะพริบตา แถวของเด็กเคมีสิบคนแรกก็เดินกลับมาแล้ว ผมซึ่งเป็นคนรองสุดท้ายของแถวที่สามเลยเริ่มนั่งแทบไม่ติดพื้น


            “น้องภาคเคมีแถวต่อไปค่า”


            เฮือก!


            ยังไม่ทันทำอะไรเลยถึงตาตัวเองแล้ว ขนาดลุกยืนขายังสั่นไปหมด ผมไม่ชอบสถานการณ์ที่ต้องออกไปยืนด้านนอกแล้วมีคนจ้องมองเท่าไหร่ แปลกมั้ย เป็นคนเข้ากับชาวบ้านได้ง่ายแต่ถ้าเป็นอะไรแบบนี้จะตื่นเต้นจนปากกระตุกไปหมด


            หนึ่งแถวมีสิบคน และแถวของผมก็เป็นผู้ชายล้วน คนแรกเริ่มจับหลังรุ่นพี่ยื่นกล่องกระดาษสีน้ำเงินมาไว้ตรงหน้า ถัดจากนั้นคนที่สอง สาม และต่อๆ มาก็เริ่มจับ ไอ้ก้องได้พี่รหัสเป็นผู้ชายสวมแว่นเนิร์ดสัดไม่ต่างจากมันเลยสักนิด ดวงสมพงศ์อะไรขนาดนี้วะ


            “ชื่ออะไรคะ”


            กระทั่งถึงตาผม ไมค์พลันยื่นมาจ่อปากทันที


            ไม่รู้คณะอื่นเป็นมั้ย แต่ปีนี้วิศวะมีการเปลี่ยนแปลงระบบรับน้องหลายอย่าง นอกจากยกเลิกห้องเชียร์แล้ว ธรรมเนียมการแขวนป้ายชื่อก็ถูกยกเลิกไปด้วย ดังนั้นก่อนเริ่มจับสายรหัสทุกคนเลยต้องบอกชื่อตัวเองผ่านไมค์เป็นการแนะนำตัว


            “ชื่อกรรณครับ”


            “น้องกรรณนะคะ ดูท่าทางจะตื่นเต้นมาก งั้นจับได้เลยค่า” กล่องสลากยื่นมาตรงหน้า ผมล้วงมือลงไปขณะใจสั่นระรัวไม่หยุด ก่อนคว้าเอากระดาษม้วนๆ ขึ้นมาอันหนึ่งยื่นให้รุ่นพี่ที่รอรับอยู่ก่อนแล้ว เขารับไป คลี่มันออกอย่างรวดเร็วก่อนประกาศผ่านไมโครโฟน


            “พี่รหัสของน้องกรรณรหัสเกียร์ 0513 ค่า”


            “กรี๊ดดดดดดดดด”


            ใครไม่รู้อะ เพื่อนพ้องน้องพี่กรี๊ดกันไปก่อน ผมยืนทำหน้ามึนอยู่ด้านหน้า จนในที่สุดพี่รหัสสุดเฟี้ยวก็วิ่งออกมาด้วยสีหน้าขึงขัง?


            แกเป็นคนตัวสูง ผิวเข้มนิดหน่อย ไว้หนวดซะเฟิ้มเลยแยกไม่ออกว่าติสต์หรือสกปรก ในมือถือพวงมาลัยไหว้พระติดมาด้วยพวงหนึ่ง เดี๋ยว! สายอื่นเขามีสายสะพาย มีมาลัยดอกไม้สวยๆ คล้องคอ แต่นี่พี่กลับเอามาลัยไหว้พระมาบูชากูเหรอ


            “โอ๊ยคุณแซมนี่เอง พี่แซมเป็นรองประธานรุ่นปีสองนะคะ นิสัยน่ารัก เป็นกันเอง และขี้เหล้าค่าาาาา” เกือบดีอยู่แล้วมาตกมาตายตอนบอกว่าเป็นขี้เหล้านี่แหละ ชิเหย


            หลังพิธีกรประกาศชื่อเสียงเรียงนามแกเสร็จ พี่รหัสของผมก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมยกพวกมาลัยขึ้นพนมมือไหว้ก่อนสวดอะไรสักอย่างประมาณสี่ห้าวิ คือมึงไม่ได้มารับกูในฐานะน้องอะ มึงมาปราบกูในฐานะผีมากกว่า


            “ให้มึง” แล้วแม่งก็ยื่นไอ้มาลัยพวงนั้นมาให้


            “ขะ...ขอบคุณครับพี่” จะไม่รับก็กลัวโดนเตะปาก พี่มันยิ่งหน้าเหี้ยมอยู่ด้วย ถึงก่อนหน้านั้นพิธีกรจะบอกว่าแกเป็นคนใจดีก็เถอะ


            “กูชื่อแซมนะ อยู่ IE


            “ผมอยู่เคมีครับ ชื่อกรรณ”


            “ดีว่ะ งั้นเดี๋ยวหลังเลิกแถวมาเจอกันนะ”


            “ได้ครับ”


            “ว่างๆ กูพาไปเลี้ยงเหล้า เอาให้เมาเหมียนหมา”


            เขร้! มาถึงก็พาไปซัดโฮกเลยน้า ไม่ละมุนละม่อมเลยน้า


            “ได้ครับพี่”


            ฮือ...แต่ทำได้อย่างเดียวคือตอบรับ พี่แซมผละออกไปแล้ว ผมเองก็ค่อยๆ เดินกลับแถวพร้อมเสียงหัวเราะคิกค้ากของเหล่าเพื่อนๆ ตลกพวงมาลัยกูอะดิ ใครขอนี่รีบจะให้โดยไม่คิดเลยสัด


            ปีหนึ่งที่จับสายแล้วเรียบร้อยต้องกลับมานั่งจุดเดิมเพื่อรอเพื่อนคนที่เหลือก่อน ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นเวลาแห่งการทำหน้าสลอนมองดูกิจกรรมจับสายไปพลางๆ อาจมีง่วงบ้าง แคะขี้เล็บบ้างแล้วแต่จะทำ ซวยหน่อยตรงที่มือถือโดนริบหมดเนื่องจากครั้งก่อนไม่สนใจทำกิจกรรม สภาพแต่ละคนเลยหงอยอย่างที่เห็น


            “แถวต่อไปค่า”


            ฮือฮา~~


            ทว่าความเบื่อหน่ายที่มีในช่วงหลังกลับจางหายไปในพริบตาเพราะใครคนหนึ่งในแถวได้ดึงความสนใจของทุกคนไปจนหมด ตัวสูงแบบนี้ หน้าตาโดดเด่นแบบนี้


            “ไอ้ไฟฟ้า...” อดไม่ได้ต้องพึมพำออกมาก่อนจะถูกเบรกหัวทิ่ม


            “โยธาไอ้สัด”


            “มึงรู้ได้ไง แยกออกเหรอ”


