วิศวกรรณโยธา - end

ตอนที่ 21 : 19 - วิศวกรรมศาสตร์ทำให้เรารักกัน (end)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 101,791
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8,113 ครั้ง
    1 ก.พ. 63




19

วิศวกรรมศาสตร์ทำให้เรารักกัน

 

 

ช่วงเวลาที่แสนวิเศษของนายโยธา ธนวันต์โยธา

 

ผมชื่อเล่นว่าโยธา ชื่อจริงก็โยธา นามสกุลธนวันต์โยธา พ่อผมเป็นต้นสายย้ายออกมาตั้งนามสกุลใหม่ ความหมายของมันไม่มีอะไรซับซ้อน ด้วยความที่พ่อทำงานเป็นวิศวกรโยธาเขาเลยอยากใช้นามสกุลที่บ่งบอกความเป็นตัวเขา

 

ธนวันต์โยธา จึงสื่อถึงความรุ่งเรืองจากการทำงานโดยใช้กำลังกาย

 

และยอมรับเลยว่า...เขามีวันนี้ได้เพราะการทำงานหนักจริงๆ

 

พ่อกับแม่เจอกันที่มหาลัย เขาเคยบอกว่ามันคือพรหมลิขิตเพราะเรียนคณะเดียวกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน แม่ผมเรียนอยู่ภาคไฟฟ้าทว่าเธอเป็นผู้หญิงชวนฝัน เข้ามาเรียนที่นี่โดยไม่มีจุดหมายใดๆ ชัดเจนนอกจากเรียนให้จบและออกไปหางานทำ แม้ว่างานนั้นจะไม่ตรงกับสิ่งที่เรียนจบมาเลยก็ตาม

 

ตู้ชั้นวางของในห้องนั่งเล่นของบ้านเป็นที่เก็บความทรงจำมากมาย หนึ่งในนั้นคืออัลบั้มรูปครอบครัวเล่มใหญ่ซึ่งคอยบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

นิวตันเกิดขึ้นมาด้วยความรัก

 

เหมือนกับพวกเขาที่นั่งหัวเราะแกมขำขันว่าได้ชื่อนี้มาเพราะชอบฟิสิกส์และกฎของนิวตันก็คือพื้นฐานที่คนจะได้เรียนก่อนเป็นอันดับแรกๆ ดังนั้นลูกคนแรกเลยชื่อนิวตัน ถัดจากนั้นไปหลายปี ผมและไฟฟ้าก็มีโอกาสลืมตาดูโลก

 

เหตุผลไม่ต้องสงสัย พวกเขาตั้งชื่อของเราผ่านตัวตนของตัวเอง

 

ผมเติบโตขึ้นมาเหมือนคนอื่นๆ ไม่ได้แตกต่าง ไม่ได้มีสีหน้านิ่งเฉยจนใครหลายคนมักกลัว ผมเคยหัวเราะหนักมากตอนนั่งดูรายการตลกกับครอบครัว เคยยิ้มกว้างสุดในวันเกิดที่ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ทว่าสิ่งเหล่านั้น...ไม่ได้อยู่กับผมไปตลอดกาล

 

พ่อกับแม่หย่ากันและต้องเลือกว่าจะรับลูกคนไหนไปเลี้ยง แต่ในวินาทีที่เฝ้าหวังว่าแม่จะเลือกและทำตามสัญญา เธอกลับเลือกไฟฟ้า ซึ่งก็เข้าใจดีว่าเธอผูกพันกับน้องชายผมมากกว่า ไม่ว่าจะชื่อที่มาจากตัวตนของเธอส่วนหนึ่ง หรือนิสัยและความชอบที่คล้ายกัน

 

ไม่อยากบอกนักว่าแม่รักไฟฟ้ามากกว่า แต่ในเวลานั้น...เธอคงจำเป็นต้องเลือกสิ่งที่ใจอยากเลือกมากที่สุด

 

ผมไม่แน่ใจนักว่าตัวเองเริ่มเปลี่ยนไปตอนไหน แทบไม่ค่อยยิ้ม ไม่หัวเราะ จมอยู่กับตัวเองและความรู้สึกของการไม่ถูกเลือก ชีวิตหลายอย่างเปลี่ยนไป ทุกคนต้องเปลี่ยนแปลงและเดินไปข้างหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่วนพ่อก็ยังคงดูแลเราอย่างดีเหมือนเดิม เพียงแต่...

 

ที่ตรงนี้แค่ไม่มีแม่อีกแล้วเท่านั้น

 

ความเจ็บปวดเหล่านี้ฝังอยู่ในใจมาตลอดหลายปี กระทั่งได้รู้ข่าวว่าแม่กำลังจะแต่งงานใหม่ ไฟฟ้าเลยขอย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านของเรา ปิดความหวังในซอกหลืบเล็กๆ ว่าวันหนึ่งเราจะกลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาโดยสมบูรณ์

 

และในช่วงเวลาที่เศร้าที่สุด ผมโชคดีเหลือเกินที่ได้รู้จักกับวาริช

 

เขาเข้ามาในเวลาที่ผมต้องการใครสักคน เราต่างแตกหักด้วยกันทั้งคู่เพราะถูกทิ้งมาเหมือนกัน ต่างคนต่างทำหน้าที่ปลอบใจกันและกันอยู่เสมอ จนมันพัฒนาจากความเป็นพี่น้องไปเป็นคนรัก แต่วันหนึ่งก็ถูกถีบลงมาเป็นพี่น้องเหมือนเดิมด้วยประโยคแสนเจ็บปวดที่ว่า...

 

ที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ความรัก

 

คำถามคือแล้วความรักหน้าตาเป็นยังไง?

 

ผมไม่ศรัทธาและไม่คิดอยากตามหาความหมายจริงๆ ของมันอีกแล้ว นอกจากใช้ชีวิตเหี้ยๆ สนับสนุนให้คนนอกใจเลิกกันโดยเร็ว นับวันก็ยิ่งคุ้นชินกับจิตใจที่บิดเบี้ยวของตัวเองเรื่อยๆ เรื่อยๆ

 

ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะมีวันที่ตัวเองเป็นคนที่ดีขึ้น และอยากเปลี่ยนแปลงมันเพื่อใครสักคน

 

ทว่าวันหนึ่งโลกกลับเหวี่ยงผู้ชายแปลกหน้าเข้ามาในวงโคจร ผู้ชายที่โคตรสดใสร่าเริง

 

ชื่อจริงของเขามีความหมายแปลกประหลาด มีใบหน้าขาวสะอาด มีรอยยิ้มชวนจดจำ เอกลักษณ์ประจำตัวที่เห็นตั้งแต่ครั้งแรกเลยคือเจ้าตัวชอบวิ่งดุ๊กดิ๊กกระโดดโลดเต้นไปมาราวกับลูกหมาตัวน้อย คอยเป็นพลังบวกให้กับคนรอบตัว ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ใกล้ ทุกคนต่างรักเขา

 

และไม่น่าเชื่อว่าวันหนึ่ง...

 

ผมจะตกหลุมรักเขาเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[ วันแรกที่เจอ ]

 

“ลำดับสุดท้ายของภาคเคมี นายกรรณยุคล จิระโรจน์ เข้าห้องสัมภาษณ์ได้แล้วค่ะ”

 

“...”

 

“กรรณยุคล”

 

ทุกคนในบริเวณนั้นหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาเจ้าของชื่อ เด็กภาคโยธาถูกเรียกมานั่งตั้งแถวรออยู่บริเวณโถงห้องเพื่อรอเรียกเข้าห้องสัมภาษณ์ ผมเป็นคนแรก แม้ไม่ได้ตื่นเต้นมากนักแต่ก็คาดหวังว่ามันจะจบลงโดยเร็ว

 

“กรรณยุคล จิระโรจน์อยู่ไหนคะ” เจ้าหน้าที่ขานเรียกเป็นครั้งที่สาม ก่อนเสียงใสของใครคนหนึ่งจะแทรกขึ้นอย่างลนลาน และตอนนั้นเองที่ม่านสายตามองเห็นใครคนหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้า

 

“ขอโทษครับ! ผมอยู่นี่ครับ”

 

“น่ารักฉิบหาย”

 

เพื่อนผู้ชายด้านหลังกระซิบคุยกับเพื่อน ส่วนผมมองตามร่างสูงโปร่งที่กำลังเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ด้วยอาการสั่นหงัก มือข้างหนึ่งกอดกระชับพอร์ตโฟลิโอไว้ ส่วนอีกข้างขยำขากางเกงแน่นเพื่อระงับอาการประหม่า มองดูแล้วทั้งน่ารักและน่าเอ็นดูอย่างที่ใครหลายคนคิดเช่นกัน

 

ไม่อยากยอมรับเลย แต่เขาแม่งตรงสเป็กผมทุกอย่าง

 

ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่ยังรักใครสักคนเป็น ผมคงไม่ลังเลเข้าไปทำความรู้จักกับเขา ทว่าตอนนี้กลับทำได้แค่มองแล้วปล่อยผ่านไป

 

ก็เหมือนกับการเจอคนมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่มีใครอยู่กับเราตลอดไป สักวันก็ต้องแยกย้ายจากกันไปอยู่ดี

 

“ไอ้กรรณเป็นไงบ้างวะ”

 

จมจ่อมอยู่กับภวังค์อยู่นาน ในที่สุดเสียงของใครคนหนึ่งก็ปลุกให้ผมได้สติกลับไปมองยังต้นเสียง และที่ตรงนั้นก็มีผู้สอบสัมภาษณ์คนสุดท้ายของภาคเคมียืนอยู่

 

เขากลับออกมาแล้ว สีหน้าดีกว่าตอนเดินเข้าไปเยอะเลย

 

“หูย กระจอก”

 

“หมายถึงคำถามหรือมึง”

 

“คำถามดิ ง่ายๆ เบๆ”

 

เจ้าตัวพูดจ้อปากยื่นปากยาว ก่อนเดินผ่านแถวของเด็กภาคโยธาไปโดยไม่หันมามองแม้แต่เสี้ยว

 

“ลำดับต่อไป เป็นภาคโยธาค่ะ ถ้าขานชื่อใครแล้วรีบเข้าห้องสัมภาษณ์เลยนะคะ คนแรก...”

 

“...”

 

“นายโยธา ธนวันต์โยธา”

 

ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินไปยังหน้าห้องสอบสัมภาษณ์ตามคำเรียกขาน แทนที่จะหมุนลูกบิดประตูเข้าไปในทันที กลับมีเสี้ยวหนึ่งในห้วงความรู้สึกที่สั่งให้ผมหันกลับไปมองข้างหลัง

 

และแน่นอนผมเห็นเขา...

 

คนที่น่ารักคนนั้นค่อยๆ เดินห่างออกไปจนลับสายตา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[ วันที่เราได้คุยกันครั้งแรก ]

 

 

ปีหนึ่งในคณะถูกเรียกมารวมตัวเพื่อถ่ายรูปติดบัตรนิสิต หลายคนเริ่มบ่นระงมเพราะตากล้องแม่งไม่ให้ความร่วมมือสักเท่าไหร่ กดชัตเตอร์เพียงครั้งก็ปัดมือไล่ให้พ้นทาง เลยไม่ต้องเดาว่าภาพจะออกมาในรูปแบบไหน

 

“รูปติดหน้าเราไปอีกสี่ปีอะ ช่วยถ่ายให้ดูดีหน่อยก็ไม่ได้”

 

“มึงไม่หล่อถ่ายยังไงก็ไม่หล่อปะวะ”

 

“คร้าบ พ่อลีโอนาโดตอนวัยหนุ่ม”

 

“ไอ้สัดอย่าเอาความจริงมาพูด เขิน!

 

ประเด็นดังกล่าวกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างเมามันโดยกลุ่มเพื่อน คนไหนถ่ายรูปแล้วต้องกลับมานั่งในแถวรอจนกว่าเพื่อนทั้งคณะจะถ่ายรูปเสร็จครบทุกคน

 

ช่วงเวลานี้แหละที่น่าเบื่อสุดๆ ผมเข้ามาเรียนที่นี่โดยไม่มีเพื่อนสนิท ส่วนใหญ่ไปไหนมาไหนก็ตามกันเป็นกลุ่มใหญ่ซะมากกว่า ดังนั้นจึงไม่ค่อยได้เข้าไปร่วมวงสนทนาของใครอย่างจริงจัง นอกจากรับฟังอยู่เงียบๆ ทว่านานเข้ามันก็รู้สึกเบื่อไม่น้อยเหมือนกันเลยกะปลีกวิเวกด้วยการหนีไปเข้าห้องน้ำ

 

พลั่ก!