            “ก็ทั้งแถวเป็นเด็กภาคโยธา คงเป็นไอ้ไฟฟ้าหรอกมั้ง โคตรโง่เลย” จึ่ก! โดนไอ้ก้องด่ายังไม่หนำใจ คราวนี้ไอ้บุ๊คเพื่อนยากซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังยังกระโดดลงมาผสมโรงด้วย หน้าเหมือนกันซะขนาดนี้แม่งก็ต้องมีพลาดกันบ้างแหละ


            ยอมรับเลยว่านับตั้งแต่รู้ถึงการมีตัวตนของแฝดนรกผมก็หันไปจับจ้องอีกฝ่ายไม่คลาดเคลื่อน คนอื่นทำอะไรกรรณไม่สน วินาทีนี้ขอสังเกตแฝดพี่อย่างโยธาเพื่อหาข้อแตกต่างจากไฟฟ้าแล้วกัน


            “เอาล่ะค่ะ ลำดับที่ห้าของแถว”


            ดูแล้วก็ไม่เห็นต่างกันตรงไหน ตาก็เหมือน ปาก จมูก ที่พอแยกได้เลยเห็นจะเป็นบุคลิกนิ่งๆ ที่ใครคงไม่กล้าฟาดเพราะกลัวแม่งจะสวนตีนกลับ หน้าตาดูหาเรื่องฉิบหาย


            “น้องโยธาได้พี่รหัสเกียร์ 0775 ค่าาาาาา”


            ทันทีที่พิธีกรประกาศผ่านไมค์เสียงปรบมือและรัวกลองก็ดังขึ้นไม่ต่างจากเพื่อนคนอื่นๆ ที่ได้จับสายรหัส ทว่าจะแตกต่างก็ตรงที่หลังจากใครคนหนึ่งก้าวเท้าออกมา พวกปีสองก็พากันร้องระงมไม่ขาดสาย


            “กรี๊ดดดดดดด”


            “สุดยอดดดดดดดด”      


            “สายรหัสเทวดา!!


            อิหยังวะ ไม่รู้เรื่องนะแต่ขอเสือกด้วยคน


            “อะไรคือสายรหัสเทวดา” ผมเอนตัวไปข้างหลังเพื่อถามไอ้บุ๊ค


            “มึงไม่รู้กูจะรู้มั้ยเนี่ย แต่พี่รหัสโยธาแม่งโคตรน่ารักเลย” ผมพยักหน้าเห็นด้วย รุ่นพี่ผู้ชายปีสองคนนั้นตัวเล็กมาก ผิวขาว หน้าตาน่าเอ็นดู ในมือถือพวงมาลัยดอกดาวเรืองพวงเบอเร่อพร้อมสายสะพายเดินออกไปด้านนอก


            กระทั่งตอนที่คนทั้งคู่หยุดยืนตรงหน้ากัน ถึงได้สังเกตเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน โห เขาสูงเท่าปลายจมูกไอ้โยธาเองอะ


            “ถามข้างหลังมาละ เห็นบอกว่าชื่ออาร์ม”


            “เหรอ”


            เชื่อเลยว่าสายนี้ไม่ธรรมดา ถึงไม่รู้ว่าพิเศษตรงไหนแต่ยังไงก็ดึงความสนใจของคนทั้งคณะได้อยู่ดี


            ช่วงเวลาจับสายรหัสดำเนินต่อไป ประเด็นของโยธายังเป็นที่พูดถึงจากกลุ่มสาวๆ ในภาคที่มีน้อยแสนน้อย ก่อนจะเป็นทีของไอ้ไฟฟ้าที่เดินออกมาเรียกเสียงหวีดร้องเบาๆ จากคนภายในห้อง


            รู้แล้วว่าสองคนนี้มันต่างกันตรงไหน!


            ภาพคนพี่ยืนจับฉลากสภาพอย่างกับโดนพี่สิง ตรงข้ามกับคนน้องที่แฮปปี้ดี๊ด๊ายิ้มให้คนนั้นทีคนนี้ที มีใครในคณะที่มึงไม่ยิ้มให้บ้างวะ


            สุดท้ายมันก็ได้พี่รหัสเป็นผู้หญิงตัวเล็ก หน้าหมวย ตาชั้นเดียว แต่ดูใจดีเป็นที่สุด


            “จับสายรหัสกันเสร็จแล้วเดี๋ยวพี่จะปล่อยน้องๆ ไปทีละแถว เพื่อที่จะได้ไปทำความรู้จักกับพี่รหัสของตัวเองอีกที แล้วจำกิจกรรมถัดไปที่พี่บอกได้มั้ยคะ”


            “ได้~


            “เย็นวันจันทร์หน้ามีอะไรน้า”


            “มีตลาดนัด”


            “กรี๊ดดดดด ไม่ใช่ค่า จันทร์หน้ามีกิจกรรมคณะ ทุกคนต้องสวมเสื้อยืดสีดำ กางเกงวอร์มที่ใส่สบายมานะคะ ย้ำแล้วห้ามลืม รับทราบ?”


            “ทราบ”


            “แยกย้ายได้เลยค่า”


            พอปล่อยแถวสถานการณ์แม่งก็ไม่ต่างจากมดแตกรังเท่าไหร่ บ้างเดิน บ้างวิ่งหาพี่รหัสของตัวเอง แต่ผมน่ะชิลๆ เพราะพี่รหัสหาง่ายสุด หนวดแกเล่นทิ่มหน้าซะขนาดนี้ อยู่ห่างออกไปร้อยหลายังเห็นได้ชัดเจนเลย


            “พี่แซมผมมาแล้วครับ” เดินเข้าไปรายงานตัวเสร็จแกก็โยนของที่เตรียมรับขวัญมาให้ผมโครมใหญ่ ดูจากสายตาก็มีโต๊ะญี่ปุ่น ตะกร้าผ้า ไม้กวาด ไม้ถูกพื้น ที่ตักขยะ กะละมัง ไม้แขวนเสื้อ เอิ่ม...คือมีทุกอย่างยกเว้นอุปกรณ์การเรียนอะ


            “ของจำเป็นต้องใช้ในหอ”


            “ขอบคุณมากครับ”


            “แล้วนี่มายังไง ให้กูไปส่งเก็บของก่อนมั้ยถึงค่อยแวะกินข้าว”


            “ผมขับรถมาครับ เดี๋ยวว่าจะเอาของไปไว้กับที่รักก่อน”


            “มีแฟนแล้วเหรอเนี่ย”


            “เปล่า รถผมชื่อที่รัก”


            “ห่า ชื่อโคตรลิเก”


            “งั้นเปลี่ยนใหม่ ขอเอาของไปเก็บที่บีเอ็มแป๊บ”


            “เฮ้ย ขับบีเอ็มเลยเหรอ”


            “เปล่า พูดเล่นไม่ได้อ่อ”


            “วอนละมึง” พี่แซมแกเป็นคนเสียงต่ำ พูดเสียงห้วนๆ แต่ไม่น่าเลวร้ายอะไร ดูได้จากตำแหน่งรองประธานรุ่น เป็นได้แสดงว่าเก่งพอตัว เลยสามารถฝากชีวิตไว้กับสายรหัสนี้ได้บ้าง ทว่าระหว่างทางเดินไปยังลานจอดรถมันก็อดถามไม่ได้อยู่ดี


            “ทำไมพี่ถึงเป็นรองประธานอะ อยากเป็นผู้นำเหรอครับ หรือว่าเป็นคนทุ่มเทอยากทำงานเพื่อส่วนรวม”


            “เปล่า ทั้งรุ่นไม่มีใครอยากเป็น มันเลยพากันชี้กู” ซวยเช็ด...


            อุตส่าห์ชื่นชมในใจตั้งนานสุดท้ายเสียเปล่าเหรอวะ อยากร้องไห้แต่ก็ไม่มีน้ำตา โยนข้าวของทุกอย่างใส่รถเสร็จผมก็ซ้อนมอเตอร์ไซค์อีแก่ของพี่แซมไปยังร้านอาหารติดรั้วมหาลัย ร้านนี้บรรยากาศดีหน่อย มีแอร์ อาหารหลากหลาย แต่ที่ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ก็ตรงที่คนเยอะนี่แหละ


            ลูกค้าส่วนใหญ่เด็กวิศวะทั้งนั้น เหมือนคิดร้านอะไรไม่ออกเลยพาปีหนึ่งมากองอยู่ที่นี่กันหมด


            “อ้าวไอ้แซม” ระหว่างกำลังเปิดเมนูเลือกอาหาร เสียงทักทายของใครคนหนึ่งก็ทำให้เราสองพี่น้องหันไปมองยังต้นเสียง ก่อนจะเบิกตาโพลงเพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นพี่รหัสของไอ้โยธา พอมองผ่านไปด้านหลังก็โชะเลย มากันทั้งสาย แถมหน้าตาดีทั้งน้านนนนนน เทวดาจริงๆ มึง


            แล้วกูล่ะ จู่ๆ ภาพมือถือโหมดสัตว์เลี้ยงดันแว๊บเข้ามาในหัวเฉยเลย


            “เชี่ยอาร์ม ร้านมีเป็นร้อยก็เลือกร้านเดียวกันนะ”


            “พี่ญี่ปุ่นเลือก แล้วนี่น้องมึงเหรอ”


            “เออ...พาหมามา หน้าน้องกูเหมือนหมาบีเกิลมั้ยมึง” โฮร่ลลลลล ไอ้พี่เหี้ย ขายน้องแบบนี้ได้ไง


            “เหมือนๆ”


            ไม่ปฏิเสธด้วย! ผมได้แต่กัดฟันอย่างโกรธเกรี้ยวแต่ทำอะไรไม่ได้ รอจนกว่าทั้งคู่จะทักทายกันเสร็จก่อนแยกย้ายก็ใช้เวลาอยู่พักหนึ่ง


            “พี่ว่าผมเป็นหมาได้ไงวะ งอนนะเนี่ย” หลังได้อยู่ตามลำพังผมไม่รอช้ารีบฉะทันที


            “ไม่ต้องงอน เป็นบีเกิลเลยนะมึง แพงนา...” ใครจะไปอยากแพงวะ “เลิกมองกูตาขวางได้ละ สั่งอาหารมา”


            “สั่งอะไรก็ได้เหรอครับ”


            “อะไรก็ได้หนึ่งอย่าง อาหารตามสั่ง”


            “ทำไมสายอื่นเขาสั่งได้เยอะอะ”


            “ก็มีหลายคนไง สายเราสั่งคนละอย่างพอ อย่าเยอะ”


            “ง่ะ”


            “ช่วงนี้เซฟเงิน เอาไว้เลี้ยงเหล้ามึงดีกว่า”


            “ง่ะ”


            “เดี๋ยวกูตี สั่งมาเร็ว วันนี้ใจดีเลี้ยงไอติมด้วย”


            “ขอเปลี่ยนเป็นบิงซูได้มั้ยครับ”


            “เออเอามา แต่กูชอบบิงซูมะม่วง” นี่พี่ให้ผมสั่งมากินหรือพี่กินเองวะ แต่สุดท้ายจึงตัดสินใจเลือกบิงซูมะม่วงมาเพราะตัวเองก็ชอบเหมือนกัน คิดว่าพอซัดข้าวหมดจะได้กินของหวานต่อแบบไม่ต้องรอ


            “ผมอยากถาม แล้วสายรหัสที่เหลือของเราเป็นไงบ้างอะ แต่ละคนนิสัยดีมั้ย”


            “ไม่อะ สายเราขาดเพราะปู่รหัสดันซิ่ว ส่วนพี่รหัสกูแม่งไม่เคยดูแลเลย ติดเมีย”


            “กรรมแท้ๆ”


            “เหลือกันอยู่สองคนเลยอยากดูแลมึงให้ดี ว่างเมื่อไหร่ก๊งเหล้าเลยนะ”


            “อีกละ”


            เราได้ทำความรู้จักกันโดยละเอียดอีกครั้ง พี่แซมเป็นรองประธานรุ่นปีสอง เรียนวิศวะอุตสาหการ งานอดิเรกคือเตะบอลกับกินเหล้า แต่ความจริงกินเหล้ามันเป็นงานอดิเรกมั้ยวะ? การเรียนแกถือว่าใช้ได้เลย เกรดถึงสามด้วยอะ ไม่รู้ว่าที่พูดมาเป็นเรื่องจริงหรือแค่โม้แต่ขอเชื่อไว้ก่อน


            ส่วนผมก็แนะนำตัวกับเขา ด้วยความที่เป็นคนไม่ซับซ้อนและเข้ากับชาวบ้านเขาได้ง่ายเราเลยสนิทกันเร็ว ช่วงเวลาว่างแสนว่างหลังกินเสร็จหัวข้อต่อไปจึงเป็นเรื่องของสายรหัสเทวดาที่ไม่เกี่ยวข้องกับกูสักนี๊ด


            “พี่แซม คนที่ทักพี่เมื่อกี้คือสายรหัสเทวดาเหรอ แล้วสายนี้เป็นไง เหาะได้ปะ”


            “เหาะไปเตะปากมึงเนี่ย” เอะอะทำร้ายกันตลอด แสนช้ำ


            “...”


            “มึงดูคนนั่งด้านในสุด” แล้วพี่รหัสผมมันก็ชี้นิ้วไปยังคนกลุ่มหนึ่งซึ่งนั่งอยู่มุมสุดของร้าน “ผู้ชายคนนั้นชื่อเจตเป็นพี่บัณฑิต เมื่อก่อนตอนปีหนึ่งเคยเป็นเดือนมหาลัย ส่วนผู้หญิงฝั่งตรงข้ามเป็นแฟนเขา ชื่อญี่ปุ่นเป็นดาวคณะ ตอนนี้อยู่ปีสาม”


            “โหหหห งานดีๆ”


            “ถัดจากไอ้พี่เจตมาตัวสูงๆ หน้าหล่อใส่เสื้อบอลแมนยูนั่นชื่ออาร์คอยู่ปีสี่ เป็นเหนือเดือน” ผมถึงกับสตั๊นเพราะหล่อมากจริงๆ หล่อจนอยากเกิดมามีหน้าเหมือนเขาแม้ความจริงผมจะหน้าตาดีมากก็เถอะ แค่กๆ


            “ทำไมต้องเป็นเหนือเดือนอะ”


            “มันไม่อยากเป็นเดือน เลยประกาศว่ามีตำแหน่งเหนือเดือนเมื่อไหร่ค่อยประกวด คนเลยเรียกเหนือเดือนติดปากไปโดยปริยาย ช่างเถอะ ดูคนตรงข้ามดีกว่า นั่นเพื่อนกูอยู่ปีสองชื่ออาร์ม”


            “อาฮะ คนที่คุยกับพี่เมื่อกี้”


            “ถูก เป็นแฟนพี่อาร์ค”


            “สัด!