 

ซ่า~~

 

หลังหมุนลูกบิดประตูเข้าไปทั้งเสียงของน้ำและภาพความวุ่นวายที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้ยืนอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง เพราะใครบางคนได้ก่อเรื่องด้วยการทำก๊อกน้ำแตกจนเจิ่งนองไปทั่วพื้นที่

 

“ฮือ...ไฟฟ้า...ชะ ช่วยกูด้วย”

 

น้ำเสียงติดเหนื่อยล้าเอ่ยร้องขอกับผม ยามเขาช้อนตามองหัวใจที่เคยเต้นราบเรียบก็กลับมารัวกระหน่ำโครมครามไม่หยุด

 

ใช่ เป็นคนน่ารักคนนั้น...

 

ผิดแค่ไม่มีรอยยิ้มแสนสดใสประทับอยู่ หนำซ้ำดูเหมือนเจ้าตัวจะเบะปากเตรียมร้องไห้ออกมาแล้วด้วย ทั้งเนื้อทั้งตัวเปียกปอนตั้งแต่เส้นผม ใบหน้าขาว ลามไปถึงเสื้อนิสิตที่แนบเนื้อจนเห็นไปถึงข้างใน

 

ผมกลืนน้ำลายลงคอก่อนคว้าผ้าขี้ริ้วซึ่งอยู่ใกล้ๆ แล้วตีหน้านิ่งเดินเข้าไปประชิดคนตัวเล็กกว่า นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่เราใกล้กันมากขนาดนี้ ใกล้...จนสามารถมองเห็นหยดน้ำซึ่งเกาะพราวอยู่บนขนตาฉ่ำชื้นได้อย่างชัดเจน

 

กว่าจะดึงสติกลับมาสนใจก๊อกน้ำและจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ เวลาก็ผ่านไปนับนาที

 

“กูขอบคุณมึงมากเลยนะ ไอ้ก๊อกมันเล่นกูแล้วไง ฮือแม่ง...”

 

เบื่อที่จะคิดแบบนี้แล้วแต่ผมเอาประโยคบ้านี่ออกจากหัวไม่ได้สักที

 

โคตรน่ารัก โคตรน่ารักเลยไอ้เหี้ย!

 

“อืม” ในใจคิดอย่างหนึ่ง แต่ตอนตอบกลับจำต้องรักษาอาการ

 

“นี่ต้องบอกแม่บ้านให้พาช่างมาซ่อมมั้ย”

 

“บอก”

 

“มึงโกรธกูอ่อ ที่กูทำมึงเปียก”

 

“...”

 

ตัวผมหากเปียกคงไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าเขาเปียกกลัวว่าจะไม่สบายเอาง่ายๆ ตัวก็บางแค่นี้ ลองนึกสภาพตอนถูกบีบแขนกระดูกคงหักคามือเอาง่ายๆ

 

“เดี๋ยวนี้หยิ่งเหรอ คีพลุคเชียว”

 

“เรารู้จักกันด้วยหรือไง”

 

เจ้าตัวทำหน้าเหวอ ที่หลุดปากพูดเพราะไม่อยากให้เข้าใจผิดคิดว่าผมคือไฟฟ้า ทว่าช่วงเวลาที่เราอยู่ใกล้กันมากเกินไปมันกลับทำให้เค้นเสียงพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้แม้กระทั่งวิธีแนะนำตัวอย่างตรงไปตรงมา

 

“ดูใช้คำพูดคำจา โกรธอะไรขนาดนี้วะ คือถ้ากูทำให้เสื้อเปียกมึงถอดมาดิ เดี๋ยวกูเอาไปผึ่งให้” คนตัวขาวยื่นมือมาตรงหน้าพลางกระดิกนิ้วระรัว

 

“ไม่ต้อง”

 

“ตามใจ ยังไงก็ขอบใจมาก”

 

“อืม”

 

พูดคุยด้วยประโยคสั้นๆ ได้ไม่นานเขาก็เป็นฝ่ายเดินออกไปก่อน ณ ขณะนั้นเองที่ในหัวผุดประโยคหนึ่งที่อยากพูดที่สุดออกมา แต่ในความเป็นจริงคงทำได้แค่ปล่อยให้มันวิ่งวนในความคิดเท่านั้น

 

หวัดดีกูชื่อโยธา ยินดีที่ได้รู้จัก

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากวันนั้นก็ยังมีสถานการณ์ที่ทำให้เขาเข้าใจผมผิดอีกครั้ง

 

ด้วยความที่ช่วงเย็นที่ว่างภายในโรงอาหารมักจะเต็มเสมอ จึงไม่แปลกใจเท่าไหร่หากเราจะขอแชร์โต๊ะกับเพื่อนร่วมคณะหรือแม้แต่คนที่ไม่รู้จักกันเลย ทว่าสิ่งที่ไม่เคยคิดมาก่อนคือจู่ๆ สายตาก็ดันบังเอิญเห็นไอ้ตัวเล็กคนนั้นนั่งกินข้าวอยู่ตามลำพัง และพื้นที่ข้างตัวเขายังว่างอยู่

 

“นั่งไหนดีวะสัด ตรงโน้นมั้ย” เพื่อนผมถามหน้ายู่ ดูมันจะปวดหัวกับการที่เห็นคนเยอะแบบนี้ซะทุกครั้ง

 

ทว่าผมไม่รอฟังรีบสาวเท้าตรงไปหาใครอีกคนทันที พอเห็นดังนั้นคนที่เหลือจึงพากันเดินตามมา หลังหันซ้ายมองขวาอยู่พักหนึ่ง

 

“ตรงนี้ว่าง นั่งกัน”

 

ไม่พูดพร่ำทำเพลง ผมวางจานข้าวลงบนโต๊ะพลางทิ้งตัวนั่งข้างคนตัวเล็ก อีกฝ่ายเหมือนจะแปลกใจนิดหน่อยก่อนได้สติเอ่ยทักทายด้วยเสียงสดใส

 

“ไฟฟ้า” และยังคงเป็นอีกครั้งที่เขาเรียกผมด้วยชื่อของน้องชายฝาแฝด

 

“มีไร”

 

น่าแปลกแทนที่คราวนี้มีโอกาสได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการแต่ผมกลับยังทำหน้ามึนปล่อยให้เขาเข้าใจผิดต่อไป คงเพราะคิดว่าอีกฝ่ายอาจสะดวกใจพูดคุยกับคนอัธยาศัยดีอย่างไอ้ไฟมากกว่า จึงปล่อยเลยตามเลย ทำเนียนสวมรอยเป็นใครอีกคนที่บุคลิกต่างกันสุดขั้ว

 

ขณะที่เพื่อนร่วมโต๊ะเห็นเข้าก็ตั้งท่าอ้าปากแก้ต่างให้ แต่ผมไวกว่านั้นรีบใช้เท้าสะกิดอีกฝ่ายใต้โต๊ะพร้อมส่ายหน้าเบาๆ แน่นอนว่ามันรับรู้และให้ความร่วมมืออย่างดี

 

“มากินข้าวกับเพื่อนอ่อ” ตอนถามก็โคตรน่ารัก ตาโตๆ ปากงุ้ยๆ ท่าทางที่เห็นไม่ต่างจากเด็กตัวน้อยๆ เลย

 

“อืม”

 

“ส่วนกูมากินคนเดียว”

 

“ใครอยากรู้”

 

“ใจเหี้ยมว่ะ” เขาพูดเสียงอ่อยก่อนจะเบิกตาโพลง “ซื้อข้าวตามกูเหรอ”

 

“ตลกละ”

 

จริงด้วย เรากินข้าวราดแกงเมนูเดียวกันจากร้านเดียวกันเป๊ะ

 

“นี่ที่วันนั้นไปถ่ายรูปอะกูได้บัตรแล้วนะ” เปลี่ยนหัวข้อเก่งฉิบ คุยเรื่องข้าวไม่ทันไรก็หันมาคุยประเด็นบัตรนิสิตหน้าตาเฉย “ยอมรับว่ามันเหี้ยมากแต่กูไม่มีอะไรจะอาย”

 

มือบางวางช้อนและส้อม จากนั้นจึงหันไปล้วงเอาบัตรนิสิตที่เพิ่งถ่ายไม่นานออกมาจากกระเป๋าสตางค์ แล้วจัดการยื่นให้ผมดูอย่างจริงใจ

 

ทันทีที่รับบัตรมาผมก้มมองชื่อและรูปของเขาเป็นอันดับแรกๆ เห็นหลายคนบ่นเหมือนกันว่าตากล้องโคตรทำร้ายเด็กปีหนึ่ง แต่ประเด็นนี้ไม่สามารถทำร้ายเขาได้ เพราะรูปยังคงดูดีและเผยความสดใสออกมาจากแววตา

 

“ชื่อกรรณยุคล?” ความจริงผมจำได้ดี...

 

เพราะชื่อนี้ถูกขานเรียกหลายครั้งในวันสอบสัมภาษณ์เข้าคณะ

 

“แปลว่าหูสองข้าง”

 

พรวด!!

 

เชี่ย เพื่อนกูแม่งเผลอพ่นน้ำออกมาทันที หลังได้ยินประโยคแนะนำตัวพร้อมบอกความหมายเสร็จสรรพ เกิดมาเพิ่งเคยได้ยินคนชื่อสวยแต่ความหมายแปลกสัดๆ เป็นครั้งแรก ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน ไม่รู้ต้องแสดงสีหน้าแบบไหนแต่การตีหน้านิ่งอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด

 

“กูเอาบัตรให้มึงดูแล้ว มึงก็ช่วยเอาบัตรตัวเองมาให้ดูด้วยดิ”

 

“แล้วทำไมต้องให้ดู”

 

“จะได้รู้ว่าที่มันเหี้ยเป็นเพราะกล้องหรือว่าเป็นที่หน้า”

 

“เป็นเพราะหน้า”

 

“เกินไปมั้ยคนเราอะ”

 

“กินข้าวเงียบๆ ไป รำคาญ”

 

“วันก่อนมึงยังวอแวกูจนน่ารำคาญเลย โด่”

 

บ่นกระปอดกระแปดเสร็จก็กลับมาจับช้อนขยับมือตักข้าวใส่ปากต่อ การได้นั่งใกล้ชิดกันในช่วงเวลาหนึ่งทำให้พอรับรู้ตัวตนของอีกฝ่ายมากขึ้น เขาเป็นคนแสดงออกไม่ซับซ้อน มองออกง่าย และจริงใจ

 

ท่ามกลางความวุ่นวายในโรงอาหารแต่โต๊ะเราดันเงียบผิดปกติ ผมก็ได้เห็นถึงความพยายามของเขาที่อยากชวนคุยอยู่หลายครั้งหลายครา ด้วยความสามารถพิเศษที่สามารถพูดจ้อไม่หยุด เลยทำให้บรรยากาศภายในโต๊ะของเราไม่เงียบเหงาอีกต่อไป

 

Rrrr - - Rrrr - -

 

ช่วงท้ายที่คนตัวเล็กกำลังจ้วงข้าวอย่างรวดเร็วเสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขัดจังหวะ ผมนั่งฟังเจ้าตัวพูดอย่างเงียบๆ ไม่นานดวงตาใสแจ๋วพลันหันมาช้อนตามองพร้อมเอ่ยอ้อนวอนอย่างน่าเอ็นดู

 

“คือเดี๋ยวกูต้องไปสั่งข้าวให้เพื่อนก่อนอะ” ผมพยักหน้ารับรู้แต่อีกฝ่ายยังคงอธิบายเพิ่มจนเห็นภาพชัดเจนระดับเอชดี “เพื่อนอยากกินข้าวซอยน่องไก่ใส่ลูกชิ้นหมูด้วย แล้วคือถ้ากูลุกจะไม่มีคนเฝ้ากับข้าวให้กู ยังไง...พวกมึงช่วยนั่งรอแป๊บนึงได้มั้ย”

 

ผมตอบรับด้วยการพยักหน้าเป็นครั้งที่สอง เขาทำหน้าดีใจก่อนวิ่งแจ้นไปยังร้านข้าวอย่างรวดเร็ว

 

“เราต้องรอมันอีกปะ” ทุกคนกินข้าวหมดแล้ว ดังนั้นไม่แปลกที่เพื่อนร่วมกลุ่มจะเอ่ยถาม

 

“พวกมึงไปก่อนเลยก็ได้ เดี๋ยวเจอกันที่ร้าน”

 

“เอางั้นเหรอ”

 

“อืม”

 

“โอเค งั้นมึงรีบตามมานะ”

 

เพื่อนผมต้องรีบไปดูกีตาร์ที่มันจองไว้กับร้าน ดังนั้นจึงไม่อยากรั้งให้รออยู่นาน มีเพียงผมที่ไม่ได้รีบเร่งใดๆ

 

แม้ที่ผ่านมาการนั่งอยู่ในพื้นที่สาธารณะจะทำให้ถูกมองจากคนโดยรอบจนรู้สึกอึดอัด ทว่าครั้งนี้ผมกลับแปลกใจตัวเองไม่น้อยที่ยอมนั่งเฝ้าโต๊ะให้กับคนที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อของผมจริงๆ

 

ผมนั่งรอ เต็มใจรอ

 

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรคิดยังไงกับเขา แต่หวังลึกๆ ว่าวันหนึ่งจะได้เป็นเพื่อนและมีโอกาสทำความรู้จักตัวตนของกันและกันมากกว่าเดิม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[ รูมเมทคนใหม่ ]

 

 

“โยธา พอดีมีเจ้าหน้าที่หอแจ้งข่าวมาว่ะ”

 

“ว่า?”