            “นอกจากเป็นสายรหัสเทวดาแล้วยังเป็นสายรหัสกินกันเองอีก เบื่อๆ” พี่แซมพูดพลางเอนหลังพิงเก้าอี้ นั่งแคะขี้ฟันราวกับคนปลงตก “พอไอ้ปีหนึ่งเข้ามาอยู่ในสายยิ่งเหมาะเลยไง มันชื่ออะไรนะ”


            “โยธาครับ” จำได้จนขึ้นใจเลยเพราะโง่มาหลายทีแล้ว


            “ร้ายไม่เบาอะ”


            “รู้ได้ไงว่าร้าย”


            “แค่มองตาก็รู้ใจแล้ว เชี่ย อยากรู้จักว่ะ อยากชวนไปกินเหล้า” โหวยยยย รำคาญ แป๊บๆ แม่งวกกลับมาเรื่องเครื่องดื่มมึนเมาได้ตลอด ซึ่งผมเหนื่อยจะเถียงเลยปล่อยให้แกพูดพล่ามต่อไป


            ก็ไม่รู้หรอกนะว่าคนคนนี้ร้ายแค่ไหน เพราะภายนอกที่เห็นรับรู้ได้เพียงความไม่สนโลก แข็งกระด้าง และไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ แต่ต่อให้คนอย่างโยธาจะเป็นยังไงมันก็ไม่เกี่ยวกับผมอยู่ดี





 

 

 

 

 

 




            สายรหัสไอ้ก้องอิ๊อ๊าดี๊ด๊าฝุดๆ หลังเลี้ยงข้าวเที่ยงเสร็จ ตอนกลางคืนยังพาไปร้องคาราโอเกะต่อ แต่ผมก็ไม่เหงาหงอยเดินเข้าห้องนั้นแวะห้องนี้ ขอกินขนมชาวบ้านเขาไปทั่ว บอกเลยวิศวะทั้งชั้นอะแก๊งผมหมด


            กรรณใหญ่ใครจะสู้


            เที่ยงคืนก็กลับมาล้มตัวนอนบนเตียงรอคอยให้เพื่อนรักกลับมา แต่แม่งกลับยังไม่ยอมโผล่หัว อีกไม่กี่วันก็เปิดเทอมแล้วด้วย ทว่ากิจกรรมที่เริ่มทำก่อนเปิดเทอมยังคงมีมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ลามไปถึงกลางเดือนหน้า


            กูหลับก่อนแล้วนะ


            พิมพ์ข้อความส่งไปหาอีกฝ่ายเสร็จ ผมฟุบหน้าลงกับหมอน เผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้


            กว่าจะรู้สึกตัวแสงแดดของเช้าวันใหม่ก็สาดส่องเข้ามาในห้องแล้ว


            ดีที่ได้นอนพอเลยรู้สึกสดชื่นเป็นพิเศษ ผมชันตัวขึ้น บิดขี้เกียจไปมาครู่หนึ่งก่อนสายตาจะบังเอิญสบเข้ากับคนเตียงตรงข้ามพอดิบพอดี


            “เหี้ย
!!


            “ไฮ~ ไอ้หูสองข้าง” ไอ้ก้องขานรับในสภาพไม่ต่างจากซอมบี้ หน้าซีด ขอบตาดำคล้ำ ริมฝีปากแห้งกรัง แถมเสื้อผ้ายังอยู่ในชุดเมื่อวาน มึงไปฝ่าสงครามที่ไหนมาเนี่ย


            “เป็นอะไรปะวะ” ผมรีบถลาลงจากเตียงพุ่งตัวไปยังรูมเมท ดีที่ลองยกมือแตะหน้าผากวัดอุณหภูมิดูแล้วตัวไม่ร้อนเลยพอเบาใจได้บ้าง


            “คือเมื่อคืนกูไปร้องเกะ”


            “แล้วกลับกี่โมง”


            “ตีหนึ่ง”


            “ไงต่อ”


            “กูก็ง่วงไงจะกลับมานอน แต่เมื่อคืนไม่รู้แม่งเป็นไรเว้ยมันนอนไม่หลับ ไฟมันแยงตา” พูดไปไอ้ก้องก็เบะปากตั้งท่าเตรียมร้องไห้อยู่รอมร่อ “จะปิดไฟ...ก็กลัวมึงฝันร้าย”


            ดราม่าสุดๆ


            “ขอโทษที่ทำให้มึงลำบาก แต่ก่อนหน้าที่เรานอนเปิดไฟกันกูถามตรงๆ เลยนะ มึงนอนหลับสนิทบ้างมั้ย”


            “หลับๆ แค่ต้องเอาผ้าห่มคลุมหัวก่อน แต่เมื่อคืนกูเป็นเหี้ยไรไม่รู้อะ โคตรง่วงแต่นอนไม่ได้”


            “เดี๋ยวข่มตานอนอีกรอบนะมึง”


            “กูหลับม่ายด้ายยยย แดดมันแยงตากู ฮือ...”


            “เดี๋ยวปิดม่านให้ รอแป๊บๆ”


            “ทรมาน มันทรมาน”


            “ให้กูติดต่อผู้จัดการหอเรื่องย้ายห้องมั้ย” พูดกันตามตรง คิดอยู่แล้วล่ะว่าใครจะอยู่กับผมได้รอด แรกๆ ทุกคนก็บอกว่ารับได้หมดแหละ แต่พอเอาเข้าจริง การอยู่ร่วมห้องกันเป็นปีไม่ใช่เรื่องง่ายเลย


            “ไม่เป็นไร กูอยู่ได้”


            “ไม่เอางี้ดิ กูกลัวมึงไม่ได้นอนจนตายว่ะ”


            “อย่ามาแช่งกันดิ ไม่เป็นไร กูบอกว่าได้ก็ได้แหละ” แล้วไอ้ก้องก็ทำการมุดหัวตัวเองลงไปในกองผ้าห่มไม่คิดโผล่ออกมาพูดคุยกับผมต่อ