 

“เขาขอความร่วมมือให้คนที่สามารถนอนร่วมห้องกับคนที่เปิดไฟได้ตลอดทั้งคืนแจ้งชื่อเข้ามา และกูก็เบื่อขี้หน้ามึงแล้วเลยจะขอย้ายห้อง”

 

“เรื่องของมึงดิ”

 

อยู่กับไอ้ไฟมาตั้งแต่เด็กจนโต พอย้ายเข้ามาอยู่หอมหาลัยเราก็ยังนอนเตียงตรงข้ามกันอีก ถึงแม้ผมจะกลับห้องดึกดื่น หรือตัวมันที่ปลีกวิเวกไปนอนคอนโดส่วนตัวอยู่บ่อยๆ แต่เมื่อนับรวมแล้วเราก็ยังใช้เวลาส่วนใหญ่ด้วยกันอยู่ดี

 

“ถ้ากูย้ายมึงก็ต้องมีรูมเมทใหม่ด้วย ยอมรับได้ใช่มั้ย”

 

“อือ ปกติก็ไม่ค่อยอยู่ห้องอยู่แล้ว”

 

“งั้นถือว่าโอเค รูมเมทมึงชื่อก้องนะเว้ย ส่วนกูจะย้ายไปอยู่กับไอ้กรรณ มันนอนปิดไฟไม่ได้เพราะชอบฝันร้าย มึงลองคิดดูดิ คนคนหนึ่งต้องนอนแบบไม่ปิดไฟตั้งแต่เล็กจนโตอะ โคตรน่าสงสาร” ผมชะงัก เงยหน้าจากหนังสือการ์ตูนเพื่อสบตากับน้องชาย

 

“มึงสนิทกับเขาเหรอ”

 

“ประมาณนึง คุยกันบ้างตอนทำกิจกรรมคณะ”

 

“ไม่ได้สนิทมากแต่อยากย้ายเข้าไปอยู่ด้วยเนี่ยนะ”

 

“ถ้ามึงได้รู้จักมันคงอยากอยู่ด้วยแน่นอน แม่งเหมือนลูกหมาซนๆ อะ อยู่ใกล้แล้วสบายใจดี”

 

พอได้ยินคำว่าลูกหมา ในหัวพลันนึกถึงใครคนนึงขึ้นมาดื้อๆ

 

เขาหน้าเหมือนหมาสักพันธุ์ที่ผมนึกชื่อไม่ออก หูยาวๆ หน้าตาทะเล้น สี่ขาสั้นเพียงคืบ เวลาวิ่งทีจะน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ คิดมาถึงตรงนี้เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าอะไรผลักดันให้ผมถามคนตรงหน้าต่อ

 

“รูมเมทใหม่ชื่ออะไรนะ”

 

“ก้อง ภาคเคมี”

 

“ไม่ๆ หมายถึงคนที่มึงจะย้ายไปอยู่ด้วยอะ”

 

“อ๋อชื่อกรรณ กรรณยุคล”

 

“...!!

 

เด็กปีหนึ่งที่เข้ามาเรียนคณะนี้มีหกร้อยกว่าชีวิต แต่ไม่คิดว่าโลกจะกลมถึงขนาดเหวี่ยงใครคนหนึ่งเข้ามาใกล้มากขนาดนี้

 

“ไฟ”

 

“อะไร” เสี้ยววินาทีในการตัดสินใจเริ่มขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็ว

 

“จะเป็นอะไรมั้ยถ้ากูอยากให้คนชื่อกรรณย้ายมาอยู่กับกูแทน” คนฟังเบิกตากว้าง อ้าปากหวอคล้ายกับไม่เชื่อหู แน่ล่ะ...มันคงไม่ชิน เพราะปกติผมมักไม่ยุ่มย่ามกับใครเป็นพิเศษอยู่แล้ว

 

“ขอเหตุผลดีๆ สักข้อหน่อย”

 

“ไม่รู้ว่ะ”

 

“มึงรู้จักมันเหรอ”

 

“เปล่า แค่มันเคยเข้าใจว่ากูเป็นมึง”

 

“น่าสงสารฉิบหาย ถึงกูจะอยู่กับใครก็ได้ที่ไม่ใช่มึงแต่คราวนี้กูไม่ยอมนะเว้ย”

 

“ไฟ”

 

“โอเค คราวนี้ขอเหตุผลชัดๆ มาเลยเดี๋ยวกูพิจารณาเองว่าจะยอมเปลี่ยนรูมเมทกับมึงหรือเปล่า”

 

“ไม่แน่ใจว่ะ”

 

“งั้นหมดสิทธิ์”

 

“กูไม่เคยมีความคิดอยากเข้าไปทำความรู้จักกับใครมาก่อน แต่คนคนนี้...”

 

“...”

 

“กูขอแล้วกัน”

 

“ก็แค่นั้น”

 

ในที่สุดเจ้าหมาตัวน้อยก็ย้ายเข้ามาอยู่ร่วมห้องกับผม นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าการตัดสินใจของตัวเองผิดพลาด ผมคิดผิดถนัดที่เลือกเขา ผิดจนไม่น่าให้อภัย

 

“ฮื้ออออ น้ำแม่งเย็นที่สุดในโลก” กายขาวเดินออกมาจากห้องน้ำ เอาแต่งอแขนกอดตัวเองกลับมายืนตรงมุมห้อง ผ้าขนหนูผืนเล็กนั้นปกปิดแค่ร่างกายช่วงล่าง ทว่าตั้งแต่ต้นขาลงไปก็ไม่มีอะไรปิดบังจนสังเกตเห็นหยดน้ำเกราะพราวตามร่างกายอย่างชัดเจน ยิ่งตอนขยับตัวทำเอาผมที่ลอบมองอยู่หัวใจแทบวาย จำฝืนกลืนน้ำลายลงคออึกแล้วอึกเล่า

 

“โยธา มึงก็ไปอาบน้ำได้แล้ว”

 

“อือ คิดว่าอย่างนั้นเหมือนกัน” ผมรีบคว้าผ้าเช็ดตัวกึ่งเดินกึ่งวิ่งโดยไม่สบตากับอีกฝ่าย

 

จัดการปิดประตู ลงกลอน ก่อนก้มมองดูส่วนกลางกายของตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตาเท่าไหร่นัก

 

สัด ทำเอาแข็งเลย...

 

ไม่คิดว่าแค่คนคนหนึ่งที่คาดเพียงผ้าขนหนูหลังอาบน้ำเสร็จจะเร้าอารมณ์คนมองเท่าครั้งนี้มาก่อน เลยต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเปิดน้ำเย็นๆ ราดลงบนผิวเพื่อดับความร้อนรุ่มที่กำลังคุกรุ่นอยู่ภายใน

 

ส่วนแผนการอยู่ร่วมกันในอนาคต

 

เพื่อหลีกเลี่ยงภาพชวนเรียกเลือดนั้น ผมตัดสินใจอยู่บาร์กับพี่ชายให้นานขึ้น และจะกลับห้องหลังจากเจ้าลูกหมาตัวน้อยเข้านอนไปแล้วเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

[ คิดแผนทำแบบสอบถาม ]

 

 

คนใกล้ชิดมักรู้ว่าผมชอบทำอะไรอ้อมโลก ไม่ยอมบอกความรู้สึกออกไปตรงๆ เพราะกลัวจะเสียฟอร์ม ครั้งนี้ผมเลยต้องมานั่งกุมขมับเพราะไม่รู้จะเข้าหาอีกฝ่ายยังไงโดยที่ไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง

 

ตั้งแต่อยู่ร่วมห้องกันมา เป็นบีเกิลที่พยายามเข้าหาผมตลอด ดูก็รู้ว่าอยากสนิทด้วย แต่เป็นผมที่ตั้งกำแพงสูงไปเองแม้ความเป็นจริงมันจะพังทลายจนไม่เหลือซากในวันที่เขาย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันแล้วก็ตาม

 

“คิดอะไรอยู่วะ แดกๆ” เสียงของนิวตันดังเรียกสติ

 

ยังเป็นอีกหนึ่งคืนที่แวะเวียนมา 15th November หลังปิดร้านเรามักนั่งรวมตัวกันแบบนี้เสมอ คืนนี้นอกจากพี่นพที่นั่งประจำอยู่ด้านในเคาน์เตอร์บาร์แล้ว คนที่อาสาชงเครื่องดื่มให้ยังมีพี่ชายคนโตของผมซึ่งยืนอยู่ด้วยอีกคน

 

“นิว ถ้ามึงอยากรู้จักใครสักคนมากๆ แต่เราไม่กล้าพอมึงจะทำยังไงวะ”

 

“คำถามปัญญาอ่อนฉิบหาย ก็กล้าซะสิ หรือมึงอยากซับซ้อนกว่านั้น” แม่งพูดพลางกระดกเบียร์ไม่หยุด

 

“ถ้ามันง่ายคงไม่ถามมึงหรอก”

 

“แค่ทำอย่างที่มึงเคยทำสิวะ ใช้ความฮอตเหมือนตอนอ่อยสาวที่ร้านให้เป็นประโยชน์หน่อย”

 

“ไม่เหมือนกัน”

 

“คนนี้จริงจัง?”

 

“คนนี้เป็นเพื่อน อยากคบแบบเพื่อน” ผมเน้นหนักในคำสุดท้ายเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าเขาไม่เหมือนใคร ทั้งใสซื่อและอ่อนโยน ซึ่งตรงข้ามกับผมลิบลับ “แต่กูดันพลาดทำเป็นไม่สนใจเขาก่อนไง กลับลำตอนนี้แม่งจะดูแปลกไปปะวะ”

 

“โอยยยย มึงจะมารักษาหน้าอะไรตอนนี้ มัวแต่ฟอร์มบอกเลยว่าอดแดกแน่นอนลูกพี่”

 

ได้ยินคำแนะนำกึ่งบ่นจบก็ไม่รู้ว่าควรพูดหรือถามอะไรต่อนอกจากคว้าเบียร์กระดกดื่ม นั่งคิดเรื่อยเปื่อยต่อไปจนกระทั่งนิวตันเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง

 

“เอางี้ดิ ทำอย่างที่มึงเคยทำสิ” ถึงกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “แบบสอบถามไง เนี่ย จะรู้จักอีกฝ่ายให้มากขึ้นไม่จำเป็นต้องถามตรงๆ มึงสร้างแบบฟอร์มแล้วเอาไปให้มันทำเลย”

 

เป็นความคิดที่ไม่เลว เพราะเคยใช้ได้ผลครั้งหนึ่งตอนทำความรู้จักกับเพื่อนสนิทสมัยมัธยม

 

“แล้วต้องทำอะไรบ้างวะ”

 

“สัดโย มึงเป็นน้องกูจริงปะเนี่ยทำไมโง่จัง”

 

“ก็เพราะเป็นน้องมึงไงกูถึงได้โง่”

 

“วอนตีนฉิบหาย”

 

มันตั้งท่าปาแก้วเปล่าข้างตัวใส่ผม ถ้าไม่ติดว่าดันหันไปเจอสายตาเอาเรื่องของพี่นพที่มองเป็นเชิง วางลงไอ้เหี้ยซะก่อน

 

“สรุปจะให้แนะนำมั้ยว่าควรถามอะไรบ้าง”

 

“อือ” ผมไม่รอช้าหยิบมือถือขึ้นมารอพิมพ์อย่างกระตือรือร้น

 

“เวลาอยากรู้จักใครคำถามต้องเริ่มด้วยเรื่องทั่วไปก่อนถึงค่อยลงลึก เช่น...เคยจูบกับใครมั้ย จูบเก่งหรือเปล่า หรือนี่เลยคำถามคลาสสิกของกู...เคยมีเซ็กซ์ยัง”

 

“นิว”

 

“ฮะ?”

 

“เมื่อก่อนกูเคยคิดว่ามึงแม่งโคตรไร้สาระสัดๆ เลยว่ะ แต่ตอนนี้กูรู้แล้ว...”

 

“...”

 

“ความจริงมึงไร้สาระกว่าที่กูคิดเยอะเลย”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[ เขาผูกเนคไทให้ผมครั้งแรก ]

 

 

เปิดเทอมมีแต่เรื่องตื่นเต้นเสมอ ส่วนใหญ่ก็มักมีประสบการณ์ครั้งแรกร่วมกันหลายเรื่อง อย่างเพื่อนผู้หญิงร่วมภาคที่พากันวิ่งวุ่นไปทั่วใต้ตึกคณะเพื่อถามว่ากระดุมนิสิตต้องติดยังไง ไอ้ห่วงกลมๆ บ้าบอนั่นมาจากไหน ส่วนฝั่งหอชายไม่น้อยหน้าเพราะช่วยกันหาวิธีผูกไทไม่ต่างกัน

 

หลายคนถามจากรุ่นพี่ก่อนส่งต่อความรู้มายังเพื่อนในกลุ่ม บางคนหาทางออกให้ตัวเองด้วยการเปิดคลิปดูวิธีการผูกเนคไทจากยูทูป แป๊บๆ ก็เรียนรู้และผูกเป็นอย่างคล่องแคล่ว ส่วนผมเหนือกว่านั้น...

 

ด้วยคิดว่ามันคือส่วนที่ไม่สำคัญที่สุดของยูนิฟอร์มก็เลยตัดสินใจไม่ผูก

 

คิดว่าใครต่อใครคงไม่มาสนใจผมนักหรอก ทว่ากลับผิดคาดงานเข้ากะทันหัน ผมถูกรุ่นพี่เรียกพบแล้วออกคำสั่งแกมบังคับให้แต่งตัวถูกระเบียบเหมือนกับคนอื่นๆ ถึงจะไม่เข้าใจเหตุผลมากนัก แต่เพราะเป็นกฎจึงต้องทำตามอย่างไม่มีเงื่อนไข

 

วิธีการผูกเนคไท

 

คือข้อความที่พิมพ์ลงไปในช่องค้นหาของยูทูป แน่นอนหลังกดเอนเทอร์ คลิปวิดีโอมากมายก็ปรากฏอยู่ในม่านสายตา ผมเลือกคลิกไปยังวิดีโอที่มียอดคนดูสูงสุดเพราะคิดว่ามันน่าจะเข้าใจง่าย แต่เอาเข้าจริงกลับตรงกันข้าม

 

แม่งยากจังวะ หรือเพราะตัวอย่างสอนผูกกลับด้านจากซ้ายไปขวา มือไม้ผมถึงได้พันกันสะเปะสะปะจนวุ่นวาย

 

“ทำอะไรอะ”

 

“ก็เห็นอยู่หนิ” ผมเงยหน้ามองเจ้าบีเกิลที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำเสี้ยวหนึ่ง ก่อนก้มหน้ามุ่งมั่นกับการผูกเนคไทต่อ วันนี้ต้องได้ ถ้าไม่ได้กูไม่ไปเรียน

 

“ไม่เคยผูกเหรอ” เสียงใสถามกลับมาอีกรอบ

 

“อืม”

 

“งั้นเดี๋ยวขอเปลี่ยนเสื้อก่อนจะมาช่วย”

 

“ไม่เป็นไร” ปากบอกส่งๆ แต่ในใจกลับคาดหวัง

 

มีแอบชำเลืองมองคนตัวเล็กที่กำลังหยิบชุดนิสิตออกมาสวมเป็นครั้งคราว ไอ้ลูกหมาตัวนี้แต่งตัวเร็วมาก กระฉับกระเฉงและพลังงานล้นเหลือ เพียงไม่นานเขาก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผมซะแล้ว

 

“มานี่ จะสอนผูกให้ ลุกขึ้นยืนก่อน” ราวกับต้องมนต์ เพียงแค่ได้ยินคำสั่งนั้นร่างกายมันก็ทำตามอย่างว่าง่ายโดยแทบไม่เสียเวลาคิดไตร่ตรองใดๆ ด้วยซ้ำ

 

“โคตรยาก”

 

“รู้น่า ตอนแรกๆ กูก็ผูกไม่เป็นเหมือนกัน พ่อเลยช่วยสอน แล้วนี่คิดยังไงถึงจะหัดใส่ไทเนี่ย”

 

“รุ่นพี่บอกมา”

 

“น่าสงสารฉิบหาย อะ! ไหนเอามาให้กูดูหน่อย” บีเกิลแบมือรอรับเนคไท หลังได้รับมาเขาเขย่งปลายเท้าแล้วพาดเนคไทสีกรมท่าไว้บนท้ายทอยของผม ซึ่งส่งผลให้ระยะห่างระหว่างเราลดน้อยลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย

 

ขนตาแพยาว ดวงตากลมโตที่กำลังจดจ้องสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ จมูกโด่งเล็กๆ กับปากน่าเอ็นดูที่ถ้าได้แตะแล้วคงนุ่มนิ่มเหมือนกับเยลลี่ แก้มใสมีเลือดฝาดพาดผ่าน ยามขยับตัวผมได้กลิ่นครีมอาบน้ำยี่ห้อโปรดของเขาจางๆ ส่งผลให้สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะหนึ่ง

 

ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้

 

“ดูนะ ก่อนอื่นเลยให้สังเกตตรงปลายก่อน ตั้งแต่ต้นจนถึงปลายของเนคไทจะกว้างไม่เท่ากัน มึงต้องดูว่าปลายด้านไหนกว้างกว่า ถ้ารู้แล้วก็เอาด้านนั้นทับไว้แบบนี้” นอกจากอธิบายเขายังขยับมือทำเป็นตัวอย่างให้เห็นด้วย

 

ผมพยักหน้าเหมือนเข้าใจแม้ความจริงจะไม่เข้าใจอะไรเลยก็ตาม

 

สิ่งที่กำลังโฟกัสอยู่ไม่ใช่เนคไทตรงต้นคอ แต่เป็นใบหน้าจิ้มลิ้มของเขาต่างหากที่ชวนให้ใจสั่นไหว

 

“พอทับเสร็จแล้วใช่มั้ย เราก็ม้วนอ้อมไปข้างหลัง จากนั้นค่อยสอดปลายสายลงตรงช่องตรงนี้”

 

“...”

 

“เสร็จแล้วอ้อมมาข้างหน้าต่อ แล้วสอดลงตรงช่องว่างเหมือนเดิม มันจะมีปมอยู่ตรงนี้ถูกมั้ย” เจ้าบีเกิลเงยหน้าขึ้นมาประสานสายตากับผมคล้ายกับต้องการย้ำความเข้าใจ “ให้มึงสอดปลายเนคไทลงไป จากนั้นดึงขึ้น จัดให้เข้าที่...นี่ไง เสร็จแล้ว”

 

สองเท้าก้าวถอยหลัง ฉีกยิ้มสดใสหลังชื่นชมผลงานของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ

 

“ไม่เข้าใจตรงไหนมั้ย”

 

“ทุกตรง”

 

ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้น่ารัก ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงอยากขยับเข้าใกล้อีกหน่อย ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น แม้แต่ความคิดในหัวที่อยากจูบเขาสักครั้งก็ไม่เข้าใจ...

 

ทำไมวะ กับความรู้สึกที่ปิดตายมาตลอด ทำไมถึงมีคนทำลายมันลงอย่างง่ายดายเพียงแค่ยิ้มออกมา

 

“เชี่ย แล้วทำไมไม่ถาม” เจ้าตัวโวยวายหลังได้ยินคำตอบจากผม ทว่าท่าทางแบบนั้นกลับทำให้ต้องกลั้นยิ้มเพราะอยากรังแกใจแทบขาด

 

“ก็มัวแต่มองอยู่ไง”

 

“งั้นเอาใหม่”

 

“ไม่ต้อง”

 

“...”

 

“มึงผูกให้กูแล้วกัน”

 

“ไม่ได้ มึงต้องหัดผูกเอง เพราะพรุ่งนี้หรือวันอื่นๆ ก็ต้องทำอยู่ดี เดี๋ยวกูเอาของตัวเองมาผูกเป็นเพื่อนด้วยเผื่อจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น”

 

“มึงผูกให้กูเถอะ รำคาญ”

 

“แล้วถ้าเกิดพรุ่งนี้ผูกไม่ได้จะทำไง”

 

“ให้มึงทำ”

 

“มะรืนล่ะ?”

 

“มึงก็ทำ”

 

“ถ้าวันไหนกูไม่อยู่อะ”

 

“แค่ไม่ใส่”

 

“เอาแต่ใจว่ะ ตอนเด็กโดนพ่อสปอยล์มาเยอะ เสียคนเลยเห็นมั้ย”

 

ปล่อยเขาบ่นไป ถ้าผมยังใช้ความหน้ามึนเข้าสู้ยังไงอีกฝ่ายก็ต้องยอมอยู่แล้ว แปลกดี...เพื่อให้ตัวเองขยับเข้าใกล้กับคนตัวเล็กมากอีกหน่อยผมถึงกับต้องทำขนาดนี้

 

หลังจากสูญสิ้นศรัทธาในความรัก ผมไม่เคยรู้สึกหวั่นไหวกับใครอีกเลย

 

แต่กับคนคนนี้ ขนาดตั้งกำแพงตัวเองไว้ซะสูงเสียดฟ้า แค่เขาขยับเข้ามากำแพงในใจกลับหายไปราวกับว่ามัน

 

...ไม่เคยมีอยู่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[ มีบัดดี้เป็นเจ้าบีเกิล ]

 

 

“น้องๆ ครับในเมื่อเรานั่งจัดแถวตามภาคแล้ว พี่จะเริ่มกิจกรรมของวันนี้เลย กิจกรรมที่เราจะทำในวันนี้ก็คือ...สอยดาวหาคู่”

 

“กรี๊ดดดดดดด”

 

“เบาเสียงหน่อย ดิ้นเป็นไส้เดือนโดนน้ำร้อนเลย ที่ให้สอยดาวหาคู่เพราะทุกคนต้องมีบัดดี้เป็นของตัวเอง”

 

“วิดวิ้ว!

 

เสียงหวีดร้องยังคงดังระงมไปทั้งห้อง กว่าจะเงียบลงและเปิดโอกาสให้รุ่นพี่ปีสองซึ่งเป็นผู้ถือไมค์อธิบายขยายความต่อก็ใช้เวลาพักใหญ่

 

“หากทำกิจกรรมกันเสร็จพี่จะให้ทุกคนพูดคุยกับบัดดี้ของตัวเอง ระยะเวลาในการดูแลบัดดี้คือหนึ่งปี นั่นหมายความว่าจนกว่าจะจบปีหนึ่งทุกคนสามารถเทคของหรือให้กำลังใจคู่ของตัวเองได้เสมอ พี่อธิบายแบบนี้น้องๆ เข้าใจมั้ยครับ”

 

“เข้าใจ~

 

“ถ้าอย่างนั้นพร้อมจะเริ่มกิจกรรมหรือยัง”

 

“พร้อมมมมมมมม”

 

“ปีสอง พี่ขอต้นสอยดาวให้น้องปีหนึ่งหน่อยเร็ว”

 

วิธีการไม่ยากเลย รุ่นพี่จะปล่อยเราออกไปทีละแถวตามภาค หยิบเอากระดาษบนต้นสอยดาวคนละหนึ่งใบ คนสองคนที่มีหมายเลขเดียวกันก็จะได้คู่กัน ผมคลี่กระดาษซึ่งพับเป็นสี่เหลี่ยมสองทบออกจากกันอย่างไม่รีบเร่ง สายตาพลันสังเกตเห็นตัวเลขถูกเขียนไว้อย่างชัดเจน

 

125

 

“น้องๆ คงได้หมายเลขบัดดี้ของตัวเองแล้ว ทีนี้นี่คือกิจกรรมที่สอง ตามหาบัดดี้ของตัวเอง โดยพี่จะให้เวลาแค่ยี่สิบนาทีในการหา เป็นหน้าที่ของทุกคนแล้วที่จะวางแผนกันยังไง หากนับหนึ่งถึงสามจบพี่จะเริ่มจับเวลาเลยนะครับ หนึ่ง...สอง...สาม! เริ่มได้”

 