            ถ้าจะให้ทำเป็นไม่สนใจก็คงได้หรอก แต่มันคือเพื่อนสนิทของผมไง จะไม่ให้สนใจได้ยังไง


            ดังนั้น...ภารกิจทดลองนอนเปิดไฟคืนต่อมาจึงเริ่มต้น


            เราได้พูดคุยกันเสร็จสรรพจนมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าควรลองนอนร่วมห้องกันอีกสักคืนสองคืน โดยมีออฟชั่นเสริมนั่นคือผ้าปิดตาที่ซื้อไว้เผื่อจะช่วยได้ แต่ถ้าผลออกมาตามเดิมผมต้องรีบทำเรื่องกับผู้จัดการหอเพื่อย้ายห้อง หรือยอมจ่ายแพงแบบสองเท่าเพื่อไม่ต้องลำบากคนอื่น


            ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นไปตามคาด ไอ้ก้องนอนไม่หลับอีกเลย


            แม่งหลอนไปเองว่าห้องมันเปิดไฟ พอมันคิดแบบนี้ก็ดันนอนไม่หลับ


            ส่งผลให้ผมต้องวิ่งโร่จัดการย้ายห้อง แตกตื่นกันทั้งหอชายเพราะไอ้นั่นก็ขอให้มาอยู่ด้วย ไอ้นี่ก็อยากเตะโด่งรูมเมทคนเก่า ทว่าผู้จัดการหอไม่อนุญาตให้โยกย้ายใดๆ ยกเว้นผมที่มีเหตุจำเป็นจริงๆ


            “นี่เป็นชื่อของรูมเมทคนใหม่ที่เราต้องไปอยู่นะคะ” กระดาษเอสี่แผ่นหนึ่งยื่นมาไว้ตรงหน้า ผมรับไว้แต่ยังไม่อ่านในทันที


            “แล้วเพื่อนจะโอเคเหรอครับ”


            “เขาโอเค บอกไม่มีปัญหา”


            “ตอนแรกทุกคนก็พูดแบบนี้หมดแต่กลัวว่าเอาเข้าจริงจะอยู่กันไม่ได้น่ะครับ” ขนาดไอ้ก้องที่ว่าสนิทยังไม่รอดเลย ที่น่าสงสารคือมันยอมทนนอนไม่หลับตลอดสัปดาห์โดยไม่ปริปากบอกผมสักนิด


            “แต่คราวนี้ไม่มีปัญหาแน่นอน รูมเมทอีกคนจะย้ายลงมาอยู่ข้างล่างแทนห้องเดิมของเรา”


            “ลำบากแย่เลย แต่ก็ขอบคุณนะครับ”


            “ยินดีค่ะ ถ้าสะดวกยังไงเริ่มย้ายหอได้ตั้งแต่วันนี้เลยนะ”


            “โอเคครับ”


            ผมยกมือไหว้ เดินออกจากห้องผู้จัดการหอพร้อมก้มหน้าอ่านกระดาษรายชื่อของรูมเมทคนใหม่ด้วยความตื่นเต้น เขาอยู่ชั้นสี่ ห้อง 423


          “ชื่อนายโยธา ธนวันต์โยธา”


            เชี่ย!!


            บอกกูทีว่ามันไม่จริง



 

 

 

 

 

 

 

 


            ไอ้ก้องหาข้อมูลโดยคร่าวของโยธาแฝดคนพี่มาให้ผมเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับมันมีไม่มาก


            มันชื่อเล่นว่าโยธา ชื่อจริงก็โยธา นามสกุลธนวันต์โยธา


            เรียนอยู่คณะวิศวะภาคโยธา แต่ที่พีคกว่าคือพ่อของมันดันเป็นวิศวกรโยธาด้วยนี่แหละ


            คนอะไรจะเกิดมาเพื่อคำว่า โยธาขนาดนี้วะ เป็นไอ้ไฟฟ้าผมน้อยใจแย่เลย เออแต่ลืมไป แม่ของทั้งคู่ก็เป็นศิษย์เก่าวิศวะไฟฟ้านี่หว่า งงไปหมด


            “ไอ้กรรณ กล่องเหี้ยนี่ขนขึ้นไปเลยมั้ยวะ”


            “ขนๆ แต่เดี๋ยวกูทำเองกลัวพวกมึงหนัก” ความคิดในหัวถูกตีแตกกระจาย ฉุดให้กลับมาจดจ่อกับงานตรงหน้าอีกครา


            ชาวประชาผองเพื่อนเคมีร่วมแรงร่วมใจย้ายข้าวของผมจากชั้นสามขึ้นไปยังชั้นสี่ ส่วนชาวประชาภาคไฟฟ้าก็ขนของจากชั้นสี่ลงมายังชั้นสามอย่างทุลักทุเล เรื่องไม่คาดคิดมักเกิดขึ้นได้เสมอ ผมเหมือนโดนผีหลอกกลางวันแสกๆ เพราะรูมเมทคนใหม่ที่ต้องอยู่ร่วมห้องกันตลอดหนึ่งปีดันเป็นแฝดคนพี่อย่างโยธา ส่วนไอ้ไฟฟ้าจำต้องเปลี่ยนลงไปนอนกับไอ้ก้อง


            ตอนนี้เพื่อนออกไปหมดแล้ว เหลือแต่ผม เศษซากของที่วางกองเกลื่อนพื้น กับเจ้าของห้องคนเดิม


            “กูขอโทษนะที่เข้ามาทำให้มึงต้องแยกนอนกับน้องชายอะ”


            “ไม่เป็นไร เบื่อมันเหมือนกัน” อีกฝ่ายตอบกลับ


            คือพอมาสังเกตแบบนี้ส่วนสูงเราต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเลย ขนาดผมที่ความสูงเร่งสปีดมาหยุดที่ 176 เซ็นต์ยังรู้สึกว่าตัวเองดูเตี้ยฉิบหายตอนอยู่กับมัน


            “เพื่อตอบแทนน้ำใจมึง กูจะเป็นคนดีทำความสะอาดห้องให้หนึ่งอาทิตย์”


            “ไม่ต้องตอบแทนอะไร ปกติกูไม่ค่อยอยู่ห้อง”


            “อะ...อ้าว แล้วไปอยู่ไหน”


            “ยุ่ง”


            “ก็อยากยุ่ง”


            “มีแฟนยัง?”


            “ว่า...ว่าไงนะ” คำถามก่อนหน้าเล่นเอางงเป็นไก่ตาแตก แต่อีกฝ่ายยังคงถามย้ำ


            “ถามว่ามีแฟนยัง”


            “ยัง”


            “เซ็งว่ะ รีบมีแฟนซะ”


            “แล้วทำไมกูต้องมีแฟนด้วย”


            “คนมีแฟนแล้วมักจะติดแฟน ไม่ค่อยมีเวลามายุ่งเรื่องของคนอื่น”


            ตรรกะอะไรของมันวะ


            โยธาเป็นคนประหลาด เวลาผมมองไปที่ใบหน้าของมันบางครั้งสัมผัสได้ถึงความไม่สนโลก แต่บางทีก็เหมือนมองพวกเจ้าเล่ห์และอันตรายพอตัว


            แต่ผมไม่สนหรอก รีบสะบัดไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัวก่อนก้มหน้าก้มตาจัดของโดยไม่สนใจอีกฝ่าย เอาเข้าจริงโยธามันก็ไม่อยากคุยกับผมเท่าไหร่ เย็นหน่อยเลยแยกย้ายหาข้าวกินโดยไม่คุยกันสักคำ ก่อนกลับมาถึงห้องซึ่งไม่มีอีกฝ่ายอยู่แล้ว


            ตีหนึ่ง แม่งไม่กลับมาจริงด้วยว่ะ...