ห้องกิจกรรมเข้าสู่ความวุ่นวาย แต่ละคนวิ่งวุ่นจับทิศจับทางไม่ถูก ยังดีที่เรามีประธานรุ่นคอยจัดระเบียบให้เลยใช้เวลาไม่นานในการหาคู่ของตัวเอง ผมมองตามร่างบางของเจ้าบีเกิลอยู่ก่อนแล้ว เห็นเขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผู้ชายคนหนึ่ง หัวใจก็ค่อยๆ เย็นเยียบราวกับอยู่ในธารน้ำแข็ง

 

“เธอ...” แผ่นหลังถูกสะกิดเบาๆ ให้หันไปเผชิญหน้ากับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอผมยาว ตัวสูงเพรียวและมีลักยิ้มตรงแก้มทั้งสองข้าง

 

“เห็นเพื่อนบอกเธอได้หมายเลข 125 อะ”

 

“อ๋อ...” ผมก้มมองกระดาษในมือสลับกับมนุษย์ซุกซนซึ่งยืนห่างออกไปค่อนข้างไกล ในที่สุดก็ตัดสินใจได้ว่าจะไม่ปล่อยให้เขาหลุดมือไปอีก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม “เราไม่ได้หมายเลข 125 อะ”

 

“อ้าวเหรอ งั้นขอโทษด้วยนะ”

 

“ไม่เป็นไร”

 

ผู้หญิงคนนั้นเดินผละออกไปเพื่อตามหาบัดดี้ของตัวเองต่อ ส่วนผมย่ำเท้าไปข้างหน้า อาศัยจังหวะที่บีเกิลกับบัดดี้ของเขาแยกจากกันจึงสบโอกาสเดินเข้าไปทักทายกับผู้ชายคนนั้น

 

“หวัดดีกูชื่อโยธา”

 

“กูชื่อการ์ด ว่าแต่มึงมีอะไรเหรอ”

 

“มึงได้หมายเลขอะไร”

 

248 อะ”

 

“กูได้ 125 บัดดี้คือคนนั้น” ว่าแล้วไม่รอช้ารีบชี้ไปยังผู้หญิงมีลักยิ้มซึ่งกำลังเดินปะปนอยู่ในฝูงชนอันวุ่นวาย “แต่ว่ากูเข้ากับผู้หญิงได้ยาก เลยอยากถามว่าจะเป็นไปได้มั้ย...ที่เราจะแลกบัดดี้กัน”

 

“ฮะ?” คนตรงหน้าอ้าปากค้าง

 

“...”

 

“จะเปลี่ยนจริงดิ บัดดี้มึงแม่งน่ารักมากนะเว้ย”

 

แต่มีคนที่น่ารักกว่าไง แล้วมันเสือกเป็นบัดดี้มึง

 

“มึงอยากเปลี่ยนมั้ย”

 

“ต้องถามไอ้กรรณก่อนอะ ถ้ามันยอมเปลี่ยนกูยังไงก็ได้”

 

“งั้นถามตอนนี้เลยได้ปะ”

 

“โอเคๆ” จากนั้นอีกฝ่ายก็ผละออกไป

 

ผมมองสถานการณ์อย่างคาดหวัง ท่าทีของบีเกิลดูตกใจเล็กน้อยจนเดาไม่ออกว่าจะยอมเปลี่ยนแปลงหรือยึดคู่ของตัวเองตามเดิม จนในที่สุดไอ้การ์ดก็เดินกลับมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

 

“มันยอมเปลี่ยนแล้วเว้ย”

 

“จริงดิ ขอบคุณมากนะ”

 

“เฮ้ยไม่เป็นไร อะ! เอา 248 ไปเลย” เราแลกกระดาษกันจากนั้นจึงแยกย้าย

 

คนตัวเล็กยังคงยืนอยู่จุดเดิม กระทั่งเดินเข้าไปทักทายดวงตาใสซื่อพลันสบเข้ากับผมอย่างจัง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรทำยังไง เลยทำเนียนล้วงมือลงกระเป๋ากางเกง ขยับปากบอกตัวเลขอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ

 

“248”

 

“ใช่ 248” ต่างคนต่างเงียบไปก่อนเจ้าของร่างบางจะแนะนำตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง “กรรณ เคมี”

 

“โยธา โยธา”

 

“พูดโยธาสองรอบทำไม”

 

“กวนตีนเหรอ”

 

“ร้ายว่ะ สรุปมาขอเปลี่ยนคู่ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบ บัดดี้ของมึงไม่ดีเหรอ”

 

“เขาดีกว่ากูหมดแหละ แค่กลัวว่าจะดูแลได้ไม่ดีเฉยๆ”

 

“เลยเปลี่ยนมาดูแลกูงี้ บอกเลยนะ เทคกูน่ะได้กลับไปไม่คุ้มค่าหรอกเตือนไว้ก่อน”

 

“แค่ผูกเนคไทให้ทุกเช้าก็คุ้มแล้ว”

 

หนึ่งปีมันยาวนาน ดังนั้นการจะดูแลใครสักคนผมคาดหวังว่าจะต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด ซึ่งไม่ใช่ใครก็ได้

 

แต่ต้องเป็นแค่คนนี้...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[ ตอนที่ทำให้บีเกิลเป็นห่วง ]

 

 

“มึงแม่งจริงๆ เลย เลือดออกแล้วนั่น ทำแผลหน่อยมั้ย”

 

นิวตันวิ่งวุ่นหลังคู่อริตามมากระทืบผมคาร้าน

 

นับเป็นเรื่องที่แสนชินตา หลังสร้างความร้านฉานให้คู่รักระหองระแหงไปทั่ว ไม่แปลกหากการกระทำของผมจะทำให้ใครหลายคนไม่พอใจ ซึ่งแทนที่ผมจะเรียนรู้ทว่าความจริงกลับชินชากับมันไปซะแล้ว

 

“ไม่ต้อง กูว่าจะกลับหอเลย”

 

“ไหวเหรอวะ เห็นแบบนี้รูมเมทมึงไม่ช็อกตายไปเลยเหรอ”

 

“มันคงหลับไปแล้วล่ะ”

 

ไม่รอฟังคำทักท้วงผมปลีกตัวออกจากร้าน ขับรถกลับหอราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม้กลิ่นคาวเลือดจะคละคลุ้งไปทั่วร่างกายก็ตาม

 

เวลานี้บีเกิลคงหลับไปแล้ว แต่เพื่อไม่ให้เจ้าตัวตื่นขึ้นมาเห็นภาพแย่ๆ กลางคันจึงจัดการดึงฮู้ดขึ้นมาปิด คาดแมสก์ให้เรียบร้อย ก่อนไขประตูเข้าไปภายใน

 

โยธา...”

 

ผิดคาดไอ้ตัวเล็กยังไม่หลับ มันชันตัวขึ้นนั่งบนเตียง ขยี้ตาสองสามครั้งราวกับเด็กน้อยพลางถามเสียงผะแผ่วจนแทบกลืนหายไปในลำคอ

 

ด้วยไม่อยากทำให้ผิดสังเกตจึงไม่ตอบรับคำทักทายใดๆ รีบเบี่ยงฝีเท้า ก้มหน้าก้มตาเดินไปยังห้องน้ำเพื่อขจัดคราบเลือดที่เปื้อนบนใบหน้าออก ทว่าขยับได้ไม่เท่าไหร่ข้อมือกลับถูกรั้งเอาไว้โดยคนตัวเล็กกว่า

 

เป็นอะไร

 

จะไปอาบน้ำเกลียดเสียงแหบแห้งของตัวเองฉิบหาย

 

ตาไปโดนอะไรมา

 

ไม่มีอะไร

 

เจ้าตัวเอื้อมมือหมายจะจับ แต่ผมไวกว่านั้นรีบก้มหน้าหลบเลี่ยง เหมือนจะรอดตัวไปได้แต่ไม่กี่วินาทีถัดมาฮู้ดที่สวมอยู่ก็ถูกดึงลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว บีเกิลทำหน้าตกใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตารื้นอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้ผมโคตรโกรธตัวเองเลยว่ะ

 

ใครทำ

 

“เปล่า ละเมอเดินชนต้นไม้”

 

“คิดว่าตลกเหรอ”

 

“…”

 

เขายังไม่หมดความพยายามในการเอื้อมมือดึงแมสก์ซึ่งเป็นปราการด่านที่สองออก แต่คราวนี้ผมไม่ยอมพยายามปัดมือออกครั้งแล้วครั้งเล่าจนถูกดุ

 

ดื้อ!”

 

ไปนอนได้แล้ว

 

“จะให้นอนหลับได้ไงวะในเมื่อเป็นถึงขนาดนี้” เราต่างยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนราวกับต้องการเล่นสงครามประสาท หากเป็นคนอื่นคงไม่มีทางใจอ่อนยอมแพ้หรือด่ากลับไปแล้ว ทว่านี่คือบีเกิลคนที่เบะปากเตรียมร้องไห้อยู่รอมร่อ

 

ผมสงสารเขา นานเข้าจึงเริ่มใจอ่อนยอมเป็นฝ่ายถอดแมสก์ออกจากหน้าด้วยตัวเอง โอเค แผลอาจจะหนักนิดหน่อยแต่ไม่คิดว่าบีเกิลจะเล่นใหญ่ขนาดนี้ไง

 

ไปโรงบาลเถอะ แบบนี้ไม่โอเคแล้วนะ

 

ไม่เป็นไร

 

แล้วไม่เจ็บหรือไง

 

ไม่

 

ปากดีฉิบหาย

 

เขาวิ่งพล่านไปทั่วห้องเพื่อมองหากล่องยา ซึ่งโชคร้ายนิดหน่อยตรงที่มันไม่มียาหรืออุปกรณ์สำหรับทำแผลอยู่เลย

 

“กูจะไปบอกเพื่อน”

 

“เดี๋ยวเป็นเรื่องใหญ่”

 

“โยธา...งั้นมึงรอก่อนนะ กูจะออกไปร้านยาแทน”

 

“ไม่ต้อง” เป็นห่วง ไม่อยากให้ออกไปไหนเลย

 

“เงียบไปเลยอยู่นิ่งๆ เข้าไว้”

 

“จะลำบากทำไม”

 

“หยุดพูด! ห้ามไปไหน ย้ำ! ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด ถ้ากลับมาแล้วไม่เจอกูจะอาละวาด”

 

มือบางคว้ากระเป๋าสตางค์กับกุญแจรถวิ่งออกไป และเพราะเขาบอกแบบนั้นผมถึงไม่กล้าออกไปไหนนอกจากเดินวนไปเวียนมาด้วยความกระวนกระวายใจ เป็นครั้งแรกเลยมั้งที่รู้สึกว่าเวลาแต่ละวินาทีช่างผันผ่านไปอย่างเชื่องช้า

 

การรอคอยยาวนานราวกับโลกหยุดหมุน ผมอยากโทรหาเขาแต่ก็กลัวว่าจะขัดจังหวะการขับรถจนเกิดอันตราย ในใจได้แต่ก่นด่าตัวเองว่าไม่น่ากลับมาที่ห้องเลย ไม่น่าเลย...

 

ผมไม่เจ็บแผลสักนิด แต่ความรู้สึกมันจุกอกจนหายใจไม่ออก ภาวนาในใจว่าขอให้เขากลับมาโดยไว

 

“โยธากูมาแล้ว ไอ้ก้องก็มาด้วย” ในที่สุดการรอคอยก็เป็นผล “ร้านยาปิดหมดเลย”

 

“ไม่เป็นไร”

 

ร่างขาวชื้นไปด้วยเหงื่อ วิ่งถลาเข้ามาหา จับหน้าผมด้วยมือสั่นเทา

 

“จะไม่เป็นไรได้ไง เนี่ยๆ เลือดยังไหลอยู่เลย เมื่อกี้กูออกไปร้านยาแม่งเสือกปิดทุกร้าน หรือกูต้องวิ่งไปเคาะห้องเพื่อนทีละห้องดีเผื่อพวกมันจะมีอุปกรณ์ทำแผล แต่กูก็กลัวว่าถ้าเรื่องนี้ถึงหูผู้จัดการหอมึงจะโดนทำโทษไง เอาไงดีๆ”

 

เจ้าตัวพูดยาวเหยียดแทบหาจังหวะหายใจไม่เจอ น้ำเสียงสั่นเทา หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงถี่กระชั้นจนต้องเอื้อมมือไปลูบหัวเป็นการปลอบใจ

 

หรือความจริงแล้วที่ทำไปเพราะต้องการปลอบใจตัวเองกันแน่

 

“บีเกิลใจเย็น...”