            ทว่าคนมันเหงาช่วยไม่ได้ ผมจึงแล่นไปเคาะห้องเพื่อนรักอย่างไอ้ก้องแล้วชวนมันเล่นไพ่นกเป็ดน้ำไปพลางๆ ซึ่งขณะนั้นไอ้ไฟฟ้าก็ร่วมวงเล่นด้วยอย่างครื้นเครง หมดตาไอ้ก้องง่วงก่อน ไฟฟ้าเลยถือโอกาสชวนผมไปนั่งรับลมตรงบันไดหนีไฟซึ่งแยกออกมาจากตัวอาคาร


            “โยธามันไม่กลับห้องอะดิ” เพื่อนตัวสูงพูดเหมือนรู้ทัน ผมจึงพยักหน้าพลางตอบรับ


            “อืม ไปไหนวะ”


            “ถิ่นมัน”


            “มันนอนในโพรงตุ่นเหรอ”


            “ถ้าไม่ติดว่าเมื่อยขากูคงถีบมึงตกบันไดไปละ” เหี้ยมกับกรรณตลอด ใจร้าย


            “คลายเครียดไง” ไอ้ไฟฟ้าแม่งไม่รับมุกจริงว่ะ ผมจึงหันไปจับเข่าคุยอย่างจริงจังบ้าง “ทำไมพี่มึงแม่งต่างกับมึงลิบลับเลยวะ”


            “ก็โดนเลี้ยงมาคนละแบบ พ่อกับแม่กูหย่ากัน พี่คนโตอย่างนิวตันกับโยธาเลยอยู่กับพ่อ ส่วนกูไปอยู่กับแม่ น่าจะตอน ม.3 เองมั้งที่ได้ย้ายมาอยู่บ้านเดียวกันหมด เพราะแม่แต่งงานใหม่”


            “โห พีคว่ะ”


            “ต้องเข้าใจมันหน่อย โตมาในบ้านที่มีแต่ผู้ชาย แข็งกระด้าง ไม่ละเอียดอ่อน แต่มันก็ไม่ใช่คนเลวร้ายนะ”


            “ไม่เลวร้ายเลย หึๆ” พูดไปก็กัดฟันไป


            “เดี๋ยวมึงได้รู้จักมันจริงๆ ก็ชอบแม่งเองแหละ”


            เชื่อได้ยากมาก


            มองในแง่ดีคือผมได้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตกับมนุษย์ต่างดาว ซึ่งถือเป็นบททดสอบที่ทำให้ตัวเองเติบโตขึ้นไปอีกก้าวหนึ่ง


            เราสองคนนั่งคุยกันไม่ถึงสิบนาทีไอ้ไฟฟ้าก็หาวไม่หยุด เลยพากันแยกย้ายกลับห้องใครห้องมัน แต่ไม่คิดไม่ฝันว่าหลังเปิดประตูเข้าไปในห้อง ผมจะได้เห็นคนตัวสูงอย่างโยธานั่งดูดนมจืดอยู่ตรงปลายเตียง ในชุดนอนสีเหลืองไข่ไก่ลายลูกเจี๊ยบบ้องแบ๊ว


            เอาดีๆ นี่กูตาฝาดหรือกำลังฝันอยู่วะ


            “กะ...กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่” เสียงกระตุกเลยอะ หน้าแบบนี้ทำอะไรน่ารักเป็นด้วยเหรอ


            “เมื่อกี้” เจ้าตัวตอบกลับในทันทีขณะปากยังคาบหลอดดูดนมอยู่


            เขร้! มันน่ารักอะมึง มันไม่น่าจะใช่โยธา


            “หอในปิดตอนตีหนึ่ง ทำไมถึงเข้ามาได้อะ” เวลาตอนนี้ปาไปตีสองแล้วนะ ไม่ทำตามกฎเลย


            “ก็แค่ลงชื่อพร้อมใส่เหตุผล มันจะยากอะไร”


            “แล้วมึงใส่เหตุผลว่าไง”


            “แดกโจ๊ก”


            “หึ! หน้าอย่างมึงอะนะ” ไม่มีทางที่คนแบบนี้จะมากินโจ๊กตอนตีสองหรอก มันต้องมากกว่านั้น วันก่อนเจอหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูด เชื่อเถอะวันนี้ต้องหายไปทำเรื่องไม่ดีมาแน่ แต่พยายามกลบเกลื่อนด้วยการกลับมานั่งแดกนมกับใส่ชุดนอนลายลูกเจี๊ยบตบตากันเท่านั้น


            “เสื้อน่ารักดีเนอะ” อดไม่ได้จริง ขอแซวซะหน่อย


            “พี่รหัสซื้อให้”


            “พี่อาร์มอะเหรอ เขาก็เข้าใจซื้อให้มึงดี คิกค้าก”


            “ไปขำที่เตียงมึงไป”


            “ขำตรงนี้ไม่ได้เหรอ”


            เสียงทอดถอนหายใจดังยาวเหยียด ผมไม่ยุ่งก็ได้ รีบกระโดดโหยงขึ้นเตียงแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุม โผล่มาแค่ลูกกะตาสองข้าง ถึงจะบอกตัวเองให้ข่มตาหลับ ทว่าสองหูกลับได้ยินเสียงอีกฝ่ายอย่างชัดเจน เสียงฝีเท้า เสียงหยิบข้าวของส่วนตัว


            “มึง...ถ้านอนเปิดไฟมึงจะนอนหลับจริงๆ ใช่มั้ย”


            เป็นคืนแรกด้วยดิ ห่วงสวัสดิภาพของเพื่อนร่วมห้องขึ้นมาเฉย


            “นอนได้” คำตอบที่ได้ไม่รู้ว่าเป็นการรักษาน้ำใจจริงๆ หรือเปล่า นึกขึ้นได้ว่าในตู้เสื้อผ้ามีของสำคัญอยู่เลยหันไปถามอีกครั้ง


            “เอาผ้าปิดตามั้ย กูมีหลายอันมากเลย ยังไม่ได้แกะใช้ด้วย”


            “ไม่ต้อง กูนอนได้ทุกสถานการณ์นั่นแหละ”


            “มึง”


            “ยังไม่หลับอีกเหรอ”


            “ตอนนั้นที่เราเจอกันทำไมถึงไม่ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ใช่ไฟฟ้าอะ”


            “ขี้เกียจพูด” ง่ายๆ แบบนี้เลย เป็นคนอื่นคงไม่อยากให้ตัวเองโดนเข้าใจผิดหรอก แต่ลืมไป นี่มันโยธาที่เป็นข้อยกเว้นของทุกอย่างนี่หว่า


            “แต่ตอนนี้กูพอจะแยกได้แล้วนะ”


            “...”


            “มึงตัวสูงกว่าไฟฟ้า พูดน้อยกว่าไฟฟ้า และก็...กลิ่นตัวไม่เหมือนไฟฟ้า”


            “ไม่เหมือนคือยังไง”


            “กลิ่นตัวมึงเหมือนดอกดาวเรืองแช่ฟอร์มาลีน”


            “ทีมึงกลิ่นเหมือนน้ำลายหมากูยังไม่ว่าสักคำ”


            โอ้โห ได้ยินอย่างนี้ผมขึ้นเลยครับ ไม่หลับไม่นอนมันแล้วต้องชันตัวขึ้นมานั่งเถียงอีกฝ่ายจนน้ำลายแตกฟอง แต่รู้มั้ยสุดท้ายแล้วสงครามยุติยังไง มันจบเพียงประโยคเดียวของโยธา


          “เหนื่อยแล้ว พรุ่งนี้มาทะเลาะกันใหม่”


            มันพูดแค่นั้นก่อนล้มตัวลงนอน ขณะที่ผมยอมทำตามอย่างง่ายดายโดยไม่ปริปาก คำว่า พรุ่งนี้มาทะเลาะกันใหม่ไม่ใช่ประโยคเลวร้าย ตรงกันข้าม...


            มันคือการเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดีต่างหาก



 

 

 

 

 

 


            คืนที่สองของการอยู่ร่วมกัน โยธากลับมาตอนตีสอง (อีกแล้ว)


            และมันก็กรอกเหตุผลของการกลับดึกว่าไปแดกโจ๊กเหมือนอย่างเคย


            แปลกดีที่คืนนี้ไม่รู้สึกง่วงสักนิด คงเพราะทางคณะงดกิจกรรมไปจนกว่าจะถึงวันจันทร์ซึ่งเป็นวันเปิดเรียนพอดี ระหว่างนี้เราเลยว่างแสนว่าง ไม่ได้ใช้พลังงานเท่าไหร่


            “ไม่หลับไม่นอนหรือไง” โยธาเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับชุดนอนสีฟ้าอ่อนลายแมวน้ำ ซึ่งแม่งไม่เข้ากับหน้ามึงเลย ตัดภาพมาที่ผมดิ เสื้อยืดกับกางเกงบ็อกเซอร์ย้วยๆ แค่นี้ก็นอนได้แล้ว


            “ไม่อะ นี่เสื้อที่พี่รหัสซื้อให้เหรอ”


            “เออ”


            “เขาซื้อให้มึงกี่ตัววะ”


            “เสือก”


            “คิกๆ” โดนด่าเมื่อไหร่ต้องเอาความกวนตีนเข้าสู้ “ไม่ง่วงเลยอะ เล่านิทานให้ฟังหน่อยดิ” ผมกระโดดขึ้นเตียง นั่งเองหลังพิงกับหมอน จดจ้องไปยังร่างสูงซึ่งกำลังก้าวขึ้นเตียงเฉกเช่นเดียวกัน


            “นิทานห่าอะไรไร้สาระ” ดูแม่งตอบ


            “มึงมันคนไม่มีหัวใจ เรามาเล่นเกมกันมั้ย”


            “ไม่เล่น”


            “เล่นจบกูสัญญาว่าจะนอนเลย จะไม่ปริปาก”


            “เออว่ามา” ตอนที่พูดมือหนาก็เอี้ยวตัวไปหยิบหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นขึ้นมาอ่านด้วย เล่มนั้นผมจำได้แต่ไม่เคยอ่าน มันคือ Guntz


            “ดีๆ เกมทายคำถาม ถ้าเห็นกู สิ่งแรกที่นึกถึงคืออะไร”


            “หมา” ห่า ตอบเร็วแทบไม่คิดเลย


            “กูหน้าเหมือนหมาขนาดนั้นเลยเหรอวะ” หลายคนแล้วนะที่ชอบเรียกผมว่าหมาอะ ไม่ว่าจะเป็นพี่รหัสหรือแม้แต่ไอ้ไฟฟ้าก็ตาม


            “ก็เหมือนอยู่ เหมือนหมาพันธุ์...โอเกิล”


            “บีเกิลมั้ยสัด”


            “เออนั่นแหละ” ตอนตอบกลับน้ำเสียงช่างเรียบนิ่ง แถมไม่เงยหน้าขึ้นมาสบตากับกันสักนิด สงสัยการ์ตูนจะสนุกจริง แต่ผมมันดันเป็นพวกเหงาปาก ชอบพูดจ้อไม่หยุดไง


            “เปลี่ยนๆ แล้วความรักล่ะ พูดถึงความรักมึงนึกถึงอะไรเป็นอย่างแรก”


            “ข้าม ไม่นึกถึงเหี้ยอะไรทั้งนั้น”


            “มึงไม่มีหัวใจจริงๆ ด้วย” เกมนี้ผมชอบเล่นกับเพื่อนมัธยมฯ มันทำให้เราได้รู้จักกันมากขึ้น ยิ่งกับเพื่อนใหม่ด้วยแล้วยิ่งเหมาะ แต่ลืมไปซะสนิทว่าเกมนี้มันใช้ไม่ได้กับคนอย่างโยธา “กูอะ ถ้าความรักอย่างแรกที่นึกถึงเลยก็คือคูมแม่”


            “เด็กน้อยเอ๊ย”


            “ใครจะไปเหมือนมึงไอ้เด็กโข่ง แล้วถ้าพูดถึงญี่ปุ่นล่ะนึกถึงอะไร”


            AV


            “ใจหยาบ กูนึกถึงฟูจิซัง เคยไปเจอตอนที่มันเด่นหราเต็มลูกเหมือนถ้วยน้ำแข็งใสเลย” พูดถึงน้ำแข็งใสกระเพาะก็เสือกร้องโครกครากขึ้นมาอีกระรอก แต่ต้องแข็งใจ แปรงฟันแล้วผมจะกินอีกไม่ได้ “มึงไม่อินกับกูอะโยธา”


            “ให้อินอะไร เกมมึงไร้สาระ”


            “กูคิดออกละ วิศวะ พูดถึงวิศวะมึงคิดถึงอะไร อันนี้ให้ตอบหลายๆ ข้อเลย”


            “แล้วมึงล่ะ” โดนย้อนถามซะงั้น ผมเลยต้องตอบโชว์ซะหน่อย


            “พูดถึงวิศวะกูจะนึกถึงเสื้อช็อป สร้อยเกียร์ อาจารย์สอบสัมภาษณ์ ต้นราชพฤกษ์กลางตึก ภาพสาวๆ กรี๊ด เอ่อ...หมูกระเทียมภาคเคมี แล้วก็...”