 

“ถ้ามึงตายจะกลายเป็นผีเฮี้ยนมั้ยวะ”

 

“จะแช่งกูเหรอ”

 

“เอออยากแช่ง”

 

“เหนื่อยมั้ย”

 

“เหนื่อยดิ เนี่ยไปมาตั้งห้าร้าน มึงแม่งดื้อ ยอมไปโรงบาลแต่แรกก็จบ”

 

บาดแผลภายนอกไม่เจ็บแต่ในอกมันตื้อจนหายใจไม่ออก จะไม่ทำให้ลำบากหรือร้องไห้อีกแล้ว นี่เพราะผมแคร์เขามากใช่มั้ย

 

“ไม่ดื้อแล้ว”

 

“...”

 

“ขอโทษ...”

 

“...”

 

“ไปโรงบาลกัน”

 

ถ้าใช่ เขาคงสำคัญกับผมมากจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[ เขาชอบผมและผมก็ชอบเขา ]

 

 

หรือความรู้สึกที่กูมีต่อโยธามันเรียกว่าชอบวะ

 

ประโยคเดิมวนซ้ำอยู่ในหัวตอนได้ยินบีเกิลพูดกับเพื่อนสนิทของเขา แม้จะยืนอยู่หน้าประตูทว่าสองหูกลับได้ยินอย่างชัดเจน กระทั่งเอ่ยถามออกไปเจ้าตัวก็ทำบ่ายเบี่ยงวิ่งหนีเป็นเด็ก ก่อนจะกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งราวกับหาเหตุผลให้ตัวเองได้

 

“ก้องมันเข้าใจผิดว่าเรากิ๊กกัน แต่กูปฏิเสธไปแล้วนะไม่ต้องห่วง”

 

“แล้วไงต่อ”

 

ผมวางหนังสือการ์ตูนไว้ข้างตัว พุ่งความสนใจไปยังรูมเมทซึ่งก้มหน้าก้มตานั่งตรงปลายเตียงของตัวเอง

 

“แต่เพื่อความชัวร์มันเลยเอาแบบทดสอบมาให้ลองทำไง ทำไปทำมาผลเสือกบอกว่าชอบซะงั้น ซึ่งจริงๆ ความชอบก็มีหลายแบบถูกมั้ย ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบคู่รักสักหน่อย ไอ้ก้องแม่งเพ้อเจ้อ เหอะๆ”

 

“ส่วนมึงก็ดิ้นเล่นตามเพื่อน”

 

“ก็ว่างอะ” เมื่อเห็นสายตาไม่อยากเชื่อของผมเขาก็กุลีกุจออธิบายเหตุผลต่ออย่างน่าเอ็นดู “แบบทดสอบมันไก่กามากจริงๆ ความน่าเชื่อถือศูนย์เปอร์เซ็นต์”

 

“แบบทดสอบมันเป็นยังไง”

 

“ลองทำมั้ยเดี๋ยวส่งลิงก์ให้” ผมส่ายหัว แทนที่ทุกอย่างจะจบลงคนตัวเล็กกลับหยิบมือถือขึ้นมาอ่านแบบสอบถามให้ผมฟัง ดูเหมือนจะพยายามหาเหตุผลมาประกอบว่าแบบสอบถามแม่งมั่วนั่นแหละ

 

“ข้อแรก”

 

“บอกเหรอว่าจะทำ”

 

“ก็กลัวมึงไม่เชื่อไงว่าแบบทดสอบมันมั่ว เอาล่ะฟังดีๆ มันจะมีคำถามทั้งหมดสิบคำถาม ให้มึงเลือกตอบว่าใช่ ไม่แน่ใจ หรือไม่ใช่ในข้อที่กูอ่าน ตกลงมั้ย”

 

“ไม่ตกลง”

 

“ต้องตกลงเท่านั้น!” โคตรเอาแต่ใจ เอาวะ! อยากให้ทำก็ทำ “ข้อหนึ่ง รู้สึกถูกชะตา ตอบมาว่าใช่ ไม่แน่ใจ หรือไม่ใช่”

 

“ใช่” ผมตอบแทบไม่คิด ความจริงก็อยากรู้ความรู้สึกลึกๆ ของตัวเองเช่นกัน

 

“หูยยยย มันมาว่ะ งั้นข้อที่สองต่อเลย คิดถึงอยู่ตลอดเวลา”

 

“ไม่ใช่”

 

ผมคิดถึงเขาเป็นบางครั้ง ยิ่งตอนอีกฝ่ายอาบน้ำผมยิ่งไม่อยากคิดเพราะสมองชอบจินตนาการเตลิดไปไกลตลอด

 

“ข้อสาม แอบมองทุกครั้งที่สบโอกาส”

 

“ใช่”

 

“มองทำไม”

 

“ชอบมองหมา มันน่ารักดี”

 

“สัด” ก็น่ารักจริงๆ นี่หว่า “สี่ รู้สึกอารมณ์ดีเป็นพิเศษเมื่ออยู่ใกล้”

 

“ใช่”

 

“ห้า อยากตีสนิทและรับรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเขา”

 

“ใช่”

 

“ห่วงเค้าเหรอออออ”

 

“เป็นบัดดี้ก็ต้องอยากรู้เรื่องของกันและกันบ้าง”

 

“ปลื้มใจเลยว่ะ อะ...ข้อต่อไป อยากได้รับความสนใจ”

 

“ใช่”

 

คนถามนิ่งไปอึดใจหนึ่งจนผมต้องย้ำ

 

“ถามต่อสิ จะอ่านการ์ตูน”

 

“เจ็ด อยากดูแลและทำให้อีกฝ่ายมีความสุข”

 

“ใช่”

 

“ข้อแปดแล้ว รู้สึกไม่พอใจเมื่อเห็นเขาอยู่กับคนอื่น”

 

“ใช่”

 

“ทำไม”

 

“สงสารคนอื่น”

 

ข้อนี้ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องรู้สึกแบบนั้น ทว่าเวลาที่บีเกิลอยู่กับคนอื่น ผมรู้สึกไม่พอใจจนมีความคิดอยากเดินเข้าไปกระชากอีกฝ่ายออกมาด้วยซ้ำ ทั้งที่ตอนนั้นเขาก็แค่ยืนคุยกับเพื่อนหรือรุ่นพี่ในคณะ ไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลย

 

“ฟาย!!” ขนาดด่ายังน่าฟัดอะคิดดู “ข้อเก้าเลยแล้วกัน หัวใจเต้นแรงตอนอยู่ใกล้”

 

“ไม่”

 

“ทำไมไม่เต้น เดี๋ยวตายนะ”

 

“อยู่ใกล้มึงแล้วเหมือนอยากหยุดหายใจมากกว่า”

 

“โอเคๆ” เจ้าตัวก้มหน้างุดไม่กล้าสบตา ก่อนเปล่งเสียงคำถามข้อสุดท้ายเป็นการจบแบบสอบถามชวนหวั่นไหวนี่สักที “ข้อสิบ อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองและเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวเพราะเขา”

 

“ไม่”

 

“ตอบเสียงจริงจังเลยน้า”

 

ความกลัวของผมคือการเริ่มต้นรักใครสักคน บีเกิลคือหนึ่งในคนที่เดินเข้ามาในชีวิต และผมอยากรักษาเขาไว้ตรงจุดที่ทำให้เจ้าตัวสบายใจ มีความสุข และไม่ต้องร้องไห้

 

การรู้จักผมในเบื้องลึกมันอาจทำให้เขาเจ็บปวด ดังนั้น...ผมไม่อยากสู้กับความกลัวเพื่อรักใครสักคนอีกแล้ว

 

ทั้งที่รู้ว่าความพยายามนั้น...

 

“ชอบ”

 

ล้มเหลวไม่เป็นท่า

 

“เหรอ”

 

ผมถามเขา แค่นหัวเราะเมื่อได้ยินผลจากการทำแบบทดสอบ แน่นอนว่าคำถามมันกว้างซะจนไม่สามารถชี้ชัดได้ แต่นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมต้องกลับมานั่งทบทวนกับตัวเอง

 

หรือผมจะชอบเขาจริงๆ

 

ชอบโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเริ่มต้นตั้งแต่ตอนไหน

 

บางทีอาจเป็นตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกันเลยก็ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

[ วิธีขอเป็นแฟนแบบประทับใจ ]

 

 

“สัด”

 

“อะไร”

 

“พี่อาร์คส่งลิงก์ข้อมูลมา”

 

“ลิงก์ไรวะ”

 

“ช่างเหอะ” ข้อมูลมันทะลึ่งเกินกว่าจะบอกได้ เพราะแกเล่นส่งไฟล์รวมรวบความรู้เกี่ยวกับถุงยางและเจลหล่อลื่นหลากยี่ห้อมาให้เลือกสรรอย่างละลานตา นี่ยังไม่ทันขอเป็นแฟนก็ตั้งท่าจะจัดซะแล้ว แต่ยอมรับเลยที่อยู่ด้วยกันทุกวันนี้ผมต้องใช้ความอดทนอย่างมหาศาลในการกัดฟันไม่ทำอะไรลูกหมาตัวน้อย

 

ต้องรอจนกว่าเขาจะพร้อมและเต็มใจเท่านั้น

 

“แล้วนี่มึงคิดหรือยังว่าจะขอไอ้กรรณเป็นแฟนยังไง บรรยากาศงานวิศวะสัมพันธ์แม่งโรแมนติกมากนะเว้ย หาซีนประทับใจได้ไม่ยาก” ไม่นึกไม่ฝันว่าวันหนึ่งจะต้องมานั่งสุมหัวอยู่กับเพื่อนเพื่อหาวิธีขอบีเกิลเป็นแฟน

 

ความจริงผมไม่อยากสรรหาวิธียุ่งยากให้มากความ แค่บอกความรู้สึกกับเขาจากนั้นก็ขอคบ แต่ตัวตั้งตัวตีที่บอกให้เล่นเว่อร์ๆ อย่างไอ้ไฟฟ้ามันทำให้ผมต้องกลับมานั่งคิดอย่างจริงจังอีกครั้ง

 

“ก็คงจะบอกที่งานนี้แหละ”

 

“วันสุดท้ายมีเทคของบัดดี้ มึงก็เตรียมของไปให้มันดิ”

 

“เอาอะไรดี” ลองถามความเห็นดูเผื่อจะได้ไอเดียที่คาดไม่ถึงมาปรับใช้

 

“ต้องโชว์ความป๋าเว้ยซื้อแบรนด์เนมให้เลย หรูหราหมาหอนสุดๆ”

 

“บีเกิลไม่ได้บ้าแบรนด์”

 

มันเป็นคนง่ายๆ อะไรก็ใส่ได้หมด เลยคิดว่าไม่เหมาะและไม่น่าประทับใจเท่าไหร่เพราะแค่ใช้เงินซื้อ แถมเงินนี่ยังเป็นเงินของพ่อที่ผมไม่ได้พยายามหามาอย่างยากลำบากอีกต่างหาก

 

“แหวนแทนใจล่ะ”

 

“เราดันเป็นประเภทไม่ชอบใส่เครื่องประดับทั้งคู่อะดิ”

 

“เสื้อช็อปมั้ย ยกให้ไปเลย”

 

“แล้วกูเอาอะไรใส่อะ”

 

“ซื้อใหม่สิไอ้ควาย นี่มึงกวนตีนพวกกูปะวะโยธา” ผมเกาหัวแกรก อยู่ดีๆ ก็โดนด่าเฉยเลย

 

อีกหนึ่งเหตุผลที่ไม่อยากยกเสื้อช็อปให้เพราะพี่อาร์คเคยเล่นมุกนี้ไปแล้วเลยไม่อยากซ้ำ

 

“กูคิดออกละ” หนึ่งในก๊วนแก๊งปิ๊งไอเดีย ผมยืดหลังตรงรอฟังคำตอบอย่างใจจดจ่อ “ไม่ต้องขอแม่ง จับปล้ำให้จบไปเลยสัด”

 

“วิธีนี้เหมือนจะฉลาดนะแต่แม่งโง่มาก”

 

“เหยดแหม่”

 

“ขอเป็นแฟนแบบในหนังมั้ย เรื่องเพื่อนสนิทไง กรรณยุคล ฉันรักแกว่ะอิย๊าาาาา” ผมนั่งมองเพื่อนสวมบทบาทเป็นตัวเอกของเรื่อง ก่อนจะถูกขัดจังหวะกะทันหัน

 

“แต่หลังจากบอกไปนางเอกแม่งปฏิเสธพระเอกไม่ใช่เหรอวะ”

 

“เวรแล้วไง เฮงซวย”

 

แนะนำกันเองด่ากันเอง ยอมใจพวกมึงจริงๆ

 

ผมทำได้แค่รับฟังสลับกับถอนหายใจเป็นบางครั้ง ในเมื่อยังคิดไม่ออกก็ไม่อยากเร่งเร้าอะไร บางทีผมอาจทำได้แค่การเดินไปหาเขาและบอกความรู้สึกอย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกเท่านั้น