            “เยอะไปมั้ยวะ” พูดไม่ทันจบประโยคแม่งโดนขัดอีกจนได้


            “ก็มันนึกถึงหมดอะจะให้ทำไง”


            “เกมไร้สาระฉิบหาย รีบนอนซะ”


            “เออนอนแล้วก็ได้ แต่ต้องตอบคำถามมาก่อน พูดถึงวิศวะมึงนึกถึงอะไร”


            “มึงไง”


            “...”


            “ตัววอแวอันดับหนึ่ง”


            “ใจร้ายจังวะ”


            พูดด้วยความน้อยใจแต่โยธามันคงรู้ว่าผมกำลังตอแหลอยู่เลยค่อยๆ ไถตัวลงไปนอนบนเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมแม้จะยังไม่อยากนอนก็ตาม มีรูมเมจเป็นมนุษย์ต่างดาวนี่มันเหนื่อยนะครับ แต่คนอย่างกรรณยุคลก็ต้องทน


            “ฝันดี...” บอกไปแบบนั้นไม่คาดหวังหรอกมันจะตอบกลับมาน่ะ


            ความเงียบเกาะกุมไปชั่วหนึ่ง จนผมเองก็ไม่ใส่ใจกับมันแล้ว ไม่นึกเลยว่าสุดท้ายเสียงทุ้มต่ำของใครบางคนจะดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท


            “อืม ฝันดี”





 

กี๊ดดดดดด ในที่สุดก็มาจนได้

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านกันนะคะ วันนี้มาดึกมากเลย กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ค่า

พูดถึงตอนที่สองความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังงุนงงกันอยู่

แต่เราจะค่อยๆ รู้จักกับตัวโยธามากขึ้นเรื่อยๆ ในตอนถัดไป

ฝากเอ็นดูเจ้าหมาบีเกิลกับคุณความมืดมนด้วยนะคะ

*ป.ล. มีการอีดิตเพิ่มเติมเรื่องผ้าปิดตา ขอบคุณคนอ่านที่แจ้งมาด้วยค่า

#วิศวกรรณโยธา

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11.792K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,844 ความคิดเห็น

  1. #13844 ขนมหวานคือของโปรด (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2564 / 02:20
    โอ๊ยโยธามันกวนประสาทอยู่นะ พูดน้อยแต่โคตรกวน
    #13,844
    0
  2. #13827 parinyadakhim (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 เมษายน 2564 / 12:04
    น่าร้ากกกกกก
    #13,827
    0
  3. #13795 ssppy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 มีนาคม 2564 / 05:14
    แงน่ารักม้ากก
    #13,795
    0
  4. #13668 97fQx_ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กันยายน 2563 / 00:48
    กรี๊ดดดด ทำไมชอบคาร์แรคเตอร์พี่โยธานะ ชอบมากค่า
    #13,668
    0
  5. #13610 Yunme (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 15:20

    อาร์คอาร์ม=ตัวรุงรัง/โยธากรรณ=ตัววอแว 😍😍

    #13,610
    0
  6. #13605 ทราย อังศุมาลิน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2563 / 18:32
    คุณโยธาพูดน้อยดีจริงๆ
    #13,605
    0
  7. #13565 pilin/พิ'ลิน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 09:25
    สนุกคะไรท์
    #13,565
    0
  8. #13543 nok0711 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 16:56

    สนุกมากคะ ขำมากกก

    #13,543
    0
  9. #13511 O-ae_araya22 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 16:12
    มีนิยายของอาร์คอาร์มมั้ยคะ ฮื่ออออ
    #13,511
    1
    • #13511-1 0885091148(จากตอนที่ 3)
      13 มิถุนายน 2563 / 18:57
      เราอ่านใน https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?board=4.0#gsc.tab=0
      #13511-1
  10. #13496 Jjiny_zzz (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 13:10
    กรรณได้พี่แต่คนอ่านอย่างกูเสียดายน้อง
    #13,496
    0
  11. #13495 วอน. (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 00:48
    สลัดภาพไบร์ทวินออกจากหัวไม่ได้เลย ยิ่งตอนกรรณขำคิกค้าก คิกๆ เสียงน้องวินดังอยู่ในหัวㅠㅠ
    #13,495
    0
  12. #13480 Beeber06 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 02:43
    พี่ญี่ปุ่นปี4 พี่อาร์คปี3 พี่แซมพูดผิด
    #13,480
    2
    • #13480-1 Beeber06(จากตอนที่ 3)
      23 พฤษภาคม 2563 / 05:51
      ไม่ใช่สิพี่ญี่ปุ่นเป็นน้องรหัสพี่อาร์ค พี่อาร์คยุปี4 ถูกแล้ว พี่ญี่ปุ่นยุปี3 ขอโทดน้าพี่ญี่ปุ่น><
      #13480-1
    • #13480-2 Beeber06(จากตอนที่ 3)
      23 พฤษภาคม 2563 / 05:54
      ขอโทษพี่ญี่ปุ่นด้วยน้องจำผิด แงงงงงงง
      #13480-2
  13. #13466 แแอปเปิ้ล (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 / 10:35

    หน้าไบร์ทวินลอยมาเลย

    #13,466
    0
  14. #13463 nipawanpotajum (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 15:38
    กรรณเป็นตัววอแว ไทน์เป็นตัววุ่นวาย555
    #13,463
    0
  15. #13441 oaplSupak (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 04:27
    พาร์ทโยธาพูดคือได้ยินเสียงพี่ไบร์ท
    #13,441
    0
  16. #13434 Sujitraaonn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 19:44
    อ่านไปหน้าไบร์ทก็ลอยมา555555555
    #13,434
    0
  17. #13433 Sujitraaonn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 19:19
    -ต้าวน้อนบีเกิ้ล5555555
    #13,433
    0
  18. #13415 dubleT (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 16:03
    อยากเห็นชีรี่ย์เอาเอเจกับเจเจมาเเสดงงี้
    #13,415
    0
  19. #13393 Ploypizzzzz1410050646 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 19:57
    น้องอาร์มซื้อชุดนอนอะไรให้โยธากันเนี่ย เป็นนุ้บนิ้บไปเลยมืดมนบอยของภาคโยธา
    #13,393
    0
  20. #13390 ผู้ชายชอบทะเล (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 17:59
    แอบน่ารักอ่าาาาา
    #13,390
    0
  21. #13353 Sariei_va (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 18:47
    อยากมีชุดนอนแบบโยธาาาา555555555
    #13,353
    0
  22. #13317 pparelypigg (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 06:06
    น่ารักแปลกๆน้า
    #13,317
    0
  23. #13304 krich (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 12:30

    โอ้ยยยย คิดถึงสายเทวดา อาร์ค อาร์ม ดีต่อใจน่าจะบอกตำแหน่งอาร์มสะหน่อย เมียเหนือเดือน 555

    #13,304
    0
  24. #13279 sangnue (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 21:33
    พ่อสารวัตรป้ะเนี่ย

    เขินไม่ไหว ตายค่ะตายยยยย สู่ขิต
    #13,279
    0
  25. #13273 Apoptosis (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 15:18
    -ไง โอ๊ยยยยยยยย นิ่งแบบกร้าวใจจจจ
    #13,273
    0