 

“ถามก่อน มันเคยซื้ออะไรให้มึงบ้างอะ” หลังนั่งหน้าเครียดอยู่นานในที่สุดเพื่อนของผมก็ถามต่อ

 

“ของกิน”

 

“ห่า หมาน้อยอะเนาะ คิดอะไรไม่ซับซ้อนเลย” คนฟังบ่นกระปอดกระแปด “แล้วอย่างอื่นที่ไม่ใช่ของกินล่ะ”

 

“บีเกิลเคยซื้อเนคไทให้”

 

“ก็ซื้อคืนดิ”

 

ประโยคดังกล่าวดังก้องในหัว

 

เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าควรตอบแทนด้วยของแบบเดียวกับที่เขาให้ อีกอย่างเนคไทเส้นนั้นก็สำคัญกับผมมาก เพราะมันคือเหตุผลที่ทำให้ผมใช้เป็นข้ออ้างในการใกล้ชิดกับเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

 

“ขอบคุณมากนะ”

 

“อ้าว สรุปได้แล้วเหรอ”

 

“อือ”

 

“บทจะง่ายก็ง่ายเลยวุ้ย”

 

การมางานวิศวะสัมพันธ์ลำบากสุดก็ตรงการออกไปซื้อของ เนคไทเป็นของจำเพาะเจาะจง ทั้งสีและรูปแบบถูกทำโดยกองกิจการนิสิตมหาลัยเป็นหลัก ดังนั้นการจะหาซื้อมันจากข้างนอกยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย ผมจึงแก้ปัญหาด้วยการรื้อค้นเอาเนคไทของตัวเองอีกหนึ่งเส้นที่พกติดตัวมาใช้แทน

 

นี่คือของผม กลิ่นของผม ตัวแทนของผมที่อยากมอบให้เขาช่วยดูแลมัน

 

เนคไทอีกเส้นหนึ่งที่ผูกประจำบีเกิลปักวันเกิดของผมลงไปในนั้น ฉะนั้นอีกเส้นหนึ่งจึงต้องปักวันเกิดของเขาลงไปด้วย

 

“ทำอะไรวะ”

 

“ทำของให้บีเกิล” ช่วงเวลาระหว่างพักจากการทำกิจกรรม ผมปลีกวิเวกออกมาหาที่สงบนั่ง แล้วใช้เข็มกับด้ายบรรจงปักตัวเลขวันเกิดของเขาลงไปบนเนคไทอย่างทุลักทุเล

 

“โคตรพยายาม มือพรุนหมดแล้ว” ไอ้ไฟนั่งลงข้างๆ จ้องมองการกระทำของผมราวกับต้องการเอาใจช่วย

 

“สวยมั้ย” ลองยื่นให้มันดูเผื่อจะได้แนะนำว่าสามารถแก้ตรงไหนได้บ้าง

 

“เอาความจริงหรือโกหก”

 

“โกหก”

 

“สวยมึง สวยฉิบหาย”

 

“แล้วความจริงอะ”

 

“แม่งห่วยดีว่ะ”

 

“...”

 

“เฮ้ยอย่าเพิ่งท้อ ทำให้ขนาดนี้ไอ้หมารักมึงตายเลย แล้วนั่นเลขสามใช่มั้ย”

 

“แปด”

 

เราสองคนต่างชะงักนิ่ง มองหน้ากันคล้ายกับทำตัวไม่ถูก

 

“เอ่อ...ฮ่าๆ กูนี่ตาไม่มีแววเหรอเนี่ย พอมึงบอกกูเห็นเป็นเลขแปดทันทีเลย” ผมก้มหน้าปักต่อแม้รู้ดีว่าผลสุดท้ายจะออกมาไม่สวยเหมือนเนคไทเส้นที่บีเกิลเคยให้ก็เถอะ

 

“โยธา กูไม่เคยเห็นมึงพยายามเพื่อใครขนาดนี้มาก่อนเลยนะเว้ย”

 

ประโยคของไฟฟ้าฉุดให้ผมเงยหน้ามองคนเป็นน้องชายอีกครั้ง

 

“กูก็ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะพยายามเพื่อใครขนาดนี้เหมือนกัน”

 

“...”

 

“ตอนพ่อแยกทางกับแม่ หรือตอนถูกวาริชบอกเลิก กูไม่เคยเชื่อเลยว่าจะรักหรือเริ่มต้นกับใครได้อีก”

 

“...”

 

“แต่เขาเปลี่ยนกู...”

 

นิ้วโป้งลูบวนไปมาบนตัวเลขที่ยังคงปักไม่เสร็จ แต่อีกไม่นานมันจะสมบูรณ์เพื่อบ่งบอกการมีตัวตนของใครคนหนึ่ง

 

18 ธันวาคม คือวันเกิดของกรรณยุคล

 

วันสำคัญที่ผมไม่มีวันลืม

 

ขอบคุณที่เกิดมา

 

ขอบคุณที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ปีหนึ่งจะจับบัดดี้กันแล้ว ลุ้นๆ”

 

“ลุ้นทำไมตัวเองไม่ได้จับสักหน่อย”

 

“ก็ลุ้นแทนน้องรหัสผิดอ่อ”

 

“แล้วมึงไม่มีอะไรเทคกูหรือไง”

 

“ไม่สำคัญอย่าเรียกร้องให้เยอะ”

 

ไม่น่าเชื่อว่าจากวันแรกมาจนถึงวันนี้เวลาจะผ่านมาเป็นปีแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อนบีเกิลกับผมได้มีโอกาสจับฉลากบัดดี้ แม้ไม่ได้คู่กันในตอนแรกแต่ด้วยความพยายามหลายอย่างก็ทำให้เราได้ดูแลกันและกันจนพัฒนาจากบัดดี้กลายเป็นคนรักในที่สุด

 

“ได้น้องใหม่กูก็ตกกระป๋องแล้วสินะ” พอแสร้งทำเสียงน้อยใจ คนฟังเลยหันมาทำตาปรอยลูบหัวผมไม่หยุด

 

“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะครับ”

 

“ไอ้หูมานี่เร็ว” ทำอ้อนได้ไม่เท่าไหร่ก้องเกียรติก็วิ่งเข้ามาขัดจังหวะ “เตรียมตัว”

 

“เฮ้ยต้นสอยดาว ต้นสอยดาว!

 

บีเกิลกระโดดโลดเต้นก่อนวิ่งสับเท้าตามเพื่อนสนิทไป ลืมแม้กระทั่งผมที่ยืนมองตาละห้อยอยู่ตรงนี้ น่าตีฉิบหายเลย

 

ได้แต่ปล่อยให้เขาวิ่งเข้าไปมีส่วนร่วมในการแบกต้นสอยดาว ก่อนกิจกรรมการจับบัดดี้ของน้องปีหนึ่งจะเริ่มขึ้นด้วยความสนุกสนาน บรรยากาศเดิมๆ หวนกลับมาให้รู้สึกอีกครั้ง ห้องทั้งห้องวุ่นวายเพราะเราต้องตามหาคู่ของตัวเอง และเมื่อได้เจอกันแล้วคนทั้งคู่ก็จะแนะนำตัวพร้อมกับมอบของให้กับอีกฝ่าย

 

“น้องๆ พร้อมหรือยังคะ” พิธีกรคนเดิมกับปีที่แล้วยังคงทำหน้าที่

 

“พร้อม~

 

“ถ้าอย่างนั้นตามหาบัดดี้ของตัวเองได้เลยค่า”

 

เสียงจอแจในคราแรกดังกว่าเดิมเป็นเท่าตัว เมื่อปีหนึ่งต่างวิ่งหาคู่ของตัวเองไปทั่วอย่างไม่มีทิศทาง ดูแล้วนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าจะหากันเจอภายในยี่สิบนาทีได้ยังไง

 

“ฮ่าๆ โคตรตลก เหมือนเราตอนนั้นเลยเนาะ” แล้วไอ้เด็กดื้อก็เดินกลับมายืนหัวเราะข้างๆ ผม

 

“มึงอะตัวดีเลย”

 

“ทำไม”

 

“ซนกว่าใครเพื่อน”

 

“โห่ไรวะ” ต่างคนต่างยืนมองกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายพักใหญ่ ในที่สุดเสียงสดใสของคนตัวเล็กก็แทรกเข้ามาในโสตประสาท “นี่โยธา”

 

“หืม”

 

“248”

 

ผมนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะหลุดยิ้มขำเมื่อได้ยินประโยคทักทายในวันนั้น

 

“248” เอ่ยตอบกลับอย่างรวดเร็ว

 

“มีของเทคจะให้แหละ” เขาก้มหน้างุด ไม่ได้สบตาแต่กลับยื่นซองกระดาษสีเขียวอ่อนผูกโบว์มาให้

 

“ไหนบอกไม่มีของเทคไง”

 

“เพิ่งเสกมา”

 

“ขอบคุณครับ” ผมรับของของเขาเอาไว้พร้อมกับเปิดดูสิ่งที่อยู่ภายใน เชี่ย พีคจริงว่ะ

 

“วันหยุดเราไปกัน”

 

“ไปได้มาจากไหน”

 

“เล่นเกม”

 

“ไม่จริงอะ” ในนี้มีบัตรเข้าพักรีสอร์ตแห่งหนึ่งแทรกอยู่ภายใน เดาว่าคงไปกดจองไว้ตั้งนานแล้วแถมห้องที่นอนยังเป็นห้องสวีตแบบเอ็กซ์คลูซีฟอีกต่างหาก บีเกิลนี่โรแมนติกไม่เบา แต่อยู่ด้วยกันในบรรยากาศแบบนั้นผมจะเบรกตัวเองได้แค่ไหนไม่สามารถเดาได้เลย

 

“เก็บเงินนานเท่าไหร่เนี่ย” ลองหยั่งเชิงถามทว่าเจ้าตัวสวนกลับทันที

 

“บอกว่าเล่นเกมไง”

 

“โอเค เล่นเกมก็เล่นเกม” ผมล้วงลงไปในกระเป๋าสะพาย หยิบของเทคที่เตรียมไว้ออกมามอบให้เขาเช่นกัน “ให้บีเกิล”

 

“นี่ของเทคเหรอ” ผมพยักหน้าแทนคำตอบ “ยังเก็บไว้อยู่อีกอะ จะร้องไห้”

 

เขายืนเบะปากน้ำตารื้น มองดูการ์ดสะสมแต้มซึ่งได้บันทึกความทรงจำของเราเอาไว้ กินข้าวด้วยกันกี่ครั้ง ดูหนังกี่เรื่อง ผมจำได้หมด

 

แล้ววันหนึ่งบีเกิลก็ส่งมันกลับมาให้ในวันที่เราตัดสินใจคบกัน

 

การ์ดใบเดิมถูกเย็บเพิ่มหน้าจนตอนหลังแทบเรียกว่าเป็นสมุดเล่มเล็กไปซะแล้ว ตารางกิจกรรมก็ถูกเขียนเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ วัน

 

กินข้าว

 

ดูหนัง

 

ร้องคาราโอเกะ

 

จิบเบียร์ชิลๆ

 

ท่องเที่ยว

 

ติวหนังสือ

 

หรือแม้แต่เรื่องง่ายๆ อย่าง...จูบ

 

ดูเหมือนตารางอย่างสุดท้ายจะเต็มเอียดจนแทบไม่เหลือที่ให้เช็ก บีเกิลตัวน้อยชอบจูบ วันไหนไม่ได้ทำจะงอแงกระตุกชายเสื้อไม่หยุด มองดูทั้งขำทั้งสงสารในคราวเดียว

 

แต่สิ่งพิเศษสุดคือในนั้นมีตัวหนังสือที่เขาเขียนด้วยตัวบรรจงอยู่เต็มไปหมด และมุมสุดของการ์ดเป็นจุดที่ทำให้ผมมักหยิบมาเปิดอ่านในทุกคืน

 

มันคือความรู้สึกของเขาที่มอบให้ด้วยความจริงใจในวันที่เราตัดสินใจคบกัน

 

 

โยธาไม่ใช่คนมืดมน แต่โยธาสวยงามที่สุด

 

 

หนึ่งปีแล้วที่ผมเปิดอ่านข้อความเดิมซ้ำๆ แล้วยิ้มกับตัวเอง ปีนี้เลยไม่รู้จะเทคอะไรนอกจากส่งการ์ดใบนี้กลับไปให้เจ้าของ

 

 

โยธาเป็นโยธาวันนี้ได้ก็เพราะกรรณยุคล

ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่าความรักจริงๆ เป็นยังไง และมันชัดเจนแล้ว...ว่าเป็นมึงมาตลอด

 

 

นี่คือข้อความที่ผมเขียนเอาไว้ ก่อนคนตัวเล็กจะเงยหน้าขึ้นพลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

 

“ประโยคนี้กูต้องเป็นคนพูดไม่ใช่เหรอ”

 

 

- END -

 

 

 

 

14.02.58 เราเขียนเรื่องสั้นที่ชื่อวิศวกรรมประสาท มันคือเรื่องสั้นแก้บนที่ตอนแรกตั้งใจว่าคงเขียนจบแล้วจบเลย แต่ไม่รู้ว่าสุดท้ายมันงอกเรื่องสั้นอีก 11 เรื่องมาได้ยังไง แถมยังทำหนังสือได้ตั้งเล่มหนึ่ง

15.05.61 สามปีหลังจากนั้นพี่อาร์คน้องอาร์มก็ถูกหยิบมาขยายเป็นเรื่องยาว ความจริงในเซตมหาลัย มาหารักมีหลายเรื่องที่เราชอบ เลือกอยู่นานแต่ในที่สุดก็ตัดสินใจหยิบคณะวิศวะมาเขียน อาจเพราะเป็นเรื่องแรกและหลายคนก็ผูกพันกับมันมากๆ เรื่องราวของพี่น้องสุดกวนของสายรหัสเทวดาเลยเกิดขึ้น

09.09.62 คือวันแรกที่เราตัดสินใจอัพเรื่องราวของหนึ่งในสายรหัสเทวดาคนล่าสุดอย่างเรื่องวิศวกรรณโยธาลงแพลตฟอร์มให้ทุกคนได้อ่านกัน คงต้องบอกว่ากว่าจะถึงคำว่า END เราผ่านอะไรกันมาเยอะแยะเลย ขอบคุณที่เฝ้ารอแม้บางครั้งเราจะหายไป ขอบคุณที่เป็นกำลังใจ เป็นพลังบวก เป็นครูที่คอยสอนให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง เป็นผู้สนับสนุนที่คอยโดเนทเงินมาให้กำลังใจในทุกๆ ตอน เป็นนักแนะนำนิยายให้เราตัวยง

ต้องบอกว่าวิศวกรรณโยธาจะจบลงแบบนี้ไม่ได้เลยถ้าไม่มีคนอ่าน ไม่มีคนที่รู้สึกและผูกพันกับตัวละครไปด้วยกัน บางครั้งเราไม่มีไอเดียด้วยซ้ำว่าจะเขียนฉากต่อไปยังไง แต่พอได้มาอ่านคอมเมนต์จู่ๆ ก็คิดออกในทันที นี่อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำไมจิตติชอบลงนิยายออนไลน์ ชอบที่ได้อ่านความคิดเห็นของทุกๆ คน

ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันจนถึงตอนสุดท้าย และหวังว่าเราจะได้กลับมาพบกันใหม่ในเรื่องถัดไป

ป.ล. ใครที่รอไฟฟ้าอยู่ เอาใจช่วยหน่อยนะคะ จะพาคุณความร่าเริงมาเสิร์ฟทุกคนแน่นอน

ป.ล.2 หนังสือวิศวกรรณโยธาเปิดจองเมื่อไหร่จะรีบมาบอกเลยค่า แต่ชัวร์ๆ เลยคือน่าจะวางขายที่งานสัปดาห์หนังสือเดือนมีนาคมเป็นที่แรกค่ะ

 

ขอบคุณเสมอ

จิตติ.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8.113K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,843 ความคิดเห็น

  1. #13837 parinyadakhim (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 19 เมษายน 2564 / 22:52

    ขอบคุณไรท์สำหรับนิยายดีๆเเบบนี้นะคะ เป็นกำลังใจให้คุณนักเขียน ปล.รักเจ้าบีเกิลโยธาคนร้ายๆมั๊กๆ❤
    #13,837
    0
  2. #13824 theskyandsea (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 9 เมษายน 2564 / 23:46
    อ่านรวดเดียวจบเยค่ะ เป็นนิยายที่ดีมากๆ อ่านเพลินทุกตอน ตกหลุมรักเจ้าความร่าเริงของคณะมากๆ เลย โยธาคือหลงบีเกิ้ลไม่ไหว ป่าวประกาศไปทั่วว่าเป็นแฟนกัน ขอบคุณที่โยธายอมเปิดใจรับน้องกรรณอีกครั้ง โยธาก็คอยดูแลน้องตลอด หลอกล่อด้วยของกิน เอ็นดูน้องเป็นที่สุด
    #13,824
    0
  3. #13822 Nyoong (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 เมษายน 2564 / 17:36
    เป็นนิยายที่ดีและน่ารักมากๆๆๆ เรื่องของอาร์คอาร์มเราก็ชอบมากๆ พอมาอ่านเรื่องนี้ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ ขอบคุณเช่นกันค่าาาา
    #13,822
    1
    • #13822-1 Nyoong(จากตอนที่ 21)
      7 เมษายน 2564 / 09:09
      ประทับใจที่ปักเนคไทด้วยตัวเอง แสนดีที่หนึ่ง
      #13822-1
  4. #13821 Suaysuay (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 31 มีนาคม 2564 / 19:41

    อ่านตั้งแตต้นจนจบตัวละครน้องกรรณทำไห้นึกถึงน้องวอร์วนรัตน์เหมาะกับน้องมากอยากให้ทำเป็นซีรีย์จัง

    #13,821
    1
    • #13821-1 Thida_M(จากตอนที่ 21)
      7 เมษายน 2564 / 23:41
      คิดเหมือนกันเลยค่ะ เหมือนวอร์มากๆๆ
      #13821-1
  5. #13807 Sirilukmanpakde (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 มีนาคม 2564 / 17:51
    กลับมาอ่านรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ แต่ไม่ว่าจะอ่านกี่ครั้งก็มีความสุขทุกครั้งที่อ่าน ขอบคุณไรท์ที่เขียนนิยายดีๆออกมาให้อ่านนะคะ😍
    #13,807
    0
  6. #13778 nnnnnnnn.oey (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 / 14:28
    กลับมาอ่านอีกกี่ครั้งก็ยังสนุกทุกครั้งเลย ขอบคุณมากๆนะคะ
    #13,778
    0
  7. #13774 Maymay123456789 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:11

    ขอบคุณที่เขียนเรื่องดีๆนี้ ชอบมากเลยค่ะ ชอบทุกเรื่องที่คนแต่งเขียนนะคะเลิ๊ฟๆ
    #13,774
    0
  8. #13755 Whatever it is (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:26
    ขอบคุณค่ะ สนุกมากเลย
    #13,755
    0
  9. #13753 Charin2014 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 มกราคม 2564 / 00:09

    กดถูกใจไว้นานมาก เเต่เห็นเปนเรื่องเกี่ยวกับวิศวะ เลยคิดว่า plot เดิมๆ เเต่พอมาอ่านจริง เสียดายมากที่ไม่อ่านตั้งเเต่วันเเรกที่กดถูกใจ
    เเต่งได้ดีมากคะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #13,753
    0
  10. #13752 pkpk30 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 มกราคม 2564 / 15:48

    ขอบคุณที่เขียนเรื่องดีๆแบบนี้มาให้อ่านนะคะ
    #13,752
    0
  11. #13746 AISORIN (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 มกราคม 2564 / 00:16
    เป็นเรื่องที่ดีมากเลย อยากจะบอกว่าโยธาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรเลยนะ ก็แค่คนคลั่งรักน้องกรรณดีๆนี่เอง ขี้เก๊กมากด้วย5555 ส่วนตะน้อนหูก็น่ารักมากๆ เป็นคนที่พูดคำหยาบแล้วดูปุ้กปิ้กมาเลยอะ แบบนิสัยน้องน่ารักโพด ตะเร้กบีเกิล นี่จะกลายเป็นคนคลั่งรักน้องหูอีกคนแล้ว5555 แล้วก็ขอบคุณไรท์นะที่แต่งนิยายดีๆแบบนี้มาให้อ่าน จะติดตามผลงานตลอดนะ สู้ๆ!
    #13,746
    0
  12. #13721 ptpwjp (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 4 มกราคม 2564 / 21:32
    แกคืออ่านเป็น4 5รอบแล้วนะ คือติดมากๆ ใจเหลวสุดๆกับเรื่องนี้ ขอบคุณไรท์ที่แต่งโยธา กับพี่บีเกิลออกมา เราชอบทั้งสองคนนี้มากๆฮือ อ่านจบทีไรก็ต้องมาอ่านอีกรอบซ้ำๆ คือคิดถึงมากๆ สุดท้าย ไรท์สู้ๆนะครับบ แต่งนิยายสนุกๆอีกหลายๆเรื่องเลย รอสนับสนุนนคับบบ
    #13,721
    0
  13. #13713 Monabam (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2563 / 17:37
    ใจหายเหมือนกันที่เรื่องนี้จบลงแล้ว ใจยังคิดอยู่เลยว่าบีเกิลกับโยธาจะเป็นยังไงต่อไป เราแสนจะประทับใจไรท์มากๆเลยค่ะ เราอ่านเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก และจะติดตามไรท์ไปเรื่อยๆ เราประทับใจการเขียน มันสื่อและแสดงให้เห็นว่าความรู้สึกในตอนนั้นมันเป็นยังไง ไม่หวือหวาแต่ดูพิเศษมากเลยค่ะ ขอบคุณที่แต่งนิยายเรื่องนี้ ทำให้ทุกคนมีความสุขทุกครั้งเวลาได้อ่าน ขอบคุณมากๆเลยนะคะ make me feel good 🖍💗
    #13,713
    0
  14. #13712 Ribbin457 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2563 / 12:53
    พึ่งเข้ามาอ่านเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของไรท์ แต่ไม่รู้ทำไมกลับหลงรักทุกตัวอักษรตั้งแต่ต้นจนจบ และจะรอเรื่องต่อไปนะคะ
    #13,712
    0
  15. #13711 Pream1412 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2563 / 12:19

    ขอบคุณนะคะ ที่เขียนเรื่องดีๆแบบนี้มาให้อ่าน //ร๊ากกกกเรื่องนี้ม๊ากกมาก❤️🧡💛💚💙💜💖💕💕
    #13,711
    0
  16. #13708 Korona (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2563 / 09:44
    อ่านมาและพยายามคิดมาตลอดว่าคน-มันหน้าตาเป็นยังไง ขนาดเข้าไปหาในอากูเกิ้ลว่าหมาบีเกิลหน้าตาเป็นยังไง ก้อยังจินตนาการไม่ออก จนในที่สุด....ก้อได้มาเข้าใจว่านายเอกของเราเป็นยังไงในตอนจบ เอิ้กๆ ชอบมากเลยที่ได้อ่านคุณความสดใสในมุมมองของคุณมืดมน น่ารักมากและอิ่มใจมากกับเรื่องนี้ ขอบคุณที่แต่งนิยายดีๆมาให้อ่านกันนะ
    #13,708
    0
  17. #13696 PuayPuayPloy (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 23:24
    รักมากเลยอ่ะ คือมันดีไปหมดจริงๆ ขอบคุณนิยายเรื่องนี้มากเลยค่ะ มันทำให้เรามีพลังบวก รับรับการเยียวยา
    #13,696
    0
  18. #13692 ffranz (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 / 06:50
    ดีมากกกเลยค่ะ ตอนโยธาเอาการ์ดมาให้อีกรอบคือเราน้ำตาแตกแล้วอะ ขอบคุณที่เขียนเรื่องนี้มานะคะ 💖💖💖💖
    #13,692
    0
  19. #13689 Polar. (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 / 23:57
    ชอบมากค่ะ อบอุ่นหัวใจที่สุด รัก ♥︎
    #13,689
    0
  20. #13687 soul_hyukjae (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 / 02:43
    คือดียย์มาก
    #13,687
    0
  21. #13680 bam_apinya2547 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2563 / 21:28
    ♥️✊🏻✊🏻♥️♥️
    #13,680
    0
  22. #13679 TheployKp (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 00:15
    สนุกมีความสุขมากๆเลยค่ะ ขอบคุณที่แต่งขึ้นมานะคะ
    #13,679
    0
  23. #13667 Moosuw (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 กันยายน 2563 / 19:09
    อบอุ่นมากๆเลยคะไรท์ ชอบมากค่า ❤️
    #13,667
    0
  24. #13665 kanyawe15 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 09:11
    ชอบมากกคะไรท์🥺🤍
    #13,665
    0
  25. #13632 Liracu (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2563 / 22:08
    มันดือมากเลยไรท์
    #13,632
    0